ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาหู่, การเต้นจะคึ, จังหวัดตาก, ภาคเหนือ, ประเทศไทย
Author สุนิษา สุกิน
Title การเต้นจะคึของลาหู่นะ (มูเซอดำ) กรณีศึกษา ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text -
Ethnic Identity ลาหู่ ลาฮู, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[เอกสารฉบับเต็ม]
Total Pages 188 Year 2552
Source จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

การเต้นจะคึ ซึ่งคำว่า “จะคึ” ในภาษาลาหู่แปลว่าการเต้น เป็นการเต้นเพื่อประกอบการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวลาหู่ คือ ผีและพระเจ้ากื่อซา การเต้นจะคึเกิดขึ้นจากความเชื่อและพิธีกรรมในการดำรงชีวิตของชาวลาหู่ โดยการเต้นเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีกรรมปีใหม่ เกี่ยวข้องกับการเฉลิมฉลองปีใหม่ พิธีกรรมกินข้าวใหม่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและพิธีกรรมที่เรียกขวัญในการรักษาการเจ็บป่วยเกี่ยวข้องกับการรักษาโรค อีกทั้ง ปัจจุบันด้วยเหตุของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สังคมการศึกษาเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการดำเนินชีวิตทำให้ชาวลาหู่นำเอาศิลปวัฒนธรรมการเต้นในการประกอบพิธีกรรมมาเป็นการเต้นเพื่อการต้อนรับ การเต้นเพื่อประกอบพิธีกรรมทุกคนในหมู่บ้านจะเต้น ณ ลานจะคึกื่อ การเต้นเพื่อการเต้นรับผู้แสดงจะเต้น ณ ลานกว้างเขตสาธารณะของหมู่บ้าน ซึ่งผู้แสดงจะสวมชุดประจำเผ่าลาหู่นะ ลักษณะของการเต้นพบว่า การเต้นจะคึเป็นการเต้นประกอบจังหว่ะเพลงของเครื่องดนตรีทั้งหมด 5 ชนิด คือ แคนขนาดใหญ่ แคนขนาดกลาง แคนขนาดเล็ก ซึงและขุ่ย ซึ่งการเต้นเพื่อการต้อนรับจะใช้เครื่องดนตรีเพียง 4 ชนิด โดยไม่สามารถนำแคนขนาดใหญ่มาใช้ได้ การเต้นในพิธีจะมีเครื่องบวงสรวงประกอบเพื่อความเป็นสิริมงคลและความสมบูรณ์ของพิธีกรรม เช่น เทียนขี้ผึ้ง ข้าวตอก ข้าวเปลือก เครื่องเงิน ใบชาแห้ง ยาสูบ ด้ายผูกข้อมือและอาหาร ด้านลักษณะของท่าเต้นนั้นการใช้ศีรษะทั้งนักแสดงชายทั้งหญิงจะเป็นไปอย่างธรรมชาติและอิสระ การใช้ลำตัวมี 2 ลักษณะ คือ ลำตัวทั้งตรงและการเอนลำตัว การใช้มือแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ การใช้มือแบบสัมผัสมือกันโดยตรงและการใช้ผ้าเพื่อจับ การใช้ขา แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือแบบยืนตรง แบบยกขาและการเหวี่ยงขา ซึ่งลักษณะเด่นของการเต้นจะเป็นจังหวะของการใช้เท้าเป็นหลัก การเต้นจะคึนักดนตรีจะเป็นผู้นำในการเต้นเพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียง โดยการเต้นประกอบพิธีกรรมจะเต้นวนทางด้านซ้ายในลักษณะทวนเข็มนาฬิกาจำนวน 7 รอบ ซึ่งการเต้นประกอบพิธีกรรมจะเต้น ณ ลานจะคึกื่อและการเต้นเพื่อการต้อนรับจะเต้น ณ ลานสาธารณะของหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันเพลงที่ใช้เต้นจะคึมีทั้งหมด 23 เพลง มีท่าเต้นทั้งหมด 83 ท่า ซึ่งลักษณะท่าเต้นจะคึของชาวลาหู่นะ เป็นการสื่อให้เห็นถึงความรัก ความอบอุ่น และความสามัคคีในหมู่คณะ

Focus

Theoretical Issues

ผู้ศึกษาเน้นงานภาคสนามด้วยการสังเกตการณ์และจดบันทึกตลอดจนสัมภาษณ์งานเต้นจะคึ   

Ethnic Group in the Focus

ลาหู่นะ 

Language and Linguistic Affiliations

Study Period (Data Collection)

2551-2552

History of the Group and Community

ตำบลด่านแม่ละเมาเคยเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของตำบลพะวอและเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์หลายชนเผ่า เช่น กะเหรี่ยง ม้ง และลาหู่ เป็นต้น การเข้ามาตั้งถิ่นฐานไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเล่าต่อกันมาว่า สมัยของเจ้าเมืองตากหรือพระเจ้าตากสินมหาราชมีการทำสงครามสู้รบกันระหว่างไทยกับพม่า เจ้าเมืองตากได้แต่งตั้ง นายด่านชื่อ พะวอ ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงทำหน้าที่เป็นที่กล่าวขานในความสามารถเชิงการรบของขุนพะวอ ซึ่งปัจจุบันมีการค้นพบร่องรอยกำแพงด่านอาวุธ และวัตถุโบราณที่หมู่ที่ 1 บ้านพะวอ บริเวณที่เป็นที่ตั้งโรงเรียนบ้านแม่ละเมาในปัจจุบัน  
ส่วนประวัติและที่มาของชื่อหมู่บ้านลาหู่ทั้งสองหมู่บ้านพบว่า หมู่บ้านลาหู่ส้มป่อยมีชื่อมาจากเดิมที่ตั้งของหมู่บ้านส้มป่อยเป็นพื้นที่ไร่ของผู้คนในหมู่บ้านอุมยอม จากนั้นผู้คนเหล่านั้นจึงอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ชั่วคราวในไร่ ป่าบริเวณนั้นมีต้นส้มป่อยเป็นจำนวนมากจึงได้ถางหญ้าตัดต้นส้มป่อย ต่อมาจึงมีการสร้างบ้านเรือนและตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อของต้นส้มป่อย
ขณะที่ การตั้งชื่อหมู่บ้านลาหู่ห้วยปลาหลดมีเหตุมาจากในบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านมีลำธารที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำใช้ตลอดปีเป็นแหล่งอาหารประเภทปลามากมาย รวมทั้งมีปลาหลดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จากการที่พื้นที่เหล่านี้อุดมสมบูรณ์ ชาวลาหู่จึงอพยพโยกย้ายมาอาศัยและจัดตั้งหมู่บ้านขึ้นซึ่งชื่อของหมู่บ้านตั้งตามชื่อของปลาหลด
พื้นที่ส่วนใหญ่ของทั้งสองหมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูก อากาศอบอุ่นเย็นสบายในฤดูร้อน ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด หมู่บ้านลาหู่ส้มป่อยมีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 196 หลังคาเรือน มีไฟฟ้าใช้ทุกหลังคาเรือน มีเนื้อที่ทั้งหมด 2,946 ไร่ หมู่บ้านห้วยปลาหลดมีทั้งหมด 284 หลังคาเรือน ในหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่บ้านบางหลังที่มีฐานะทางการเงินดีจะมีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซล) มี เนื้อที่รวมทั้งหมด 2,416 ไร่ ทั้งสองหมู่บ้านจะมีน้ำประปาภูเขาไว้ใช้ในการบริโภคและอุปโภค ในการตั้งบ้านเรือนของหมู่บ้าน บ้านหัวหน้าหมู่บ้านหรือบ้านปู่จารย์จะตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน จากนั้น ชาวลาหูจะตั้งบ้านเรือนอยู่รอบๆ บ้านปู่จารย์ บ้านลาหู่ ณ
หมู่บ้านลาหู่ส้มป่อยและลาหู่ห้วยปลาหลด ปัจจุบันจะปลูกสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งเป็นบ้านที่ค่อนข้างแข็งแรงซึ่งแตกต่างจากอดีต บ้านเรือนส่วนใหญ่จะปลูกแบบใต้ถุนสูง ซึ่งใต้ถุนบ้านจะเป็นที่เก็บกองฟืนสำหรับก่อไฟปรุงอาหารและเป็นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์เสาบ้านพื้นบ้านและฝาบ้านทำด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งหมด เนื่องจากพื้นที่บริเวณรอบๆ หมู่บ้านมีป่าไม้เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ชาวลาหูส่วนใหญ่ตัดไม้มาปลูกสร้างบ้านเรือน ปัจจุบันบ้านของชาวลาหู่ส่วนใหญ่หลังคาจะทำด้วยสังกะสีเพราะมีความคงทนกว่าการใช้หญ้าคาทำหลังคาบ้าน ซึ่งตัวบ้านแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่ 1 ส่วนหน้าของบ้านจะเป็นชานนอกชายคา ส่วนที่สองเป็นห้องนอนซึ่งมีความกว้างประมาณ 4-5 เมตรเป็นห้องสี่เหลี่ยม ซึ่งในห้องนอนนี้จะเป็นห้องที่มีแท่นไว้สำหรับบูชาผีของชาวมูเซอ ส่วนที่ 3 ห้องทำครัวในห้องครัวนั้นตรงกลางห้องจะมีแท่นก่อไฟตรงกลางห้องเพื่อการก่อไฟในการทำอาหารและมีไว้สำหรับผิงไฟสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาวซึ่งสมาชิกทุกคนในบ้านจะมานั่งรวมกันในห้องครัวนี้บางบ้านในห้องครัวนี้ยังสามารถใช้เป็นห้องนอนของสมาชิกในบ้านชาวลาหู่ทั้งสองหมู่บ้านนิยมเลียงสัตว์ คือ สุกร ไก่ และสุนัข สำหรับสุกรและไก่นั้นมีความสำคัญสำหรับลาหู่มากเพราะจะใช้เนื้อของสัตว์เลี้ยงทั้งสองเพื่อประกอบพิธี บวงสรวงสิ่งศักดิสิทธิ์ คือ พระเจ้ากื่อซาโดยเลี้ยงบริเวณใต้ถุนบ้านหรือทำที่อยู่ไว้ข้างๆบ้านในหมู่บ้านส้มป่อยนั้นมีสำนักสงฆ์ 1 แห่ง โรงเรียนประถมศึกษา 1 แห่ง คือ โรงเรียนบ้านส้มป่อย มีลานจะคึสำหรับเป็นลานเต้นในการประกอบพิธีกรรม 2 แห่ง ปู่จารย์ในการประกอบพิธีกรรมจำนวน 2 ท่านหมู่บ้านห้วยปลาหลด มีสำนักสงฆ์จำนวน 1 แห่ง โรงเรียนประถมศึกษา 1 แห่ง คือโรงเรียนบ้านห้วยปลาหลดมีลานจะคึกื่อทั้งหมด 3 แห่ง ปู่จารย์เพื่อประกอบพิธีกรรมจำนวน 3 ท่าน (หน้า, 4-11)

Settlement Pattern

หมู่บ้านลาหู่มักตั้งอยู่บนที่ราบบนสันเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร ตั้งหมูบ้านห่างไกลจากแหล่งน้ำประมาณ 2-3 กิโลเมตร ชาวลาหู่จะเลือกพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่ละหมูบ้านจะมีประมาณ 15-25 หลังขึ้นไป แต่ละบ้านจะตั้งล้อมรอบบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน หมู่บ้านจะรวมเป็นกระจุก บ้านมีลักษณะไม่แข็งแรงมากนักเพราะมักย้ายถิ่นที่อยู่บ่อยครั้ง บ้านเรือนส่วนมากปลูกยกพื้นใต้ถุนสูง ซึ่งใช้เป็นที่เก็บฟืนและใช้เป็นที่ตั้งครกตำข้าว เสาไม้เนื้อแข็งพื้นและฝาทำด้วยฟาก หลังคามุงด้วยใบคาหรือใบก้อ ตัวบ้านแบ่งออกเป็นสองตอนตอนหน้าเป็นชานนอกชายคา ตอนหลังเป็นห้องสี่เหลี่ยม กว้าง 4-5 เมตร มูเซอนิยมเลียงสัตว์หลายชนิดได้แก่ ไก่ เป็ด ม้า ควาย วัว สุนัข หมู โดยเลี้ยงไว้บริเวณใต้ถุนบ้าน หรือมีคอก หรือเล้า ข้างๆบ้านหมูเป็นสัตว์เลียงที่สำคัญที่สุดเพราะใช้เนื้อเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำพิธีตางๆ  (หน้า, 9)

Demography

งานศึกษาเรื่องนี้ให้ภาพรวมของประชากรส่วนใหญ่ของลาหู่ โดยระบุว่าชาวลาหู่จะอาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ในอำเภอเชียงดาว ฝาง พร้าว แม่แตง แม่ริม แม่อาย อมก๋อย เวียงแหง ไชยปราการจังหวัดเชียงราย ในอำเภอเมือง เชียงของ เชียงแสน เทิงพาน แม่จัน แม่สรวย แม่สาย เวียงป่าเป้า พระยาเม็งราย เวียงแกนและแม่ฟ้าหลวง จังหวัดแม่ฮ่องสอนในอำเภอเมือง ปายและปางมะผ้า จังหวัดลำปาง ในอำเภองาว แจ้ห่มและเมืองปาน จังหวัดกาแพงเพชรในอำเภอคลองลาน จังหวัดพะเยาในอำเภอแม่ใจ จังหวัดเพชรบูรณ์ในอำเภอเขาค้อ และจังหวัดตาก สำหรับมูเซอในจังหวัดตาก อาศัยอยู่ 3 อำเภอ คือ อ.เมืองตาก อ.พบพระและ อ.แม่สอด ประชากรรวม 102,876 คน แยกเป็นชายจำนวน 32,059 คน หญิงจำนวน 32,094 คน เด็กชาย จำนวน 19,430 คน เด็กหญิงจำนวน 19,293 คน โดยพบมากที่สุดที่จังหวัดเชียงราย รองลงมาเป็นเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ตามลำดับ (หน้า, 9)

Economy

ชาวลาหู่ส่วนใหญ่แล้วมักประกอบอาชีพเกษตรกรรม เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการเกษตรแบบทำไร่เป็นหลัก และมีการเลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์และหาของป่า พืชหลักของชาวลาหู่ได้แก่ ข้าวและข้าวโพด ในอดีตลาหู่ปลูกฝิ่นกันแทบทุกหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันเลิกปลูกฝิ่นกันหมดแล้วและหันมาปลูกพืชทดแทนฝิ่นตามโครงการต่างๆ ที่ทางราชการและองค์กรเอกชนเข้าไปส่งเสริมการปลูกพืชผักชนิดต่างๆ สำหรับขาย เช่น มะเขือเทศ มันฝรั่ง ถั่วแดง ถั่วลันเตา ผักกาดหอม ผักสลัด ผลไม้ ได้แก่ เสาวรส ท้อ เป็นต้น นอกจากปลูกพืชหลักแล้ว ชาวลาหู่ยังมีการเลียงสัตว์ พวกหมูและไก่ ซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เพื่อประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้ผี และเพื่อการบริโภค นอกจากนี้ ยังนิยมใช้วิธีเลี้ยงปล่อยให้สัตว์หากินเองตามชายป่าจึงมักสูญหายอยู่เสมอ การล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร  เนื้อสัตว์ป่าที่ล่ามาได้บางครั้งก็เอาไปตากแห้งขายได้บ้าง (หน้า, 26-27)

Social Organization

หน่วยโครงสร้างพื้นฐานของสังคมมูเซอคือครัวเรือน ภายใต้การนำของหัวหน้าครัวเรือนที่เรียกว่า  เม เช ปา หมู่บ้านลาหู่อาจดูเหมือนเป็นกลุ่มบ้านซึ่งมีความเกี่ยวพันกันด้วยระบบความเกี่ยวดองทางญาติ ซึ่งในระบบสังคมนี้ จากการศึกษาระบบสังคมในครอบครัว การแต่งงานและการหย่าร้าง ของชาวลาหู่บ้านส้มป่อยและบ้านห้วยปลาหลดนั้นลักษณะของสังคมในครัวเรือนประกอบด้วย ฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงและบุตร การตั้งบ้านเรือน ถ้าในเครือญาติเดียวกันจะปลูกบ้านใกล้กัน แต่การใช้ชีวิตอยู่ในกิจวัตรประจำวันนั้นบุตรทุกคนสามารถมาทำอาหารหรือรับประทานอาหารที่บ้านพ่อและแม่ของตนได้ ถ้าชายและหญิงแต่งงานกันแล้ว ฝ่ายชายจะต้องไปอาศัยอยู่บ้านฝ่ายหญิง ยกเว้นแต่บ้านของฝ่ายหญิงมีพี่น้องจำนวนหลายคนหรืออาจเป็นพี่สาวคนโตของบ้าน เมื่ออาศัยอยู่กับพ่อแม่ของฝ่ายหญิงได้สักระยะเวลาประมาณ 2-3 ปี สามารถแยกครอบครัวปลูกสร้างบ้านเรือนเองได้ เว้นแต่ฝ่ายหญิงเป็นลูกคนสุดท้องจะไม่สามารถแยกครอบครัวหรือย้ายไปอาศัยอยู่สถานที่อื่นได้ เนื่องจากต้องอยูดูแลพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงไปตลอดชีวิตซึ่งบ้านหลังที่อาศัยอยู่และสมบัติทังหมดของพ่อแม่ฝ่ายหญิงก็จะตกเป็นของฝ่ายหญิงซึ่งเป็นลูกคนสุดท้อง ส่วนการแต่งงานของชาวลาหู่ เกิดจากการที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรักใคร่กันเองเป็นส่วนใหญ่เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมฝ่ายชายจะต้องพูดคุยตกลงกับพ่อแม่ของตนเอง เพื่อมาสู่ขอพ่อแม่ของฝ่ายหญิง  การแต่งงานของชาวลาหู่ส้มป่อยและบ้านห้วยปลาหลด ฝ่ายหญิงจะเริ่มแต่งงานเมื่ออายุประมาณ 14 ปีขึ้นไป แต่โดยส่วนมากแล้วนิยมแต่งงานเมื่ออายุประมาณ 15  ปี ฝ่ายชายจะแต่งงานเมื่ออายุประมาณ 17 ปีขึ้นไป โดยส่วนมากมักนิยมแต่งงานเมื่ออายุประมาณ 20 ปี ในสมัยอดีตชายและหญิงลาหู่นิยมมีบุตรประมาณ 5-7 คน แต่ปัจจุบันชาวลาหู่มีการศึกษามากขึ้นจึงมีบุตรจำนวนลดน้อยลง เนื่องจากการศึกษาในปัจจุบัน ชาวลาหู่ต้องเสียเงินเป็นค่าเล่าเรียนของบุตรจึงมีความนิยมที่จะมีบุตรประมาณ 2-3 คนเท่านั้น ในการสู่ขอนั้นทั้งหญิงและชายจะตกลงกันที่บ้านปู่จารย์พร้อมทั้งพ่อและแม่ของทั้งสองฝ่ายการสู่ขอจะเป็นเวลากลางคืน ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้จะนำน้ำชาต้มไปประกอบพิธีกรรม 1 หม้อ เพื่อให้ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงดื่มเพื่อเป็นข้อตกลงว่าหญิงและชายคู่นี้ดื่มน้ำชาร่วมกันแล้วเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้อง ซึ่งปู่จารย์จะเป็นผู้สวดประกอบพิธีกรรมเมื่อเวลารุ่งเช้าจะมีพิธีการเฉลิมฉลอง ณ บ้านฝ่ายหญิงโดยฝ่ายหญิงจะต้องฆ่าหมูเพื่อเป็นการสังเวยแก่ผีและสิ่งศักดิสิทธิ์ แต่มีข้อจำกัด คือ ต้องเป็นหมูตัวผู้เท่านั้นเมื่อเสร็จพิธีจะนำหมูมารับประทานในการเฉลิมฉลอง แต่การแต่งงานของชาวลาหู่มีความเชื่อคือ เมื่อจัดงานเลี้ยงที่บ้านของฝ่ายหญิงพ่อแม่ของฝ่ายชายจะไม่นิยมไปร่วมงาน เนื่องจากมีความเชื่อว่า ถ้าไปร่วมงานแต่งนั้นลูกชายของตนจะอายุสั้นและจะไม่มีความสุขในชีวิตการแต่งงาน เมื่องานเลี้ยงบ้านฝ่ายหญิงเรียบร้อยแล้ว ถ้าฝ่ายชายมีฐานะดีฝ่ายชายกจะฆ่าหมูเพื่อเลี้ยงฉลอง ณ บ้านฝ่ายชายอีกครั้งหนึ่ง แต่พ่อและแม่ของฝ่ายหญิงไม่นิยมมาร่วมงาน ณ บ้านฝ่ายชายเช่นกัน การแต่งงานจะไม่มีค่าสินสอดตามแต่การตกลงกันระหว่างชายและหญิงที่จะมอบทรัพย์สินหรือสิ่งของ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนให้แก่กันและกันในกรณีที่จะมีการแต่งงานใหม่ ฝ่ายชายชาวลาหู่จะแต่งงานซ้ำซ้อนไม่ได้ ต้องเลิกกับภรรยาคนเก่าเสียก่อนจึงจะแต่งงานกับภรรยาคนใหม่ได้ ส่วนการหย่าร้าง เมื่อชาวลาหู่ทั้งชายและหญิงตกลงกันว่าไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยากันได้ทั้งสองฝ่ายจะตกลงหย่าร้างกัน โดยนำน้ำชาไปที่บ้านปู่จารย์ 1 หม้อ แล้วราดลงกับพื้นเพื่อเป็นการยืนยันว่าทั้งคู่หย่าร้างกันแล้ว การหย่าร้างกันทั้งชายและหญิงจะต้องเสียค่าปรับ คือ ฝ่ายชายจะเสียค่าปรับเป็นจำนวน 150 บาท  ฝ่ายหญิงจะเสียค่าปรับเป็นเงิน 75 บาท กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมหย่าร้างกัน เช่น ถ้าชายไม่ยินยอมหย่าร้าง ฝ่ายหญิงจะเสียค่าปรับ 75 บาท ให้แก่ฝ่ายชาย หรือถ้าฝ่ายหญิงไม่ยินยอมหย่าร้างฝ่ายชายจะต้องเสียเงินค่าปรับให้แก่ฝ่ายหญิง 150 บาท แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ เงินของทั้งฝ่ายชายและหญิงจะนำเข้ากองทุนของหมู่บ้านซึ่งเก็บเงินจำนวนนี้ไว้ ณ บ้านปู่จารย์ในการกลับมาใช้ชีวิตคู่กันนั้นถ้าฝ่ายชายและหญิงยังคงรักกันก็สามารถกลับมาเป็นสามีภรรยากันได้โดยนำน้ำชามาดื่มที่บ้านปู่จารย์อีกครั้งถือว่าสามีภรรยาคู่นั้นกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้งอย่างถูกต้อง (หน้า, 23-25)

Political Organization

ผู้นำหมู่บ้าน ในหมู่บ้านลาหู่จะมีผู้นำร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้นำทางศาสนาและผู้อาวุโสที่มีอิทธิพล บรรดาลูกบ้านมักจะเข้าใจและนิยมอยู่ภายใต้การปกครองระบบนี้ หัวหน้าหมู่บ้านมีอำนาจในการปกครองลูกบ้าน ซึ่งเน้นในเรื่องต่างๆ เช่น ดูแลความสงบ ความปลอดภัย การตัดสินกรณีพิพาท ระดมแรงงานสร้างสิ่งสาธารณะในหมู่บ้าน อบรมสั่งสอนลูกบ้านให้ประพฤติและปฏิบัติตามประเพณีนิยมและนำลูกบ้านเข้าร่วมในพิธีกรรมต่างๆ ของหมู่บ้าน บางแห่งมีผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้านผู้ซึ่งทำหน้าที่บางอย่างแทนหัวหน้าหมู่บ้าน นอกจากนี้ ยังมีผู้นำทางศาสนา มีหน้าที่ในการนำลูกบ้านเข้าร่วมในการทำพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อสนับสนุนการปกครองหมู่บ้าน โดยมีหน้าที่อบรมสอดส่องดูแลและควบคุมความประพฤติของลูกบ้านให้ดำเนินชีวิตไปตามคำสั่งสอนของศาสนา ขณะที่ผู้อาวุโสที่มีอิทธิพล มักเป็นบุคคลลที่มีฐานะดีในหมู่บ้าน เป็นญาติผู้ใหญ่ของทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและผู้นำทางศาสนา เป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนในการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญๆ ในหมู่บ้าน เป็นบุคคลที่ทั่วทั้งหมู่บ้านให้ความเคารพยำเกรง เป็นผู้มีอิทธิพลในการตัดสินกรณีพิพาทระหว่างกลุ่มผู้อาวุโสโดยหัวหน้าหมู่บ้านและผู้นำทางศาสนาไม่อาจจะกระทำได้ในปัญหาที่สำคัญบางอย่างเช่น จะย้ายหมู่บ้านหรือไม่ย้ายนั้น บุคคลผู้นี้จะเป็นผู้ที่ชี้ขาด บุคคลผู้นี้ยังสามารถระงับความระส่ำระสายแตกแยกของลูกบ้านนี้อีกด้วย อาจนับได้ว่าเขาเป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในหมู่บ้าน ปัจจุบันยังมีกรรมการหมู่บ้าน คือ หัวหน้าครัวเรือนที่มีฐานะดี ความประพฤติดีและมีความขยันขันแข็ง รวมทั้งบรรดาผู้นำในหมู่บ้านมักจะเป็นกรรมการหมู่บ้านอย่างไม่เป็นทางการ โดยจะนัดประชุมกันบางครั้งบางคราว เพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญของหมู่บ้าน เช่น การย้ายหมู่บ้าน ทิศทางที่จะทำไร่ในปีต่อไปเป็นมติของกรรมการหมู่บ้านมักจะเป็นที่ยอมรับนำมาเป็นหลักการในการปฏิบัติทั่วไป  (หน้า, 25)

Belief System

ศาสนาลาหู่บ้านส้มป่อยและห้วยปลาหลดจะมีความเชื่อและนับถือศาสนาพุทธบ้างบางส่วนแต่พื้นฐานของชาวมูเซอดำทั้งหมดมีความเชื่อในเรื่องของการนับถือผีหรือพระเจ้ากื่อซาซึ่งสังเกตได้จากประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนับถือผี เช่นพิธีกรรมปีใหม่ พิธีกรรมการกินข้าวใหม่หรือแม้แต่พิธีกรรมการเรียกขวัญในการรักษาการเจ็บป่วย(หน้า, 20)  ส่วนประเพณีและข้อห้าม ชาวลาหู่มีประเพณีและข้อห้ามที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชาวลาหู่นับถือผีจะเรียกตัวเองว่า เป ตู ปา แปลว่า ผู้จุดเทียนขี้ผึ้ง พวกเขามีความเชื่อกันว่ากลิ่นหอมของธูปทำให้ผีพอใจและจะคุ้มครองตน ทุกหลังจะมีแท่นบูชาไว้สำหรับจุดธูปและเทียน ทางเข้าหมู่บ้านจะมีศาลเล็กๆ เรียกว่า ครู พ่อครูหรือหัวหน้าหมู่บ้านจะนำข้าวและนำไปเซ่นไหว้ทุกคืนที่ 8 ของข้างขึ้นและคืนที 8 ของคืนข้างแรม ชาวลาหู่ส่วนใหญ่จะมีความเชื่อในผีและพระเจ้า หรือ “กอซา” เป็นพระเจ้าที่ปกครองอาณาจักรแห่งสรวงสวรรค์ นอกจากนี้ ชาวลาหู่ยังมีความเชื่อเรื่องของการทำนายกระดูกของไก่ ที่ว่าการทำพิธีเสี่ยงทายกระดูกไก่จะรู้เหตุการณ์ดีหรือร้าย จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร เช่น การเสี่ยงทายในเรื่องการทำการเกษตรว่าในปีนั้นจะได้ผลผลิตดีหรือไม่ เรื่องของการรักษาการเจ็บป่วยดูได้ว่าคนเจ็บนั้นป่วยเพราะสาเหตุใด ผีทำร้ายหรือไม่ ในเรื่องของการค้า ดูการค้าขายจะได้กำไรหรือขาดทุน เป็นต้น โดยนำไก่ที่มีชีวิตอยู่ไปเซ่นไหว้ประกอบพิธีกรรม กล่าวถึงปัญหาในเหตุการณ์ นั้นๆ ว่าอยากรู้ในเรื่องใดจากนั้นนำไปฆ่าแล้วนำกระดูกส่วนขามาดูตรงกระดูกส่วนขาของไก่นั้นจะมีลักษณะเป็นรูเล็กๆ ที่เกิดขึ้นแล้วดูผลจากรูของกระดูกไก่ ถ้าเป็นรูตรงกลางแสดงว่าผลการทำนายออกมาทางด้านดีแต่ถ้ารูอยู่ตรงบริเวณใกล้ข้อกระดูกแสดงว่าเหตุการณ์นั้นออกมาในลักษณะที่ไม่ดี อีกทั้ง ชาวมูเซอยังนับถือนับผีอีกชนิดหนึ่ง คือ ผีบรรพบุรุษ ชาวมูเซอจะทำพิธีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษในพิธีกรรมสำคัญๆคือ พิธีวันขึ้นปีใหม่ พิธีกรรมกินข้าวใหม่ โดยจะมีพิธีการเชื้อเชิญมาร่วมฉลองงานพิธีกรรมและอวยพรให้แก่พวกตน เมื่อเสร็จพิธีก็จะอัญเชิญกลับในด้านพิธีกรรม (หน้า, 30-33)

Education and Socialization

Health and Medicine

พิธีกรรมเรียกขวัญในการรักษาอาการเจ็บป่วยนี้เป็นพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษของชาวลาหู่ มีความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาโรคคือ เมื่อเกิดการเจ็บป่วยนั้นสาเหตุเกิดจากการที่ผีร้ายต่างๆ มาทำร้ายจนทำให้เกิดความเจ็บป่วยหรืออาจจะพาขวัญของผู้ป่วยออกจากตัวไปจึงทำให้ไม่มีสิ่งใดดูแลตัวผู้ป่วย ดังนั้น ชาวลาหู่จึงมีพิธีกรรมการเรียกขวัญเพื่อเป็นการรักษาผู้ป่วยให้หายเพื่อให้ขวัญกลับเข้ามาดูแลรางกายของตนเอง โดยชาวลาหู่มีความเชื่อว่าถ้าจะให้หายจากการเจ็บป่วยนั้นต้องประกอบพิธีกรรมโดยการให้พระเจ้าเป็นผู้ดูแลรักษาผู้เจ็บป่วย วัตถุประสงค์ของพิธีกรรมนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการเรียกขวัญของผู้ป่วยที่ผีร้ายต่างๆ อาจพาออกไปจากร่างกายให้กลับเข้ามาอยู่ในตัวดูแลร่างกายและให้พระเจ้ารักษาผู้ป่วยให้หายจากการเจ็บป่วย(หน้า, 42)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ผู้ชายมักชอบสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำงินแก่ มีกระเป๋าพร้อมด้วยฝาปิดอยู่ตรงหน้าอกทั้งสองข้าง สวมกางเกงขาก๊วยสีเดียวกับเสือ คาดเข็มขัดถ้ามี การเดินทางไปไร่เขาจะพันน่องด้วยผ้าสีน้ำเงิน เมื่อมีโอกาสเดินเข้าไปในเมือง นิยมสวมรองเท้าฟองน้ำหรือรองเท้าหุ้มส้นและสวมถุงเท้า ส่วนหญิงนิยมสวมเสื้อสีดำรัดรูปผ้าหน้าอก คอกลมมีความยาวถึงแค่เอวแขนเสื้อทรงกระบอกมีสีแดงหรือลายสีแดงคาดตรงข้อแขนท่อนบนและท่อนล่างนุ่งผ้าซิ่นสีแดงและขลิบปลายซิ่นด้วยผ้าสีแดง เครื่องประดับของหญิงลาหู่มักจะทำด้วยเงิน มีต่างหู ห่วงคอ ห่วงแขนและเข็มขัดชนิดที่นำเอาเหรียญเงินรูปีอินเดียเชื่อมกันด้วยห่วงเล็กๆ ติดต่อกัน (หน้า, 15-16)

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

โปรดศึกษาในหัวข้อ ระบบความเชื่อ

Social Cultural and Identity Change

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ภาพ
        ลักษณะของชาวมูเซอที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ณ หมู่บ้านห้วยปลาหลด (หน้า, 18)
        เครื่องแต่งกายของชายลาหู่นะ (มูเซอดำ) (หน้า, 20)
        เสื้อของหญิงลาหู่นะ (มูเซอดำ) (หน้า, 21)
        ตลาดดอยมูเซอแห่งที่ 1 (ตลาดใหม่) (หน้า, 28)
        ตลาดดอยมูเซอแห่งที่ 2 (ตลาดเก่า) (หน้า, 28)
        การเตรียมงานในการบวงสรวงพระเจ้าและผีต่างๆ ในพิธีกรรมปีใหม่ (หน้า, 39)
        พิธีขึ้นศาลเจ้าก่อนเข้าฤดูเพาะปลูก (หน้า, 41)
        การผูกข้อมือในพิธีกรรมเรียกขวัญในการรักษาอาการเจ็บป่วย (หน้า, 44)
        เนินสำหรับการวางเครื่องบวงสรวง (หน้า, 62)
        ลานจะคึกื่อ รั้วทำด้วยสังกะสี ของปู่จารย์จะทอ ไทยเจริญกุล (หน้า, 63)
        ลานจะคึกื่อ รั้วทำด้วยไม้ไผ่ ของปู่จารย์จะลา คีรีรงรอง (หน้า, 63)
        ลานสำหรับการเต้นจะคึเพื่อการต้อนรับ (หน้า, 64)
        เครื่องบวงสรวงประกอบพิธีกรรมปีใหม่ (หน้า, 71)
        เครื่องบวงสรวงประกอบพิธีกรรมกินข้าวใหม่ (หน้า, 71)
        เครื่องบวงสรวงประกอบพิธีกรรมกินข้าวใหม่การเรียกขวัญ (หน้า, 72)
        การเตรียมเครื่องบวงสรวงในการเต้นจะคึในลานจะคึกื่อ (หน้า, 72)
        แคนขนาดใหญ่ เครื่องดนตรีประกอบการเต้นจะคึ (หน้า, 76)
        ซึง เครื่องดนตรีประกอบการเต้นจะคึ (หน้า, 78)
        ขลุ่ย เครื่องดนตรีประกอบการเต้นจะคึ (หน้า, 78)
        การแต่งกายของชายลาหู่นะ (มูเซอดำ) (หน้า, 87)
        การแต่งกายของหญิงสาวมูเซอในการเต้าประกอบพิธีกรรม (หน้า, 91)
        ลักษณะท่าเต้นของนักแสดงหญิง (หน้า, 105)
        ลักษณะท่าเต้นของนักแสดงชาย (หน้า, 106)
        การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมปีใหม่ (หน้า,175)
        การไหว้สิงศักดิ์สิทธิ์ก่อนเต้นจะคึ ณ ลานจะคึกื่อ (หน้า, 175)
        พิพิธภัณฑ์มูเซอดำแหล่งศึกษาข้อมูลของชาวเขาเผ่ามูเซอ (หน้า,186)

ตาราง
        ปฏิบัติงานทางด้านการเกษตรในรอบปีของชาวเขาเผ่ามูเซอ (หน้า, 29)
        พิธีกรรมที่สำคัญของชุมชนชาวเขาเผ่ามูเซอในรอบปี (หน้า, 34)
        สรุปช่วงเวลาในการเต้นจะคึในแต่ละพิธีกรรม (หน้า, 61)
        สรุปเครื่องบวงสรวงและความหมายในการนำมาใช้ (หน้า, 73)
        ลักษณะของผู้เต้นจะคึ (หน้า, 74)
        วิเคราะห์ลำดับโครงสร้างในการเต้น (หน้า,148)

Text Analyst เอกรินทร์ พึ่งประชา Date of Report 05 มิ.ย 2561
TAG ลาหู่, การเต้นจะคึ, จังหวัดตาก, ภาคเหนือ, ประเทศไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง