ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มุสลิมมลายู จราเมาะห์อากามา ขบวนการเคลื่อนไหวทางศาสนา มัสยิดกลางปัตตานี
Author อัสรี มาหะมะ
Title “จราเมาะห์อากามา” (การบรรยายศาสนา): ความหมาย และขบวนการเคลื่อนไหวทาง ศาสนาของชาวมลายูมุสลิมสายจารีต
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ห้องสมุดคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
และ ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
Total Pages 180 Year 2558
Source วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ชาติพันธุ์สัมพันธ์และการพัฒนา) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

วิทยานิพันธ์ฉบับนี้ ศึกษาพิธีกรรมทางศาสนาของชาวมลายูมุสลิมสายเก่าที่เรียกว่า จราเมาะห์อากามา หมายถึงการฟังการบรรยายศาสนาทุกวันเสาร์ในมัสยิดกลางปัตตานี เพื่อศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางศาสนาของกิจกรรมดังกล่าวที่แสดงถึงการต่อรอง ตอบโต้ และยืนหยัดในความเป็นมลายูมุสลิมสายจารีตภายใต้บริบทของความทันสมัยจากรัฐและกระบวนการอิสลามานุวัตร
ผู้วิจัยใช้กระบวนการศึกษาแบบชาติพันธุ์วรรณนา  โดยใช้วิธีการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม พื้นที่ศึกษาคือ มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี ซึ่งจะมีชาวมลายูมุสลิมมาร่วมจราเมาะห์อากามาหรือร่วมฟังการบรรยายศาสนาในทุกวันเสาร์
ผลการศึกษาพบว่า ชาวมลายูมุสลิมกว่า 1 พันคนคนมารวมตัวกันทำกิจกรรมทางศาสนาเพื่อรับฟังการบรรยายทางศาสนา โดยการบรรยายนั้นเป็นไปเพื่อ การตีความเพื่อปรับตัวและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และการสร้างสำนึกต่อความเป็นท้องถิ่น  (หน้าบทคัดย่อ)

Focus

ศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางศาสนาผ่านการบรรยายศาสนา (จราเมาะห์อากามา) ของกลุ่มมลายูมุสลิมสายจารีต เพื่อโต้ตอบ ต่อรองกับความทันสมัย การพัฒนาของรัฐไทยและอิสลามานุวัตร และสร้างสำนึกความเป็นมลายูท้องถิ่นสยายจารีต ผ่านการตีความและการให้ความหมายของผู้ที่เข้าร่วมการบรรยาย (หน้า 5)

Theoretical Issues

แม้การจราเมาะห์อากามาของกลุ่มสายจารีตในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย จัดอยู่ภายใต้แนวคิดอิสลามานุวัตรในแง่ของการฟื้นฟูศาสนา แต่มีวัตถุประสงค์และแนวคิดในการฟื้นฟูที่แตกต่างกัน กล่าวคือขบวนการเคลื่อนไหวทางศาสนาของชาวมลายูมุสลิมสายจารีตที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อตอบโต้อำนาจรัฐหรือต่อต้านแนวคิดความทันสมัยทั้งหมด แต่เป็นการปรับตัวกับสิ่งที่เป็นปัญหาที่มาพร้อมกับความทันสมัย เป็นพื้นที่ของการนำเสนอ ช่วงชิงทางวัฒนธรรม และการยืนหยัดความเป็นท้องถิ่นของตัวเองไว้  (หน้า 172-175)

Ethnic Group in the Focus

มลายูมุสลิม (สามจังหวัดชายแดนภาคใต้) มลายูมุสลิมสายจารีต (หน้า 5)

Language and Linguistic Affiliations

-

Study Period (Data Collection)

การเก็บข้อมูลแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ เดือน พ.ค.-ส.ค. 2556 และ เดือน ก.ค.-ก.ย. 2557

History of the Group and Community

มลายูมุสลิมสายจารีต(ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) เป็นชาวมลายูท้องถิ่นที่อาศัยอยู่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และอีกสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ เทพา จะนะ สะบ้าย้อย และนาทวี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และการเมืองที่เป็นรัฐฮินดู-พราหมณ์ ต่อมาเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 12-14 ศาสนาอิสลามได้เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ ดังนั้น จึงทำให้คนท้องถิ่นที่รับเอาศาสนาอิสลามมีการผสมผสาน ประยุกต์แนวคิด หลักการศาสนาอิสลามเข้ากับความเชื่อแบบเดิม และเรียกว่า มลายูมุสลิมสายจารีต (หน้า 6)
สำหรับชุมชน (พื้นที่) ที่ผู้ศึกษาวิจัยนั้นคือ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ในเขตเมืองปัตตานี ตำบลอา-เนาะรู มีขนาดใหญ่และถือว่าสวยงามที่สุดในประเทศไทย ถูกสร้างขึ้นมาภายหลังการหายตัวของฮัจญี สุหลง ผู้นำศาสนาคนสำคัญในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี พ.ศ.2497
พื้นที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เคลื่อนไหวทางการเมืองแลศาสนาหลายครั้ง เช่น ในปี พ.ศ.2518 ชาวมลายูมุสลิมได้ใช้พื้นที่มัสยิดปัตตานีในการประท้วงต่อเจ้าหน้าที่รัฐในกรณีการเสียชีวิตของเยาวชน 4 คนที่สะพานกอตอ ของจังหวัดปัตตานี ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2535 คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ได้ริเริ่มจัดการจรา-เมาะห์อากามา ตามคำเรียกร้องของชาวมลายู
จนกระทั่งในปี พ.ศ.2550 ภายใต้สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มัสยิดกลางปัตตานีได้ถูกใช้เป็นพื้นที่การประท้วงของบรรดาปัญญาชน นักศึกษาและชาวบ้านอีกครั้งในกรณีของการเรียกร้องความยุติธรรมและการขอยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้ยังคงเป็นที่รวมตัวรับฟังจราเมาะห์อากามาเช่นเดิม (หน้า 26)

Settlement Pattern

-

Demography

-

Economy

-

Social Organization

-

Political Organization

นับตั้งแต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการรวมศูนย์อำนาจ โดยมีระบบเทศาภิบาลเป็นกลไกควบคุมหัวเมืองต่าง ๆ และตามมาด้วยการปฏิรูปการปกครองขนานใหญ่ในสยาม ทำให้ระบบการปกครองแบบรัฐไทยเข้ามาแทนที่ระบบการปกครองเดิมของชาวมลายู
การพัฒนาที่เจริญจากเดิมอย่างรวดเร็ว ด้านหนึ่งก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่มากมายทั้งการแปรสภาพของระบบการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงค่านิยม วัฒนธรรมและภาษา 
นอกจากนั้นการที่ต้องปะทะกับกระแสอิสลามานุวัตรจากโลกตะวันตก ชาวมลายูมุสลิมสายจารีตต้องหันมาเจอกับปัญหาภายในกันเองในปี พ.ศ.2523 จากกลุ่มมลายูรุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาจากอาหรับได้นำแนวคิดปฏิรูปศาสนาเข้ามาปรับใช้ในพื้นที่โดยมีแนวคิดที่จะขจัดสิ่งอุตริกรรมหรือสิ่งที่ศาสดาไม่ได้ปฏิบัติ จนกลุ่มสายจารีตต้องหาทางตอบโต้ (สรุปจากหน้า 29-49)

Belief System

ชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้ของไทย แต่เดิมนับถือฮินดู-พราหมณ์ ต่อมาเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 12-14 ศาสนาอิสลามได้เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ ดังนั้น จึงทำให้คนท้องถิ่นที่รับเอาศาสนาอิสลามมีการผสมผสาน ประยุกต์แนวคิด หลักการศาสนาอิสลามเข้ากับความเชื่อแบบเดิม มีพิธีกรรมที่ยึดโยงกับวิธีชีวิตท้องถิ่นของตนเอง (น.6)

Education and Socialization

“จราเมาะห์อากามา” เป็นกระบวนการส่งต่อความรู้ด้านศาสนาของชาวมลายูมุสลิมสายจารีตในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ลักษณะของพิธีกรรม คือ การบรรยายศาสนาในพื้นที่สาธารณะที่เป็นกิจกรรมในระดับสังคม มีผู้บรรยาย ผู้จัด และมีผู้ร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก โดยมีลักษณะการบรรยายในเชิงตีความศาสนา การอธิบายและประยุกต์ใช้กฎหมายอิสลาม (ชารีอะห์) รวมทั้งการให้แง่คิดในการดำเนินชีวิตของมุสลิมในสถานการณ์ปัจจุบัน (หน้า 5) จราเมาะห์อากามามีวิธีการหรือกระบวนการที่ถ่ายทอดความรู้ศาสนาและการตีความที่ให้คุณค่ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การใช้ภาษามลายู ค่านิยม คติความเชื่อและโลกทัศน์มลายู และเน้นแก้ปัญหาของการดำเนินชีวิตในสังคม (หน้า 153) อย่างไรก็ตามสำหรับชาวมลายูมุสลิมที่เข้ามารับฟังเทศนาธรรม มักใช้คำเรียกตามภาษาชาวบ้าน เช่น บายันอากามา (บรรยาย) มืองาจาร (สอน) แต่งานชิ้นนี้ผู้วิจัยใช้คำว่า “จราเมาะห์อากามา” (หน้า 5)
การจราเมาะห์อากามา สามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือช่วงที่หนึ่ง บาบอบรรยายคำสอนในกีตาบยาวีที่แปลอัลกุรอ่าน ช่วงที่สอง บาบอจะบรรยายวัจนะและประวัติศาสตร์ท่านศาสดามูหัมหมัด ช่วงที่สามจะเป็นการเปิดให้ตั้งคำถามทั้งจากการบรรยายและประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่แต่ละคนเผชิญหรือข้องใจทางศาสนาและปัญหาที่เผชิญในสังคม (หน้า 76)

Health and Medicine

-

Art and Crafts (including Clothing Costume)

สถาปัตยกรรมมัสยิดกลางปัตตานี
มัสยิดกลางปัตตานีมีรูปทรงทางด้านสถาปัตยกรรมแบบตะวันออกกลาง เป็นอาคารชั้นเดียวมีโดมขนาดใหญ่สีเขียว 5 โดม และหอคอยสูง 4 หอ ตั้งตระหง่านเป็นจุดเด่น ด้านหน้ามัสยิดมีสระน้ำพุ และสนามหญ้าสวนดอกไม้และต้นอินทผาลัม ตัวอาคารถูกตกแต่งด้วยกระเบื้องสีครีมแดง มีเสาประกอบหลายต้น มีประตู 3 ด้าน ด้านหน้าเป็นประตูใหญ่ ข้างบนประตูเป็นอักษรภาษาอาหรับและภาษาไทย ซึ่งเป็นชื่อ มัสยิดกลางปัตตานี ในภาษาอาหรับ มีชื่อว่า มัสยิดยาแมหฺฟาตอนีย์ บริเวณตัวอาคารประกอบไปด้วยหน้าต่างและกระจกล้อมรอบตัวอาคาร จึงมีลักษณะโล่งกว้างอากาศถ่ายเทเป็นอย่างดี (หน้า 59)
การแต่งกาย
จุดเด่นของกลุ่มคนที่เข้าร่วมการจราเมาะห์อากามาในวันเสาร์ คือ การแต่งกายที่ไม่ได้เป็นปกติธรรมในชีวิตประจำวัน กลุ่มผู้ชาย จะการแต่งกายด้วยชุดตะโล๊ะบลางอ ผ้าโสร่ง ที่มีทั้งสีขาว ดำและสีโอรส ส่วนกลุ่มผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดกูรง ชุดอาบายะห์ ซึ่งมีสีสันหลากหลายสี ชุดแต่งกายเช่นนี้ คือชุดประจำถิ่นของชาวมลายูมุสลิมเป็นเครื่องบ่งชี้หรือแสดงว่า เป็นมุสลิมหรือเป็นคนมลายู การแต่งกายยังมีผลต่อความรู้สึกในแง่ศาสนา เช่น การปกปิดร่างกายตามหลักคำสอนศาสนาและเป็นชุดที่เหมาะสมกับการทำพิธีทางศาสนาหรือละหมาดและยังส่งผลต่อความรู้สึกใกล้ชิดกับศาสนาและพระเจ้ามากกว่า การใส่เสื้อผ้าทั่วไป (หน้า 152)

Folklore

-

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

-

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมมาจากการพัฒนาของรัฐและกระแสความทันสมัยจากโลกตะวันตก  ในหมู่ชาวมลายูมุสลิมรุ่นใหม่เริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและรับวัฒนธรรมค่านิยมใหม่จากคนกรุงเทพ เนื่องจากการบริโภคสื่อโทรทัศน์ การรับข้อมูลจากสื่อบันเทิงต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นละคร รายการบันเทิง ภาพยนตร์ ส่งผลให้เกิดการยอมรับและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ดังเช่น การแสดงออกเสรี พฤติกรรม ท่าทาง ลักษณะการแต่งกายที่ไม่ปกคลุมมิดชิดหรือรัดตัวมากขึ้น ภาษาไทยหรือแม้แต่ความนิยมในวัตถุ ปัจจุบันเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในด้านนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนยังได้รับอิทธิพลของค่านิยมที่มาจากกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงประเทศมาเลเซียด้วยเช่นกัน ทำให้เห็นถึงรสนิยมที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะความนิยมในแฟชั่นการแต่งกาย ดังที่พบในปัจจุบัน คือ วัยรุ่นสตรีมุสลิมนิยมการแต่งกายแฟชั่นเสื้อผ้าที่มีสีสัน มี2ลูกปัด ลายดอก หลายหลายรูปแบบ ซึ่งนำเข้าจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ทั้งนี้ชุดการแต่งกายเหล่านี้ยังมีการผสมผสานระหว่างชุดแต่งกายแบบทันสมัยหรือแบบจากตะวันตกกับผ้าคลุม (ฮีญาบ) ในแบบมุสลิม (น.37-38)

Critic Issues

-

Other Issues

-

Google Map

Map/Illustration

1. รูปภาพแผนที่พื้นที่ศึกษา (มัสยิดกลางปัตตานี) หน้าที่ 25
2. รูปภาพโครงสร้างของกลุ่มจราเมาะห์อากามา หน้าที่ 62
3. รูปภาพกระบวนการจราเมาะห์อากามา หน้า 80

Text Analyst สมคิด แสงจันทร์ Date of Report 08 มิ.ย 2562
TAG มุสลิมมลายู, จราเมาะห์อากามา, ขบวนการเคลื่อนไหวทางศาสนา, มัสยิดกลางปัตตานี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง