ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ชาวจีนฮกจิว, อำเภอนาบอน, นครศรีธรรมราช, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, ชาวจีนในภาคใต้
Author ปิยชาติ สึงตี หัวหน้าโครงการวิจัย สิรีธร ถาวรวงศา ผู้ร่วมวิจัย
Title ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกลุ่มชาวจีนฮกจิวในภาคใต้ของประเทศไทย: กรณีศึกษาชุมชนชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ตึ่งนั้ง คนจีน (หมายถึง ไทย-จีนเชื้อสายแต้จิ๋ว), Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 177 Year 2553
Source สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
Abstract

งานวิจัยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกลุ่มชาวจีนฮกจิวในภาคใต้ของประเทศไทย กรณีศึกษาชุมชนชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการศึกษาผ่านทางเอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการเก็บข้อมูลบอกเล่าจากผู้สูงอายุในพื้นที่ ที่ถูกถ่ายทอดมาจากของบรรพบุรุษมายังลูกหลาน โดยศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การอพยพของชาวจีนฮกจิวที่มายังอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่ชาวจีนฮกจิวอพยพมายังประเทศไทย ในสมัยที่เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดิน พ.ศ. 2473 โดยในช่วงแรก ชาวจีนฮกจิวที่อพยพมามีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หรือนโยบายชาตินิยมสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ล้วนส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนฮกจิว นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังต้องการศึกษามิติทางวัฒนธรรมในการก่อตั้งระบบวิถีชุมชน หรือการมีธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่น เช่น ด้านอาหาร พิธีกรรม เป็นต้น

Focus

งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการศึกษาประวัติศาสตร์การอพยพของชาวจีนฮกจิวที่เข้ามาตั้งรกรากในอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ตลอดจนวิถีชุมชนและมิติทางวัฒนธรรมของชาวจีนฮกจิวในอดีต และที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

Theoretical Issues

ผู้วิจัยศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการเก็บข้อมูลภาคสนาม ตามวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างชาวจีนฮกจิว แบ่งออกได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 60 – 70 ปีขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 40-60 ปี และกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ภายใต้การตั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การอพยพของชาวจีนฮกจิวมาจากเมืองซีเทียวัน รัฐเประ ประเทศมาเลเซียมายังอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ประเทศไทย ตลอดจนวิถีทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งตั้งรกรากในพื้นที่แห่งนี้

Ethnic Group in the Focus

ชาวจีนฮกจิวที่มีถิ่นฐานมาจากเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจียน สาธารณรัฐประชาชนจีน

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาจีนสำเนียงฮกจิว (ตารางเทียบภาษาจีนกลางกับจีนฮกจิว หน้า 90-97)

Study Period (Data Collection)

พ.ศ. 2553-2554

History of the Group and Community

ชาวจีนฮกจิวที่อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชาวจีนฮกจิวที่มีถิ่นฐานมาจากเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจียน สาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเทือกเขาสูงไม่สามารถสร้างพื้นที่ทำกินได้ ก่อให้เกิดการปล้นสะดมของกลุ่มโจรสลัดประกอบกับปัญหาทางการเมืองในประเทศ จึงทำให้ชาวจีนกลุ่มนี้อพยพมาทางทะเลจีนใต้เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งเมืองซีเทียวัน รัฐเประ ประเทศมาเลเซียก็เป็นจุดหมายหนึ่งที่ชาวจีนฮกจิว อพยพมาเป็นแรงงานในไร่พริกไทย ซึ่งต่อมาอังกฤษได้นำต้นยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจเข้ามาปลูกในเมืองดังกล่าวเพื่อแสวงหาประโยชน์ ภายใต้โครงการบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูกใหม่ ของสำนักข้าหลวงอังกฤษ จนเมื่อ พ.ศ. 2456 ชาวจีนฮกจิวได้ขาดแคลนที่ดินทำกินจากกฎหมายคุ้มครองและสงวนที่ดินชาวมลายู จึงได้อพยพออกมาหาโอกาสที่ดีขึ้น โดยอพยพมายังประเทศไทยผ่านเส้นทางการคมนาคมทางรถไฟที่สะดวกขึ้น จากอำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา ต่อรถไฟชุมทางสถานีทุ่งสง และเดินเท้ามายังอำเภอนาบอน หรือเดินทางมาทางเรือจากเกาะปีนัง ต่อมายังท่าเรือกันตัง จังหวัดตรัง และต่อรถไฟชุมทางทุ่งสง ประกอบกับการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติมีการจับจองที่ดินทำกินคนละ 50 ไร่ โดยมีชาวจีนฮกจิวอพยพมาในช่วงแรกจำนวน 10 คน (หน้า 61)  
แม้ว่าช่วงแรกชาวจีนฮกจิวที่เข้ามายังอำเภอนาบอน จะมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก เนื่องด้วยเป็นพื้นที่รกชัฎ และต้องใช้แรงงานถางทางเพื่อทำการเพาะปลูกต้นยางพารา ตลอดจนต้องรอจนกว่าต้นจะสามารถกรีดน้ำยางได้ราว 5-6 ปี วิถีชีวิตของชาวจีนฮกจิวยังต้องดำเนินไปโดยการปลูกผัก เลี้ยงหมู กินข้าวไร่ แม้ว่าต่อมาชาวจีนฮกจิวกลุ่มนี้จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการกรีดยางพารา และนำไปแปรรูปเพื่อส่งขาย ชาวจีนฮกจิวยังต้องเผชิญกับภาวะสงครามโลก และการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการตั้งถิ่นฐาน แม้ว่าต่อมาเบื้องต้นการปกครองของสยามประเทศเอื้อต่อการแสงหาโอกาสทำกินของชาวจีนฮกจิว จนสามารถมีฐานะที่ดีขึ้นได้ และเกิดการขยายตัวของครอบครัวไปยังพื้นที่ใกล้เคียงผ่านการแต่งงาน ชาวจีนฮกจิวจึงอาศัยในบริเวณอื่นๆ เช่นในจังหวัดตรัง 

Settlement Pattern

ไม่มี

Demography

ไม่มี

Economy

ชาวจีนฮกจิวในอำเภอนาบอน เมื่อครั้งอพยพมายังประเทศไทยได้นำเมล็ดต้นยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ จากเมืองซีเทียวัน รัฐเประ ประเทศมาเลเซีย มาเพาะปลูก และเมื่อต้นยางพารามีน้ำยางแล้วจึงเริ่มกรีดนำยางที่ต้นตั้งแต่ช่วงเช้า มาเก็บน้ำยางเพื่อนำไปแปรรูปขายส่งตลาด

Social Organization

การแต่งงาน – ชายชาวจีนฮกจิวเมื่อครั้งอพยพมายังอำเภอนาบอน จะเริ่มแต่งงานเมื่อสร้างตัวได้ คือหลังช่วงที่สามารถขายยางพาราแปรรูปส่งตลาดได้แล้ว โดยมักจะแต่งงานกับชาวจีนสำเนียงเดียวกันจากชุมชนอื่นๆ เช่น ในจังหวัดตรัง เพื่อสร้างเครือข่ายชาวจีน และเป็นเส้นทางในการเดินทางค้าขาย โดยมีพ่อสื่อแม่สื่อเป็นผู้แนะนำให้รู้จักกัน
ระบบชุมชน – ในระยะแรกของการตั้งถิ่นฐานที่อำเภอนาบอน ไม่มีผู้นำชุมชน จนเมื่อมีการขยายตัวของชุมชนมากขึ้นความขัดแย้งจึงเริ่มก่อตัว อีกทั้งการติดต่อกับทางการก็ไม่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้จึงเริ่มมีคนกลางในการช่วยประสาน และพัฒนาเรื่อยมาในรูปแบบสมาคมที่มีการบริหารจัดการโดยคณะกรรมการ การรับสมัครสมาชิก ระเบียบและข้อตกลงร่วมกัน โดยถือเป็นพื้นที่กลางของชุมชน ในการพบปะพูดคุย และยังเป็นห้องสมุดจุงซัน หรือจุงซันเป้าเซ่อ โดยสมาคมจุงซันได้สร้างสาธารณกุศลอย่างมากแก่ชาวจีนฮกจิวในอำเภอนาบอน แต่ในปัจจุบันสมาคมจุงซันได้ลดบทบาทลง โดยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชาวจีนฮกจิวทั้งในและต่างประเทศ

Political Organization

ในช่วงแรกนโยบายสิทธิถือครองที่ดินของชาวต่างชาติในสยามประเทศ เป็นไปอย่างเสรี เนื่องจากรูปแบบการปกครองที่ไม่เน้นการพัฒนาพื้นที่ในชนบท จึงทำให้เกิดพื้นที่ที่ไม่มีเจ้าของ และรกร้าง โดยเฉพาะภาคใต้ของประเทศ จึงทำให้เกิดโอกาสในการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าของชาวจีนฮกจิวที่เริ่มเข้ามาจับจองที่ดินเป็นจำนวนมาก
ต่อมาชาวจีนฮกจิวในอำเภอนาบอนประสบปัญหาภาวะขาดที่ดินทำกินในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475สืบเนื่องมาถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่รัฐมีนโยบายส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนชาวไทย โดยพัฒนาที่ดินเป็นเชิงเกษตรกรรม ผ่านการอ้างสิทธิพื้นที่ป่าสงวนบริเวณรอยต่ออำเภอนาบอนและอำเภอช้างกลาง จึงส่งผลต่อการริดรอนพื้นที่ทำกินของชาวจีนฮกจิว นอกจากนี้ ยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจยังถูกรัฐควบคุมโดยการจัดตั้งกองการยาง ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ ขึ้นตรงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งต่อมากลายเป็นองค์การสวนยาง ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวจีนต้องอพยพไปยังพื้นที่ใหม่ บางพวกกลับไปยังมาเลเซีย และบางคนตัดสินใจจบชีวิตที่สวนยาง

Belief System

เทศกาลประจำปี

  1. เทศกาลตรุษจีน ตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจีน โดยก่อนช่วงเทศกาลชาวจีนฮกจิวจะทำความสะอาดบ้าน และประดับประดาบ้านเรือนให้สวยงาม และในวันตรุษจีนชาวจีนฮกจิวจะถือเป็นวันหยุด และนิยมใส่เสื้อผ้าใหม่ รวมทั้งจะให้อั่งเปาแก่ลูกหลาน หรือให้พ่อแม่  สำหรับขนมที่นิยมไหว้บรรพบุรุษ ได้แก่ ขนมอิ๊ ขนมจันอับ และน้ำชา
  2. เช็งเม้ง (ชิงหมิง) ตรงกับวันที่ 5 เดือน 3 ของจีน หรือ 5 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นเทศกาลที่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊อ โดยลูกหลานจะทำความสะอาดสุสานหรือฮวงซุ้ย ตกแต่งด้วยกระดาษสี หรือธงสี พร้อมทั้งอาหารคาว ผลไม้ เผากระดาษเงิน กระดาษทอง เสื้อผ้าที่ทำจากกระดาษเพื่อให้บรรพบุรุษใช้ในปรโลก และถือเป็นการรวมตัวกันของญาติพี่น้อง
  3. เทศกาลไหว้ขนมจ่าง ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจีน โดยมักเซ่นไหว้ขอพรจากเทพเจ้าเพื่อให้ครอบครัวประสบแต่ความสุข
  4. ประเพณีสารทจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ตามปฏิทินจีน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณไร้ญาติ โดยมีการเซ่นไหว้เจ้าที่ บรรพบุรุษ และวิญญาณไร้ญาติ ด้วยขนมเข่ง ขนมเทียน ผลไม้ และน้ำชา
  5. เทศกาลไหว้พระจันทร์ (วันสารทตงซิว) ตรงกับวันที่ 15 ค่ำ เดือน 8 ของจีน ซึ่งเป็นช่วงหลังเก็บเกี่ยวของฤดูใบไม้ร่วง และมีอากาศที่ปลอดโปร่ง จึงมีการบูชา และขอบคุณเทพเจ้า ซึ่งชาวจีนภายใต้สังคมเกษตรเชื่อว่าพระจันทร์ หมายถึงพลังอำนาจ ที่ควบคุมความเป็นตายของมนุษย์ได้ และกระต่ายที่เป็นผู้บันดาลให้เกิดพืชผลต่างๆ ซึ่งการเซ่นไหว้จะประกอบด้วยขนมไหว้พระจันทร์ ขนมโก๋ ขนมเปี๊ยะ ผลไม้ และน้ำชา
ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับชีวิต
  1. การแต่งงานในอดีตฝ่ายชายจะนำขนมแหล่เปี้ยง หรือขนมสินสอดเพื่อเป็นการเชิญญาติผู้ใหญ่ และหาบไปยังครอบครัวฝ่ายหญิงเพื่อสู่ขอ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ขนมเปี๊ยะแปะด้วยกระดาษสีแดง หรือคุ๊กกี้ที่มีกล่องแดง นำไปให้ครอบครัวฝ่ายหญิงก่อนวันแต่งงาน 10 – 20 วัน เพื่อให้ญาติผู้ใหญ่นำเงินขวัญถุง หรือของขวัญมามอบในวันงาน ส่วนในพิธีแต่งงานของชาวจีนฮกจิวจะไม่มีการยกน้ำชา แต่บ่าวสาวจะยืนคำนับผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ที่นั่งเก้าอี้เรียงตามลำดับอาวุโสของฝ่ายเจ้าภาพ และมีการมอบเงินขวัญถุงหรือของขวัญแก่คู่บ่าวสาว ต่อด้วยการเคารพบรรพบุรุษ เคารพฟ้าดิน และเคารพบ่าวสาวตามลำดับ ทั้งนี้ พิธีแต่งงานของชาวจีนฮกจิวนิยมจัดขึ้นที่สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย ศาลาประชาคม หรือสมาคมคลองจัง ในอำเภอนาบอน ในรูปแบบงานเลี้ยงโต๊ะจีนที่มีอาหารสูตรเฉพาะที่ขึ้นชื่อของชาวจีนฮกจิวให้แก่แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน
  2. งานศพชาวจีนฮกจิวนิยมตั้งศพบำเพ็ญกุศล 3 – 10 วันตามความเหมาะสม ณ ศาลาบำเพ็ญกุศลกิจ มูลนิธิบุญประทีป และสมาคมคลองจัง โดยลูกหลานผู้ตายจะนำอาหารที่ผู้ตายชอบรับประทานมาเซ่นไหว้จำนวน 3-4 อย่าง มาเลี้ยงในช่วงเช้า และช่วงเย็น และจะใช้ถ้วยชามชุดเดียวกันตลอดทั้งงานจนกว่าจะออกศพ สำหรับการแต่งกายลูกหลานผู้ตายต้องติดผ้าไว้ทุกข์ที่แขนเสื้อ โดยผู้ชายจะติดผ้าไว้ทุกข์ที่แขนซ้าย และแขนขวาสำหรับผู้หญิง ทั้งนี้การติดผ้าไว้ทุกข์จะมีสีผ้าที่แตกต่างกัน ได้แก่ ลูกชายและลูกสะใภ้ต้องติดผ้ากระสอบป่าน หลานในติดผ้าสีเหลือง หลานนอกติดผ้าสีน้ำเงิน ลูกสาวและลูกเขยติดผ้าสีดำ เมื่อออกศพแล้วจะมีการไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 – 3 ปี
    3)    พิธีฮวงฮัว (กงเต๊กในแต้จิ๋ว) เป็นพิธีวางดอกไม้ หรือโปรยดอกไม้ เพื่อปล่อยความทุกข์ หรือไล่สิ่งอัปมงคลออกไปตามความเชื่อของลัทธิเต๋า ขงจื่อ และศาสนาพุทธนิกายมหายาน ในพิธีจะมีการสวดเป็นเวลา 6 ชั่วโมง โดยมีครูผู้ชายสวดประกอบดนตรี 16 คน และลูกหลานจะใส่ชุดกระสอบ แต่ไม่มีการข้ามสะพานเหมือนชาวจีนกลุ่มอื่นๆ สำหรับลำดับในการเคารพศพจะเรียงเป็น 3 ลำดับ ได้แก่ (1) ลูกชาย ลูกสะใภ้ ลูกสาวที่ยังไม่แต่งงาน และหลายใน (2) ลูกสาวที่แต่งงานแล้ว ลูกเขย และหลานนอก (3) น้องชาย น้องสะใภ้ และเครือญาติอื่นๆ โดยผู้เคารพต้องถือธูป และผลัดกันยกอาหาร ซึ่งในปัจจุบันนิยมนำหมูย่างทั้งตัวมาใช้ในพิธี เมื่อถึงการออกศพ จะมีการจุดประทัดเพื่อนำศพไปยังสุสานหรือวัด และเจ้าภาพจะนำผ้าขาวม้ามาแจกผู้ร่วมงานซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธี 
  3. ความเชื่ออื่นๆ
    1)  การบูชาเจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน โดยชาวจีนฮกจิวจะตั้งหิ้งเพื่อบูชาเทพเจ้า และตั้งศาลเจ้าที่บนพื้นดิน โดยมีการประดับไฟ และมีการนำอาหารคาว อาหารหวาน ผลไม้ และเครื่องดื่มต่างๆ ในการสักการะ
    2)  การบูชาบรรพบุรุษ เป็นการแสดงความกตัญญู โดยมีการตั้งรูปหรือป้ายชื่อบนหิ้ง หรือบูชาเถ้าอัฐิ

Education and Socialization

เนื่องจากเกิดการขยายตัวของครอบครัวชาวจีนฮกจิวในอำเภอนาบอน ก่อให้เกิดความต้องการด้านการศึกษาสำหรับสมาชิกใหม่ ประกอบกับความเชื่อตามลัทธิขงจื๊อที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา จึงได้จัดตั้งโรงเรียนจงฮั้วขึ้นครั้งแรก โดยติดต่อคณะมิชชันนารีที่จังหวัดตรังมาช่วยในการจัดสร้างโรงเรียน โดยในช่วงแรกทำการเรียนการสอนเป็นภาษาจีน ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็นโรงเรียนนาบอนวิทยา จนในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม โรงเรียนปิดตัวลง แต่ปัจจุบันได้เปิดทำการเรียนการสอน โดยดำเนินงานในรูปแบบมูลนิธิ และใช้ชื่อว่า โรงเรียนสหมิตรบำรุง ทั้งนี้ ในอดีตมีการจัดการเรียนการสอนที่น่าสนใจและมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวจีนฮกจิวที่ต้องตื่นเช้าเพื่อกรีดยาง และต้องใช้เวลาในการแปรรูปยางพาราเพื่อส่งออกราวครึ่งวัน แล้วจึงทำการเรียนการสอนในช่วงเวลาที่เหลือ

Health and Medicine

ไม่มี

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ความบันเทิง – หลังจากความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของชาวจีนฮกจิว ในอำเภอนาบอน สู่ช่วงเวลาที่พอลืมตาอ้าปากได้ ความบันเทิงของชาวจีนฮกจิว คือ งานเทศกาลประจำปีศาลแปะกงที่จัดขึ้นทุกเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อบูชาเทพเจ้าแปะกง โดยมักมีการแสดงงิ้วตลอด 5 วัน 5 คืน นอกจากนี้ ในอดีตยังมีโรงภาพยนตร์ในชุมชนอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันได้ปิดตัวลงไปด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

Folklore

ไม่มี

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มี

Social Cultural and Identity Change

ไม่มี

Critic Issues

ไม่มี

Other Issues

อาหารเป็นทรัพยากรวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่สามารถถูกกลืนและเลือนหายได้ ชาวจีนฮกจิวในอำเภอนาบอน มีผู้อนุรักษ์สูตรอาหารจีนฮกจิวดั้งเดิมเพียง 2 คน (หน้า 111) ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน ที่ในปัจจุบันอาหารเหล่านี้ยังคงถูกใช้รับประทานในงานเลี้ยงของชาวจีนฮกจิว เช่น งานแต่งงาน ที่มีอาหารสูตรเฉพาะให้บริการแก่แขกที่ร่วมงาน อาทิ แฮกึ๊น ขาหมูตุ๋น หูฉลามหรือกระเพาะปลา หรืองานศพ ที่มีรายการอาหาร 5-6 อย่างเลี้ยงผู้ร่วมงาน เช่น หมี่เหลืองผัด แปดเซียน ราดหน้าไข่ (หน้า 112-119)

Google Map

Map/Illustration

-แผนที่การอพยพของชาวจีนในบริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน (หน้า 32)
-แผนที่แสดงที่ตั้งของมณฑลฝูเจียนและเมืองฝูโจว (ในแผนที่เขียนว่า Foochow) เป็นภูมิลำเนาเดิมของชาวจีนสำเนียงฮกจิว (หน้า 45)
-แผนที่แสดงการปกครองรัฐต่างๆ ของประเทศมาเลเซีย (หน้า 57)
-แผนที่รัฐเประ (Perak)(หน้า 58)
-แผนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช (หน้า 65)

Text Analyst นุชจรี ศรีวิเชียร Date of Report 08 มิ.ย 2562
TAG ชาวจีนฮกจิว, อำเภอนาบอน, นครศรีธรรมราช, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, ชาวจีนในภาคใต้, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง