ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ไทดำ, เครื่องแต่งกาย, ผ้าทอ, อัตลักษณ์ชาติพันธุ์, การคงอยู่และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม, การอพยพ, บ้านนาป่าหนาด, จังหวัดเลย, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ประเทศไทย
Author Franco Amantea
Title เครื่องแต่งกาย ผ้าทอ และ อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของกลุ่มไทดำจังหวัดเลย
Document Type หนังสือ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรhttp://lib.sac.or.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00071192
Call no. NK8878.7.A43 2009
Total Pages 100 Year 2009
Source Bangkok: White lotus Studies in the material cultures of Southeast Asia no. 13
Abstract

ขนบทางสังคมไทดำบ้านนาป่าหนาดตอกย้ำลักษณะทางชาติพันธุ์ที่ปรากฏชัดในพิธีกรรมและการปฏิบัติ เครื่องแต่งกายกลายเป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างโลกนี้กับโลกอื่น มากไปกว่านั้นกลายเป็นสื่อแสดงความสำคัญการธำรงคุณค่าวัฒนธรรม ประเพณี และความเกี่ยวเนื่องระหว่างความเชื่อและข้าวของกำกับความสืบเนื่องทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ของไทดำ

การสืบทอดขนบทางวัฒนธรรมของไทดำ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสิ่งของ การสืบทอดการปฏิบัติและความเชื่อ และระบบสังคมการเมือง ทั้งหมดนี้คือระบบคุณค่าที่สำคัญในการครองอัตลักษณ์ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายมีบทบาทสำคัญในขนบของคนบ้านนาป่าหนาด และการรักษาอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในฐานะของคนไทดำในสังคมไทย

Focus

ผู้วิจัยศึกษาบทบาทของเครื่องแต่งกายไทดำ แต่อดีตถึงปัจจุบัน เพื่ออธิบายความหมายทางวัฒนธรรมของเครื่องแต่งกายไทดำในบริบทสังคมไทย

เครื่องแต่งกายและผ้าทอล้วนสัมพันธ์กับพิธีกรรมและสัญลักษณ์ต่าง ๆ จึงกล่าวได้ว่าเครื่องแต่งกายและผ้าทอเชื่อมโยงกับระบบวัฒนธรรมและสังคม มากไปกว่านั้นกลายเป็นสิ่งที่ระบุถึงความเป็นไทดำ และส่งผลต่อการสืบทอดอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ความหมายของเครื่องแต่งกายและผ้าทอเป็นส่วนหนึ่งที่สัมพันธ์กับสภาพทางการเมือง สังคม และการเปลี่ยนแปลงเชิงเทคนิคการผลิต เช่น วัสดุ

ปัจจุบันผู้อาวุโสในชุมชนพยายามฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมและส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ การแต่งกายไทดำแบบประเพณีในการประกอบพิธีและโอกาสสำคัญ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ กลุ่มผู้อาวุโสพยายามเชื่อมโยงการรักษาขนบประเพณีกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดี เช่น การก่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมและการสาธิตทางวัฒนธรรม เป็นไปเพื่อกระตุ้นให้คนในเห็นความสำคัญในการสืบทอดมรดกวัฒนธรรม และเป็นช่องทางในการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

Theoretical Issues

ผู้ศึกษาให้ความสำคัญกับการอธิบายความหมายของเครื่องแต่งกายและผ้าทอในบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่า งานการศึกษาเกี่ยวกับผ้าทอและเครื่องแต่งกายจำนวนหนึ่ง ให้ความสำคัญนัยทางวัฒนธรรมภายในกลุ่มชาติพันธุ์ การศึกษาในประเด็นนี้มักมองบทบาทเชิงสัญลักษณ์ของผ้าทอภายในสังคมใดสังคมหนึ่ง และไม่อธิบายถึงความหมายของเครื่องแต่งกายและผ้าทอในฐานะที่เป็นสิ่งระบุถึงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ข้ามกลุ่มวัฒนธรรม

ดังเช่น Weiner and Schneider (1989:1) “ตลอดประวัติศาสตร์ เครื่องแต่งกายแสดงการจัดระเบียบทางสังคมและการเมือง...เครื่องแต่งกายนั้นมีรายละเอียดที่สะท้อนความหลากหลายทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นสี ลวดลายบนผ้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสาร” ฉะนั้น ในการศึกษา ต้องการทำความเข้าใจถึงผ้าทอในฐานะเครื่องมือสื่อสาร แต่งานการศึกษาที่ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องแต่งกายกับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไม่พบมากนัก (Eicher 1995, Howard 2000) โดยส่วนใหญ่งานเขียน มองผ้าทอหรือเครื่องแต่งกาย “สิ่งระบุภายนอก” (surface pointers) สามารถแบ่งแยกความแตกต่างจากสิ่งที่เห็นภายนอก แต่สิ่งดังกล่าวกลับ “เป็นลักษณะหลักของความแตกต่างของกลุ่ม” นอกจากระบุถึงความแตกต่างระหว่างกลุ่ม เครื่องแต่งกายให้คำอธิบายความเชื่อมโยงภายในตัวตนกับบรรพบุรุษหรือชุดคุณค่าเกี่ยวกับความงามและอื่น ๆ

งานที่ผู้ศึกษาอ้างถึงและเป็นตัวอย่างในการทำความเข้าใจผ้าทอในบริบทต่าง ๆ เช่น Niessen (1993) ที่อธิบายเครื่องแต่งกายของบาตัคใช้เสื้อผ้าย้อมครามง่าย ๆ ระบุความแตกต่างทางชาติพันธุ์และการต่อต้านดัตช์และมาเลย์ ด้วยการสะท้อนให้เห็นว่าเสื้อผ้าย้อมครามคือสิ่งสะท้อนสังคมของความเท่าเทียม ต่อเมื่อการต่อสู้ไม่สำเร็จ เครื่องแต่งกายของบาตัคได้รับเอารูปแบบของยุโรปและมาเลย์ ทั้งสีสันและรูปแบบมากยิ่งขึ้น หรืองานของ Howard (2000) ศึกษาเครื่องแต่งกายกลุ่มปาปวน ที่สัมพันธ์กับความเป็นชาติพันธุ์ในบริบททางประวัติศาสตร์ เครื่องแต่งกายของกลุ่มปาปวนมีนัยสำคัญมากขึ้น เมื่อเผชิญกับการคุกคามของดัตช์และอินโดนีเซียในนโยบายกลืนกลายทางวัฒนธรรม จากการศึกษาแสดงให้เห็นกลุ่มต่อต้านที่ใช้เครื่องแต่งกายตามประเพณีในเทศกาลทางวัฒนธรรม

ส่วนการศึกษาผ้าทอของกลุ่มไทดำ ผู้ศึกษาให้ความสนใจกับงานของ Howard and Howard (2002) ที่ศึกษาผ้าทอไทดำในเวียดนาม ทั้งในฐานะที่เป็นข้ออภิปรายเชิงทฤษฎีและเป็นแหล่งอ้างอิงการจัดประเภทการทอผ้า เทคนิคการทอ ในงานชิ้นนี้ ผู้ศึกษาสรุปนัยสำคัญว่า เครื่องแต่งกายของกลุ่มคนไทในจีนตอนใต้และในเวียดนาม เป็นหมุดหมายที่บ่งชี้การอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมและปลอดอิทธิพลของจีนที่นุ่งกระโปรง รวมทั้งแจกแจงให้เห็นความเหมือนและความแตกต่างของกลุ่มไทขาวและไทดำในภูมิภาคดังกล่าว  ในปัจจุบัน ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในเวียดนาม จึงส่งผลต่อการฟื้นฟูผ้าทอกลุ่มคนไทเพื่อสนองตลาดของผู้สนใจผ้าทอมือ พร้อมกับการใช้ผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น (น.2-6)

แนวทางในการศึกษามุ่งทำความเข้าใจบทบาทของเครื่องแต่งกายและสิ่งทอที่สัมพันธ์กับขนบการปฏิบัติต่าง ๆ ทั้งในชีวิตประจำวันและในโอกาสสำคัญ และเชื่อมโยงกับระบบสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนไทดำ ทั้งนี้ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่คงอยู่ เปลี่ยนแปลง และปรับตัวกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาและภายใต้ปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มไทดำและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในพื้นที่ แม้กระทั่งภายในกลุ่มชาวไทดำที่ผู้ศึกษาใช้เป็นกรณีศึกษา ความหมายของเครื่องแต่งกายและสิ่งทอสามารถแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัยและประสบการณ์ของผู้ให้ข้อมูล

Ethnic Group in the Focus

ไทดำ (Black Tai) สำหรับเรียกกลุ่ม ไทดำ ในบ้านนาป่าหนาด
กลุ่มไทดำในไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เรียกตนเองว่าลาวทรงดำมากกว่าไทดำ อยู่ในสุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ พิษณุโลก ราชบุรี นครปฐม ส่วนอีกจำนวนหนึ่งเรียกตนเองว่า ไทดำ บ้านนาป่าหนาด เลย แต่มีการเรียกด้วยชื่ออื่น ลาวทรงดำ ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ไทยทรงดำ ไทยทรงดำ และไทยโซ่งดำ ลาวทรงดำ หรือ ลาวโซ่งดำ (?) (Lao Song Dam)สำหรับเรียกกลุ่ม ไทดำ ที่อพยพและตั้งรกรากในภาคกลางและตะวันตกของประเทศไทย ผู้วิจัยอ้างอิงงาน Sams (1987: 293) อธิบายถึงคำว่า ลาวโซ่ง เกิดขึ้นเมื่อคนไทดำเดินทางเข้าสู่ภาคกลาง และเป็นนโยบายในการบูรณาการชนกลุ่มต่าง ๆ โดยทั่วไป กลุ่มที่เคลื่อนย้ายและตั้งถิ่นฐานในเพชรบุรีเรียก ลาวทรงดำ (ลาวโซ่งดำ) มากกว่าไทดำ (น.12)

Language and Linguistic Affiliations

การถอดเสียง(transliteration) ไม่มีระบบมาตรฐานในการถอดเสียงไทดำหรือไทยกลางในภาษาอังกฤษ ผู้ศึกษาอาศัยการถอดเสียงภาษาไทดำในภาษาอังกฤษ จากพจนานุกรม Thài-Viêt ของ Hoàng and Tòng (1990) และ Black Tai-English ของ Baccam et al. (น.8)

ไทดำเป็นกลุ่มย่อยของกลุ่มชนใช้ภาษาตระกูลไท สายตะวันตกเฉียงใต้ นักภาษาศาสตร์แบ่งเป็น สายเหนือ สายกลาง และสายตะวันตกเฉียงใต้ เป็นกลุ่มที่อพยพจากทางใต้จีนและภูมิภาคเหนือของแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ (น.9)

โดยกลุ่มภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้ ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยโดยนักภาษาศาสตร์ เชียงแสนไต, ลาว-ผู้ไท และภาษาทางตะวันตกเฉียงเหนือ โดยสะท้อนการกระจายตัวของประชากรแถบชายแดนในภาคใต้ของจีน, เวียดนาม, ลาว, ไทย, พม่า และอัสสัม ประกอบด้วย

กลุ่มคนที่อาศัยอยู่แม่น้ำโขงตอนบนในยูนนานและย้ายมาทางตะวันตกพม่าและอัสสัมพูดภาษาตระกูลไตตะวันตกเฉียงเหนือ

กลุ่มคนที่อยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำแดงตอนบนพูดไตเชียงแสนและลาว-ภูไท โดยกลุ่มคนที่พูดไทเชียงแสนที่คงอัตลักษณ์ระหว่างไทดำกับไทขาวมีเอกลักษณ์ต่างจากกลุ่ม Tay กับ Nung ที่พูดกลุ่มไทกลาง กลุ่มพูดไทเชียงแสนเรียกตัวเองว่า ไทดำและอีกกลุ่มเรียกไทดอนหรือไทขาว

กลุ่มไทตระกูลย่อยไทเชียงแสน ถูกเรียกว่า “ไทย” แตกต่างจากกลุ่มภาษาตระกูลไทอื่น Tay, Nung, ลาว ลื้อ (น.10)

Study Period (Data Collection)

ค.ศ. 2004*
(ผู้ศึกษาไม่กล่าวไว้อย่างชัดเจน เพียงกล่าวถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตนสังเกตการณ์ เช่น การแต่งงาน เมื่อ ค.ศ.2004 - น.42)

History of the Group and Community

ผู้ศึกษาทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการบันทึกการเคลื่อนย้ายคนไทดำจากสิบสองจุไทสู่ประเทศไทย เมื่อศตวรรษที่ 19 ทั้งหมด 6 ระลอก

- สมัยพระเจ้าตากสิน ค.ศ. 1780 เคลื่อนย้ายจากหลวงพระบางมาเมืองม้วยในหัวพันและเมืองแถน มาตั้งรกรากในเพชรบุรี
- ค.ศ. 1792 พระเจ้าตากสินรับไทดำที่มาจากเมืองพวนในเชียงขวางและเมืองแถน ให้ตั้งถิ่นฐานในเพชรบุรี
- ค.ศ. 1828 พระนั่งเกล้ารับสั่งตีเมืองแถน ด้วยเพราะขาดส่งบรรณาการ จึงได้กลุ่มคนไทดำมาเพิ่มอีกและตั้งถิ่นฐานที่เพชรบุรี
- ในช่วงเวลาไม่นานหลังจากนั้น เกิดความขัดแย้งไทดำและผู้ปกครองหลวงพระบางมีการจับเชลยศึกไปกรุงเทพ
- ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างลาวเหนือกับเวียดนามจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มชนฮ้อ และ ค.ศ. 1879 ฮ้อเข้าตีเมืองแถงและในปีต่อมา รัชกาลที่ 5 ส่งกองทหารไปยังสิบสองจุไทตีฮ้อ จึงได้ไทดำมาเพิ่มเติมและตั้งรกรากยังเพชรบุรี และคนสยามเข้าไปมีบทบาทในสิบสองจุไท กลุ่มนี้คือบรรพบุรุษของไทดำในจังหวัดเลยปัจจุบัน แต่ ค.ศ. 1888 บทบาทของสยามสิ้นสุดลงหลังจากฝรั่งเศสเข้ามีบทบาทในอินโดจีน
- ในช่วงประเทศลาวเปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ ค.ศ. 1975 โดยเป็นผลมาจากเมื่อ ค.ศ. 1954 ที่เวียดนามเปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ส่งผลให้กลุ่มไทดำจำนวนหนึ่งเคลื่อนยายมายังลาว และหลังเหตุการณ์ ค.ศ. 1975เคลื่อนย้ายต่อข้ามแม่น้ำโขงเข้าสู่หนองคาย แต่กลุ่มนี้อพยพไปยังประเทศที่สาม ฝรั่งเศส สหรัฐ และออสเตรเลีย (น.12)

ในกรณีของกลุ่มสังคมไทดำบ้านนาป่าหนาด ชาวบ้านบ้านนาป่าหนาดเรียกตัวเองว่า “ไทดำ” เพราะไม่เคยตั้งถิ่นฐานในเพชรบุรี แต่เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากการเดินทางเพื่อกลับยังสิบสองจุไท เรื่องเล่าถึงคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่เพชรบุรีและต้องการเดินทางกลับบ้านเกิด ตัดสินใจเดินทางในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19แต่ในเวลานั้น แผ่นดินอยู่ในการควบคุมของฝรั่งเศส ตามคำบอกเล่า ฝรั่งเศสปฏิบัติต่อคนที่เดินทางกลับเยี่ยงทาส และมีอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวถึง การโจมตีของฮ้อในสิบสองจุไทและรัชกาลที่ 5สั่งให้กองทัพปราบฮ้อในสิบสองจุไท ค.ศ.1880สยามสามารถครอบครองบางส่วนของสิบสองจุไท และนำคนไทดำจำนวนหนึ่งในเดียนเบียนฟูกลับมายังพื้นที่แถบจังหวัดเลยปัจจุบัน เรื่องเล่าดังกล่าวนี้กลายเป็นเรื่องราวระบุบรรพบุรุษของไทดำในเลยปัจจุบัน (น.12-13)

Settlement Pattern

กลุ่มไทดำที่อยู่ในบ้านนาป่าหนาด มีบรรพบุรุษที่เคลื่อนย้ายเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 พำนักในวัดศรีคุณเมือง เจ้าอาวาสเป็นผู้ที่บอกแก่คนไทดำว่าให้ตั้งบ้านยังบ้านโสกในอำเภอเชียงคานปัจจุบัน หรือราว 3 กิโลเมตรจากบ้านนาป่าหนาดในปัจจุบัน แต่เกิดโรคระบาด และด้วยเหตุที่คนไทดำมีความเชื่อเรื่องผี จึงเห็นว่าเป็นเหตุร้ายเกิดจาก “ผีทำ” จึงทิ้งบ้านโสกและย้ายไปอยู่ที่บ้านตาดซ้อ อยู่ได้ราวสิบปี และเกิดโรคระบาดอีกครั้ง จึงละทิ้งบ้านตาดซ้อ และย้ายไปยังบ้านนาเบน แต่ประสบกับโรคระบาดอีกครั้ง กระทั่งพบพื้นที่สูงที่มีต้นหนาดหรือใบหนาด  เชื่อว่ากลิ่นของใบหนาดช่วยไล่ภูติผี และปกป้องจากโรคภัย จึงมาตั้งถิ่นฐานและขนานนามว่า “โคกทรงดำ” (โคกโซ่งดำ?) ในการตั้งถิ่นฐานครั้งแรกมีจำนวน 15 ครอบครัว ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อบ้านโคกทรงดำเป็น “บ้านนาป่าหนาด” โดยทางอำเภอ เพราะไม่ชอบชื่อ (น.13)

Demography

บ้านนาป่าหนาดประกอบด้วยหมู่บ้าน 2 หมู่ ได้แก่ หมู่ 4 และหมู่ 12 มีประชากร 365 คน 95 ครัวเรือน เป็นส่วนหนึ่งของกิ่งอำเภอเขาแก้ว [ปัจจุบันคือ อำเภอเขาแก้ว – ผู้วิเคราะห์] ปรากฏตารางประชากรตามเพศและวัย (น.13) 

Economy

การเก็บของป่ากลายเป็นการทำกินสำคัญ  เช่น หน่อไม้ เห็ด และฟืนและสมุนไพร แต่การปลูกข้าวเป็นเศรษฐกิจหลัก  ปลูกข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ถั่วและข้าวโพด ปลูกข้าวเหนียวสำหรับตลาด ข้าวเจ้าสำหรับการบริโภคในครัวเรือน  รองลงมา เป็น มันสำปะหลัง ถั่วลิงสง ถั่วเหลือง และข้าวโพดอาหารสัตว์

วงจรของการเกษตรสัมพันธ์กับเทศกาล ประเพณี และคนไทดำสวมเครื่องแต่งกายไทดำ เกษตรกรรมทั้งในพื้นที่น้ำท่วมถึงและบนที่แห้ง 785 ไร่ในหมู่บ้านปลูกข้าว ส่วน 425 ไร่ สำหรับการเพาะปลูกพืชประเภทอื่น ปลูกผักในฤดูฝน บางส่วนปลูกในหน้าแล้ง (น. 15) (ปรากฏตารางการถือครองที่ดินขนาดต่าง ๆ -น.15)

สัตว์เลี้ยงในบ้าน ไก่ เป็ด หมู ควาย บางส่วนเลี้ยงปลา ในบ้านป่าหนาดคงมีการใช้ควายเป็นแรงงานในเกษตรกรรม ไม่ใช่เพราะข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี การให้ความสำคัญกับการใช้แรงงานควายเป็นอัตลักษณ์ไทดำ รวมถึงการสืบทอดประเพณีการขอฝนและการปลูกข้าว

ปัจจุบัน บ้านในแบบร่วมสมัยไม่เอื้อให้เลี้ยงควายไว้ในครัวเรือน จึงให้บางครอบครัวดูแลควายสำหรับใช้งาน เรือนไทดำเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่คงมีบ้านแบบประเพณีอยู่บ้าง โดยมีบันไดที่กำหนดทางขึ้นของชายหรือหญิงแยกกันอย่างชัดเจน และมีการกำหนดพื้นที่สำหรับชาย “กะล้อห่อง” แต่ความเปลี่ยนแปลงของเรือนมาพร้อมกับทัศนคติเปลี่ยนแปลงความเท่าเทียมชายหญิง ขนบสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ของการใช้ประโยชน์ในเรือนและการจัดระเบียบทางสังคม ส่งผลให้ทั้งชายและหญิงสามารถเซ่นบรรพบุรุษในกะล้อมห่องได้

อย่างไรก็ดี แม้บางครัวเรือนเป็นเจ้าของที่ดิน แต่บางส่วนไม่ทำนาด้วยตนเอง แต่ใช้แรงงานแลกกับผลผลิตข้าว บางส่วนก็ใช้การซื้อข้าวจากตลาดเพื่อการบริโภค กล่าวถึงการสืบทอดกิจกรรมในนาข้าวในช่วงการเก็บเกี่ยว เวลาที่ผู้คนรวมตัว ร้องเพลง และกินอาหารร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีการเล่าตำนานเกี่ยวกับไทดำ นับเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในชุมชนต่างช่วยเหลือกัน และโอกาสแสดงความขอบคุณต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการรวมตัวของสมาชิกที่ออกไปทำงานที่อื่นกลับสู่ชุมชน (น.16)

ชาวบ้านจำนวนหนึ่งไป-กลับระหว่างเชียงคานกับเมืองเลย สำหรับการรับจ้าง หรือทำงานในเมืองอื่น ๆ สำหรับการรับจ้างในบางฤดูกาล คนที่ไปทำงานข้างนอกสามารถจ้างคนในท้องที่ในการทำนา บางส่วนจะกลับมาในฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตการเกษตร ในความเห็นของผู้ศึกษา แม้การดำเนินชีวิตตามขนบดั้งเดิมจะไม่ได้ค่าตอบแทนมากนัก แต่มีความสำคัญในการรักษาความเป็นไทดำและความเป็นปึกแผ่นของสังคม (น.18) 

Social Organization

ครอบครัวเดี่ยว มีครอบครัวขยาย 6ครอบครัว ชายหญิงรับผิดชอบงานทั้งในและนอกครัวเรือน หญิงไทดำเลี้ยงลูก ดูแลบ้าน และเกษตรกรรม ในอดีต เล่าถึงบทบาทชายล่าสัตว์และหญิงหาของป่า แต่ด้วยการอนุรักษ์ป่า ชายล่าสัตว์ลดน้อยลง เปลี่ยนบทบาททำหน้าที่ทางการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ (น.15)

ตามขนบหญิงทอผ้าสำหรับการใช้ของสมาชิกในครัวเรือน แต่การทอผ้าลดลง อาศัยการซื้อเสื้อผ้าจากตลาด เกิดการรวมตัวเพื่อฟื้นฟูการทอผ้า เช่น หมู่ 4มีสมาชิก 45คน มีเพียง 4-5คนที่ทอผ้าเป็นกิจวัตรสำหรับเป็นรายได้ แต่ต้องปรับเปลี่ยนเป็นชิ้นงานสำหรับการใช้สอยในการตกแต่งบ้านตามความต้องการของตลาด ชายไทดำเดิมทีจักสาน แต่ด้วยเครื่องจักสานของคนจีนถูกกว่า และคนรุ่นใหม่ไม่มีความสนใจในการเรียนรู้วัฒนธรรมไทดำ ทำให้การจักสานลดลงหรือไม่มีการสืบทอดอีก (น.17)

Political Organization

สังคมไทดำในตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม โดยผู้ศึกษากล่าวอย่างย่นย่อเกี่ยวกับการปกครองไทดำในสิบสองจุไท ที่มีการแบ่งเขตการปกครองเป็น “เมือง” แต่ละเมืองมีหลายบ้าน ผู้ปกครองเรียกเจ้าเมือง สืบทอดกันทางสายตระกูลจากพ่อสู่ลูกชายคนโต ในอดีต ตระกูลลอและตระกูลคำ มักเป็นเจ้าเมือง โดยเชื่อว่าสมาชิกในสายตระกูลทั้งสองสืบทอดมาจาก “พ่อแถนหลวง” และเกี่ยวข้องกับขุนบรม เชื่อกันว่าคนในสายตระกูลมี “อำนาจเหนือแผ่นดิน” ระบบศักดินาจึงใกล้เคียงกับระบบฟิวดัลและระบบศาสนาของไทดำ

สังคมไทดำดั้งเดิมมี  5 ชนชั้น เพี้ยท้าว หรือผู้ปกครอง จากนั้นเป็น คหบดีดูแลกิจการบ้านเมืองและการควบคุมแรงงานและเก็บภาษี สายตระกูลผู้ประกอบพิธี (มดลาว หรือ หมอช้าง) มี 10 ระดับรับผิดชอบในการประกอบพิธีและเล่าเรื่องราว ในอดีตสายตระกูลหลวงและกะเป็นหมอพิธี คนโดยส่วนใหญ่คือคนสามัญ และคนรับใช้ในครัวเรือนมีพื้นเพเป็นมอญเขมร (น.10)

ในบ้านนาป่าหนาดปัจจุบัน มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่อำเภอดูแลการเลือกตั้งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ทหาร 2 นาย ตำรวจ 5 นาย และตัวแทนไทดำ 2 คนดูแลการเลือกตั้งให้ยุติธรรม การลงคะแนนเป็นไปอย่างในประเทศตะวันตก แต่ขนาดเล็กกว่า ไม่มีรูปแบบการปกครองฟิวดัลอีกต่อไปแล้วในกลุ่มไทดำ ทั้งในเวียดนาม ลาว ไทย แต่คงมีการแบ่งช่วงสังคมในบ้านป่าหนาด (ผู้ต้าว ผู้น้อย) สายตระกูลลอและคำเป็นกลุ่มอิทธิพลในหมู่บ้าน รวมถึงสายตระกูลเจ้าพิธีมีอิทธิพลเช่นกัน เชื่อว่าสมาชิกในสายตระกูลมีพลังอำนาจและเหนือกลุ่มประชากรในพื้นที่ ต้องอาศัยกลุ่มคนดังกล่าวในการประกอบพิธีสำคัญ (น.15)

โครงการการพัฒนามาจากทางการของกิ่งอำเภอเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน และจังหวัดเลย แม้ทางการภายนอกมีบทบาทในการพัฒนา แต่การบริหารท้องถิ่นให้ความสำคัญกับการอยู่อย่างพอเพียงและดูแลตัวเอง ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่บริหารกิจการหมู่บ้าน โดยมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 2 คน (น.15)

Belief System

พุทธเถรวาท เป็นศาสนาสำคัญในระดับรัฐ มีโครงการส่งพระสงฆ์ออกเผยแผ่ศาสนาในชนกลุ่มน้อย เพื่อสร้างความภักดี มีการสร้างวัดในบ้านนาป่าหนาด และประกอบพิธีกรรมในวัด แม้ชาวบ้านไทดำจะระบุว่าเป็นพุทธ แต่ความเชื่อในวิญญาณคงมีความสำคัญ ดังจะเห็นถึงความสำคัญต่อระเบียบทางสังคม และการกำหนดช่วงชั้นของผู้ประกอบพิธีกรรม (น.46)

งานสำคัญในชุมชน เลี้ยงบ้าน และ เซแปง (?) (Sae Paeng)แสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษในการเก็บเกี่ยว และการเซ่นผีบ้านทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน เพื่อขอให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตดี หยุดกิจกรรมอย่างอื่นในระหว่างฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยชาวบ้านให้ความสำคัญกับการแต่งกาย เพราะเป็นช่วงเวลาที่บรรพชนดูแลในระหว่างการเก็บเกี่ยว หมอผีเชิญวิญญาณร่วมในการเก็บเกี่ยวข้าว (น.17)
ผ้าทอสัมพันธ์กับพิธีกรรม (น.35-36)

ดั้งเดิม เมื่อมีเด็กเกิด หญิงไทดำเตรียมผ้าจำนวนหนึ่ง ได้แก่ ผ้าปู ใช้ในการปูสำหรับเป็นเปลนอนหรือปูเตียง ผ้าดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะเป็นการส่งต่อรุ่นต่อรุ่น ปัจจุบัน บ้านนาป่าหนาดไม่ได้สืบทอดขนบดังกล่าว ใช้ผ้าสำเร็จจากตลาด ผ้าปูที่ส่งต่อกันในชั่วสามรุ่นนับเป็นผ้าที่มีวิญญาณของยายสถิตย์อยู่ จะปกป้องภัยอันตรายที่จะเกิดกับเด็ก ผ้าปูเป็นผ้าขิดที่เย็บหลายชิ้นบนผ้าสีแดงผืนใหญ่ รูปแบบดังกล่าวคล้ายกับ “ผ้าลาย” ที่เป็นผ้าห่ม และคงใช้กันในเวียดนาม

ในการแต่งงาน สะใภ้จะทอผ้าให้กับพ่อปู่แม่ย่า ขนบดังกล่าวพบได้ในกลุ่มไทในเวียดนามและลาว แต่ไม่ได้รับการสืบทอดแล้วในบ้านนาป่าหนาด เป็นผ้าที่มอบให้กับพ่อปู่แม่ย่าและญาติฝ่ายชาย ชุดผ้าดังกล่าวประกอบด้วยผ้าปู ผ้าซิ่นมี่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม พ่อปู่แม่ย่าและบรรดาญาติจะมอบของกำนัลให้เป็นการตอบแทน จำนวนของผ้าขึ้นอยู่กับสถานภาพของฝ่ายหญิง และจำนวนญาติทางฝ่ายชาย

- ส่วนฝ่ายชายมอบแท่งเงินและเงินสดให้กับพ่อแม่ฝ่ายหญิง จำนวนขึ้นอยู่กับสถานภาพของฝ่ายชาย ขนบดังกล่าวปฏิบัติอยู่ในบ้านนาป่านหาด แต่มักใช้เป็นเงินสด โดยฝ่ายชายเดินทางไปยังบ้านเจ้าสาว เพื่อเตรียมหมูไว้เป็นเครื่องเซ่นต่อบรรพบุรุษ โดยมาทำพิธีที่บ้านของเจ้าบ่าว หมอมดเชิญวิญญาณร่วมในพิธีกรรมและหมูจะเป็นอาหารเลี้ยง
- เครื่องแต่งกายของหญิงคือ ซิ่นมี่ไหม ซิ่นจากไหมที่มีลวดลายขิด งดงามและใส่เสื้อดำ ส่วนมวยผมอยู่ด้านบน ปักปิ่นเงินและสวมใส่เครื่องประดับ ต่างหูเงิน สร้อยเงิน และกำไลเงินจากพ่อและแม่สามี

ในบ้านนาป่าหนาด คงสืบทอดประเพณีงานศพ ตั้งแต่ ค.ศ.1999 เมื่อหมอมดเสียชีวิต ผ้าที่ใช้เรียก ผ้าหมอมด รวมถึงผ้าปกโลงและเสื้อฮีของชายไทดำไม่มีการผลิตอีก หากผู้ตายไม่สวมเสื้อฮี วิญญาณของบรรพชนจะไม่รู้จักผู้ตายและไม่สามารถหาทางไปเมืองฟ้าได้ เสื้อฮียังเป็นใบเบิกทางให้ผู้พิทักษ์เมืองฟ้าบอกทางให้กับวิญญาณผู้ตายไปพบกับบรรพชน เหมือนเป็นใบเกิดให้กับผู้ที่สวมใส่เป็นที่รู้จักของบรรพชน

ปัจจุบันบ้านนาป่าหนาดมีเพียงชาวบ้านบางคนที่เตรียมเสื้อฮีสำหรับงานศพของตนเอง โดยจะสวมด้านที่มีลวดลายที่สวยงามเมื่อเสียชีวิต ในโลงศพมีผ้าไทดำและญาติจะมอบผ้าด้ายดิบและผ้าไหม

Education and Socialization

โรงเรียนประถมศึกษา 6 แห่ง โรงเรียนมัธยมศึกษา 1 แห่ง ห้องสมุด 3 แห่ง (น.14)สถานีอนามัย 3 แห่ง สถานีตำรวจและที่ทำการไปรษณีย์ขนาดเล็ก 12 หมู่บ้านมีไฟฟ้าใช้ มีลำห้วย 25 แห่ง 

Health and Medicine

สถานีอนามัย 3 แห่ง (น.14) สถานีตำรวจและที่ทำการไปรษณีย์ขนาดเล็ก 12 หมู่บ้านมีไฟฟ้าใช้ 

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ผู้ศึกษาให้คำอธิบายเกี่ยวกับผ้าทอและเทคนิคจากHoward and Howard (2002) Cheesman (2004) ข้อมูลแวดล้อมมาจากหนังสือทั้งสองเล่มและจากการศึกษาภาคสนาม ส่วนการอธิบายเกี่ยวกับการแต่งกายเน้นการเปรียบเทียบระหว่างไทดำในเวียดนามและลาวกับไทดำในบ้านนาป่าหนาด จังหวัดเลย (น.19)

ในเชิงเทคนิคการทอผ้าหลายแบบ การทอโดยใช้เส้นด้ายพุ่งหรือด้ายยืนเสริมพิเศษ การมัดหมี่ การขิด และการปักลาย มีงานที่เกี่ยวข้องกับการท่อผ้าไทดำในเวียดนามและลาว ตามลำดับ

• ไหมและฝ้าย
บ้านป่าหนาด ปลูกฝ้ายเลี้ยงหนอนไหมเพื่อผลิตเส้นไหมด้วยตนเอง ต้องใช้เวลา ความทุ่มเทและพื้นที่มากสำหรับปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ต้องให้ความเอาใจใส่ในการให้อาหาร การควบคุมสิ่งแวดล้อมเหมาะสมสำหรับหนอนไหม เมื่อหนอนไหมอยู่ในช่วงโตเต็มวัย ใช้การต้มเพื่อสาวไหม ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบันฝ้ายและไหมสำเร็จเริ่มเข้ามาแทนที่เพราะราคาถูก มีเพียงบ้านเดียวในช่วงผู้ศึกษาวิจัยในหมู่บ้านที่คงผลิตเส้นไหม เส้นไหมที่ผลิตเพื่อใช้ในครัวเรือน ขายเพียงบ้างส่วน และอีกสิบครัวเรือนปลูกฝ้ายเพื่อใช้ในท้องถิ่น ที่คงปลูกอยู่เพราะบางครอบครัวนั้นยากจน แต่มีผู้อาวุโสบางคนที่ปลูกฝ้ายสำหรับการทอเอง มองว่าผ้าที่ทอจากฝ้ายปลูกเองนั้นมาจากแผ่นดินที่อยู่ที่อาศัย แต่ช่างทอรุ่นใหม่เห็นว่าฝ้ายและไหมสำเร็จให้ผ้าที่สวยงามเช่นกัน (น.19)

•การย้อมด้วยสีธรรมชาติ
สีสังเคราะห์เข้ามาแทนที่ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19มีช่างทอจำนวนน้อยในบ้านป่าหนาดที่ใช้สีธรรมชาติในการย้อมเส้นฝ้ายและเส้นไหม ฮ่อมเป็นพืชสำคัญที่ใช้ในการย้อมผ้าไทดำ แต่มีการใช้พืชธรรมชาติอื่นด้วย เช่น ครั่ง โดยไทดำเรียก “ขี้คั่ง” หรือไม้ฝาง ทั้งพืชทั้งสองชนิดให้สีแดง ส่วนขนุน คำแสดและขมิ้นให้สีเหลือง
(ปรากฏตารางของสีธรรมชาติและพืชที่ใช้ในการย้อม น. 20)

•กี่ทอผ้า
กี่ทอผ้าในปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่าในอดีต กี่ที่เคยใช้ในอีสานให้ผ้าที่มีผืนเล็ก แต่รับเอากี่จากช่างทอผ้าในที่อื่น ๆ เข้ามาใช้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20ช่างทออาวุโสเล่าถึงขนาดของกี่ที่เล็กและไม่มีกระสวยสำหรับเส้นพุ่งทำให้ได้ผ้าขนาดเล็ก ฉะนั้น หากต้องการผ้าผืนใหญ่ เช่น ผ้าห่ม ช่างจะใช้การต่อผ้า สำหรับปัจจุบัน กี่ทอผ้าขนาดใหญ่และใช้กระสวยในการทอ ผ้าจึงมีผืนใหญ่มากขึ้นและทอได้ไวมากขึ้น ซึ่งเป็นกี่ที่ใช้กันทั่วทั้งอีสานและในลาว (น.20)

• ลวดลาย
ใช้หลายเทคนิคด้วยกัน “มุก” (ลายจากด้ายยืน) “ขิด” (ลายจากด้ายพุ่ง) “มี่, ตามี่, มัดมี่” หรือมัดหมี่ (มัดย้อมด้ายเส้นพุ่ง) มัดคั่น (มัดย้อมด้ายเส้นยืน) แซว (ลายจากการปัก) 
 เทคนิคด้ายยืน มุก และ มัดคั่น เป็นเทคนิคการทอเก่าแก่ของกลุ่มไท (Howard 2008) มุก เป็นเทคนิคที่ใช้เวลามากในการทอ ใช้การทอเกิดลายเรขาคณิตบนพื้นสีดำ โดยคำว่า มุก ยังหมายถึงเกสรดอกไม้ และกลายเป็นลายหลัก ซิ่นมุก หรือหากมีลวดหลายเพิ่มเติม เรียก ซิ่นมุกหมี่ แต่ไม่มีตัวอย่าง สันนิษฐานว่าไม่ได้ทอซิ่นมุกอีกแล้ว ในงานของ Howard (2002; in press) ยกตัวอย่างเทคนิคการสร้างลายแบบเส้นประ ในกลุ่มไทดำและกลุ่มไทอื่น ๆ
“มัดคั่น” เป็นลายด้วยด้ายเส้นยืน และลักษณะซิ่นหมี่คั่นที่พบในกลุ่มไทดำทางใต้ในถันหัว แต่ไม่พบการใช้หมี่คั่นในกลุ่มไทดำเหนือที่อยู่ในเดียนเบียนฟู รูปแบบลวดลายของผ้าจากลายมัดย้อมมีหลายแบบ ลวดลายพื้นที่เรียก ซิ่นตาลาย ลายที่หมายถึงเส้น หรือ ซิ่นตาลาน ลาน ที่หมายถึง ละลานตา เส้นพุ่งนั้นเป็นสีดำและมีเส้นยืนที่มัดย้อมขัดให้เกิดลาย (น.21)ในบ้านป่าหนาดไม่มีการสร้างลายเส้นยืนมีเพียงช่างทออาวุโสเท่านั้นที่คงทอผ้าด้วยเทคนิคได้ เพราะต้องใช้เวลามากกว่าการทอลายด้วยเส้นยืน (น.22)

เทคนิคขิดด้วยด้ายเส้นพุ่ง แบบหนึ่งคือการขัดลายอย่างต่อเนื่องจากริมผ้าด้านหนึ่งถึงอีกด้านหนึ่ง ส่วนอีกประเภทเป็นการเกิดลวดลายที่ไม่ใช่การทอต่อเนื่องหรือการขิด โดยผ้าลายขิดเช่นนี้ใช้กับผ้าบางส่วน ผ้าจากลายเส้นพุ่งใช้ในหลายโอกาส กลายเป็น “ซิ่นมี่” หรือ “ซิ่นมุกมี่กอ” และมีบางลักษณะที่เรียกว่า “ซิ่นบก” (ซิ่นลายดอก) พบในกลุ่มไทดำที่เรียกว่า ไทเมือง ในทางเหนือของหนีอันและชายแดนที่ติดกับลาว ยังพบเทคนิคลายเส้นพุ่งในผ้าห่มเรียก ผ้าลาย หรือ ผ้าแดง หรือการตกแต่งส่วนบนของมุ้ง ผ้าโพกศีรษะ และผ้าคาดเอว ในบ้านป่าหนาด พบการใช้ผ้าลายเส้นพุ่งตกแต่งซิ่นและผ้าโพกศีรษะ  รวมทั้งลายบนผืนผ้าห่มแบบดั้งเดิม แต่ปัจจุบัน ผ้าโพกศีรษะมักใช้เทคนิคของการปักผ้าในการสร้างลวดลาย

เทคนิคมัดหมี่ มีขั้นตอนของการมัดย้อมเส้นด้ายก่อนการทอ และต้องมีประสบการณ์ในการทอผ้าด้วยเส้นมัดหมี่ กล่าวถึงซิ่นมุกหมี่กอ ที่อาศัยเทคนิคสามรูปแบบเข้าด้วยกันในการทำซิ่น มุก (ลายจากเส้นยืน) หมี่ (มัดหมี่เส้นพุ่ง) และกอ (ลายจากการขิดเส้นพุ่ง) ที่พบในกลุ่มไทดำในถันหัวของเวียดนามและกลุ่มไทในลาว

ลายมัดหมี่เส้นพุ่งปรากฏเป็นรูปคน กบ ในบริเวณพื้นที่สี่เหลี่ยมในลายผ้า นอกจากนี้ยังมีปรากฏเป็นลายนาค นก พบการใช้เทคนิคมัดหมี่ในการสร้างทอผ้าสำหรับตัดเสื้อของไทดำในบ้านป่าหนาด (น.22)

เทคนิคการต่อผ้าให้เกิดลวดลาย พบการใช้เทคนิคนี้ในเครื่องแต่งกาย เสื้อฮี ผ้าโพกศีรษะ และผ้าห่ม ในหลายพื้นที่ในภูมิภาค แต่มีการใช้เทคนิคนี้ไม่มากนักในบ้านป่าหนาด รวมทั้งเทคนิคการปักลาย พบในผ้าโพกศีรษะในบริเวณริมผ้า มักจะเป็นลายดอกและลายน้ำไหล เทคนิคใหม่ ที่เรียก “ป้ายสี” ที่ให้รูปแบบของลวดลายคล้ายกับมัดหมี่ (น.23)
ผู้วิจัยสรุปสาระสำคัญจากงานเขียนของHoward and Howard (2002)

ทั้งสองสำรวจผ้าทอไทดำและเครื่องแต่งกายในเวียดนาม และจากบันทึกในภาษาเวียดนามและฝรั่งเศส
กลุ่มไทดำเป็นกลุ่มไทยที่แบ่งได้เป็นไทยเหนือและไทยใต้ ไทดำที่เป็นส่วนหนึ่งของไทยเหนือในเวียดนามอาศัยในเดียนเบียนฟูและซองลา และเป็นกลุ่มชนที่แตกต่างจากไทขาว ส่วนไทดำในไทยใต้ผสมระหว่างไทดำกับไทขาว  และยังมีชื่ออื่นที่ใช้เรียกไทดำในกลุ่มไทยใต้ ในหงีอาน เรียกว่า ไทต๊าน มีเครื่องแต่งกายของชายหญิงที่คล้ายกันและมีลักษณะที่แตกต่างจากกลุ่มอื่น

กลุ่มชายไทรับรูปแบบการแต่งกายของจีน ไทดำทางภูมิภาคเหนือเวียดนามแต่งเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว มีผ้าโพกศีรษะบางครั้ง สีเสื้อดำหรือครามและเป็นเสื้อแขนกระบอกเล็ก บางครั้งไม่มีคอเสื้อหรือเป็นเสื้อคอจีน  ส่วนผ้าโพกเป็นผ้าสีพื้นครามและดำ นอกจากนี้ ยังสวมเสื้อนอกที่ได้อิทธิพลจากจีน

กลุ่มหญิงไทดำในทางเหนือ เสื้อ ซิ่น ผ้าคาดเอว ผ้าโพกศีรษะและเสื้อคลุมยาว เสื้อผ้าหน้าของผู้หญิงพอดีตัวเป็นแขนยาว และกลัดด้วยกระดุมทำจากเงิน เสื้อหญิงไทดำทางเหนือแตกต่างจากกลุ่มไทขาว เสื้อไทดำทางเหนือในอดีตมีสีดำและสูงปิดคอ ขณะที่ไทขาวกลุ่มเหนือเป็นเสื้อสีขาว คอวี ผ่าหน้า มีบันทึกเกี่ยวกับการใช้ผ้าแถบคาดอกสำหรับผู้หญิงในอดีต จึงไม่ได้ใส่เสื้อ ซิ่นที่ใส่เป็นสีดำหรือคราม ส่วนผ้าโพกศีรษะเป็นผ้าฝ้ายพื้นแถบยาวสีดำหรือคราม มีการทำลวดลายชายผ้า เดิมทีใช้การทอลายผ้า ปัจจุบันใช้การปักผ้าเป็นลวดลาย (น.25)    Howard and Howard (2002: 87-89) กล่าวถึงการแต่งกายของไทดำเมืองวัด รูปแบบของเสื้อผ้าสตรีนุ่งซิ่นยาวและผ้าโพกศีรษะที่เป็นเอกลักษณ์ต่างไป ซิ่นยาวเป็นพื้นสีดำหรือครามและมีลายทางน้ำเงินอ่อนหรือแดง ผ้าโพกศีรษะมีสีสันมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ในพื้นที่ ซึ่งไทดำบ้านนาป่าหนาดสวมซิ่นยาวลายทางด้วยเช่นกัน

เสื้อผ้าหญิงไทยทางใต้ของเวียดนามแตกต่างจากทางเหนือ ไทยทางเหนือในสิบสองจุไทได้รับอิทธิพลจากในท้องที่ ในขณะที่ไทยใต้ตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มก้อนเฉพาะมากกว่า Howard and Howard (2002:100) กล่าวถึงวัฒนธรรมคนไทยทางใต้รักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมมากกว่า เพราะกลุ่มทางเหนือได้รับอิทธิพลจากจีนและเวียดนาม แต่ปัจจุบัน หญิงสวมเสื้อสมัยใหม่และมีซิ่นหลายแบบ เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ใช้ผ้าแถบคาดอก ส่วนหญิงสูงศักดิ์เท่านั้นที่จะสวมเสื้อ
Howard and Howard (2002: 105) กล่าวถึงผ้า 7 ประเภทที่ใช้ในการนุ่งซิ่น ได้แก่ 1) ซิ่นพื้นดำ 2) ซิ่นตาลาย หรือ ซิ่นตาลาน (ซิ่นลายเส้นยืน) 3) ซิ่นตาลาย หรือ ซิ่นตาลาน หรือ ซิ่นหมี่ ลายชายผ้า โดยมีลายจากเส้นพุ่งเป็นส่วนเพิ่มเติม 4) ซิ่นมุก 5) ซิ่นมุกกอ 6) ซิ่นมุกหมี่กอ 7) ซิ่นหมี่ มีการคั่นผ้าพื้นตรงกลาง

หัวซิ่น แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ หัวตีน เป็นลายเรขาคณิตหรือสีพื้น หรืออาจจะมีสีมากกว่า 3สี ส่วนกลางเรียกว่า หัวโต มีลายเป็นคนหรือสัตว์ และส่วนล่าง เรียกว่า หัวซับหมี่ ลวดลายคล้ายผ้าซิ่นหมี่ (น.26)

Cheesman (2004) กล่าวถึงเครื่องแต่งกายไทดำในลาวที่มีความหมายทางสังคมและพิธีกรรม อธิบายถึงกลุ่มที่อยู่ในซัมเหนือและเมืองพวนของลาว โดยเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มไทดำที่บ้านนาป่าหนาด “ใช้ผ้าพื้นดำหรือครามหรือซาตินสำเร็จ มีการม้วนผ้าบริเวณเอว หัวซิ่นสีแดง เสื้อเข้ารูปแขนยาว ส่วนผ้าโพกศีรษะใช้ผ้าสำเร็จจากตลาด หรือผ้าฝ้ายทอมือสีพื้นที่การปักลายที่ชายผ้า ส่วนในฤดูหนาวมีการใช้เสื้อชายยาวถึงเข่า มีสีพื้น ส่วนการต่อผ้าเป็นลวดลายจะอยู่ด้านในเสื้อ มีการสวมผ้ากางเกงแนบเนื้อในระหว่างการทำงาน”

ส่วนการแต่งกายของชายไทดำเป็นกางเกงผ้าฝ้ายพื้นดำหรือคราม และเสื้อเปิดหน้าที่เป็นคอจีนหรือไม่มีคอเสื้อ เส้นผ้าผูก ผ้าโพหศีรษะสีดำหรือคราม ส่วนเสื้อที่มีชายยาวใส่ในโอกาสพิเศษ มีลักษณะคล้ายเสื้อจีนที่มีเส้นผ้าผูกด้านข้าง คอสูง และแขนเสื้อยาว ย่ามทำจากฝ้ายย้อมคราม และมีผ้าเช็ดหน้าปักลายเป็นของกำนัลจากคนรัก
Gittinger, Chungyampin, Saiyalard (1997) เปรียบเทียบผ้าทอของไทดำ ไทแดง และกลุ่มชนพูดภาษาไทอื่น กล่าวถึงซิ่นที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่มีความแตกต่างที่เกิดจากการอพยพย้ายถิ่น ทั้งสามยังได้กล่าวถึงผ้าโพกศีรษะของสตรีเป็นตัวแทนของการต่อต้านการกลืนกลาย กลุ่มไทยเหนือในเวียดนามโพกผ้าใกล้เคียงกับไทดำในลาว และไทดำในบ้านนาป่าหนาด ส่วนความแตกต่างปรากฏในรายละเอียดปลีกย่อย

Schliesinger (2001) กล่าวถึงเสื้อผ้าที่คล้ายกับคนไทยในชนบทอื่น ๆ มีโอกาสพิเศษอย่างสงกรานต์หรือการเซ่นวิญญาณและพิธีศพ เครื่องแต่งกายลาวทรงดำในปัจจุบันแตกต่างจากเครื่องแต่งกายของไทดำที่อยู่ในแผ่นดินที่จากมา สตรีลาวทรงดำสวมซิ่นที่มีลายแนวต้ังเพียงเล็กน้อยบนพื้นผ้าสีเข้ม และผ้าแถบ ส่วนชายนั้นใส่เสื้อแขนยาวและผูกทางอกซ้าย และสวมกางเกง

ทรงศักดิ์ ปรางวัฒนกุลและแพทรีเซีย แน่นหนา (1994) ให้รายละเอียดแตกต่างจาก Schlieslinger กล่าวถึงเครื่องแต่งกายของชายไทดำ เป็นกางเกงแบบจีนและเสื้อที่เรียกว่า “เสื้อไท” ทำจากฝ้ายย้อมคราม เป็นเสื้อเปิดหน้ากลัดด้วยกระดุมเงิน 10-12เม็ด มีลักษณะคล้ายดอกบัว ส่วนเสื้อของสตรีเรียก “เสื้อก้อม”มีลักษณะแนบลำตัว เสื้อเปิดหน้าและกลัดด้วยกระดุมเงินหลายเม็ด ซิ่นทอมือย้อมคราม โดยมีเส้นยืนสีแดงและทอเป็นลายทางขาว ผ้าเปียวสำหรับโพกศีรษะ ทำด้วยผ้าแถบหน้ากว้าง 50เซ็นติเมตร และยาว 200เซ็นติเมตร มีการปักลายขอกุดที่ชาย สำหรับเสื้อในพิธีกรรมหรือโอกาสพิเศษเรียกว่า เสื้อฮี ทั้งชายและหญิง ชายเสื้อถึงเข่า เสื้อฮีผู้ชายเปิดด้านข้างตามแนวยาวของเสื้อ ส่วนของหญิงเป็นคอวีเปิดหน้า (น.27) 

Schliesinger (2001) กล่าวถูกในบางส่วนที่บอกว่าเสื้อลาวทรงดำ (ลาวโซ่งดำ?) แตกต่างจากไทดำในเวียดนามและลาว ส่วนซิ่นคล้ายคลึงกับไทดำที่เมืองวัต (Muang Vat) ในเวียดนาม เสื้อฮีใช้การต่อผ้าและปักลายมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกับการแต่งลายของไทขาวที่อยู่ทางเหนือของกลุ่มไทดำในเวียดนาม ส่วนผ้าโพกศีรษะของกลุ่มไทดำในเวียดนามมีลวดลายน้อยกว่า

เสื้อของหญิงไทดำในบ้านนาป่าหนาดใกล้เคียงกับไทดำในเวียดนามและลาว มากกว่าลาวทรงดำ Howard and Howard (2002: 80, 83)กล่าวถึงเสื้อของชายไทดำใกล้เคียงกับไทดำในบ้านนาป่าหนาด และมีขนบประเพณีที่ใกล้เคียงกัน เช่น การมวยผมในลักษณะต่าง ๆ แสดงให้เห็นสถานภาพการแต่งงานของหญิงในแต่ละช่วงวัย หญิงที่มวยผมด้านบนหมายถึงหญิงที่แต่งงานแล้ว ส่วนหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานรวบต่ำ (น.28)

•เครื่องแต่งกายตามประเพณีของชาย (น.29)
ในชีวิตประจำวัน ชายไทดำใส่เครื่องแต่งกายทั่วไป ส่วนเครื่องแต่งกายประเพณี ประกอบด้วย เสื้อพื้นดำที่เรียกว่า เสื้อวัด (เสื้อเปิดหน้า) ส้วงหัวลอง (กางเกง) หมวกกะลอม (ผ้าโพกศีรษะ) ถุงไพ (ย่าม) สายแลว (คาดเอว) และเสื้อฮี (เสื้อชายยาว)
-เสื้อวัด ทำจากผ้าฝ้ายมัดย้อมดำหรือคราม แขนเสื้อยาว คอตั้ง มีการกลัดเสื้อทางข้างซ้าย เดิมทีเสื้อวัดมีชายเสื้อด้านหลังยาวกว่าชายเสื้อด้านหน้า เพื่อป้องกันวิญญาณเข้าทางด้านหลัง ปัจจุบัน เป็นเสื้อที่มีการกลัดเสื้อตรงกลาง และชายเสื้อด้านหน้าและด้านหลังยาวเท่ากัน ในอดีต วัสดุที่ใช้ทำกระดุมกลัดเสื้อแสดงสถานะทางสังคม โดยชายในตระกูลสูงศักดิ์ ใช้กระดุมเงินและทองได้ ส่วนชายในครอบครัวคนสามัญเป็นกระดุมพลาสติกหรือการผูก กระดุมเงินในบ้านนาป่าหนาด มีรูปร่างคล้ายเม็ดผักบุ้ง
 - กางเกงที่เรียก ส้วงหัวลอง มีทั้งสั้นและยาว กางเกงสั้นใช้ในการทำนา ส่วนกางเกงขายาวใช้ในพิธีกรรม กางเกงทำจากฝ้ายย้อมสีดำหรือคราม การตัดอย่างหลวมและใช้การรัดที่เอวกางเกง
- ผ้าโพกศีรษะทำจากฝ้ายย้อมดำหรือคราม คนสูงวัยคงโพกศีรษะ โดย Cheesman (2004: 162) ถึงความคล้ายคลึงกับไทดำและไทวาด(Tai Waat) ในลาว แต่มีรูปแบบของการมัดย้อมที่แตกต่างเรียก ผ้าดำนิน กล่าวถึงการโพกผ้าม้วนเป็นมวยด้านบนทิ้งชายข้างหลัง แต่ในบ้านนาป่าหน้า แตกต่างไปเพราะมีการเย็บเป็นลักษณะคล้ายหมวกสวมใส่บนศีรษะ
- ถุงไพ หรือย่าม ใช้เมื่อออกไปทำงานเป็นรูปแบบที่เรียบง่าย ส่วนย่ามที่มีลวดลายใช้ในพิธีกรรมและโอกาสพิเศษ เป็นลายที่เกิดจากการปักหรือผ้าทอลายขิด ทั่วไปชายไทดำได้รับย่ามจากสตรีเพื่อแสดงความรัก แต่ปัจจุบันไม่มีหญิงไทดำทอย่ามที่มีลวดลายวิจิตรแล้ว ส่วนใหญ่ชายนั้น ซื้อสำเร็จจากตลาดหรือเป็นย่ามที่เย็บจากเศษผ้า ย่ามแบบดั้งเดิมคล้ายกับย่ามของไทดำในเมืองสองลา ลาว
- สายแลว คาดเอวเป็นผ้าทอลายขิด ลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหรือกาบ คล้ายกับที่พบในเมืองพวนและน้ำเหนือในลาวตามที่ Cheesman (2004) ระบุไว้
- เสื้อฮี ไม่พบเห็นตัวอย่างเพราะถูกฝังกับผู้เป็นเจ้าของ ใส่ในช่วงพิธีการหรือโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีศพ ซึ่งชายไทดำมีบทบาทสำคัญ ทำจากผ้าฝ้ายย้อมดำหรือคราม มีการตกแต่งทั้งด้านในเสื้อและนอกเสื้อ ด้านอกใช้ในช่วงพิธีกรรมและโอกาสสำคัญ ส่วนด้านในที่มีลวดลายวิจิตร ใช้สวมใส่เมื่อผู้เป็นเจ้าของเสียชีวิต ส่งผลให้เสื้อฮีดั้งเดิมของชายฝังไว้กับบรรพชน
- เครื่องประดับเงิน ดั้งเดิมมีกำไลเงินสำหรับข้อมือและข้อเท้า แต่มีการขายเครื่องประดับจากการหาเงินค่ารักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายในพิธีศพ ปัจจุบันมีเพียงหมอมน (หมอรักษา) และหมอมด (แม่มด) ที่เป็นเจ้าของเครื่องประดับ นอกจากนี้ ไม่มีช่างเงินในหมู่บ้าน เครื่องเงินที่พบในปัจจุบัน ญาติซื้อในลาวและส่งมาให้ญาติในเมืองไทย

• เครื่องแต่งกายสตรีไทดำ (น.31-34)
หญิงไทดำสืบทอดขนบเครื่องแต่งกายดั้งเดิมมากกว่าชาย แต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้สินค้าจากตลาดเพิ่มมากขึ้น ในอดีตมีผ้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องแต่งกายสตรีหลายลักษณะ ซิ่นมุก, ซิ่นตาลาย, ซิ่นหมี่ตั้งจือ, ซิ่นก่าน, ซิ่นแก้ว, ซิ่นแตงโม, ซิ่นตาก้อง, ซิ่นนางหาญ ( “นาง” หมายถึง หญิงสูงศักดิ์) และซิ่นหมี่ (ซิ่นมี่)  ปัจจุบัน คงเหลือซิ่น 5แบบที่คงทอกันในบ้านนาป่าหนาด ผ้าซิ่นนางหาญ ผ้าซิ่นมี่หมู ผ้าซิ่นมี่ ผ้าซิ่นมุก และผ้าซิ่นแตงโม โดยแบ่งลักษณะของซิ่นไว้ 3ลักษณะ
- ประเภทแรก ผ้าที่เชื่อมโยงกับไทดำในเวียดนาม
- ประเภทสอง ผ้าทอแบบใหม่แต่คงแสดงลักษณะของผ้าทอไทดำ โดยปรับใช้ผ้าลาวและผ้าอีสานในการผลิต
- ประเภทสาม ผ้าทอที่คิดค้นใหม่

ประเภทแรก ผ้าทอแบบดั้งเดิม ซิ่นแตงโมเป็นซิ่นที่ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันคงมีเฉพาะไทดำเวียดนามในเมืองวัดและในลาวที่เรียกว่า ไทยวัด ที่นุ่งซิ่นแตงโม กลุ่มไทยวัดในลาวอาศัยอยู่ในเชียงกอ หัวพัน นอกจากนี้ ลาวทรงดำในแถบภาคกลางของไทยนุ่งซิ่นแตงโม โดยเป็นฝ้ายพื้นย้อมดำหรือคราม มีลายแนวตั้งสีขาวหรือน้ำเงินอ่อน เดิมทีมีการเรียกว่า ซิ่นตาลาย ส่วนชื่อเรียกว่า ซิ่นแตงโม สันนิษฐานว่าเป็นชื่อใหม่
- ซิ่นนางหาญ สำหรับหญิงสูงศักดิ์ คำว่า หาญ หมายถึง กล้าหาญ เป็นซิ่นทอจากเส้นไหม ปัจจุบัน ไม่มีธรรมเนียมกำหนดรูปแบบการนุ่งเฉพาะชนชั้นอีกต่อไป และเปลี่ยนเป็นผ้าฝ้าย แต่คงพบซิ่นนางหาญดั้งเดิมในบ้านนาป่าหนาดเช่นกัน หัวซิ่นและตีนซิ่นต่อเข้ากับตัวซิ่นอย่างชัดเจน บางครั้งตีนซิ่นมีลวดลายขิด ส่วนตัวซิ่นแสดงให้เห็นนาคตัวผู้และตัวเมีย เต่า เฮือนแอ้ว ปลา ตะขาบ และกุ้งในลำน้ำ ซิ่นประเภทนี้คือ ซิ่นมี่ สำหรับในเวียดนามนั้น ดั้งเดิมแล้ว หญิงสูงศักดิ์เท่านั้นที่จะนุ่งซิ่นนางหาญ ลวดลายที่เป็นนาคตัวผู้และตัวเมียเป็นลายจากการมัดย้อมและทอ มีความสำคัญและพบในผ้าของกลุ่มไทดำในเวียดนามและลาว
- ซิ่นมุก เป็นลายซิ่นเส้นยืน ซิ่นนี้พบในกลุ่มของคนไทในเวียดนามและลาวและเป็นซิ่นแบบดั้งเดิม ไม่พบช่างทอผ้าซิ่นมุกในบ้านนาป่าหนาดเพราะต้องใช้เวลาและทักษะในการทอผ้าลายเส้นยืน กระทั่งได้พบเห็นหญิงไทดำนุ่งซิ่นมุกและติดตามไปยังบ้านพัก ลูกสาวคงทอผ้าซิ่นมุกได้ น่าจะเป็นเพียงหญิงไทดำคนเดียวในบ้านนาป่าหนาดที่ทอผ้าซิ่นมุกได้

ประเภทสอง เป็นซิ่นที่พบเห็นในลาว โดยเฉพาะในเวียงจันทน์และทางเหนือของไทย ซิ่นแบบน้ีทอในกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มมอญเขมร เช่น โส้ ที่ได้รับอิทธิพลของไท ลาว และผู้ไท
- ซิ่นมี่ (หรือซิ่นหมี่) เป็นฝ้าย เส้นตั้งย้อมด้วยคราม แดง ม่วง และสีอื่น ๆ ส่วนเส้นพุ่งเป็นเส้นมัดย้อม หมี่ ปรากฏเป็นสีขาวธรรมชาติของเส้นฝ้าย คนบ้านนาป่าหนาดเรียกลวดลายว่า “ตุงฮอ” หมายถึงงูศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองคำไม่มีในภาษาไทดำ “หมากจับ” “ตูม” “ลายกาบ” “ต้นซ้อน” ลวดลายเหล่านี้เป็นสิ่งแสดงถึงอัตลักษณ์ไทดำ ไทดำในเวียดนามและลาวใช้ลายเหล่านี้ในเครื่องแต่งกายเช่นกัน
- ซิ่นมี่หมู (ซิ่นหมี่หมู) ทำจากฝ้ายและมีลายขวางลำตัว เป็นประเภทของซิ่นก่าน เป็นที่นิยมในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครอง พบการทอผ้าหมี่ก่านในลาว แต่ไม่พบในเวียดนาม แม้จะเห็นถึงอิทธิพลของลาวในการทอซิ่นทั้งสองประเภท แต่มีการอธิบายถึงลักษณะลวดลายดั้งเดิมของซิ่นที่มาจากกลุ่มไทดำในลาว
ประเภทที่สาม ซิ่นป้ายสี จัดเป็นประเภทซิ่นมุก และประเภทที่คิดค้นใหม่ สำหรับคนที่ไม่สามารถทอผ้ามัดหมี่ด้วยเส้นมัดย้อม ใช้เทคนิคใหม่ในการย้อมผ้าทดแทน หรือซิ่นมุกใหม่ที่ต้องใช้ทักษะในการทอผ้าลายเส้นยืน เปลี่ยนเป็นการใช้การทอด้วยเส้นด้ายลอย

หัวซิ่นและตีนซิ่น ผ้าทั้งสองประเภทเป็นส่วนต่อตัวซิ่น เดิมทีกี่ทอผ้านั้นมีขนาดไม่ใหญ่ การทอผ้าเป็นชิ้นแยกกันเพื่อต่อให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ ซิ่นแตงโม (แตงน้ำ) ใช้การต่อหัวซิ่นและตีนซิ่น ตีนซิ่นมักเป็นลวดลายเราขาคณิต ส่วนหัวซิ่นมีรูปแบบการทอเรียบง่าย บางครั้งเป็นการต่อผ้าย้อมธรรมดาต่อเข้ากับตัวซิ่น เดิมทีมีการนุ่งถึงระดับอก จึงไม่ต้องมีการใช้เสื้อ รูปแบบการนุ่งซิ่นปรับใช้โดยหญิงกลุ่มพูดไทยในลาวและเวียดนาม ในบ้านนาป่าหนาด ผ้าหัวซิ่นมักทอเป็นผ้าพื้นขนาดใหญ่ แต่ตีนซิ่นมีการขิดลาย เฉพาะในกรณีของซิ่นนางหาญที่มีการทอลาดลายวิจิตรทั้งหัว ตัว และตีนซิ่น

เสื้อและเสื้อชายยาว ความยาวของแขนเสื้อประมาณ 3ใน 4ของความยาวเสื้อ เสื้อดำทำจากฝ้ายย้อมดำหรือคราม มีกระดุมเงินกลัดด้านหน้า รูปแบบกระดุมคล้ายผีเสื้อคล้ายกับลายบนซิ่นนางหาญ โดยอธิบายความหมายถึง กรณีที่คู่สมรสจากไปกระดุมคล้ายผีเสื้อเป็นตัวแทนของคู่รักที่จะอยู่ใกล้กับอก
-          เสื้อฮีใช้ในโอกาสพิเศษ คล้ายกับเสื้อฮีของชายไทดำ และมีธรรมเนียมในการสวมด้านที่มีลวดลายเฉพาะเมื่อผู้เป็นเจ้าของเสียชีวิตเท่านั้น เพื่อให้เข้าสู่เมืองฟ้าในชีวิตหลังความตาย หญิงไทดำในบ้านนาป่าหนาดคงตัดเสื้อฮีเพราะเป็นเครื่องแต่งกายสำคัญระบุถึงอัตลักษณ์ไทดำ

ผ้าโพกศีรษะและทรงผม หญิงไทดำบ้านนาป่าหนาดโพกผ้าโดยมีรูปแบบการโพกแตกต่างกันเพื่อแสดงสถานภาพการแต่งงาน เรียกว่า ผ้าปกหัว ปก ที่หมายถึงคลุม ผ้าฝ้ายที่ย้อมดำหรือครามมีการแต่งลวดลายที่ชายผ้า เป็นการทอลายเข้าไปในส่วนชายผ้า ซึ่งเทคนิคการทำลายของไทดำในลาวและเวียดนามแตกต่างไป ลวดลายชายผ้าเกิดจากการปักลาย เพราะทักษะในการทอผ้าขิดใน กลุ่มไทดำของทั้งสองประเทศนั้นลดลง ลายกุดที่ชายผ้าของไทดำในเวียดนำมีตำนานที่เกี่ยวข้อง แต่สำหรับสตรีที่ทอผ้าในบ้านนาป่าหนาดให้ความหมายกับความงามของลวดลายเท่านั้น
ทรงผมสำคัญเช่นกัน แม่ใช้เวลาเป็นชั่งโมงในการสระผมและหวีผมให้ลูกสาวเพราะการมวยหรือการมัดผมในตำแหน่งต่าง ๆ แสดงถึงสถานภาพของการแต่งงาน เช่น หญิงที่แต่งงานแล้วเกล้ามวยไว้ด้านบนศีรษะ ส่วนหญิงที่หย่าร้าง เกล้ามวยไว้ทางซ้าย และหญิงหม้ายเกล้ามวยไว้ทางขวา

เครื่องประดับ เครื่องเงินสำคัญในอดีตเป็นเครื่องประดับผม ต่างหู สร้อยคอ และเข็มขัด ปัจจุบันมีการใช้เครื่องประดับในโอกาสสำคัญ ปัจจุบัน หญิงน้อยคนคงครอบครองเครื่องประดับเงินเพราะต้องขายเพื่อเลี้ยงชีพ และไม่มีช่างเงินอีกแล้วในบ้านนาป่าหนาด

การสัก ในอดีตมีการสักลายเมื่ออายุยังน้อยในช่วง 15-16ปี เพื่อเป็นแฟชั่นหรือสร้างความดึงดูดกับเพศตรงข้าม มีการอธิบายถึงการสักหน้าในธรรมเนียมเดิม ซึ่งคงปฏิบัติในกลุ่มกะไดในไหหลำ มีการกล่าวถึงการสักลายบนหลังมือเป็นลวดลายดอกไม้เช่นเดียวกับลวดลายบนผืนผ้า
 
ผ้าประเภทอื่น ๆ ผ้าหลายประเภทเลิกผลิต แม้จะมีความสำคัญในการแสดงอัตลักษณ์วัฒนธรรม เพราะเป็นผ้าที่เกี่ยวข้องสถานภาพทางสังคมและศาสนา แต่ด้วยผู้อาวุโสคนสำคัญอย่างหมอมดที่เสียชีวิต หรืออิทธิพลของตลาดและวัฒนธรรมจากภายนอก ทำให้ไม่มีการผลิตผ้าบางประเภท (น.35)
- ผ้าใช้สอย เช่น ผ้าสำหรับปูเตียง ผ้าห่มสำหรับเด็ก ผ้าห่ม และมุ้ง ชาวบ้านกล่าวถึงความสะดวกในการหาซื้อสิ่งเหล่านี้จากตลาด และผ้าสำเร็จจากตลาดราคาถูกกว่า บางอย่างกลายเป็นสิ่งล้าสมัย เช่น มุ้ง
- ผ้าในโอกาสพิเศษ ผ้าสำคัญในพิธีกรรมและเกี่ยวข้องกับสังคมจำนวนหนึ่งหยุดผลิตเช่นกัน เพราะการเสียชีวิตของหมอพิธีจึงไม่มีผู้รู้ถึงรูปแบบการใช้ที่เหมาะสม เช่น
- ผ้าหางคำ Howard and Howard (2002) กล่าวถึงการใช้ผ้าหางคำที่พบในเวียดนาม เรียกว่า ผ้าก่านขิด ก่าน ที่หมายถึงผ้าขนาดเล็กสำหรับเช็ดหน้า โพกศีรษะ หรือคลุมไหล่ ส่วนใหญ่เป็นผ้าทอพื้นและทำลายขิดชายผ้าทั้งผืนหรือบางส่วนของผ้า โดยให้ส่วนกลางเป็นผ้าพื้น ใช้ปกโลงศพของผู้เป็นเจ้าของนับเป็นผ้าสำคัญของผู้ตาย ส่วนผ้าหางคำเป็นผ้าคลุมในพิธี เซแปง แต่ด้วยไม่มีหมอมดในปัจจุบันไม่มีใครให้คำอธิบายเกี่ยวกับ เซแปง ได้ แต่มีการจำลองให้กับผู้มาเยือน แต่หากจะให้ถูกต้องต้องมีหมอมดเป็นผู้เชิญผีจากเมืองฟ้ามาเข้าทรง นอกจากนี้ ยังมีพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายบางอย่างที่ไม่ได้รับการปฏิบัติด้วย เพราะไม่มีหมอหรือหมอมด เช่นเดียวกับไทดำในเวียดนามและลาวที่เลิกปฏิบัติประเพณีดังกล่าวนี้ 
- ผ้าตูม คลุมโลงศพไม่ได้รับการผลิตเช่นกัน แต่มีการทำเสื้อเรียกเสื้อปกโลงของไทดำในลาว เรียกผ้าปกโลง ผ้าพูม หรือผ้าตูม ส่วนไทในเวียดนามเรียกว่า ม่านบัง ทำหน้าที่เดียวกัน ในกลุ่มไทอื่น ๆ พบขนบดัง กล่าวนี้และได้รับการบันทึกไว้
- ผ้าขม้า ผ้าขาวม้า บางคนให้คำอธิบายถึงการปรับใช้ผ้าขาวม้าจากกลุ่มคนลาวและคนไทย แต่บางคนกล่าวถึงขนบการใช้ผ้าข้าวม้าที่สืบทอดมาจากสิบสองจุไท Cheesman (2004: 158-159) กล่าวถึงอิทธิพลของลาวสำหรับการใช้ผ้าขาวม้า ส่วนในงานของ Howard and Howard (2002: 221) กล่าวถึงการใช้ผ้าลายตารางสำหรับปูและห่มกายในกลุ่มไทในเวียดนาม ในบ้านนาป่าหนาด ผ้าขาวม้าเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเคารพต่อบรรพชนและผู้อาวุโส รวมถึงความภาคภูมิใจ เช่น การเซ่นผีหลวง ในกะล้อห่อง ชายไทดำใช้ผ้าขาวม้าคลุมไหล่ มีการกล่าวถึงการใช้ผ้าขาวม้าเมื่อเข้าพบพ่อตาแม่ยายในอนาคตเป็นครั้งแรก หากไม่มีแล้วถือว่าเป็นการไม่แสดงความเคารพหรือไม่รู้ขนบสำคัญของกลุ่มชน พ่อแม่เห็นว่าลูกสาวจะได้แต่งงานกับคนไทดำที่แท้ แต่ในปัจจุบันมีการแต่งกับคนนอกชุมชน ซึ่งนำปัญหามาด้วยเช่นกัน

Folklore

การสักลายของชาย (น.30)
ไทดำในลาว เวียดนาม และไทย แต่ไม่พบการปฏิบัติในปัจจุบัน พบเห็นเฉพาะในผู้ชายอาวุโส
- การสักลายแสดงความเป็นผู้ใหญ่ ทั่วร่างกายหรือบนอวัยวะบางส่วน
- การปกป้องสิ่งชั่วร้าย จากธรรมชาติ (งูกัดหรือเสือขยำ) จากคน (ฟันแทงไม่เข้า)
- การยั่วยวนเพศตรงข้าม ชายที่ไม่มีลายสัก ไม่ใช่ชายแท้
นอกจากนี้ ยังพบการสักในหมอพิธีที่เป็นอักษรเขมร หลายลายยังเกี่ยวกับความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติและอำนาจ ลายสักมีลักษณะคล้ายกับลวดลายบนผืนผ้า นาค ตะขาบ ตูม กาบ หรืออื่น ๆ กล่าวถึงเครื่องมือที่ใช้ในการสักลายเป็นสำริดแท่งยาว

• ชีวิตหลังความตาย (น.36)
มีผู้ให้ข้อมูลว่า ผู้เดินทางไปเมืองฟ้าต้องมีของใช้ที่เพียงพอ หญิงจะสามารถทอผ้าที่เมืองฟ้า ชายสามารถมอบสิ่งของให้กับบรรพชนเพื่อให้ใช้ถักทอได้อย่างเพียงพอ คนตายที่ห่อโพกผ้าไหมและรัดสายคาดเอวด้วยผ้าฝ้าย เดิมทีร่างผู้ตายถูกห่อด้วยไม้ไผ่และวางไว้บนพื้นไม้ไผ่ โดยเก็บศพไว้ที่บ้านสามวัน จนวันทำพิธีหมอมดจะเลือกวันในการฝัง ทุกวันนี้ พิธีกรรมหลายอย่างหายไป แต่ก็พยายามสืบทอดขนบของบรรพชนที่ปฏิบัติในสิบสองจุไท วิญญาณของผู้ตายอาจหลงทางเพราะปัจจุบันไม่ได้สวมเสื้อฮี จึงคงปฏิบัติตามขนบประเพณีเพื่อไม่ให้เกิดเหตุเช่นนั้น
ความเชื่อและการปฏิบัติในบ้านนาป่าหนาด (น.38-39)
ความเชื่อเกี่ยวกับ “ขวัญ” “ผี” และจักรวาลวิทยามีความสำคัญ โดยมีผู้นำพิธี ได้แก่ หมอ หมอมด ทำพิธีแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกัน

• ความเชื่อเรื่องขวัญ (น.38)
กล่าวถึงขวัญ 32 ขวัญ ตามจำนวนอวัยวะของร่างกาย ขวัญเป็นสิ่งที่เปราะบางเมื่อมีคนไม่สบายจึงมีการประกอบพิธีสู่ขวัญ โดยมีหมอขวัญในการเชิญขวัญกลับมายังผู้ป่วย
- กล่าวถึงการสังเกตการณ์ในพิธีสู่ขวัญที่หมอขวัญจุดธูปไล่สิ่งไม่ดี และพาดผ้าขาวม้าบนไหล่ที่ภายในมีเสื้อผ้าของหญิงที่ป่วย สามี และผู้วิจัย รวมถึงไก่ที่เป็นเครื่องเซ่นในพิธี  อีกมือหนึ่งจับตาข่ายไว้ช้อนขวัญเมื่อกลับมายังหญิงที่ป่วย แต่หากเป็นการเจ็บป่วยหนัก ต้องมีหมอหรือหมอมดเป็นผู้ประกอบพิธี
- กรณีการเสียชีวิต วิญญาณคนตายเดินทางไปยังเมืองฟ้า ขวัญออกจากร่างและไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่หมอ หรือ หมอมด เป็นผู้บอกทาง วิญญาณแต่ละดวงเดินทางไปยังสถานที่แตกต่างกันตามสถานภาพทางสังคมเมื่อยังมีชีวิต เช่น ผู้สูงศักดิ์เดินทางไปยัง “เลือนพัน” (Luen Phan) สวรรค์ชั้นสูง ส่วนชั้นรองลงมา “ลัมลอย” (Lam Loi) สำหรับคนทั่วไปหรือคนที่หลงทาง และคนที่ไม่ได้พกพาสิ่งแสดงว่าเป็นไทดำ วิญญาณบรรพชนจึงไม่รู้จัก ทั้งสองแห่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองฟ้า ไม่มีคติเกี่ยวกับนรกในความเชื่อของไทดำ
- ผู้ให้ข้อมูลจำนวนมากเน้นย้ำถึงความสำคัญของผ้าทอและเครื่องแต่งกายสำหรับการเดินทางจากโลกไปยังสวรรค์ หากไม่มีเครื่องแต่งกายเหมาะสมส่งผลต่อการหลงทางและบรรพชนและผู้พิทักษ์ในเมืองฟ้าไม่รู้จัก ทำให้วิญญาณผู้ตายไม่สามารถอยู่ร่วมกับบรรพชนเพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่าผู้ตายคือคนไทดำ

•ความเชื่อเรื่องผีบ้าน (น.39)
ชาวบ้านนาป่าหนาดคงเซ่นสรวงผีบ้าน (ผีของหมู่บ้าน) เป็นกลุ่มเรือนจำลองตามความสำคัญของวิญญาณ ได้แก่ เรือนใหญ่สุดของ “เจ้าหัวขาว” (ผู้นำที่มีผมสีขาว) เคยเป็นผู้นำที่เมืองแถง เรือนรองลงมาสำหรับ “เจ้าอนุเวียงจันทน์” บุตรของเจ้าหัวขาว และเรือนหลังที่สาม “เจ้าภูแก้ว” (วิญญาณสถิตย์ภูเขาในท้องที่) และเรือนหลังที่สี่ “เจ้าหวด” (วิญญาณที่ยอดเขา) และอีกสองหลังสำหรับวิญญาณท้องที่
-          มีการไหว้ผีบ้านทุกวันที่ 15 และวันที่ 30 ทุกเดือน มีการประกอบพิธีใหญ่หนึ่งครั้งหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนพฤศจิกายน ตอบแทนที่ช่วยให้ผลผลิตดี และขอขมา รวมถึงขอให้ผลผลิตดียิ่งขึ้นใน
ฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป เรียกว่า “เลี้ยงบ้าน” โดยมีหมอผีเป็นผู้นำพิธี และมีหมอมดเข้าร่วม
-          ผ้าที่ใช้ในพิธีเลี้ยงบ้าน ได้แก่ เสื้อฮี ซิ่นนางหาญ ผ้าปุยบอก (pha piu bok) ฝ้ายดิบหรือ “กางแกน” เครื่องประดับเงินดั้งเดิม ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ไทดำ ผ้าเหล่านี้สำคัญในพิธีกรรมเพื่อเป็นการเชื่อมโยงระหว่างโลกนี้และโลกอื่น

• ความเชื่อเรื่องผีเรือน
-          เมื่อมีคนเสียชีวิต 3 วันให้หลังการทำพิธีฝัง ขวัญถูกเชิญมายังบ้านของผู้เสียชีวิตหรือญาติเพื่อมาสถิตย์ยังในเรือนบริเวณที่เรียกว่า “กะล้อห่อง” ทุกปีวิญญาณบรรพชนจะได้รับเครื่องเซ่นใหญ่ “แผ่ดวง” (?) (Pae Daong) เพื่อความสุขสบายของคนในครอบครัว หากไม่ได้ประกอบพิธี ทำให้สมาชิกในบ้านป่วยไข้ กรณีที่บางบ้านไม่มีกะล้อห่อง เมื่อผู้ป่วยมาพบหมอมดจะบอกถึงสาเหตุที่วิญญาณบรรพชน นั่นทำให้ผู้ที่ป่วยต้องสร้างกะล้อห่อง
-          เดิมทีผู้ที่ร่วมพิธีต้องสวมเครื่องแต่งกายไทดำ แต่ทุกวันนี้มีเฉพาะญาติใกล้ชิดที่สวมเครื่องแต่งกายในการจัดพิธีดังกล่าว หากไม่สวมเครื่องแต่งกายวิญญาณจะไม่เข้าร่วมพิธี
เครื่องเซ่นประกอบด้วยอาหาร น้ำ และเครื่องใช้ โดยจัดในช่วงห้าหรือสิบวัน คนในตระกูลสูงศักดิ์จัดเครื่องเซ่นทุก 5 วัน ส่วนคนสามัญทุก 10 วัน เดิมทีเป็นชายที่ทำหน้าที่ในการเซ่น แต่ทุกวันนี้ ทั้งชายและหญิงสามารถประกอบพิธีเซ่นบรรพชน ชายต้องพาดผ้าข้าวม้าเป็นการแสดงความเคารพ ส่วนหญิงต้องนุ่งซิ่นแตงโมหรือซิ่นนางหาญและสวมเสื้อไทดำ ต้องประกอบพิธีในกะล้อห่องเท่านั้น

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ส่วนในการศึกษาผ้าทอของไทดำในบ้านนาป่าหนาด ผ้าทอสำหรับใช้ในหลายโอกาส ในกิจวัตร พิธีกรรม และวัฒนธรรม การทอผ้าในบ้านนาป่าหนาดใกล้กับไทดำในเวียดนาม ฉะนั้น การสำรวจผ้าทอไทดำบ้านนาป่าหนาดเชื่อมโยงกับบทบาทในการธำรงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม (น.25)

การธำรงชาติพันธุ์เป็นประเด็นหลักของงานชิ้นนี้ ผู้ศึกษาให้ความเห็นไว้ว่า ไทดำบ้านนาป่าหนาดอพยพมาจากเวียดนามและลาว เป็นกลุ่มที่รักษาขนบมากกว่าไทดำอื่น ๆ ในไทยที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม กลุ่มไทดำในเลยอาศัยมาล่วงแล้ว 125 ปี ส่วนลาวทรงดำในทางตะวันตกของกรุงเทพ อยู่มานานกว่า 165 ถึง 225 ปี พื้นที่ของบ้านนาป่าหนาดปลีกตัวจากกลุ่มวัฒนธรรมอื่น ส่งผลให้ชั่วรุ่นที่สองใกล้ชิดกับรุ่นอพยพแรก (น.28)

ผู้ศึกษาพยายามอธิบายถึงความหมายของเครื่องแต่งกายและผ้าทอไทดำในสถานการณ์ต่าง ๆ ความพยายามในการรักษาอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ที่ชัดเจนในลักษณะหนึ่ง ได้แก่ การสร้างศูนย์วัฒนธรรม พ.ศ. 2539 ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม จังหวัดเลย เพื่อให้ความรู้กับคนในพื้นที่ การดูงาน และนักท่องเที่ยวที่ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมไทดำ นอกจากนี้ ยังมีการจัดโฮมสเตย์และกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณีต่าง ๆ พ.ศ. 2547 เกิดการรื้อฟื้นหัตถกรรมทอผ้าและใช้ศูนย์วัฒนธรรมเป็นช่องทางในการจำหน่ายผ้าทอมือให้กับชาวบ้านใกล้เคียงและชาวต่างประเทศ มี 95 ครัวเรือนที่ได้ประโยชน์เศรษฐกิจจากศูนย์วัฒนธรรม (น.17)

แม้ชาวบ้านบ้านนาป่าหนาดสวมเสื้อผ้าแบบตะวันตกสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่สำหรับหญิงไทดำแตกต่างไป หญิงอาวุโสคงนุ่งซิ่นแบบต่าง ๆ เช่น ซิ่นแตงโม แม้พวกเธอเดินทางไปยังอำเภอเมืองเลย ส่วนหญิงที่อ่อนวัยกว่านุ่งซิ่นและเสื้อผ้าแบบอีสาน โดยหาซื้อจากตลาด ส่วนในโอกาสพิเศษ พวกเธอถึงจะแต่งกายด้วยชุดไทดำ
สำหรับงานพิธี และโอกาสสำคัญ ชาวบ้านเลือกใส่เครื่องแต่งกายที่เป็นของไทดำ ดังเช่นการเซ่นผีบรรพบุรุษในกะล้อห่อง คงต้องสวมใส่ชุดไทดำ สำหรับชายจะต้องมีผ้าขาวม้าพาดบ่าเป็นสำคัญ ในปัจจุบัน ชายไทดำออกไปทำงานนอกชุมชนมากขึ้น หญิงไทดำทำหน้าที่เซ่นผี ก็ให้ความสำคัญกับการสวมเครื่องแต่งกายไทดำ ในทางกลับกัน การปฏิบัติพิธีกรรมส่งผลต่อการผลิตผ้าทอไทดำด้วยเช่นกัน (น.47)

ตลอดงานศึกษา แสดงให้เห็นบทบาทของเครื่องแต่งกายในขนบการปฏิบัติทางวัฒนธรรม รวมถึงการกำกับความรู้สึกของการเป็นสมาชิกชุมชนบ้านนาป่าหนาด กลุ่มคนที่มีบทบาทในการทำกะล้อห่อง เป็นสมาชิกของศูนย์วัฒนธรรมในการฟื้นฟูวัฒนธรรมไทดำเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนในและคนนอก

มีเพียงชาวบ้านผู้หญิงราวสิบคนที่นุ่งชุดไทดำในชีวิตประจำวัน เป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวในศูนย์วัฒนธรรมและการส่งเสริมวัฒนธรรมไทดำในฐานะมรดกวัฒนธรรม “และยังเป็นวิธีหาเงินได้จากฝรั่ง (นักท่องเที่ยว)” ส่วนคนอื่น ที่ไม่นุ่งเครื่องแต่งกายไทดำในชีวิตประจำวัน คงสวมใส่ในโอกาสพิเศษ พิธีกรรม และกิจกรรมทางวัฒนธรรม เรียกได้ว่าเป็นการให้ความสำคัญกับคุณค่าทางวัฒนธรรมการแต่งกาย   

การอนุรักษ์เคียงคู่กับการปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่  ชาวบ้านในบ้านนาป่าหนาดให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมไทดำ ศูนย์วัฒนธรรมไทดำเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูวัฒนธรรมที่ไม่ได้ปฏิบัติ รวมถึงการผลิตสิ่งทอและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไทดำ กล่าวจนถึงที่สุด เครื่องแต่งกายสมัยใหม่ได้รับการอธิบายในฐานะของการดำเนินชีวิตประจำวัน การปรับตัวเข้ากับโลกภายนอก แต่สิ่งที่คู่ขนานกันคือ การผลิตและการใช้เครื่องแต่งกายไทดำที่ระบุถึงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ที่แตกต่างของไทดำ (น.48)

Social Cultural and Identity Change

ในบ้านนาป่านหนาด ชาวบ้านไม่ได้ใส่เครื่องแต่งกายตามประเพณีในชีวิตประจำวัน คงผลิตผ้าทอและสวมใส่เครื่องแต่งกายตามประเพณีในโอกาสพิเศษ โดยเฉพาะในพิธีกรรม เครื่องแต่งกายนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงจากตลาดและอิทธิพลทางวัฒนธรรม ส่วนผ้าทอไทดำโบราณขายให้กับคนนอก จึงเหลือตัวอย่างไม่มากนักในชุมชน (น. 29)

ความเชื่อหลายอย่างเลิกปฏิบัติในบ้านนาป่าหนาด มาจากการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน แต่มีความพยายามฟื้นฟูประเพณีในช่วงศตวรรษ การเดินทางทำให้ไม่สามารถขนย้ายสัมภาระไปพร้อมกับกลุ่ม อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสังเกตพิธีกรรมและงานฉลองส่งเสริมการผลิตผ้า ฉะนั้น เครื่องแต่งกายที่ติดตัวมาเป็นต้นธารสำคัญในการสืบทอดหรือการฟื้นฟูวัฒนธรรม(น.38)

ช่วงทศวรรษ 1950 ถึงต้นทศวรรษ 1980 ปรากฏนโยบายที่ส่งผลกระทบต่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในอีสาน รวมถึงจังหวัดเลย การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และชนกลุ่มน้อยถูกมองเป็นปัญหาความมั่นคง เริ่มปรากฏการนิยาม “ชาติพันธุ์” เพื่อแยกแยะกลุ่มที่ไม่พูดภาษาตระกูลไท ส่วนกลุ่มที่พูดตระกูลไท มองว่าเป็นลักษณะที่แตกต่างของพื้นที่มากกว่าจะแยกเป็นชาติพันธุ์อย่างชัดเจน เช่น การกำกับกลุ่ม “ลาวอีสาน” ว่าเป็น ไทยอีสาน คนไทยที่อยู่ในอีสาน (น.44)

อ้างถึงปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (2003) ที่กล่าวถึงแถลงการณ์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองไทยอีสานที่ไม่สร้างปัญหาด้านความมั่นคงและยิ่งมีการพัฒนามากขึ้น ยิ่งเป็นไทยมากขึ้น อ้างถึง Brown (1994) กล่าวถึงความพยายามในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ของภาครัฐ ด้วยการให้ความสำคัญกับความภักดีต่อชาติและกษัตริย์ นอกจากการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ รัฐบาลกลางพยายามควบคุมกิจการในระดับหมู่บ้าน อ้างอิง Keyes (1967), Luther (1978) ถึงความรู้สึกภูมิภาคนิยมก่อตัวมากขึ้นในอีสาน “คนอีสาน” กลายเป็นคำเรียกของคนในพื้นที่ หมายรวมทั้งกลุ่มคนพูดภาษาไทและมอญเขมร ในทางกลับกัน กลุ่มคนอีสานเริ่มระบุอัตลักษณ์ของความเป็นอีสานผ่านภาษา การแต่งกาย อาหาร  (น.45)

สำหรับชาวบ้านในบ้านนาป่าหนาดมองอัตลักษณ์ความเป็นไทดำ แต่ผลกระทบเชิงนโยบายและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจตั้งแต่ทศวรรษ 1950  ส่งผลให้ผู้คนในบ้านนาป่าหนาดแตกต่างจากเพื่อนบ้านน้อยลง เริ่มมีนโยบายพัฒนาสุขภาพ เกษตรกรรม สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่เข้าถึงระดับหมู่บ้าน คนในบ้านนาป่านหนาดปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมไทย และการใช้นามสกุล เพื่อแสดงความภักดีต่อราชอาณาจักรไทย  การขึ้นทะเบียนพลเมืองและการใช้นามสกุลไทยเพื่อดำเนินชีวิต ครอบครัวที่ข้ามจากลาวอยู่ในสายตระกูล สิงลอคำ สิงลอน้อย สิงวี สิงกวาง สิงกา และสิงรุ่ง ซึ่งไม่ได้ใช้อีกต่อไป (น.45)

ระบบการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการกลืนกลายทางวัฒนธรรม ด้วยการใช้ภาษาไทยกลาง แต่มีการรณรงค์เครื่องแต่งกายไทดำในโรงเรียนประถมศึกษา ทุกวันพฤหัสบดี และมีคำสัมภาษณ์เกี่ยวกับการเลือกศึกษานอกพื้นที่ในระดับมัธยม เพื่อเข้าสู่สังคมไทย “เราเป็นไทยในเบื้องแรก และเป็นไทดำในลำดับต่อมา” โรงเรียนในเชียงคานใช้ภาษาไทยกลางและการเรียนรู้วัฒนธรรมไทย มากกว่าวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ความเคารพต่อวัฒนธรรมไทดำน้อย เมื่อเทียบกับบทบาทของไทดำในประวัติศาสตร์ไทย ส่งผลให้เด็ก ๆ ในบ้านนาป่าหนาดระบุว่าเป็นไทยมากกว่าไทดำ “เรียนที่นี่ เมื่อสำเร็จ ออกหางานทำภายนอก เพราะไม่มีอนาคต และต้องการเป็นไทย”(น.46)

ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มไทดำด้วยกันเอง หรือกับกลุ่มที่ไม่ใช่ไทดำเป็นไปโดยราบรื่น เห็นได้จากการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการเยี่ยมเยือนกันไปมา ความสัมพันธ์ยังเกิดจากการซื้อขายสินค้าที่ไม่ผลิตในบ้านนาป่าหนาด เช่น ไม้กวาด เครื่องประดับ ผ้าห่ม นอกจากนี้ กล่าวถึงสายสัมพันธ์ที่มีความสำคัญกับแรงงานในครัวเรือน เพราะแม้จะแต่งงานกับคนนอกชุมชน แต่เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว จะกลับมาบ้านนาป่าหนาด (น.43)

ผู้อาวุโสให้ความสำคัญกับการแต่งงานภายในกลุ่มชาติพันธุ์และเชื่อมโยงกับการสืบทอดและการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ในขณะที่ไทดำรุ่นใหม่มองหาคู่สมรสนอกชุมชน นอกกลุ่มชาติพันธุ์ (น.49)

Critic Issues

Other Issues

มรดกวัฒนธรรม
ความสัมพันธ์กับไทดำในลาว ไทดำในบ้านนาป่าหนาดออกเดินทางไปยังหมู่บ้านไทดำบรรพชนในเมืองพวนและอื่น ๆ ในลาวและเวียดนาม จากการที่ทางการคลายระเบียบการเดินทางได้มากขึ้น แต่บางครั้งถูกสกัดกั้นจากเหตุผลความมั่นคง เพื่อให้คนรุ่นใหม่คงรักษาความสัมพันธ์และอนุรักษ์วัฒนธรรม มีการพูดถึงเรื่องการเดินทางเพื่อให้หมอมดคนใหม่รู้จักการประกอบพิธี นอกจากนี้ ยังได้สิ่งของต่าง ๆ สำคัญ เช่น กระดุมเสื้อของชาย (น.43) มีการส่งตัวแทนไปยังเดียนเบียนฟู นับเป็นความพยายามในการเสาะหามรดกวัฒนธรรม คนในหมู่บ้านเรียนรู้การร่ายรำจากการบันทึกวิดีโอ และการซื้อผ้าทอกลับมายังบ้านนาป่าหนาดเพื่อการทอลายผ้าที่แตกต่าง แต่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ค.ศ. 2001 ชาวบ้านมีความหวังในการเดินทางกลับไปยังสถานที่สำคัญเหล่านั้นอีกครั้ง (น.44)         

ส่วนศูนย์วัฒนธรรมไทดำสร้างขึ้นโดยผู้ก่อตั้ง 4คน เพื่อฟื้นฟูและถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรมให้กับคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจักสาน การทอผ้า และการพูดและเขียนภาษาไทดำ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์เป็นสิ่งที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านด้วยกันเอง (น.49)

การทอผ้าได้รับการปรับให้เข้าถึงความต้องการของตลาด ลวดลายดั้งเดิมที่เน้นสีที่เรียบง่าย ปรับเข้าสู่การใช้สีที่สดใสมากขึ้น จึงนำไปสู่การใช้ฝ้ายสำเร็จที่มีสีสดใส หาซื้อได้จากตลาดเพื่อใช้ในการทอผ้า นอกจากนี้ ปรากฏการสาธิตทางวัฒนธรรมให้กับนักท่องเที่ยว จึงกล่าวได้ว่า การท่องเที่ยวสร้างตลาดให้กับการทอผ้าและมีส่วนในการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมไม่ให้สูญหายไป

แม้คนรุ่นใหม่ละทิ้งการปฏิบัติหลายอย่าง แต่ด้วยความพยายามของผู้อาวุโสในการสร้างกิจกรรมสำหรับการสืบทอด การทำเครื่องมือดั้งเดิม การทอผ้า ผู้วิจัยพบเห็นทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มวัยรุ่น เริ่มมองเห็นความสำคัญในการรักษาอัตลักษณ์ ดังที่ปรากฏว่า คนต่างแดนเดินทางมาทำวิจัยหรือมาท่องเที่ยวในพื้นที่  สิ่งสำคัญที่คนรุ่นใหม่กล่าวถึง การแสดงออกถึงวัฒนธรรมไทดำนอกหมู่บ้าน เรียกได้ว่าเป็นการครองอัตลักษณ์ซ้อน ระหว่างความเป็นไทดำและคนไทย (น.50)

Google Map

https://www.google.com/maps/d/viewer?mid=1nvUKHLNP5gv3utvRiN_ZP3x6Vvo&hl=en&ll=17.798105%2C101.73782400000005&z=17

Map/Illustration

ภาพถ่าย
-          สัญลักษณ์แสดงที่ตั้งศูนย์วัฒนธรรม และกิจกรรมต่าง ๆ ณ ศูนย์วัฒนธรรม (น.50, 63, 89, 94) ศูนย์ทอผ้า (น.64)
-          ชาวบ้านนาป่าหนาดร่วมมหกรรมแสดงถึงอัตลักษณ์ในเชียงคาน (น.56)
-          นาข้าวและกิจกรรมการเกษตร (น.57, 60)
-          เรือนในแบบปัจจุบัน (น.58)
-          สถานอนามัยและโรงเรียนในท้องถิ่น(น.59)
-          การเก็บใบหม่อนเป็นอาหารให้กับหนอนไหม (น.61)
-          สัตว์เลี้ยง (น.62)
-          ขั้นตอนต่าง ๆ ในการเตรียมเส้นใยสำหรับทอ (น.65-74)
-          การทอผ้า (น.75)
-          เครื่องแต่งกายในโอกาสต่าง ๆ และรายละเอียดของผ้าทอ (น.76-89)
-          พิธีกรรม (น.90-93)
แผนภูมิ
-          ลำดับสถานภาพผู้ประกอบพิธีในบ้านนาป่าหนาด (น.38)
ตาราง
-          ประชากรตามเพศและอายุ (น.13)
-          พื้นที่เกษตรกรรม (น.15)
-          วัสดุธรรมชาติสำหรับการย้อมเส้นด้าย (น.20)
แผนที่
-          การตั้งถิ่นฐานของไทดำและลาวทรงดำ (ลาวโซ่งดำ?) ในจังหวัดต่าง ๆ (น.11)
แผนที่ในระดับภูมิภาคของไทย (น.14)

Text Analyst นายชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ Date of Report 11 เม.ย 2561
TAG ไทดำ, เครื่องแต่งกาย, ผ้าทอ, อัตลักษณ์ชาติพันธุ์, การคงอยู่และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม, การอพยพ, บ้านนาป่าหนาด, จังหวัดเลย, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ประเทศไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง