ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ภาพตัวแทน, ผู้หญิง, ผู้หญิงลาว, นิตยสาร, นิตยสารลาว, ลาว, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
Author ลำพอง คัญทะลีวัน
Title ภาพตัวแทนผู้หญิงในนิตยสารของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวช่วงปี ค.ศ. 2002 – 2007
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Total Pages 197 Year 2551
Source หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

     การศึกษานี้เป็นการวิจัยเอกสารที่มุ่งศึกษา 1) ภาพตัวแทนผู้หญิงลาวในเนื้อหา ข้อเขียน และภาพในนิตยสารลาวที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนและกึ่งรัฐกึ่งเอกชน 2) สถานภาพของผู้หญิงลาวภายใต้ยุคจินตนาการใหม่ผ่านสื่อในกระแสโลกาภิวัตน์ และ 3) การใช้นิตยสารที่มีการนำเสนอความเป็นผู้หญิงลาวผ่านสื่อเอกชนและกึ่งรัฐกึ่งเอกชน โดยมองผ่านนิตยสารลาว 3ฉบับ คือ นิตยสารอัพเดท นิตยสารวัยหนุ่มลาว และนิตยสารมหาชน ภายใต้กรอบแนวคิดสตรีนิยมแบบบูรณาการ แนวคิดการประกอบสร้าง และแนวคิดการนำเสนอภาพตัวแทนของผู้หญิงมานำใช้เพื่อวิเคราะห์ปัญหา

     จากผลการศึกษาพบว่า นิตยสารทั้ง 3ฉบับได้นำเสนอภาพตัวแทนผู้หญิงลาวออกเป็น 4ประเด็น คือ 1) ผู้หญิงกับสุขภาพอนามัย 2) ผู้หญิงกับบทบาทตามจารีตประเพณี 3) ผู้หญิงกับผลิตภัณฑ์สินค้า และ 4) ผู้หญิงกับสถานะทางสังคม โดยสร้างให้เป็นคุณสมบัติอันดีงามของผู้หญิง ซึ่งเป็นการกำหนดบทบาทผู้หญิงให้ตกอยู่กับสภาพจำยอมบนฐานอคติทางเพศจากระบบทุนนิยมปิตาธิปไตยที่มีผู้ชายกำกับ โดยเฉพาะสถาบันสื่อสารมวลชนในยุคโลกาภิวัตน์ที่ไร้พรมแดนที่หวังให้ทั้งผู้หญิงบริโภคสินค้าต่าง ๆ ที่ระบบทุนนิยมสร้างขึ้น เพื่อทำให้กลายเป็นหญิงยุคใหม่ที่เน้นความทันสมัยทางวัตถุมากกว่าความรู้

Focus

     การศึกษานี้ต้องการนำเสนอภาพตัวแทนผู้หญิงในเนื้อหาคอลัมน์ของนิตยสารกึ่งรัฐกึ่งเอกชน และนิตยสารเอกชนที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากการผลิตซ้ำอุดมการณ์ระบบชายเป็นใหญ่ภายใต้กระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์ และการใช้นิตยสารของภาครัฐเป็นช่องทางในการผลิตซ้ำนโยบาย 3ดีที่สหพันธ์แม่หญิงลาวกำหนดไว้เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ผู้หญิงลาวปฏิบัติตาม โดยได้นำนำแนวคิดและวิธีการแบบสตรีนิยมมาวิเคราะห์ตัวบทในพื้นที่ของนิตยสาร เพื่อค้นหาการนำเสนอภาพตัวแทนผู้หญิงลาว

Theoretical Issues

     การศึกษานี้เป็นการศึกษาวิจัยเอกสาร (Document Research) ที่ได้จากการวิเคราะห์บทความและภาพลักษณ์จากนิตยสารทั้ง 3 ฉบับ คือ 1) นิตยสารอับเดด (Update)2) นิตยสารไวหนุ่มลาว (Lao Teens) และ 3) นิตยสารมะหาชน (Mahason) (น.52) โดยได้ศึกษาทุกคอลัมน์ (ทั้งเล่ม) รวมทั้งภาพประกอบ (Image) บนหน้าปกและหน้าข้างในและเนื้อหา (Content) เกี่ยวกับผู้หญิงทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม (น.55) ผ่านการใช้แนวคิดเรื่องการประกอบสร้าง (Construction) แนวคิดเรื่องภาพตัวแทน (Representation) แนวคิดสตรีนิยมสายมาร์กซิสต์ (MarxistFeminism) สตรีนิยมสายเสรีนิยม (Liberal Feminism) สตรีนิยมสายรากเหง้า (Radical Feminism)และสตรีนิยมสายยุคหลังสมัยใหม่ (Post-modern Feminism)เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล (น.56) และการสัมภาษณ์กลุ่มคนที่ทำงานอยู่ในนิตยสารทั้ง 3 ฉบับ เช่น บรรณาธิการข่าว เป็นต้น (น.58)

Ethnic Group in the Focus

     สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป. ลาว ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายที่สุดในโลก ซึ่งมี 49 กลุ่มชาติพันธุ์ โดยแบ่งเป็น ลาว-ไต (Lao-Tai) 66.7%มอญ-ขะแม (Mon-Khmer) 20.6% ม้ง-เมี้ยน (Hmong-Mien) 8.4% จีน-ธิเบต (Chine-Tibet) 3.3% และอื่นๆ 1% (น.63)

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาลาวเป็นภาษาทางการ และภาษาท้องถิ่นอื่น ๆ (น.63)

Study Period (Data Collection)

History of the Group and Community

     ปี ค.ศ. 1713 อาณาจักรล้านช้าง (ชื่อเดิมของประเทศลาว) เกิดการแตกแยกระหว่างเจ้าเมืองด้วยกัน จนนำไปสู่การแบ่งแยกการปกครองออกเป็น 3 ส่วน คือ อาณาจักรหลวงพระบาง อาณาจักรเวียงจันทน์ และอาณาจักรจำปาสัก ซึ่งทำให้การพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ มีความล่าช้า และอ่อนแอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาณาจักรล้านช้างตกเป็นประเทศราชแก่สยามในยุคล่าอาณานิคม (แบบเก่า) ช่วงปี ค.ศ. 1779-1893 (น.8)

     ในยุคล่าอาณานิคม (แบบใหม่) ของมหาอำนาจตะวันตก ฝรั่งเศสได้เข้ายึดเวียดนาม และต้องการปกครองลาวแทนสยาม โดยได้ส่งนักสืบเข้าไปในลาวในลักษณะนักสำรวจแม่น้ำโขงปี ค.ศ. 1861 นำโดย อังรี มูโอ (Henri Mouhot)ต่อมาก็มีอีกหลายกลุ่มเข้าไปเพื่อเก็บสภาพการณ์และข้อมูลต่าง ๆ แล้วส่งให้รัฐบาลกลางฝรั่งเศส ต่อมาในปี ค.ศ. 1886 โอกุสต์ ปาวี (Auguste Pavie) กงสุลฝรั่งเศสประจำหลวงพระบาง ได้ดำเนินแผนการ “การพิชิตใจ” คนลาวให้มาสนับสนุน โดยการทำเรื่องให้พวกจีนฮ่อลงมาทำลายแขวงหลวงพระบางเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1887 แล้วนำเอาเจ้าอุ่นคำ (กษัตริย์หลวงพระบาง) หลบหนีทางเรือ จากนั้นจึงเข้าช่วยเหลือเมืองหลวงพระบางได้สำเร็จสร้างความพึงพอใจให้เจ้าอุ่นคำ จนขอยอมอยู่ในอารักขาของฝรั่งเศส (น.9)

     ฝรั่งเศสมีอิทธิพลแทนที่ไทยในดินแดนลาวมากขึ้นเรื่อย ๆ และพยายามทวงให้ไทยยอมมอบดินแดนฝั่งซ้าย (ลาว) ทั้งหมดเป็นของฝรั่งเศส เหตุการณ์ที่สำคัญคือ “วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112” ในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1893 ซึ่งมีสาระสำคัญหนึ่งในนั้นคือ “รัฐบาลไทยยินยอมสละสิทธิ์ทั้งหมดในดินแดนบนฝั่งซ้ายและบรรดาเกาะต่าง ๆ ในแม่น้ำโขง” จนนำไปสู่การเจรจาที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1907 โดยมีสาระสำคัญข้อหนึ่งว่า “ไทยต้องสละสิทธิ์เหนือดินแดนบนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส” ได้แก่ เมืองหลวงพระบางฝั่งขวา เมืองมโนไพร (แขวงไชยะบูลีในปัจจุบัน) และเมืองนครจำปาสัก ซึ่งทำให้ฝรั่งเศสได้ครอบครองดินแดนลาว (ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง) ทั้งหมด (น.10)

     ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 ได้เกิดมีขบวนการเรียกร้องของประชนลาวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเดือนกันยายน ค.ศ. 1945 เจ้าเพชรราชในฐานะมหาอุปราชได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสิทธิ์อำนาจ อธิปไตย และผืนแผ่นดินอันครบถ้วนของลาวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (น.12)

     เมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้สงครามอินโดจีนในสมรภูมิรบ “เดียนเบียนฟู” ที่เวียดนาม ในช่วงปีค.ศ. 1950 ได้นำไปสู่การบังคับให้ฝรั่งเศสยอมเซ็นสัญญาเจนีวา (Geneva Convention)เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1954 เพื่อรับรู้เอกราช อธิปไตย และผืนแผ่นดินอันครบถ้วนของ 3 ประเทศอินโดจีน (ลาว เวียดนาม กัมพูชา) พร้อมทั้งให้ถอนทหารออกจากอินโดจีน ทำให้ช่วงทศวรรษ 1950-1970 ลาวได้ถูกแบ่งออกเป็น 2ฝ่ายระหว่าง คือ ฝ่ายราชอาณาจักรลาว และฝ่ายประเทศลาวที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองคนละขั้วคือ เสรีนิยม (ฝ่ายขวา) และสังคมนิยม (ฝ่ายซ้าย) (น.13)
ภายหลังการต่อสู้ของขบวนการประชาชนลาวภายใต้การนำพาของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (Lao People’s Revolutionary Party) ได้มีชัยชนะเหนือฝ่ายราชอาณาจักรลาว ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยมาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) หรือ Lao People’s Democratic Republic (Lao PDR) เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1975 (น.14) 

Settlement Pattern

     สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้แบ่งกลุ่มชาติพันธุ์ตามภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ออกเป็น 3 กลุ่มหลักด้วยกันคือ “ลาวลุ่ม” เป็นกลุ่มประชากรหลักของลาวมีจำนวนประมาณร้อยละ 56 อาศัยอยู่ตามที่ราบ รองลงมาคือ “ลาวเทิง” มีจำนวนประมาณร้อยละ 34 อาศัยตามที่ราบสูง และ “ลาวสูง” มีจำนวนร้อยละ 10 อาศัยตามดอย และภูเขา (น.62)

Demography

     ประชากรทั้งหมดของลาวมี 5,610,077 คน (ปีค.ศ. 2005) ซึ่งเป็นผู้หญิง 2,813,589 คน และผู้ชาย 2,796,488 คน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก (น.62)

Economy

     ในปี ค.ศ. 2004 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มียอดรวมผลิตภัณฑ์ภายใน (เศรษฐกิจ) แบ่งเป็น 1) การเกษตร 46.6% มีผลิตภัณฑ์หลักคือข้าวเหนียว กาแฟ ข้าวโพด อ้อย พืชผัก ยาสูบ ขิง สัตว์ ฝ้าย ชา และถั่ว 2) อุตสาหกรรม 27% มีโรงงานตัดเย็บ ไฟฟ้า เหมืองแร่ การปรุงแต่งไม้ ปูนซีเมนต์ และการแปรรูปการเกษตร และ 3) การบริการ 25.5% และภาษีนำเข้า 0.9% (น.63)

Social Organization

     สังคมลาวมีระบบโครงสร้างจารีตประเพณีและคุณค่าความเชื่อความหมายทางวัฒนธรรมที่มีอคติทางเพศแบบปิตาธิปไตยหรือชายเป็นใหญ่ต่อเพศหญิงในทุกพื้นที่ แม้จะเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์แล้วก็ตาม โครงสร้างของปิตาธิปไตยก็ยังกักขังความมีอิสระทางด้านความคิด และทางกายภาพของผู้หญิงให้อยู่ในกรอบหรือรูปแบบการกำหนดเท่านั้น เนื่องจากสื่อในยุคโลกาภิวัตน์ได้เป็นตัวการผลิตซ้ำฐานะและบทบาทแก่ผู้หญิงให้ต้องเป็นเพศที่สองรองจากเพศชาย และรับใช้อุดมการณ์การเป็นวัตถุทางเพศในพื้นที่ของสื่อ แม้ว่าในปัจจุบันสังคมลาวจะมีความเจริญก้าวหน้า และมีความเทียบเท่ากันระหว่างเพศหญิงและเพศชาย “มากขึ้นกว่าเดิม” แต่ผู้หญิงยังคงต้องรู้จักตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมของตัวเองไม่ให้เกินหรือเพียงแต่ให้เท่าเทียมกับเพศชายในบางพื้นที่และสำหรับผู้หญิงบางคนในเมืองเท่านั้น แต่สำหรับผู้หญิงในชนบทแล้วสถานะทางสังคมยังเปลี่ยนแปลงได้ยาก เพราะด้วยระบบคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นตัวกำหนดบทบาทให้ผู้หญิงต้องอยู่ภายใต้ความเป็นรองต่อเพศชาย ไม่ว่าจะเป็นสามี พี่ชาย น้องชาย หรือลูก เป็นต้น (น.179) เพราะผู้หญิงยังต้องเป็นผู้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี “อันดีงาม” ที่สังคมแบบชายเป็นใหญ่มีความคาดหวังเอาไว้ (น.180)

Political Organization

     สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) มีระบบพรรคการเมืองพรรคเดียวคือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว (Lao People’s Revolutionary Party) โดยมีเครือข่ายของพรรคตั้งแต่ศูนย์กลางจนถึงส่วนภูมิภาค มีรัฐธรรมนูญ และกฎหมายบริหารและปกครองประเทศ โดยแบ่งเป็น 16 จังหวัดหนึ่งเขตพิเศษ มีนครหลวงเวียงจันทน์เป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศและเป็นเมืองหลวง ทั่วประเทศมี 141 อำเภอ และ 10,522 หมู่บ้าน (น.61)

Belief System

     ผู้หญิงต้องเป็นผู้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี “อันดีงาม” ที่สังคมแบบชายเป็นใหญ่มีความคาดหวังต่อผู้หญิงอย่างเข้มแข็ง ด้วยการยัดเหยียดมโนทัศน์เรื่องความเป็นผู้หญิงดี เป็นกุลสตรีตามจารีต ถึงแม้ปัจจุบันผู้หญิงจะมีสิทธิเท่าเทียมกับชาย แต่ผู้หญิงไม่ควรลืมปฏิบัติบทบาทหน้าที่ตามจารีตประเพณีที่กำหนดไว้ในอดีตการนำเอาบทความที่สื่อถึงตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมของผู้หญิง “ที่ควรเป็น” ให้ปรากฏบนพื้นที่ของนิตยสาร ได้กลายเป็นสิ่งสอนใจให้ผู้หญิงได้ตระหนักในความเป็นรองของตัวเอง

     การที่ทำให้ผู้หญิงเป็นที่รักใคร่ของสามี พวกเธอต้องใส่ใจดูแลเนื้อตัวร่างกายให้มากขึ้น ด้วยการไปตบแต่งเข้าร้านเสริมความงาม หรือเอาอกเอาใจ พูดจาอ่อนหวาน การจะทำให้ผู้หญิงรู้สึกคล้อยตามระบบคุณค่าที่มีตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมเป็นรองต่อเพศชายนั้น สังคมต้องสร้างกลไกระบบควบคุมทั้งทางกาย และจิตสำนึกของผู้หญิง (น.180) เมื่อผู้หญิงถูกทำให้เชื่อว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องของผู้ชาย ผู้หญิงที่ดีไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริบทในเชิงเพศวิถี ความเชื่อที่ว่านี้ได้สร้างความรุนแรงให้ผู้ชายมีอำนาจเหนือผู้หญิงบนพื้นฐานความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่แตกต่างกันระหว่างเพศชายเหนือกับเพศหญิง ระบบปิตาธิปไตยได้ผลิตซ้ำ และตอกย้ำความเหนือกว่าของผู้ชายผ่านสถาบันกระแสหลักที่เป็นทางการของสังคมทุกด้านในทุกพื้นที่ของสังคมได้กลายเป็นตัวกำหนดบทบาทให้ผู้หญิงมีตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ ฯลฯ ให้ผู้หญิงตกเป็นรองต่อเพศชายที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นต่อรุ่นโดยเฉพาะยุคแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน สื่อ (นิตยสาร) ได้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการถ่ายทอดอุดมการณ์ของระบบปิตาธิปไตยให้ผู้หญิงได้ตระหนักถึงความเป็นกุลสตรีตามบทบาทจารีตประเพณีที่เน้นไปที่ตัวผู้หญิงเป็นส่วนมากในเรื่องการแต่งกาย การพูดจา การมีมารยาทที่อ่อนหวาน เป็นผู้คอยบริการคนอื่น ซึ่งได้แสดงออกในสำนวนคำพูด หรือภาษิตสอนใจ ดังเช่น “เฮือนสามน้ำสี่” และ “ฮีดสิบสองคองสิบสี่” เป็นต้น (น.181) นอกจากนี้องค์กรของรัฐ เช่น กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม และสหพันธ์แม่หญิงลาวยังมีหน้าที่สอดส่องดูแลในเรื่องการส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณี “อันดีงามของลาว” ให้อยู่คู่กับสังคมลาว และตัวผู้หญิงได้สืบทอดตลอดไป (น.182)

Education and Socialization

     คำกล่าวที่ว่าผู้หญิงลาวต้อง “นุ่งซิ้น เกล้าผม เบี่ยงแพ” ได้กลายเป็นอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ให้ตัวผู้หญิงเองต้องตระหนักความเป็นหญิงลาวอยู่ตลอดเวลา เป็นการจำกัดเพศวิถีผู้หญิงให้อยู่ในกรอบของผู้ชายที่สามารถกำหนดบทบาท และหน้าที่ทุกพื้นที่ของสังคม (น.171) หน้าที่ของผู้หญิงอีกอย่างคือ การทำงานที่มีคนส่วนน้อยนิดที่คิดว่าเป็นการทำงาน เพราะเป็นงานที่ไม่ได้รับค่าแรงงานนั้นคือ การทำงานในพื้นที่ส่วนตัว หรือภายในบ้าน ที่ต้องปฏิบัติไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ในเรื่องเพศวิถีผู้หญิงยังต้องเป็นผู้รักนวลสงวนตัว ไม่อาจเปิดเผยให้เพศตรงข้ามรู้ได้ สำหรับหญิงที่มีครอบครัวต้องเป็นฝ่ายตอบสนองต่อฝ่ายสามี การมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้องนั้นต้องหลังการแต่งงานเท่านั้น และการแต่งงานจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นการแต่งงานระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายเท่านั้น ซึ่งเป็นการกำหนดบทบาท และขอบเขตสถาบันทางสังคมอีกอย่าง เพื่อง่ายในการควบคุมสมาชิกในสังคม โดยเฉพาะชนชั้นปกครอง และถ้าผู้ใดอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้แต่งงาน หรือระหว่างหญิงกับหญิงชายกับชาย ถือว่าผิดศีลธรรม “อันดีงาม” ของสังคมลาว เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์สูญสิ้น บุคคลเหล่านั้นจะถูกลงโทษด้วยการปฏิเสธ กีดกั้นการมีส่วนร่วมกับสังคม หรือถูกเหยียดหยาม

     แม้กระทั้งตัวผู้หญิงด้วยกันเองก็ยังเกิดความคิดรังเกียจกันเอง ผู้หญิงดีต้องมีกิริยามารยาทสงบเสงี่ยม เวลาเดินไม่ให้เดินพูดคุยส่งเสียงดังเอะอะ เวลานั่งต้องนั่งให้เรียบร้อยคือ ต้องนั่งพับเพียบ เวลากินต้องกินไม่มูมมาม หรือไม่มีเสียงดัง ต้องไม่เถียงพ่อแม่ เมื่อไม่พอใจก็นิ่งเป็นฝ่ายรับฟังอย่างเดียว อย่าเล่นหูเล่นตา (น.172) กับผู้ชายเดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้หญิงมักมากในกามารมณ์ ฯลฯ ชีวิตของผู้หญิงจะต้องได้คำนึงถึงสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่ตลอดเวลา และข้อห้ามเหล่านี้ทำให้โลกของผู้หญิงเป็นโลกแห่งการพึงระวังในความประพฤติ การหล่อหลอมให้หญิงมีกิริยามารยาทที่เรียบร้อย ไม่ก้าวร้าว และว่านอนสอนง่ายจะทำให้กายนั้นเป็นกายที่ว่าง่าย เชื่อฟัง เชื่อง อ่อนน้อมถ่อมตน สยบยอม และเป็นกายที่ถูกฝึกฝนให้รู้จักตำแหน่งแห่งที่ของเรือนกาย ความเป็นเพศหญิงที่ต้อยต่ำกว่าอยู่เสมอ ผลที่ตามมาคือ เป็นการปลูกฝังให้ผู้หญิงไม่กล้าที่จะตั้งคำถามกับชีวิตประจำวันความเป็นเพศหญิงของตนเอง ไม่กล้าที่จะคิดต่างไปจากที่สังคมชายเป็นใหญ่กำหนดบทบาทความคาดหวังต่อความเป็นหญิงตามบทบาทจารีตประเพณี (น.173)

Health and Medicine

     การจะทำให้ความงามเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับผู้หญิง และเป็นเรื่องพึงปรารถนาได้ดีที่สุดดือ การสร้างขั้วตรงข้ามกับความงามที่มีรูปร่างผอมนั้นก็คือความอ้วน เพราะสังคมมักมองว่า ความอ้วนเป็นโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้กับผู้หญิงแต่งกายไม่สวย การมองแบบนี้ได้ส่งผลต่อการดำเนินวิถีชีวิตของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่มีรูปร่างอ้วนต้องพยายามอดอาหาร กินยาลดความอ้วน ฯลฯ ให้ได้ตามมาตรฐานความสวยที่สังคมปิตาธิปไตยกำหนด (น.163) จนในที่สุดต้องตกเป็นวัตถุของสังคมบริโภคอย่างไม่รู้ตัวดังเห็นได้จากมีสินค้าจำนวนมากสร้างขึ้นเพื่อความสวยงามของผู้หญิง ธุรกิจความสวยความงามผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนความวิตกจริตห่วงสวยเกินจริงในสังคม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรักษาสิว หน้า ฝ้า ผม ลดน้ำหนัก สถาบันออกกำลังกาย ทั้งอาบทั้งอบทั้งนวด (สปา) ฯลฯ แบบจุดบริการเดียว (One stopservices) เพื่อให้ตนเองมีรูปร่างหน้าตาที่ตนพึงพอใจ (น.164)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

Folklore

     ผู้หญิงลาวต้องเป็นผู้หญิงตามอุดมคติคือต้องปฏิบัติตาม “ฮีตสิบสองคองสิบสี่” และ “เฮือนสามน้ำสี่” มิให้ขาดตกบกพร่องใด ๆ เพราะถือกันว่าเป็นคุณสมบัติของผู้หญิง“ดี” ที่สังคมต้องการ และการแต่งกายแบบหญิงลาวดั้งเดิมตามจารีตประเพณีอันดีงาม คือ การนุ่งซิ่น เกล้าผม เบี่ยงแพ (น.166) ในสังคมลาวแบบอนุรักษ์นิยมยังมีคำสอนและสุภาษิตที่สอนใจผู้หญิงให้ตระหนักถึงหน้าที่การงานของตัวเองภายในบ้านอยู่เสมอนั้นก็คือ “เฮือนสามน้ำสี” ที่ได้ยึดถือและปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน ผู้หญิงใดถ้าปฏิบัติตาม “เฮือนสามน้ำสี่” จะก่อให้เกิดผลดีต่อตัวเองและสังคมโดยรวม ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุ เงินทอง และความเทียบเท่าระหว่างหญิงชายแล้วก็ตาม ผู้หญิงยังต้องรักษาขนบประเพณี “อันดีงาม” เหล่านี้เอาไว้ ถึงแม้ในปัจจุบันสังคมลาวยอมรับในความสามารถของผู้หญิงในบางเรื่องให้มีสิทธิ์เท่าเทียมกับชาย แต่ผู้หญิงต้องไม่ลืมที่จะปฏิบัติบทบาทหน้าที่ตามจารีตประเพณี (น.167) ดังคำบอกสอนให้ผู้หญิงได้ตระหนักถึงความเป็นลาวไว้เสมอ เพื่อแสดงถึงความเป็นผู้หญิงตามจารีต คือ“การนุ่งถือบอกชาติ มารยาทบอกตระกูล” หรือ “เบิ่งช้างให้เบิ่งหางเบิ่งนางให้เบิ่งแม่” (น.170)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

     ช่วงทศวรรษ 1950-1970 ลาวได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายราชอาณาจักรลาว และฝ่ายประเทศลาวที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองคนละขั้วคือ เสรีนิยม (ฝ่ายขวา) และสังคมนิยม (ฝ่ายซ้าย) มีการแสดงภาพทหารหญิงเข้าร่วมรบกับทหารชายในแนวหน้าด้วยการเป็นขบวนลำเลียงเสบียงอาหารให้กองแนวหน้า จนได้รับการกล่าวขวัญว่าผู้หญิงก็สามารถแบกเสบียงอาหารหรืออาวุธได้เท่า ๆ กับผู้ชายแทบทุกด้าน อาทิ เป็นหัวหน้าครอบครัว (เลี้ยงลูก) ทำไร่ไถนา ซ่อมถนน ปลูกบ้าน ฯลฯ ผู้หญิงหลายคนได้รับการยอมรับในความ “เก่ง กล้า อาจหาญ” และกลายเป็นวีรสตรีของชาติ เช่น สตรีในจังหวัดภาคเหนือแขวงเชียงขวางซึ่งเป็นพื้นที่ฐานที่มั่นทางกองทัพของฝ่ายประเทศลาว ได้รับสมญานามว่า“สาวเชียงขวางทั้งงามทั้งเก่ง” ซึ่งคำพูดดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดออกมาในบทเพลง (น.13) และปัจจุบันบทเพลงดังกล่าวได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวน “เพลงปฏิวัติ” และเผยแพร่ตามสื่อเพื่อเป็นคติสอนใจให้ชนรุ่นหลังรำลึกถึงวีรกรรมอันองอาจกล้าหาญของหญิงเชียงขวาง การที่นำเอาผู้หญิงลาวมาผูกติดกับ “ความงามและความเก่ง” ไว้ด้วยกันนั้น ซึ่งอาจเป็นยุทธวิธีบางอย่างของขบวนการต่อสู้ปลดปล่อยประเทศลาว เพื่อทำให้กลุ่มผู้หญิงเข้าร่วมกับขบวนการปฏิวัติ แต่ตามความหมายของคำว่า “ความงาม” ในบริบทสังคมในช่วงเวลานั้น ซึ่งแตกต่างกับความหมายของคำว่า “ความงาม” ในบริบทสังคมปัจจุบัน ที่ความงามอาจหมายถึงพฤติกรรมความงามในตัวผู้หญิง งามในด้านจิตใจ หรือมีน้ำใจที่เผื่อแผ่ต่อสังคม และปกป้องรักษาประเทศชาติจากเงื้อมมือของต่างชาติ (น.14)

Social Cultural and Identity Change

     สังคมลาวมักมองความงามของผู้หญิงในสองรูปแบบคือ ความงามที่ติดตัวมาโดยกำเนิด (หน้าตา จิตใจ และการประพฤติ ฯลฯ) และความงามที่สามารถตบแต่งเพิ่มเติมได้ และจะแยกความงามสำหรับผู้หญิงในเมือง และผู้หญิงอยู่ในชนบท ดังเช่น ผู้หญิงอยู่ในเมือง สามารถเข้าถึงสถานบริการตบแต่งเสริมเพิ่มความงาม ด้วยการหาสูตรเคล็ดลับจากสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อเพื่อผู้หญิง และมีวิธีการทำให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นมาด้วยการใส่เสื้อผ้าที่มีสีสัน ดูทันสมัยตามยุคแห่งการบริโภคนิยม และในยุคแห่งการสื่อสารไร้พรมแดนนี้ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสื่อได้มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสร้างภาพตัวแทนเรื่องความสวยงามให้กับผู้หญิง จนทำให้ผู้หญิงต้องวิ่งตามกระแสความสวยงาม แทนที่ผู้หญิงจะเอาสติปัญญาไปใช้ในการพัฒนาตนเองด้านอื่น ๆ (น.161)

     การประกอบสร้างมาตรฐานความงามเป็นเรื่องคู่กับผู้หญิงให้เป็นเรื่องปกติและมีความชอบธรรมโดยการ ให้คุณค่าและตอกย้ำความหมายของความงามจากกระบวนการหล่อหลอมของสถาบันต่าง ๆ ทางสังคม เช่น ครอบครัว การศึกษา การแพทย์ การวางนโยบายของรัฐที่มีความเกี่ยวข้องกับการครอบงำอำนาจ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผลิตขึ้นเพื่อรองรับและสนับสนุนต่อกระบวนการดังกล่าว สถาบันทางการแพทย์คือองค์ความรู้รักษาโรคสมัยใหม่ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพ และวิธีการดำเนินชีวิตของผู้หญิงเป็นอย่างมาก เนื่องจากวาทกรรมทางการแพทย์เป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับความก้าวหน้า ทันสมัย แพทย์จึงมีบทบาททั้งเป็นผู้วินิจฉัย รักษาโรคและขยายบทบาทมาเป็นผู้เนรมิตความงามให้กับผู้หญิง (น.162)

     ผู้หญิงหลายคนไม่ได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของตนเองและไม่เคยตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์ของสังคมด้านการบริโภคที่เปลี่ยนไป ภายใต้การชี้นำของระบบทุนนิยม ทำให้ร่างกายผู้หญิงเป็นกลุ่มผู้ซื้อคนสำคัญในระบบทุนนิยมทำให้เกิดกระบวนการทำให้ร่างกายผู้หญิงกลายเป็นสินค้า และการผลิตสินค้าเพื่อร่างกายผู้หญิงเป็นกระบวนการแยกออกจากกันได้ยาก และกลายเป็นจุดเน้นของอุดมการณ์บริโภคนิยม (น.165)

Critic Issues

     การนำเสนอภาพตัวแทนผู้หญิงในสื่อที่เป็นของเอกชน หรือกึ่งรัฐกึ่งเอกชนส่วนมากยังจำกัดเนื้อหาและบทความไปที่การท่องเที่ยวเป็นหลักเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติในการเดินทางท่องเที่ยวเข้าไปในลาว มีเพียงนิตยสาร 3 ฉบับเท่านั้น (น.190) ที่มีการนำเสนอบทความและภาพมุ่งไปที่ผู้อ่านในสังคมลาว โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น (หญิง) และวัยทำงานเป็นหลัก ซึ่งเนื้อหาในนิตยสารทั้ง 3ฉบับไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ในนิตยสารกึ่งรัฐกึ่งเอกชนจะมีเนื้อหาโดยรวมเป็นการประกอบสร้างความเป็น “หญิงลาว” และการผลิตความหมายแบบเดียวกับนิตยสารของเอกชน อาทิ ภาพของผู้หญิงทันสมัยที่ต้องได้บริโภคผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทฟุ่มเฟือย หรือเครื่องสำอางเสริมความงาม ที่เป็นการตรอกย้ำการผลิตวาทกรรม “ความงาม” และ “ความจริง” อีกชุดหนึ่งให้อยู่คู่กับผู้หญิงว่า ผู้หญิงจะต้องเป็นเพศที่รักสวยรักงามแบบที่สังคม (ชายเป็นใหญ่) เป็นผู้กำหนด (น.191)

     การสะท้อนภาพผู้หญิงในเรื่อง “ความงาม” ในพื้นที่ของนิตยสารทั้งสามฉบับที่ผู้ศึกษานำมาวิเคราะห์ ค่อนข้างแตกต่างจากอดีตพอสมควรที่การพรรณนาคุณลักษณะความงามของผู้หญิงในอดีตนั้น ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่มีความสวยงามทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังมีความสวยงามทางด้านจิตใจ เมตตากรุณา ซึ่งลักษณะความสวยเช่นนี้ทำให้ผู้หญิงหลายคนในชนชั้นสูงถูกจารึกไว้ในบทกวี และวรรณคดีลาวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันในยุคนั้นจนถึงปัจจุบัน เช่น ในมหากาพย์เรื่อง “ท้าวฮุ่งท้าวเจือง” ที่มีตัวเอกหญิงคือนางงามม่วน ที่เป็นลูกสาวของเจ้าเมือง เป็นผู้ที่มีจิตใจงดงาม มีความเฉลียวฉลาด และผิวพรรณสะอาดสะอ้าน เป็นต้น แต่ในยุคที่ลาวอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ความสวยงามของผู้หญิงก็ยังถูกพรรณนาด้วยลักษณะที่ไม่แตกต่างจากช่วงก่อนหน้านั้นมากนัก เพียงแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อปลุกระดมให้ผู้หญิงเข้าร่วมการปฏิวัติปลดปล่อยประเทศชาติ เช่น ในบทเพลง “สาวเชียงขวาง” ที่มีการพูดถึงความงามของผู้หญิงที่นอกจากความงามทางด้านจิตใจแล้วยังเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ เก่งกล้า เป็นต้น
นิตยสารทั้ง 3ฉบับที่ผู้ศึกษาได้นำมาวิเคราะห์เพื่อสะท้อนการประกอบสร้างความเป็นหญิงให้กับผู้หญิงลาว โดยผ่านมายาคติการยัดเหยียดเรื่องความสวยงาม ผู้หญิงตามจารีต หรือจะเป็นหญิงยุคใหม่ แต่ก็ยังมีสถานะทางสังคมด้อยกว่าชาย และต้องเป็นผู้บริโภคผลิตภัณฑ์สินค้าที่ระบบทุนนิยมสรรสร้างขึ้นมา เพื่อทำให้กลายเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่ทันสมัย ซึ่งในอดีตความเป็นผู้หญิงลาวตามอุดมการณ์สังคมนิยม คือผู้หญิงที่งามด้านจิตใจมากกว่าภายนอก กล่าวคือ นอกจากการแต่งกายที่ต้องนุ่งซิ่น เกล้าผม เบี่ยงแพ ที่ถือเป็นการแต่งกายแบบลาวดั้งเดิมของชาติอันสวยงามแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถ กล้าหาญ ฉลาด ทำงานเก่ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังต้องเป็นผู้ปฏิบัติตามจารีตต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันนิตยสารของเอกชนและกึ่งรัฐกึ่งเอกชนได้นำเสนอบทความในลักษณะเช่นนี้เพียงไม่กี่เล่ม และเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ตรงข้ามกลับคล้อยตามระบบทุนนิยมที่นำเสนอการบริโภคนิยมสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทฟุ่มเฟือย และเสริมความงามให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุทางเพศ เพื่อสร้างความรื่นรมย์ทางเพศให้กับผู้ชาย และทุนนิยมก็ได้ขายสินค้าที่ผลิตขึ้นมา (น.192)

     สื่อสารมวลชน (เอกชน และกึ่งรัฐกึ่งเอกชน) หรือแม้แต่กระทั้งสื่อบางสำนักก็มีการนำเอาวัฒนธรรมจากข้างนอกมาผสมผสานกับวัฒนธรรมลาว “ดั้งเดิม” จนทำให้ผู้คนในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะวัยรุ่นเกิดความรู้สึกชื่นชมต่อวัฒนธรรมลูกครึ่ง จนอาจถึงขั้นให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของตัวเองน้อยเกินไป และการขาดจิตสำนึกในความเป็นลาว ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการขาดความสามารถของสื่อในการวางกรอบความเป็น “เอกลักษณ์” ของชาติให้กับสังคมลาว เนื่องจากไม่ค่อยเห็นสื่อนำเสนอ “ความเป็นลาว” มากนัก แม้สื่อ (นิตยสาร) จะพยายามนำเสนอภาพตัวแทนของหญิงยุคใหม่ ทันสมัยเพื่อบริโภคสินค้าแบบไม่มีขีดจำกัด แต่อีกด้านหนึ่งก็นำเสนอบทความที่คาดหวังให้ผู้หญิงเป็นผู้ดำรงอยู่ภายใต้กรอบคิด ระบบคิดหรือวัฒนธรรมแบบปิตาธิปไตยทุนนิยมเป็นผู้กำหนดให้มีสถานะให้เป็นทั้งผู้อนุรักษ์ และส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติในแบบ “ความเป็นหญิงลาว” และการตอกย้ำระบบคุณค่าความเป็นช้างเท้าหลังเพื่อทำงานบ้าน และเลี้ยงลูก ปรนนิบัติคนอื่น ผู้หญิงจึงอยู่ในฐานะเป็นสิ่งประกอบสร้างทางสังคมที่เป็นรองผู้ชายทุกด้าน อันเป็นการสร้างวาทกรรมหรือการประกอบสร้างความหมาย (Meaning) ให้มีความจริงมากขึ้นตามทฤษฎีภาพตัวแทน (Representation Theory)(น.193)

     นอกจากภาพตัวแทนถูกมองว่าเป็นการผลิตและประกอบสร้างด้วยบุคคล หรือกลุ่มคนที่มีสถานะทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ ที่เหนือกว่าอีกกลุ่มคนหนึ่ง ยังถูกนำไปโยงกับแนวคิดเรื่องสัญญะวิทยา ที่ไม่เพียงจะดูแต่ภาพ หรืองานเขียน และภาษาที่เราสามารถเห็น และฟังได้เท่านั้น แต่สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ยังถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สื่อนัยยะว่า ผู้ที่สร้างภาพตัวแทนต้องการสื่อถึงอะไร โดยส่วนมากผู้ที่สร้างมักให้ความชอบธรรม หรือรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง หรือของกลุ่มคนเดียวกันและภาพตัวแทนอาจกำหนดบทบาทให้สมาชิกของสังคมได้ปฏิบัติตาม จนกลายเป็นเรื่องปกติ และมีความชอบธรรมไปในตัว หรือบรรทัดฐานภายในสังคมนั้น และในช่วงเวลานั้น (อ้าง กาญจนา แก้วเทพ, 2544: 491-492)

     ภาพตัวแทนผ่านสื่อนั้น แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเพศที่มีอำนาจน้อยกว่าผู้ชายแทบทุกด้านซึ่งได้กลายเป็นอุดมการณ์ เป็นกรอบแนวคิดที่ทำให้ตัวผู้หญิงตีความและให้ความหมายกับประสบการณ์ที่พวกเธอมีอยู่ เป็นตัวก่อรูป และวางรูปแบบจิตสำนึก ซึ่งภาพดังกล่าวมีการนำเสนอที่ผิดเพี้ยนไปจากโลกที่เป็นจริงของผู้หญิง ทั้งยังเป็นอุปสรรคสำหรับการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของผู้หญิงเพราะผู้หญิงได้รับโอกาส และการส่งเสริมจากสังคม (ปิตาธิปไตย) น้อยกว่าเพศชายทุกด้าน และทุกกลุ่มชาติพันธุ์ (น.194)

      นิตยสารทั้ง 3ฉบับได้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการผลิตซ้ำวาทกรรมความสวย และตอกย้ำความเป็นหญิงให้มีสถานะทางสังคม-วัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจให้ด้อยกว่าเพศชาย โดยข้อเขียน และภาพลักษณ์ของบุคคลที่ต่างกัน ทั้งยังเป็นการผลิตซ้ำระบบความเชื่อความหมายของระบบทุนนิยมปิตาธิปไตยกำหนดความเป็นหญิงให้กับผู้หญิงให้อยู่ต่อไปด้วยความเป็นเพศที่สองหรือเป็นรองต่อผู้ชาย คือการสนใจแต่เรื่องเนื้อตัวร่างกายมากกว่าความเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่จะต้องมีส่วนร่วมในทุกระดับในภาคการเมืองสาธารณะ และกำหนดวิถีชีวิตด้วยตัวของตัวเอง แต่กลับถูกชี้นำโดยสื่อ แต่สถานะความเป็นหญิงลาวที่ถูกนำเสนอในที่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่า รัฐลาวลดละความคาดหวังต่อผู้หญิงมากกว่าชายในเรื่องส่งเสริม อนุรักษ์วัฒนธรรม ซึ่งผู้หญิงก็ยังหนีไม่พ้นความคาดหวังให้เป็นเพศที่สวยงาม และอ่อนหวานเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามคือเพศชาย ส่วนการนำเสนอผู้หญิงตามอุดมการณ์ของระบบทุนนิยมที่ต้องได้บริโภคผลิตภัณฑ์สินค้าต่าง ๆ นั้นมีอยู่ทุกฉบับ ซึ่งก็หมายความว่านิตยสารเอกชนและกึ่งรัฐกึ่งเอกชนก็ไม่ได้นำใช้พื้นที่ของตัวเองเพื่อสร้างจิตสำนึกของคนลาวที่สื่อถึงความเสมอภาคระหว่างเพศในสังคมลาว ที่เน้นภาพลักษณ์เชิงเป้าหมายในแนวประชาธิปไตยเสรีนิยมที่นักสตรีนิยมแนวเสรีนิยมต่อสู้ผลักดันมากนัก และสื่อ (นิตยสาร) ของรัฐบางสำนักก็พยายามเลียนแบบการนำเสนอ (ผู้หญิง) ทั้งรูปเล่ม ลักษณะ และเนื้อหาที่มีความแตกต่างกับสื่อเอกชนเพียงน้อยนิด มีเพียงแต่ได้เสริมให้มีบทความเกี่ยวกับการเชิดชู“ความงาม” ของผู้หญิงในแบบลาว “ดั้งเดิม” และ “แบบประยุกต์” ร่วมสมัยนิยม และการเผยแพร่แนวทางนโยบายต่าง ๆ ของพรรคฯ และรัฐบาลลาว เท่านั้น (น.195)

Other Issues

     การศึกษาเรื่องภาพตัวแทนของผู้หญิงครั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์จากนิตยสารของเอกชนและกึ่งรัฐกึ่งเอกชนเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่สามารถครอบคลุมความหมายได้อย่างกว้างขวางมากนักเพราะการประกอบสร้างความเป็นหญิงให้กับผู้หญิงลาวมีหลายช่องทาง และหลายลักษณะของ “ความเป็นหญิง” โดยเฉพาะสื่อแขนงอื่น ๆ เช่น สื่อละคร โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วิทยุ โฆษณา สิ่งพิมพ์ อิเล็กทรอนิกส์ (อินเตอร์เน็ต) เพลง กวี นิทาน กาพย์กลอน และอื่น ๆ (น.196) จึงควรมีการศึกษาภาพตัวแทนผู้หญิงในพื้นที่ของสื่อเหล่านี้เพิ่มเติม ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อประเด็นปัญหา และรู้เท่าทันกระบวนการประกอบสร้างความเป็นหญิง และครอบคลุมประเด็นมากยิ่งขึ้น

     การที่จะให้สังคมได้ตระหนักถึงความเสมอภาคระหว่างเพศ ภาครัฐโดยเฉพาะสหพันธ์แม่หญิงลาว และกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสององค์กรหลักที่มีหน้าที่โดยตรงในการสอดส่องและการกระตุ้นให้สื่อนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศมากขึ้น ที่ไม่จำกัดแค่ผู้หญิงว่าควรเป็นผู้รักษาประเพณี “อันดีงาม” และการแต่งกายแบบลาวดั้งเดิมคือ “การนุ่งซิ่น เกล้าผม เบี่ยงแพ” หรือการรักษาสุขภาพเพื่อความสวยงามเท่านั้นควรแก้ปัญหาเกี่ยวกับการหาผลประโยชน์ของระบบทุนนิยมบนเนื้อตัวร่างกายผู้หญิงให้ได้อย่างยั้งยืน โดยใช้อุดมการณ์ของลัทธิสังคมนิยมมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับยุคโลกาภิวัตน์ทางด้านสื่อสารไร้พรมแดน เพื่อสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศหญิงและเพศชาย ดังเช่น การเชิดชู “ความงาม” ของผู้หญิงที่เก่ง กล้า มีความสามารถ แข็งแกร่ง ฉลาด ทำงานเก่ง (ทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะ) มีกิริยามารยาทสุภาพ สามารถรักษาประเพณีวัฒนธรรมและการแต่งกาย “อันดีงาม” ของชาติร่วมกับเพศชาย เพื่อยกสถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมต่อผู้หญิงมากขึ้นกว่าเดิม (น.197)

Google Map

Map/Illustration

ภาพ

  • หน้าปกนิตยสารอับเดด ฉบับที่ 1ปี 2006 (น.52)
  • หน้าปกนิตยสารไวหนุ่มลาว ฉบับที่ 11ปี 2006 (น.53)
  • หน้าปกนิตยสารมะหาชน ฉบับที่ 24ประจำเดือนมีนาคม 2007 (น.55)
  • หน้าปกนิตยสารอับเดด ฉบับที่ 12ปี 2006 (น.103)
  • ภาพประกอบบทความ “นักเดินแบบมีความพิถีพิถันแนวใดในชีวิด” (น.105)
  • ภาพประกอบบทความ “หุ่นดีย้อนเตั้นแอโลบิก” (น.106)
  • ภาพประกอบบทความ “นวดหน้าแล้วจะได้หยัง?” (น.106)
  • ภาพประกอบบทความ “คัดลับความงามของมิถุนา” (น.108)
  • ภาพประกอบบทความ “มีมี่: อบอายน้ำแทนกานออกกำลังกาย” (น.109)
  • ภาพประกอบบทความ “บี้: ฮักสาผิวแห้งด้วยน้ำเผิ้ง” (น.110)
  • ภาพประกอบบทความ “สาวงามชิมังลาว 2006” (น.111)
  • ภาพประกอบบทความ “ผัวกับดึกควนไขปะตูเอาบ่อ?” (น.111)
  • ภาพประกอบบทความ “นางสาวปะติทินเบยลาว” (น.112)
  • ภาพประกอบบทความ “เปีดใจในฮักของดีเจติก” (น.113)
  • ภาพประกอบบทความ “อยากให้ผู้ชายเป็นสุพาบบุลุด” (น.113)
  • ภาพประกอบบทความ “ต๊อด: หุ่นดีเพาะขีง” (น.114)
  • ภาพประกอบบทความ “สาวปะติทินชีมังลาว 2007” (น.114)
  • ภาพประกอบบทความ “ปะติทินเบยลาวเพี้ม 2นางสาว” (น.117)
  • ภาพประกอบบทความ “สุดยอดนางสาวลาว-ไอเตัก” (น.117)
  • ภาพประกอบบทความ “ฮู้ใจนางสาวปะติทินอีทีแอว” (น.117)
  • ภาพประกอบบทความ “ติ่งนิ่ง ทังงามทังเก่ง” (น.118)
  • ภาพประกอบบทความ “เหดผนที่เฮัดให้ผู้ชายนอกใจเมีย” (น.120)
  • หน้าปกนิตยสารไวหนุ่มลาว ฉบับที่ 13ปี 2007 (น.121)
  • ภาพประกอบบทความ “มาละยาดทางสังคม” (น.123)
  • ภาพประกอบบทความ “สานอาหานเพื่อผิวเนียนใส” (น.124)
  • ภาพประกอบบทความ “8มีนา แด่! แม่ผู้ที่คอยให้กำลังใจ” (น.125)
  • ภาพประกอบบทความ “ใส่เสื้อแขนยาวแนวใดให้งาม” (น.125)
  • ภาพประกอบบทความ “ยิงที่พ้อมไปด้วยความงามและความสามาด” (น.126)
  • ภาพประกอบบทความ “ผู้ยิงแบบใดที่ผู้ชายอยากได้เปันเจ้าสาว” (น.127)
  • ภาพประกอบบทความ “สาวๆ หลงไหลชายแบบใด?” (น.128)
  • ภาพประกอบบทความ “ไวลุ้น... ทาดของแฟชั่น” (น.129)
  • ภาพประกอบบทความ “งามแบบใดงามแบบลาว” (น.130)
  • หน้าปกนิตยสารมะหาชน ฉบับที่ 25 (น.132)
  • ภาพประกอบบทความ “ปะเพนีกานแต่งดองของชนเผ่าลาวลุ่ม” (น.135)
  • ภาพประกอบบทความ “ฮีด 12คอง 14” (น.136)
  • ภาพประกอบบทความ “เฮือนสามน้ำสี่” (น.140)
  • ภาพประกอบบทความ “หน้าเด้งด้วยแตงกวา” (น.150)
  • ภาพประกอบบทความ “เบยลาวเปีดโตปะติทิน และนางสาวปะติทิน 2007” (น.151)
  • ภาพประกอบบทความ “เผียโสมงามของเมืองลาว” (น.153)
  • ภาพประกอบบทความ “7ขั้นตอนทาสีเลับให้งาม” (น.153)
  • ภาพประกอบบทความ “แต่งหน้างามตามทาดทัง 5” (น.154)
  • ภาพประกอบบทความ “ความงามของแม่ยิง” (น.156)
  • ภาพประกอบบทความ “เชื่อฟังสาม ปะติบัดตามห้า จึ่งได้ว่ากุนละสะตี” (น.156)
  • ภาพประกอบบทความ “พ่อฮักลูกผูกพันคอบคัว” (น.158)

Text Analyst วิสิฏฐ์ คิดคำส่วน Date of Report 04 ก.พ. 2562
TAG ภาพตัวแทน, ผู้หญิง, ผู้หญิงลาว, นิตยสาร, นิตยสารลาว, ลาว, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง