ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject วัฒนธรรมอาข่า, การสืบทอดวัฒนธรรมอาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์อาข่า, รูปแบบการศึกษาเพื่อการสืบทอดวัฒนธรรม, การศึกษาอาข่า
Author อุทัย ปัญญาโกญ
Title การนำเสนอรูปแบบการศึกษาเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมอาข่า
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity อาข่า, Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) Total Pages 394 Year 2547
Source วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนศึกษา ภาควิชานโยบาย การจัดการ และความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการหารูปแบบทางการศึกษาทั้งสามประเภท ได้แก่ การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพื่อการสืบทอดวัฒนธรรมอาข่า เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การสืบทอดวัฒนธรรมระหว่างผู้อาวุโสและเยาวชนลดน้อยลง และยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เช่น พิธีกรรมความเชื่อ การประกอบอาชีพ การแต่งกาย เป็นต้น ผู้ศึกษาจึงได้ลงพื้นที่หมู่บ้านอาข่าเพื่อหาคุณค่าทางอัตลักษณ์ของชาวอาข่า จากผู้อาวุโส ผู้ปกครอง และเยาวชนตามกรอบแนวคิดทางวัฒนธรรม จนได้รูปแบบการจัดการศึกษาทั้งสามประเภท โดยเน้นถึงการมีส่วมร่วมของทุกภาคส่วนในการสืบทอดวัฒนธรรม

Focus

ชาวอาข่าในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาการสืบทอดวัฒนธรรมระหว่างคนรุ่นเก่า และเยาวชน เนื่องจากบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และการศึกษาแบบสมัยใหม่ที่หล่อหลอมความคิด และวิถีชีวิตของชาวอาข่าให้ห่างเหินจากกรอบปฏิบัติแบบเดิม ผู้ศึกษาจึงต้องการหาคุณค่าของวัฒนธรรมชาวอาข่า ตลอดจนหาแนวทางการศึกษาที่ช่วยให้เกิดการสืบทอดวัฒนธรรมอาข่าอย่างเหมาะสม โดยลงพื้นที่ศึกษา 2 แห่ง ได้แก่ หมู่บ้านห้วยขี้เหล็ก และหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยและศึกษาผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากทั้งผู้อาวุโส กลุ่มผู้นำวัฒนธรรมอาข่า(กลุ่มผู้ปกครอง) กลุ่มเยาวชนอาข่า ที่ร่วมกันสะท้อนแง่มุมตามแนวคิดวัฒนธรรม จนเกิดเป็นแนวทางการศึกษาทั้ง 3 ประเภท ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย

Theoretical Issues

ชาวอาข่าในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาการสืบทอดวัฒนธรรมระหว่างคนรุ่นเก่า และเยาวชน เนื่องจากบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และการศึกษาแบบสมัยใหม่ที่หล่อหลอมความคิด และวิถีชีวิตของชาวอาข่าให้ห่างเหินจากกรอบปฏิบัติแบบเดิม ผู้ศึกษาจึงต้องการหาคุณค่าของวัฒนธรรมชาวอาข่า ตลอดจนหาแนวทางการศึกษาที่ช่วยให้เกิดการสืบทอดวัฒนธรรมอาข่าอย่างเหมาะสม โดยลงพื้นที่ศึกษา 2 แห่ง ได้แก่ หมู่บ้านห้วยขี้เหล็ก และหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยและศึกษาผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากทั้งผู้อาวุโส กลุ่มผู้นำวัฒนธรรมอาข่า(กลุ่มผู้ปกครอง) กลุ่มเยาวชนอาข่า ที่ร่วมกันสะท้อนแง่มุมตามแนวคิดวัฒนธรรม จนเกิดเป็นแนวทางการศึกษาทั้ง 3 ประเภท ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มชาติพันธุ์อาข่า กลุ่มอูโล้อาข่า และกลุ่มลอมี้อาข่า

Language and Linguistic Affiliations

Study Period (Data Collection)

1 มีนาคม 2546 – 31 มีนาคม 2547

History of the Group and Community

เนื่องจากผู้ศึกษาทำการวิจัยใน 2 พื้นที่ จึงขอแบ่งที่มาการตั้งถิ่นฐาน ดังนี้
ชาวอาข่าหมู่บ้านห้วยขี้เหล็กเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากบ้านแสนเจริญ อำเภอแม่สรวย เนื่องจากพื้นที่เดิมขาดความอุดมสมบูรณ์ และด้วยผู้นำเกิดข้อขัดแย้งกับหมอผี โดยในปี พ.ศ. 2508 ผู้นำ 4 คน ได้แก่ นายพี้เจะ จูเปาะ (นายแสน หน่อคำ) ตำแหน่งหมอสวดพิธี นายอาจวย จูเปาะ ตำแหน่งผู้นำสูงสุดด้านวัฒนธรรม นายอาซู จูเปาะ ตำแหน่งช่างตีเหล็ก นายปอโล จูเปาะ ได้รวบรวมกลุ่มญาติ 18 หลังคาเรือน มาตั้งถิ่นฐานห่างจากที่อยู่เดิมทางทิศตะวันออก 15 กิโลเมตร บนภูเขาเหนือลำน้ำห้วยขี้เหล็ก ต่อมาในบริเวณดังกล่าวได้มีชาวอาข่าจากพื้นที่อื่นๆ เช่น บ้านแสนใจ บ้านป่าซางนาเงิน บ้านสามัคคีเก่า อำเภอแม่จัน บ้านผาหมี อำเภอแม่สาย อพยพมาอาศัยเพิ่มเติม จึงทำให้หมู่บ้านห้วยขี้เหล็กเป็นหมู่บ้านอูโล้อาข่าที่ใหญ่ที่สุดหมู่บ้านหนึ่ง
ชาวอาข่าหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากประเทศพม่าในปีพ.ศ. 2476 นำโดยนายโล๊ะชา อายิกู่ รวบรวมชาวบ้าน 25 ครัวเรือนมาตั้งหมู่บ้านบนอ่างเก็บน้ำป่ากล้วย ปีพ.ศ. 2496 ได้อพยพมาบริเวณที่ตั้งสำนักงานบริษัท นวุติ โดยมีชาวบ้านแม่หม้อ อำเภอแม่ฟ้าหลวง มาอาศัยเพิ่มเติม จนเมื่อ พ.ศ. 2500 มีชาวบ้าน 8 ครอบครัวจากบ้านป่าซางแสนสุดแดนเก่ามาสมทบ แต่เกิดการเจ็บป่วย จึงได้ย้ายมาบริเวณโรงเพาะชำเนื้อเยื่อป่ากล้วย และเกิดลางร้ายขึ้นอีกครั้ง จนในที่สุดย้ายมาตั้งถิ่นฐานบริเวณสวนแม่ฟ้าหลวง ทางด้านล่างพระตำหนักดอยตุง 65 ครอบครัว นำโดยนายหล่อโจ ยาแปงกู่ ซึ่งต่อมาถูกยิงเสียชีวิต จึงได้นายอาแม ยาแปงกู่ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายเป็นคนแรก และนายปรีชา พิมลสมบัติกิจ ดำรงตำแหน่งจื่อมะ (ผู้นำสูงสุดด้านวัฒนธรรม)

Settlement Pattern

หมู่บ้านชาวอาข่าแต่ละกลุ่มมีรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ มีบ้านผู้นำตั้งอยู่จุดศูนย์กลางของหมู่บ้าน และมีบ้านของลูกบ้านรายล้อม ซึ่งแสดงออกถึงการยอมรับอำนาจจากศูนย์กลาง สำหรับทำเลที่ตั้ง มักจะตั้งถิ่นฐานบริเวณไหล่เขา ไม่ตั้งใกล้แหล่งน้ำ เนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้ไม่สบายและนำสิ่งชั่วร้ายมาให้ ทั้งนี้ พื้นที่หมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยติดกับโครงการพัฒนาดอยตุงซึ่งมีนโยบายวางแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบโครงการจึงทำให้การตั้งบ้านเรือนเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาด ไม่มีการตั้งบ้านเรือนที่กีดขวางภูมิทัศน์โดยรอบ ซึ่งต่างจากหมู่บ้านห้วยขี้เหล็กที่มีการรุกพื้นที่ป่าในการตั้งถิ่นฐาน จนต้องทำพิธีบวชป่าเพื่อสงวนพื้นที่ป่าไว้

Demography

หมู่บ้านห้วยขี้เหล็กมีจำนวนประชากร 535 คน 97 หลังคาเรือน แบ่งเป็นเพศหญิง 272 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าเพศชายที่มีจำนวน 263 คน โดยมีจำนวนของกลุ่มวัยทำงาน อายุ 21-50 ปีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 43(หน้า 102)
หมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยมีจำนวนประชากร 555 คน 131 ครอบครัว 77 ครัวเรือน แบ่งเป็นเพศชาย 271 คน และเพศหญิงจำนวน 284 คน โดยมีจำนวนกลุ่มอายุ 21-50 ปี มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 42 (หน้า 118)

Economy

หมู่บ้านห้วยขี้เหล็กแต่เดิมอาชีพหลักของหมู่บ้าน คือการทำไร่ข้าว ข้าวโพด เลี้ยงหมู และไก่ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตและพิธีกรรมของชาวอาข่า แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อชาวบ้านได้ ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของชาวอาข่าในหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้สินจำนวนมากถึง 17 ล้านบาท (ปีพ.ศ. 2546)เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และไม่พอใช้จ่ายซื้อของที่ต้องการได้ แม้จะมีบางครอบครัวหันมาปลูกพืชเกษตรเชิงเดี่ยวมากขึ้น เช่น มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ขิง กาแฟ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน จนทำให้คนหนุ่มสาวต้องทำงานงานรับจ้างในพื้นที่ราบมากขึ้น
หมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยเนื่องจากหมู่บ้านตั้งอยู่บริเวณโครงการพัฒนาดอยตุง จึงทำให้มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ โดยทางโครงการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้ครอบครัวละ 1 แปลงตามจำนวนสมาชิกครอบครัว จึงปรับการปลูกแปลงข้าวแทรกในไร่กาแฟ ซึ่งการปลูกกาแฟเป็นอาชีพหลักของคนในหมู่บ้านในปัจจุบัน และมีรายได้พอเพียงต่อการกินอยู่ แต่บางครอบครัวมีโอกาสไปทำงานที่ไต้หวัน ซึ่งทำให้เกิดรายได้จำนวนมากกว่า ทั้งนี้ รายได้เฉลี่ยของหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยอยู่ที่ 23,536 บาทต่อปี โดยมาจากการรับจ้างนอกพื้นที่มากที่สุด

Social Organization

ชาวอาข่าจะมีระบบเครือญาติโดยมีการท่องรายชื่อบรรพบุรุษ ที่เรียกว่า จึ โดยชาวอาข่าจะนับญาติสนิทขึ้นลง 3 รุ่น ทั้งนี้ ผู้นำพื้นที่นั้นๆ มาจากตระกูลใหญ่ เนื่องจากมีจำนวนในการลงเสียงมากกว่าตระกูลอื่นๆ ตัวอย่างเช่น หมู่บ้านห้วยขี้เหล็กประกอบด้วย 9 ตระกูล เรียงจากสกุลใหญ่ไปสกุลเล็ก ได้แก่ จูเปาะ มาเยอะ ยือแจะ อานิ เยซอ จูเตาะ เลซอ เซอมื่อ และอ่วยลอ ซึ่งผู้นำของหมู่บ้านนี้มาจากตระกูล จูเปาะ

Political Organization

ผู้ศึกษาแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
การปกครองแบบทางการมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หรือตำแหน่งอื่นๆ เช่น องค์กรบริหารส่วนตำบล(อบต.) อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) โดยมีข้อสังเกตว่าผู้นำการปกครองแบบทางการจะเป็นผู้ที่มีอายุน้อย
การปกครองตามประเพณีเป็นผู้นำทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย (1) จื่อมะ ผู้นําสูงสุดด้านวัฒนธรรมอาข่า (2)พี้มะ หมอสวดทําพิธี(3)บาจี ช่างตีเหล็ก(4)หน่าเงอ ผู้ช่วยจื่อมะทําหน้าที่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางความเชื่อ(5)ขะหม่า ผู้รอบรู้ด้านวัฒนธรรมและสังคม(6)ยี่ผ่า หมอทรงเพื่อทำพิธีถามผีบรรพบุรุษ

Belief System

ความเชื่อของชาวอาข่า เป็นการนับถือบรรพบุรุษ หรืออาจเรียกว่านับถือศาสนาพุทธ-ผี ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อเดิมและศาสนาพุทธที่มีความสอดคล้องกัน โดยไม่เกิดความขัดแย้ง เช่น การมีหิ้งบูชา หรือการที่ชาวอาข่าเคยบวชเรียนจนสามารถยกฐานะเป็นผู้นำชุมชนได้ ทั้งนี้ ชาวอาข่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีพิธีกรรมเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ชาวอาข่าในบางพื้นที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมพิธีกรรมของชาวอาข่าได้ อย่างไรก็ตาม การมีความเชื่อและศาสนาที่แตกต่างกันกำลังเป็นสิ่งที่ท้าทายกับการสืบทอดวัฒนธรรมอาข่า อย่างในหมู่บ้านห้วยขี้เหล็กความเชื่อที่แตกต่างกันไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง โดยยังเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่หมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยมีการพยายามจำกัดกลุ่มผู้นับถือศาสนาคริสต์เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกกัน และเมื่อมีการประกอบพิธีกรรมช่วงวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดของชาวคริสต์ชาวอาข่าคริสต์ต้องชดเชยเป็นอย่างอื่น หรือทำงานในช่วงวันอื่นทดแทนการที่ไม่สามารถเข้าร่วมพิธีกรรมได้
การประกอบพิธีกรรมของชาวอาข่าในรอบปีมีจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันมีการลดพิธีกรรมต่างๆลงเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจต่างๆ ผู้ศึกษาได้เข้าร่วมพิธีกรรมในรอบปีระหว่าง 2 หมู่บ้าน(1) พิธีกรรมหมู่บ้านห้วยขี้เหล็ก ประกอบด้วย 16 พิธีกรรม(หน้า 107) ได้แก่
- ประเพณีปีใหม่ลูกข่าง (ค๊า ท้อง อาเผ่ว) ต้นเดือนมกราคม
- ประเพณีไข่แดง (ขึ่มสึขึ่มมี้ อาเผ่วหรือวันเด็กชนเผาอาข่า) ชวงเดือนเมษายน
- พิธีปลูกประตูหมู่บ้าน (ล้อ ข่อง ดู่-เออ) ช่วงเดือนเมษายน
- พิธีบูชาศาลพระภูมิเจ้าที่ (มี้ซ้อง ล้อ-เออ) ต้นเดือนพฤษภาคม
- การปลูกข้าวครั้งแรก (แช้ คา อาเผ่ว) ปลายเดือนพฤษภาคม
- อยู่กรรมให้สัตว์ในดิน (บู่เด๊ แจะ ลอง เออ) เดือนมิถุนายน
- อยู่กรรมการกำจัดศัตรูข้าว (เบ่วโก๊ะ ลองเออ) เดือนกรกฎาคม
- ประเพณีบํารุงขวัญข้าว (ขึ่มผีลองเออ) เดือนกรกฎาคม
- ประเพณีโล้ชิงช้า (แย้ ขู่ อาเผ่ว) เดือนสิงหาคม
- ประเพณีไหว้ครูของผู้นําอาข่า (ยอ ละ อาเผ่ว) เดือนกันยายน
- พิธีถอนขนไก่ (ยา จิจิอาเผ่ว) เดือนตุลาคม
- ประเพณีไล่ผี (ค๊า แยะ อาเผ่ว ) เดือนตุลาคม
- พิธีอยู่กรรมตั๊กแตน (แจ บ๊อง ลอง เออ) เดือนพฤศจิกายน
- ประเพณีกินข้าวใหม่ (ยอพู นองหมื่อ เช้ เออ) เดือนพฤศจิกายน
- พิธีทํากระบอกเหลาพิธี (แช้สึ จี้บ่า ฉี่ล้อ เออ) เดือนธันวาคม
- พิธีเกี่ยวข้าวสุดท้าย (บ่อเยว แปยะ เออ) เดือนธันวาคม
นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมที่จัดขึ้นภายในครอบครัว และพิธีในการรักษาอาการเจ็บป่วยมากกว่า 8 พิธี (หน้า 108)
(2) พิธีกรรมหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วย ประกอบด้วย 12 พิธีกรรม เรียงตามรอบเดือน (หน้า 123) ดังนี้
- ประเพณีปีใหม่ลูกข่าง (ค๊า ท้อง อาเผ่ว) ต้นเดือนมกราคม
- ประเพณีไข่แดง (ขึ่มสึ ขึ่มมี้ อาเผ่วหรือวันเด็กชนเผาอาข่า) ชวงเดือนเมษายน
- พิธีสักการะประตูคุ้มครองหมู่บ้าน (ล้อข่อง ดู่-เออ) ชวงเดือนเมษายน
- พิธีบูชาศาลพระภูมิเจ้าที่ (มี้ซ้อง ล้อ-เออ) ต้นเดือนพฤษภาคม
- การปลูกข้าวครั้งแรก (แช้ คา อาเผ่ว) ปลายเดือนพฤษภาคม
- ประเพณีโล้ชิงช้า (แย้ ขู่ อาเผ่ว) เดือนสิงหาคม
- ประเพณีไหว้ครูของผู้นํา (ยอ ละ อาเผ่ว) เดือนกันยายน
- พิธีถอนขนไก่ (ยาจิจิอาเผ่ว) เดือนตุลาคม
- ประเพณีไล่ผี (ค๊า แยะ อาเผ่ว ) เดือนตุลาคม
- ประเพณีกินข้าวใหม่ (ยอพู นองหมื่อ เช้ เออ) เดือนพฤศจิกายน
- พิธีทํากระบอกเหลาพิธี (แช้สึ จี้บ่า ฉี่ล้อ เออ) เดือนธันวาคม
- พิธีเกี่ยวข้าวสุดท้าย (บ่อเยว แปยะ เออ) เดือนธันวาคม
สำหรับพิธีกรรมย่อยของหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยจะมีจำนวนน้อยกว่าหมู่บ้านห้วยขี้เหล็ก ทั้งพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าว (ข้าวเป็นส่วนประกอบสำคัญในพิธีกรรมต่างๆ ของชาวอาข่า) เนื่องจากจากไม่มีไร่ข้าว เหมือนหมู่บ้านห้วยขี้เหล็ก สำหรับพิธีกรรมเกี่ยวกับการรักษา ที่ชาวอาข่าในปัจจุบันนิยมไปรักษากับหมอสมัยใหม่มากกว่าการรักษาแบบดั้งเดิม

Education and Socialization

ผู้ศึกษาได้แบ่งประเภทการศึกษาออกเป็น 3 ประเภท สำหรับพื้นที่วิจัย 2 หมู่บ้าน ดังนี้
(1) หมู่บ้านห้วยขี้เหล็กโดยทั่วไปแล้วชาวอาข่าที่มีอายุมากกว่า 40 ปีไม่สามารถสื่อสารภาษาเหนือหรือภาษากลางได้ เพราะไม่ได้รับการศึกษาจากส่วนกลาง อย่างไรก็ตาม เยาวชนชาวอาข่าในปัจจุบันได้รับการศึกษาในระบบมากขึ้น
- การศึกษาในระบบ มีโรงเรียนบ้านห้วยขี้เหล็ก ก่อตั้งขึ้นโดยคณะมิชชันนารี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และได้รับการพัฒนาจัดสร้างอาคาร2 ห้องเรียนโดยนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีพ.ศ. 2523 ในงานวิจัยระบุว่า โรงเรียนแห่งนี้มีจำนวนนักเรียน 123 คน ครูประจำ 4 คน และครูจ้าง 1 คน และได้เปิดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ แต่ยังประสบปัญหาในการขาดอัตราครู ครูไม่รู้จักวัฒนธรรมอาข่า และไม่มีหลักสูตรท้องถิ่น
-การศึกษานอกระบบ ในหมู่บ้านห้วยขี้เหล็กไม่มีศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
-การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการเข้าร่วมและสังเกตพิธีกรรมต่างๆ เพื่อการสืบทอดวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งปัจจุบันขาดการสืบทอด เนื่องจากลูกหลานไปรับจ้างในพื้นที่ราบ
(2) หมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยมีสภาพการณ์คล้ายกับหมู่บ้านห้วยขี้เหล็ก ที่ว่าชาวอาข่าอายุมากกว่า 45 ปี ไม่เข้าใจภาษาไทย แต่กลุ่มคนที่มีอายุน้อยกว่านั้น สามารถเข้าใจและสื่อสารภาษาไทยและภาษาจีนได้ เนื่องจากได้รับการศึกษาระบบโรงเรียน และบางคนมีโอกาสทำงานต่างประเทศ
-การศึกษาในระบบ มีโรงเรียนอนุบาลแม่ฟ้าหลวง เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นโรงเรียนในระบบที่มีหลักสูตรท้องถิ่น คือวิชาพฤกษศาสตร์ และมีการกำหนดให้มีการแต่งกายชุดประจำเผ่าทุกวันศุกร์ เนื่องจากมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในโรงเรียนแห่งนี้
-การศึกษานอกระบบ มีศูนย์ประสานงานการศึกษานอกโรงเรียนประจำหมู่บ้าน และมีห้องสมุดประจำหมู่บ้าน
-การศึกษาตามอัธยาศัย ปัจจุบันมีผู้รู้วัฒนธรรมอาข่าน้อยลง เนื่องจากการสื่อสาร และมุมมองระหว่างผู้สูงอายุกับลูกหลานต่างกัน

Health and Medicine

การรักษาสุขภาพโดยการพึ่งพาตนเองจะเป็นการนำเอาสมุนไพรมาปรุงเป็นยา และการรักษาแบบให้ขวัญกำลังใจ ผ่านการประกอบพิธีกรรมต่างๆ โดยมีรายละเอียดในการรักษาต่างกันไป เช่น พิธีรักษาคนไข้ (หน้า 108) พิธีเรียกขวัญผู้ป่วย พิธีทำนายรักษาโรค (หน้า 123) แต่ละพิธีกรรมจะมีหมอผีเป็นผู้นำพิธีนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึง สะล้า หรือขวัญ ที่เมื่อออกจากร่าง จะเกิดอาการเจ็บป่วย จึงต้องมีการทำพิธีเรียกขวัญกลับคืนร่าง

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ด้านสถาปัตยกรรม 
หมู่บ้านห้วยขี้เหล็กมีศูนย์กลางของหมู่บ้านคือบ้านของจื่อมะ (ผู้นำสูงสุด) และมีบ้านของลูกบ้านรายล้อม ตัวบ้านทำด้วยไม้ไผ่มุงหลังคา บนหลังคามีกาแล ตัวบ้านยกสูงจากพื้นราว 1-2 เมตร ภายในบ้านมีระเบียงหน้าบ้าน หลังบ้าน มีบันได และประตู 2 ด้าน ภายในบ้านแยกเป็นพื้นที่ของผู้ชายและผู้หญิง แต่ละส่วนมีเตาไฟ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการใช้ต่างกัน โดยเตาไฟส่วนพื้นที่ของผู้ชายใช้ประกอบพิธีกรรม หรือต้มชาต้อนรับแขก และเตาไฟของผู้หญิงใช้ทำอาหาร สำหรับพื้นที่ของเพศหญิงจะมีหิ้งผีบรรพบุรุษ (อะพีเปาะเหลาะ) ที่เป็นกระบอกไม้ไผ่ อยู่บนหัวนอน
หมู่บ้านอาข่าป่ากล้วยภูมิทัศน์โดยรอบมีความสอดคล้องกับโครงการพัฒนาดอยตุง ตัวบ้านสร้างด้วยปูนมุงกระเบื้องมีสาธารณูปโภคที่ดีกว่าหมู่บ้านห้วยขี้เหล้ก แต่ภายในตัวบ้านยังมีการแยกพื้นที่สำหรับชายและหญิง ยกเว้นการสร้างห้องนอนของลูกชายและลูกสะใภ้ภายนอกเขต
เขตเสาบ้าน เพื่อให้ลูกชายและภรรยาได้อยู่ด้วยกัน
ด้านการแต่งกาย
หนุ่มสาวชาวอาข่าในปัจจุบัน แต่งชุดตามสมัยนิยม แต่การแต่งกายตามชุดประจำเผ่ายังสามารถพบเห็นได้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และตามโอกาสต่างๆเพื่อแสดงถึงความเสมอภาคทางสังคม ตลอดจนการทำเป็นของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว แม้ว่าจะเลิกการปลูกฝ้ายและทอผ้า ชาวอาข่าได้นำผ้าใยสังเคราะห์มาตัดเย็บเป็นชุดอาข่าในรูปแบบเดิม และดัดแปลงลวดลายใหม่ๆตามความนิยม 

Folklore

ในงานวิจัยปรากฎตำนานของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ดังนี้
- เรื่องเล่าเกี่ยวกับพิธีกรรมที่มีอยู่เป็นจำนวนมากของชาวอาข่า เมื่ออะเพอหมี่แยได้ประกาศพิธีกรรมแก่คนเมือง คนจีน ลาหู่ ลีซอ และชาวอาข่า ซึ่งต่างนำตะกร้าที่มีรูรั่วมารองรับ เว้นเพียงชาวอาข่าที่นำย่ามใส่ข้าวสารมารับไว้ จึงทำให้ชาวอาข่ามีพิธีกรรมมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ (หน้า 106)
- การแยกพื้นที่ระหว่างชายและหญิง เกิดจากตำนานที่ว่า ในอดีตคนและสัตว์อาศัยร่วมกัน และเมื่ออะเพอหมี่แยสร้างมนุษย์ มีผู้ชายที่ขาดคู่ จึงได้ผีมาเป็นเมีย และทำให้ผู้ชายและผู้หญิงต้องแยกกันนอน (หน้า 137)
- การแต่งกายของหญิงชาวอาข่า เกิดจากตำนานที่ว่า ชายชาวอาข่าได้ผีเป็นครึ่งคน ครึ่งเสือ และไม่สวมเสื้อผ้า จึงนำเอาถุงย่ามไปห่มตัวนางไว้ตามส่วนต่างๆ อย่างส่วนหมวกก็ได้จากเขี้ยวของนางที่ถอดไว้หลังจากได้กินสามีคนแรก เป็นต้น (หน้า 143)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

อัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์อาข่าในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาในด้านการสืบทอดทางวัฒนธรรม เนื่องจากสภาพสังคม และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การสืบทอดทางวัฒนธรรมระหว่างผู้อาวุโส และเยาวชนจึงลดน้อยลง อัตลักษณ์บางอย่างยังคงดำรงอยู่ เช่น ภาษา ศิลปะ สุนทรียะ ชุดแต่งกาย อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมบางอย่างกำลังเลือนหาย เช่น ศาสนา ความเชื่อ และการดำรงชีพแบบดั้งเดิม ตลอดจนอัตลักษณ์บางประการมีการปรับตัว เช่น การปลูกแปลงข้าวไร่กาแฟ การลดจำนวนควายที่ใช้ประกอบพิธีศพ การสร้างบ้านด้วยปูนมุงหลังคากระเบื้อง การใช้ผ้าใยสังเคราะห์แทนการปลูกฝ้ายและทอผ้าแบบเก่า หรือการร้องเพลงประกอบประเพณีนอกฤดูกาลได้ อย่างไรก็ตาม เยาวชนอาข่าได้เล็งเห็นคุณค่า/อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมชาวอาข่า ตามประเด็นดังนี้
-เป็นภูมิปัญญาเพื่อพึ่งตนเองและการดำรงชีพที่เหมาะสม
-สร้างความเป็นปึกแผ่นแก่ชุมชน และการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนวัฒนธรรมชาวอาข่า
-เป็นกรอบควบคุมความประพฤติ ผ่านจารีต ประเพณี ค่านิยม
-ช่วยปรับระบบความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสังคม คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
-เสริมทักษะการเรียนรู้ และเป็นฐานในการเรียนรู้เรื่องอื่นๆ
-เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์นันทนาการ ผ่อนคลาย พัฒนาอารมณ์ สังคม จิตใจ
-ความสามารถในการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและกาลสมัย
-ก่อให้เกิดความรัก ความภูมิใจในตนเอง และเอกลักษณ์ศักดิ์ศรีของเผ่า
นอกจากนี้ ในงานวิจัยยังระบุว่า กลุ่มผู้นำอาวุโสยังคงต้องการสืบทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอาข่า แต่กลุ่มผู้ปกครองยังเล็งเห็นถึงการปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และกลุ่มเยาวชนที่มองถึงการปรับเปลี่ยน และการละทิ้งวัฒนธรรมบางอย่างของชาวอาข่า (หน้า 189)

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมของชาวอาข่าแบ่งได้เป็น 2 ส่วน
(1) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายใน ได้แก่ การเคารพและนับถือผู้อาวุโส การถือปฏิบัติตามคุณสมบัติของตำแหน่ง ค่านิยมที่ขัดแย้งกับปัจจุบัน ทัศนคติที่ว่า เด็กคือวัยแห่งการเล่น และผู้ใหญ่คือวัยในการประกอบอาชีพและการเรียนรู้วัฒนธรรม ผู้หญิงไม่ต้องรู้เรื่องพิธีกรรม การขาดตอนของวัฒนธรรม และความไม่ภูมิใจในชาติพันธุ์ตนเอง
(2) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกได้แก่ โครงการ/กระบวนการต่างๆ ของรัฐ  การศึกษาจากส่วนกลาง กฎหมายของรัฐไทย การเผยแพร่ของศาสนาอื่นๆ การท่องเที่ยว ความทันสมัยและค่านิยมของสังคมพื้นราบ

Critic Issues

Other Issues

กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมอาข่า(หน้า 331) ตามประเภทการศึกษา ดังนี้
-การศึกษาในระบบ ได้เสนอการจัดหลักสูตรท้องถิ่นที่เกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่ร่วมกำหนดวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย
-การศึกษานอกระบบ โดยให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันจัดกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอาข่า
-การศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเปิดโอกาสให้ครอบครัวมีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้นำในการถ่ายทอดภูมิปัญญา และพิธีกรรมของชุมชน พร้อมจัดเวทีในการถกเถียงปัญหาต่างๆ ร่วมกัน

Google Map

Map/Illustration

ตาราง
จำนวนประชากรหมู่บ้านห้วยขี้เหล็ก จำแนกตามอายุและเพศ หน้า 102
จำนวนประชากรหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วย จำแนกตามอายุและเพศ หน้า 118
คุณค่าวัฒนธรรมอาข่าต่อเยาวชนในระดับบุคคล หน้า 152
คุณค่าวัฒนธรรมอาข่าต่อเยาวชนในระดับชุมชน หน้า 180
การปรับตัวทางวัฒนธรรมของชาวอาข่า หน้า 187
ความต้องการเก็บรักษา ปรับเปลี่ยน ละทิ้งวัฒนธรรมอาข่า หน้า 189
แนวคิดในการทำหลักสูตรโดยใช้วัฒนธรรมอาข่าเป็นฐาน หน้า 333
แผนภูมิ
แผนที่หมู่บ้านและสถานที่ตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์หมู่บ้านห้วยขี้เหล็ก หน้า 101
แผนที่หมู่บ้านและสถานที่ตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์หมู่บ้านอาข่าป่ากล้วย หน้า 119
การจัดแบ่งพื้นที่ภายในบ้าน หมู่บ้านห้วยขี้เหล็ก หน้า 136
การปรับเปลี่ยนเพื่อขยายห้องต่างๆ ภายในบ้านอาข่าป่ากล้วย หน้า 141
รูปแบบการศึกษาเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมอาข่า หน้า 344

Text Analyst นุชจรี ศรีวิเชียร Date of Report 11 ก.ย. 2561
TAG วัฒนธรรมอาข่า, การสืบทอดวัฒนธรรมอาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์อาข่า, รูปแบบการศึกษาเพื่อการสืบทอดวัฒนธรรม, การศึกษาอาข่า, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง