ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ทุนวัฒนธรรม, การพัฒนา, กลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำ, ไทยทรงดำ, จังหวัดนครปฐม
Author เรณู เหมือนจันทร์เชย
Title ทุนวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำในจังหวัดนครปฐม
Document Type Ph.D. Dissertation Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
- สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร
- ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
Total Pages 347 Year 2557
Source หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาศึกษา. มหาวิทยาลัยศิลปากร
Abstract

     การศึกษานี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาวิเคราะห์ลักษณะทุนวัฒนธรรมสำหรับการพัฒนาชุมชนของกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำในพื้นที่ บ้านเกาะแรต ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ซึ่งพบว่า ลักษณะทุนวัฒนธรรมเป็นคุณค่าและมูลค่าทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำสามารถแบ่งออกเป็น 5กลุ่ม คือ วัฒนธรรมการอยู่อาศัยและวิถีชีวิต วัฒนธรรมการทำมาหากิน วัฒนธรรมการแต่งกาย เสื้อผ้า การประดับตกแต่ง วัฒนธรรมการดูแลรักษาสุขภาพ และวัฒนธรรมศาสนาและความเชื่อ ซึ่งทั้งหมดเป็นทุนวัฒนธรรมที่ปรากฎแฝงฝังอยู่ในกาย อยู่ในรูปของวัตถุ และอาศัยการสถาปนา โดยทุนเหล่านี้มีพัฒนาการแตกต่างกันไปตามการเปลี่ยนแปลงของประชากรในชุมชน การติดต่อกับสังคมอื่น การรับทุนวัฒนธรรมอื่นเข้ามาในชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนในแต่ละยุคสมัย จึงทำให้ชุมชนต้องปรับเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมของตนให้สามารถสนองตอบต่อความจำเป็นและความต้องการที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ๆ ซึ่งในปัจจุบันทุนวัฒนธรรมของชุมชนมีความพร้อมที่จะเป็นพลังพัฒนาชุมชนสู่ความสุข หากได้รับอนุรักษ์และพัฒนาอย่างเหมาะสมและสมดุลจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชน เพื่อเข้าถึงคุณค่าและมูลค่าบนฐานการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

Focus

     การศึกษาวิจัยต้องการศึกษาลักษณะทุนวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำบ้านเกาะแรต อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยมุ่งเน้นการศึกษาองค์ความรู้ในชุมชนมาใช้ในการพัฒนาหรือนำทุนวัฒนธรรมมาพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของชุมชน ซึ่งจะให้การพัฒนาวัฒนธรรมและการนำวัฒนธรรมมาใช้พัฒนาชุมชนเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยได้อธิบายคุณค่าและหรือมูลค่าการพัฒนาที่เกิดขึ้นแก่ชุมชนอย่างเป็นระบบชัดเจน เพื่อพัฒนาคุณค่าไปสู่มูลค่าได้อย่างมีพลัง (น.7)

Theoretical Issues

     การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยดำเนินการตามแนวทางการวิธีวิทยาการวิจัยมานุษยวิทยาวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการศึกษา โดยเริ่มตั้งแต่การศึกษาวิเคราะห์ทั้งข้อมูลเอกสาร ตำรา(Document Analysis) และเน้นการเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Study)เพื่อศึกษาลักษณะวัฒนธรรมชุมชน ทุนวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำในจังหวัดนครปฐม การวิเคราะห์ทุนวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำ และแนวทางการใช้ทุนวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำเพื่อการพัฒนาชุมชน (น.100) และได้นำผลการศึกษาแนวคิดเกี่วกับวัฒนธรรม แนวคิดเกี่วกับวัฒนธรรมพื้นบ้าน แนวคิดเกี่ยวกับทุนวัฒนธรรม แนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนา แนวคิดเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธ์ุ ทฤษฎีหน้าที่นิยม ทฤษฎีการแพร่กระจายวัฒนธรรม งานวิจัยที่เกี่ยวกับแนวคิดทางภาษาและวัฒนธรรม งานวิจัยที่เกี่ยวกับไทยทรงดำ และงานวิจัยที่เกี่ยวกับทุนวัฒนธรรมมาสร้างแบบสัมภาษณ์ (น.112)

     โดยสัมภาษณ์เจาะลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 25คน ได้แก่ ผู้ที่มีความเป็นเลิศเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย จำนวน 3คน ผู้มีความเป็นเลิศเกี่ยวกับการทำมาหากินหรือการประกอบอาชีพ จำนวน 7คน ผู้มีความเป็นเลิศเกี่ยวกับการแต่งกายและการประดับตกแต่ง จำนวน 7คน ผู้มีความเป็นเลิศด้านหมอพื้นบ้านและการดูแลรักษาสุขภาพ จำนวน 3คน และผู้มีความเป็นเลิศเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม จำนวน 5คน (น.117) เพื่อให้ข้อมูลที่มีความถูกต้องตรงประเด็น ผู้วิจัยได้ทำการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation) โดยแบ่งเป็นการตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล (Data Triangulation)ด้านผู้วิจัย (Investigator Triangulation)ด้านทฤษฎี (Theory Triangulation)และด้านวิธีรวบรวมข้อมูล (Methodological Triangulation)(น.131) และทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์สาระสำคัญที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลในวิธีการต่าง ๆ ทั้งจากเอกสารและภาคสนาม เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับลักษณะทุนวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำ แล้วนำความรู้และองค์ความรู้ที่ได้มาเขียนเรียบเรียงในรูปแบบวิธีพรรณนา (Description) ให้ครอบคลุมประเด็นในการศึกษาที่กำหนด เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการนำทุนวัฒนธรรมไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านการพัฒนาชุมชนและในทางวิชาการสืบต่อไป (น.132)

Ethnic Group in the Focus

     ลาวโซ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไท ที่เรียกว่า ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ลาวทรงดำ ลาวซ่วงดำ ไทดำ ไตดำ ผู้ไทดำ ผู้ไตซงดำ ไทยดำหรือไทยทรงดำ เป็นคำเรียกชื่อคนไท “กลุ่มเดียวกัน” (อ้าง อภิญวัฒน์ โพธิ์สาน, 2552) ที่มาของการเรียกขานที่แตกต่างกัน เช่น ที่เรียก “โซ่งดำ” หรือ “ทรงดำ” น่าจะเรียกตามเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เพราะไทยโซ่งชอบแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ คำว่า “โซ่ง” น่าจะแผลงมาจากคำว่า “ส้วง” ซึ่งแปลว่า “กางเกง” ดังนั้น “โซ่งดำ” จึงหมายถึง “ชาวผู้ไทที่นุ่งกางเกงดำ” ต่อมาคำว่า “ดำ” หายไป จึงเหลือแต่คำว่า “โซ่ง” ส่วนที่เรียก “ลาวโซ่ง” โดยเติมคำว่า “ลาว” ข้างหน้าสาเหตุเพราะว่าขนบธรรมเนียมประเพณีส่วนใหญ่ คล้ายคลึงกับคนในราชอาณาจักรลาวจึงเรียก “ลาวโซ่ง” (อ้าง อัญชุลี บูรณะสิงห์, 2531) ปัจจุบันทางราชการได้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์นี้ว่า “ไทยโซ่ง” จะไม่ใช้คำว่า “ลาว” นำหน้าชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ใช้คำว่า “ไทย” เช่นเดียวกับไทยพวน ไทยภูเขา ไทยย้อ เป็นต้น แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปยังนิยมใช้คำว่า “ลาวโซ่ง” เรียกขานกันอยู่ (อ้าง นำพวัลย์ กิจรักษ์กุล, 2532) (น.71)

Language and Linguistic Affiliations

   ไทยทรงดำเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่พูดภาษาตระกูลไท (น.5) มีภาษาเป็นของตนเอง ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาพูด ยังคงใช้อยู่ในชุมชนในหมู่คนวัยผู้ใหญ่ที่พบเห็นได้ทั่วไป ส่วนภาษาเขียนยังคงพบในหนังสือเก่า และในเอกสารเผยแพร่ที่ผู้นำชุมชนได้พยายามฟื้นฟูขึ้น ด้านภาษาพูดได้ใช้ต่อเนื่องมาตั้งแต่อยู่เมืองเดียนเบียนฟู ในแคว้นสิบสองจุไท สำเนียงภาษาจะต่างจากลาวเวียงจันทน์และลาวทางอีสาน ไทยทรงดำจะพูดภาษาของตนเองเฉพาะเมื่ออยู่ในกลุ่มด้วยกัน แต่การติดต่อพูดคุยกับบุคคลภายนอกจะใช้ภาษาไทยกลาง ลักษณะการใช้คำ มีการออกเสียงต่างจากคำภาษาไทย ดังนี้ ด เป็น บ หรือ ล เช่น เดือน–เบือน/ ข เป็น ส เช่น ขับผี–สับผี/ ช เป็น จ เช่น ชื่อ–จื่อ, ช้าง–จ้าง/ ผ เป็น ฝ เช่น ผิด–ฝิด,ผี–ฝี/ ท เป็น ต เช่น ไทย–ไต, ท้อง-ต้อง/ พ เป็น ป เช่น หนึ่งพัน เป็น หนึ่งปัน, ภู เป็น ปู/ ค เป็น ก เช่น ควาย–กว้าย, พ่อค้า เป็น พ่อก๊า (อ้าง สมคิด ศรีสิงห์, 2538) (น.139) ภาษาเขียน มีลักษณะคล้ายอักษรไขว้ผู้ไทย และอักษรไทยถิ่นต่าง ๆ แถบอ่าวตังเกี๋ย ตัวอักษรไทยทรงดำน่าจะได้อิทธิพลจากรูปแบบอักษรไทยสมัยสุโขทัย โดยผ่านทางล้านนาไทยอีกทอดหนึ่ง อักษรไทยทรงดำจะปรากฏอยู่ในตำราสมุดข่อย เรียกว่า “ปั๊บผีเฮือน” (สมุดจดรายชื่อผีเรือน) ตำราหมอผีเรือน ตำราหมอแปงขวัญ ตำราแม่มด ตำราเขย (หมอบอกทางในพิธีงานศพ) ตำราสมุนไพร ตำราเวทมนต์คาถาและสมุดจดบันทึกของคนสมัยโบราณ เป็นต้น(อ้าง สมคิด ศรีสิงห์, 2538) (น.140)

Study Period (Data Collection)

ไม่มี

History of the Group and Community

   ถิ่นฐานเดิมของบรรพบุรุษลาวโซ่งในประเทศไทย มีศูนย์กลางอยู่ที่ “นาน้อย” หรือ “นาบ่อนน้อยอ้อยหนู” ซึ่งต่อมาปรากฏชื่อเรียกใหม่ว่า “แถน” หรือ “แถง” ในปัจจุบันคือ เดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu)แต่เดิมนั้น พวกไทยทรงดำมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในประเทศจีนตอนกลาง อันเป็นถิ่นฐานเดิมของชนเผ่าไท ต่อมาได้อพยพลงมาทางใต้ มาอาศัยอยู่ทั่วไปในมณฑลกวางสี มณฑลยูนนาน และที่อยู่กันมากคือ บริเวณลุ่มแม่น้ำดำ (หรือแม่น้ำแท้ ซึ่งเวียดนามเรียกว่า “ชงโบ”) แม่น้ำแดงในแคว้นตังเกี๋ยปัจจุบัน ในแคว้นสิบสองจุไท ซึ่งมีเมืองแถนเป็นเมืองหลวง (อ้าง อภิญวัฒน์ โพธิ์สาน, 2552) (น.71) หลังจากนั้นจึงได้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยด้วยเหตุผลทางสงคราม ไทยทรงดำอพยพเข้าสู่ประเทศไทยหลายครั้งด้วยเหตุผลทางสงคราม โดยอพยพผ่านลงมาทางเวียดนามเหนือ ลาว และเข้าสู่ประเทศไทยในที่สุด (อัญชุลี บูรณะสิงห์, 2531) (น.73)

   ไทยทรงดำเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกในปลายรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ในปี พ.ศ. 2322 โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านอยู่ที่เพชรบุรี สถานที่แรกสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในเขตหมู่บ้านหนองปรง (หรือหมู่บ้านหนองเลา) ในเขตอำเภอเขาย้อย ไทยทรงดำอพยพเข้ามาอีกหลายครั้ง เช่น สมัยรัชกาลที่ 1 ในปี พ.ศ.2335 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ไปอยู่ที่เพชรบุรี ณ บ้านหนองปรง อำเภอเขาย้อย ในรัชกาลที่ 3 ได้มีการกวาดต้อนพวกไทยทรงดำเข้ามาสู่ประเทศไทย 4 ครั้ง คือ ครั้งแรก ในปี พศ. 2371 ครั้งที่สอง ในปี พศ. 2378 ครั้งที่สาม ในปีพศ. 2379, และครั้งที่สี่ ในปี พศ. 2381 ซี่งทั้ง 4 ครั้ง พวกไทยทรงดำจะถูกกวาดต้อนให้ไปตั้งบ้านเรือนและทำมาหากินอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี (อ้าง อภิญวัฒน์ โพธิ์สาน, 2552) (น.73-74) ในรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2430 ได้กวาดต้อนไทยทรงดำจากแคว้นสิบสองจุไทและให้ไปอยู่ที่เพชรบุรี (เรณู เหมือนจันทร์เชย, 2542) (น.74)

     ต่อมาเมื่อไม่มีการควบคุมบริเวณที่อยู่อาศัย และมีการให้โอกาสไทยทรงดำได้หาที่อยู่อาศัยได้ตามความพอใจ จึงมีการอพยพเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีไทยทรงดำบางกลุ่มได้อพยพจากเพชรบุรีไปหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินใหม่ในเขตจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี เป็นต้น (อ้าง นำพวัลย์ กิจรักษ์กุล, 2532) (น.75) สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยทรงดำในประเทศไทยอพยพไปตั้งรกรากอยู่ที่แห่งใหม่ คือ ขาดแคลนที่ทำกินเนื่องจากมีประชากรเพิ่มขึ้นและที่อยู่เดิมเกิดความแห้งแล้ง จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของไทยทรงดำที่อยู่ในชุมชน แต่ละจังหวัดในประเทศไทย (อ้าง มนู อุดมเวช 2547) (น.75)

     ไทยทรงดำบ้านเกาะแรต เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2441 โดยมีนายทรัพย์ เพชรต้อม สารวัตรย้อย เพชรติ่ง (ผู้หาบแคร่ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และได้รับพระราชบรรดาศักดิ์เป็นสารวัตรผู้ช่วยราชการเก็บเงินแผ่นดินตามหัวเมือง) เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเกาะแรต รวมทั้ง นายลี เพชรกุ๋ง นายสอง เพชรโอ นายทอง นายจ่า นายสอด เพชรม่อม (สามพี่น้อง) นายเอือ เพชรออด นายวง เพชรม่อม นายจ้อง เพชรแอง นายหวี เพชรเยียน และนายยาม เพชรคุ้ม (ผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่ 12) ทั้งหมดได้เดินทางออกจากหมู่บ้านคลอง (จังหวัดเพชรบุรี) มาถึงบ้านเกาะแรต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตั้งถิ่นฐานจนถึงทุกวันนี้ รวมระยะเวลาเดิน ทาง 3 เดือน (น.135) ในสมัยนั้นมีหลายครอบครัวที่อพยพมาจากเพชรบุรี เพื่อมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเกาะแรต เช่น นายเหลือม เดื่อนทั้น นายหมา เพชรต้อม นายซอม เพชรข้อง นายพาน เพชรเนียน นายพา เพชรแอว นายป้าน เพชรแอว นายทอน เพชรรุณ (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11) เมื่อผู้ใหญ่ทอน เพชรรุณเสียชีวิต นายเที่ยง เพชรแอ ได้รักษาการเป็นผู้ใหญ่บ้าน ประมาณ 3 ปี ต่อมามีผู้ใหญ่บ้านอีกหลายคนคือ ผู้ใหญ่สุข เพชรม่อม ผู้ใหญ่ยอด เพชรยวน ผู้ใหญ่สาย ศิรินาโพธิ์ ผู้ใหญ่ไพศาล (แดง) เพชรรุณ (หลานผู้ใหญ่ทอน เพชรรุณ) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีไทยทรงดำ และผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบันคือ ผู้ใหญ่กำจร เพชรยวน (น.136)

Settlement Pattern

     รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของไทยทรงดำในจังหวัดนครปฐม พบว่า ลักษณะตั้งบ้านเรือนกระจายเป็นแบบรวมกลุ่มในแนวเหนือใต้ หมู่บ้านที่ทำนาจะมีความสัมพันธ์กับแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่วนหมู่บ้านที่ทำไร่ ทำสวน การตั้งถิ่นฐานกระจายในพื้นที่เกษตรของแต่ละครอบครัว (อ้าง นำพวัลย์ กิจรักษ์กุล, 2532) (น.76)

     บ้านเรือนและที่อยู่อาศัยของไทยทรงดำหมู่บ้านเกาะแรตได้ให้ความสำคัญกับผีเรือนที่นับถือมาแต่ดั้งเดิม พื้นที่ตั้งบ้านเรือนแต่เดิมส่วนใหญ่ไม่นิยมทำรั้วล้อมรอบ หรือทำรั้วแบบเตี้ย ๆ ด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ หรือใช้ไม้ไผ่ทั้งลำที่ยังไม่ได้ลิดหนามมาทำเป็นรั้ว นิยมตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นกลุ่มในวงเครือญาติ

     เรือนไทยทรงดำแบบดั้งเดิมเป็นเรือนหลังใหญ่ เรียกว่า “เฮือน” สร้างด้วยไม้ไผ่ทำฝาบ้านและพื้นบ้าน ส่วนเสาบ้านทำจากไม้เนื้อแข็ง จะเลือกเฉพาะต้นไม้ที่มีง่ามสำหรับวางคานเพื่อรับน้ำหนักตัวบ้าน และง่ามเสาจะใช้วางรอด (ขาง) เสาบ้านจะรับน้ำหนักของพื้นบ้าน พื้นเรือนเป็นห้องกว้าง มีระเบียงด้านหน้าจั่วทั้งสองด้าน ชายคาด้านหน้าจั่วทำเป็นวงโค้งหลังคามุงด้วยหญ้าคา ลักษณะของหลังคาจะสูงชัน ชายคายาวต่ำลงมาจนบังมิดพื้นบ้าน มีบันไดขึ้นเรือนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บันไดด้านหน้าเรือนจะใหญ่กว่าด้านหลัง ระเบียงด้านหน้าเรือนใช้เป็นที่รับแขกและนั่งเล่น เรียกว่า “กกชาน” ส่วนระเบียงด้านหลังเรียกว่า “กว้าน” ใช้เป็นที่ประกอบพิธีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษที่เป็นผู้ต๊าว และจัดให้มีมุมใดมุมหนึ่งของกว้านเป็นที่อยู่ของผีบรรพบุรุษ เรียกว่า “กะล่อหอง” ส่วนกลางของเรือนใช้เป็นที่นอน ทำครัว และเก็บข้าวของต่าง ๆ (น.143)

     การวางครัวไฟจะไม่สร้างไว้ที่หัวสกัดของบ้าน แต่จะสร้างไว้ที่หัวสกัดของนอกชานบ้านหรือระเบียงข้างใดข้างหนึ่ง เรือนของไทยทรงดำได้เปลี่ยนเป็นเรือนไม้ตามอย่างบ้านเรือนไทยภาคกลางในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 แต่สิ่งที่ยังคงรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน คือ กะล่อหอง (น.144)

     ชาวไทยทรงดำเชื่อว่าการปลูกเรือนเป็นสิ่งที่สำคัญจะต้องไม่ปลูกบ้านขวางตะวันหรือพระอาทิตย์ เรือนของไทยทรงดำต้องมีห้อง 3 ห้อง และมีระเบียงออกทั้ง 2 ข้าง เรียกว่า “กว้าน” บันไดกับห้องผีเรือน (กะล่อหอง) ไม่ควรตรงกัน ห้องผีเรือนต้องอยู่ชั้นบน เรียกว่า “เบิ๊กเติง” เพราะผีเรือนเป็นสิ่งที่เคารพนับถือของไทยทรงดำ (น.149)

Demography

     บ้านเกาะแรต เป็นชุมชนในตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีประชากร 4 หมู่บ้าน รวมทั้ง หมด 480 ครัวเรือน จำนวน 1,977คน ชาย 975คน หญิง 1,002คน ดังนี้ หมู่ 11บ้านเกาะแรต มี 123ครัวเรือน จำนวน 502คน ชาย 242 คน และหญิง 260 คน, หมู่ 12 บ้านเกาะแรต มี 210 ครัวเรือน จำนวน 877 คน ชาย 443 คน และหญิง 434 คน, หมู่ 14 บ้านเกาะแรตพัฒนา มี 96 ครัวเรือน จำนวน 399 คน ชาย 196 คน และหญิง 203 คน, และหมู่ 15 บ้านเกาะแรตท่าสาร มี 51 ครัวเรือน จำนวน 199 คน ชาย 94 คน และหญิง 105 คน (ข้อมูลจากองค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2553) อย่างไรก็ตามประชากรบ้านเกาะแรตไม่ได้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำทั้งหมด เพราะมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นปะปนบ้าง เพียงแต่ยอมรับกันว่าในชุมชนบ้านเกาะแรตประชากรส่วนใหญ่เป็นไทยทรงดำ (น.134)

Economy

     ไทยทรงดำในอดีตส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก ส่วนอาชีพอื่น ๆ เช่น ตัดไม้ จักสาน ล่าสัตว์ เลี้ยงไหม ทอผ้า ฯลฯ เป็นอาชีพรอง งานหลักของผู้ชายคือ ทำนา จักสาน ล่าสัตว์ เป็นต้น ไม่ได้ทำทุกวัน ส่วนงานหลักของผู้หญิงคือ งานบ้าน เช่น ทอผ้า ตำข้าว เลี้ยงไหม ทำความสะอาดบ้าน ดูแลและอบรมสั่งสอนลูก งานรองคือ ช่วยงานในไร่นา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องมาแต่โบราณ ปัจจุบันการทำนาที่บ้านเกาะแรตได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม บางพื้นที่ได้เปลี่ยนเป็นเลี้ยงกุ้ง รวมทั้งเลี้ยงปลาในกระชัง เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาทับทิม เป็นต้น และบางส่วนรับตัดเย็บเสื้อฮีผ้าเปียว (ผ้าแถบหรือผ้าสไบเฉียง) ทำหน้าหมอน ทำข้าวซ้อมมือ (เป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้านเกาะแรต) และค้าขาย เป็นต้น (น.152)

Social Organization

     ลักษณะครอบครัวและเครือญาติของไทยทรงดำยังมีความเข้มแข็งอยู่มาก เดิมระบบครอบครัวเป็นครอบครัวขยาย (Extended Family) คือ ฝ่ายชายจะนำภรรยาไปอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ของตน หลังจากที่ได้ไปอาสาทำงานที่บ้านฝ่ายหญิงระยะหนึ่งตามสัญญาที่ตกลงกันแล้ว ปัจจุบันครอบครัวไทยทรงดำมีขนาดเล็กลง ลูกชายนิยมพาภรรยาแยกครอบครัวไปตั้งบ้านเรือนใหม่ แบบครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) มีเฉพาะพ่อแม่ ลูกเท่านั้น ครอบครัวไทยทรงดำบ้านเกาะแรต แบ่งเป็นกลุ่มตระกูล (ตระกูลสิง) กลุ่มคนในตระกูลเดียวกันถือว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์เป็นเครือญาติกัน (น.136)

การจัดลำดับเครือญาติแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. การจัดลำดับเครือญาติแบบฝ่ายเดียว โดยถือเอาญาติฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสำคัญ จะเป็นฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ก็ได้
2. การจัดลำดับเครือญาติแบบทั้งสองฝ่าย ให้ความสำคัญในการเคารพนับถือเท่า ๆ กัน ทั้งฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่
การจัดลำดับความเกี่ยวข้องทางสายโลหิตของไทยทรงดำนั้นเป็นการจัดลำดับเครือญาติที่มีแนวโน้มเป็นแบบฝ่ายเดียว (Unilateral Kinship) และมีการตั้งบ้านเรือนหลังการแต่งงาน (Residence Rule) แบบ Patrilocal ทั้งนี้จะเห็นได้จากการแต่งงาน เมื่อชายหญิงแต่งงานกันแล้วผู้ชายต้องไปอาสาที่บ้านผู้หญิง หลังจากที่อาสาทำงานให้ครอบครัวฝ่ายหญิงตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันแล้ว ฝ่ายชายจะพาภรรยาเข้ามาอยู่อาศัยที่บ้านพ่อแม่ หรือสร้างบ้านเรือนอยู่ใกล้ ๆ บ้านพ่อแม่ผู้หญิงจะใช้นามสกุลฝ่ายสามี ครอบครัวผู้ชายต้องทำพิธีรับสะใภ้ใหม่ของตระกูล และต้องเข้าถือผีฝ่ายชาย และลูกที่เกิดมาจะต้องใช้นามสกุลของพ่อและเข้าถือผีและสืบผีทางฝ่ายพ่อด้วย

     ไทยทรงดำให้ความสำคัญกับผีเรือนอย่างมาก จึงมีประเพณีการสืบผีเรือน ซึ่งถือว่าเป็นการสืบสายสกุล การสืบผีมีธรรมเนียม ดังนี้ “ผู้ใดมาจากสกุล (สิง) ใด ก็สืบสกุลนั้น ” ลูกชายเป็นผู้สืบสกุล ในกรณีที่สกุลนั้นมีบุตรชายหลายคน ลูกคนสุดท้องจะเป็นผู้สืบสกุล และได้เป็นเจ้าของเรือนของบิดามารดา ลูกชายคนโต ๆ ต่างแยกออกไปมีเรือนต่างหาก แต่ก็ยังใช้สกุล (สิง) เดิมอยู่ ส่วนลูกสาวนั้นให้ไปใช้และอยู่ในสกุลของฝ่ายสามี (น.137)

     ชุมชนไทยทรงดำมีโครงสร้างทางสังคม 2ระดับ 1) โครงสร้างสังคมระดับครอบครัวและเครือญาติ โดยแต่ละครอบครัวจะมีการสืบผีของตนเอง ครอบครัวที่เป็นต้นผี เช่น ในจำนวนพี่น้องชายหกคน น้องชายคนสุดท้องจะเป็นคนสืบผีบ้านน้องชายจึงเป็นครอบครัวศูนย์กลางของผีบรรพบุรุษของญาติในครอบครัวนั้น ๆ ครอบครัวเครือญาติหลายครอบครัวรวมกันเป็นสิงหรือสายสกุล มีผู้นำสูงสุดที่เป็นศูนย์กลางของสิงหรือเครือญาติและคน ๆ นั้น จะเป็นผู้นำในการจัดพิธีกรรมในสิงนั้น ๆ (น.137-138) และ2) โครงสร้างสังคมระดับชุมชน ที่มีแนวความคิดดั้งเดิมมิได้ขึ้นอยู่กับดินแดน (Territory) แต่ขึ้นอยู่กับระบบเครือญาติ (Kinship System) อันประกอบด้วยญาติทางสายโลหิตและญาติทางแต่งงาน รวมเรียกว่า ญาติผีเดียวกัน ดังนั้น ชุมชนไทยทรงดำจึงประกอบด้วย ครอบครัวที่เป็นเครือญาติ เมื่อมีการประกอบพิธีกรรมใด ๆ จะมีเครือญาติมาร่วมในพิธีนั้น ๆ โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นญาติผีเดียวกันตามลำดับชั้นทางสังคม (Social Stratification) โดยใช้วงศ์ตระกูลเป็นเกณฑ์ในการแบ่งลำดับชั้นทางสังคมออกเป็นสองชนชั้น คือ ชนชั้น ผู้ต๊าว หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มคนที่เกิดในตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากเจ้าหรือผู้ปกครองเมือง โดยเรียกญาติในกลุ่มนี้ว่า “ผู้ต๊าว” และชนชั้นผู้น้อย หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มคนที่เกิดในตระกูลสามัญชน ซึ่งไทยทรงดำเชื่อกันว่าเป็นตระกูลที่อยู่ใต้การปกครองของผู้ท้าวในสมัยก่อน (อ้าง มยุรี วัดแก้ว, 2521) โดยดูจาก “สิง” (ตระกูล) ถ้าอยู่ในสิงลอบุคคลนั้นเป็นผู้ต๊าว ถ้าเป็นสิงเรือง สิงลู สิงกวาง และสิงตองถือว่าเป็นผู้น้อย (อ้าง สิริ พึ่งเดช, 2519)

     การจัดลำดับของชนชั้นนี้ ก่อให้เกิดความแตกต่างในการประกอบพิธีกรรม พิธีกรรมของผู้ต๊าวมักจัดใหญ่กว่าของผู้น้อย และผู้ต๊าวกับผู้น้อยจะไม่ประกอบพิธีร่วมกัน แต่ในชีวิตประจำวัน ผู้ต๊าวกับผู้น้อยมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี (อ้าง อัญชุลี บูรณะสิงห์, 2531) โดยทั้งผู้น้อยและผู้ต๊าวยังร่วมมือ และช่วยเหลือกันอย่างใกล้ชิดในพิธีกรรมต่าง ๆ คนทั้งสองพวกนี้ก็จะไปช่วยงานกันอยู่เสมอแต่ละฝ่ายก็จะปฏิบัติตามแบบฉบับของตนภายใต้การยอมรับของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่สงสัยหรือโต้แย้งเพราะถือว่าเป็นประเพณีที่ต้องปฏิบัติกันแบบนั้น (อ้าง สุมิตร ปิติพัฒน์ และคนอื่น ๆ,2521)(น.138)

     สำหรับอำนาจของบุคคลภายในครอบครัวของไทยทรงดำบ้านเกาะแรต ผู้ชายจะได้รับการยกย่องมีอำนาจมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัวและเป็นผู้นำในสังคม ตลอดจนเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม มีอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ภรรยาจะให้สามีเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ (น.139)

Political Organization

     แบบแผนพฤติกรรมการปกครองในการอยู่อาศัยและวิถีชีวิต ทั้งในชุมชน ครอบครัวและเครือญาติของไทยทรงดำบ้านเกาะแรต เน้น “ระบบอาวุโส” เป็นสำคัญ กล่าวคือ ผู้อาวุโสจะเป็นผู้นำชุมชน เป็นผู้นำกลุ่มเครือญาติ เป็นผู้นำครอบครัว ระบบอาวุโส คือ ลักษณะเด่นดีงามเฉพาะที่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนใช้ระบบอาวุโสสร้างคุณค่าที่เป็น “ความเป็นธรรม” ที่ตั้งอยู่บนหลักการทางศาสนาและความเชื่อ ทั้งผู้นำและผู้ตามจะต้องยึดมั่นเป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกัน คุณค่าดังกล่าวนี้ถือเป็นขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีที่ใครจะลบหลู่มิได้ เพราะเป็นสิ่งที่ชุมชนยอมรับนับถือมาแต่โบราณ ครั้นมาถึงปัจจุบันที่เริ่มมีผู้ปกครองในระบบการปกครองภาครัฐเข้ามา เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และตำแหน่งอื่น ๆ เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ทำให้คุณค่าความสำคัญของระบบอาวุโสเริ่มลดลง เหลือเฉพาะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมบางโอกาสเท่านั้น (น.210)

Belief System

     ชาวไทยทรงดำเมื่อครั้งสมัยโบราณที่อยู่เมืองแถง ประเทศเวียดนาม ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่นับถือแถนหรือเทวดาและผีบรรพบุรุษ และอัญเชิญไว้ห้องหนึ่งบนเรือน เรียกว่า กะล่อหอง มีการเซ่นไหว้เป็นประจำ เรียกว่า เสนป๊าดตง และทุก 2-3 ปี เรียกว่า เสนเรือน สำหรับผีผู้น้อย เรียกว่าหล่อเฮือน สำหรับผีผู้ต๊าว ชาวไทยทรงดำปฏิบัติเป็นประจำ สม่ำเสมอ จนอพยพมาอยู่ประเทศไทยก็ยังปฏิบัติอยู่ ชาวไทยทรงดำที่อพยพมาอยู่ประเทศไทยได้นับถือศาสนาพุทธและปฏิบัติตนตามหลักความเชื่อในศาสนาพุทธเช่นเดียวกับคนไทย คือ มีการทำบุญ ตักบาตร เข้าวัด ฟังเทศน์ ฟังธรรม และนำบุตรหลานมาอุปสมบทอยู่เป็นประจำส่วนศาสนาพราหมณ์เข้าสู่สังคมไทยทรงดำพร้อม ๆ กับศาสนาพุทธ กล่าวคือ เมื่ออพยพมาอยู่ในประเทศไทยยังคงนับถือแถนหรือเทวดาและผีบรรพบุรุษอยู่ แต่ได้ยอมรับนับถือพุทธศาสนาที่มีเรื่องราวของศาสนาพราหณ์ด้วย ผีที่สำคัญในความเชื่อของชาวไทยทรงดำ ได้แก่

     ผีแถน เป็นเทวดาอยู่บนฟ้า มีอำนาจเหนือมนุษย์ทั้งหลาย สามารถบันดาลให้บังเกิดความเป็นไปต่าง ๆ ได้ทั้งดีและร้ายต่อคนและสัตว์ ผีแถนมีหลายองค์ จำแนกออกตามบทบาทหน้าที่ได้ ดังนี้ 1) แถนหลวง เป็นหัวหน้าแถนทั้งปวงคอยดูแลความสงบสุข 2) แถนปัวก่าลาวี ดูแลทุกข์สุข 3) แถนชาด ผู้กำหนดชะตาชีวิตมนุษย์ 4) แถนแนน (แตนแนน) เป็นผู้กำหนดอายุมนุษย์ 5) แถนบุน เป็นผู้บันดาลความมั่นคง 6) แถนเข่อ เป็นแถนแห่งโรคภัยไข้เจ็บ 7) แถนเคาะ เป็นผู้บันดาลให้เกิดเคราะห์ร้าย 8) แถนสิง (ซิง) แถนประจำตระกูลต่าง ๆ 9) แถนสัด เป็นผู้ดูแลระเบียบวินัย-จับคนผิดลงโทษ และ10) แถนนุ่งขาว เป็นผู้บันดาลให้เกิดแสงสว่าง (น.167)

ผีบ้านผีเมือง (ปู่เจื๊อเสื้อบ้าน) ผีคุ้มครอง ดูแลบ้านเมืองให้ร่มเย็น และอุดมสมบูรณ์ บางแห่งต้องสร้างศาลประจำหมู่บ้าน ซึ่งบ้านเกาะแรตมีศาลตาปู่หรือศาลปู่อูลุม ที่ชาวไทยทรงดำทำพิธีเซ่นไหว้ทุกปี ในวันที่ 14 เมษายน

ผีบรรพบุรุษหรือผีเฮือน เมื่อพ่อแม่ปู่ย่าถึงตายายแก่กรรมจะอัญเชิญให้อยู่ในกะล่อหองหรือกวงเฮือน มีการเซ่นไหว้ในพิธีปาดตง พิธีเสนเฮือน

ผีป่า ผีขวง เป็นผีที่สิงสถิตย์ตามป่าเขาลำเนาไพร ถ้าหากมีคนทำให้ไม่พอใจก็อาจทำให้เจ็บไข้ได้ แก้ไขโดยการขอขมา

ผีประจำสถานที่ ได้แก่ ผีบันได (ขั้นไหล) ผีแม่เตาไฟ ผีประตู ผีหน้าต่าง (ปะต่าง) เป็นต้น เวลาทำการเซ่นไหว้ผีเฮือน ต้องเซ่นผีทั้ง 4 แห่งด้วยเครื่องเซ่น มีข้าวเหนียวกับผักจุ๊บ เพื่อไม่ให้เหตุร้ายเกิดกับสถานที่ดังกล่าว

     ความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ ไทยทรงดำนับถือผีบรรพบุรุษหรือผีเรือน หรือผีเฮือน ซึ่งเป็นผีของพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว โดยอัญเชิญผีเรือนขึ้นสู่บนบ้านให้อยู่ในห้องกะล่อหอง เป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณที่ได้เลี้ยงเรามาจนเติบใหญ่ มีการเซ่นไหว้เป็นประจำ เช่น พิธีป๊าดตง พิธีเสนเรือน โดยเชื่อว่าผีเรือนให้ทั้งคุณและโทษ ถ้าลูกหลานหมั่นทำป๊าดตงและเสนเรือนเมื่อครบกำหนดเวลา จะทำให้เราอยู่เย็นเป็นสุข
ความเชื่อเกี่ยวกับขวัญ ชาวไทยทรงดำเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาจะมีขวัญประจำตัวทุกคน เมื่อเกิดมาจะมีการทำไต๊และหอยา หรือตัวแทนขวัญไว้ในกะล่อหอง เพื่อให้ผีเรือนคุ้มครองให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง ไม่เจ็บไข้ สุขภาพร่างกายแข็งแรง เวลาที่ไม่สบาย ถ้าหายดีแล้วจะมีพิธีแปงขวัญหรือเรียกขวัญ

ผีบ้านผีเมือง (ปู่เจื๊อเสื้อบ้าน) ผีคุ้มครอง ดูแลบ้านเมืองให้ร่มเย็น และอุดมสมบูรณ์ บางแห่งต้องสร้างศาลประจำหมู่บ้าน ซึ่งบ้านเกาะแรตมีศาลตาปู่หรือศาลปู่อูลุม ที่ชาวไทยทรงดำทำพิธีเซ่นไหว้ทุกปี ในวันที่ 14 เมษายน
ผีบรรพบุรุษหรือผีเฮือน เมื่อพ่อแม่ปู่ย่าถึงตายายแก่กรรมจะอัญเชิญให้อยู่ในกะล่อหองหรือกวงเฮือน มีการเซ่นไหว้ในพิธีปาดตง พิธีเสนเฮือน
ผีป่า ผีขวง เป็นผีที่สิงสถิตย์ตามป่าเขาลำเนาไพร ถ้าหากมีคนทำให้ไม่พอใจก็อาจทำให้เจ็บไข้ได้ แก้ไขโดยการขอขมา
ผีประจำสถานที่ ได้แก่ ผีบันได (ขั้นไหล) ผีแม่เตาไฟ ผีประตู ผีหน้าต่าง (ปะต่าง) เป็นต้น เวลาทำการเซ่นไหว้ผีเฮือน ต้องเซ่นผีทั้ง 4 แห่งด้วยเครื่องเซ่น มีข้าวเหนียวกับผักจุ๊บ เพื่อไม่ให้เหตุร้ายเกิดกับสถานที่ดังกล่าว

ความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ ไทยทรงดำนับถือผีบรรพบุรุษหรือผีเรือน หรือผีเฮือน ซึ่งเป็นผีของพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว โดยอัญเชิญผีเรือนขึ้นสู่บนบ้านให้อยู่ในห้องกะล่อหอง เป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณที่ได้เลี้ยงเรามาจนเติบใหญ่ มีการเซ่นไหว้เป็นประจำ เช่น พิธีป๊าดตง พิธีเสนเรือน โดยเชื่อว่าผีเรือนให้ทั้งคุณและโทษ ถ้าลูกหลานหมั่นทำป๊าดตงและเสนเรือนเมื่อครบกำหนดเวลา จะทำให้เราอยู่เย็นเป็นสุข

     ความเชื่อเกี่ยวกับขวัญ ชาวไทยทรงดำเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาจะมีขวัญประจำตัวทุกคน เมื่อเกิดมาจะมีการทำไต๊และหอยา หรือตัวแทนขวัญไว้ในกะล่อหอง เพื่อให้ผีเรือนคุ้มครองให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง ไม่เจ็บไข้ สุขภาพร่างกายแข็งแรง เวลาที่ไม่สบาย ถ้าหายดีแล้วจะมีพิธีแปงขวัญหรือเรียกขวัญ

     ความเชื่อเกี่ยวกับศาลเจ้าพ่อ เป็นศาลประจำหมู่บ้าน มีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ละศาลจะมีร่างทรงประจำ เมื่อประกอบพิธีเจ้าพ่อจะมาเข้าร่างทรงเพื่อรับการบวงสรวง อ้อนวอน บนบานต่าง ๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยทรงดำในหมู่บ้านเกาะแรตนับถือ เช่น ศาลตาปู่หรือศาลพ่อปู่อุมลุม เป็นศาลประจำหมู่บ้าน ตั้งอยู่ที่บ้านเกาะแรต ซอย 4 ทุกวันที่ 13-14 เมษายนของทุกปีจะมีงานประจำปี (น.168)

Education and Socialization

     คุณค่าและหรือมูลค่าของแบบแผนพฤติกรรมการอบรมสั่งสอนในการอยู่อาศัยและวิถีชีวิต ทั้งในชุมชน กลุ่มเครือญาติและครอบครัว “โดยทั่วไปการอบรมสั่งสอนซึ่งเน้นไปที่เด็กและเยาวชน เน้นแบบแผนการเป็นคนดี มีศีลธรรม จริยธรรม เป็นต้นว่า การรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน การเป็นคนซื่อสัตย์ ซื่อตรง สุจริต กตัญญูกตเวที เป็นคนขยันขันแข็ง ไม่ผิดศีลธรรม ทั้งผู้นำ ปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำที่เป็นภิกษุต่างเน้นย้ำให้การสื่อสารเป็นไปในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นลักษณะเด่น ดีงาม เฉพาะที่ร่วมกันของชุมชนหรือเป็นค่านิยมร่วมกัน” (อ้าง พระมหามนตรี ขนติสาโร วัดศรีประชาวัฒนาราม, สัมภาษณ์: วันที่ 29 ตุลาคม 2555)

     ในปัจจุบัน คุณค่าแบบแผนพฤติกรรมการอบรมสั่งสอนได้เปลี่ยนไป ด้วยระบบการศึกษาสมัยใหม่เข้ามาจัดระบบการอบรมสั่งสอนขึ้นใหม่ตามแบบแผนพฤติกรรมที่กำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศ เป็นเหตุให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนรู้แบบเดิม ต้องมาเรียนรู้แบบใหม่ที่เน้นสร้างเด็กให้เป็นคนเก่งเป็นคนสำคัญ ถ้าจะให้ลูกหลานเรียนเก่งก็ต้องส่งไปเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง โดยชุมชนถือว่าการศึกษาของลูกหลานคือ การลงทุนเป็นเงินทองลักษณะหนึ่งที่หวังผลตอบแทนที่เป็นทั้งคุณค่าและมูลค่าที่สูงมาก (น.211-212)

Health and Medicine

     การดูแลรักษาสุขภาพแต่เดิมในอดีตเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยยาสมุนไพรหรือยาหม้อ ร่วมกับการใช้คาถาอาคม ปัดเป่า (น.164) การแปงขวัญ เสนตัว เสนเต็ง และเสนแก้เคราะห์ ถือเป็นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งชาวไทยทรงดำเชื่อว่าทุกคนมีขวัญประจำตัว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เมื่อหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจะทำพิธีแปงขวัญ หรือเรียกขวัญให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว (น.165)

     ปัจจุบัน การดูแลรักษาสุขภาพตามความเชื่อและการดูแลโดยหายามารักษาตามกำลังความรู้ความสามารถของคนในชุมชนยังคงมีอยู่ แต่ส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงไปใช้บริการการดูแลรักษาสุขภาพตามแผนปัจจุบันเป็นหลัก ส่วนวิธีการแบบพื้นบ้านหรือตามภูมิปัญญาได้กลายเป็นการเสริมขวัญ เสริมพลัง ตามแบบแผนความเชื่อที่สืบต่อกันมาเท่านั้น (น.166)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

     รูปทรงบ้านของไทยทรงดำในปัจจุบัน หลังคาเปลี่ยนจากมุงจากและแฝกมาเป็นกระเบื้อง ส่วนหลังคาที่มุงด้วยสังกะสีก็มีแต่น้อย หลังคาจะเป็นทรงจั่วเหมือนบ้านชนบทของคนไทย ชายคาบ้านยื่นยาวออกมาคลุมฝาผนังรอบบ้านซึ่งเป็นลักษณะบ้านสมัยอดีตของไทยทรงดำ บางบ้านมีใต้ถุนสูงไว้เก็บเครื่องมือการเกษตร เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ รับรองญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูงทั้งในหมู่บ้านและต่างหมู่บ้าน บางบ้านมีกี่ทอผ้า บ้านบางหลังจัดส่วนล่างที่เป็นใต้ถุนกั้นเป็นห้องสำหรับพักอาศัยด้วย

     เรือนของไทยทรงดำบางหลังมีอายุ 60-70 ปี บางหลังได้เสื่อมสภาพลงต้องสร้างใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นเรือนไทยประยุกต์แบบครึ่งปูนครึ่งไม้ ครึ่งบนเป็นไม้ ครึ่งล่างเป็นปูน ส่วนที่สร้างแบบเรือนไทยทำด้วยไม้ทั้งหลัง รูปทรงบ้านเปลี่ยนไปจากเดิม แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือ “กะล่อหอง” เพราะประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเซ่นผีเรือนนั้นยังคงปฏิบัติกันอยู่ เนื่องด้วยผีเรือนได้มีบทบาทต่อวิถีชีวิต (น.147) ยุ้งข้าวเป็นสิ่งก่อสร้างที่ปลูกคู่กับบ้าน จะสร้างไม่ไกลจากตัวบ้าน ปัจจุบันนิยมใช้กระเบื้องหรือสังกะสีมุงหลังคา ต้นเสาต้องใช้ต้นไม้ที่มีง่ามสำหรับวางคานไว้บนต้นเสา มีลักษณะแข็งแรงและทนทาน ยุ้งข้าวมีใต้ถุนสูง และต้องให้พื้นยุ้งข้าวสูงกว่าพื้นบ้านหรือสูงเสมอเท่าพื้นบ้าน ยุ้งข้าวเก่าจะไม่รื้อมาทำเป็นที่พักอาศัยหรือเหยียบย่ำ ถือว่าเป็นการไม่เคารพต่อแม่โพสพ (น.148)

     เครื่องจักสาน ไทยทรงดำมีฝีมือในการจักสาน นิยมใช้เวลาว่างจักสานเครื่องใช้ไว้ใช้ในครัวเรือน เครื่องจักสานจะเป็นภาชนะใส่ของ ส่วนใหญ่ทำจากไม้ไผ่และหวายเป็นต้นว่า “ปานเผือน” มีขนาดใหญ่ สานด้วยไม้ไผ่ สำหรับใส่เครื่องเซ่นไหว้ผีเรือน “โฮ้” สานด้วยไม้ไผ่มีลักษณะเป็นทรงกระบอก ใช้ใส่อุปกรณ์เย็บผ้าของผู้หญิง “ขมุก” สานด้วยไม้ไผ่ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฝาปิดใช้สำหรับเก็บเสื้อผ้า จะนำมาวางไว้บนขื่อเพราะผ้าเป็นสมบัติที่มีล้ำค่า “กะเหล็บ” สานด้วยไม้ไผ่ ผู้ชายจะสานไว้ก่อนแต่งงาน เพื่อให้เจ้าสาวใส่เครื่องใช้ประจำตัว “หมั๊วสานหรืองอบ” สานด้วยไม้ไผ่ ใช้กันแดดกันฝน ฝ่ายชายจะต้องสานเพื่อใส่ไปสู่ขอเจ้าสาว “แอบข้าว” สานด้วยไม้ไผ่ รูปทรงเหมือนตุ่ม คอสูง มีฝาปิดใช้สำหรับใส่ข้าวเหนียว “หาบเข่งหรือกระจาด” มีฝาปิดสำหรับวางถ้วยกับข้าวไปทำบุญที่วัด เป็นกระจาดสองใบ มีไม้คานหาบ “ซ้าหลอดหรือตะกร้าหลอด” ใช้สำหรับใส่หลอดด้ายอุปกรณ์ทอผ้า (น.154-155)

     การแต่งกายและเสื้อผ้าอาภรณ์ ไทยทรงดำในอดีตมักจะย้อมผ้าและตัดเย็บเสื้อผ้าหรือของใช้ เช่น มุ้ง หมอน ที่นอน ด้วยผ้าสีดำ จากน้ำต้นฮ่อมเป็นสีพื้น ส่วนสีอื่นจะเป็นลวดลายตกแต่งตามขอบตะเข็บ คอ แขนเสื้อ ลวดลายจะเป็นเอกลักษณ์ คือ ลายดอกแปด ลายดอกจัน ลายดอกมะลิ และลายขาวดอกบัว ฯลฯ ลายทั้งหมดจะทำด้วยผ้าสีขาว สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดงเลือดหมู การตกแต่งจะนำลายดอกดังกล่าวมาเย็บติดกับส่วนต่าง ๆ ของเสื้อผ้าและของใช้ นอกจากนี้ก็จะใช้เส้นด้ายสีแดงเลือดหมู สีขาว ปักเดินเป็นเส้นลาย เรียกว่า “ขอกุด” ตกแต่งเป็นบางจุด การแต่งกายของไทยทรงดำ แบ่งได้ 2 ประเภท คือ การแต่งกายในชีวิตประจำวัน และการแต่งกายในพิธีกรรม (น.156)

ชุดแต่งกายในพิธีกรรม ได้แก่
1) เสื้อก้อม เป็นผ้าทอย้อมคราม ตัดเย็บด้วยมือ ฝี เข็มละเอียดสามารถสวมได้ทั้งสองด้าน ลักษณะเป็นเสื้อคอกลมผ่าหน้า แขนกระบอกเข้ารูป ติดกระดุมเงิน 13-19 เม็ด ถ้าฐานะดีจะติด 2 แถว เสื้อก้อมใช้คู่กับผ้าซิ่น เป็นชุดลำลองหรือชุดประจำของผู้หญิงไทยทรงดำ ถ้าไปวัดจะพาดผ้าเปียวหรือผ้าสไบอีก 1 ผืน ถ้าไปตลาดจะสะพายกะเหล็บ (สานด้วยไม้ไผ่ละเอียด ใช้แทนกระเป๋าหรือ ถ้าจะเข้าป่าก็จะสะพายย่าม) ใช้ผ้าเปียวโพกศีรษะแทนหมวก
2) เสื้อฮี (เสื้อยาว) เป็นเสื้อคอกลม แขนทรงกระบอกหลวมๆ มีลวด ลายประดับคอเสื้อ แนวสาบคอเสื้อเป็นเสื้อคลุมตัวยาวถึงหัวเข่า มีทั้งของผู้ชายและผู้หญิง แต่ละคนจะมีเสื้อฮีประจำตัว เสื้อฮีประดับตกแต่งด้วยลวดลายต่าง ๆ ทั้งด้านนอกและด้านใน โดยเฉพาะด้านในมีลวดลายตกแต่งมากกว่าด้านนอก นิยมใช้สีครามมากกว่าสีดำลวดลายเกิดจากการปักและการประดับตกแต่ง เช่น ลายดาวกระจาย ลายเบื้อแขน ลายบานแปดลายขอกุด ปักสลับสีด้วยไหมสีขาว สีแดง สีเหลือง และสีเขียว ด้านข้างตัวเสื้อ ผ่าขึ้นมาถึงเอว ใช้สวมในพิธีแต่งงาน พิธีเสนเฮือน งานศพ และตาย เสื้อฮีชายจะมีลำตัวยาว แขนยาว คอกลม ผ่าหน้า กระดุมป้ายไปติดทางซ้ายของลำตัว ตกแต่งลวดลายตรงรักแร้และตะเข็บด้านข้างลำตัว ด้วยลายดอกจันหรือลายดอกแปดและด้านข้างของเสื้อฮีจะปักด้วยขอกุด (คล้ายหนวดตำลึง) ชายเสื้อตกแต่งด้วยดอกจัน ดอกมะลิหรือดอกแปด ส่วนเสื้อฮีหญิงจะสวมหัว คอวี ติดกุ๊นรอบคอสีแดง ติดกระดุมคอ 1เม็ด ตัวยาว แขนทรงกระบอก ยาวข้อศอก เหนือสะดือจะเว้าเข้าประมาณ 1.5นิ้ว มีแถบผ้าสีดำเงาเป็นสาบเสื้อจากคอลงมาถึงชายเสื้อ เรียกว่า “ลั๊วเสื้อชายเสื้อตกแต่งด้วยลายดอกแปดเป็นเส้นเฉียง เมื่อสวมเสื้อฮีจะคาดเข็มขัดเงินทับผ้าซิ่นลายแตงโม ลวดลายของเสื้อฮีจะใช้สีแดงเลือดหมู สีส้ม สีขาว มีการตกแต่งลวดลายที่ใต้รักแร้ด้วยด้ายสีต่าง ๆ ติดกระจกชิ้นเล็ก ๆ เป็นลวดลายสวยงาม ลวดลายที่ตกแต่งเรียกว่า “ขอกุด” เสื้อฮีของผู้หญิงจะใช้ได้ทั้ง 2 ด้าน ด้านนอกสำหรับงานมงคลตกแต่งไว้เพียงเล็กน้อย ส่วนด้านในที่ใช้สำหรับงานอวมงคล ใช้คลุมโลงศพเวลาที่เสียชีวิต จะมีลวดลายที่สวยงามกว่าด้านนอก เสื้อฮีของผู้ชายจะใช้ได้เพียงด้านเดียว เสื้อฮี มี 3 ชนิด ตามลักษณะผ้าที่ใช้ในการทำคือ ผ้าฝ้ายลาวหรือผ้าที่ทอเองเป็นฝ้ายที่ผลิตเอง เสื้อฮีมีความสำคัญมากเพราะเป็นเสื้อที่ต้องใส่ในพิธีกรรม ลูกหลานไทยทรงดำต้องมีเสื้อฮีคนละ 1 ตัว ในวัยหนุ่มสาวจะสวมใส่เพื่อไปเล่นลูกช่วง ส่วนลูกเขย ลูกสะใภ้จะใช้ในพิธีเสนเรือน เอาผีขึ้นเรือน งานศพ พิธีแต่งงาน ที่สำคัญที่สุดคือ วันตายจะต้องใส่เสื้อฮีของตัวเองไปด้วย เพราะเชื่อว่าถ้าใส่เสื้อฮีจะได้ไปพบพ่อแม่ พี่น้อง บรรพบุรุษที่ตายไปแล้วจะจำกันได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ถ้าไม่ใส่เสื้อฮีเชื่อว่าจะไม่ได้พบกัน คนตายจะต้องใส่เสื้อฮีด้านที่มีลวดลายสวย งามออก และยังมีเสื้อฮี 2-3 ตัว ที่กลับด้าน เอาด้านในออกสำหรับคลุมโลงศพ
3) เสื้อต๊ก เสื้อใส่เวลามีคนตาย แสดงการไว้ทุกข์ เป็นญาติใกล้ชิดผู้ตาย เป็นเสื้อที่ใช้ผ้าทั้งผืนตัดแหวกตรงคอและตรงแขน ตัวยาวคลุมสะโพก ตัดแบบเดียวกันทั้งเสื้อผู้หญิงและเสื้อผู้ชาย คล้ายกับเสื้อไว้ทุกข์ของคนจีน
4) ส้วงฮี กางเกงที่มีขาเรียวแนบลำตัว ด้านบนต่อเป็นเป้าเฉลียงพอดีตัวหรือต่อเป้า คล้ายกางเกงขาก๊วย เป้าจะหย่อน เพื่อสะดวกในการเคลื่อนไหว สวมใส่ในพิธีกรรมหรือไปเที่ยว นอกจากนี้ มีกางเกงขาสั้น เรียกว่า “ส้วงขาเต้น” หรือ “ส้วงก้อม” ใส่ทำงานหรือใส่อยู่บ้าน (น.157)

สำหรับชุดแต่งกายในชีวิตประจำวันของไทยทรงดำ ในอดีตชุดสำหรับผู้ชายจะเป็นกางเกงขายาวถึงเข่าสีดำ คาดผ้าขาวม้า ไม่สวมเสื้อ ส่วนผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่นลายแตงโม มีผ้าเปียวหรือผ้าฮ่างนมคาดทับหน้าอก เสื้อผ้าที่ใช้แต่งกายในชีวิตประจำวันโดยทั่วไปแบบเดิม ได้แก่
1) ส้วงฮี เป็นกางเกงแบบเดียวกันกับมี่ใช้ในพิธีกรรม
2) เสื้อห่งเห่ง หรือเรียกเสื้อฮงเฮง เป็นเสื้อสำหรับผู้หญิง คอตั้งติดคอแบบเสื้อก้อม แต่ลำคอปล่อยหลวมๆ ชายเสื้อด้านข้างแหวกชายไว้ประมาณ 1 ฝ่ามือ เพื่อไม่ให้คับสะโพก ติดกระดุมประมาณ 5 เม็ด ใส่ทำงาน จะติดกระเป๋าหรือไม่ติดก็ได้ สีดำหรือสีคราม
3) เสื้อน่อยหรือเสื้อห้อย เป็นเสื้อชั้นในสำหรับผู้หญิง เป็นเสื้อคอกลม เรียกว่า “คอไข่” “คอวี” ตัดพอดีตัว ติดกระดุมด้านซ้ายข้างลำตัว เสื้อน้อยใช้สำหรับอยู่บ้าน หากไปทำงานที่ไม่เป็นพิธีการมากก็ใช้ผ้าสไบห่มทับหรือใช้เสื้อก้อมพับพาดไว้ที่ไหล่
4) ส้วงก้อม เป็นกางเกงชั้นในสำหรับผู้หญิง เรียกว่า “ส่วงซ้อน” หากหญิงใดมีประจำเดือนจะพับผูกโยงไว้กับสายรอบเอว เรียกว่า “ผูกเตี่ยว”
5) เสื้อไท เป็นเสื้อสำหรับผู้ชาย คอตั้งติดคอ แขนยาว ชายเสื้อจะมีผ้าแทรก 3 ชิ้น เพื่อให้ชายเสื้อย้อย ติดกระดุมเต็มรูป คือ 27 เม็ด เรียกว่า 3 ซุ้ม รองลงมาติดกระดุม 23 เม็ด และติดกระดุม 21 เม็ด (น.158-159)
 

Folklore

     ไทยทรงดำมีภาษาเขียนหรือตัวอักษรเป็นของตนเอง ใช้มาตั้งแต่อยู่เมืองแถง เมื่ออพยพเข้าสู่ประเทศไทยก็นำตัวอักษรมาใช้ด้วย อักษรจะปรากฏอยู่ในตำราสมุดข่อย เรียกว่า “ปั๊บผีเฮือน” (สมุดจดรายชื่อผีเรือน) เป็นการเขียนหรือบันทึกลงในสมุด เช่น การจดรายชื่อของบรรพบุรุษที่ตายไป เพื่อไว้ให้หมอเสนเรียกชื่อทำพิธีเสนเรือน หรือคำบอกทางแก่วิญญาณผู้ตาย รวมทั้งอาจมีกลอนขับต่าง ๆ รวมอยู่ด้วย (น.140)

     กลอนขับ (กว๊ามขับสายแปง) มีการนำภาษาพูดมาแต่งเป็นกลอนขับหรือ กว๊ามขับสายแปง เช่น กลอนขับเกี่ยวบ้าน-เสียงจู้ เสียงเครือ (ประเพณีลงข่วง หรือการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว) กลอนขับส่อง (เป็นกลอนขับในประเพณีแต่งงานหรือกินดอง) กลอนขับฮับเข้าปัวขวัญ (ประเพณีเสนตัวหรือการต่ออายุผู้สูงอายุ) กลอนขับกินเหล้าเบือนห้า (ประเพณีสงกรานต์) กลอนขับไห่ (กลอนขับในพิธีศพ เป็นการขับกลอนสรรเสริญผู้เสียชีวิต และเรียกผู้เสียชีวิตให้มารับเครื่องเซ่นไหว้) และกลอนขับอู่ลุ๊ หรือกลอนขับกล่อมลูก

     คำอวยพร (กว๊ามเอินพร) ไทยทรงดำมีความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีเสนเฮือน (เซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ) พิธีเสนโตหรือเสนตัว (ต่ออายุผู้สูงอายุหรือเรียกขวัญ) แปงขวัญ (เรียกขวัญบุคคลทั่วไปเมื่อหายจากการเจ็บป่วย) และการขับกินเหล้าเบือนห้า เป็นต้น ไทยทรงดำเมื่อประกอบพิธีกรรมหรือประเพณีเสร็จเรียบร้อยแล้ว หมอทำพิธีจะขับกลอนอวยพรหรือเอินพรให้เจ้าภาพมีความสุข ความเจริญเป็นภาษาไทยดำ

     สุภาษิต (กว๊ามเจียนลาง) สุภาษิตของไทยทรงดำส่วนใหญ่จะอยู่ในตำราหมอที่ทำพิธีกรรม และกว๊ามขับสายแปง หรือกลอนขับของไทยทรงดำ เป็นคำสั่งสอนของปู่ย่า ตายาย หรือคนในสมัยโบราณ ส่วนใหญ่จะใช้สุภาษิต หรือกว๊ามเจียนลางสั่งสอนลูกหลาน ดังนี้
    
     สุภาษิตเกี่ยวกับแผ่นดินไต สี่ โต่ง กว้าง แถง ลอ ถาง เติก – ตำนานไทยทรงดำเริ่มจากเมืองกว้าง 4 เมือง คือ เมืองแถง เมืองลอ เมืองถาง เมืองเติก/ เมือง อึม จึม น้ำหลาก – เมืองชุ่มชื้น/มี เงิน ของ จ้อย–เมื่อสภาพพื้นดินไม่ดี ทำให้มีเงินทองน้อย/กำ เข้า อ่อน, ต่อน ปา ขาว – ทั้งข้าวและกับน่ารับประทาน / เสา เฮือน ตั้ง,บั้ง น้ำ อิง–มีฐานะมีกินมีอยู่ เป็นต้น

     สุภาษิตเกี่ยวกับแต่งบ้านดาเมือง (อวดโฉมแต่งบ้านเมืองให้น่าอยู่) ผู้ จ้อง เห้าย์ แผ่น ดิน–คนขยันให้แก่คนทั่วไป/ ดิน บ้าน หนา, ขา เมือง มั่ง–แผ่นดินมีความสุขทุกหย่อมหญ้า/ ฮู้ จัง ลัก, หลัก จัง งาน–นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์และถูกงาน/ตอบ หอม กัน จั่ง หมั้น–ภาษาพูดที่ดีทำให้มีไมตรีมั่นคง/ไห่ จวน ดา, นา เจาย์ โจ่ง–รอผลผลิตที่จะตามมา เป็นต้น

     สุภาษิตเกี่ยวกับซิ บ่าว สอน สาว (บอกหนุ่มสอนสาว) มัก แม่น, แกว่น กว๊าม–ต้องการความรู้ให้มั่นศึกษา ฝึกฝน/ เลือก หลาย กาย เสียจั่ว–เลือกคุณสมบัติของคู่ครองมากก็หมดโอกาสตลอดชีวิต/ ผัว เอา โกก, เมีย เอา ปาย – สามีทำงานหนักเพื่อให้ภรรยาสบายแต่ต้องช่วยกัน / แม่ ยิ๋ง เบ่า ยู่ ดาย, ปอ จาย เบ่า ยู่ ล้า–หญิงชายต้องขยันทั้งคู่/ เข้า นา โห่ม นา, ฟา จู้ โหม่ จู้ – ให้ความสำคัญต่อภรรยาตลอดชีวิต (น.141-142)

     นิทาน (กะจ๊าว) สมัยอดีตเฮือนไทยทรงดำจะมีนอกชานหรือกางจ๊านไว้สำหรับสมาชิกในครอบครัวมารวมกันในเวลากลางคืน พ่อแม่จะอบรมสั่งสอนลูกหลาน และปู่ย่า ตายายเล่านิทานให้ลูกหลานฟัง พร้อมอบรมสั่งสอนลูกหลานด้วย เช่น อีหลำอีหลอน สีธน ประวัติไทยทรงดำ คนไม่รู้หนังสือ ปืนเขาพระปฐม ฯลฯ เป็นนิทานที่สอดแทรกข้อคิดเพื่อให้ลูกหลานนำไปปฏิบัตินิทานข้างต้นที่ผู้เฒ่าเล่าให้ลูกหลานฟัง ยังมีการนำนิทานไปแต่งเป็นกลอนขับ หรือกว๊ามขับสายแปงเพื่อขับในงานมงคลหรือพิธีต่าง ๆ เช่น สีธน ปืนเขาพระปฐม ฯลฯ

     การละเล่นพื้นบ้าน ไทยทรงดำมีการเล่นลูกช่วง (อิ๋นกอน) หรือการโยนลูกช่วง (ต๊อดกอน) เป็นการละเล่นเลือกคู่ของหนุ่มสาวไทยทรงดำในอดีต แต่ปัจจุบันเป็นการละเล่นทางประเพณีของไทยทรงดำ โดยแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ระหว่างการเล่นลูกช่วงนั้นจะมีหมอขับกลอนฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงขับกลอนแก้กันไปจนจบการเล่นลูกช่วง (น.142)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

     ไทยทรงดำบ้านเกาะแรต มีวิถีชีวิตเน้นความพอเพียงในการอยู่อาศัย การช่วยเหลือเกื้อกูลให้เกิดความปลอดภัยในวิถีชีวิต มีความรัก ความสามัคคี ความอบอุ่นและความเข้มแข็งของสังคมและชุมชน (น.176) เมื่อทุนภูมิปัญญาใหม่ที่มากับกระแสทุนนิยมจากสังคมอื่น ทำให้คนในชุมชนเปลี่ยนมาให้ความสำคัญต่อมูลค่าที่เป็นเงินทองมากขึ้น มีการใช้มูลค่าที่เป็นเงินทองมาสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น เป็นเหตุให้คุณค่าที่เป็นคุณธรรม จริยธรรม ที่เกิดจากวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ต้องมีอันเปลี่ยนแปลงไป (น.177-178) การทำมาหากินที่เน้นการเลี้ยงสัตว์เพื่อขายให้ได้มูลค่าที่เป็นเงินทองมากขึ้น มีการลดสัดส่วนผลผลิตเพื่อการแบ่งปันลงเพิ่มสัดส่วนผลผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนมากขึ้น (น.179) ทั้งการแต่งกายที่เข้าถึงคุณค่าความเหมาะสม ความเรียบร้อย ความสวย ความงามตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเริ่มลดลง คนในชุมชนเริ่มยอมรับคุณค่าเสื้อผ้าการแต่งกายสมัยใหม่มากขึ้น เนื่องจากความทนทานและความสะดวกในการแสวงหามาสวมใส่ทำงานในไร่นา หรืออยู่กับบ้านเรือน ส่วนการแต่งกายที่สื่อคุณค่าเชิงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงนิยมใช้ในหมู่ผู้สูงอายุในโอกาสงานประเพณี พิธีกรรมสำคัญๆ ของชุมชนเท่านั้น (น.182) ในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพของชุมชน เริ่มจากเปลี่ยนแปลงความคิด ความรู้ ความเชื่อ ความเห็น และค่านิยมในภูมิปัญญาพื้นบ้าน มารับการรักษาจากสถานพยาบาลของภาครัฐมากขึ้น (น.185)
 
     สำหรับด้านศาสนา ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม ชาวไทยทรงดำบ้านเกาะแรตยังคงรักษาวัฒนธรรมความผูกพันทางสังคมบนฐานเครือญาติที่มีผีบรรพชนเดียวกันไว้อย่างเหนียวแน่น มีความมุ่งหมายของชีวิตอย่างเดียวกัน ตามความเชื่อในการนับถือผีบรรพบุรุษ มีประเพณีและพิธีกรรมเดียวกัน มีภาษาและวัฒนธรรมเดียวกัน ฯลฯ ซึ่งเป็นหลักให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข โดยไม่มีการคิดมูลค่าเป็นเงินทองในความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น แต่หากมีภาวะจำเป็นต้องช่วยเหลือ จะช่วยเป็นแรงงานหรือวัสดุสิ่งของโดยตรง (น.186)

Social Cultural and Identity Change

     จากการที่คนในชุมชนได้นำทุนวัฒนธรรมสมัยใหม่ เป็นต้นว่า ทุนส่วนที่แฝงฝังอยู่ในกาย ทุนส่วนที่อยู่ในรูปของวัตถุ และทุนส่วนที่อาศัยการสถาปนา มาใช้แทนทุนวัฒนธรรมพื้นบ้าน มีผลทำให้ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรม และลักษณะทางเศรษฐกิจของชุมชนได้รับการพัฒนาให้มีความเจริญ ก้าวหน้า ทันสมัย มีประสิทธิภาพประสิทธิผลสนองตอบต่อความจำเป็นและความต้องการด้านต่าง ๆ ได้มากขึ้น ได้แก่

ด้านสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน
ทุนวัฒนธรรมสมัยใหม่ ได้กลายเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมชุมชน ดังนี้
1) ความเจริญก้าวหน้าด้านการอยู่อาศัยและวิถีชีวิต ด้วยการใช้เงินทองสร้างคุณค่าเข้าถึงปัจจัยจำเป็นในการอยู่อาศัยและวิถีชีวิต (น.226) จนกลายเป็นค่านิยมทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับการอยู่อาศัยที่นำไปสู่การสถาปนาลักษณะดังกล่าวให้กลายเป็นขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีใหม่ของชุมชน (น.227)
2) ความเจริญก้าวหน้าในวิถีชีวิตคนในชุมชนคือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผลส่วนหนึ่งทำให้วิถีชีวิตคนในชุมชนปัจจุบันได้รับความสะดวกสบาย มีความเจริญก้าวหน้า ทันสมัย สามารถเข้าถึงปัจจัยจำเป็นขั้นพื้นฐานและความต้องการด้านต่าง ๆ ได้มากกว่าเดิม (น.227)
3) ความเจริญก้าวหน้าในการแต่งกาย เสื้อผ้า และการประดับตกแต่ง จากการเน้นคุณค่าที่เป็นประโยชน์ใช้สอย และความเป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน เปลี่ยนมาเน้นมูลค่าที่เป็นเงินทองควบคู่กับคุณค่าที่เป็นความสวยงาม ความทันสมัย (น.230)
4) ความเจริญก้าวหน้าในวัฒนธรรมการดูแลรักษาสุขภาพ ทำให้การดูแลรักษาสุขภาพของคนในชุมชนได้พัฒนาการสู่ความมั่นคงและความปลอดภัยในสุขภาพได้ตามความจำเป็นและตามความต้องการมากขึ้น และเกิดทางเลือกในการดูแลสุขภาพมากขึ้น (น.235)
5) ความเจริญก้าวหน้าในวัฒนธรรมทางศาสนาและความเชื่อ คนในชุมชนส่วนใหญ่ยอมรับนับถือพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการนับถือความเชื่อในผีบรรพบุรุษ โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก หลักการทางศาสนาและความเชื่อดังกล่าวยังคงสร้างคุณค่าที่เป็นคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนคนในชุมชนสู่ความสุข ชุมชนมีความเข้มแข็ง อยู่ร่วมกันได้ทั้งภายในชุมชนและระหว่างชุมชนอย่างสันติ (น.235)

ด้านเศรษฐกิจหรือการทำมาหากินของชุมชน
การเปลี่ยนแปลงทุนวัฒนธรรมจากแบบพื้นบ้านมาใช้แบบสมัยใหม่ มีผลทำให้ลักษณะทางเศรษฐกิจ หรือการทำมาหากินของชุมชนได้รับการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า ทันสมัยเกิดขึ้นในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
1) การพัฒนาด้านการทำนาและการประกอบอาชีพ การทำนากลายมาเป็นการประกอบอาชีพเพื่อสร้างมูลค่ารายได้ที่เป็นเงินทองแก่ครอบครัวเป็นหลัก รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ ที่เน้นการสร้างมูลค่าที่เป็นเงินทองแล้วนำเงินทองมาใช้เข้าถึงปัจจัยจำเป็นขั้นพื้นฐานหรือสิ่งที่ต้องการภายหลัง (น.237)
2) การพัฒนาการค้าขายในชุมชน คนในชุมชนเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากคนในชุมชนเมือง แล้วนำมาปรับปรุงพัฒนาการค้าขายให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น กลายเป็นอาชีพสำคัญที่คนในชุมชนส่วนหนึ่งได้ใช้เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ที่เป็นเงินทอง จนสามารถพัฒนาสถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวให้มีความมั่นคงมากขึ้นได้ (น.239)
3) การพัฒนาการรับจ้างและการบริการซ่อมบำรุง ปัจจุบันแม้จะจ่ายค่าแรงเป็นเงินทองเต็มอัตราการจ้างงานแล้ว แต่ก็ยังเน้นบุญคุณควบคู่ไปด้วย การรับจ้างทำงานยังคงเกิดขึ้นภายในกลุ่มที่เคยมีการเอื้อเฟือเกื้อกูลหรือมีบุญคุณกันมาก่อนเท่านั้น (น.240)

Critic Issues

     ทุนวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำ มีลักษณะเป็นคุณค่าและหรือมูลค่าที่เกิดจากการนำวัฒนธรรมมาใช้สร้างขึ้น เพื่อเข้าถึงความจำเป็นและความต้องการด้านต่าง ๆ เช่น การแต่งกายตามแบบแผนกลุ่มชาติพันธ์ุ สร้างคุณค่าที่เป็นคุณธรรม คือ ความรัก ความภูมิใจในกลุ่มชาติพันธ์ุที่เป็นพลังขับเคลื่อนคนในชุมชนสู่ความสุข และความเข้มแข็งของกลุ่มชาติพันธ์ุ (น.331) นั่นคือ การใช้วัฒนธรรมสร้างคุณค่าและหรือมูลค่าที่ีเรียกว่า “ทุนวัฒนธรรม” ที่เป็นข้อค้นพบจากการศึกษาครั้งนี้ “คุณค่า” ที่เป็นทุนวัฒนธรรมซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้วัฒนธรรมมาเป็นพลังขับเคลื่อนคนในชุมชนและองค์กรชุมชนสู่ความสุข และสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน (น.332) สาเหตุการเปลี่ยนแปลงทุนวัฒนธรรม ส่วนหนึ่งเกิดจากค่านิยมการใช้วัฒนธรรมสร้างมูลค่ามากกว่าสร้างคุณค่าที่เป็นความจำเป็นและความต้องการ ส่วนหนึ่งเกิดจากแลกเปลี่ยนหยิบยืมวัฒนธรรม และการยอมรับความรู้และเทคโนโลยีจากวัฒนธรรมอื่นมาใช้ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบาย แผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมภาครัฐ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมถึงผู้นำท้องถิ่นและผู้มีอำนาจที่มองเห็นผลประโยชนั้น (น.334)

     การเปลี่ยนแปลงทุนวัฒนธรรมที่มีผลต่อการพัฒนาชุมชน ประการแรก การเปลี่ยนแปลงทุนวัฒนธรรมที่ีแฝงฝังอยู่ในกาย มีผลทำให้คนในชุมชนส่วนหนึ่งได้รับการพัฒนาคุณภาพภูมิปัญญาด้านต่าง ๆ ให้เจริญก้าวหน้า ทันสมัย สามารถนำไปใช้สร้างคุณค่าและหรือมูลค่าเข้าถึงความจำเป็นและความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น และทำให้เป้าหมายการพัฒนาชุมชนเปลี่ยนแปลงจากการใช้ภูมิปัญญาสร้างคุณค่าที่เป็นคุณธรรมให้เป็นพลังขับเคลื่อนชุมชนสู่ความสุขและความเข้มแข็ง มาเป็นการใช้ภูมิปัญญาสร้างมูลค่าที่เป็นเงินทอง แล้วใช้เงินทองสร้างคุณค่าที่เป็นคุณธรรมให้เป็นพลังขับเคลื่อนชุมชนสู่ความเข้มแข็งต่อไป (น.335) ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงทุนวัฒนธรรมที่อยู่ในรูปของวัตถุ มีผลทำให้วัฒนธรรมที่อยู่ในรูปของวัตถุ ส่วนหนึ่งได้รับการพัฒนาคุณภาพให้มีความเจริญก้าวหน้า ทันสมัย เป็นไปตามการพัฒนาคุณภาพภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้อง บุคคลและครอบครัวสามารถใช้สร้างคุณค่าและมูลค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากขึ้น แต่ระดับชุมชนยังขาดการจัดการชุมชนที่ดี ยังไม่มีองค์กรชุมชนที่มีประสิทธิภาพ หรือมีแต่ขาดจิตสำนึกร่วมกัน องค์กรหรือกลไกระดับชุมชน จึงยังไม่สามารถนำวัฒนธรรมที่อยู่ในรูปของวัตถุไปสร้างคุณค่าและหรือมูลค่าเข้าถึงความจำเป็นและความต้องการเพื่อความเข้มแข็งแก่ชุมชนให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ การดำเนินงานในระดับชุมชนปัจจุบันจึงจำเป็นต้องอาศัยเงินทองสร้างคุณค่าเป็นพลังขับเคลื่อนการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนควบคู่กันไป

     ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงทุนวัฒนธรรมที่อาศัยการสถาปนา มีผลทำให้วัฒนธรรมที่อาศัยการสถาปนาของชุมชน ส่วนหนึ่งได้รับการพัฒนาคุณภาพ ตามการพัฒนาคุณภาพภูมิปัญญาและคุณภาพวัฒนธรรมที่อยู่ในรูปของวัตถุ จนคนส่วนใหญ่ของชุมชนยอมรับให้เป็นขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีที่ีเจริญก้าวหน้า ทันสมัยมากขึ้น ทำให้คนในชุมชนได้ใช้สร้างคุณค่าที่เป็นคุณธรรม และมูลค่าที่เป็นเงินทองเป็นพลังเข้าถึงความสุขได้มากขึ้น แต่ระดับชุมชนคนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถใช้ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีใหม่สร้างคุณค่าและมูลค่าเข้าถึงความจำเป็นและความต้องการเพื่อนำชุมชนสู่ความสุขและความเข้มแข็งได้ ด้วยชุมชนยังขาดจิตสำนึกร่วมกันยังขาดองค์กรชุมชนเข้มแข็งรองรับ ยังขาดการจัดการที่ดี และยังขาดการพัฒนาแบบยั่งยืนปัจจุบัน จึงต้องอาศัยงบประมาณสนับสนุนจากส่วนงานที่เกี่ยวข้องมาจัดงานประเพณีขึ้น (น.336) อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นอกจากมีผลต่อการพัฒนาวัฒนธรรมชุมชนในส่วนต่าง ๆ แล้ว ยังมีผลทำให้วัฒนธรรมชุมชนบางส่วนสูญหายไป นั่นคือ ผลอีกด้านหนึ่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทุนวัฒนธรรม (น.337)

     แนวทางการใช้ทุนวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน ประการแรก ควรนำทุนวัฒนธรรมที่แฝงฝังอยู่ในกายมาใช้เป็นหลักสูตรหรือหลักการพัฒนาคุณภาพภูมิปัญญาด้านต่าง ๆ แก่คนในชุมชนและองค์กรชุมชน ให้มีความเจริญก้าวหน้าทันสมัย มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล พร้อมที่จะใช้แสดงออกทางกาย วาจา และจิตใจให้เป็นวัฒนธรรมที่อยู่ในรูปของวัตถุ และวัฒนธรรมที่อาศัยการสถาปนาเพื่อใช้สร้างคุณค่าที่เป็นคุณธรรมและมูลค่าที่เป็นเงินทอง เพื่อเข้าถึงความสุขและความเข้มแข็งของชุมชนสืบไป ประการที่สอง ควรนำทุนวัฒนธรรมที่อยู่ในรูปของวัตถุในวัฒนธรรมกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้รับการพัฒนาคุณภาพแล้วมาใช้เป็นเครื่องมือ เป็นสื่อ เป็นอุปกรณ์การเรียน การสอน การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในกระบวนการพัฒนาคุณภาพคนและองค์กรชุมชน เพื่อให้คนและองค์กรชุมชนที่ได้รับการพัฒนาแล้วนำไปสร้างคุณค่าที่เป็นคุณธรรม และมูลค่าที่เป็นเงินทองใช้เข้าถึงความสุขและความเข้มแข็งแก่คนในชุมชนและองค์กรชุมชนให้มีความเจริญก้าวหน้า ทันสมัย มีประสิทธิภาพประสิทธิผลสืบต่อไปนั้น ประการที่สาม ควรนำทุนวัฒนธรรมที่ได้รับการสถาปนาเป็นขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีในวัฒนธรรมกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้รับการพัฒนาคุณภาพแล้ว มาใช้เป็นเกณฑ์ชี้วัดประเมินผลการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรม ความสุขและความเข้มแข็งของคนในชุมชนและองค์กรชุมชน (น.337-338)
 

Other Issues

     การจะทำให้ทุนวัฒนธรรมส่วนของคุณค่า (Value) ที่เป็นคุณธรรม ความดี ความงาม และความถูกต้องเหมาะสม เป็นเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาทุกระดับควบคู่ไปกับทุนวัฒนธรรมส่วนของมูลค่าที่เป็นเงินทอง (Value Added)คณะรัฐบาลและกระทรวง เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย ควรให้ความสำคัญกับการใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นปัจจัยและเงื่อนไขขั้นพื้นฐานในกระบวนการคิดและดำเนินการกำหนดเป้าหมาย นโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการขององค์กรทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนกลุ่มชาติพันธ์ุหรือชุมชนทั่วไปรวมทั้งการพัฒนาประเทศโดยส่วนรวม (น.339) และภาครัฐควรนำแนวทางการใช้ทุนวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุเพื่อการพัฒนาชุมชนมาเป็นรากฐานหรือเหตุปัจจัยพื้นฐานกำหนดเป็น “แนวนโยบายการพัฒนาทุนวัฒนธรรมและการใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาชุมชน บนรากฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชุมชนหรือท้องถิ่น” ของหน่วยงานทุกระดับ ซึ่งจะทำให้ผลการพัฒนาสามารถสร้างคุณค่าที่เป็นคุณธรรมและมูลค่าที่เป็นเงินทองควบคู่กันได้อย่างสมดุล และทุนวัฒนธรรมดังกล่าวนี้จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมและชุมชนสู่ความสุข ประเทศชาติมีความเข้มแข็งทุกด้าน (น.340)

     ในส่วนภาคเอกชน กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจการเกษตร ควรมีนโยบายหนุนเสริม ทุนวัฒนธรรมให้เข้มแข็ง เช่น ส่งเสริมการศึกษาทุนวัฒนธรรมการรักษาโรคแบบพื้นบ้าน ทุนวัฒนธรรมการแต่งกายแบบพื้นบ้าน เพื่อเปิดเผยคุณค่าที่เป็นคุณธรรม ความดี ความงามในสิ่งเหล่านี้แก่สังคม ขณะเดียวกันมีนโยบายใช้วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องสร้างมูลค่าที่เป็นเงินทองให้เกิดขึ้นได้อย่างสอดคลองกับความจำเป็นและความต้องการของชุมชน (น.340-341) ซึ่งหากได้สร้างทุนวัฒนธรรมส่วนของคุณค่าที่เป็นคุณธรรมความดีงามได้สมดุลหรือพอดีกับส่วนของมูลค่าที่เป็นเงินทอง ก็จะเป็นพลังขับเคลื่อนบุคคล สังคม และชุมชนสู่ความสุขและความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (น.341)

     ในทางการศึกษาวิจัย ควรส่งเสริมการศึกษาวิจัยทุนวัฒนธรรมชุมชนหรือส่งเสริมการสร้างความรู้และองค์ความรู้เกี่ยวกับทุนวัฒนธรรมชุมชนกลุ่มชาติพันธ์ุออกเผยแพร่ให้ครอบคลุมทั่วถึง โดยหน่วยงานภาครัฐ องค์กรส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำในพื้นที่ศึกษา เช่น วัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม องค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียนในพื้นที่ วัด กลุ่มองค์กรชุมชน เช่น สมาคมไทยดำ (ประเทศไทย) มูลนิธิไทยทรงดำ (ประเทศไทย) รวมทั้งสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา (น.342) โดยสถานศึกษาในพื้นที่ควรส่งเสริมสนับสนุนนักวิชาการที่สนใจให้ดำเนินการศึกษาชุมชนกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำ แบบ “วิจัยและพัฒนา” (Research and Development :R&D) เพื่อพัฒนารูปแบบและวิธีการพัฒนาทุนวัฒนธรรมและการใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นเป้าหมายในการพัฒนาชุมชนกลุ่มชาติพันธ์ุไทยทรงดำ ตามแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อื่นสืบไป (น.347)

Google Map

https://www.google.com/maps/search/%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%95+%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2/@13.9683103,100.1271063,14z/data=!3m1!4b1

Map/Illustration

-          ถิ่นฐานเดิมของไทยโซ่ง (น.72)
-          เรือนของไทยทรงดำ (น.144)
-          แผนผังบริเวณบ้านของไทยทรงดำที่มีผีเดียว (น.145)
-          แผนผังบริเวณบ้านของไทยทรงดำที่มีสองผี (น.146)
-          สัญลักษณ์ของเด็กแรกเกิด (น.149)
-          ถงเล้า (ยุ้งข้าว) (น.153)
-          อาหารในพิธีกรรมของไทยทรงดำ (น.154)
-          เครื่องจักสานของไทยทรงดำ (น.155)
-          การแต่งกายในพิธีกรรมของผู้หญิงไทยทรงดำ (น.158)
-          การทอผ้าของผู้หญิงไทยทรงดำ (น.161)
-          การเกล้าผมทรงปั้นเกล้าต่วง (น.164)
-          การเสี่ยงทายของแม่มดในพิธีเสนตัว (น.165)
-          การเป่าปี่ประกอบพิธีเสนกินปาง (น.166)
-          ศาลประจำหมู่บ้านเกาะแรต (น.169)
-          การเซ่นอาหารให้ผีเรือนในพิธีเสนเรือน (น.170)

Text Analyst วิสิฏฐ์ คิดคำส่วน Date of Report 09 เม.ย 2562
TAG ทุนวัฒนธรรม, การพัฒนา, กลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำ, ไทยทรงดำ, จังหวัดนครปฐม, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง