ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject อัตลักษณ์ชาติพันธุ์, เครื่องแต่งกาย, ประวัติศาสตร์การอพยพ, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์, เชียงราย, ภาคเหนือ, ประเทศไทย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Author Maya McLean
Title เครื่องแต่งกาย และ อัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ ในตำบลเทอดไทย ทางตอนเหนืองประเทศไทย
Document Type หนังสือ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ไต คนไต ไตโหลง ไตหลวง ไตใหญ่, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
Call no. NK8877.M35 2012
http://lib.sac.or.th/Catalog/BibItem.aspx?BibID=b00076980 
Total Pages 145 Year 2012
Source Dress and Tai Yai Identity in Thoed Thai, Northern Thailand / Maya McLean. Studies in the material cultures of Southeast Asia ; -- no. 18 Bangkok : White Lotus, 2012
Abstract

 การศึกษาการสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไทใหญ่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนฉานสู่เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน โดยมีบ้านเทอดไทยจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ศึกษา การสร้างอัตลักษณ์ “ไทใหญ่” เป็นสิ่งได้การยอมรับจากทางการไทยเพื่อแสดงความแตกต่างของกลุ่มไทจากคนไทย แต่กลุ่มคนจากรัฐฉานเองได้สร้างอัตลักษณ์ที่แตกต่างขึ้นมา ในคนรุ่นใหม่ยอมรับความเป็นไทใหญ่ในฐานะอัตลักษณ์ของตนเอง ด้วยการหยิบยืมรูปแบบเครื่องแต่งกายกลุ่มไทต่าง ๆ เพื่อบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ไทร่วม

     “ไทใหญ่” ในไทยยังแสดงนัยของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทข้ามรัฐชาติที่มีวัฒนธรรมร่วมในพม่า อัตลักษณ์ของความเป็นไทใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในกระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคม แม้ภาษาไทใหญ่เป็นข้อจำกัดของกลุ่มลูกหลานไทใหญ่ แต่เครื่องแต่งกายนับเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่ชัดเจน มากไปกว่านั้นกลายเป็นสิ่งที่ระบุประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนไทที่เดินทางอพยพและสร้างวัฒนธรรมร่วมของความเป็นไท

Focus

การศึกษาวิจัยต้องการเข้าใจความหมาย คุณค่า และบทบาทของเครื่องแต่งกายเพื่อเป็นสิ่งที่นำเสนออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของไทใหญ่ โดยต้องการบันทึกวัฒนธรรมไทใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกับการทอและเครื่องแต่งกายไทใหญ่ที่ใช้แสดงความเป็นอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ในสังคมไทย พัฒนาการจากกลุ่มคนที่อพยพมาจากฉาน พม่า จนถึงการใช้เครื่องแต่งกายในการสร้างอัตลักษณ์ไทร่วม (Pan-Tai Ethnics)โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในยุค “หลังขุนส่า” พ่อค้ายาเสพติดคนสำคัญในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำหรือชายแดนไทย พม่า ลาว หมดบทบาทเมื่อ ค.ศ. 1982

Theoretical Issues

แนวคิดในการอธิบายความสัมพันธ์อัตลักษณ์ชาติพันธุ์และเครื่องแต่งกาย
อ้าง Hamilton and Hamilton (2002) กล่าวถึงเครื่องแต่งกายที่มีบทบาทในระบบวัฒนธรรม ทั้งการกำหนดสถานภาพของปัจเจกบุคคลภายในกลุ่มและการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มอื่น ๆ ภายในภูมิภาค จากการศึกษาเครื่องแต่งกายของกลุ่มกะเหรี่ยงในตอนเหนือในประเทศไทย แต่การใช้เครื่องแต่งกายสำหรับเป็นเครื่องหมายชาติพันธุ์เปลี่ยนแปรตามปัจจัยหลายประการ  

ในแบบหนึ่งคือการปรับใช้เครื่องแต่งกายในวาระสำคัญของกลุ่ม ในอีกลักษณะหนึ่งคือการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายที่แสดงถึงชาติพันธุ์ที่แตกต่างจากมาตุภูมิเพื่อบอกเล่าตัวตนร่วม ดังเช่น เช่น ในงานของDudley (2002) ที่แสดงให้เห็นความสำคัญของเครื่องแต่งกายของกะเหรี่ยงสะท้อนความเป็นการเมืองของกะเหรี่ยงที่ลี้ภัยการเมืองมาอยู่ในไทย (น.3)

นอกจากนี้ ปรากฏงานเขียนที่พิจารณาเครื่องแต่งกายในฐานะสิ่งแสดงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในบริบทสังคมไท เช่น Howard (1994) แต่กล่าวถึงผ้าทอไทใหญ่เพียงเล็กน้อย ในงานของ Howard (2005) แต่กล่าวถึงผ้าทอไทใหญ่ในพม่าไม่ใช่กลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานในไทย นอกจากนี้ แม้จะมีงานเขียนเกี่ยวกับกลุ่มไทใหญ่ทั้งในพม่าและในไทย แต่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมทางวัตถุอย่างจำกัด มีงานของ Susan Conway (2002, 2003, 2006) เครื่องแต่งกายของ “สาวพา” (ผู้สูงศักดิ์) และยังไม่ปรากฏงานเขียนเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของคนสามัญเชื้อสายไทใหญ่ (น.4)  

ข้อนำเสนออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของคนไทจากพม่าเป็นการตอบโต้กับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคมไทย กลุ่มคนจากรัฐฉานที่มีประวัติของการอพยพร่วมกัน และต้องต่อสู้กับกระบวนการสร้างชาติในพม่า เช่นนี้เองที่อัตลักษณ์ไทใหญ่เกิดขึ้นบ้านเทอดไทย เป็นไปตามสิ่งที่ Barth (1969)  เรียกว่าเป็นลักษณะของการกำหนดอัตลักษณ์ด้วยตนเอง (self-ascription) และที่กำหนดโดยผู้อื่น (ascription by others)(น.33)

Ethnic Group in the Focus

ไทใหญ่ เป็นชื่อที่ใช้ในการทำความเข้าใจอัตลักษณ์ของฉานที่อพยพเข้าสู่ไทยตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ในฉานเอง มักเรียกว่า “ไท” มีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยอยู่บ้าน ไทหลง ไทเขิน ไทลื้อ ไทงาน ไทเลียง (น.5)

Language and Linguistic Affiliations

ตระกูลภาษาไท ไทใหญ่อยู่ในกลุ่มภาษาไทตะวันตกเฉียงเหนือ อยู่ภายใต้กลุ่มภาษาไทย่อยตะวันตกเฉียงใต้ กลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไทในพม่าประกอบด้วย อาหม อ้ายตอน ลื้อ คำตี่ คำยาง เขิน พาเก (น.8)

Study Period (Data Collection)

เวลา 8 เดือน จากปลายเดือนกันยายน ค.ศ. 2006 ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007 (น.4)

History of the Group and Community

ภายใต้การปกครองของอาณานิคม รัฐฉาน มักหมายถึงรัฐย่อย 3 ภูมิภาคซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน กลุ่มบริติชฉาน อยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน กลุ่มจีนฉาน อยู่ทางเหนือใกล้กับพรมแดนจีน และกลุ่มฉานตะวันออก ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน การเรียกเช่นนี้ยังสัมพันธ์กับลักษณะทางวัฒนธรรมตามสายตาของผู้ปกครอง กลุ่มตะวันตกมีลักษณะวัฒนธรรมใกล้กับพม่า กลุ่มทางเหนือมีลักษณะวัฒนธรรมใกล้กับจีน และกลุ่มทางตะวันออกมีวัฒนธรรมใกล้กับลานนาไท (กลุ่มไททางเหนือของไทย) โดยรวมเรียกว่า “ฉาน” สำหรับกลุ่มคนภาษาตระกูลไทในภูมิภาคนี้ ตามเอกสารของอังกฤษ

ปัจจุบันนี้ “ไทใหญ่” คนไทยใช้เรียกคนฉานที่เดินทางมาจากรัฐฉานของพม่า และคนไทยเรียกตนเองว่า “ไทน้อย” โดยเชื่อว่า ไทใหญ่ นั้นมาจากบรรพบุรุษกลุ่มเก่าแก่ตนเอง (Reynolds 1991) แต่มีการระบุด้วยเช่นกัน สมาชิกบ้านเทอดไทยกล่าวว่า ไม่เคยได้ยินคำว่า ไทใหญ่ ก่อนการอพยพมายังประเทศไทย (Takatani 2007) สำหรับพวกเขา ไทใหญ่ แปลว่า ไทหลง (Tai Long)เป็นกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่สุดในรัฐฉาน ในความเป็นจริงมีกลุ่มคนอีกหลายกลุ่มที่ไม่ได้สังกัดไทหลง กล่าวได้ว่า ไทใหญ่ ในภาษาไทยครอบคลุมคนไทกลุ่มย่อย ส่วนคนไทในบ้านเทอดไทยและในรัฐฉานจึงเรียกเพียงว่าตนเป็นคนไท และเรียกคำว่า เมืองไท ในการอ้างอิงถึงรัฐฉาน ต่อเมื่อสนทนากับคนนอก จึงเรียกตนเองว่า ไทใหญ่ ต่อเมื่อให้อธิบายถึงการเรียกตนเองในภาษาไทใหญ่ มีคำเรียกแตกต่างกันไป ได้แก่ ไทเขิน ไทงาน กล่าวโดยรวม มักเรียกตนเองว่า ไทใหญ่ เมื่อเริ่มสนทนา และเริ่มใช้ชื่อเรียกกลุ่มย่อยอื่น ๆ เช่น ไทหลง ไทเขิน ไทลื้อ ในงานชิ้นนี้ ใช้คำว่า ไทใหญ่ ตามคำเรียกในบริบทไทย ที่ครอบคลุมกลุ่มไทเขิน ไทเหนือ ไทงาน ไทแม้ว ไทเลี้ยง ที่อพยพจากรัฐฉานสู่บ้านเทอดไทย (น.6)

ข้อตกลงปางโหลง ค.ศ.1947 นำมาสู่การสถาปนาสหภาพพม่า ค.ศ. 1948 แม้ข้อตกลงจะให้คำมั่นเกี่ยวกับอิสรภาพของกลุ่มชนต่าง ๆ แต่เกิดความไม่ไว้วางใจในหมู่ผู้นำ โดยเฉพาะหลังจากนายพลอองซานถูกลอบสังหาร ส่งผลการลุกฮือและเรียกร้องของชนกลุ่มน้อย เหตุการณ์ทางการเมืองภายในจีนที่กลุ่มก๊กมินตั๋งลี้ภัยเข้ามาในพม่าเป็นปัจจัยอีกส่วนหนึ่ง จนเกิดการรัฐประหารโดยนายพลเนวิน ค.ศ.1962 และสังหารเจ้าฟ้าของฉานเป็นจำนวนมาก เมื่อนายพลเนวินครองอำนาจได้ควบรวมกิจการต่าง ๆ อยู่ใต้อำนาจด้วยแนวคิดชาตินิยมและสังคมนิยม (น.10)

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นบริบทสำคัญในการสร้างสภาวะการเมืองและอัตลักษณ์ของฉานหลังอาณานิคม Yawnghwe (2001) ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องระหว่างการเมืองกับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ เพราะรัฐบาลทหารมองความแตกต่างทางชาติพันธุ์เป็นภัยคุกคามต่อชาติ จึงเกิดกระบวนการสร้างความเป็นพม่าและการกลืนกลายชาติพันธุ์กลุ่มต่าง ๆ นโยบายการสร้างพม่าที่บังคับให้กลุ่มไม่ใช่พม่าละทิ้งภาษาและวัฒนธรรม นับเป็นจุดจบของนโยบายของนายพลอองซานในการสร้างให้เกิดรัฐชาติพหุชาติพันธุ์ (น.11)

การลุกฮือของกลุ่มฉานต่าง ๆ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ข้อตกลงปางโหลงไม่ได้รับการปฏิบัติ เพราะเกิดความลักลั่นในอำนาจการปกครองระหว่างกลุ่มคนพม่ากับคนกลุ่มน้อยอื่น ๆ นอกจากนี้ ความรู้สึกต่อต้านในระดับปัจเจกบุคคลเกิดจากความรุนแรง การข่มขืน และการก่ออาชญากรรม กลุ่มฉานต่อต้านพม่าเริ่มต้นจาก “นักรบหนุ่ม” เมื่อ ค.ศ.1958 และพัฒนาเป็นกองกำลังปลดปล่อยฉาน ค.ศ. 1965  ไม่เพียงความต้องการปลดแอกจากอำนาจพม่า แต่ต้องการสถาปนารัฐประชาธิปไตย คนหนุ่มจากมหาวิทยาลัยและพระสงฆ์ แต่มีการแยกกลุ่มและพัฒนาแนวทางการต่อสู้จน ณ เวลาหนึ่งมีกลุ่มฉานต่อต้านพม่าถึง 14 กลุ่ม (รายชื่อกลุ่มต่าง ๆ ใน น.12-13) กลุ่มเหล่านี้ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีของการนำเข้าสินค้าจากไทยและการส่งออกฝิ่น หยก และสินค้าจากพม่า แต่มีการยุบรวมตลอดระยะเวลาการต่อสู้ (น.12)

ในปัจจุบัน กองทัพรัฐฉานใต้ (Shan State Army-South) เป็นกองกำลังที่ทรงอิทธิพล เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.1996 เมื่อกองทัพม้งไทของขุนส่าสลายตัวลง กลุ่มนี้สำคัญกับชาวบ้านในบ้านเทอดไทย แม้ชาวบ้านในหมู่บ้านดั้งเดิมไม่ได้สัมพันธ์กับกลุ่มดังกล่าวโดยตรง สมาชิกต่างหวังว่าจะเดินทางกลับมาตุภูมิ “เมืองไท”ความรุนแรงและนโยบายสร้างชาติพม่าตลอดระยะเวลาการปกครองของรัฐบาลทหารเป็นเชื้อไฟให้กลุ่มคนชาติพันธุ์ต่อสู้ และยังส่งผลให้กลุ่มคนต่าง ๆ เดินทางสู่ชายแดนเพื่อการเคลื่อนไหว ในบางกรณี การข้ามพรมแดนสู่เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน นับเป็นความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ที่มีมาอย่างยาวนาน (Kaise 1999) (น. 13)

กลุ่มไทใหญ่อพยพดั้งเดิมตั้งถิ่นฐานในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจากการรุกรานของสยามในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ส่วนไทใหญ่ที่ตั้งถิ่นฐานในเชียงราย อ้างอิง Hanks and Hanks (2001) ในช่วงทศวรรษ 1890 กับ 1910 ในจังหวัดแพร่ ช่วงทศวรรษ 1900 ที่เข้ามาทำงานป่าไม้และเหมืองทองในพื้นที่ อ้างอิง Wyatt (2003)
ส่วนภายหลังการกำหนดเขตแดนอย่างชัดเจนมีระลอกการเคลื่อนย้ายของคนไทใหญ่ 2 ช่วงเวลา (อ้าง Kaise 1999) 1) ทศวรรษ 1960 กับ 1970 จากเหตุการณ์ความขัดแย้งกับรัฐบาลพม่าโดยนายพลเนวินและการค้าฝิ่น กลุ่มต่อต้านเก็บภาษีและค้าฝิ่นตามตะเข็บชายแดน บางส่วนร่วมต่อต้านรัฐบาลพม่า และเดินทางเข้าสู่ไทย โดยเข้ามาตั้งรกรากในบ้านเปียงหลวงและบ้านไม้โมกจัน เชียงใหม่ และห้วยน้ำขุนและบ้านเทอดไทย เชียงราย หลายคนเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มกองทัพรัฐฉาน กองทัพรัฐฉานตะวันออก กองทัพร่วมฉาน หรือกองทัพม้งไท 2) ทศวรรษ 1990 ถึงปัจจุบัน ไทใหญ่อพยพสู่ไทยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า มักเป็นแรงงานผิดกฎหมายในจังหวัดเชียงใหม่ (น.16) ทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับการตั้งถิ่นฐานของคนจากฉานในบ้านเทอดไทย
 

Settlement Pattern

ขุนส่าเกิดเมื่อ ค.ศ. 1934 ทางเหนือของรัฐฉาน และได้รับการอบรมทางทหารจากกองกำลังก๊กมินตั๋ง จนสามารถตั้งกองทัพของตนเอง Kakweye ที่หมายถึงการปกป้องตนเองในภาษาพม่า จากการทำงานให้กับรัฐบาลพม่า เขาเปลี่ยนข้างและให้การสนับสนุนการต่อต้านของฉาน ค.ศ. 1969 สร้างเครือข่ายกับกองทัพรัฐฉาน ซึ่งเป็นประโยชน์กับธุรกิจการค้าสิ่งผิดกฎหมาย กระทั่งถูกทางการพม่าจับกุม ค.ศ. 1969 และปล่อยตัวโดยการแลกเปลี่ยนตัวประกัน ค.ศ.1970 ในที่สุด เขาเข้าร่วมกับกำลังพลที่มีที่มั่นในไทยและกลายเป็นผู้นำ ค.ศ. 1976 ในบ้านหินแตก หรือต่อมาคือ บ้านเทอดไทย (น.18)
ขุนส่าอยู่ในบ้านเทอดไทย ค.ศ.1976-1982 ด้วยเงื่อนไขของสงครามเย็นและการฉ้อราษฎร์บังหลวง เมื่อสิ้นสุดยุคของนายกรัฐมนตรี เกรียงศักดิ์ ชมะนันทต์ เป็นยุคของรัฐบาลเปรมฯ ที่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ และการหยุดยั้งการค้ายาเสพติด ขุนส่ากลายเป็นเป้าหมายสำคัญในการจับกุม ที่มั่นของกองกำลังขุนส่าถูกโจมตี ค.ศ. 1982 และการบีบให้เขาออกจากประเทศไทย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กองสนับสนุนบางส่วนของขุนส่าคงอยู่ในพื้นที่กับครอบครัว และพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นบ้านหินแตก (อ้าง Tei 2002) จากนั้น เปลี่ยนชื่อบ้านเป็นบ้านเทอดไทย ที่หมายถึง การเชิดชูความเป็นไทย นับเป็นสัญลักษณ์สำคัญในการเปลี่ยนอำนาจเชิงสัญลักษณ์สู่ในการดูแลของทางการไทย ส่วนบริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านข้างเคียงบ้านหินแตกใน ซึ่งเป็นชื่อที่ขุนส่าใช้เมื่อเขาเข้ามาตั้งหมู่บ้านเป็นครั้งแรก คนในหมู่บ้านคงเรียกชื่อบ้านหินแตกน้อย เพื่อระบุถึงพื้นที่บ้านเทอดไทย และแยกแยะบ้านหินแตกในออกจากบ้านหินแตก (เดิม) (น.21)

Demography

อ้างอิง Wyatt 2003, Grimes 1996, Schliesinger 2001 จำนวนกลุ่มคนภาษาตระกูลไทในอุษาคเนย์ถึง 100 ล้านคน ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานในไทย และอีกจำนวนมากในลาว จีนตอนใต้ เวียดนาม พม่า และอินเดียทางเหนือ ประกอบด้วยกลุ่มย่อย 20 กลุ่ม (น.7)

อ้าง Grimes (1996) ประชากรฉานในไทย สำรวจเมื่อ ค.ศ. 1993 จำนวน 56,000 คน และในพม่า 2,920,000 คน เรียกได้ว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในพม่า เมื่อเทียบกับในประเทศไทย (น.8)

กลุ่มคนไทใหญ่เคลื่อนย้ายเข้ามาในบ้านเทอดไทย มี 2 ระลอก ในช่วงทศวรรษ 1970 ที่เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวของกองกำลังฉาน (SUA) และในช่วงขุนส่าสิ้นสุดอำนาจในพื้นที่ เป็นการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เดิมชื่อบ้านห้วยหินแตก ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ขุนส่าได้จากหมู่บ้านไทใหญ่ที่ตั้งถิ่นฐานเมื่อกลางศตวรรษที่ 19
ขุนส่านำคนฉานเข้ามาเพียง 8 ครอบครัวในพื้นที่และกลายเป็นแหล่งกำลังสำคัญในการดำเนินกิจกรรมในฉานของพม่า (อ้าง Tei 2002) รวมถึงการใช้เป็นฐานดำเนินกิจกรรมการค้าผิดกฎหมาย เพราะเป็นพื้นที่ในป่าและตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่ราบลุ่มของคนไทย อ้างถึง Hanks and Hanks (2001) จากบ้านของคนฉานเพียง 6 หลัง เมื่อ ค.ศ. 1964 ขยายเป็น 13 หลังเมื่อ ค.ศ.1974 และกลางเป็น 50 ครัวเรือน

เมื่อ ค.ศ. 1979 ประกอบด้วยฉาน จีน ลีซู อาข่า และไทย รวมถึงสถานที่ตั้งทางทหารและตำรวจตระเวนชายแดน และ Linter (1999) บรรยายสภาพของชุมชนในช่วงขุนส่ากุมพื้นที่ ตึกแถวคอนกรีต ตลาด โรงภาพยนตร์ ซ่อง สถานที่กำบังของกองกำลัง วัดจีน และเจดีย์ของคนฉาน บทบาทของขุนส่าเปรียบเสมือนเจ้าชีวิต (Lord) ที่ให้การดูแลคนในอาณัติและการสร้างวัดวาอาราม จากหมู่บ้านที่มีเพียง 8 ครัวเรือนกลายเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่มีเศรษฐกิจการค้าฝิ่นเป็นฐาน (น.19)

Economy

การทอผ้าและกลุ่มแม่บ้าน จัดตั้งเมื่อ ค.ศ. 1983 ด้วยความช่วยเหลือของกรมพัฒนาเศรษฐกิจ อำเภอแม่ฟ้าหลวง ทางการมองการรวมกลุ่มมีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ กรณีบ้านเทอดไทย เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนพัฒนาเครื่องแต่งกายชาติพันธุ์ นับแต่การก่อตั้ง กลุ่มแม่บ้านสร้างรายได้ให้ชุมชนและตอกย้ำความเป็นหมู่บ้านไทใหญ่ด้วยเครื่องแต่งกายและการทอผ้า จากสมาชิก 60 คนขยายเป็น 700 คนเมื่อ ค.ศ. 2007 กิจกรรมของกลุ่มแม่บ้าน ได้แก่ ชาท้องถิ่น แคปหมู การเย็บผ้า และการทอผ้า ในการศึกษาเน้นบทบาทของการทอผ้า ตั้งแต่มีการจัดตั้ง กลุ่มแม่บ้านมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างอำนาจต่อรอง และผลิตเครื่องแต่งกายที่ใช้ในโอกาสสำคัญ (น. 41)

แต่ไม่ประสบความสำเร็จเชิงเศรษฐกิจมากนัก แม้จะมีการพัฒนาลาดในเชียงใหม่และในกลุ่มนักท่องเที่ยว หรือการส่งขายยังต่างประเทศ เช่น ในคานาดา นอกจากนี้ ยังมีการนำช่างทอจากลาวเข้ามาพัฒนาลายและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ให้ผลตอบแทนในระดับต่ำ จน ค.ศ. 2003 กลุ่มแม่บ้านเริ่มผลิตวัสดุให้กับโครงการหลวงดอยตุง ภายใต้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงตามเป้าหมายของมูลนิธิในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่และเป็นศูนย์กลางในการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรม เกิดการขยายกลุ่มแม่บ้านสร้างอาคารใหม่ที่สามารถรองรับช่างทอได้มากขึ้น เมื่อ ค.ศ. 2006 แต่รูปแบบนั้นเปลี่ยนแปลง เพราะกลุ่มแม่บ้านต้องทอผ้าตามการออกแบบของศูนย์อุตสาหกรรม สมาชิกหลายคนชอบการทำงานภายใต้โครงการเพราะไม่ต้องคิดค้นลายและมีการใช้กี่กระตุก มีตัวแทนกลุ่มได้ไปเรียนที่โรงงานในห้วยน้ำขุนและกลับมาสอนสมาชิกคนอื่น ๆ ในการใช้กี่กระตุกและอ่านแบบเพื่อทอผ้าตามแบบที่วางไว้ล่วงหน้า (น.42-43)

Social Organization

กล่าวถึงรูปแบบการปกครองในสังคมประเพณีที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ของกลุ่มไทใหญ่ ดั้งเดิมนั้นอาศัยอยู่ในจีน ประกอบด้วยราชอาณาจักร 2 แห่งในลุ่มแม่น้ำแยงซี จากนั้นเป็นราชอาณาจักรเดียน (Dian) ซึ่งในปัจจุบันคือ ยูนนาน หลังจากตกเป็นของกลุ่มชนฮั่น เกิดรัฐเล็ก ๆ จำนวนมากที่ปกครองโดยคนไท ค.ศ. 220 กระทั่ง ค.ศ. 732 เกิดการรวมอาณาจักรน่านเจ้าโดยคนกลุ่มทิเบตพม่า ตระกูลฉวน (Tsuan) อ้างอิง Howard (2005) ราชอาณาจักรไป่อี้ (Pai-I) ในตะวันตกเฉียงใต้ น่าจะเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดในการเคลื่อนย้ายสู่รัฐฉาน มีข้อสันนิษฐานว่า น่าจะมากกว่า 2,000 ปี จากนั้น กล่าวถึงศูนย์กลางทางการเมืองในแถบแม่น้ำเมา (Mao River) โดยมีเมืองเมาเป็นศูนย์กลางของรัฐต่าง ๆ อ้างอิง Yawnghwe (1987) รูปแบบการปกครองของฉานอย่างเป็นระบบ โดยมีเจ้าฟ้าเป็นเจ้าผู้ปกครอง และมีคนในสายตระกูลตามเมืองย่อยต่าง ๆ ตามลำดับ (น.8)
จากนั้นกล่าวถึงความพยายามในการรุกดินแดนในที่ลุ่มของพม่า ช่วงทศวรรษ 1300-1400 แต่ไม่สามารถสถาปนาอาณาจักรได้ จนถึง ค.ศ. 1555 อาณาจักรไทตกอยู่ใต้การปกครองของกษัตริย์บุเรงนองของพม่า ที่แผ่อิทธิพลในดินแดนไทยและลาวในปัจจุบัน โดยใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครอง อย่างไรก็ดีอำนาจทางการเมืองในพื้นที่สูงเริ่มเสื่อมลงหลังการสวรรคตของกษัตริย์บุเรงนอง จนถึงช่วงต้น 1600 จีนโจมตีเมืองเมา และมีการแบ่งดินแดนบางส่วนให้เป็นส่วนหนึ่งของจีนตะวันออก และอีกส่วนหนึ่งของอังวะ พม่า

ช่วงเวลาดังกล่าว อังวะให้เจ้าฟ้าของไทเป็นผู้ปกครองโดยส่งเครื่องราชบรรณาการ และส่งอิทธิพลทางวัฒนธรรม เช่น เครื่องแต่งกายในชนชั้นสูงของไท กระทั่งศตวรรษที่ 19 อำนาจทางการเมืองของอังวะเริ่มเสื่อมถอยเนื่องจากการแผ่อำนาจอาณานิคมของอังกฤษ นำมาสู่การรวมกลุ่มเมืองต่าง ๆ ของคนไทเป็นสมาพันธรัฐฉาน (Shan League) เพื่อต่อต้านอำนาจของกษัตริย์ธิบอ แต่ตกอยู่ใต้อาณัติของอังกฤษเมื่อ ค.ศ.1888 โดยคงปล่อยให้เจ้าฟ้าปกครอง และแบ่งแยก-ปกครองระหว่างดินแดนที่มีประชากรพม่าและไม่ใช่พม่า เจ้าอาณานิคมอังกฤษประสบความสำเร็จในการปกครองให้กับเมืองต่าง ๆ ในรัฐฉาน จนสร้างความรู้สึกของความเป็นหนึ่งเดียวกันของกลุ่มคนที่ไม่ใช่พม่า (น.9)

Political Organization

นโยบายในการจัดประเภทกลุ่มชาติพันธุ์โดยทางการไทย อ้างถึง Laungaramsri (2003) “ชายแดนเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมและการเมือง ที่เป็นบริเวณของอัตลักษณ์ที่ถูกกำหนดหรือปฏิเสธ” Gillogly (2004) การสร้างความเจริญในพื้นที่สูง ที่ประกอบด้วยชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการควบรวมพื้นที่และทรัพยากรของรัฐบาลไทย หนึ่งในกระบวนการดังกล่าวคือ ตำรวจตระเวนชายแดนที่เกิดขึ้น ค.ศ.1943 แต่ตำรวจตระเวนชายแดนยังไม่ปฏิบัติการในพื้นที่ของบ้านเทอดไทย แม้ภายหลังการหมดอำนาจของขุนส่าในพื้นที่ เพราะพบการเข้าเมืองของแรงงานที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ แม้ในช่วงเวลาที่ขุนส่าอยู่ในพื้นที่ ด้วยความสัมพันธ์กับนักการเมืองและผู้มีอำนาจ ที่ดินหลายแห่งได้รับการออกโฉนดตามกฎหมายไทย

ยังมีข้อมูลกล่าวถึงที่ดินในช่วงทศวรรษ 1980 กับ 1990 ที่คนไทใหญ่เข้ามาสามารถอยู่ในพื้นที่แต่ไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนที่อยู่ในแผ่นดินไทย จึงไม่มีทางเลือกในการตั้งถิ่นฐาน อ้างถึงการศึกษาของ Wijeyewardene (1990) ไทลื้อที่อยู่ในประเทศไทย มีเชื้อชาติไทย แต่ไม่ใช่สัญชาติไทย และเป็นพลเมืองพม่าหรือผู้ลี้ภัย จึงถูกจัดประเภทด้วยบัตรประจำตัวด้วยแถบสีที่แตกต่างกัน (น.24)

ในกรณีบ้านเทอดไทย จนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านถือครองบัตรประชาชนไทยคงมีจำนวนจำกัด ส่วนที่เหลือ ถือครองบัตรสีชมพูที่หมายถึงพลเมืองพม่าที่เป็นผู้ลี้ภัย และบัตรสีน้ำเงินในกรณีที่มีการขึ้นทะเบียนเป็นชาวเขาและแสดงว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่ง แต่ชาวบ้านเองไม่ได้มองตัวเองเป็นพลเมืองพม่าหรือเป็นชาวเขา แต่จำเป็นต้องระบุตนเองเป็นแบบใดแบบหนึ่ง หากไม่มีสัญชาติไทย

โดยส่วนใหญ่ไม่ได้รับสถานภาพของการเป็นผู้ลี้ภัย เพราะอคติของสังคมไทยต่อกลุ่มคนไทใหญ่หลายลักษณะ เช่น ฉานที่เข้าสู่ประเทศไทยเป็นแรงงานอพยพ, ฉานเป็น “ญาติ” กับคนไทย สามารถเข้าได้กับสังคมไทย จึงไม่จำเป็นต้องมีสถานภาพเป็นผู้ลี้ภัย, ประเทศไทยไม่ได้ให้สัตยาบันตามอนุสัญญาผู้ลี้ภัย 1951 จึงไม่มีข้อกำหนดในการปกป้องผู้ลี้ภัยจากฉาน, คนจากฉานเข้ามาพร้อมยาเสพติด โรคภัย และอาชญากรรม, หากรับรองสถานภาพการเป็นผู้ลี้ภัยฉาน ส่งผลให้เกิดการไหล่บาของคนจากฉาน, รัฐบาลต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย หากมีการเปิดค่ายผู้ลี้ภัยให้กับคนฉาน, ค่ายผู้ลี้ภัยทำลายสิ่งแวดล้อม, ค่ายผู้ลี้ภัยจะกลายเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังต่อต้านทหารพม่า (น.25)

Belief System

เทศกาลไทเป็นเครื่องมือของผู้อาวุโสการถ่ายทอดวัฒนธรรมไทใหญ่ในเรื่องศาสนาและภาษา สู่คนรุ่นหลังที่เกิดและเติบโตในบ้านเทอดไทย เทศกาลเป็นโอกาสที่ชาวบ้านสวมเครื่องแต่งกายไทใหญ่เป็นการเชื่อมโยงการเฉลิมฉลองกับเครื่องแต่งกาย มักเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา คนสูงวัยใส่เครื่องแต่งกายสีขาวหรือไทใหญ่ที่เรียบง่าย เป็นความเชื่อมโยงเรื่องของอัตลักษณ์กับพุทธศาสนา (Takatani 2003) Murakami (1998) กล่าวถึงเทศกาล ในระดับปัจเจกบุคคลและในระดับชุมชน ในระดับปัจเจกบุคคลเกิดการรวมตัวกันที่วัด แต่ไม่ต้องอาศัยผู้นำ ส่วนในระดับชุมชน อาศัยผู้นำชุมชนในการจัดกิจกรรม

เทศกาลของไทใหญ่ไปตามปฏิทินจันทรคติ วันเลินสาม (Wan Lern Saam) ในเดือนกุมภาพันธ์ เชื่อกันว่าเป็นการเริ่มต้นฤดูร้อน ปอยสอนน้ำ (Poy son Nam)  หรือ สงกรานต์ และปอยโมกไฟ (Poy Moak Fai) หรือบุญบั้งไฟ) ในเดือนเมษายน เข้าวา (Kao Waa) หรือเข้าพรรรษา, ออกวา (Oak Waa) หรือออกพรรษา ยี่เป็งหรือลอยกระทง (น.46)

งานสำคัญในระดับชุมชนที่ผู้คนแต่งกายไทใหญ่ ปีใหม่ไท ช่วงต้นเดือนธันวาคม วันชาติไท ตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ และปอยส่างลอง เป็นการบวชสามเณรฤดูร้อนเดือนเมษายน เหล่านี้เป็นโอกาสรวมคนจากทั้งในและนอกหมู่บ้าน สวมชุดไทใหญ่เพื่อแสดงให้คนภายนอกเห็นว่าบ้านเทอดไทยเป็นหมู่บ้านไทใหญ่ สำหรับงานที่จัดในวัด ผู้หญิงนุ่งซิ่นและเสื้อพิเศษหรืออาจจะเป็นเสื้อธรรมดา ชายแต่งกายด้วยกางเกงและเสื้อไทใหญ่เมื่อร่วมงานที่วัด ผู้หญิงไม่สวมเครื่องแต่งกายเต็มรูปแบบนัก เพราะไม่มีบุคคลภายนอกเข้าร่วม ส่วนในงานเข้าพรรษาและออกพรรษาและปอยสอนน้ำแต่งกายธรรมดา

งานปอยอาปเลินเป็นงานที่รวมญาติใกล้ชิดที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 29-31 หลังจากเด็กทารกเกิด ขึ้นอยู่กับเพศของเด็ก ทุกคนสวมเสื้อผ้าช่วงเวลาของการให้พรเด็กเกิดใหม่ที่อายุครบหนึ่งเดือน เป็นงานที่จัดในระดับปัจเจกบุคคลธรรมดา ไม่ใช่เครื่องแต่งกายไทใหญ่ ให้ความสำคัญกับพิธีกรรมโดยผู้อาวุโสของครอบครัวในการให้พรเด็กมากกว่า
งานแต่งงาน ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวสวมเสื้อผ้าไทใหญ่ แต่ไม่มีผ้าโพกศีรษะ และคนอื่น ๆ แต่งกายทั่วไป เจ้าสาวอาจเลือกเสื้อผ้าที่หาซื้อได้จากตลาดทั้งในและนอกหมู่บ้าน ผู้วิจัยกล่าวถึงงานแต่งที่เข้าร่วม เจ้าสาวใส่ชุดไตที่หาซื้อจากตลาดในหมู่บ้าน เสื้อ ซิ่น ย่าม รองเท้า ปฏิทิน สมุด สมุนไพรที่นำเข้ามาจากฉาน  ส่วนเจ้าบ่าวแต่งกายแบบไทเขิน ทั้งคู่ซื้อเสื้อผ้าใหม่สำหรับงานแต่งงาน ส่วนคนร่วมงานสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย ไม่ใช่ชุดประเพณี (น.47)

งานในระดับชุมชนที่ผู้วิจัยเข้าร่วมหลายงาน การอัญเชิญพระพุทธรูปปลายเดือนตุลาคม งานปีใหม่ไท งานวันชาติไท งานต้อนรับครูบาบุญชุ่ม งานวันสตรีสากล และงานปอยส่างลอง ดังเช่นงานประดิษฐานพระในวัดกาคำและงานเบิกเนตรที่มาคนทั้งในและนอกหมู่บ้านเข้าร่วมจำนวนมาก มีการตั้งแถวรอรับพระพุทธรูปเมื่อเข้าสู่หมู่บ้าน ทั้งเจ้าหน้าที่จากทางการ ผู้หญิงสูงอายุนุ่งเสื้อขาวและซิ่น ส่วนชายนุ่งกางเกงและเสื้อเชิ้ตขาว อยู่ที่หัวขบวนที่เหลือเป็นคนไทใหญ่ ลาหู่ อาข่า สามไท และอื่น ๆ ที่อยู่ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง มีการแสดงต่าง ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ไทใหญ่ โต (Toh) คล้ายสิงโต กิ่งกาลี กิ่งกาลา คล้ายกับนกยูงตัวผู้ตัวเมีย และกลอง โอกาสสำคัญอย่างการอัญเชิญพระพุทธรูปนับเป็นโอกาสสำคัญแสดงให้คนนอกเห็นถึงความแตกต่างทางชาติพันธุ์และเปลี่ยนแปลงภาพเชิงลบที่มีต่อคนไทใหญ่ (น.48)

ปีใหม่ไท เป็นโอกาสสำคัญของชุมชนไทใหญ่ คนจากเครือข่ายสตรีฉานและสำนักข่าวฉานรวมถึงนักร้องไทใหญ่ร่วมในกิจกรรมดังกล่าว ทุกคนใส่เครื่องแต่งกายไทใหญ่ กลุ่มไทนำเริ่มต้นเปิดงาน สมาชิกทุกคนแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายไทใหญ่ ร้องและรำด้วยดนตรีไทใหญ่ หรือกระทั่งคนนอกสวมเครื่องแต่งกายไทใหญ่เช่นกัน
วันชาติไท (วันชูชาติไท) เดือนกุมภาพันธ์เป็นวาระสำคัญแสดงการครบรอบ 60 ปีข้อตกลงปางโหลง ค.ศ.1947 เป็นการฉลองเฉพาะในกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ไทยกับพม่าที่ให้การสนับสนุนกลุ่มไทใหญ่ ค.ศ. 2007 มีการยิ่งใหญ่เพราะตรงกับ 60 ปี การขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 9 งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อฉลองทั้ง 2 วาระ มีการผลิตเสื้อยืดในโอกาสดังกล่าวแสดงแผนที่ของรัฐฉานและธงของรัฐ พื้นหลังปรากฏรูปเสือและตัวอักษรไทใหญ่ที่เขียนว่าวันชาติไทใหญ่ กลุ่มไทขายเสื้อนี้ในหมู่บ้านเทอดไทย โดยสวมเสื้อยืดกับซิ่นหรือกางเกงไทใหญ่

งานปอยส่างลองในเดือนเมษายน ค.ศ. 2007 มีสามเณรทั้งสิ้น 47 รูป เป็นงานสำคัญของชุมชนไทใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับปัจเจกบุคคลและครัวเรือน และสำคัญในระดับชุมชนเช่นกัน พ่อแม่ร่วมจัดงานใน 3 ครอบครัวต้อนรับชาวบ้านที่จะมาให้ความเคารพกับเด็กที่จะบรรพชนเป็นสามเณร พ่อแม่และผู้ให้การอุปการะ (พ่อแม่ทูนหัว คนที่ได้รับความเคารพจากชาวบ้าน) แต่งกายตามประเพณีและร่วมงาน เด็กชายแต่งกายเรียกว่า ส่างลอง มีเครื่องสวมบ่าเรียกว่า  ลอแพ (loe pae) เครื่องศีรษะเรียกว่า ปั้นกำโมกส่างลอง ที่มีการตกแต่งอย่างงดงาม แต่สวมเสื้อและกางเกงที่เรียบง่าย (น.49)

ทั้งงานวันชาติไทและงานปอยส่างลองสำคัญกับชาวบ้านเทอดไทยในการสวมเครื่องแต่งกายไทใหญ่ นับเป็นการเชื่อมโยงผู้คนว่าเป็นหมู่เดียวกัน ไม่ว่าผู้คนเหล่านั้นจะมีสถานภาพทางกฎหมายแบบใด ทั้งที่มีบัตรประชาชน บัตรผู้พำนัก หรือผู้ไม่มีบัตร แต่มีความเป็นไทใหญ่ร่วมกันด้วยเครื่องแต่งกาย

งานวันสตรีสากล วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 2007 จัดโดยกรมพัฒนาเศรษฐกิจของอำเภอแม่ฟ้าหลวง กลุ่มแม่บ้านเข้าร่วมงานดังกล่าวและเป็นงานระดับชุมชนที่คนเข้าร่วมไม่แต่งกายไทใหญ่ ยกเว้นการแสดงทางวัฒนธรรม แต่สวมเสื้อสีเหลืองและกางเกง ที่เชื่อมโยงกับกษัตริย์และการแสดงความภักดี เป็นการแสดงออกถึงการเป็นไทยและเป็นที่ยอมรับของสังคมไทยในระดับรัฐ (น. 50)

Education and Socialization

ทศวรรษ 1970-1980 ระบบการศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็ก และสถานีอนามัย สร้างขึ้นในหมู่บ้านและวัดกาคำที่สร้างขึ้นโดยขุนส่าในพื้นที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางศาสนา มีการเลือกกำนัน การกำหนดบ้านเทอดไทยเป็น “หมู่” ไว้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการปกครอง และอำเภอแม่ฟ้าหลวง (น.23)

Health and Medicine

Art and Crafts (including Clothing Costume)

เครื่องแต่งกายในรัฐฉาน
เดิมทีเครื่องแต่งกายเป็นสิ่งที่ระบุถึงกลุ่มย่อยต่าง ๆ ในฉาน เช่น จีน-ฉาน, ฉานข้ามสาละวิน, คำตี่-ฉาน, ลาว-ฉาน (อ้างใน Scott and Hardiman 1901) โดยผู้หญิงเป็นผู้รักษาขนบการแต่งกายเพื่อแสดงความแตกต่าง (Conway 2002) โดยพื้นฐานเครื่องแต่งกายชายประกอบด้วย “กางเกงผ้าฝ้ายขนาดใหญ่และเสื้อหลวม ๆ” ส่วนเครื่องแต่งกายหญิง “เป็นลองยียาวแบบผ้านุ่ง” โดยมีลวดลายและองค์ประกอบของผ้านุ่งที่แตกต่างเพื่อระบุความแตกต่างของกลุ่มย่อย อ้างอิงงานของ Howard (2005) ระบุความแตกต่างของเครื่องแต่งกายไทเขิน ฉาน ไทเหนือ ไทคำตี่ ไทลื้อ ในงานของ Milne (1910) ศึกษาไทเหมาในช่วงทศวรรษ 1900 กล่าวถึงรูปแบบการทอผ้าที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของแต่ละกลุ่มย่อย ส่วนงานของ  Conway (2002, 2003, 2006) ศึกษาผ้าทอของเจ้าฟ้าอันเป็นเครื่องแต่งกายที่แสดงถึงอำนาจและความสัมพันธ์ทางการเมืองกับเมืองในอารักขา (น.32)

ในงานศึกษาชิ้นนี้ เน้นเครื่องแต่งกายของกลุ่มไทย่อย ที่เป็นแบบประเพณีและร่วมสมัยในบ้านเทอดไทยเป็นหลัก
ไทเหมา/ไทเหนือ (Tai Mao/TaiNeua) อ้างอิง Milne (1910) และ Howard (2005) กล่าวถึงเครื่องแต่งกายไทเหมา โพกผ้าสีเข้มที่ชายผ้ามีลวดลายวิจิตร เสื้อสีเข้มผูกด้านหน้าและผ้านุ่งพื้นดำมีลายขวางยาวกรอมตาตุ่ม ลวดลายปรากฏชายผ้านุ่ง Metford (อ้างใน Schliesinger 2001) กล่าวถึงผ้าโพกศีรษะยาวและมีความกว้างถึง 30เซนติเมตร ส่วนเครื่องแต่งกายไทเหมาร่วมสมัยมีเสื้อที่เรียกว่า เสื้อ (sur) และผ้านุ่งที่เรียกว่า ซิ่น ประกอบด้วยลวดลายเรขาคณิตสีเหลือง แดง และขาว ลวดลายคล้ายดอกไม้ส่วนบนของซิ่น ส่วนล่างเป็นพื้นสีเขียว ตัวซิ่นประกอบด้วย 4ส่วน หนึ่ง สายคาดเอว สอง ส่วนบนเรียกว่า “พดเหนือ” (pod nur) สาม ส่วนกลาง เรียกว่า “พดกลาง” และสี่ ส่วนล่าง เรียกว่า “พดใต้” ส่วนกลางปรากฏลวดลายทางขวางและลวดลายเกิดจากด้านเส้นพุ่งตามความชอบของผู้ทอ ซิ่นส่วนกลางเย็บเข้ากับส่วนเหนือและส่วนใต้ตามความเหมาะสมของสี ในบ้านเทอดไทย สีของพดกลาง (ซิ่นตรงกลาง) เป็นสีม่วง น้ำเงิน เขียว ชมพู เสื้อของไทเหมาแตกต่างจากกลุ่มอื่น เสื้อผ้าหน้า แขนเสื้อยาวถึงข้อมือและคอเสื้อสูง ชายเสื้อคลุมมีการเย็บชิ้นผ้า ในปัจจุบัน มีผ้าโพกศีรษะ เรียกว่า ผ้าเคียนหัว พื้นสีดำมีลายขวาง ใกล้เคียงกับไทหลง แต่วิธีการโพกแตกต่างออกไป อย่างไรก็ดี การโพกผ้าตามประเพณีจะมีชายผ้าที่ตั้งขึ้น แต่เนื่องจากปัจจุบัน ไม่มีผู้โพกผ้าตามวิธีดั้งเดิม จึงใช้การเย็บสำเร็จให้ได้รูปแบบที่ต้องการ (น.33)

ไทหลง เสื้อไทหลงเป็นแบบที่พบเห็นในผู้อาวุโสของหมู่บ้าน เสื้อเป็นพื้นเรียบหรือลายตาราง มีการให้ข้อมูลว่า ซิ่นดั้งเดิมไม่ปรากฏในบ้านเทอดไทย เรียกว่า ซิ่นตาล็อก (sin ta lok) มีลักษณะเป็น “ลายสก็อต” “ซิ่นดั้งเดิม ซิ่นตาล็อกลองใช้ด้ายแปดคู่ ซิ่นตาล็อกองเป็นซิ่นใช้ด้ายสี่คู่ ทำให้มีลายตารางถี่มากกว่า ลายเกิดจากการมัดย้อมทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่งด้วยสีแดงดำ หรือขาว เมื่อทอเป็นผืนจะกลายเป็นลายตาราง  เครื่องแต่งกายไทหลงประกอบด้วยเสื้อ ซิ่น และผ้าเคียนหัว เสื้อและซิ่นมักเป็นสีเดียวกัน ซิ่นของไทหลงมี 2 รูปแบบ แบบแรก มี 3 ส่วน คือผ้าเอว ซิ่นส่วนกลาง และซิ่นส่วนล่าง แบบสอง คือผ้าเอวและซิ่นที่มีลวดลายต่างกัน ส่วนผ้าเอวเป็นลายขวางสีเข้ม ความกว้างของผ้าส่วนนี้แตกต่างกัน ทั้งสองแบบเรียกลายส่วนบนว่า คั่นบนลาย หรือ ตันเหนือ (tan nur) ส่วนด้านล่างเป็นสีพื้น “ข้างล่างสีพื้น” หรือ “ฮิม” ในบ้านเทอดไทย ใช้สีพื้นนี้เป็นแดงหรือเขียว แต่หากซื้อผ้าทอจากภายนอกปรากฏสีอื่น ๆ เช่นกัน ชมพู น้ำเงิน เป็นอาทิ มีการปรับซิ่นให้เรียบง่ายสำหรับงานแสดง เสื้อของไทหลงเป็นเสื้อปาดหน้าเรียก “เสื้อไท” เดิมทีเป็นสีขาว แต่ปัจจุบัน เลือกสีเดียวกับซิ่นที่นุ่ง คอเสื้อคล้ายคอเสื้อจีนที่มีการปักลวดลาย ส่วนผ้าโพกศีรษะเป็นการโพกที่ปลายทั้งสองของชายผ้าจะทับกันบริเวณหน้าผาก (น.34)

ไทงาน (Tai Ngan) เครื่องแต่งกายไทงานคล้ายกับไทเขินในบ้านเทอดไทย ภาษาและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน สิ่งที่แตกต่างของทั้งสองกลุ่ม ไทเขินในรัฐฉานอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ส่วนไทงานเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก เครื่องแต่งกายประกอบด้วย เสื้อ ซิ่นหรือซิ่นงาน และผ้าเคียนหัว ซิ่นงานมี 2แบบ แบบหนึ่ง ประกอบด้วย 3ส่วน ผ้าเอว (waistband)  ส่วนกลางมีลวดลาย และส่วนล่างเป็นฟื้นเรียบสีดำ ทอในหมู่บ้านหรือซื้อมาจากภายนอก ส่วนอีกแบบหนึ่งเป็นผ้าสองชิ้น ผ้าเอวและผ้าผืนเดียวมีลายขวางและส่วนล่างพื้นดำ ซึ่งผลิตโดยกลุ่มแม่บ้าน ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เรียกว่า ลายน้ำไหล ประกอบด้วยด้ายสีต่าง ๆ น้ำเงิน เขียว เหลือง ชมพู และขาว ส่วนเสื้องานเป็นผ้าดำ แขนเสื้อสั้นที่มีลายพาดสีน้ำเงินหรือดำพาดจากบ่า คอเสื้อปาดหน้าชายเสื้อมีพู่เย็บติดเป็นสีต่าง ๆ ขาว ชมพู น้ำเงิน เหลือง เขียว ความยาวตามความชอบ บางครั้งยาวถึงพื้น ผ้าโพกศีรษะขาวหรือชมพูอ่อนที่โพกบนศีรษะ เครื่องแต่งกายของไทงานได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ (น. 35)

ไทเขิน Seidenfaden (1967) กล่าวถึงเสื้อหญิงไทเขินและไทลื้อที่คล้ายคลึงกัน เสื้อที่พอดีตัว เดิมทีมีเครื่องสวมศีรษะที่แตกต่าง หญิงที่คงสวมเครื่องแต่งกายตามประเพณีใส่เสื้อข้างในที่ไม่มีแขน ผ่าด้านหน้า กลัดกระดุมเงิน ส่วนเสื้อนอกเป็นสีพื้นและไม่มีการใส่เครื่องประดับ ซิ่นเป็นสีพื้นดำส่วนล่างมีลายคาดสีชมพู แดง น้ำเงิน และส่วนบนเป็นลายคาดดำ แต่ปัจจุบัน ไม่มีการผลิตเครื่องแต่งกายดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ ดั้งเดิมหญิงไทเขินสวมหมวกที่เรียกว่า กุบ ในบ้านหินแตก เครื่องแต่งกายไทเขินประกอบด้วยเครื่องสวมศีรษะสีขาวมีชายผ้ายาวด้านหนึ่ง เสื้อสีดำผ้าหน้ามีกระดุมเงินเป็นแถวยาว ส่วนซิ่นคล้ายกับซิ่นของไทหลง สีของซิ่นน้ำเงินพื้นส่วนล่างของซิ่น มีลายคาดแดง น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้มที่ส่วนบนของซิ่น ในบ้านเทอดไทย ไทเขินมีเครื่องแต่งกาย 2รูปแบบ แบบแรก เรียกว่าเครื่องแต่งกายไทเขิน เครื่องสวมศีรษะสีขาว เสื้อดำเหมือนเสื้อของไทงาน และซิ่นพื้นดำส่วนล่าง ส่วนซิ่นด้านบนมีสีแตกต่าง เสื้อ (เรียก เสื้อหน้าไว หรือ เสื้อลำ) ที่เป็นพื้นดำจะมีลวดลายบนไหล่และข้างลำตัวมีสีชมพู เขียว เหลือง และน้ำเงิน  เรียกลวดลายว่า “เสื้อเสลา” ที่หมายถึงสีรุ้ง บางครั้งมีพู่ที่ชายเสื้อคล้ายเสื้อไทงาน แต่มีขนาดสั้นกว่า แบบสอง คล้ายกับเครื่องแต่งกายในราชสำนักเชียงตุง ซิ่นมี 4ส่วน ผ้าเอว ส่วนบน ส่วนล่าง และส่วนล่างสุด ส่วนส่วนแรกทำจากผ้าไหมจีน ส่วนกลางลายพรรณพฤกษา เสื้อสีขาวผู้ข้างลำตัว (น.35)

ไทลื้อ เป็นกลุ่มที่มีจำนวนไม่มากในบ้านเทอดไทย เครื่องแต่งกายตามขนบไทลื้อคล้ายกับเสื้อสวม บริเวณคอเสื้อมีการปักลาย เสื้อหลวม ส่วนซิ่นมีความยาวถึงตาตุ่ม ส่วนกลางและปลายซิ่นมีการใช้เทคนิคมัดย้อมและทอให้เกิดลวดลาย มี 2 รูปแบบ 

แบบแรกเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น เครื่องแต่งกายทำจากไหมจีน เสื้อแขนยาวและมีเชือกผูกข้างเป็นสีขาวหรือชมพูส่วนซิ่นมี 3ส่วน ได้แก่ ผ้าเอว ส่วนบนเป็นลายขวางสีดำ ส้ม แดง และส่วนล่างเป็นไหมจีนสีเขียว ซื้อผ้ามาจากแม่สายในเชียงราย แบบสอง เป็นเสื้อขาวเรียก เสื้อเนาไว (sua naw wai)  ผูกด้านข้าง ซิ่นเช่นเดียวกับซ่นล้อ แต่ส่วนล่างของซิ่นเป็นพื้นเขียวหรือผ้าสังเคราะห์ ส่วนบนมีหลากสีสันมากกว่า ส่วนบนเป็นซิ่นที่ทอในบ้านเทอดไทย แต่ส่วนล่างของซิ่นแทนด้วยผ้าสีเขียว แต่ไม่มีผู้ที่แต่งกายในแบบที่สองมากนัก (น.36)

การสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายของบ้านเทอดไทยโดยกลุ่มแม่บ้าน มีความใกล้เคียงกับเครื่องแต่งกายของไทหลง โดยมีเสื้อขาวคอจีนและเซ่นที่มีส่วนประกอบสองส่วน ส่วนล่างเป็นสีแดงและส่วนบนเป็นลายทาง จากนั้นมีการปรับให้เป็นพื้นเขียว และเย็บเครื่องสวมศีรษะคล้ายกลุ่มไทเหมาและไทหลง ผู้หญิงในท้องถิ่นเริ่มแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของกลุ่มแม่บ้านในงานสำคัญระดับจังหวัดและชุมชน นอกจากนี้ เริ่มเรียนรู้จากช่างทอหน้าใหม่ที่เข้ามาในหมู่บ้าน เกิดการผสมผสานรูปแบบเครื่องแต่งกายของไทเขิน ไทงาน และไทลื้อ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบอกเล่าความหลากหลายของกลุ่มไท โดยสมาชิกกลุ่มแม่บ้านมองว่าความหลากหลายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไท (น.42)

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

การระบุอัตลักษณ์ชาติพันธุ์เปลี่ยนแปรตามกระบวนการสร้างชาติและการกำหนดประเภทชาติพันธุ์ กลุ่มคนไทจากพม่าระบุตัวตนจากคนอพยพเชื้อสายไทสู่คนไทใหญ่ มีสถานภาพทางสังคมที่แตกต่างในแต่ละช่วงเวลา

กระบวนการกลายเป็นไทย (Thai-ization) หมายถึงการกลืนกลายคนที่ไม่ใช่ไทให้อยู่ระบบวัฒนธรรมไทย อันหมายถึง สังคมและวัฒนธรรมของชาติไทย โดยกำหนดความเป็นไทยด้วยหลักพื้นฐาน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทั้งระบบการศึกษาและระบบการปกครองเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็นไทย (อ้าง Laungaramsri 2003; Keyes 1977) (น.23)

อัตลักษณ์ความเป็นไทใหญ่เริ่มลดความสำคัญลง ยุค “หลังขุนส่า” ทำให้ชาวบ้านเลือกปกปิดอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทและสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทย ไม่ว่าประเภทบุคคลในเอกสารคงระบุว่าเป็นคนอพยพจากพม่าหรือเป็นชาวเขาก็ตามที คนสูงวัยเลิกใส่เครื่องแต่งกายที่แสดงความเป็นไท เด็กรุ่นใหม่เลิกพูดภาษาไท เด็ก ๆ ที่เติบโตในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 มีความรู้เกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมไทอย่างจำกัด (น.26)

ตั้งแต่ ค.ศ. 2002เริ่มการรื้อฟื้นวัฒนธรรมความเป็นฉาน (Shan-ization)และเริ่มระบุอัตลักษณ์ความเป็นคนไท เกิดขึ้นทั้งในระดับหมู่บ้านและสังคมในระดับกว้าง ปีดังกล่าวเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังรัฐฉาน กองกำลังฉานสามารถพิชิตชัยชนะในหลายสมรภูมิโดยมีชาวบ้านเทอดไทยให้ความช่วยเหลือในเรื่องอาหารและเครื่องแต่งกาย คนหนุ่มเลือกเข้าร่วมกองกำลัง ทั้งหมดสร้างความผูกพันของคนไทใหญ่ในบ้านเทอดไทยและในรัฐฉาน

ในสังคมไทยเอง มุมมองต่อคนฉานเริ่มเปลี่ยนแปลง การออกอัลบั้มเพลงเพื่อคนฉานของคาราบาวและสื่อถ่ายทอดกิจกรรมของคนฉานในพม่าและในไทย นอกจากนี้ บรรยากาศทางสังคมต่อกลุ่มคนอพยพเริ่มเปลี่ยนแปลง จากนโยบายการขึ้นทะเบียนคนอพยพให้ถูกกฎหมายมากยิ่งขึ้น และหลายคนได้รับบัตรประชาชน จึงส่งผลให้กลุ่มคนไทอยู่ในหมู่บ้านอย่างมั่งคงหรือการเดินทางออกไปทำงานนอกพื้นที่ (น.27)

“ไทใหญ่” เป็นคำเรียกโดยสังคมไทยในระดับกว้างสำหรับกลุ่มที่อพยพเข้ามาในประเทศ และคนไทเลือกใช้คำว่า ไทใหญ่ เรียกตนเองด้วย เพราะเมื่ออยู่ในฉาน เรียกตนเองเพียง ไท และมีการระบุกลุ่มย่อยต่าง ๆ ซึ่งคำเรียกกลุ่มย่อยเชื่อมโยงกับเครื่องแต่งกายและผ้าทอ เมื่อเข้ามาอยู่ในไทยแล้ว คำเรียกจึงถูกแทนที่ด้วยคำเรียกใหม่ (น.37)
การศึกษาพยายามสะท้อนมุมมองของชาวไทต่างวัยใน 3ช่วงชีวิต วัยรุ่น ผู้ให้ข้อมูลถึงอายุ 20ปี วัยทำงาน 20-50ปี และวัยอาวุโสตั้งแต่ 50ปีขึ้นไป แต่สำหรับในบ้านเทอดไทยมีความแตกต่างในมุมมองของคนวัยกลางคน แบ่งกันในช่วงวัย 30ปี เพราะมีมุมมองต่อการสร้างอัตลักษณ์ไทใหญ่รวม (Pan-Tai identity) ที่แตกต่างกัน มุมมองต่าง ๆ ยังสัมพันธ์กับประสบการณ์และความเปลี่ยนแปลงของปัจเจกบุคคล กลุ่มคนวัยกลางคน ที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นกลุ่มที่เกิดและเติบโตในหมู่บ้าน ส่วนกลุ่มผู้ที่สูงวัยกว่า อพยพจากฉานเข้าสู่ไทยในช่วงวัยรุ่นและใช้ชีวิตในบ้านเทอดไทย

กลุ่มคนสูงวัยที่เน้นการสืบสานประเพณี ระบุตัวตนกับกลุ่มไทย่อย ไทหลง ไทเหมา ไทงาน ไทเขิน และอื่น ๆ เพราะแต่ละกลุ่มในรัฐฉานมีพัฒนาการของวัฒนธรรมแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น ไทเขินทางตะวันออกและไทหลงทางตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน แต่เหตุการณ์ในช่วง 50-60ปี ผู้คนเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่มาตุภูมิ กลุ่มคนอาวุโสนุ่งซิ่นขาวและเสื้อขาวแบบไทใหญ่ในโอกาสที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ส่วนในชีวิตประจำวันนุ่งเสื้อหรือซิ่นทอมือที่เรียบง่าย ส่วนชายสูงวัยนุ่งกางเกงสีขาวและเสื้อเชิ้ตขาว โดยระบุถึงขนบของการแต่งกายที่เหมาะสมสำหรับคนสูงวัย สำหรับผู้ชายสวมเครื่องศีรษะในโอกาสพิเศษทางวัฒนธรรม (น.37)

ผู้ใหญ่ช่วง 30-50ปีกับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และยุคกระบวนการกลายเป็นไทย กลุ่มดังกล่าวเกิดและเติบโตในฉาน เมื่อเกิดกลุ่มต่อต้านรัฐบาลพม่า จึงหนีออกจากพื้นที่ คนเหล่านี้แต่งงานนอกพม่า นั่นคือมาตั้งรกรากและมีครอบครัวในบ้านเทอดไทย หญิงในกลุ่มดังกล่าวนุ่งเสื้อยืดและโสร่งที่หาซื้อได้จากตลาด ส่วนชายนุ่งเสื้อยืดกับกางเกงที่หาได้จากตลาดเช่นกัน พวกเขาสวมเครื่องแต่งกายไทใหญ่ในโอกาสพิเศษ รูปแบบเป็นไปในลักษณะของไทเหมาและสวมเสื้อไทใหญ่ ส่วนผู้ชายสวมเครื่องแต่งกายสำหรับชายไท เครื่องแต่งกายไทใหญ่ของหญิงในกลุ่มนี้มาจากการซื้อจากกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มแม่บ้านไม่ให้ความสำคัญในการแยกแยะความแตกต่างของรูปแบบซิ่นหรือเสื้อ เช่น การทอผ้าที่มีลักษณะเป็นไทเขิน ก็จะให้คำอธิบายว่าเป็นซิ่นไทใหญ่ ในบางกรณี แม้จะแยกแยะลักษณะของเสื้อกลุ่มไทย่อย แต่คงอธิบายรวม ๆ ว่าเป็นเสื้อไทใหญ่ (น.38)

ผู้ใหญ่ช่วง 18 – 30ปีเป็นกลุ่มที่เกิดและเติบโตในบ้านเทอดไทย แต่มีจำนวนไม่มากนักในหมู่บ้านเพราะเดินทางออกไปทำงานนอกพื้นที่ เชียงราย แม่สาย เชียงใหม่ แต่งงานกับคนไทยและตั้งรกรากในเมืองใหญ่ กลุ่มดังกล่าวกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์เพื่อเยี่ยมเยือนครอบครัว และไม่สวมเครื่องแต่งกายตามประเพณี ความเห็นของคนวัย 40ปี เห็นว่าการตั้งกลุ่ม ไทนำ ส่งเสริมให้กลุ่มคนในช่วงวัยนี้เรียนรู้วัฒนธรรมไท เพราะพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูแบบไทย (น.39)

กลุ่มที่มีอายุน้อยที่สุดต่ำกว่า 18-20ปี เป็นกลุ่มที่สร้างอัตลักษณ์ไทใหญ่ ความผูกพันกับคนรุ่นปู่ย่าตายายเข้มแข็ง ระบุว่าตนเองมีสัญชาติไทย เชื้อชาติไทใหญ่ ทั้งเด็กหนุ่มและเด็กสาวสวมเสื้อผ้าไทใหญ่ในโอกาสสำคัญและเข้าใจถึงความหลากหลายของกลุ่มไทที่สูญหายไป อธิบายเพียงเครื่องแต่งกายเหล่านี้แสดงความเป็นไทใหญ่เพราะเห็นมาตั้งแต่เกิด และสำคัญในการสวมเครื่องแต่งกายไทใหญ่เพราะเป็นหมู่บ้านไทใหญ่ (น.40)

Social Cultural and Identity Change

ความเปลี่ยนแปลงของคนในหมู่บ้านหินแตกเกิดขึ้นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ การต่อรองสถานภาพทางสังคมและอัตลักษณ์ในเงื่อนไขของนโยบายเกี่ยวกับพลเมืองไทยและชนกลุ่มน้อย คนไทใหญ่ไม่ถูกจัดประเภทอยู่ในฐานะผู้ลี้ภัยเหมือนเช่นชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญจากพม่า ฉะนั้น จึงเกิดการต่อรองอัตลักษณ์โดยเฉพาะการรวมตัวของกลุ่มแม่บ้านและเครื่องแต่งกายไทใหญ่ ในช่วง ค.ศ. 1982 กับ 2002 (น.22)

การฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเพื่อแสดงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ กลุ่มไทนำและไทอนุรักษ์กลุ่มทำงานด้านการฟื้นฟูวัฒนธรรมทำงานร่วมกัน และระหว่างการจัดงานสำคัญ สมาชิกของกลุ่มแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายตามประเพณีไท ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ ผลจากกิจกรรมเพื่อตอกย้ำความเป็นไทใหญ่ทั้งภายในชุมชนเองและสื่อสารกับชุมชนภายนอกด้วย
กลุ่มเคลื่อนไหวในการรื้อฟื้นวัฒนธรรม “ไทนำ” และ “ไทอนุรักษ์”กลุ่มพระไทใหญ่ในวัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพก่อตั้งกลุ่ม “แสนเทียง”  (Sean Tieng) ต้องการฟื้นฟูวัฒนธรรมไทในกลุ่มคนไทรุ่นใหม่ที่อยู่ในกรุงเทพ อ้างถึง Takatani (2003) กระบวนการทำนองเดียวกันเกิดขึ้นในพม่าเช่นกัน คณะทำงานด้านภาษาและวัฒนธรรมฉาน พัฒนาภาษาเขียนของฉานที่เป็นมาตรฐานและใช้ในการเผยแพร่วัฒนธรรม ตั้งแต่ทศวรรษ 1990แต่แสดงออกภายในพม่าอย่างจำกัด กลุ่มพระสงฆ์ดังกล่าวเดินทางสู่หมู่บ้านต่าง ๆ ที่มีคนอพยพและลูกหลานคนไทใหญ่ในการเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรม พิธีกรรมพุทธศาสนาและการเต้นรำตามประเพณีในช่วงที่ลูกหลานคนไทใหญ่หยุดการศึกษาตามระบบในลักษณะของค่ายภาคฤดูร้อน (น.28)

 “ไทนำ” ที่หมายถึง เยาวชนไท เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.2004เยาวชนอาวุโสมีบทบาทในการร่วมเผยแพร่ภาษา การเต้นรำ และศีลธรรม และให้เด็ก ๆ ที่เข้าร่วมค่ายภาคฤดูร้อนแสดงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในหมู่บ้าน รวมทั้งกลุ่มแสนเทียง กำนัน และกลุ่มแม่บ้าน อีกกลุ่มคือ “ไทอนุรักษ์” เพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมไท เน้นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ทั้งการเต้นรำและดนตรีไท แม้ผู้เล่นดนตรีเป็นผู้อาวุโส แต่เริ่มถ่ายทอดวัฒนธรรมดังกล่าวให้คนรุ่นใหม่ กลุ่มไทอนุรักษ์ทำหน้าที่ในการจัดงานและสื่อสารให้คนเชื้อสายไทเข้าร่วมงาน (น.29)

กลุ่มไทนำ เป็นการผสมผสานระหว่างไทงาน ไทลื้อ และไทหลง มีการกำหนดร่วมกันในการแต่งกายแต่ละโอกาส การสร้างความเป็นอัตลักษณ์ให้ชัดยิ่งขึ้นผ่านเครื่องแต่งกาย เมื่อกลุ่มไทนำเดินทางไปประกอบกิจกรรมนอกพื้นที่ในหมู่บ้านที่มีไทใหญ่ นับเป็นการส่งออก “ความเป็นไทใหญ่” ไปยังพื้นที่อื่น เช่น บ้านไม้โมกจัน บ้านเปียงหลวง บางคนยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเครือข่ายสตรีฉาน (SWAN) เป็นต้น (น.40)

งานวัฒนธรรมไทที่จัดโดยกลุ่มไทนำและกลุ่มไทอนุรักษ์ในบ้านเทอดไทย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความเป็นฉาน โอกาสที่คนทุกช่วงอายุตอกย้ำอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทใหญ่ให้กับคนรุ่นใหม่ วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ดังกล่าวแตกต่างจากคนไทย จึงกล่าวได้ว่า กระบวนการกลายเป็นไทย ด้วยความภักดีต่อกษัตริย์ การใช้ภาษาไทยกลาง การร้องเพลงชาติไทย การดูละครไทยที่เข้ามามีส่วนในการสร้างความเป็นไทย เป็นสิ่งที่ปรากฏคู่ขนานกับการสร้างความเป็นไทใหญ่ เครื่องแต่งกายและองค์ประกอบวัฒนธรรมไทแสดงให้เห็นความเป็นไทใหญ่ สร้างความแตกต่างของความเป็นไทและไม่ใช่ไท แม้ไทใหญ่จะไม่มีดินแดนที่เป็นรัฐชาติ แต่ความเชื่อต่อ “เมืองไท” เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตลักษณ์ไทใหญ่ร่วม ของผู้คนที่มีรากเหง้าเชื่อมโยงกับกลุ่มคนในตระกูลภาษาไทที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในฉานและต่อสู้ทางการเมืองกับพม่า (น.50)

Critic Issues

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

แผนที่
- รัฐฉานและทางเหนือของไทย น.xiv
- อำเภอแม่ฟ้าหลวง น.xv
-  ตำบลเทอดไทย น.xvi
ภาพ
- หลักฐานเกี่ยวกับขุนส่า (น.57)
-  การประดิษฐานพระพุทธวัดกาขาว (น.58-60)
- งานปีใหม่ไทสะท้อนการแต่งกายของคนวัยต่าง ๆ (น.63-68)
-  กลุ่มแม่บ้านกับการทอผ้า (น.83,85,108,134-136)
- เครื่องแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ย่อย ๆ (น.84-87)
-  รายละเอียดของผ้าซิ่น (น.71-80)
- งานปอยส่างลอง (น.88-93, 128-132)
- สถานที่สำคัญและภูมิประเทศในบ้านเทอดไทย  (น.106,107, 113-117)
- กิจกรรมกลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ (น.98-99)

Text Analyst นายชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ Date of Report 24 เม.ย 2561
TAG อัตลักษณ์ชาติพันธุ์, เครื่องแต่งกาย, ประวัติศาสตร์การอพยพ, ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์, เชียงราย, ภาคเหนือ, ประเทศไทย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง