ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม สมุทรสาคร ประเพณี พิธีกรรม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ข้ามชาติ
Author สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์, จักรี โพธิมณี
Title การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว
Document Type - Original Language of Text -
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, มอญ, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  Total Pages 108 Year 2560
Source ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
Abstract

สาครบุรี เป็นเมืองที่มีการอพยพเคลื่อนย้ายผู้คนจากถิ่นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะตั้งอยู่ปากแม่น้ำ มีลำคลองเชื่อมต่อกับเมืองหลวง จึงกลายเป็นเมืองท่าสำคัญ เมื่อสยามเริ่มติดต่อกับมหาอำนาจตะวันตก สาครบุรีถูกใช้เป็นเส้นทางหลัก ลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรผ่านคลองภาษีเจริญและดำเนินสะดวก ทำให้พื้นที่เพาะปลูกขยายวงกว้าง มีการอพยพผู้คนในบังคับของสยามที่ได้กรรมสิทธิ์ถือครองที่ดิน เกิดเป็นชุมชนและย่านการค้าใหม่ ในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและกระทุ่มแบนปัจจุบัน จนเมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อน เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความต้องการแรงงานเพิ่มมากขึ้น การย้ายถิ่นของผู้คนเข้ามาในสมุทรสาครจึงมีมากขึ้นอีกระลอก
     การศึกษาถึงข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และการเคลื่อนย้ายของชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติในเศรษฐกิจยุคใหม่  หากวิเคราะห์ถึงการปรับเปลี่ยนทัศนะคติและความสัมพันธ์ระหว่างกัน พบว่า พื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว ชุมชนดั้งเดิมเช่นไทยรามัญและไทดำ เปลี่ยนวิถีการผลิตจากการทำนามาสู่การทำสวน แต่ยังรักษาพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิต แสดงถึงความผูกพันกับชุมชนดั้งเดิม สำหรับการเคลื่อนย้ายของแรงงานชาติพันธุ์มอญจากเมียนมา พบว่า มักทำงานในพื้นที่การเกษตรที่มีชุมชนไทยรามัญเพราะสามารถใช้ภาษามอญในการสื่อสารได้ ในส่วนอำเภอกระทุ่มแบน มีแรงงานจากหลายกลุ่ม เช่น แรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติจากเมียนมา แรงงานชาวปลังจากบนเขา ต่างมีการปรับตัวเข้ากับสังคมไทย และสร้างความสัมพันธ์ต่อกันผ่านมิติทางเศรษฐกิจ มีการสร้างเครือข่ายแบบไม่เป็นทางการแยกตัว เพราะมีจำนวนแรงงานและการสนับสนุนขององค์กรไม่มากนัก

Focus

สำรวจงานวิจัยที่ศึกษา รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม การเคลื่อนย้ายเข้ามาของชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ ในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการปรับตัวระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ (หน้า 3)

Theoretical Issues

ผู้เขียนดำเนินการโดย ค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม การเคลื่อนย้ายเข้ามาของชุมชนชาติพันธุ์ข้ามชาติ ในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อทบทวนประเด็นในการศึกษา และวางแผนสำหรับลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนาม ด้วยวิธีสังเกตุการณ์อย่างมีส่วนร่วม ในเรื่องราวเกี่ยวกับ ประเพณี พิธีกรรม เทศกาล วันหยุดของแรงงานข้ามชาติ  และสัมภาษณ์ในเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เพื่อวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม ปราชญ์ท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐ (หน้า 4) 

Ethnic Group in the Focus

มอญ
จากเหตุการณ์การสู้รบกับพม่า ทำให้ชาวมอญอพยพเข้ามาในประเทศไทย เพื่อขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในฐานะของไพร่ และทาส สังกัดมูลนาย ทำหน้าที่เป็นแรงงานในการสร้างวัด  คูคลองและป้อมปราการ (หน้า 1)
ไทดำ
หรือ ผู้ไตซงดำ ภูไทยดำ ผู้ไตดำ ไตดำ ไทดำ ลาวโซ่ง ลาวซ่ง ลาวทรงดำ ไทยโซ่ง ไทยทรงดำ ตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในประเทศไทยที่จังหวัดเพชรบุรี โดยถูกกวาดต้อนเข้ามาจากสิบสองจุไท (เมืองแถง) เพราะแพ้สงครามตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (หน้า 47)

Language and Linguistic Affiliations

ภาษามอญ
   ในอีดตคนในชุมชนมอญเกือบทั้งหมด สื่อสารกันด้วยภาษามอญ เพราะไม่นิยมติดต่อกับคนภายนอก ดังนั้น จึงมักนิยมให้คนในกลุ่มแต่งงานกันเอง จากการสำรวจในปี 2528 พบว่า ในชุมชนเจ็ดริ้ว มีชาวมอญที่ใช้ภาษามอญอยู่ถึง 98%  ปัจจุบัน ชาวมอญยังคงพูดและเขียน ภาษามอญทั้งในครอบครัวและวัด (หน้า 21) แต่ในปัจจุบันบางชุมชน เช่น ชุมชนมอญบริเวณวัดบ้านลาดและหมู่บ้านใกล้เคียงในตำบลสามหลัก มีการแต่งงานข้ามชุมชน หรือแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น ทำให้การใช้ภาษามอญในการสื่อสารลดน้อยลง เพราเหลือผู้พูดลดน้อยลง (หน้า 25) 

Study Period (Data Collection)

ตุลาคม 2559 – กันยายน 2560 (หน้า 4)

History of the Group and Community

มอญ 
   “มอญ” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ย้ายเข้ามาในจังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่นในเขตอำเภอเมืองและอำเภอบ้านแพ้ว มีผู้นำชาวมอญทำหน้าที่ปกครองตนเองในระดับหมู่บ้าน โดยต้องเป็นไพร่หลวง ทำหน้าที่สืบข่าวข้าศึก และลาดตระเวนปลายด่านที่ติดกับพม่า มีระยะเวลาการทำงานตามที่ราชการกำหนด ( หน้า 16) โดยเข้ามาตั้งถิ่นฐานแยกเป็น  2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อยู่ตำบลบ้านเกาะและตำบลท่าทราย กับกลุ่มแถบบ้านมหาชัยตำบลท่าจีน ตำบลบางกระเจ้า และตำบลบ้านบ่อ (หน้า 17)
ไทดำ
   กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ อพพยเข้ามาในประเทศไทย2ช่วงเวลา ช่วงแรกในสมัยกรุงธนบุรีและรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยทางการไทยจัดให้อยู่ที่หนองปรง ช่วงที่ 2 อพยพมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาอยู่ที่ท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี แต่สถานที่ตั้งไม่เอื้อต่อการประกอบอาชีพและตั้งบ้านเรือน กลุ่มแรกจึงย้ายไปอยู่หมู่บ้านสะพานยีหนหลังเขาวัง ส่วนกลุ่มที่สองย้ายไปอยู่เวียงดอยและวังตะโก เมื่อจำนวนประชากรไทดำมีมากขึ้น จึงเริ่มกระจายตัวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั้ง ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม พิษณุโลก สุพรรณบุรี นครปฐม (หน้า 47)

Settlement Pattern

โรงพิธีรำผีมอญ
  ด้านหน้าโรงทำพิธีมีทางมะพร้าวพาดกั้นพรางสายตา มีหุ่นเสื้อและธงผ้าแดงติดปลายไม้พาดอยู่บนเสากลางด้านทิศตะวันตก ถัดไปประมาณ 10 เมตรเป็นโพตุ้มที่ปลูกชั่วคราวรอบบริเวณลานที่ใช้รำ โคนโพตุ้มมีด้าย กระด้ง ใบตอง ไหใส่น้ำ 3 ไห ขันทอง เข่งปลาทู 3 เข่ง ติอที่ฐานด้านในและนอกเสาเอก และเสาผีในพิธี (หน้า 30)
  เสาทางเดินของห้องผีภายในโรงพิธีตกแต่งด้วยสไบมอญ ยกพื้นสูงไปสู่หิ้งประหนกโดยเสาคู่กลางเป็นเสาลอย (หน้า 31)

Demography

จำนวนประชากร
   ในปี 2450 ทางการไทยได้สำรวจประชากร พบว่า มลฑลนครชัยศรีมีประชากรทั้งสิ้น 253,799 คน เป็นคนจีน 33,836คน (หน้า 8)
การเคลื่อนย้ายแรงงาน
   ช่วงทศวรรษ 2520 เมื่อประเทศไทยเริ่มผลักดันประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมการส่งออกและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรมาสู่ภาคอุตสาหกรรม พบว่า จำนวนแรงงานในภาคเกษตรกรรมมากกว่าร้อยละ 60 ในช่วงก่อนทศวรรษ 2530 ลดเหลือเพียงร้อยละ 36 ในปัจจุบัน (หน้า 57)

Economy

     การยกเลิกระบบไพร่และทาสส่งผลต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ในแง่ของการสร้างแรงงานอิสระ คนไทย มอญ ลาว เขมรต่างหันมาทำการเกษตรของตนเอง พื้นที่เพาะปลูกข้าวเกิดการขยายตัว ส่งผลให้ข้าวกลายเป็นสินค้าสำคัญในการซื้อขายแลกเปลี่ยน ชุมชนการค้าพัฒนาเป็นย่านการค้าและตลาดที่มีกลุ่มคนจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนกระบวนการค้าขาย ส่งผลให้ฐานะทางเศรษฐกิจของครบครัวจีนดีขึ้น (หน้า 10) 
     ชุมชนมอญ ประกอบอาชีพการทำนาเป็นหลัก ก่อนจะหันมาทำสวนผักและผลไม้ในช่วงพุทธทศวรรษ 2490  ทำให้คลองส่งน้ำมีความสำคัญด้านการเกษตรเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลได้สร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพ – นครปฐม – ราชบุรี – เพชรบุรี ในปี 2499ชุมชนจึงเชื่อมต่อกับโลกภายนอก เศรษฐกิจเกิดการปรับตัวด้านต้นทุนการขนส่งที่ลดลงซึ่งมาพ้รอมกับการคมนาคมที่สะดวกมากยิ่งขึ้น (หน้า 20,21)ในปัจจุบัน เมื่อจังหวัดสมุทรสาครกลายเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงงานอุตสาหกรรม อาชีพของชาวมอญจึงเปลี่ยนจากแรงงานในภาคการเกษตรเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม (หน้า 24)
     ก่อนจะมาทำสวนผลไม้เช่นปัจจุบัน ชุมชนไทดำในอดีตประกอบอาชีพทำนา (หน้า 49)
     เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2500ประเทศไทยเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม ชนชั้นกลางขยายตัว กลุ่มนายทุนเข้มแข็ง ความต้องการชนชั้นกรรมาชีพมีมากขึ้น (หน้า 57) เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานในกลุ่มชาติพันธุ์โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้าสู่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เช่นที่ อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร (หน้า 58)
     แรงงานชาติพันธุ์มอญจากเมียนมาในภาคเกษตรกรรม
     แรงงานเหล้านี้เข้ามาทำงานในสวนผลไม้ ทำหน้าที่เก็บผลไม้ เตรียมร่องสวน และอื่น ๆ แล้วแต่เจ้านายจะว่าจ้าง โดยได้รับค่าแรงขั้นต่ำตามที่กำหนด ในอัตราวันละ 300บาท หากทำงานเกินจะได้รับค่าล่วงเวลา (หน้า 62)       

Social Organization

ชุมชนคนไทยเชื้อสายจีน
นิยมอาศัยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ในระบบที่เรียกว่า กงสี มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบงานในอาชีพของครอบครัวเพื่อให้เกิดผลเพิ่มพูล (หน้า 10) เมื่อมีฐานะมั่นคงชาวจีนนิยมส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในระดับสูง จึงมีโอกาสเข้ารับราชการ ในขณะที่บางครอบครัวพัฒนาตนเองจนกลายเป็นผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ รวมตัวกันก่อตั้งองค์การทางการค้าเพื่อสนับสนุนธุรกิจในกลุ่มคนจีนโพ้นทะเล ในส่วนของความสัมพันธ์ระดับเครือญาติ ชาวจีนรุ่นหลังเกิดการรวมตัวตั้งเป็นมูลนิธิของตระกูล ช่วยเหลืองานสังคม เช่น การกุศล การให้ทุนการศึกษา (หน้า 11) ส่วนความสัมพันธ์กับคนภายนอกกลุ่ม คนจีนอนุญาตให้คนในครอบครัวแต่งงานกับคนกลุ่มอื่น เข้ามาเป็นสมาชิกและช่วยเหลือกิจการ ส่วนสมาชิกผู้หญิงเมื่อออกเรือนแต่งงานจะกลายเป็นคนของตระกูลฝ่ายสามี (หน้า 12)
ชุมชนมอญ
ลักษณะเด่นประการหนึ่งของชาวมอญ คือ เมื่อย้ายไปอยู่ ณ ที่ใดมักสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชน ดังเช่น การสร้างวัดเจ็ดริ้วขึ้นใน พ.ศ. 2453 ภายหลังจากชาวมอญบ้านถิ่นมาย้ายจากบ้านเกาะ บ้านบางปลา และท่าทราย
ชุมชนไทดำ (ไทยทรงดำ หรือ ลาวโซ่ง)
ระบบครอบครัวของไทดำแต่เดิมเป็นครบครัวขยาย โดยฝ่ายชายจะแต่งงานและนำภรรยาเข้าไปอยู่ในครอบครัวรวมกับพ่อแม่ ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นครอวครัวขนาดเล็ก โดยลูก ๆ ที่แต่งงานนิยมสร้างครอบครัวของตนเอง ภายในครอบครัวจึงประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก (หน้า 48) แต่ชาวไทดำผูกพันกันตามสายตระกูล หรือสิง ซึ่งเป็นหน่วยทางสังคมที่รวบรวมคนที่อยู่ในสิงเดียวกันเอาไว้ อย่างเช่น เมื่อมีการประกอบพิธีเสนเรือน ต้องชเญคนที่อยู่ในสิงเดียวกันมาร่วมพิธี ภายในสิงยังย่อยออกเป็น ก๊อ หรือกลุ่มญาติที่มีปู่เดียวกัน (หน้า 54)
กลุ่มแรงงานชาติพันธุ์ข้ามชาติ
กลุ่มแรงงานชาติพันธุ์มอญจากเมียนมามีความสัมพันธ์ทางสังคมกับชาวไทยรามัญ คนไทยท้องถิ่นและแรงงานชาติพันธุ์ข้ามชาติกลุ่มอื่น ๆ เป็นไปอย่างซับซ้อน สาเหตุเนื่องจากประวัติศาสตร์การอพยพและการปรับตัวเชิงสังคมวัฒนธรรม ชาวมอญจากเมียนมาอพยพมาประเทศไทยครั้งใหญ่ในช่วงพุทธทศวรรษ  2530 จากเหตุการณ์การเรียกร้องประชาธิปไตยจากรัฐบาลทหารพม่า เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้คนมอญพลัดถิ่นจำนวนมากขอความช่วยเหลือจากชุมชนชาวไทยรามัญ บางคนกลายเป็นแรงงานในประเทศไทย เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายผู้พลัดถิ่นเหล่านี้เกิดการปรับตัวเข้ากับสังคมไทย หลายคนได้รับสัญชาติในเวลาต่อมา (หน้า 59)
การรวมกลุ่มและเครือข่ายของแรงงานชาติพันธุ์ข้ามชาติในอำเภอกระทุ่มแบน
การรวมกลุ่มในย่านที่พักกลุ่มแรงงานกะเหรี่ยง จากประเทศเมียนมาที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ตำบลอ้อมน้อยและใกล้เคียงได้รวมตัวกันเพื่อจัดงานทำบุญและร่วมไว้อาลัยให้กับในดหลวงรัชกาลที่ 9 โดยใช้พื้นที่ลานกว้างติดซอยโรงเหล็ก เพราะเป็นที่คุ้นเคย ภายในงานมีการทำบุญ ไหว้พระ ฟังเทศน์ และแจกริบบิ้นสีดำ (หน้า 91,92)
เครือข่ายงานบุญในพื้นที่รอยต่อออำเภอกระทุ่มแบน เป็นการรวมตัวของเครือข่ายจากประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีการนิมนต์พระสงฆ์จากประเทศเมียนมามาทำพิธีกรรมทางศาสนา โดยใช้พื้นที่ในวัดสามพราน ซึ่งจะจัดในช่วงสงการนต์ที่การบวชพระของกลุ่มแรงงานชาติพันธุ์ข้ามชาติ  (หน้า 95) 

Political Organization

รัฐบาลไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศที่เน้นการสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมโดยเขียนเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติและเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ขึ้นในปี 2504 และตามมาด้วยฉบับที่ 2 และ 3 โดยแต่ละฉบับมีการวางแผนล่วงหน้า 5 ปี ผลจากการดำเนินตามนโยบาย ส่งผลให้การเติบโตด้านอุตสาหกรรมและการค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีการร่วมลงทุนระหว่างนายทุนทั้งในและต่างประเทศ เกิดการการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมออกสู่บริเวณใกล้กรุงเทพฯ เช่น ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เปลี่ยนจากพื้นที่ทำนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม (หน้า 85,86) ในช่วงปี 2524 – 2525 มีโรงงานในเขตอำเภอกระทุ่มแบนทั้งสิ้น 270 โรงงาน (หน้า 87) ผู้คนในพื้นที่เริ่มขายที่ดินและย้ายออก เพื่อให้เกิดการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม แรงงานจากภาคอีสานเริ่มอพยพเข้ามา และตามมาด้วยแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติ (หน้า 89)
สถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2560 ในประเทศไทย
ภายหลังมีการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนงานต่างด้าวปี 2560ทำให้กลุ่มแรงงานชาติพันธุ์ข้ามชาติมีจำนวนลดลง แรงงานเริ่มเดินทางกลับภูมิลำเนามากขึ้น (หน้า 98)

Belief System

ความเชื่อของชาวมอญ
พิธีรำผี
ตั้งแต่ครั้งโบราณ เมื่อชาวมอญต้องการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ แก้บนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอขมาผีบรรพบุรุษ หรือความเป็นสิริมงคล จะทำพิธีรำผี โดยใช้การร้องรำทำเพลงเป็นสื่อกลางผ่านโต้ง (คนทำพิธี) ที่สามารถติดต่อกับผีได้ (หน้า 26)
การนับถือผีของคนมอญสืบทอดจากบรรพบุรุษทางฝ่ายชาย ในบ้านแพ้วจะแตกต่างจากที่อื่นเพราะสืบทอดผ่านลูกชายคนเล็ก ในขณะที่หลาย ๆ ชุมชนสืบทอดผ่านลูกชายคนโต บ้านของคนมอญแต่ละหลังต้องมีเสาผี (ฮะหย่างกะล่ก) หรือ เสาเอกของบ้าน ใช้เก็บของใช้ผี เช่น กระบุง หีบผ้าซึ่งบรรจุผ้านุ่ง แหวนทองหัวพลอยแดง สิ่งสำคัญที่คนในตระกูลต้องรักษาอย่างดี  (หน้า 27) โดยบ้านต้นตระกูลของผู้สืบทอดผี มีความสำคัญในการดูแลกลุ่มเครือญาติ เช่น หากต้องทำพิธีกรรมสำคัญทางความเชื่อ ญาติ ๆ จะต้องมาเซ่นไหว้และเชิญผีที่เสาเอกของบ้านหลังนี้ (หน้า 29)
พิธีงานศพ
โลงศพมอญถือเป็นงานประณีตศิลป์อย่างหนึ่งงเพราะใช้ระยะเวลาในการทำนาน 3-5 เดือน โดยต้องทำเป็นยอดคล้ายปราสาท (หน้า 36) ในอดีตใช้กับพระผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือ ภายหลังเริ่มใช้กับผู้สูงอายุ การที่โลงศพมอญใช้ระยะเวลาในการทำยาวนาน ทำให้เป็นธรรมเนียมที่คนในครอบครัวต้องเก็บศพไว้ข้ามปี (หน้า 35)
พิธีงานบวช  แบ่งออกเป็น 2 วัน  
วันแรกหรือวันสุกดิบ เริ่มตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงกลางคืน เป็นพิธีการทำขวัญนาคและงานเลี้ยง (หน้า 37) ในพิธีทำขวัญนาคเริ่มขึ้นเมื่อแตรวงเริ่มบรรเลง  ฆ้องถูกนำมาผูกกับคานหลังคาทางเข้าบ้าน และโห่ร้อง หมอขวัญที่นั่งบนอาสนะ จรดสไบปักพาดไหล่ซ้าย นาคนำดอกไม้ ธูป เทียน บุหรี่ ใส่พานยกจรดศีรษะส่งให้หมอขวัญ หลังจากไหว้ครูเสร็จแล้ว นาคไปนั่งบนอาสนะตรงข้ามหมอขวัญ มีถาดใส่เครื่องบูชา 3 ถาด ด้านซ้ายมือของหมอขวัญมีขันเงินใส่น้ำมนต์และเบ็ดตกขวัญ ด้านขวามือของนาคเป็นพ่อแม่นาคนั่งอยู่บนเก้าอี้ล่างอาสนะ ต้นเสียงโห่ร้องทำเพลงและตีฆ้อง จากนั้นหมอขวัญจึงท่องบทขวัญนาคเป็นภาษามอญเมื่อเสร็จขั้นตอนนี้จึงเริ่มการปลงผมนาค โดยเริ่มต้นจากพ่อแม่และตามด้วยญาติคนอื่น ๆ (หน้า 38,39)
วันที่สอง ช่วงเช้าถึงเที่ยง เป็นการอุปสมบทภายในวัดมอญ ซึ่งเป็นวัดฝ่ายธรรมยุติ (หน้า 37) เริ่มจากการตั้งขบวนแห่จากบ้านมุ่งหน้าไปยังวัด เมื่อไปถึงนาคตรงไปไหว้ศาลประจำวัด (หน้า 40) จากนั้นจึงไปที่อุโบสถตั้งขบวนแห่ ก่อนเข้าไปด้านในนาคนั่งคุกเข่าประนมมือสวดมนต์ แล้วจึงหันหลังโปรยทาน ผู้ติดตามยกนาคขึ้นตรงคานประตูอุโบสถด้านซ้าย แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการอุปสมบท โดยกล่าวทั้งภาษามอญและบาลีอย่างไทยตามธรรมเนียมปฎิบัติของวัด (หน้า 41)
เทศกาลสงกรานต์
ชาวมอญเจ็วริ้วจัดงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั้งสิ้น 3 วัน คือวันที่ 13 -16 เมษายน วันที่มีความสำคัญ คือ วันแห่หลวงพ่อดำ ช่วงเช้าของวันงานชาวบ้านจะมารวมตัวกันจัดงานที่วัด (หน้า 43) ช่วงบ่ายขบวนแห่จึงเริ่มขึ้น ด้านหน้าขบวนเป็นป้าย กลุ่มนางรำและนักดนตรี รถหลวงพ่อดำ กลุ่มที่ถือธงตะขาบขนาดใหญ่ กลุ่มถือกรงนก ถือปลา และรถนางสงกรานต์ เมื่อถึงวัดธงตะขาบขนาดใหญ่จะถูกนำขึ้นสู่ยอดเสา มีการสรงน้ำพระ และมีการแสดงต่าง ๆ รวมถึงเล่นสาดน้ำ (หน้า 46)
ความเชื่อของชุมชนไทดำ
พิธีเสน
เป็นพิธีบูชาผีบ้านผีเรือน หรือผีบรรพบุรุษ ชาวไทดำ เชื่อว่า เมื่อบรรพบุรุษตายไป จะกลายเป็นผีมาปกป้องดูแลลูกหลานให้มีความสุข โดยจะนับถือผีสืบสายโดยฝ่ายลูกชาย ส่วนลูกสาวเมื่อแต่งงานจะย้ายไปถือผีตามฝ่ายสามี (หน้า 54)  

Education and Socialization

ไม่มี

Health and Medicine

ไม่มี

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ดนตรี
  พิธีรำผีมอญในส่วนย่อยของพิธีจะมีการต่อเพลงกลองฉิ่งฉาบ เป็นเครื่องให้จังหวะหลัก สร้างความครื้นเครงโดยการร่ายรำเชิงตลกก่อนมีการแสดงละครและการละเล่นอื่น ๆ ที่สนุกสนานตามมา (หน้า 34) เช่น ลิเกมอญ การคล้องช้าง รำกระด้ง (หน้า 35)
การแต่งกาย
   การแต่งกายของนาคมอญ จะแต่งหน้า ห่มสไบสีแดง นุ่งผ้าสีเขียว คาดเข็มขัด หูข้างหวาติดต่างหู ด้านซ้ายทัดมาลัย คล้องมาลัย ผ้าเช็ดหน้า สวมสร้อยและกำไลทอง (หน้า 38)
   ชายผู้นำสวดชาวกะเหรี่ยงสัญชาติเมียนมา แต่งกายด้วยเสื้อแขนยาวสีขาว นุ่งผ้าสีน้ำตาล ส่วนผู้หญิงมีผ้าคาดสีน้ำตาล (หน้า 93)   

Folklore

ไม่มี

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มี

Social Cultural and Identity Change

ไม่มี

Critic Issues

Other Issues

ชาติพันธุ์ปลัง
   หรือที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ทั้งนี้เนื่องจากตั้งแต่เข้ามาเมืองไทยครั้งแรก ชาวปลังย้ายเข้ามาอยู่ที่จังหวัดเชียงรายและเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม (หน้า 63)จึงบอกกับทางการว่าเป็นลัวะ (หน้า 64)สำหรับคนไทยในเชียงราย เรียกชาวปลังว่า ลัวะ เป็นเหตุมาจาก ลัวะ กินความหมายกว้าง หมายถึงกลุ่มชาวเขา และอีกหนึ่งสาเหตุเป็นเพราะภาษาของชาวปลังมีความใกล้เคียงกับภาษาลัวะ (หน้า 63)
   ถิ่นเดิมของชาวปลังมาจากเมืองยาง เมืองลา รัฐเชียงตุง ประเทศเมียนมา และสิบสองปันนา ในประเทศจีน ทำให้ชาวปลังหลายกลุ่มยังผูกพันกับถิ่นฐานเดิมของตน แต่ผู้ที่เกิดในเมืองไทยมักยึดจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่เป็นถิ่นเกิด (หน้า 64)
   หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ชาวปลังอพยพเข้ามาในเมืองไทย พร้อม ๆ กับชาวไทใหญ่ อาข่า และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ (หน้า 64)  ในฐานะบุคคลไร้รัฐ ซึ่งทางจังหวัดสมุทรสาครได้สำรวจและขึ้นทะเบียนไว้ถึง 4,648 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร อำเภอสามพราน อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสงคราม มีความสัมพันธ์กับกลุ่มที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกัน (หน้า 71) มีการสร้างเครือข่ายทางสังคม โดยเก็บเงินในลักษณะเงินฝากของกลุ่ม สำหรับทำกิจกรรมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น ร่วมทำบุญ ฌาปนกิจ ผู้ป่วยที่ขาดเงินรักษา (หน้า 76)
   ชาวปลังประกอบอาชีพด้วยการเริ่มต้นเป็นแรงงานในสวนกล้วยไม้และสวนผัก (หน้า 74) มีพื้นที่อยู่อาศัยตามการจัดหาของเจ้าของ ส่วนใหญ่มักเป็นพื้นที่ภายในสวน อยู่กันเป็นครอบครัว แล้วจึงเริ่มชักชวนญาติเข้ามา (หน้า 75)  จนสามารถเช่าเหมาที่ดินเพื่อการเกษตร (หน้า 74) นิยมปลูกผักสวนครัว ส่งขายยังตลาดใกล้เคียง หรือปลูกดอกรัก และดอกไม้อื่น ๆ ส่งขายปากคลองตลาด (หน้า 75)    
   งานฉลองที่ยิ่งใหญ่ของชาวปลัง คือ การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน คล้ายกับการบวชลูกแก้วของชาวไทใหญ่ จัดขึ้นในวัดสำคัญของอำเภอกระทุ่มแบน (หน้า 77)

Google Map

Map/Illustration

ภาพ
-ภาพเก่าขบวนงานศพทางเรือของครอบครัวระหงส์ ด้านหลังคือปล่องเหลี่ยม (หน้า 9)
-ครูเฟื่อง ผลประดิษฐ์ และภรรยา : ครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนริมคลองดำเนินสะดวก (หน้า 14)
-ผู้สูงอายุในชุมชนมอญเจ็ดริ้วยังคงถืออุโบสถในวันพระใหญ่เป็นประจำ (หน้า 19)
-การเก็บมะพร้าวน้ำหอม สวนบริเวณคลองตาปลั่ง (หน้า 26)
-ลูกชายคนโตของครูสายหยุดและโต้งผู้นำประกอบพิธี (หน้า 34)
-โลงศพมอญ สำหรับผู้วายชนม์สูงอายุ (หน้า 36)
-ลุงย้อย ช่างฝีมือโลงมอญ ภายในวัดธรรมเจดีย์ศรีพิพัฒน์ (หน้า 37)
-งานทำขวัญมอญ (หน้า 40,41)
-วันอุปสมบท ณ วัดราษฎร์ศรัทธากะยาราม (วัดมอญ) (หน้า 42)
-งานสงกรานต์ที่วัดเจ็ดริ้ว (หน้า 45)
-เรือนเก่าลาวโซ่ง/ไทดำ ในตำบลหนองสองห้อง (หน้า 51)
-ภาพถ่ายเก่า ชาวลาวโซ่ง/ไทดำ ตำบลโรงเข้ (หน้า 52)
-พิธีเอาขึ้นเรือน (หน้า 55)
-พิธีเสนแก้เคราะห์ (หน้า 56)
-บริเวณที่พักอาศัยของแรงงานมอญจากเมียนมา (หน้า 62 , 63)
-ชาวปลัง (ลัวะ) ในอำเภอกระทุ่มแบน (หน้า 65)
-แรงงานชาวปลัง ในสวนกล้วยไม้แห่งหนึ่ง (หน้า 66)
-ขบวนแห่นาคน้อยที่ตลาดสดกระทุ่มแบน (หน้า 79)
-ขบวนแห่ลูกแก้วของชาวปลังพร้อมต้นผ้าป่า (หน้า 80)
-ญาติฉลองลูกแก้วและเครื่องดนตรีของชาวปลัง (หน้า 80)
-เจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารให้ผู้ร่วมงาน ซึ่งเป็นชาวปลังในระแวกใกล้เคียง (หน้า 81)
-การตรวจสุขภาพแรงงานข้ามชาติในอำเภอกระทุ่มแบน โดยมูลนิธิรักษ์ไทย (หน้า 88)
-แรงงานรวมตัวทำบุญกันในบริเวณที่พักอาศัยและเชิญพระสงฆ์มาจากประเทศเมียนมา (หน้า90)
-แรงงานชาวกะเหรี่ยง สัญชาติเมียนมา รวมตัวกันทำบุญ ณ ลานกว้างต้นซอยโรงเหล็ก หมู่ 4 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร (หน้า 92)
-แรงงานข้ามชาติร่วมกันจัดงานเนื่องวันอาสาฬหบูชา ก่อนวันจริง ณ วัดสามพราน จังหวัดนครปฐม (หน้า 100)
แผนที่
-แผนที่แสดงที่ตั้งวัดและชุมชนชาติพันธุ์มอญและไทยดำในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร (หน้า 3)
-แผนที่วัดและชุมชนมอญ (ไทยรามัญ) ในจังหวัดสมุทรสาคร (หน้า 18)
-แผนที่แสดงวัดและชุมชนชาติพันธุ์ไทดำในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง (หน้า 49)
-แผนที่แสดงเขตอุตสาหกรรมชานพระนคร เขตอุตสาหกรรมในย่านชุมชนบ่งบอกประเภทอุตสาหกรรม หนัก กลาง เบา บริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีนและเจ้าพระยาตอนล่าง เมื่อปี 2503 (หน้า 86)
แผนผัง
-แผนผังบริเวณบ้านวรรณรังสีและการใช้พื้นที่โดยรอบ เพื่อประกอบพิธีรำผีมอญ (หน้า 29)
-แผนผังโรงพิธีรำผีมอญ (หน้า 30)

Text Analyst สุธาสินี บุญเกิด Date of Report 08 มิ.ย 2562
TAG ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม, สมุทรสาคร, ประเพณี, พิธีกรรม, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม, ชาติพันธุ์ข้ามชาติ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง