ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ไทใหญ่, สตรีราชสำนัก, รัฐฉาน, พม่า, บทบาทของผู้หญิง, พื้นที่สาธารณะ, พื้นที่ส่วนตัว, การเมือง, ข้อตกลงปางหลวง, สังคม, วัฒนธรรม, ปิตาธิปไตย, สตรีนิยม
Author จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์
Title สตรีราชสำนักไทใหญ่ในเรื่องเล่าของนักเขียนสตรีร่วมสมัย : การศึกษาบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ไต คนไต ไตโหลง ไตหลวง ไตใหญ่, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   หอสมุดกลาง อาคารจามจุรี 10 : วิทยานิพนธ์ Call no. 470171         Total Pages 169 Year 2547
Source จิราภรณ์ อัจฉริยะประสิทธิ์. 2547. สตรีราชสำนักไทใหญ่ในเรื่องเล่าของนักเขียนสตรีร่วมสมัย : การศึกษาบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ ภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Abstract

     วิทยานิพนธ์เรื่องสตรีราชสำนักไทใหญ่ในเรื่องเล่าของนักเขียนสตรีร่วมสมัย : การศึกษาบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว ศึกษาเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบวรรณกรรม ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสตรีราชสำนักไทใหญ่ และบริบททางการเมือง สังคมและวัฒนธรรม ในเรื่องเล่าของนักเขียนสตรีร่วมสมัยจำนวน 3 เรื่อง Twilight over Burma: My Life as a Shan Princess ของ Inge Sargent ปีค.ศ. 1994, The White Umbrella ของ Patricia Elliott ปีค.ศ.1999 และ  My Vanished World: The True of a Shan Princess ของ Nel Adam ปีค.ศ. 2000 ผลการศึกษาพบว่า                 ผู้ประพันธ์เรื่องเล่าทั้ง 3 เรื่อง มีภูมิหลังที่แตกต่างกัน  มีทั้งสตรีไทใหญ่แท้ สตรีที่เข้ามาเป็นมหาเทวีในไทใหญ่ และสตรีตะวันตก โดยมีแนวคิดสำคัญเหมือนกัน คือ การนำเสนอความรุนแรงจากการกวาดล้างทางการเมือง ต้นเหตุที่ทำให้สังคมไทใหญ่ล่มสลายลงและเรียกร้องความเป็นธรรมให้ไทใหญ่ เรื่องเล่าถูกเขียนขึ้นหลังจากผู้ประพันธ์ลี้ภัยมายังประเทศตะวันตก เล่าจากมุมมองผู้ถูกกระทำที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์  ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตทำให้เห็นรากเหง้าของเผ่าพันธุ์ สะท้อนบทบาทของสตรีราชสำนักไทใหญ่ โดยพบว่าบทบาทของสตรีราชสำนักไทใหญ่ในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เช่น การแต่งงานที่มีนัยยะทางการเมือง การเตรียมงานครัวในงานสมาคมรับแขกที่มีนัยยะเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างเมืองหรือประเทศ บทบาทของสตรีราชสำนักได้มีการเปลี่ยนแปลงไปหลังจากไทใหญ่อยู่ภายใต้อาณานิคม อังกฤษเข้ามาจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาการแก่บุตรของเจ้าฟ้าทั้งชายและหญิง สตรีราชสำนักไทใหญ่ได้เข้ารับการศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้มีความกล้าแสดงออกทางความคิดและมีบทบาทในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ พื้นที่ส่วนตัว สตรีมีสิทธิที่จะคัดค้านและต่อรองในสิ่งที่ตนเองไม่เห็นด้วย สำหรับพื้นที่สาธารณะ สตรีมีบทบาททางสังคม เช่น การพัฒนาด้านการศึกษาและสาธารณะสุข มีบทบาททางการเมืองจากการประพันธ์เรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิตเชิงอัตชีวประวัติและเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชไทใหญ่ ทั้งนี้เรื่องเล่ายังเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และบทบาทสตรีที่มีประโยชน์ทางวิชาการต่อสังคมเป็นอย่างมาก (หน้า 156-159)

Focus

     เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบวรรณกรรม ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสตรีราชสำนักไทใหญ่ และบริบททางการเมือง สังคมและวัฒนธรรม ในเรื่องเล่าของนักเขียนสตรีร่วมสมัยจำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ Twilight over Burma: My Life as a Shan Princess ของ Inge Sargent ปีค.ศ. 1994, The White Umbrella ของ Patricia Elliott ปีค.ศ.1999 และ My Vanished World: The True of a Shan Princess ของ Nel Adam ปีค.ศ. 2000 (หน้า 5)

Theoretical Issues

     ผู้ศึกษาได้นำแนวคิดสตรีนิยมที่เกิดขึ้นในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมาซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากในระดับสากลมาอธิบาย การเกิดนักคิดนักเขียนสตรีและการเคลื่อนไหวของสตรี ได้ตั้งสมมติฐานว่าสตรีราชสำนักไทใหญ่มีบทบาทในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ จากการทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัวและร่วมต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช เมื่อไทใหญ่เกิดวิกฤตทางการเมืองกับรัฐบาลพม่าช่วง ค.ศ.1945-1996 ซึ่งปรากฏในวรรณกรรมเรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิตของสตรีร่วมสมัย 3 เรื่องอย่างสอดคล้อง ดังนี้ สตรีราชสำนักมีบทบาทในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับมากขึ้น กล่าวคือ สตรีในพื้นที่ส่วนตัวหรือบทบาทลูก บทบาทภรรยาและบทบาทแม่ มีสิทธิในการคัดค้านสิ่งที่ตนเองไม่เห็นด้วย เช่น เจ้าเฮือนคำต่อต้านการอภิเษกด้วยการทำสัญญามาต่อรอง และสตรีในพื้นที่สาธารณะได้เข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาด้านการศึกษาด้านสาธารณสุขและการเรียกร้องเอกราชไทใหญ่ เช่น สุจันทรีได้ริเริ่มเปิดโรงเรียนอนุบาล พัฒนาสถานผดุงครรภ์และพัฒนาสวัสดิภาพแม่และเด็ก เจ้าเฮือนคำได้เป็นผู้นำเพื่อต่อสู้เรียกร้องเอกราชไทใหญ่ โดยเรื่องเล่าทั้งหมดนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่ผู้ประพันธ์ลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่ประเทศตะวันตกซึ่งเป็นพื้นที่ของเสรีภาพ สตรีราชสำนักจึงได้เขียนเรื่องเล่าเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก ประสบการณ์ชีวิต ความรุนแรงทางการเมือง รวมไปถึงเรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อให้สังคมโลกหันมาสนใจปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับไทใหญ่ (หน้า 4-5,156-159)

Ethnic Group in the Focus

     ไทใหญ่ เป็นชาติพันธุ์ที่คนไทยเรียกว่า“ไทใหญ่” คนต่างชาติเรียกว่า“ชาน”หรือ“ฉาน” แต่คนไทใหญ่จะเรียกตนเองว่า “ไต” (หน้า 8)

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาไทใหญ่ (หน้า 25)

Study Period (Data Collection)

     การศึกษาจากงานเขียนเรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิตของสตรีจำนวน 3 เล่ม ได้แก่ Twilight over Barma : My Life as a Shan Princess ของ Inge Sargent ปีค.ศ. 1994, The White Umbrella ของ Patricia Elliott ปีค.ศ. 1999 และ My Vanished World : The True of a Shan Princess ของ Nel Adam ปีค.ศ. 2000 (หน้า 6)

History of the Group and Community

     ไทใหญ่เป็นชนชาติที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่าสองพันปี ชาวตะวันตกได้เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ของชาวไทใหญ่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19  พบว่าชาวไทใหญ่มีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณมณฑลเสฉวนและทางตอนกลางของประเทศจีน                หรืออีกแนวคิดเชื่อว่าอาศัยอยู่ในเขตมณฑลกวางตุ้ง กวางสี ตอนใต้ของประเทศจีนและตอนเหนือของประเทศเวียดนาม            ชาวไทใหญ่ได้อพยพลงมาเพราะถูกจีนรุกราน  สำหรับนักวิชาการชาวจีนส่วนใหญ่เชื่อว่าชาวไทใหญ่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางตอนใต้ของจีน มีความเห็นเป็น 2 ประการ ได้แก่ แนวคิดที่เชื่อว่ามณฑลยูนนาน รวมไปถึงเขตกุ้ยโจว กวางสี กวางตุ้งเป็นถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของชนชาติไท และชาวไทใหญ่ไม่มีการอพยพแต่อย่างใด หรืออีกแนวคิดเชื่อว่าถิ่นกำเนิดน่าจะอยู่บริเวณมณฑลกวางสี ตอนเหนือของเวียดนามและตอนเหนือของลาว โดยเคลื่อนย้ายไปทางตะวันตกจนถึงเขตแดนไทย-พม่า และวกกลับไปตามแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขงเข้าไปแถบตะวันตกของยูนนาน ทางใต้ของยูนนาน และทางเหนือของพม่า เมื่อเปรียบเทียบกับถิ่นฐานของชาวไทใหญ่ในปัจจุบัน พบว่าหากเป็นการอพยพลงมาแสดงว่าชาวไทใหญ่เดินทางอพยพข้ามแม่น้ำข้ามภูเขามาเป็นระยะทางไกล หรือหากชาวไทใหญ่อาศัยอยู่บริเวณตอนใต้ของจีนโดยไม่มีการอพยพย้ายถิ่นแสดงว่าอาณาเขตของคนไทแต่เดิมนั้นมีความกว้างขวางอย่างมาก
           
     อาณาจักรไทใหญ่มีความรุ่งเรืองในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10 ซึ่งเป็นยุคแห่งอาณาจักรเมืองมาวหลวง หรือเมืองหมอกขาวมาวหลวง ในสมัยเจ้าเสือข่านฟ้า ค.ศ. 1833 ช่วงนี้ไทใหญ่มีอำนาจและมีความเข้มแข็งมาก มีเมืองขึ้นหลายเมือง เป็นครั้งแรกที่อาณาจักรไทใหญ่สามารถยึดครองดินแดนของชาติพันธุ์อื่นได้ ทั้งยังรุกเข้าไปในอาณาจักรจีน อาณาจักรพม่า จึงเป็นประวัติศาสตร์ที่ชาวไทใหญ่ภาคภูมิใจ เมื่อเจ้าเสือข่านฟ้าสิ้นพระชนม์ อาณาจักรเมืองมาวเกิดความระส่ำระสาย ทำให้ล่มสลายลงในสมัยเจ้าเสือหลู่ฟ้า ค.ศ.1992 รวมระยะเวลา 105 ปี ในขณะนั้นอาณาจักรแสนหวีได้แยกตัวออกมาจากอาณาจักรเมืองมาว ซึ่งต่อมาอาณาจักรแสนหวีเป็นเมืองสำคัญของชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า

     ต่อมาเกิดความขัดแย้งในอาณาจักรไทใหญ่ ประกอบกับความเข้มแข็งของกองกำลังทหารจีนและพม่า ในสมัยของบุเรงนองแห่งราชวงศ์ตองอูที่ได้ครอบครองอาณาจักรไทใหญ่ทางใต้ของลุ่มแม่น้ำคงทั้งหมด ซึ่งอาณาจักรไทใหญ่ขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของจีน จึงเกิดสงครามระหว่างจีนกับพม่าระยะเวลายาวนานนับสิบปี ทำให้อาณาจักรไทใหญ่แยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นของจีนในบริเวณจังหวัดใต้คงหรือเห๋อตง มณฑลยูนนาน ประเทศจีนในปัจจุบัน และอีกส่วนเป็นของรัฐฉาน ประเทศพม่า พม่าและจีนที่เคยมีไทใหญ่เป็นรัฐกันชนกั้นกลางมาโดยตลอดจึงมีอาณาเขตติดต่อกันเป็นครั้งแรก  สงครามยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องจนถึง พ.ศ. 2203-2303 จีนได้ยอมรับกำลังอำนาจของพม่า ไทใหญ่สูญเสียเอกราชและสิทธิในการปกครองตนเอง เมื่อสิ้นสุดราชวงศ์ตองอู ไทใหญ่และเมืองขึ้นต่าง ๆ พยายามต่อสู้จนได้รับอิสระภาพแต่เป็นระยะเวลาเพียงสั้น ๆ เมื่อถึงราชวงศ์คองบองหรืออลองพญา พ.ศ. 2295 - 2428 ยุคนี้ประสบความสำเร็จในการรวบรวมพม่าเป็นปึกแผ่นได้มากที่สุด ไทใหญ่จึงถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพม่า
 
     เมื่อ พ.ศ. 2429 เกิดการล่าอาณานิคม อังกฤษเข้ายึดประเทศพม่าและยกเลิกระบอบกษัตริย์ เจ้าฟ้าไทใหญ่ยอมเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเดือนมีนาคม พ.ศ. 2433 โดยมีเมืองตองยีเป็นศูนย์ราชการ มีการจัดตั้งโรงเรียนเจ้าฟ้าเพื่ออบรมรัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป ไทใหญ่ยังคงมีอิสระในการปกครองตนเองแต่ต้องทำตามสัญญากฎระเบียบที่อังกฤษเสนอ  ต่อมากลุ่มชาตินิยมชาวพม่าและชาวไทใหญ่ได้มีการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษจนสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2491 แต่การที่พม่าได้รับเอกราชเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทใหญ่ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศพม่า สูญเสียเอกราชและอำนาจการปกครองมาจนถึงปัจจุบัน (หน้า 9-12)

Settlement Pattern

     ปัจจุบันชาวไทใหญ่อาศัยอยู่ในหลายแห่ง เช่น ประเทศพม่า จีน อินเดีย ไทย และลาว แต่ถิ่นฐานที่ชัดเจนของคนไทใหญ่มี 2 แห่ง คือ จังหวัดใต้คง มณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีน และรัฐฉาน ประเทศพม่า บ้านเรือนมีลักษณะเป็นเรือนยกพื้นสูงทำด้วยไม้ เช่น ไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยหญ้าคา พื้นฟาก รั้วบ้านทำจากไม้ไผ่ และใต้ถุนจะเป็นที่อยู่ของสัตว์เลี้ยง (หน้า 7,17)

Demography

ไม่มี

Economy

     รัฐฉานมีภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง มีเทือกเขาสลับซับซ้อน ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะป่าไม้และอัญมณี แม่น้ำสายสำคัญคือแม่น้ำสาละวิน (แม่น้ำคง) ที่ไหลผ่านตอนกลางของรัฐ เป็นแหล่งน้ำในการดำรงชีวิตและเกษตรกรรมของประชาชน ชาวไทใหญ่ที่เป็นชนชั้นสูงมักประกอบอาชีพค้าไม้ให้กับรัฐ เช่น ไม้สักเพราะสามารถสร้างรายได้อย่างมากในยุคการปกครองของอังกฤษ เจ้าฟ้าจะได้ค่าไม้และค่าสัมปทานจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีแหล่งรัตนชาติสำคัญอยู่ที่เมืองมีดและจากความชำนาญในการเจียระไนพลอยมาตั้งแต่โบราณก็สามารถสร้างรายได้ที่ดีอีกทางหนึ่ง

     สำหรับชาวไทใหญ่สามัญชนทั่วไปมีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย อาชีพหลักคือการทำนา ทำนาดำ ทำสวน ทำไร่ ไร่ยาสูบ ไร่อ้อยและปลูกถั่วหลากหลายชนิดตามฤดูกาล  ในสมัยการปกครองของอังกฤษจะถูกเก็บภาษีสินค้า ภาษีแร่ ภาษีไม้ ภาษีของป่า ภาษีการซื้อขายทั้งทางเรือและวัวต่างม้าต่าง โดยมีเจ้าฟ้าเป็นคนกลางในการเก็บภาษีให้อังกฤษ จากบันทึกของประวัติศาสตร์จีนแสดงให้เห็นว่าชาว             ไทใหญ่มีความสามารถในการค้าขายจากการที่มีประวัติศาสตร์ในการค้าขายมาอย่างยาวนาน โดยชาวไทใหญ่จะค้าขายโดยใช้ทองคำหรือเงินเป็นตัวกลางในการซื้อขายสินค้า และใช้เงินหรือทองเสียค่าส่วยให้เจ้าฟ้าแทนการเสียเป็นภาษีข้าวเปลือก              ทั้งยังมีการตั้งสถานที่ค้าขายเรียกว่า “กาด” หรือตลาด (หน้า 16-17) 

Social Organization

     เจ้าฟ้าไทใหญ่จะอภิเษกอัครมเหสีกับธิดาของเจ้าฟ้าไทใหญ่ด้วยกันเท่านั้น อาจเป็นพระขนิษฐาต่างมารดา หรือธิดาของเจ้าฟ้าไทใหญ่ต่างเมือง การอภิเษกกับสตรีสามัญชนไม่เป็นที่นิยม ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาสายเลือดบริสุทธิ์ ผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างเมืองต่าง ๆ ของไทใหญ่ ความมั่นคงของอาณาจักร และความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เป็นต้น การเลือกอัครมเหสีจึงสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองที่จะมีโอกาสช่วยเหลือพึ่งพากันในอนาคต การอภิเษกตั้งแต่โบราณมักเกิดจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพิจารณาถึงความเหมาะสมทางด้านฐานะ ชาติตระกูล และผลประโยชน์ทางการเมือง ส่วนมากปราศจากความรัก และไม่มีการต่อต้านจากบุรุษและสตรีมากนัก สำหรับเจ้าฟ้าหลวงมักได้รับบรรณาการเป็นธิดาของเจ้าฟ้าเมืองต่าง ๆมาเป็นชายารองหลายพระองค์ โอรสที่เกิดจากอัครมเหสีจะมีโอกาสขึ้นครองราชย์มากที่สุด ยกเว้นกรณีที่โอรสเสียชีวิตหรืออัครมเหสีไม่มีโอรส โอกาสครองราชย์จะตกไปสู่โอรสของมเหสีรององค์อื่น ส่วนโอรสที่เกิดจากสตรีสามัญชนหรือสตรีที่ได้รับเป็นบรรณาการจะไม่มีโอกาสขึ้นครองราชย์
การเลือกคู่ครองตามขนบทำเนียมเดิมของเจ้าฟ้าได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วงก่อนที่อาณาจักรไทใหญ่จะล่มสลาย เจ้าฟ้าไทใหญ่หลายพระองค์ได้อภิเษกกับชาวต่างชาติ เนื่องจากเจ้าฟ้าได้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้พบปะกับชาวต่างชาติ ได้เปิดโลกทัศน์และมีอิสระทางความคิดมากขึ้น เช่น เจ้าฟ้าจาแสง เจ้าฟ้าแห่งเมืองสีป้อ ได้อภิเษกกับอิงเง่ที่เป็นชาวออสเตรีย ผู้เขียนเรื่องเล่า Twilight over Barma : My Life as a Shan Princessและเจ้านวล อู ผู้เขียนเรื่องเล่า My Vanished World : The True  of a Shan Princessตัดสินใจแต่งงานกับเบรน อดัมส์ ชายชาวอังกฤษ แล้วตั้งถิ่นฐานอยู่ประเทศอังกฤษโดยไม่กลับไทใหญ่ เพราะอาจเป็นอันตรายจากเหตุการณ์รัฐประหารและกวาดล้างชนกลุ่มน้อยที่เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1962 (หน้า 20-22, 94-102)


     สำหรับสตรีราชสำนักไทใหญ่ ซึ่งมีสถานภาพเป็นสตรีชั้นสูงจะปลูกฝังและอบรมในบทบาทความเป็นลูกว่าต้องมีความกตัญญูเชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่ ต้องปฏิบัติตนให้สมฐานะที่เกิดมาเป็นลูกกษัตริย์ เช่น เจ้านวลอู ในเรื่อง My Vanished World : The True of a Shan Princess ที่เจ้าเว็น เคียวผู้เป็นพระมารดาสอนว่าให้ถ่อมตัว ไม่ดูถูกผู้อื่นและต้องให้ความเคารพผู้ที่อาวุโส สังคมไทใหญ่ถือว่าผู้ชายมีสถานะสูงกว่าผู้หญิง ตามธรรมเนียมกำหนดว่าสามีต้องอายุมากกว่า ในบทบาทของความเป็นภรรยาจึงต้องให้เกียรติและเคารพเชื่อฟังสามี ทำหน้าที่ปรนนิบัติสามี เลี้ยงดูลูกให้ดี และการเข้าสมาคมจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เช่น เจ้าเฮือนคำ ในเรื่อง The White Umbrella ที่มีหน้าที่ดูแลจัดการอาหารในการประชุมร่างสนธิสัญญาปางหลวง ซึ่งเป็นการประชุมที่ผู้นำเกือบทุกชนชาติในพม่ามาอยู่รวมกัน เจ้าเฮือนคำจึงต้องคำนึงถึงเชื้อชาติและถิ่นฐานของแต่ละบุคคลเพื่อให้จัดอาหารได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังทำหน้าที่ต้อนรับและพูดคุยกับภริยาของผู้นำต่าง ๆ ในบทบาทความเป็นแม่มีหน้าที่สำคัญคือการสืบทอดทายาท เจ้าฟ้าไทใหญ่นิยมสืบทอดบัลลังก์ตามสายเลือด โอรสองค์แรกที่ประสูติจากอัครมเหสีจะมีตำแหน่งเป็นรัชทายาท เจ้าฟ้ามักเลือกรัชทายาทที่เป็นบุรุษมากกว่าสตรี  เช่น พระมารดาของเจ้านวล อู ในเรื่องเรื่อง My Vanished World : The True of a Shan Princess ที่ประสูติบุตรจำนวน 6 องค์ โดยองค์ที่ 1-4 เป็นธิดา และองค์ที่ 5-6 เป็นโอรส ดังนั้นผู้ที่ได้ตำแหน่งรัชทายาทคือ เดสมอน (Desmond) ซึ่งแม้จะเป็นบุตรองค์ที่ 5 แต่เป็นโอรสองค์แรก การมีลูกของสตรีราชสำนักจะทำให้ได้รับความเคารพจากประชาชนมากขึ้น เสมือนเป็นการเลื่อนสถานะทางสังคมให้สูงขึ้นกว่าเดิม  บทบาทของสตรีราชสำนักดังกล่าวมานี้จึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อเป็นแบบอย่างให้ราษฎรปฏิบัติตามและจงรักภักดีต่อราชวงศ์ (หน้า 85-111)

Political Organization

     อาณาจักรไทใหญ่ที่อยู่ในประเทศพม่าปัจจุบันมี 33 เมือง มีเมืองสำคัญ เช่น ตองยี ยองห้วย แสนหวี สีป้อ การปกครองเป็น“ระบบเจ้าฟ้า” ผู้ปกครองชาวไทใหญ่คือเจ้าฟ้าหรือกษัตริย์จะมีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินที่ตนปกครอง เจ้าฟ้าเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ดินทั้งหมดในเมือง โดยจะแต่งตั้งผู้แทนในการแบ่งพื้นที่ทำกินและเก็บรวบรวมภาษีที่ดินจากชาวบ้านเพื่อนำส่งให้เจ้าฟ้า ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองไทใหญ่ด้วยกันเองนั้นไม่ค่อยราบรื่นมากนัก เมื่อเจ้าฟ้าไทใหญ่เมืองใดมีอำนาจและความเข้มแข็งทางทหารมากกว่าก็จะเข้าปกครองเมืองไทใหญ่ด้วยกันเอง โดยส่งโอรสไปปกครองตามหัวเมืองและเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองจะต้องส่งบรรณาการแก่เมืองที่เป็นศูนย์กลางอำนาจ ก่อนที่อาณาจักรไทใหญ่จะล่มสลายเจ้าฟ้ายังปกครองเมืองเหมือนอย่างโบราณ และได้ร่วมกันแก้ไขวิกฤตทางการเมืองภายหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ (หน้า12-15)

     การเมืองไทใหญ่ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับประเทศพม่า โดยในปี ค.ศ. 1885 พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ    และเมื่อค.ศ.1887 ไทใหญ่ได้อยู่ภายใต้ปกครองของอังกฤษ ต่อมา ค.ศ. 1922 อังกฤษได้สถาปนาเป็นสหพันธรัฐไทใหญ่ (Federation Shan States) เปลี่ยนระบอบการปกครองแต่ยังให้มีเจ้าฟ้าปกครองตามเดิม อังกฤษได้ร่วมกับเจ้าฟ้าไทใหญ่จัดตั้งสภารัฐฉาน (Shan State Council) มีข้าหลวงชาวอังกฤษเป็นประธาน เจ้าฟ้าแต่ละเมืองเป็นสมาชิก สภาทำหน้าที่วางนโยบายเกี่ยวกับการใช้งบประมาณและกิจการภายในรัฐฉานเท่านั้นโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพม่า ส่งผลให้เกิดความห่างเหินระหว่างพม่ากับไทใหญ่เพิ่มมากขึ้น

     เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ ค.ศ.1939 ผู้นำชาวพม่า เช่น อองซาน และผู้นำไทใหญ่ เช่น เจ้าฟ้าจ่ามทุน เจ้าฟ้าเมืองปอน ได้ร่วมกันเรียกร้องเอกราชจนสำเร็จเมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ.1948 ก่อนที่พม่าและไทใหญ่จะได้รับเอกราช อังกฤษเสนอให้พม่ามีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อหาผู้แทนมาร่างรัฐธรรมนูญ และเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหากลุ่มชนต่าง ๆ ในพม่าก่อนเป็นอันดับแรก จึงเกิดเป็น “ข้อตกลงปางหลวง” ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1947 ที่เจ้านวล อูได้ให้รายละเอียดไว้ในเรื่อง My Vanished Worlm d : The True as a Shan Princessออง ซาน ผู้นำรัฐบาลพม่าอยู่ในขณะนั้นเห็นว่าควรรวมกลุ่มชนต่าง ๆ ในพม่าให้เป็นหนึ่งเดียว โดยเชิญชวนผู้นำกลุ่มชนต่าง ๆ เกือบทุกกลุ่ม เข้าร่วมประชุมที่เมืองปางหลวงในรัฐฉาน  ผู้นำกลุ่มชนยอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพพม่า ซึ่งจะมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน เจ้าฟ้าสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับไทใหญ่และคะยาห์มีสิทธิที่จะแยกตัวปกครองตนเองได้หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นเวลา 10 ปี หลังจากทำข้อตกลงปางหลวง ออง ซาน  เจ้าฟ้าจ่ามทุนและเจ้าฟ้าเมืองปอนได้ถูกลอบสังหารระหว่างการประชุมร่างรัฐธรรมนูญ ดังที่ปรากฎในเรื่อง The White Umbrellaที่คนขับรถของเจ้าจ่ามทุนมารายงานเจ้าส่วยไตและเจ้าเฮือนคำถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (หน้า 28-35)
           
     เมื่อได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 1947 อู นุ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งเจ้าส่วยไต เจ้าฟ้าเมืองยองห้วยแห่งไทใหญ่เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหภาพพม่า แต่แท้จริงแล้วอำนาจสิทธิขาดก็ยังเป็นของอู นุ แม้เขาจะมีความเห็นต่อชนกลุ่มน้อยไปในทางบวกคล้ายกับออง ซาน แต่ไม่สนับสนุนการแยกตัวของกลุ่มต่าง ๆ เพราะต้องการให้เป็นรัฐเดียวและใช้รัฐธรรมนูญเดียว อู นุจึงพยายามขยายการศึกษาที่เป็นหลักสูตรเดียวกันไปในเมืองต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจเดียวกัน แต่กลับทำให้กลุ่มชนต่าง ๆ รู้สึกว่าเอกลักษณ์ของตนเองกำลังถูกกลืนเข้ากับวัฒนธรรมพม่า ทั้งยังขัดกับข้อตกลงปางหลวงที่เคยให้สิทธิในการแยกตัวออกจากสหภาพได้ เมื่อใกล้ครบกำหนด 10 ปีตามข้อตกลงปางหลวง จึงเกิดกลุ่มเคลื่อนไหวของไทใหญ่ เช่น กลุ่มหนุ่มศึกหาญของเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ทั้งนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์กองกำลังก๊กมินตั๋งถูกกองกำลังจีนคอมมิวนิสต์เหมาเจ๋อตุงโจมตีจนถอยร่นเข้าไปอยู่ครอบคลุมหลายพื้นที่ในไทใหญ่ อู นุได้ประกาศกฏอัยการศึกโดยอ้างว่าเพื่อขับไล่กองกำลังก๊กมินตั๋ง  แต่เมื่อกองกำลังก๊กมินตั๋งถอนกำลังออกไป กองทหารพม่ากลับไม่ยอมถอยทัพกลับออกจากไทใหญ่ ทั้งยังเพิ่มกองกำลังและอาวุธ เหตุการณ์นี้ได้สอดคล้องกับเรื่อง The White Umbrella ที่เจ้าเฮือนคำกล่าวถึงความเคลือบแคลงใจที่มีต่อรัฐบาลพม่า (หน้า 36-39)
           
     ค.ศ. 1962 นายพลเนวินได้รัฐประหารนายกรัฐมนตรีอู นุ เนื่องจากบ้านเมืองในขณะนั้นเกิดความระส่ำระสายจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาคอมมิวนิสต์ต่อต้านรัฐบาล ปัญหากลุ่มชนที่ต้องการแยกตัวเป็นรัฐอิสระทำให้เกิดการสู้รบมาโดยตลอด และเปลี่ยนระบอบการปกครองจากประชาธิปไตยมาเป็นระบอบสังคมนิยม แต่งตั้งตนเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศในลักษณะเผด็จการที่มีกองกำลังทหารสนับสนุน ทั้งยังยกเลิกระบบรัฐสภาและยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 1947 จากนั้นร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จัดตั้งสภาที่มีการบริหารและปกครองภายใต้อำนาจเด็ดขาดของตนเอง ปรับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมาเป็นแบบสังคมนิยมวิถีพม่า ยึดกิจการภาคเอกชนมาเป็นของรัฐ ขับไล่ชาวต่างชาติซึ่งส่วนมากเป็นคนอินเดียที่เข้ามาช่วงอาณานิคม และประกาศปิดประเทศในที่สุด สำหรับกลุ่มชนต่าง ๆ นายพลเนวินได้ยกเลิกสิทธิของเจ้าฟ้า จัดระเบียบการปกครองให้เหมือนกัน บริหารกลุ่มชนให้อยู่ในอำนาจโดยตรงของรัฐบาล ปฏิเสธการแยกตัวเป็นอิสระของชนกลุ่มน้อย และปราบปรามผู้ที่ต่อต้านอย่างรุนแรง นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าฟ้าไทใหญ่ โดยมีการปลดอาวุธและจับกุมเจ้าฟ้าไทใหญ่ที่มีท่าทีต่อต้านรัฐบาล ส่งผลให้ผู้นำไทใหญ่ถูกจับกุม ถูกทรมาน และถูกฆ่าจำนวนมาก เช่น เจ้าส่วยไตประธานาธิบดีของสหภาพพม่าคนแรก ซึ่งเป็นพระสวามีของมหาเทวีเฮือนคำถูกคุมขังจนสิ้นพระชนม์  เจ้าฟ้าจาแสงเจ้าฟ้าเมืองสีป้อซึ่งเป็นพระสวามีของมหาเทวีอิงเง่ถูกจับกุมจนปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร และบางส่วนลี้ภัยเข้าสู่ประเทศไทย โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยที่มีนโยบายเป็นมิตรกับชนกลุ่มน้อย เหตุการณ์ครั้งนี้กล่าวได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายจนทำให้สังคมไทใหญ่ล่มสลายลง (หน้า 39-41)
           
     สำหรับบทบาททางการเมืองของสตรีราชสำนักเด่นชัดขึ้นหลังไทใหญ่และพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ การปกครองเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย สตรีมีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาทางการเมือง เมื่อสามีของตนเองมีตำแหน่งทางการเมือง ภรรยาจะเข้าไปมีบทบาทในฐานะที่ปรึกษาไม่มากก็น้อย เช่น เจ้าเว็น เคียวเจ้าแม่ของเจ้านวล อู จากเรื่อง My Vanished World : The True of a Shan Princess มีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองของเจ้าขุนฟ้าผู้เป็นสามี เกี่ยวกับสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เลวร้ายลง แม้ว่าบุรุษจะยอมรับความคิดของสตรีในระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายการตัดสินใจก็ยังคงเป็นของบุรุษอยู่ดี จากการที่เจ้าเฮือนคำและเจ้าเว็น เคียวไม่เชื่อใจพม่าและไม่เห็นด้วยที่ไทใหญ่ยอมทำข้อตกลงปางหลวง เจ้าเฮือนคำได้คัดค้านแต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของเจ้าส่วยไตได้ หรือเจ้าเว็น เคียว ที่ตั้งคำถามว่าหากพม่าไม่ทำตามข้อตกลงไทใหญ่จะเป็นอย่างไร แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของเจ้าขุนฟ้าพระสวามีได้ โดยหลังประกาศข้อตกลงปางหลวง เจ้าเว็น เคียวมีความวิตกกังวลเรื่องบ้านเมืองเป็นอย่างมากจนเกิดอาการทางประสาท (หน้า 133-139)

     สตรีราชสำนักที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ คือ เจ้าเฮือนคำจากเรื่อง The White Umbrella  เธอได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากการตัดสินใจลงเลือกตั้งเพราะไม่พอใจรัฐบาลที่แจกจ่ายงบประมาณอย่างไม่เป็นธรรม เจ้าเฮือนคำเคยเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งที่มีชื่อเสียงได้รับความเคารพยำเกรงจากประชาชนชาวแสนหวีเป็นอย่างมากเพราะเป็นคนมีเหตุผลและมีความคิดก้าวหน้า เมื่อเธอเข้าประชุมสภาได้ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นและตั้งใจเรียนรู้ภาระงานของบ้านเมืองด้านต่าง ๆ เช่น งบประมาณ การร่างธรรมนูญ และแนวทางการพัฒนาไทใหญ่อยู่เสมอ เธอมีผลงานในการพัฒนาปรับปรุงถนนและสร้างรถไฟไปไทใหญ่ จนเมื่อเกิดรัฐประหาร ค.ศ. 1962 ทำให้เจ้าส่วยไตพระสวามีและมีบุตรชายสิ้นพระชนม์และไทใหญ่ล่มสลาย เจ้าเฮือนคำพาลูก ๆ ลี้ภัยออกจากพม่ามายังเชียงใหม่ เธอร่วมก่อตั้งกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่คือ The Shan State Army ในปี ค.ศ. 1964 ได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่มนโยบายและการสนับสนุนทางด้านการเงิน ส่วนเจ้าช้างบุตรชายได้เป็นกองกำลังทหารกู้ชาติไทใหญ่ซึ่งมีบทบาทคิดหาทางในการต่อสู้ในภาคสนาม ทั้งนี้เจ้าเฮือนคำได้เป็นประธานการประชุมสภาการกู้ชาติ ซึ่งมีผู้นำหลายคนตั้งแต่ทหารอาวุโสจนถึงกลุ่มวัยรุ่น เธอมีหน้าที่หลักคือหาปัจจัยในการสนับสนุนการรบ เธอจึงมีโอกาสเข้าพบเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกา อังกฤษและไทยเพื่อขอความช่วยเหลือแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อเจ้าเฮือนคำได้ย้ายไปอยู่แคนาดายังได้ร่วมก่อนตั้งองค์กรรัฐฉานหรือ Shan State Organization (SSO) ซึ่งเป็นองค์กรชาวไทใหญ่โพ้นทะเล สำนักงานอยู่ประเทศแคนาดา เธอมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา มีเจ้าสิงหะเป็นประธาน เจ้าช้างเป็นรองประธาน องค์กรทำหน้าที่ประสานงานกับสมาคมชาวไทโพ้นทะเล (Shan Oversea Association) ในสหรัฐอเมริกาและชาวไทใหญ่ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ เจ้าเฮือนคำยังคงมีบทบาทต่อชาติอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้ดี สะท้อนให้เห็นพื้นที่สาธารณะของสตรีในการเมืองการปกครองมากขึ้น และสุดท้ายสตรีราชสำนักได้ประพันธ์เรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิต ได้แก่ เรื่อง Twilight over Barma : My Life as a Shan Princess , The White Umbrella และ My Vanished World : The True of a Shan Princessเรื่องเล่าดังกล่าวมีนัยยะในการใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเอกราชไทใหญ่ (หน้า 130-133,140-144)

Belief System

     ชาวไทใหญ่แต่เดิมนับถือสิ่งเหนือธรรมชาติ ไสยศาสตร์ ผีสาง ภายหลังในบริเวณประเทศพม่า จีน ไทย และลาวเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ ชาวไทใหญ่ในพม่านับถือศาสนาพุทธแบบพม่าเพราะเป็นเมืองขึ้นของพม่า ต่อมาได้ติดต่อกับอาณาจักรเชียงใหม่และอาณาจักรอยุธยา มีพระภิกษุจากเชียงใหม่เดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาแบบล้านนา จึงเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนานิกายโยนหรือพุทธศาสนาแบบล้านนาแทน

     ชาวไทใหญ่แต่ละเมืองจะมีวัดประจำเมืองมากกว่าหนึ่งวัดขึ้นไป มักมีชื่อว่า “จองแสง” “จองคำ” หรือ “จองเงิน” ซึ่งเป็นชื่อสิริมงคลสำหรับชาวไทใหญ่ ภายในบริเวณวัดมี “กองมู” หรือเจดีย์ ส่วนมากวัดจะสร้างขึ้นโดยเจ้าฟ้า เจ้าฟ้าก็จะนิยมให้โอรสบวชโดยการจัดงานใหญ่โตที่มีราษฎรมาร่วมอนุโมทนามากมาย  แต่ละหมู่บ้านจะมีวัดประจำหมู่บ้านที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ
 
     ชาวไทใหญ่ให้ความสำคัญต่อศาสนามาก โดยมีนิสัยชอบทำบุญทำทาน ชอบช่วยเหลือเผื่อแผ่ ทั้งนี้ชาวไทใหญ่มีประเพณีและพิธีกรรมทางศาสนาตลอดปี   เช่น เข้าพรรษา ทอดกฐิน การเทศนาธรรมและชาดกต่าง ๆ  โดยพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในการสืบทอดศาสนาและศิลปะวัฒนธรรมต่าง ๆ ของไทใหญ่ เช่น นักศึกษาหรือนักวิจัยสามารถศึกษาภาษาไทใหญ่จากคัมภีร์ศาสนาที่เขียนเป็นภาษาไทใหญ่ และมีบทบาทในการสืบสานงานประเพณีสำคัญที่แสดงให้เห็นเอกลักษณ์ของชาวไทใหญ่ คืองานปอยที่เกี่ยวกับศาสนา เช่น ปอยกั่นโต เพื่อขอขมาหลังออกพรรษา ปอยโถ่โล้ เป็นงานเผาศพพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ ปอยสุมหลัว เพื่อหาฟืนมาก่อกองไฟให้พระพุทธรูปในฤดูหนาว ปอยพะก่า ให้ชาวบ้านมีโอกาสทำบุญเพื่อเป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้ปฏิบัติตนตามศาสนาอย่าเคร่งครัดเพื่อไปสู่สวรรค์หรือนิพพาน ดังนั้นชาวไทใหญ่ที่มีฐานะจะนิยมจัดงานปอยเพราะเชื่อว่าเป็นการสร้างกุศล หากตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ เป็นการสร้างเกียรติและความเคารพยกย่องจากสมาชิกในหมู่บ้าน (หน้า 24-26)

Education and Socialization

     การศึกษาของชาวไทใหญ่ก่อนอังกฤษจะเข้ามาปกครอง มีค่านิยมให้สตรีราชสำนักเรียนรู้งานฝีมือและงานครัวเป็นหลัก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดีและสามารถเชิดหน้าชูตาให้กับสามี ทั้งยังเป็นแม่แบบให้สตรีทั่วไปได้ปฏิบัติตาม การเรียนรู้งานบ้านงานเรือนของสตรีราชสำนักจึงได้ปฏิบัติสืบต่อมายาวนาน ส่วนบุรุษจะให้ศึกษาด้านการเมืองการปกครองและความรู้ด้านอักษรศาสตร์

     หลังอังกฤษเข้ามาปกครองประเทศพม่า อังกฤษนำรูปแบบการศึกษาใหม่เข้ามา จัดตั้งโรงเรียนหลายแห่งในไทใหญ่ สอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เป็นต้น เปิดโอกาสให้ลูกเจ้าฟ้าและบุคคลสำคัญเข้าเรียนโดยไม่จำกัดเพศหญิงหรือชาย เช่น เรื่อง Twilight of Barma : My Life as a Shan Princess เจ้านางสุจันทรีได้ส่งบุตรสาวทั้งสองคนไปเรียน หรือเรื่อง My Vanished World : The True of a Shan Princessเจ้าเว็น เคียว ได้ส่งเจ้านวล อู และลูกทุกคนไปเรียน ทั้งยังสนับสนันสนุนให้เรียนจนถึงระดับสูง แต่เรื่อง The  White Umbrella ยังคงมีความคิดเดิมเกี่ยวกับการปิดกั้นการศึกษาของสตรีว่าไม่ต้องเรียนสูง เก่งด้านการเรือนก็เพียงพอ จากการที่เจ้าห่มฟ้าผู้เป็นพระเชษฐาของเจ้าเฮือนคำ ต้องการให้เจ้าเฮือนคำออกจากโรงเรียนเพื่อแต่งงาน เจ้าเฮือนคำได้ต่อต้านและสร้างข้อต่อรองในการอภิเษก ซึ่งเป็นการสร้างพื้นที่และสิทธิของสตรีที่สมัยก่อนมักจะไม่เกิดขึ้น จนเมื่อแต่งานแล้วเจ้าเฮือนคำก็ต้องการจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่เจ้าส่วยไตพระสวามีไม่เห็นด้วย เมื่อเจ้าเฮือนคำลี้ภัยออกจากพม่าไปแคนาดาจึงไปลงทะเบียนศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ George Brown College สะท้อนให้เห็นสตรีไทใหญ่มีความคิดที่ก้าวหน้าและไม่ยึดติดกับความคิดเดิมของสังคมไทใหญ่

     สตรีไทใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้นยังได้สนับสนุนการศึกษาแก่บุตรชายหญิงของตนเอง และการศึกษาของราษฎรชาวไทใหญ่อีกด้วย ผู้ที่บทบาทสำคัญต่อการศึกษาของราษฎรไทใหญ่อย่างเด่นชัด คือ เจ้านางสุจันทรีที่ได้ริเริ่มเปิดโรงเรียนอนุบาลขึ้นบริเวณหอหลวง โดยเป็นโรงเรียนอนุบาลสามภาษา คือ ภาษาไทใหญ่ พม่า และอังกฤษ เปิดรับนักเรียนชายหญิงจากทุกที่ และได้รับความสนใจจากคนไทใหญ่ คนพม่า คนจีน และคนอินเดียส่งบุตรหลานมาเรียนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทใหญ่ให้ความสำคัญกับการศึกษามากขึ้น (หน้า 88-89,151-154)

Health and Medicine

     เจ้านางสุจันทรี จากเรื่อง Twilight of Barma : My Life as a Shan Princess มีบทบาทด้านสาธารณสุขอย่างเด่นชัด เนื่องจากเธอเป็นสตรีตะวันตกที่ได้นำวิธีการแบบตะวันตกเข้ามาริเริ่มพัฒนาสวัสดิภาพและสุขอนามัยของแม่และเด็ก เธอได้รับเลือกเป็นประธานสมาคมแม่และเด็ก โดยให้ความสำคัญกับงานผดุงครรภ์เพื่อลดอัตราการตายของเด็กในครรภ์และหลังคลอด และได้เดินทางไปเก็บข้อมูลความเป็นอยู่ของสตรีในหมู่บ้านต่าง ๆ ในเมืองสีป้อ พบว่าแม่และเด็กมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เด็กที่เกิดมามักเสียชีวิตจากการขาดสารอาหารหรือเจ็บป่วย จึงพัฒนาสถานผดุงครรภ์เดิมให้มีความทันสมัย ครอบคลุมสตรีและเด็กตามหมู่บ้านอย่างทั่วถึงและเปลี่ยนชื่อเป็น “สถานผดุงครรภ์และอนามัยแม่และเด็ก” โดยมีกิจกรรมแนะนำการดูแลสุขภาพก่อนและหลังคลอดของแม่ จัดให้มีการฉีดวัคซีน หยดวิตามินให้เด็ก ตรวจสุขภาพแม่และเด็ก แนะนำให้เด็กที่หย่านมแล้วกินนมผงเป็นอาหารเสริม มีการจ้างพยาบาลผดุงครรภ์ และจัดอนามัยสัญจรเผยแพร่ความรู้ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในเมืองสีป้อ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเห็นได้จากผลตอบรับจากสตรีที่ให้ความสนใจและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ทำให้มีสถานผดุงครรภ์และอนามัยเพิ่มมากขึ้น แม่และเด็กจึงมีสุขภาพดีและอัตราการเสียชีวิตของเด็กน้อยลง (หน้า 148-151)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

     ให้ข้อมูลด้านสถาปัตยกรรม  ศิลปะการแสดง ดนตรี หัตถกรรม การแต่งกายที่ปรากฏในงานนั้น ๆ
            การแต่งกายของชาวไทใหญ่ ผู้ชายจะสวมกางเกงทรงหลวมก้นหย่อนเรียกว่า “โก๋งโห่งโย่ง” เสื้อด้านในเป็นแขนสั้น ด้านนอกแขนยาวคอกลม ผ่าหน้า ติดกระดุมแบบจีน เสื้อผ้าเป็นสีขาว สีดำ น้ำตาลอ่อน หรือสีฝ้ายธรรมชาติ นิยมไว้ผมมวย เจาะหู และใช้ผ้าแพรสีอ่อนโพกศีรษะเพื่อแสดงถึงการแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย สำหรับผู้หญิงแต่เดิมจะนุ่งผ้าซิ่นสีดำ สีน้ำเงิน หรือสีขาว สวมเสื้อตัวสั้นเท่าเอวที่ทำจากผ้าทอสีขาวซึ่งทอด้วยตนเองผ่าด้านข้างหรือกลาง ติดกระดุมเป็นโลหะ ภายหลังเสื้อมีลักษณะคล้ายเสื้อราชสำนักของกษัตริย์พม่า คือ เสื้อชั้นนอกแขนยาว ตัวยาว  ชายเสื้อบานงอนเล็กน้อย นิยมเกล้าผมเป็นมวยสูง มีผ้าโพกศีรษะเป็นสีคล้ำ มีลายตรงกลางและชายผืน สวมกุ๊บไตที่ตกแต่งด้วยดิ้นหรือแผ่นสลักลายบนยอดหมวก และสวมเครื่องประดับ เช่น กำไล แหวน ปิ่นปักผม ต่างหู ซึ่งทำด้วยทองคำหรือเงิน  (หน้า 18-19)   

Folklore

     เรื่อง “Twilight over Barma : My Life as a Shan Princess” ผู้ประพันธ์คืออิงเง่ ซาเจนท์หรือสุจันทรี เป็นสตรีชาวออสเตรียที่อภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าจาแสง ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าแห่งเมืองสีป้อ รัฐไทใหญ่ ประเทศพม่า งานเขียนเป็นแบบบันเทิงคดีผสมกับอัตชีวประวัติ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงโหดร้ายที่ทหารพม่ากระทำต่อชาวไทใหญ่ทั้งชนชั้นสูงและประชาชน หลังจากที่นายพลเนวินทำรัฐประหารนายกรัฐมนตรีอู นุ  เหตุการณ์ครั้งนี้ยังทำให้การปกครองแบบประชาธิปไตยหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษล้มเหลวและส่งผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องเล่านี้มีตัวเอกคือสุจันทรี ซึ่งเป็นชาวตะวันตกที่เป็นมหาเทวีแห่งเมืองสีป้อ มีโครงเรื่องหลักคือการหายตัวไปของเจ้าฟ้าจาแสงหลังนายพลเนวินทำรัฐประหารใน ค.ศ. 1962 เธอเชื่อว่าเจ้าฟ้าจาแสงถูกทางการพม่าจับตัวไปจากจดหมายที่เจ้าฟ้าจาแสงส่งมาให้ จึงพยายามตามหาและหาวิธีช่วยเจ้าฟ้าจาแสงออกมา แต่นายพลเนวินแถลงการณ์ว่าไม่ได้จับเจ้าฟ้าจาแสงและปฏิเสธความรับผิดชอบ เธอได้ถูกกักบริเวณ ถูกห้ามสื่อสาร ถูกขู่ฆ่า เมื่อเธอรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงพาลูกอพยพหนีออกจากพม่าไปยังออสเตรียบ้านเกิด ส่วนโครงเรื่องรองคือการที่เจ้าฟ้าจาแสงถูกจับไปคุมขังและถูกทรมานด้วยวิธีต่าง เพราะเขาไม่ยอมลงนามเป็นฝ่ายเดียวกับพม่า มีการปิดเรื่องแบบปลายเปิดโดยการที่เจ้าฟ้าจาแสงถูกทหารพาออกไปคุมขังที่ใหม่ ซึ่งทำให้ผู้อ่านคิดต่อว่าอาจจะเป็นการนำไปคุมขังที่ใหม่จริงหรืออาจเป็นการถูกนำไปฆ่า โดยการใช้โครงเรื่องซ้อนทำให้เห็นภาพการถูกจับกุมและการถูกทรมานของเจ้าฟ้าจาแสงและเห็นผลกระทบทางการเมืองและความโหดร้ายของพม่าที่ชัดเจนมากขึ้น (หน้า 49, 50, 58)
           
     เรื่อง “The White Umbrella” ผู้ประพันธ์คือ Patricia Elliottเป็นนักหนังสือพิมพ์ชาวแคนาดาซึ่งสนใจงานด้านประวัติศาสตร์และงานเขียนส่วนมากอยู่ในแถบเอเชีย ผู้ประพันธ์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เจ้าเฮือนคำและเจ้าช้างบุตรชายในด้านชีวประวัติกู้ชาติไทใหญ่ รวมไปถึงการค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ เอกสาร การสัมภาษณ์เพื่อประกอบงานเขียนจำนวนมาก   เพื่อทำการรวบรวมประวัติศาสตร์ไทใหญ่ตั้งแต่ต้นกำเนิดจนถึงการล่มสลาย เรื่องเล่านี้เป็นชีวประวัติของเจ้าเฮือนคำ มหาเทวีแห่งยองห้วย ซึ่งเป็นที่รู้จักได้รับความเคารพนับถือจากคนชั้นสูงและราษฎรชาวไทใหญ่ ในฐานะสตรีผู้นำในการต่อต้านรัฐบาลพม่าและเรียกร้องเอกราชให้กับชาวไทใหญ่  ดำเนินเรื่องแบบเรียงลำดับเวลาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา เริ่มตั้งแต่สมัยที่อังกฤษเข้ามาปกครองจนถึงการที่พม่าได้รับเอกราช จากนั้นเจ้าเฮือนคำอภิเษกกับเจ้าส่วยไตและได้รับแต่งตั้งเป็นมหาเทวี ทั้งยังได้รับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของมืองแสนหวี ต่อมาเมื่อนายพลเนวินทำรัฐประหารและปราบปรามชนกลุ่มน้อย เจ้าเฮือนคำได้อพยพออกจากพม่าเข้ามายังประเทศไทย ได้เป็นประธานกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ จากนั้นจึงย้ายไปอยู่แคนาดาแต่ยังคงมีส่วนร่วมกับการกู้ชาติ  งานเขียนแสดงให้เห็นการเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มชาตินิยมและการปกครองในระบอบเผด็จการอย่างละเอียด ทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาสังคมและการเมืองของไทใหญ่และพม่า ที่ยังส่งผลให้เกิดความขัดแย้งมาจนถึงปัจจุบัน (หน้า53, 55, 59)
           
     เรื่อง “My Vanished World: The True of a Shan Princess” ผู้ประพันธ์คือเนล อดัมส์ หรือเจ้านวล อู พระธิดาเจ้าฟ้าเมืองลอกจอก รัฐไทใหญ่ ผู้ประพันธ์เติบโตในเมืองลอกจอกซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ งานเขียนเป็นเชิงอัตชีวประวัติที่มีการสอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถาม โดยนำเสนอถึงการล่มสลายของไทใหญ่ ซึ่งเกิดจากการกวาดล้างทางการเมืองโดยการทำรัฐประหารของนายพลเนวิน เป็นเรื่องราวของเจ้านวล อู พระธิดาเจ้าฟ้าเมืองลอกจอก รัฐไทใหญ่ บอกเล่าชีวิตในไทใหญ่ตั้งแต่ชีวิตในวัยเด็กที่มีความสุขกับครอบครัวในยุคที่ไทใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ จนถึงช่วงที่นายพลเนวินเข้ายึดอำนาจการปกครองทำให้ไทใหญ่ล่มสลายลง พี่น้องครอบครัวต้องแตกแยกกัน เจ้านวล อูได้ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในประเทศอังกฤษ เรื่องเล่านำเสนอบทบาทความเป็นลูกและแม่ ความทุ่มเทและความเสียสละที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในบ้านเท่านั้น แต่ยังมีความคิดเพื่อสังคมไทใหญ่แม้จะไม่สามารถเข้าไปมีบทบาททางการเมืองได้ก็ตาม งานเขียนชิ้นนี้ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวของไทใหญ่ได้ง่าย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ประวัติศาสตร์ช่วงร่างสนธิสัญญาปางหลวง จากประสบการณ์ตรงของเจ้าพ่อของเจ้านวล อู ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมที่ทำให้รับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับบรรยากาศและผู้เข้าร่วมงานซึ่งมักไม่ปรากฏในประวัติศาตร์ทั่วไป (หน้า 55-57,68)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

     องค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองทำให้เห็นถึงการธำรงชาติพันธุ์ของชาวไทใหญ่มี 2 องค์กร คือ องค์กรแรก องค์กรรัฐฉาน (Shan State Organization- SSO) เป็นองค์กรชาวไทใหญ่โพ้นทะเล สำนักงานอยู่ที่ประเทศแคนาดา มีเจ้าเฮือนคำเป็นที่ปรึกษา องค์กรรัฐฉานทำหน้าที่ประสานงานกับสมาคมชาวไตโพ้นทะเล (Shan Oversea Association-Soa) มีนโยบายหลัก คือ การดำเนินการเพื่อเอกราชของรัฐฉาน สร้างความเป็นเอกภาพของชาวไทใหญ่ ติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง ฟื้นฟูเผยแพร่วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาวไทใหญ่ ทั้งนี้ยังมีการจัดสัมมนาและเขียนบทวิเคราะห์วิจารณ์อนาคตของรัฐฉานและพม่าผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง องค์กรที่สอง พรรคสันนิบาตแห่งรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย (Shan Nation League for Democracy-SNLD) เป็นพรรคการเมืองของรัฐฉานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนชาวไทใหญ่ ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิของชาวไทใหญ่ ทั้ง 2 องค์กรดำเนินงานโดยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย เรียกร้องสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียมกันทางกฎหมาย เสรีภาพที่จะดำรงชีวิตตามขนบธรรมเนียมของชาวไทใหญ่ และสิทธิอันชอบธรรมที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนารัฐฉาน ปัจจุบันการเรียกร้องยังไม่ประสบความสำเร็จและไทใหญ่ยังคงมีสถานะเป็นรัฐหนึ่งในสหภาพพม่า (หน้า 46-47) 

Social Cultural and Identity Change

     บทบาทของสตรีราชสำนักไทใหญ่ในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะได้เปลี่ยนไปตามบริบททางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองของไทใหญ่ โดยอดีตสังคมไทใหญ่มีโครงสร้างสังคมแบบชายเป็นใหญ่  เพราะมีความเชื่อว่าผู้ชายมีศักยภาพด้านศีลธรรม สติปัญญา และจิตวิญญาณสูงกว่าสตรี  ผู้ชายจึงมีบทบาทเป็นหัวหน้าครอบครัวและมีอำนาจสูงสุดในบ้าน สตรีไทใหญ่มีบทบาทในการเป็นแม่ศรีเรือน การเป็นภรรยาที่ดี และถูกปิดกั้นทางความคิด
           
     เมื่อพม่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคม อังกฤษได้เข้ามาพัฒนาระบบการศึกษาโดยการเปิดโรงเรียนในไทใหญ่ เปิดโอกาสให้ทั้งชายและหญิงสามารถเข้าเรียนได้อย่างเท่าเทียม สตรีราชสำนักจึงได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนและมีความคิดที่ก้าวหน้ามากขึ้น ต่อมาพม่าและไทใหญ่ได้รับเอกราชจากอังกฤษและได้เปลี่ยนมาใช้ระบอบประชาธิปไตย สังคมไทใหญ่ได้เปิดโอกาสให้สตรีได้การแสดงศักยภาพทางความคิดและมีบทบาทในการพัฒนาบ้านเมืองมากขึ้น เช่น เจ้าเฮือนคำ จากเรื่อง The White Umbrella ที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราฎร และเจ้านางสุจันทรี จากเรื่อง Twilight over Barma : My Life as a Shan Princessที่ส่งเสริมพัฒนาด้านการศึกษาโดยการเปิดโรงเรียนอนุบาลและสร้างสถานผดุงครรภ์ในเมืองสีป้อ เมื่อไทใหญ่ล่มสลายลงสตรีราชสำนักยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัวและเข้าไปมีบทบาทการต่อสู้เรียกร้องเอกราช เช่น เจ้าเฮือนคำ จากเรื่อง The White Umbrellaที่ได้ร่วมก่อตั้งกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่หรือ The Shan State Army (หน้า 3-4,154)

Critic Issues

     ผู้ประพันธ์เรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิตทั้ง 3 เรื่อง ได้วิพากษ์วิจารณ์ความรุนแรงต่าง ๆ จากการรัฐประหารและการกวาดล้างทางการเมืองของนายพลเนวิน เมื่อ ค.ศ 1962 นำเสนอความโหดร้ายของทหารพม่าจากมุมมองของผู้ถูกกระทำที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เช่น การจับกุมผู้นำรัฐต่าง ๆ ในพม่าไปกักขังและทรมานจนเสียชีวิต  การปกครองประเทศโดยระบอบเผด็จการ (หน้า 50,157)

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ภาพ
- เดสมอน น้องชายเจ้านวล อู (คนนั่ง) และเพื่อนในชุดไทใหญ่ (หน้า 18)
- เจ้านวล อู ในชุดไทใหญ่ (หน้า 19)
- เจ้านางเว็น เคียว เจ้าแม่ของเจ้านวล อู ในชุดไทใหญ่ (หน้า 19)
- เจ้าฟ้าจาแสงกับอิงเง่ในวันแต่งงาน (หน้า 21)
- งานปอยเมืองสีป้อ (หน้า 23)
- ออง ซาน (ซ้าย) กับเจ้าส่วยไต (ขวา) ในวันร่างสนธิสัญญาปางหลวง (หน้า 33)
- มหาเทวีเฮือนคำ (หน้า 36)
- นายพลเนวินกับอู่ถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ (หน้า 40)
- เจ้าช้าง ณ ยองห้วยขณะกล่าวแก่ชาวบ้านในไทใหญ่ที่มาประชุมในปี 1967 (หน้า 42)
- กองทัพ SSA (หน้า 43)
- ภาพเจ้านางสุจันทรี (เสื้อขาว คนกลาง) ไปร่วมประชุมกับชาวบ้าน (หน้า 79)

Text Analyst ธัมมิกา รอดวัตร์ Date of Report 09 เม.ย 2562
TAG ไทใหญ่, สตรีราชสำนัก, รัฐฉาน, พม่า, บทบาทของผู้หญิง, พื้นที่สาธารณะ, พื้นที่ส่วนตัว, การเมือง, ข้อตกลงปางหลวง, สังคม, วัฒนธรรม, ปิตาธิปไตย, สตรีนิยม, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง