ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject งานศพ สังคม ม้ง แขวงเชียงขวาง แขวงหลวงพระบาง แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว
Author สุพจน์ ทองเนื้อขาว
Title พิธีกรรมหลังความตายของชนเผ่าม้ง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว: รูปแบบและการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1975 ถึงปีคริสตศักราช 2012
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text -
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  Total Pages 300 Year 2558
Source มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Abstract

เนื้อหาของงานเขียนได้กล่าวถึง พิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ในประเทศลาว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975-2012 โดยได้ศึกษาในแขวงเชียงขวาง  6หมู่บ้าน  แขวงหลวงพระบาง3หมู่บ้าน และแขวงนครหลวงเวียงจันทน์ 5หมู่บ้าน  โดยในการศึกษาได้แบ่งการประกอบพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง โดยแบ่งเป็ยสามช่วงเวลา คือ ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1975, ช่วงยุคจินตนาการใหม่ และยุคปัจจุบันถึง ค.ศ. 2012จากการศึกษาพบว่า ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในลาวนั้น ประวัติด้านการจัดพิธีศพของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งยังไม่มีความชัดเจน ปรากฏในเรื่องเล่าและนิทานปรัมปรา ประวัติศาสตร์ของพิธีกรรมหลังความตายเริ่มต้นเมื่ออพยพเข้ามาประเทศลาวเมื่อต้นคริสตวรรษที่ 1800 การอพยพเข้ามาอยู่ในลาวช่วงที่มีการค้าฝิ่นมีผลทำให้กลุ่มม้งจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ในตระกูลที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งมีการฆ่าวัวเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ในช่วง ค.ศ. 1954-1975เป็นช่วงที่มีการสู้รบ กลุ่มชาติพันธุ์ม้งได้มีการจัดงานศพอย่างเรียบง่าย มีเพียงการฝังดินแล้วจุดลำไม้ไผ่ให้เกิดควันเพื่อบูชาศพ ในช่วงยุคจินตนาการใหม่ทางการลาวได้ผ่อนปรนให้กลุ่มชาติพันธุ์ม้งได้จัดพิธีศพได้อิสระมากขึ้น ในช่วงนี้มีการนำน้ำอัดลมมาใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ ส่วนในช่วงยุคปัจจุบันถึง ค.ศ.2012เป็นช่วงที่ลาวมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากเครื่องเซ่นไหว้นั้นผลิตจากโรงงานที่ทันสมัยในยุคนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดพิธีศพของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งอย่างผิดหูผิดตากว่าในอดีตเช่น มีการปรับเปลี่ยนเครื่องเซ่นไหว้เช่นมีการใช้เบียร์ลาว เป็นเครื่องเซ่นไหว้ และมีการปรับเปลี่ยนพิธีกรรมบางส่วนเช่นสถานที่ บุคคล วัตถุ และอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย  

Focus

          เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งและศึกษา รูปแบบ และการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมหลังความตายของม้งในประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ถึง ค.ศ. 2012 (หน้า 5) 

Theoretical Issues

แนวคิดทฤษฎี
          ในการศึกษาพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ในประเทศลาว ผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดและทฤษฎีดังต่อไปนี้
ทฤษฎีประวัติศาสตร์
          งานเขียนระบุว่า ทฤษฎีนี้เกิดจากความหละหลวมของทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionalism) การศึกษาวัฒนธรรมหรือพฤติกรรมของมนุษย์ไม่อาจหลีพ้นการสืบสวนย้อนหลังไปถึงอดีต ในทุกสมัยที่มนุษย์ได้ผ่านขั้นตอนมา และได้ทิ้งผลของการกระทำของตนเอาไว้จำนวนมาก ฉะนั้นการศึกษาถึงอดีตสามารถนำมาอธิบายพฤติกรรมของคนในทุกวันนี้ได้เป็นอย่างดี (หน้า 103)  การศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นวิธีการศึกษาวัฒนธรรมในแง่ของอดีตเท่านั้น แต่ยังเป็นหลายๆวิธีรวมกันเช่น 1) ศึกษาความเป็นมาในอดีตของวัฒนธรรม ในแต่ละเนื้อหาจากอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการศึกษาพัฒนาของวัฒนธรรม  2) การสังเกตการณ์ (Observation) ความเป็นตัวของตัวเองของวัฒนธรรม เป็นการศึกษาวัฒนธรรมปัจจุบันด้วยการเข้าไปสังเกต หรือดูด้วยตัวของผู้ศึกษา  3)  ศึกษาวัตถุและเหตุการณ์ในแง่ของเวลาและสถานที่ เช่นวัฒนธรรมนั้น เกิดขึ้นเมื่อไรและเกิดที่ไหน วัฒนธรรมที่เราเห็นเช่นในปัจจุบันจะต้องมีความเป็นมาจากอดีต   4) การขุดค้น (Archaeological  Method) เป็นการสืบหาหลักฐานของวัฒนธรรมในอดีตด้วยการขุดค้น ที่สามารถนำหลักฐานทางรูปธรรมมายืนยันการศึกษาวัฒนธรรมในปัจจุบันได้  5)  การศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างรวม (Holistic Approach) คือการศึกษาวัฒนธรรมของสังคมใดๆ ด้วยการนำโครงสร้างทุกส่วนมาวิเคราะห์ร่วมกัน ก็เพื่อความเข้าใจวัฒนธรรมในภาพรวมของสังคมนั้น (หน้า 104,103-106)  
 
ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม
          ที่ระบุว่า หลักของการแพร่กระจายวัฒนธรรมหนึ่งๆ จะแพร่กระจายไปยังแหล่งอื่นๆ ได้ต้องยึดหลักว่า วัฒนธรรมคือความคิดและพฤติกรรม ที่ติดตัวบุคคล บุคคลไปถึงที่ใดวัฒนธรรมก็จะไปถึงที่นั่น  ฉะนั้นการแพร่กระจายของวัฒนธรรมจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆเช่น  1) หลักภูมิศาสตร์ จะต้องไม่มีอุปสรรคทางภูมิศาสตร์กั้นขวาง   2) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ   การที่คนต้องเดินทางติดต่อไปมาหาสู่ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ บางส่วนก็เดินทางไปค้าขาย หรือแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ  3) ปัจจัยทางสังคม เช่นการจงใจแลกเปลี่ยนวิธีการ พฤติกรรมใหม่และความรู้ การไปศึกษายังดินแดนอื่นจึงเป็นการไปแพร่กระจายวัฒนธรรม การรู้จักรักใคร่ การแต่งงานกับคนต่างวัฒนธรรม การไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนา การอพยพโยกย้ายถิ่น เช่นการเกิดสงคราม และอื่นๆ ต่างก็เป็นปัจจัยให้เกิดการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม  4) การคมนาคมดี เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม เป็นต้น  (หน้า 106-108)
 
ทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่นิยม
          ที่มีสาระสำคัญว่า สังคมประกอบด้วยโครงสร้างที่เป็นระบบย่อยหลายระบบ แต่ละระบบจะมีหน้าที่ของตนแตกต่างกันออกไป ซึ่งสมาชิกยอมรับรวมกัน สังคมทุกสังคม มีลักษณะเป็นพลวัต หมายถึง มีความเคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเครียด และทำให้สังคมเกิดความสมดุล การปรับตัวเป็นวิธีการเพื่อควบคุมสังคม อาทิเช่น การใช้กฎระเบียบ การกำหนดสถานภาพ และการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม และอื่นๆ  (สนธยา พลศรี,2545      หน้า112, 108-112)  
 
ทฤษฎีรูปแบบทางวัฒนธรรม
          ทีมีสาระว่า ทฤษฎีรูปแบบทางวัฒนธรรมเป็นแนวคิดที่เกี่ยวกับการมองพฤติกรรมส่วนรวมของคนในสังคม ว่ามีแนวโน้มไปในทางใด มีค่านิยมอย่างไร มีบุคลิกภาพอย่างไร และอะไรเป็นสิ่งกำหนดรูปแบบของพฤติกรรมของคนในสังคมนั้นๆ รูปแบบทางวัฒนธรรมเป็นตัวแบ่งแยกสังคมหนึ่งออกจากสังคมอื่นอย่างเด่นชัด  (หน้า 112) ทฤษฎีรูปแบบทางวัฒนธรรมเป็นแนวคิดต่อเนื่องกับแนวคิดทางวัฒนธรรมและบุคลิกภาพ ซึ่งบุคลิกภาพโดยรวมของคนในสังคมก็คือวัฒนธรรมประจำชาติ  และวัฒนธรรมประจำชาตินั้นก็เป็นรูปแบบรวมของบุคลิกส่วนบุคคล (หน้า 113)
 
ทฤษฎีนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรม
          แนวคิดทางนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรม ผู้เขียนสรุปว่า คนที่มีระบบความคิดดี หมายถึงธรรมชาติในร่างกาย จะสามารถปรับสิ่งแวดล้อมให้มาเป็นวัฒนธรรมได้ดี ในเวลาเดียวกันสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดีจะสนับสนุนให้ความคิดของคนดีขึ้นด้วย และสามารถสร้างวัฒนธรรมได้ดีขึ้น ทฤษฎีนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมจึงเป็นความสัมพันธ์สองทางและสวนทาง ระหว่างคนกับธรรมชาติและธรรมชาติกับวัฒนธรรมนั่นเอง     (หน้า 115)  

กรอบแนวคิดการวิจัย
          การศึกษารูปแบบและการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมหลังความตายของชนเผ่าม้งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ปี ค.ศ.1975 ถึงปี ค.ศ.2012ได้ศึกษาผ่าน ทฤษฎีดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้น ผู้เขียนศึกษาเฉพาะในประเด็นรูปแบบของพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง อันประกอบไปด้วยการศึกษาถึงขั้นตอนปฏิบัติ เวลา สถานที่ บุคคลและวัตถุ  (หน้า 7)

Ethnic Group in the Focus

ม้ง
          กลุ่มชาติพันธุ์ม้งตั้งที่อยู่อาศัยอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ภาคเหนือของพม่า  เวียดนาม  ไทย และลาว ม้งบางส่วนได้ไปอยู่ที่ประเทศอื่นๆเช่น สหรัฐอเมริกา  ฝรั่งเศส และอื่นๆ  ม้งเป็นหนึ่งในจำนวน 49กลุ่มชาติพันธุ์ ที่อยู่ในประเทศลาว (หน้า 2)กลุ่มม้งในประเทศลาวมีทั้งหมดสี่กลุ่มได้แก่ ม้งดำ  ม้งขาว  ม้งเขียว และม้งแดง โดยตั้งบ้านเรือนในพื้นที่ต่างๆ เช่น แขวงพงสาลี  แขวงอุดมไซ  แขวงหลวงน้ำทา  แขวงบ่อแก้ว  แขวงบอลิคำไซ  แขวงคำม่วน  แขวงไชยะบุรี  แขวงหลวงพระบาง  แขวงเวียงจันทน์ แขวงเชียงขวาง  แขวงหัวพัน และแขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 3) ในจำนวนแขวงต่างๆ แขวงเชียงขวาง  แขวงหลวงพระบาง  กับแขวงนครหลวงเวียงจันทน์ มีม้งตั้งบ้านเรือนอยู่มากกว่าแขวงอื่นๆ (หน้า 3)
           ม้งอยู่ในตระกูลภาษา Sino-Tibetan สาขา Miao-Yao ม้งที่ศึกษาอยู่ในแขวงเชียงขวาง, แขวงหลวงพระบาง และนครหลวงเวียงจันทร์ ในประเทศลาว (หน้า 5)
 
กลุ่มชาติพันธุ์ในเมืองหลวงพระบาง
          ในงานเขียนได้กล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ในเมืองหลวงพระบาง ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้ ลาวลุ่ม (Lowland) 68เปอร์เซ็นต์ ลาวเทิง (Upland) 22เปอร์เซ็นต์  ลาวสูง (Highland) เช่น ม้ง Hmong (Meo) และกลุ่มชาติพันธุ์เย้า Yae (Mien)             9เปอร์เซ็นต์ มีเวียดนามและจีนอีกหนึ่งเปอร์เซนต์ ซึ่งในการศึกษาได้แบ่งประชากรของลาวเป็นสามกลุ่มหลักดังนี้ (หน้า 95)
            ลาวลุ่ม     คือ ประชากรชาวลาวที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณที่ลุ่มพื้นราบบริเวณแม่น้ำโขง คนในกลุ่มนี้พูดภาษาไท ลาว นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท มีจำนวนประชากร 70เปอร์เซนต์ของประชากรทั้งประเทศ (หน้า 95)
            ลาวเทิง     คือ ประชากรของลาวที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ราบสูงได้แก่ ข่าแจะ, ละแนด, แกนปานา, , สีดา, บิด, สามหาง, ดำ, หอก, ผู้เทิงไฟ, เขลา, ปันลุ, กระแสง, ส่วย, ตะโอย, ละแว, ละเวน, อาลัก, กะตาง, เทิงน้ำ, เทิงบก, เทิงโคก, อินทรี, ยาเหียน, กายัก, ชะนุ, ตาเลี่ยง และอื่นๆ  (หน้า 95)
            ลาวสูง     คือ ประชากรของลาวที่อยู่บนขุนเขาสูง ได้แก่ ม้ง, ม้งลาย, ม้งขาว, ม้งดำ, ย้าว, โซโล, ฮ้อ, รุนี, มูเซอ, ผู้น้อย, กุ่ย, ก่อ, แลนแตน และอื่นๆ  ทั้งสามกลุ่มใช้ภาษาลาวเป็นภาษากลาง ในจำนวนนี้นับถือศาสนาพุทธ 65.4เปอร์เซนต์ (หน้า 95) 

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาลาวเป็นภาษากลาง
          ประชากรในลาวแบ่งเป็นสามกลุ่มหลักๆ ได้แก่ ลาวลุ่ม, ลาวเทิง, และลาวสูง ทั้งสามกลุ่มประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่แยกย่อยลงไปอีกหลายกลุ่ม ผู้เขียนกล่าวว่า ทั้งสามกลุ่มได้ใช้ภาษาลาวเป็นภาษากลาง (หน้า 95) 

Study Period (Data Collection)

กันยายน 2555 - สิงหาคม 2556

History of the Group and Community

ความเป็นมาของม้ง
          ม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในตระกูลจีน (Main  Chinese) จากคำบอกเล่าของม้ง บอกว่า บรรพบุรุษของม้ง มีถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมอยู่ในแผ่นดินที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี  กลางคืน ยาวนานกว่ากลางวัน ซึ่งคาดว่าเป็นทางตอนเหนือของจีน หลังจากนั้นบรรพบุรุษของม้งจึงย้ายครอบครัวมาอยู่ในพื้นที่ประเทศจีนและตอนบนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (หน้า 2)
 
 
แขวงเชียงขวาง   
          แขวงเชียงขวางมีความเป็นมาเกี่ยวกับสงครามอินโดจีน หรือสงครามเวียดนาม ที่ถูกกองทัพสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิด บี 52ถล่มอย่างหนักจนบ้านเรือนเสียหายอย่างหนัก ทุกวันนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทางการลาวอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม เพื่อดูความโหดร้ายของสงคราม ปัจจุบันชาวบ้านได้นำระเบิดมาทำรั้ว เสาบ้าน และอื่นๆ (หน้า 87) หมู่บ้านกรณีศึกษามี 6หมู่บ้านดังนี้
          1) บ้านต๊า       ม้งในหมู่บ้านอยู่ที่นี่มานานแล้ว หลังจากที่มีสงคราม(หน้า 87) ม้งได้สนับสนุนฝ่ายคอมมิวนิสต์ลาว และให้ความช่วยเหลือด้านเสบียง แต่เนื่องจากสภาพหมู่บ้านเป็นหุบเขา จึงสามารถรอดพันจากอันตรายในสงครามในครั้งนั้น (หน้า 88)
          2) บ้านนาคำแพง       หมู่บ้านนี้ตั้งมานานแล้ว ในอดีตเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งสัตว์ป่า และต้นไม้นานาพรรณ ที่ดินของหมู่บ้านเป็นที่ที่ทางการจัดสรรให้ใหม่ เพราะแหล่งที่อยู่เดิมถูกวางระเบิดและมีระเบิดที่สามารถใช้งานได้ฝังอยู่ในพื้นดินจำนวนมาก (หน้า 88) ฉะนั้น คนในหมู่บ้านจึงมาอยู่ในพื้นที่ทางการจัดสรรให้ใหม่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (หน้า 89)
          3) บ้านบวกกบ        พื้นที่หมู่บ้านเป็นที่ดินจัดสรรใหม่เช่นเดียวกัน เพราะที่ตั้งหมู่บ้านเดิมมีระเบิดที่ยังสามารถทำงานได้ฝังอยู่ในดินจำนวนมาก (หน้า 89)  
          4) บ้านคังโดน          เป็นพื้นที่ที่มีการจัดสรรขึ้นใหม่เช่นหมู่บ้านอื่นๆ ลักษณะที่ตั้งเป็นที่ราบระหว่างหุบเขา (หน้า 90)
          5) บ้านนาโอ           หมู่บ้านตั้งมานานแล้ว ในอดีตสภาพหมู่บ้านเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันสภาพหมู่บ้านมีความเจริญทางเศรษฐกิจเพราะอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวและเขตสนามบิน (หน้า 91)  
          6) บ้านโพนแยง       เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านอยู่ที่เมืองคูณ แขวงเชียงขวาง ต้องย้ายที่อยู่มาอยู่ที่ตั้งปัจจุบันเพราะมีระเบิดฝังอยู่ในพื้นดินเป็นจำนวนมาก  (หน้า 92)
 
แขวงหลวงพระบาง
          แขวงหลวงพระบางมีเมืองหลวงพระบางเป็นเมืองหลวง เมืองนี้องค์การยูเนสโก ได้ยกย่องให้เป็นมรดกโลก เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองเก่าตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านช้าง  เมื่อก่อนมีชื่อว่า “เมืองซวา” ในพ.ศ. 1300ขุนลอ ซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ของลาว ได้ตั้งเมืองซวา เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้าง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเมืองว่า “เชียงทอง” จนถึงสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ.1896-1916) เมื่อพระองค์เสด็จกลับจากกัมพูชา หลังจากที่พระองค์กับพระบิดาต้องลี้ภัยทางการเมือง เนื่องจากถูกขับไล่จากกษัตริย์องค์ก่อน (พระอัยกาของพระเจ้าฟ้างุ้ม)  เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้มได้ทรงนำกองทัพกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ และสถาปนาอาณาจักรลาว ในเวลาต่อมา สมัยพระโพธิสารราชเจ้า ทรงอาราธนา     พระบาง ซึ่งเมื่อก่อนประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงคำมาประดิษฐานที่เมืองเชียงทอง ดังนั้นเมืองเชียงทองจึงถูกเรียกว่า “หลวงพระบาง” ตั้งแต่วันนั้นจนถึงทุกวันนี้ (หน้า 94) 
          ส่วนหมู่บ้านกรณีศึกษาประกอบด้วย
          1) บ้านขัวที่ 1       ไม่ได้เล่าประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน (หน้า 95)
          2) บ้านเมืองงา        ม้งในหมู่บ้านเป็นกลุ่มที่ย้ายที่อยู่มาจากบ้านภูสูง พร้อมกับม้งบ้านโคกหว้า เนื่องจากทางการได้เวนคืนที่ดิน ไปสร้างและขยายพื้นที่สนามบิน (หน้า 96)
          3) บ้านโคกหว้า       หมู่บ้านในอดีตตั้งอยู่ในบริเวณเมืองหลวงพระบาง ในอดีตมีป่าไม้ และสัตว์ป่าจำนวนมาก ม้งในหมู่บ้าน ย้ายมาจากบ้านภูสูง เมื่อ พ.ศ. 2549เนื่องจากทางการได้สร้างสนามบินของแขวงหลวงพระบาง (หน้า 97)
 
แขวงนครหลวงเวียงจันทน์
          แขวงนี้เป็นที่ตั้งของนครหลวงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศลาว ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศลาว  มีเมืองเอกคือจันทะบูลี มีเขตติดต่อกับประเทศไทยระหว่างเวียงจันทน์กับจังหวัดหนองคายของไทย ทางด้านสะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่หนึ่ง แขวงนครหลวงเสียงจันทน์เป็นแขวงที่มีความเจริญกว่าทุกแขวงในจำนวน 18แขวงของประเทศลาว  เขตปกครองนี้ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2532โดยแยกมาจากแขวงเวียงจันทน์ ในอดีตมีชื่อว่า “กำแพงนครเวียงจันทน์”  ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นนครหลวงเวียงจันทน์ ประกอบด้วยเมืองจันทบุรี, เมืองศรีโคตรบอง, เมืองไชยเชษฐา, เมืองศรีสัตตนาค, เมืองนาทรายทอง, เมืองชัยธานี, เมืองหาดทรายฟอง, เมืองสังข์ทอง, เมืองปากงึม (หน้า 98)
          หมู่บ้านกรณีศึกษามีดังนี้
          1) บ้านโพนงาม  หมู่บ้านนี้เป็นที่ดินที่มีการจัดสรรขึ้นใหม่ ตามโครงการบ้านจัดสรรของรัฐบาล ในหมู่บ้านประกอบด้วยชาวลาว และม้ง (หน้า 100)
          2) บ้านหนองสองห้อง  ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่ ตามโครงการจัดสรรที่ดินของรัฐบาล ประชาชนในหมู่บ้านส่วนใหญ่โยกย้ายที่อยู่มาจากแขวงเชียงขวาง (หน้า 101)
          3) บ้านท่าดินแดง  ไม่บอกความเป็นมา (หน้า 101)
          4) บ้านท่าเกลี้ยง  หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่มีการจัดสรรที่ดินขึ้นใหม่โดยรัฐบาล   คนในหมู่บ้าน ประกอบด้วยชาวลาว และม้ง หมู่บ้านแห่งนี้แยกหมู่บ้านออกมาจากบ้านหนองสองห้อง เมื่อไม่นานมานี้ (หน้า 102)
          5) บ้านสมสมัย – ไม่ระบุข้อมูล

Settlement Pattern

แขวงเชียงขวาง   
          หมู่บ้านกรณีศึกษามี 6หมู่บ้านดังนี้
          1) บ้านต๊า       เป็นหมู่บ้านที่ตั้งบนภูเขาสูง ข้อมูลเรื่องการสร้างบ้านไม่ระบุเพียงแต่บอกว่า หมู่บ้านนี้ตั้งมานานแล้ว  เมื่อมีภัยสงครามหมู่บ้านแห่งนี้ได้เข้าร่วมสนับสนุนฝ่ายพรรคคอมมินิสต์ และส่งเสบียงให้ (หน้า 87,88)
          2) บ้านนาคำแพง      รูปแบบการสร้างบ้าน เป็นบ้านชั้นเดียวสร้างติดกับพื้นดิน  วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาสร้าง หาได้ง่ายในท้องถิ่น ได้แก่ไม้ไผ่  ไม้ลวก ทุกวันนี้ได้มีการปรับเปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์สร้างบ้านที่ทันสมัย (หน้า 88,89)
          3) บ้านบวกกบ        ไม่ระบุข้อมูลเรื่องบ้าน (หน้า 89,90)
          4) บ้านคังโดน        ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องบ้านโดยตรงเพียงแต่บอกว่า หมู่บ้านเป็นพื้นที่ที่จัดสรรขึ้นใหม่โดยรัฐบาล ส่วนลักษณะการก่อสร้างอื่น เช่นเพิงขายของข้างทางนั้นสร้างแบบเรียบง่าย หลังคามุงหญ้า แล้วปูด้วยไม้สำหรับนั่งขายสินค้าพื้นบ้าน (ภาพหน้า 90)
          5) บ้านนาโอ          รูปแบบการสร้างบ้าน เป็นบ้านชั้นเดียวสร้างติดพื้นดิน วัสดุที่นำมาก่อสร้าง เป็นอุปกรณ์ก่อสร้างที่หาได้ในชุมชน เช่น ไม้ไผ่ ไม้ลวก แต่ทุกวันนี้คนในหมู่บ้านมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่าในอดีต จึงใช้วัสดุอุปกรณ์สมัยใหม่ที่มั่นคงและถาวรที่เป็นเช่นนี้เพราะหมู่บ้านอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยงและพื้นที่ของสนามบิน  (หน้า 91)
          6) บ้านโพนแยง      ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องบ้านโดยตรงแต่บอกว่า พื้นที่หมู่บ้านเป็นที่จัดสรรขึ้นใหม่ แต่เดิมคนในหมู่บ้านอยู่ที่เมืองคูณ แขวงเชียงขวาง ที่ย้ายมาอยู่ที่นี่เพราะฝ่ายอเมริกาวางระเบิด นอกจากนี้ยังมีระเบิดฝังอยู่ใต้ดินเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยเพราะอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ทุกเมื่อ (หน้า 92)
 
แขวงหลวงพระบาง
        หมู่บ้านกรณีศึกษาประกอบด้วย
          1) บ้านขัวที่ 1         ไม่ระบุข้อมูลเรื่องบ้าน (หน้า 95)
          2) บ้านเมืองงา       การสร้างบ้านเป็นแบบชั้นเดียวติดพื้นดิน ทุกวันนี้การสร้างบ้านได้ใช้วัสดุที่ทันสมัย เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่าในอดีต (หน้า 96)
          3) บ้านโคกหว้า       การสร้างบ้านตั้งบนพื้นที่ราบ สร้างรวมกันเป็นคุ้ม คนในหมู่บ้านมีทั้งม้งและคนลาว ที่มีวัฒนธรรมแบบเมืองที่อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่กลุ่มม้งมักสร้างบ้านอยู่บริเวณเดียวกัน การสร้างบ้านในทุกวันนี้เป็นบ้านแบบสมัยใหม่ สร้างด้วยวัสดุที่ทันสมัยเช่น สร้างบ้านปูน มุงกระเบื้อง บ้านสร้างกำแพงเป็นสัดส่วน (ภาพหน้า 97-98)
 
แขวงนครหลวงเวียงจันทน์
        หมู่บ้านกรณีศึกษามีดังนี้
          1) บ้านโพนงาม        การสร้างบ้าน สร้างแบบเรียบง่ายใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ตัวอย่างบ้านในพื้นที่ศึกษา บ้านเป็นบ้านแบบยกพื้นสูงจากพื้นดินไม่มาก สร้างด้วยไม้ไผ่ มุงด้วยหญ้า บริเวณบ้านปลูกต้นกล้วย และพืชผักสวนครัว เป็นต้น (ภาพหน้า 99-101)
          2) บ้านหนองสองห้อง       บ้านที่ปรากฏในงานวิจัย เป็นบ้านชั้นเดียวสร้างแบบติดพื้นดิน หลังคามุงสังกะสี ผนังบ้านเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ ระหว่างฝาผนังกับหลังคาปล่อยโล่งเป็นช่องระบายอากาศ (ภาพหน้า 100) บ้านหนองสองห้อง แขวงนครหลวงเวียงจันทน์เป็นบ้านที่มีการจัดสรรที่ดินขึ้นใหม่ ตามโครงการบ้านจัดสรรของรัฐบาล คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่โยกย้ายที่อยู่มาจากแขวงเชียงขวาง  (หน้า101)
          3) บ้านท่าดินแดง        ไม่ระบุข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างบ้าน (หน้า 101-102)
          4) บ้านท่าเกลี้ยง        เป็นบ้านที่มีการจัดสรรที่ดินขึ้นใหม่โดยรัฐบาล เหมือนกับหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง (หน้า 102-103)
          5) บ้านสมสมัย – ไม่ระบุข้อมูล
 
บ้านของม้ง
          ม้งชอบสร้างบ้านบนภูเขาสูง 1,000-1,500 เมตร เพราะว่าเมื่อก่อนนี้ม้งเคยปลูกฝิ่นจึงเจริญเติบโตได้ดีบนภูเขาสูง การเลือกที่ตั้งหมู่บ้านจะเลือกตั้งบ้านเรือนตามเนินเขาที่ลาดลง  เพื่อให้มีที่กำบังลมและฝน ส่วนที่ปลายเนินเขานั้นจะมีลำน้ำไหลผ่านตลอดปี ม้งชอบปลูกบ้านใกล้กันในกลุ่มเครือญาติ แล้วมีเรือนหลังใหญ่ของคนสำคัญอยู่ตรงกลาง  หน้าบ้านหันไปตามทิศความลาดลงของขุนเขา (หน้า 47)  หมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ไม่มีประตูหมู่บ้าน  ไม่นิยมปลูกบ้านซ้อนตรงกับหน้าบ้านหลังอื่น และไม่ชอบสร้างบ้านรวมกลุ่มอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น  ในอดีตม้งมีการย้ายหมู่บ้านบ่อยครั้ง เพราะมีเหตุผลหลายอย่าง เช่นดินเสื่อมคุณภาพเพาะปลูกได้ผลผลิตไม่ดี  คนทรงพยากรณ์ว่าจะเกิดความเดือดร้อนต่างๆ นานา ถ้าไม่ย้ายหมู่บ้าน หรือเกิดปัญหาความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ในชุมชนเกิดโรคระบาด และอื่นๆ แต่ทุกวันนี้การเลือกทำเลที่ตั้งหมู่บ้านได้เปลี่ยนแปลง เพราะมีข้อจำกัดด้านกฎหมายป่าไม้ นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น  ดังนั้นทุกวันนี้จึงพบเห็นหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งตั้งอยู่ในที่ราบ และตั้งอยู่อย่างมั่นคงกว่าในอดีต (หน้า 47)
          มุ้งจะสร้างบ้านคร่อมพื้นดิน โดยใช้พื้นดินเป็นพื้นบ้าน ฝาบ้านกั้นด้วยไม้ มุงหญ้าคา ใบท้อ หรือใบเกล็ด  ในบ้านมีห้องนอนตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ห้องที่ใช้เป็นยุ้งข้าว  ข้าวโพด ห้องใหญ่อยู่กลางบ้านเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ  ครกตำข้าว เตาไฟมีสองเตา ก็ตั้งอยู่ในห้องใหญ่นี้  กลุ่มชาติพันธุ์ม้งสร้างบ้านติดพื้นดิน ก็เพื่ออำนวยความสะดวกขณะที่มีการประกอบพิธี บ้านมุงหญ้าคา และใบจาก  ฝาผนังเป็นไม้ไผ่ เนื่องจากในอดีตม้งสร้างบ้านเรือนอยู่บนที่สูง นอกจากนี้ก็มาจากเรื่องการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย การทำไร่เลื่อนลอยทำให้ต้องย้ายบ้านบ่อยๆ  แต่ทุกวันนี้เมื่อม้ง ย้ายมาอยู่พื้นราบ จึงได้รับวัฒนธรรมจากคนพื้นเมือง ดังนั้นจึงทำให้บางหมู่บ้านเปลี่ยนความเป้นอยู่แบบเก่า มาเป็นแบบทุกวันนี้ ถึงทุกวันนี้จะมีการสร้างแบบยกพื้นที่ไม่เหมือนบ้านแบบเก่า แต่ก็มีบางส่วนที่สร้างบ้านแบบติดพื้นดิน  แต่จะค่อนข้างดีกว่า แล้วแต่ฐานะเศรษฐกิจของเจ้าของบ้าน การสร้างบ้านแบบติดพื้นดินก็เพื่อเป็นที่ตั้งของผีเรือน “ซือ ก๊า” เพื่อไว้ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ และเพื่อปกปักรักษา คนในบ้านให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข (หน้า 47) 

Demography

ประชากรม้ง
          กลุ่มชาติพันธุ์ม้งในประเทศลาว มีประชากร 315,465 คน  หรือจำนวน 6.9 เปอร์เซนต์ของประชากรของลาว  (หน้า 3)
 
แขวงเชียงขวาง   
          หมู่บ้านกรณีศึกษามี 6หมู่บ้านดังนี้
          1) บ้านต๊า       ไม่ระบุจำนวนประชากร (หน้า 87-88)
          2) บ้านนาคำแพง          มีประชากรทั้งหมด 890คน  โดยประกอบด้วยผู้หญิง 460คน และผู้ชาย 430คน มีจำนวนครอบครัว 124ครอบครัว (หน้า 89)  ในจำนวนนี้มีครอบครัวกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง 76ครอบครัว  มีผู้หญิงม้ง 198คน และผู้ชายม้ง 180 คน  (หน้า 89)
          3) บ้านบวกกบ        มีประชากรทั้งหมด  1,203คน ในจำนวนนี้มีผู้หญิง  652คน ส่วน ผู้ชายมี 651คน  มีจำนวนครอบครัว 285ครอบครัว (หน้า 89) มีครอบครัวม้ง 140ครอบครัว มีม้งผู้หญิง 341คน และม้งผู้ชาย  322คน รวมประชากรม้งทั้งหมด 663คน   (หน้า 89) (หน้า 90)
          4) บ้านคังโดน        มีประชากรทั้งหมด 640คน เป็นผู้หญิง 427คน และเป็นผู้ชาย 223คน มีจำนวนครอบครัว 103ครอบครัว (หน้า 90) ในจำนวนนี้มีครอบครัวม้ง  66ครอบครัว มีผู้หญิงม้ง  273คน และม้งผู้ชาย 146คน รวมประชากรม้งใน หมู่บ้าน      คังโดน  419คน  (หน้า 90) (หน้า 91)
          5) บ้านนาโอ        มีประชากรทั้งหมด 925คน เป็นครอบครัวม้ง 80ครอบครัว เป็นม้งจำนวน 453คน เป็นผู้หญิง 210คน  (หน้า 91)
          6) บ้านโพนแยง        คนในหมู่บ้านมีทั้งหมด 1,200คน  มีจำนวนครอบครัว 223ครอบครัว (หน้า 92)  ในหมู่บ้านมีม้ง 316คน เป็นผู้หญิง 237คน  เป็นผู้ชาย 97คน มีจำนวนครอบครัว 74ครอบครัว  (หน้า 92)
 
แขวงหลวงพระบาง  
หมู่บ้านกรณีศึกษาประกอบด้วย
          1) บ้านขัวที่ 1      ประชากรในหมู่บ้านมีทั้งหมด 2,161คน  เป็นผู้หญิง 1,057คน  ส่วนผู้ชายมีจำนวน 1,104คน  มีจำนวนครอบครัว 354ครอบครัว (หน้า 95) ประชากร ม้งมี 178ครอบครัว  ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 571คน  และเป็นชายม้ง 624คน มีประชากรม้งทั้งหมด 1,195คน  (หน้า 95)
          2) บ้านเมืองงา        คนในหมู่บ้านมีทั้งลาวลุ่มและม้ง  มีประชากรทั้งหมด 1,900คน  มีจำนวนครอบครัว 313ครอบครัว  (หน้า 96) ในหมู่บ้านมีม้งทั้งหมด 592คน  เป็นหญิงม้ง 277คน และเป็นชายม้ง 315คน (หน้า 96)
          3) บ้านโคกหว้า        ไม่ระบุจำนวนประชากร (หน้า 97)  
 
 
แขวงนครหลวงเวียงจันทน์
หมู่บ้านกรณีศึกษามีดังนี้
          1) บ้านโพนงาม      มีประชากรทั้งหมด 2490คน เป็นผู้หญิง 1,342คน และเป็นผู้ชาย 1,148คน  มีจำนวนครอบครัว 259ครอบครัว (หน้า 100) ในจำนวนนี้มีครอบครัวม้ง 120ครอบครัว  เป็นผู้หญิง 656คน  และเป็นม้งผู้ชาย 412คน  รวมประชากรม้งทั้งหมด 1068คน  (หน้า 100)
          2) บ้านหนองสองห้อง      คนในหมู่บ้านส่วนมากย้ายที่อยู่มาจากแขวงเชียงขวาง ในหมู่บ้านมีประชากรทั้งหมด 3,216คน เป็นผู้หญิง 1,723คน  และผู้ชาย 1,493คน  มีจำนวนครัวเรือน 549ครัวเรือน (หน้า 100) ส่วนม้งมี 364ครอบครัว  มีหญิงม้ง 1,301คน  และผู้ชายม้ง 918คน ในหมู่บ้านมีประชากรม้งทั้งหมด 2,219คน   (หน้า100)
           3) บ้านท่าดินแดง       ในหมู่บ้านมีประชากรทั้งหมด 1760คน  เป็นผู้หญิง 1,092คน  เป็นผู้ชาย 668คน มีจำนวนครอบครัว 220ครอบครัว  (หน้า 101) ส่วนกลุ่ม      ชาติพันธุ์ม้งมีจำนวน 160ครอบครัว  เป็นหญิงม้ง 731คน และผู้ชายม้ง  314คน รวมประชากรม้งทั้งหมด 1,045คน  (หน้า 101)
          4) บ้านท่าเกลี้ยง        ในหมู่บ้านมีประชากรทั้งหมด 1,081คน เป็นผู้หญิง 602คน  ส่วนผู้ชายมี 479คน มีจำนวนครอบครัว 120ครอบครัว  (หน้า 102) ส่วนกลุ่มม้งมี 60ครอบครัว มีหญิงม้ง 313คน และชายม้ง 189คน รวมประชากรม้งทั้งหมด 502คน  (หน้า 102)
          5) บ้านสมสมัย – ไม่ระบุข้อมูล

Economy

แขวงเชียงขวาง
          เมืองเชียงขวาง เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเยี่ยมชมร่องรอยความโหดร้ายของสงครามอินโดจีน ที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2513เมื่อกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา มาทิ้งระเบิดบี 52ถล่มเมืองเชียงขวาง ต่อมาชาวเมืองได้พลิกวิกฤติเป็นโอกาสเช่น ใช้หลุมระเบิดเป็นบ่อเลี้ยงปลา นำลูกระเบิดมาทำรั้วบ้าน เสาบ้าน รางใส่อาหารสัตว์  (หน้า 87)  
          หมู่บ้านกรณีศึกษามี 6หมู่บ้านดังนี้
          1) บ้านต๊า          คนในหมู่บ้านปลูกข้าว  ข้าวโพด  ยางพารา และอื่นๆ (หน้า 87)
          2) บ้านนาคำแพง         เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปจึงทำให้ม้งประกอบอาชีพอันหลากหลาย เช่น  ค้าขาย ทำงานรับจ้าง รับราชการ (หน้า 88)และเพาะปลูกพืช    เป็นต้น  (หน้า 89)
          3) บ้านบวกกบ        ม้งในหมู่บ้าน ค้าขายและเพาะปลูก เช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด ยางพารา เลี้ยงสัตว์ ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ภาพหน้า 89,90)
          4) บ้านคังโดน         ม้งในหมู่บ้านค้าขายและปลูกผัก  (หน้า 90) ส่วนบริเวณนอก     ตัวเมือง ปลูกข้าวโพด ยางพาราและอื่นๆ (หน้า 91)
          5) บ้านนาโอ       เนื่องจากหมู่บ้านอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวและสนามบิน จึงทำให้ม้งมีการทำงานอันหลากหลาย เช่น ค้าขาย ขับรถรับจ้าง  (หน้า 91) ส่วนบริเวณนอกเมืองปลูกข้าวโพด  ยางพารา และอื่นๆ (หน้า 92)
          6) บ้านโยนแยง      ม้งในหมู่บ้านทำงานค้าขาย และเพาะปลูก เช่น ข้าวไร่ ข้าวโพด ยางพารา บางส่วนจะเลี้ยงวัว  แพะ ส่วนหนึ่งรับราชการ (หน้า 92)  
 
แขวงหลวงพระบาง
          ตั้งอยู่ภาคเหนือของประเทศลาว ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง กับแม่น้ำคาน ที่ไหลมาบรรจบกัน แหล่งน้ำนี้ใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในแขวง กับส่งออกไปต่างประเทศ  (หน้า 93)หมู่บ้านกรณีศึกษาประกอบด้วย
          1) บ้านขัวที่ 1       ม้งในหมู่บ้านทำอาชีพค้าขาย และเพาะปลูก นอกจากนี้ยังหารายได้อื่นเช่น ทอผ้า  ปักผ้าและอื่นๆ (หน้า 95) ส่วนพื้นที่นอกเมืองจะปลูกข้าวโพด และยางพารา  (หน้า 96)
          2) บ้านเมืองงา        ม้งในหมู่บ้านส่วนใหญ่ทำงานเป็นพนักงานของภาครัฐ ไม่ได้เพาะปลูก เพราะสภาพพื้นที่ไม่เหมาะแก่การปลูกพืช บางส่วนก็ค้าขายที่ตลาดม้ง    (หน้า 96) ในบริเวณนอกตัวเมืองส่วนมากปลูกข้าวโพด และยางพารา  (หน้า 97)
          3) บ้านโคกหว้า        ม้งทำอาชีพเพาะปลูก เช่น ข้าว  ข้าวโพด สวนยางพารา และค้าขาย เป็นต้น  (หน้า 98)
 
แขวงนครหลวงเวียงจันทน์
          หมู่บ้านกรณีศึกษามีดังนี้
          1) บ้านโพนงาม         ม้งในหมู่บ้านทำค้าขาย เพาะปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว  แพะ ส่วนบริเวณนอกเมืองปลูกข้าวโพด และยางพารา (หน้า 100)
          2) บ้านหนองสองห้อง         ม้งในหมู่บ้านค้าขาย และเพาะปลูกพืช ส่วนบริเวณนอกเมือง ปลูกข้าวโพด และยางพารา คนในหมู่บ้านโยกย้ายที่อยู่มาจากแขวงเชียงขวาง พื้นที่หมู่บ้านเป็นที่ดินจัดสรรขึ้นใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล  (หน้า 101)
          3) บ้านท่าดินแดง         ม้งในหมู่บ้านค้าขายและเพาะปลูกพืช และในหมู่บ้านยังมีโรงงานผลิตโลงศพส่งออกต่างประเทศ  (หน้า 101) ส่วนบริเวณนอกตัวเมืองจะทำนา (หน้า 102)
          4) บ้านท่าเกลี้ยง          ม้งในหมู่บ้าน ค้าขายและเพาะปลูกพืช เช่นผักสะระแหน่  ผักกาดและอื่นๆ นอกจากนี้ก็ทอผ้าเพื่อเป็นรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัว ส่วนบริเวณนอกเมืองเป็นไร่ข้าวโพด และสวนยางพารา  (หน้า 102ภาพหน้า 103)
          5) บ้านสมสมัย – ไม่ระบุข้อมูล 

Social Organization

สังคม
          งานเขียนได้กล่าวถึงสังคมของม้งว่า กลุ่มชาติพันธุ์ม้งกลุ่มที่มีอิทธิพลที่สุดในชุมชนคือกลุ่มที่มีสกุล หรือ แซ่ จำนวนมากที่สุดในชุมชนนั้น  ประกอบกับความนับถือความอาวุโส ผู้อาวุโสของสกุลนั้น จะได้รับนับถือจากชุมชน  ฉะนั้นแล้วคนที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน และเมื่อถึงวาระที่ต้องเลือกผู้นำชุมชนอย่างเป็นทางการ  บุคคลนี้ก็จะได้รับการเลือกจากชุมชน ให้เป็นผู้นำชุมชน (หน้า 48)
 
ครอบครัว
          ม้งอยู่แบบเครือญาติเป็นครอบครัวใหญ่ โดยแต่ละครอบครัวจะประกอบครอบครัวย่อย  หากแต่งงานถ้าเป็นลูกสาวก็จะออกไปอยู่กับสามี ถ้าเป็นลูกชายก็จะเอาลูกสาวเข้ามาอยู่บ้านครอบครัวเดียวกับพ่อ แม่ เมื่ออยู่ประมาณ 3-4ปี ก็จะแยกออกไปตั้งครอบครัวสร้างบ้านของตนเอง หากมีลูกหลายคน ลูกชายคนสุดท้องก็จะทำหน้าที่เลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อแก่ชรา (หน้า 46) ในบ้านที่มีครอบครัวย่อย รวมเป็นครอบครัวใหญ่มีสมาชิกดังต่อไปนี้  (หน้า 46)
          ปู่ “เยอ”    เป็นหัวหน้าครอบครัว ตัดสินใจทุกอย่างภายในบ้าน (หน้า 46)
          ย่า “ปอ”   ทำหน้าที่ดูแล อบรมลูกสะใภ้ที่อยู่ในบ้าน
          ลุง “หล้อ”   ทำกน้าที่ตามที่พ่อมอบหมาย (หน้า 46) 
          เมียลุง “เหนีย หล้อ”  ทำหน้าที่ตามที่สามีสั่ง  ช่วยงานทุกอย่างภายในบ้าน
          พ่อ “จี่”    ทำหน้าที่ตามที่พ่อแบ่งให้ และต้องให้ความเคารพคนที่เป็นพี่เสมอ
          แม่ “เหนีย”  ทำหน้าที่ตามที่สามีมอบหมาย ช่วยงานต่างๆภายในบ้าน (หน้า 46)
          อา “จีเจอ”  ทำหน้าที่ตามที่พ่อแบ่งให้ และต้องให้ความเคารพผู้ที่เป็นพี่
          เมียอา “เหนีย เจอ”    ทำหน้าที่ตามสามีสั่ง กับช่วยเหลืองานในบ้านทุกอย่าง (หน้า 46)  จากรุ่นปู่กับพ่อ เมื่อมาถึงรุ่นลูก ไม่ว่าจะเป็นลูกของลุง ลูกของน้า คนที่เกิดก่อนจะเป็นพี่ไม่ได้เรียกหลาน เนื่องจากว่า “รุ่น” หรือ “ภ้า”จะนับกันเป็นรุ่นๆ จากบรรพบุรุษ จะมีคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน  ถ้าเป็น “ภ้า” เวลาเจรจาพูดคุยกันก็จะเรียกชื่อเฉยๆ ไม่มีสรรพนามนำหน้า ส่วนการเรียกรุ่นลูก มีการเรียกจากรุ่นปู่ พ่อแม่เหมือนกันคือ  ลูกชาย “ตู๊” จะเรียกนำหน้าลูกชายทุกคน  (หน้า 46) ลูกสะใภ้ “ย้า” ใช้เรียกแทนชื่อลูกสะใภ้ และตามหลังชื่อของสามี (หน้า 46)

Political Organization

แขวงเชียงขวาง   
          แขวงเชียงขวางมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของลาว กับประวัติศาสตร์ช่วงเกิดสงครามเวียดนาม  ซึ่งในช่วงสงครามเวียดนามนั้น จึงเป็นที่มาของการย้ายเมืองเอกจากเมืองเชียงขวาง เปลี่ยนมาเป็นเมืองโพนสวรรค์ เมืองนี้ในอดีตมีชื่อว่าเมืองพวน เป็นเพราะในเมืองมีชาวพวนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้แขวงเชียงขวางมีเมืองโพนสวรรค์เป็นเมืองเอก กับเมืองต่างๆ เช่น เมืองแปก  เมืองคำเมืองหนองแรด เมืองหมอกใหม่, เมืองภูกูด, เมืองผาชัย (หน้า 85แผนที่หน้า 86)
          เมื่อ พ.ศ. 2513 แขวงเชียงขวางเป็นสมรภูมิรบที่ถูกกองกำลังสหรัฐอเมริกาโจมตีหนักมากที่สุดเพราะในช่วงนั้นแขวงเชียงขวางเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของลาว เนื่องจากตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศลาว โดยอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ ประมาณ 400กิโลเมตร  ส่วนระยะทางจากเมืองโพนสะหวัน เมืองหลวงของเชียงขวาง บนทางหลวงหมายเลขเจ็ด ไปสิ้นสุดตรงด่านน้ำกลั่น ชายแดนทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม มีระยะทาง 130กิโลเมตร งานเขียนระบุว่าในยุคสงครามอินโดจีนนั้น เส้นทางสายนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงและอาวุธสงครามจากประเทศเวียดนามเหนือ มาที่ประเทศลาว นอกจากนี้เส้นทางสายนี้จึงมีชื่อเรียกอีกว่า “เส้นทางโฮจิมิน” (หน้า 87)
          เนื่องจากที่อยู่ใกล้กับเวียดนามเหนือ ดังนั้นขบวนการลาวจึงได้ตั้งกองบัญชาการใหญ่ที่แขวงแห่งนี้ ดังนั้นกองกำลังของสหรัฐอเมริกาจึงได้ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิด บี 52เพื่อโจมตีขบวนการลาว ฉะนั้นแล้วจึงมีหมู่บ้านหลายร้อยหมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายจากการถูกถล่มทางอากาศ ฉะนั้นจึงทำให้ประชาชนและกองกำลังทหารฝ่ายขบวนการประเทศลาว ต้องย้ายเข้าไปอยู่ในถ้ำและเขตภูเขาในแขวงเชียงขวาง ถึงแม้ว่าสงครามจะสิ้นสุดมานานแล้ว แต่ร่องรอยความเสียหายจากการสู้รบในขณะนั้นยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เช่นสภาพความเสียหายจากการถูกอเมริกาถล่มทางอากาศที่เมืองคูน เมืองหลวงเก่าของแขวงเชียงขวาง  จากการถูกโจมตีทางอากาศได้ทิ้งความเสียหายไว้เป็นจำนวนมาก ฉะนั้นจึงมีหลายพื้นที่ที่ทางการลาวได้รักษาไว้เพื่อให้ประชาชนได้เห็นความเลวร้ายของสงครามที่เคยสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลในช่วงสงครามอินโดจีน (หน้า 87)   
          ประชาชนในแขวงเชียงขวางได้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยได้นำความเสียหายจากสงครามในอดีตมาปรับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต อาทิเช่น หลุมระเบิดขนาดมหึมาที่เกิดจากระเบิด บี 52 ของกองทัพอากาศอเมริกา ทุกวันนี้ประชาชนในแขวงเชียงขวางได้ดัดแปลง ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา ระเบิดบางส่วนประชาชนนำมาทำเป็นรั้วบ้าน   เสาบ้าน ใช้นั่งพักผ่อน รางอาหารสัตว์ ปัจจุบันแขวงเชียงขวางได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาเยี่ยมชม ซากระเบิดร่องรอยความโหดร้ายของสงครามในอดีต (หน้า 87)   
          มีหมู่บ้านกรณีศึกษา 6หมู่บ้านดังนี้
          1) บ้านต๊า     กลุ่มชาติพันธุ์ม้งได้อยู่พื้นที่ตรงนี้มานานแล้ว แต่เมื่อมีการต่อสู้ทางการเมือง (หน้า 87)  ม้งในหมู่บ้าน จึงสนับสนุนกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยการส่งเสบียงอาหาร การปกครองมีนายบ้าน หรือ ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำหมู่บ้านและประสานงานกับหน่วยงานราชการ (หน้า 88)
          2) บ้านนาคำแพง       มีนายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำ (หน้า 89)
          3) บ้านบวกกบ         รัฐได้เข้ามาแบ่งการปกครองออกเป็นหน่วยๆ ในหมู่บ้านมี      นายบ้าน หรือผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำ (หน้า 90)
          4) บ้านคังโดน         พื้นที่หมู่บ้านเป็นพื้นที่จัดสรรที่ดินขึ้นใหม่  (หน้า 90) การปกครองหมู่บ้านรัฐได้แบ่งออกเป็นหน่วยๆ โดยมีนายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำชุมชนและประสานงานกับหน่วยงานราชการ (หน้า 91)
          5) บ้านนาโอ            รัฐได้เข้ามาแบ่งการปกครองออกเป็นหน่วยๆ ในหมู่บ้านมี “นายบ้าน” หรือ ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำชุมชนในหมู่บ้านที่ประกอบด้วยกลุ่มลาวลุ่ม   และกลุ่มม้ง (หน้า 91,92)
          6) บ้านโพนแยง       ในหมู่บ้านมีนายบ้าน หรือผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำชุมชน การปกครองเหมือนกับหมู่บ้านอื่นๆคือรัฐได้แบ่งการปกครองออกเป็นหน่วยๆ คนในหมู่บ้านแต่เดิมอยู่เมืองคูณ แขวงเชียงขวาง แต่ได้ย้ายมาอยู่ที่นี่เพราะที่อยู่เดิมได้รับความเสียหายจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีกับระเบิดฝังอยู่ใต้ผืนดินเป็นจำนวนมากจึงยากแก่การอยู่อาศัยและทำมาหากิน (หน้า 92,93)
 
แขวงหลวงพระบาง
          ตั้งอยู่ภาคเหนือของประเทศลาว ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง กับแม่น้ำคาน (หน้า 93) หมู่บ้านกรณีศึกษาประกอบด้วย
          1) บ้านขัวที่ 1          ในหมู่บ้านประกอบด้วยชาวลาวและม้ง (หน้า 95) รัฐได้แบ่งการปกครองออกเป็นหน่วยๆ  มีนายบ้านหรือ ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำหมู่บ้านและประสานงานกับหน่วยงานของทางการ (หน้า 96)
          2) บ้านเมืองงา        ในหมู่บ้านมีทั้งชาวลาวและม้ง(หน้า 96) การปกครองรัฐได้แบ่งการปกครองเป็นหน่วยๆ มีนายบ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน) เป็นผู้นำชุมชน (หน้า 97)
          3) บ้านโคกหว้า       การปกครองรัฐได้แบ่งการปกครองเป็นหน่วยๆ ในชุมชนมีนายบ้าน หรือผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำชุมชน ปรึกษาปัญหาและไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในชุมชน ม้งในหมู่บ้านเพิ่งย้ายมาจากที่อยู่เดิมเมื่อ พ.ศ. 2549โดยย้ายมาจากบ้านภูสูง เนื่องจากที่ดินเดิม ทางการลาวต้องการใช้สร้างและขยายสนามบินของแขวงหลวงพระบาง (หน้า 97,98)
 
แขวงนครหลวงเวียงจันทน์
          หมู่บ้านกรณีศึกษามีดังนี้
          1) บ้านโพนงาม       รัฐแบ่งการปกครองออกเป็นหน่วยๆ หมู่บ้านมีนายบ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน) ดูแล ให้คำปรึกษาและปกครองคนในหมู่บ้าน และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ  (หน้า 99-101)
          2) บ้านหนองสองห้อง       รัฐแบ่งการปกครอง ออกเป็นหน่วยๆ ชุมชนมีนายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำชุมชน (หน้า 100-102)
          3) บ้านท่าดินแดง      เหมือนกับหมู่บ้านอื่นคือมีนายบ้านเป็นผู้นำชุมชน (หน้า 102)
          4) บ้านท่าเกลี้ยง         การปกครองรัฐ ได้แบ่งออกเป็นหน่วยๆ ชุมชนมีนายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำ เช่นเดียวกับหมู่บ้านอื่นๆ  (หน้า 103)
          5) บ้านสมสมัย– ไม่ระบุข้อมูล

Belief System

1.ประวัติของพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในประเทศลาว       
            พิธีกรรมหลังความตายของม้งมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันในแต่ละท้องถิ่น พิธีกรรมของม้งที่ยาวนานนั้น มีควบคู่กับประวัติศาสตร์ของม้งที่มีมาอย่างอย่างนาน  (หน้า 147) งานเขียนกล่าวว่า ในอดีตนั้นม้งตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศจีน แต่ได้ต่อสู้กับจีนหลายครั้งจึงอพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของประเทศลาว  แต่ประวัติของอาณาจักรลาวก็ไม่ได้กล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์ม้งอย่างชัดเจน (หน้า 148)  ซึ่งจากข้อมูลสัมภาษณ์พบว่า พิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งนั้น ประเพณีค่อนข้างเคร่งครัด จะผิดพลาดใดๆ ไม่ได้เลย เพราะหากเกิดความผิดพลาดม้งเชื่อว่าจะทำให้ผู้ตายไม่ไปสู่สุขคติภพนั่นเอง ประเพณีหลังความตายของม้งนั้นมีความเคร่งครัดที่สืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  (หน้า 149)  ในการศึกษานี้ได้แบ่งการศึกษาพิธีกรรมหลังความตายของม้งในประเทศลาว เป็นสามระยะ ประกอบด้วย ระยะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ค.ศ. 1975 ระยะจินตนาการใหม่ กับระยะปัจจุบันถึงปี คศ.2012ที่จะกล่าวดังต่อไปนี้  (หน้า 150)
 
1.1 งานศพช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1975 
            การจัดพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ค.ศ. 1975 มีพื้นฐานและเริ่มจากที่กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง โยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ประเทศลาว ในช่วงศตวรรษที่ 18สาเหตุมาจากความขัดแย้งกับรัฐบาลจีนจากปัญหาการสู้รบที่เมืองไกวโจว ดังนั้นกลุ่มชาติพันธุ์ม้งจึงทำการค้า และสร้างบ้านเรือนอยู่บนขุนเขาในประเทศลาว  (หน้า 150) กระทั่งเริ่มมีบทบาททางการเมืองในประเทศลาว หลังจากที่กลุ่มชาติพันธุ์ม้งได้เริ่มต่อต้านรัฐบาลฝรั่งเศส ในระหว่าง ค.ศ.1918-1921  (หน้า 150)  หลังจากฝรั่งเศสหมดอิทธิพลในอินโดจีน เมื่อวันที่ 9มีนาคม ค.ศ. 1945  เมื่อกองกำลังของประเทศญี่ปุ่นได้ยึดดินแดนอินโดจีน ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าอาณานิคม  แต่หลังจากวันที่ 27สิงหาคม ค.ศ. 1945 กองทัพญี่ปุ่นได้พ่ายแพ้ต่อฝ่ายกองทัพสัมพันธมิตร  หลังความปราชัยของญี่ปุ่น  ขณะที่ในประเทศลาว เจ้าเพชรราชได้ทรงประกาศรวมประเทศลาว แต่เจ้าศรีสว่างวงษ์ไม่เห็นชอบด้วยจึงได้ถอดตำแหน่งเจ้าเพชรราช จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและอุปราชเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1945  ต่อมาในวันที่ 12ตุลาคม ค.ศ. 1945จึงได้จัดตั้งรัฐบาลลาวอิสระ (Lao Issara หรือ Free Lao) โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างชาติลาว (หน้า 150)
             ต่อมาฝรั่งเศสได้เข้ามามีบทบาทในประเทศลาวอีกวาระก่อนที่จะหมดอำนาจในดินแดนอินโดจีน ฝรั่งเศสจึงมอบเอกราชแก่ลาวเมื่อ ค.ศ. 1953หลังจากที่ฝรั่งเศสรบแพ้ฝ่ายเวียดมินห์ ที่เมืองเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม หลังจากฝรั่งเศสหมดอำนาจในดินแดนอินโดจีน   (หน้า 150) ขณะเดียวกันราชอาณาจักรลาวได้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศโลกเสรีกับระบบคอมมิวนิสต์ ขณะนั้นการสร้างรัฐชาติใหม่ของลาวได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ในช่วงนี้มีการสร้างกองคลัง กองตำรวจ กับสถาบันทางวัฒนธรรมต่างๆ  (หน้า 150) ในช่วงนี้เองที่รัฐบาลราชอาณาจักรลาว  มีเงินมากมายจากการผลิตและขายฝิ่น (หน้า 150)
              ซึ่งในช่วงนี้ที่กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ได้มีบทบาทในการปลูกและขายฝิ่น ส่งผลให้เกิดความร่ำรวยอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง งานเขียนกล่าวว่า กลุ่มม้งที่มีบทบาทในการปลูกและขายฝิ่น คือกลุ่มม้งที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บนภูเขาสูงอากาศหนาวเย็น ได้แก่ ในแถบซำเหนือ  เมืองเชียงขวาง กับเมืองหลวงพระบาง (หน้า 151)
             ในระหว่างทศวรรษ 1960ประเทศลาวได้พบกับปัญหาการก่อรัฐประหารหลายครั้งหลายครา  ถึงแม้ประเทศสหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือด้านการทหารและเศรษฐกิจ  แต่รัฐบาลราชอาณาจักรลาวได้ตกต่ำเนื่องจากปัญหาการคอรัปชั่น ในช่วงนี้ที่พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศลาวได้เจริญรุ่งเรืองและขยายพื้นที่อย่างรวดเร็ว จนสามารถแทรกแซงอำนาจการปกครองของรัฐบาลราชอาณาจักรลาวในขณะนั้น (หน้า 151)   
           ต่อปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง มาจากการเลือกตาแสงที่            เมืองหนองแฮด  จึงเป็นที่มาให้ฝ้ายด่างเข้าร่วมกับกลุ่มลาวรักชาติ ส่วนตูบีได้ร่วมกับฝ่ายรัฐบาลราชอาณาจักรลาว ความขัดแย้งนี้มาจากการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ในกลุ่มตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยและมีอิทธิพลจึงเป็นสาเหตุของการเข้าร่มการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศลาวในภายหลัง (หน้า 151)
           ในช่วงเวลานี้ที่งานเขียนได้กล่าวถึงพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ที่ฟู่ฟ่ารุ่งเรืองถึงขีดสุด ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมาความสามารถที่จะจ้างครูชาวลาวมาสอนหนังสือและจ้างชาวเวียดนามมาสร้างบ้าน งานเขียนระบุว่า สาเหตุที่ม้งร่ำรวย มาจากการขายฝิ่น ซึ่งมีแรงงานหลักเป็นชาวขมุ ซึ่งแรงงานเหล่านี้ก็ติดฝิ่นเช่นกัน  ในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ค.ศ. 1975ฝ่ายอเมริกาได้ถล่มบริเวณภาคเหนือของลาวเนื่องจากหวั่นเกรงการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์  ในช่วงนี้กลุ่มม้ง ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม  (หน้า 151)
              ในช่วงที่มีการค้าฝิ่นถูกกฎหมายนั้น กลุ่มม้งได้เกิดความร่ำรวยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจึงส่งผลต่อการจัดพิธีศพ เช่นมีการใช้อาหารและเครื่องเซ่นไหว้เป็นจำนวนมาก เช่นการฆ่าวัวเพื่อบูชาศพ   เป็นต้น (หน้า 151) และในกลุ่มตระกูลม้งที่มีฐานะก็แสดงความร่ำรวยโดย ฆ่าวัวเพื่อเลี้ยงแขกเหรื่อ หนึ่งถึงห้าตัวต่อวัน การค้าฝิ่นนั้นทำให้ม้งเกิดความร่ำรวย ดังนั้นการจัดงานศพในช่วงนี้ม้งจึงจัดอย่างยิ่งใหญ่ทำให้ต้องใช้เครื่องเซ่นไหว้ และการเตรียมอาหารเพื่อต้นรับแขกเหรื่อเป็นจำนวนมาก (หน้า 152)
            ตัวอย่างเช่น  ที่แขวงเชียงขวางเมื่อในอดีตนั้น  มีตระกูลสองตระกูลของม้งที่มีอำนาจบารมี ได้แก่ ตระกูลลำ กับตระกูลลี  เบลียยาวเป็นหัวหน้าของตระกูลลำ และบิดาของตูบีเป็นหัวหน้าของตระกูลลี ทั้งสองตระกูลเป็นทองแผ่นเดียวกันเมื่อ บิดาของตูบีได้สมรสกับลูกสาวของเบลียยาว แต่ในเวลาไม่นานลูกสาวของเบลียยาวได้สิ้นลมหายใจอย่างปริศนา หลังจากที่ออกเรือน  ทางฝ่ายเบลียยาวปักใจเชื่อว่า ตระกูลลีเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตของลูกสาว ดังนั้นจึงกลายเป็นความแค้นของทั้งสองกลุ่มตระกูล  มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับงานศพของลูกสาวเบลียยาวไว้ว่า ได้มีการฆ่าโคเพื่อเซ่นไหว้เกือบสิบตัวต่อวัน  และมีแขกเหรื่อมาร่วมไว้อาลัยในช่วงสามวันกว่าหนึ่งพันคน (หน้า 152)
            ซึ่งเรื่องราวเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการจัดงานศพของม้งแบบเดิม เนื่องจากว่าเป็นการจัดพิธีที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งในอดีตการจัดพิธีจะเกิดจากความสมัครสมานสามัคคี มาจากความร่วมพลังกายพลังใจของญาติพี่น้องของตระกูล โดยจะนำสัตว์เลี้ยงและผู้คนมาช่วยเหลืองานพิธี แต่การจัดงานศพที่กล่าวถึงเป็นการใช้เงินและอิทธิพลกว่าใช้น้ำจิตน้ำใจ เพราะว่าเป็นเครือข่ายของคนค้าขายฝิ่น และคนที่ได้รับผลประโยชน์จากการค้าขายฝิ่น รวมทั้งกลุ่มการเมือง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน  ซึ่งในอดีตคนที่มาร่วมงานพิธีเป็นญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่จะมาร่วมไว้อาลัย  (หน้า 152)
            ขณะที่ในช่วงสงคราม เช่นที่แขวงเชียงขวางภาคเหนือของประเทศลาว  กลุ่มชาติพันธุ์ม้งได้รับความเดือดร้อนจากสงคราม ที่มาจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสหรัฐอเมริกา  จึงทำให้มีคนพิการและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่สนับสนุนฝ่ายสหรัฐอเมริกาที่ต้องพึ่งเสบียงจากสหรัฐอเมริกา  โดยมีนายพลวังเปาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังม้งกว่า 18,000 คน  ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ ก็มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากเช่นกันเพราะต้องพึ่งเสียงและอาวุธยุทโธปกรณ์จากประเทศจีน จากสงครามดังกล่าวจึงทำให้มีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก  จากการสัมภาษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่อยู่เมืองเชียงขวางได้กล่าวถึงพิธีศพของชาวม้งในช่วงที่เกิดสงครามว่า ช่วงนั้นแสนลำบาก เพราะขาดแคลนอาหารและเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน กลุ่มม้งอยู่อย่างอดอยากเนื่องจากมีอาหารเพียงเล็กน้อยตอนอยู่ในป่าและที่ปลูกไว้ในไร่ แต่ไม่มีใครกล้าออกไปดูแลหรือเก็บเกี่ยว  เนื่องจากมีการทิ้งระเบิดเป็นจำนวนมาก ส่วนคนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นทหารและคนที่ออกจากที่หลบภัย เนื่องจากหิวต้องออกไปหาอะไรประทังชีวิต    เวลานั้นกลุ่มม้งประสบความทุกข์ยาก การจัดงานศพเป็นไปอย่างเรียบง่าย เช่นมีเพียงการฝังดินแล้วจุดลำไผ่เพื่อให้เกิดควันก่อนการฝังเพื่อบูชาศพ   (หน้า 153) ส่วนพิธีกรรมและเครื่องเซ่นบูชาอื่นๆต้องถูกยกเลิก ด้วยเหตุผลว่า แม้แต่คนยังทุกยากแสนเข็ญ ไม่รู้จะหมดลมหายใจวันไหน ดังนั้นการจัดงานศพก็ไม่ควรฟุ่มเฟือยและนำพาลำบากลำบนมาถึงคนอีก แต่การจัดงานศพที่สมบูรณ์แบบยังพบอยู่ในกลุ่มม้งที่ฐานะดี (หน้า 153) แต่การจัดพิธีที่ใหญ่โตก็ลดลง เช่นมีการใช้เครื่องเซ่นไหว้ไม่มาก และแขกที่มาร่วมงานก็มีเพียงญาติพี่น้องใกล้ชิด (หน้า 154)
             อย่างไรก็ตามในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นได้ก่อให้เกิดความเป็นชาตินิยมลาว ดังนั้นด้านพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งพิธีกรรมหลังความตายของม้งนั้น ขัดกับแนวทางของพรรค ดังนั้นพิธีกรรมที่ดูฟุ่มเฟือยจึงถูกสั่งห้าม  ฉะนั้น เครื่องเซ่นไหว้ กลุ่มม้งจึงผลิตใช้กันเอง เช่น โลงศพ กระดาษเงิน กระดาษทอง และอื่นๆ (หน้า 157) การเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในยุคนี้ ความสอดคล้องกันกับเหตุการณ์ในทางประวัติศาสตร์คือ มีความเจริญรุ่งเรืองในช่วงการค้าฝิ่น แล้วมีความเสื่อมถอยในช่วงที่เกิดสงคราม ลักษณะของการเปลี่ยนแปลง พบในการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงด้านบุคคล และการเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุ(หน้า 268)
 
1.2 ยุคจินตนาการใหม่ (หน้า 158-163)  
            พิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในช่วงยุคจินตนาการใหม่ เริ่มมาจากแนวคิดของการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมประสบความล้มเหลว การสร้างระบบนารวม และระบบสหกรณ์ไม่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1979  นายไกรสอน พรมวิหาร ผู้นำของลาวจึงประกาศว่า รัฐบาลลาวจะเริ่มนำระบบสังคมนิยมแบบการตลาด (Market  Socialism) บริษัทเอกชนสามารถดำเนินกิจการได้ตามระบบตลาด  ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้แนวคิดเรื่องระบบเศรษฐกิจแบบใหม่หรือนโยบายจินตนาการใหม่ (New  Thinking Policy) ได้ถูกประกาศใช้เมื่อ ค.ศ. 1986  เศรษฐกิจในระยะ จินตนาการใหม่ส่งผลต่อธุรกิจและการเงิน การจ้างงานในระบบนายทุนเริ่มมีให้เห็นในโรงงาน รวมไปถึงธุรกิจขนาดเล็ก และอื่นๆ (หน้า 158) ในปี ค.ศ. 1990 เนื่องจากการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ จึงทำให้เกิดการผ่อนปรนทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น การรับเอาพระพุทธศาสนา มาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองแบบพรรคคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ประจำชาติที่ใช้รูปค้อนกับเคียว มาใช้รูปพระธาตุหลวง สามารถสร้างความรู้สึกของความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชนในประเทศ   (หน้า 161)  การผ่อนปรนทางด้านวัฒนธรรม ได้ส่งผลต่อการประกอบพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง  ส่งผลให้กลุ่มม้งได้มีอิสระในการนำประเพณีวัฒนธรรมของกลุ่มตนมาใช้ได้มากขึ้น  เช่นธรรมเนียมการเลี้ยงเครื่องเซ่นตามศักดิ์ของผู้ตายได้ถูกนำมาใช้อีกครั้ง  นอกจากนี้ม้งบางส่วนได้เดินทางมาทำงานในเมือง การลงทุนต่างๆได้หลั่งไหลไปสู่พื้นที่ชนบท ในช่วงนี้ได้ทำให้การซื้อเครื่องเซ่นไหว้ การซื้อโลง เป็นไปด้วยความคึกคัก (หน้า 162)
            ในยุคจินตนาการใหม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสถานที่ในการฝังศพที่มีการจัดสรรที่ฝังศพให้โดยรัฐ และทางด้านวัตถุ ได้แก่เครื่องเซ่นไหว้ ที่พบว่ามีการใช้น้ำอัดลมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องเซ่นไหว้ที่ในในการประกอบพิธีอีกด้วย (หน้า 230,268) (หน้า 271) 
 
1.3 ยุคปัจจุบัน- ค.ศ.2012 (หน้า 163-167)
             เริ่มจาก ค.ศ. 1997เป็นต้นมาที่ประเทศลาวได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และลาวยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ส่งผลให้เกิดการลงทุนอย่างมหาศาลในประเทศลาว เกิดการลงทุนอย่างมากมายจากประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศลาว   (หน้า 163) การเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ที่อยู่ในประเทศลาวเป็นอย่างมาก  นอกจากนี้ยังมีผลต่อเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีกรรมหลังความตายของม้ง เช่น เบียร์ลาวได้กลายเป็นเครื่องเซ่นไหว้สมัยใหม่ (หน้า 167) ในยุคปัจจุบันพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปแบบการฝังศพและวัตถุ ที่สำคัญเบียร์ลาวได้กลายเป็นเครื่องเซ่นไหว้ชนิดใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในพิธีกรรมหลังความตายของม้ง (หน้า 268) อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในประเทศลาวนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตามประวัติศาสตร์ตามยุคตามสมัย ซึ่งจากการศึกษามีดังต่อไปนี้ (หน้า 167)
 
 
 
2.รูปแบบในพิธีกรรมหลังความตาย
           จากการศึกษาพบว่า พิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งนั้นประกอบด้วย ขั้นตอนการปฏิบัติ เวลา สถานที่ บุคคลและวัตถุ ซึ่งรูปแบบการจัดงานน่าได้รับอิทธิพลมาจากจีน ที่ม้งสืบทอดกันมาตั้งแต่อยู่ในประเทศจีนก่อนที่จะอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศลาว แต่พิธีกรรมและขั้นตอนบางอย่างยังเป็นของม้ง และมีการปรับเปลี่ยนตามสภาพภูมิประเทศเมื่อมาอยู่ในประเทศลาว (หน้า 168)
            รูปแบบดั้งเดิมในพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากรูปแบบพิธีกรรมการบูชาศพในลัทธิขงจื้อที่แพร่หลายทั่วประเทศจีนนับตั้งแต่สมัยปรัชญาร้อยสำนัก (ไป่เจี้ยเจิ้งหมิง) หรือยุคอาณาจักรในอดีตจนถึงทุกวันนี้ แต่ความเชื่อนี้ยังมีอิทธิพลต่อประเทศจีน กลุ่มชาติพันธุ์ม้งแต่เดิมตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศจีน อาจได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบพิธีกรรมที่สืบทอดปฏิบัติกันมา   เนื่องจากรูปแบบและองค์ประกอบมีความใกล้เคียงกัน แต่พิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในประเทศลาวก็มีความแตกต่างจากพิธีกรรมแบบลัทธิขงจื้อในประเทศจีน ซึ่งเป็นสิ่งแสดงถึงกระบวนการคิดและการประกอบพิธีและการปฏิบัติที่เป็นแบบเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ที่อาศัยอยู่ในประเทศลาว (หน้า 168)
 
            2.1 รูปแบบในการเตรียมศพการเตรียมศพในแขวงหลวงพระบาง  แขวงเชียงขวาง และนครหลวงเวียงจันทน์นั้นมีความใกล้เคียงกัน เมื่อมีผู้เสียชีวิตการเตรียมศพนั้นถือว่าเป็นขั้นตอนที่ทำให้ศพมีความบริสุทธิ์  การเตรียมศพจะเริ่มตั้งแต่ชุดที่สวยงามที่สุด เมื่อครั้งที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ เพราะม้งที่อยู่ในประเทศลาวนั้นถือว่า ชุดที่ใส่ตอนเสียชีวิตนั้น เป็นชุดที่งดงามที่สุด ที่ต้องสวมใส่ไปอยู่ในดินแดน (หน้า 168) ร่วมกับบรรพบุรุษของพวกเขา (หน้า 169) สำหรับรูปแบบการเตรียมงานศพมี 5องค์ประกอบ ดังนี้ (หน้า 168)
         1) ขั้นตอนปฏิบัติ
           เมื่อมีคนเสียชีวิต เมื่อญาติพี่น้องมั่นใจว่าผู้ตายได้เสียชีวิตอย่างแท้จริง ญาติผู้ใหญ่ที่เฝ้าไข้จะรอจนกว่าผู้เสียชีวิตนั้นเสียชีวิตอย่างแท้จริง โดยจะให้นอนบนที่นอน หลังจากที่ร่างกายเย็นแล้วก็จะมอบหมายงานในการทำพิธีศพ โดยญาติผ็ใหญ่ของตระกูลจะทำหน้าที่มอบหมายหน้าที่ในการเตรียมงานได้แก่ การเตรียมศพ  การจัดเตรียมอาหารสำหรับเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงานศพ การประกาศข่าวการตาย  ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะทำพร้อมกัน (หน้า 169)
          การเตรียมศพ    
            คือการชำระร่างกายผู้เสียชีวิตให้สะอาดคนที่ทำหน้าที่นี้คือลูกชาย หรือญาติสนิทที่มีความใกล้ชิดทางสายเลือด  (หน้า 169) หากคนตายเป็นพ่อคนที่ทำหน้าที่ชำระศพจะเป็นลูก แต่ถ้าหากผู้ตายเป็นลูกคนที่ทำหน้าที่ชำระศพจะเป็นพ่อ ส่วนญาติฝ่ายหญิงจะไม่ให้มีส่วนในการชำระศพอย่างเด็ดขาด เว้นแต่จะมีคนมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย การชำระศพจะทำบนแคร่ภายในบ้าน ระหว่างที่ชำระศพนั้นก็จะขอขมาที่ได้ล่วงเกินผู้เสียชีวิต  จากนั้นก็สวมชุดที่เตรียมไว้ นำร่างผู้ตายมานอนที่บริเวณที่นอนที่เสียชีวิต โดยให้แขนผู้ตายชิดลำตัว เพื่อรอบรรจุศพลงในโลง  (หน้า 170)
            เมื่อโลงมาถึงก็จะเริ่มบรรจุศพทันที โดยจะให้ญาติผู้ใหญ่ที่มีความรู้ด้านพิธีกรรมจัดงานศพมาตรวจสอบโลงว่ามีความถูกต้อง มีความทนทาน จากนั้นผู้ที่ชำระล้างศพและผู้ช่วยก็จะนำร่างผู้ตายบรรจุในโลง ซึ่งในช่วงนี้จะต้องมีการกล่าวเชิญผู้เสียชีวิตให้มาอยู่ในโลง เพื่อให้ลูกหลานและญาติๆ ประกอบพิธีศพ หลังจากที่นำร่างบรรจุในโลงเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของผู้ตายที่ชอบใช้ใส่ในโลงด้วย เช่น เข็มกับด้าย กับการวางมีดสั้นประจำตัวของผู้เสียชีวิตฝ่ายชาย ลงไปกับโลง แต่มีดสั้นนี้ ญาติหรือลูกหลานที่เป็นผู้ชาย จะขอกลับไปใช้อีกครั้งในขั้นตอนการฝังศพ (หน้า 170)
 
การเตรียมโลง     
             เป็นญาติฝ่ายชายจำนวน 5-10ทำหน้าที่ไปตัดต้นไม้เพื่อทำโลง การเลือกตัดต้นไม้ต้องไปตัดต้นที่อยู่ไกลจากหมู่บ้านเพื่อป้องกันวิญญาณที่อยู่ในต้นไม้ใหญ่มารบกวนคนในหมู่บ้าน การเดินทางจะเตรียมเลื่อยขนาดใหญ่ ขวานและหินลับมีดไปด้วย (หน้า 170)  นอกจากนี้ยังต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับเดินป่าเช่น ตะกร้าสำหรับสะพายหลัง มีดสั้นประจำตัว เสื้อผ้าหนาๆ และอาหารโดยเตรียมให้พอเพียงประมาณสามวัน อุปกรณ์เหล่านี้จะให้คนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มถือ ส่วนคนที่อายุมากที่สุดจะเป็นคนนำทางและเป็นคนเลือกตัดต้นไม้ และเป็นคนให้คำแนะนำการตัดต้นไม้เพื่อนำกลับไปทำโลง (เรื่องและภาพหน้า 171,267)
             การตัดต้นไม้มีสองแบบคือการตัดแบบทิศทางเดียว และการตัดแบบสองทิศทางโดยจะดูความเหมาะสมของภูมิประเทศที่ตัดต้นไม้  ต้นไม้ที่ตัดจะมีเส้นรอบวงประมาณหนึ่งเมตร ซึ่งถือว่าเป็นต้นไม้ที่เหมาะในการนำมาเลื่อยทำโลง หลังจากที่ตัดและเลื่อยเป็นไม้กระดานแล้ว กลุ่มคนที่มาตัดไม้ก็จะนำกลับไปทำเป็นโลงศพ และบางครั้งอาจมีการตกแต่งโลงด้วยกระดาษติดกาว หลังจากที่ทำโลงเสร็จสิ้น กลุ่มญาติก็จะช่วยกันนำศพใส่โลง โดยในโลงจะรองด้วยผ้าขาว เมื่อบรรจุศพแล้วก็จะนำไปตั้งที่แท่นบูชาศพ  (เรื่องและภาพหน้า 172)   
 
การเตรียมอาหาร      
             คนที่ทำหน้าที่นี้เป็นญาติฝ่ายหญิง ที่มีความชำนาญด้านการทำอาหารและจัดเตรียมอาหาร (หน้า 267)  หญิงที่ได้รับหน้าที่นี้จะมีความอาวุโสพอสมควร แต่จะได้รับอบหมายหน้าที่เพียงคนเดียวแล้วก็จะไปหาผู้ช่วยเอง สำหรับอาหารที่เตรียมในพิธีประกอบด้วยข้าวไร่ มีลักษณะเม็ดเล็กๆ กลม ข้าวชนิดนี้เป็นข้าวที่เติบโตได้ดีในที่สูง เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก็จะนำข้าวไปเก็บไว้ในยุ้งฉาง นอกจากนี้เพื่อความสะดวกกลุ่มม้งมักจะนำข้าวมาเก็บไว้ใกล้แคร่ที่นอนเพื่อง่ายแก่การดูแลและป้องกันคนขโมย นอกจากนี้บางบ้านยังสร้างยุ้งเก็บข้าวเพื่อความปลอดภัย เมื่อมีการเสียชีวิต ญาติผู้ตายจะนำข้าวเปลือกมาสี โดยใช้ครกกระเดื่องตำข้าว และเก็บเปลือกข้าวด้วยมือ การเตรียมข้าวเพื่อเลี้ยงแขกเหรื่อเป็นงานที่ต้องใช้ความมานะพยายามสูงเพื่อให้เพียงพอกับแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน   (หน้า 173) การนำข้าวมาเลี้ยงแขกเหรื่อคนที่เตรียมอาหารจะพูดคุยปรึกษากับเจ้าภาพเพื่อให้มีอาหารปลาอาหารเลี้ยงดูแขกเหรื่อที่มาร่วมไว้อาลัยอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  (ภาพยุ้งข้าวหน้า174)
           นอกจากข้าวแล้วยังมีข้าวโพด ที่ม้งปลูกพร้อมกับข้าวไร่ โดยจะเก็บไว้ใกล้กับที่นอนเหมือนกับข้าวไร่  เมื่อมีคนเสียชีวิตในหมู่บ้านก็จะสีข้าวโพด ด้วยเครื่องสีรูปร่างเหมือนกับท่อนซุงสองท่อนประกบกัน แล้วมีท่อนซุงที่ทำเป็นรอยหยักเพื่อบับซังข้าวโพดให้แตกทำให้เมล็ดร่วงจากฝัก จากนั้นก็จะคัดเลือกเมล็ดข้าวโพดที่สมบูรณ์ไปประกอบอาหารหลากหลายชนิด อาทิเช่น เมล็ดข้าวต้มกับเกลือ และอื่นๆ (หน้า 174)
            ส่วนอาหารประเภทเนื้อสัตว์จะใช้ทั้ง เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว   โดยทั่วไปในการบูชาศพจะใช้เนื้อไก่ ส่วนอาหารในงานจะปรุงจากเนื้อวัวกับเนื้อหมู  เนื่องจากเนื้อหมูกับเนื้อวัวมีปริมาณมาก จึงปรุงอาหารได้สะดวก นอกจากนี้เนื้อส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์เลี้ยงในครัวเรือน (หน้า 175ภาพการเตรียมเนื้อหมูหน้า 176)       
 
การประกาศข่าวการตาย     
           เมื่อมีคนเสียชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์ม้งจะส่งสัญญาณด้วยการยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อเป็นการประกาศข่าวกายตาย ให้คนในหมู่บ้านได้รับรู้ นอกจากนี้ยังมีการประกาศข่าวแบบอื่นเช่น  การแขวนธงขาวไว้ที่หน้าบ้าน  แต่ผู้เขียนได้บอกว่าการประกาศข่าวการตายที่ได้ผลที่สุดมีด้วยกันสองวิธีคือ การไปเชิญชวนด้วยตนเอง วิธีนี้ถือว่าเป็นการสร้างเกียรติให้กับผู้ล่วงลับ เนื่องจากคนที่ไปเชิญเป็นผู้อาวุโสที่คนในชุมชนให้ความเคารพนับถือ พูดจาไพเราะ ผู้ล่วงลับจะได้ขึ้นชื่อว่ามีญาติพี่น้องที่มีเกียรติ  และผู้ที่เสียชีวิตเกิดในเครือญาติที่มีแต่ผู้ที่มีเกียรติ คนอื่นก็ต้องให้ความเคารพนับถือตามไปด้วย  การประกาศข่าวเช่นนี้ค่อนข้างที่จะสิ้นเปลืองเวลา การไปแจ้งข่าวร้ายถึงความสูญเสียนี้ ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของชายสูงอายุที่มีบารมี ผู้คนให้ความเคารพอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงใช้วิธีนี้สำหรับแขกผู้ใหญ่ที่จะเชิญมาร่วมงาน (หน้า 177)  
           นอกจากนี้ยังมีการประกาศข่าวการตายด้วยการเขียนป้ายประกาศหน้าบ้าน โดยจะเขียนกำหนดการจัดงานศพอย่างละเอียด วิธีนี้ชอบใช้เพื่อประกาศข่าวและเชื้อเชิญญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน แขกเหรื่อทั้งหลาย มาร่วมไว้อาลัยในพิธีศพ การประกาศข่าวด้วยวิธีนี้มีข้อดีคือจะเป็นการเผยแพร่ข่าวการเสียชีวิตจากปากต่อปากของญาติพี่น้อง ซึ่งวิธีติดป้ายประกาศนี้จะเป็นวิธีที่บอกข่าวร้ายได้มากกว่าการบอกกล่าวด้วยคำพูดที่ต้องไปเชิญด้วยผู้สูงอายุที่รับหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าภาพ (หน้า 177 ภาพหน้า 176)
 
         2) เวลา      ช่วงเวลาในการเตรียมศพค่อนข้างไม่แน่นอน อยู่ที่การตัดสินใจของผู้สูงอายุประจำตระกูล ว่าควรจะทำอะไรก่อนหลัง แต่โดยทั่วไปการชำระล้างร่างผู้เสียชีวิตนั้น จะเริ่มหลังจากที่ผู้ตายหมดลมหายใจไปแล้วประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง  ส่วนขั้นตอนการจัดเตรียมโลงศพ การจัดเตรียมอาหารในงานศพ การต้อนรับแขกเหรื่อและการประกาศข่าวการเสียชีวิต ขั้นตอนเหล่านี้จะทำไปพร้อมกัน เว้นแต่ผู้ตายจะสิ้นลมหายใจในช่วงตอนกลางคืน ซึ่งขั้นตอนของการจัดเตรียมโลงศพ การจัดเตรียมข้าวปลาอาหารในงานศพ การต้อนรับแขกและการแจ้งข่าวเสียชีวิตก็จะเริ่มตอนเช้าตรู่ของวันใหม่ เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ที่รับผิดชอบงานมีความสะดวกและมีความปลอดภัยอีกด้วย ส่วนการชำระล้างศพ กับการแต่งตัวให้กับผู้เสียชีวิตเท่านั้นที่จะต้องทำให้เสร็จภายในคืนนั้น อย่างไรก็ตามกระบวนการในการเตรียมศพ ทั้งชำระล้างศพ การแต่งตัวศพการเตรียมโลง การเตรียมอาหารในงาน รวมทั้งการประกาศข่าวการเสียชีวิตจะต้องจัดการให้เรียบร้อยภายในระยะเวลาหนึ่งวัน   (หน้า 177)
 
           3) สถานที่      ที่บ้านผู้เสียชีวิต การจัดเตรียมสถานที่จะเริ่มตั้งแต่การจัดเตรียมแท่นบูชาบรรพบุรุษที่อยู่บริเวณตรงหน้าทางเข้าประตู  โดยจะนำกระดาษสามาปิดแท่นบูชา และจุดธูปบอกกล่าวบรรพบุรุษว่า ภายในบ้านมีคนเสียชีวิต  เมื่อบอกแล้วญาติพี่น้องก็จะช่วยกันย้ายสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้าน  เพื่อให้มีพื้นที่กว้างขึ้นจะได้สะดวกเวลาบูชาศพ นอกจากนี้จะมีการวางโลงศพให้อยู่ระหว่างกลางของแท่นบูชาบรรพบุรุษ  แล้วให้หันศีรษะไปทางด้านซ้ายมือของแท่นบูชา (หน้า 178)
           ส่วนด้านบนของโลงจะนำกิ่งไม้สดมามัดรวมกันหลายกิ่ง จากนั้นจะเอากระดาษสาสีขาว ซึ่งตัดเป็นลวดลายสวยงาม นำมามัดแล้วปล่อยให้กระดาษย้อยลงมา ส่วนแถวล่าวอีกชั้นหนึ่งจะเป็นแถวของกระดาษเงินกระดาษทองที่ถูกเย็บแล้วร้อยด้วยเชือกเป็นแนวยาว  แล้วเอาผ้าสีขาวมามัดเป็นเส้นยาวตรงด้านบนของโลง  ส่วนฐานของโลงจะหนุนด้วยท่อนไม้สองท่อนลักษณะเป็นเหมือนล้อ  บางครั้งก็มีม้านั่งแบบจีนมาหนุนรองและมีไม้ที่เป็นรูปตัว “T” (อักษรตัว “ที” ในภาษาอังกฤษ) ค้ำไว้เพื่อความมั่นคงป้องกันโลงเคลื่อน   (เรื่องและภาพหน้า 178,179)
 
           4) บุคคล       ในขั้นตอนของการเตรียมศพนั้นจะประกอบไปด้วย คนเตรียมศพ  คนจัดเตรียมโลงศพ  คนจัดเตรียมข้าวปลาอาหารเพื่อต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมไว้อาลัย  คนต้อนรับแขกเหรื่อที่มางาน คนที่ทำหน้าที่ประกาศข่าวการเสียชีวิต  (หน้า 179)
            คนเตรียมศพ   คนที่ทำหน้าที่นี้คือลูกชาย หรือญาติฝ่ายชาย ที่ใกล้ชิดทางสายเลือดกับผู้ล่วงลับมากที่สุด (หน้า 179)
             คนจัดเตรียมโลงศพ ประกอบด้วยญาติฝ่ายชายห้าถึงสิบคน ทำหน้าที่ไปตัดต้นไม้มาทำโลง  (หน้า 179)
             คนจัดเตรียมข้าวปลาอาหารในงานศพ คนที่ทำหน้าที่นี้จะเป็นญาติฝ่ายหญิง ที่มีความสามารถเรื่องการทำอาหารและการจัดเตรียมอาหาร  (หน้า 179)
            ผู้ประกาศข่าวการเสียชีวิต หน้าที่นี้เป็นของผู้สูงอายุฝ่ายชายที่มีคนเคารพนับถือมีบารมีกว้างขวาง  (หน้า 179)
             คนจัดเตรียมสถานที่ในการทำพิธีศพ จะเป็นหน้าที่ของลูกหลาน หรือญาติพี่น้องฝ่ายชาย ที่มีความสนิทชิดเชื้อกับเจ้าภาพ (หน้า 179)
 
           5) วัตถุ      สิ่งที่ใช้ในพิธีศพประกอบด้วยวัตถุต่างๆ สำหรับวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมศพ มีดังนี้ (หน้า 179)
(1) วัตถุที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมศพ     
            แคร่ไม้      ส่วนใหญ่เป็นแคร่หรือเตียงของผู้เสียชีวิต เมื่อผู้เสียชีวิตเริ่มมีอาการป่วย คนป่วยก็มักนอนพักรักษาตัวอยู่บนแคร่หรือเตียงนอนที่ตนเองนอนอยู่ประจำจนกระทั่งหมดลมหายใจ  แคร่ทำด้วยไม้ไผ่ ด้วยการตัดไม้ไผ่แล้วเข้าเดือย โดยไม่ต้องใช้ตะปู สำหรับพื้นแคร่ ทำจากลำไม้ไผ่ลำใหญ่ๆ นำมาสับเป็นฟากแล้วปูเป็นพื้นแคร่ แต่ก็มีแคร่บางอย่าง กรณีที่ผู้ป่วยค่อนข้างร่ำรวยหรืออายุมาก แคร่อาจจะทำจากไม้ที่มีความสวยงาม และมีความทนทาน  แคร่ไม้มีความจำเป็นในการเตรียมศพ ในช่วงการชำระล้างศพ เพราะตอนล้างศพต้องใช้แคร่ไม้รองรับศพ  (หน้า 180)
 
            เครื่องชำระล้างศพ      การชำระล้างศพของม้งนั้นจะใช้น้ำบริสุทธิ์ ขั้นตอนการล้างจะทำในที่มิดชิด โดยจะมีเพียงญาติพี่น้องที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น การล้างศพจะมีวัตถุต่างๆ ที่ต้องใช้ได้แก่  ถัง กระบวยตักน้ำ  ส่วนถังตักน้ำที่นำมาใช้นั้นเป็นถังไม้ที่มีการชันยาภายใน  โดยยาด้วยชันไม้ ส่วนกระบวยทำจากผลลูกน้ำเต้าแห้ง  ทั้งนี้กลุ่มชาติพันธุ์ม้งมักจะเอาลูกน้ำเต้ามาผ่าครึ่งแล้วตักเมล็ดออกแล้วนำไม้มาทำเป็นด้ามกระบวย กระบวยแบบนี้จะใช้อย่างแพร่หลายในครัวเรือนของม้ง กระบวยนี้จะใช้ตักน้ำล้างศพ แล้วนำผ้าขาวมาเช็ดตามร่างกายของศพให้แห้ง ส่วนน้ำมูตร หรือเลือดที่เปื้อนตามร่างกายก็จะเช็ดด้วยผ้าขาวอีกผืนจนสะอาด สำหรับผ้าขาวนี้ผู้ล่วงลับมักจะทอไว้ตอนเมื่อครั้งยังมีชีวิต หรือบางครั้ง อาจจะมีคนเตรียมไว้ให้เช่น ภรรยา พ่อกับแม่ หรือลูกสาวของผู้วายชนม์ (หน้า 180)
 
 
            เครื่องแต่งศพ        ประกอบด้วยหวีที่อาจจะทำจากไม้ หรือโลหะ กับแป้ง  และเครื่องสำอาง หากผู้ตายนั้นเป็นผู้หญิง  ซึ่งของเหล่านี้นั้นเป็นของที่ผู้ตายใช้เป็นประจำก่อนที่จะมาเสียชีวิต  แต่ถ้าหากผู้เสียชีวิตไม่มีเครื่องแต่งศพ คนที่ทำหน้าที่ในการเตรียมศพ จะต้องจัดเตรียมให้พร้อมโดยขอจากญาติผู้ตาย หรือไปซื้อมา การใช้จะนำหวีมาหวีผมของผู้ตายส่วนแป้งก็จะนำมาตกแต่งหน้า หลังจากที่แต่งศพเรียบร้อยแล้ว ญาติก็จะเอาหวี แป้งและเครื่องสำอางบรรจุลงไปในโลง (หน้า 180)
 
            ชุดประจำเผ่า       ส่วนใหญ่ชุดประจำเผ่า ผู้ตายมักจะจัดเตรียมไว้เอง บางครั้งพ่อ แม่ก็จะจัดเตรียมไว้ให้ลูก หรือลูกจัดเตรียมไว้ให้พ่อแม่ที่อยู่ในวัยชรา การเตรียมชุดประจำกลุ่มชาติพันธุ์ ประกอบไปด้วย หมวก เสื้อ และกางเกงหรือกระโปรง (หน้า 181) ผู้ชาย  มีหมวกในรูปทรงครึ่งวงกลมโดยมีการจับจีบสามถึงสี่จีบและมีกระดุมตรงยอดหมวก  (หน้า เสื้อเป็นเสื้อแบบป้ายข้าง  มีกระดุมแบบขัด  เริ่มจากส่วนเริ่มจากสำนวน
ผู้หญิง จะมีหมวกสองแบบ ได้แก่หมวกแบบทรงกลมเหมือนสุ่มแบน คลุมรอบศีรษะ หมวกร้อยประดับด้วยเหรียญ  หรือหลาบเงินซึ่งตีเป็นรูปหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้  ผีเสื้อ  ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของม้งที่ค่อนข้างมีฐานะ อีกแบบเป็นหมวกแบบคลุมครึ่งศีรษะ ตั้งตรงส่วนหน้า มียอดตรงส่วนหน้า หมวกชนิดนี้ส่วนใหญ่จะตัดเย็บจากผ้าที่ซ้อนกันหลายชั้น  เสื้อของผู้หญิงมีลักษณะเหมือนเสื้อกั๊ก   เปิดอกแขนยาว เอวลอย เสื้อของผู้ชายกับเสื้อของผู้หญิง หากเป็นคนที่มีฐานะดี จะตกแต่งด้วยเหรียญหรือหลาบเงินที่ตีเป็นรูปอื่นๆ มากมาย (หน้า 181)ส่วนคนที่มีฐานะปานกลางส่วนใหญ่จะใช้การปัก หรือ ภาษาลาวเรียกว่า “ถักแส่ว” อันเป็นการตกแต่งผ้าให้งดงาม ส่วนกางเกงของผู้ชายเป็นกางเกงแบบสามส่วน เย็บเก็บขอบกางเกง ส่วนผู้หญิงเป็นกระโปรงสั้นคลุมหัวเข่า เย็บจีบโดยรอบ แล้วประดับเหรียญเงินเพื่อความงดงามที่ชายกระโปรง (หน้า 182)
 
(2) วัตถุที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมโลง     
            ในอดีตการเตรียมโลงจะต้องตัดต้นไม้ โดยใช้ขวานขนาดใหญ่ เนื่องจากต้นไม้ที่ตัดเป็นต้นไม้ขนาดเส้นรอบวงยาวประมาณ 1เมตร การใช้ขวานนั้นค่อนข้างทุ่นเวลา ส่วนการใช้เลื่อยจะใช้ในขั้นตอนที่เลื่อยไม้เป็นแผ่นกระดาน ส่วนวัตถุที่เกี่ยวข้องได้แก่อุปกรณ์เดินป่า เช่นตะกร้าขนสิ่งของเครื่องใช้ มีดสั้นประจำตัว และวัตถุอื่นๆเช่น หินลับมีด อาหาร ได้แก่ ข้าว เกลือ และเนื้อแห้ง และอื่นๆ  (หน้า 182 ตารางหน้า 183)  
 
 
(3) วัตถุที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมอาหารในพิธีศพ     
           อาหารในพิธีศพจะมีการเตรียมหุงข้าว การทำกับข้าวตามตำรับม้ง ส่วนวัตถุดิบในครัวประกอบด้วยข้าว ข้าวโพด ซึ่งเป็นอาหารสำรองที่ม้งทุกครอบครัวเก็บไว้  เหมือนกับฟืนที่มีทุกครอบครัว  ส่วนเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์เลี้ยงของครอบครัว     ผู้วายชนม์ หรือญาตินำมาให้ (เรื่องและภาพหน้า 183)
            ส่วนการฆ่าสัตว์จะใช้วิธีเชือดด้วยมีด ในส่วนของเครื่องปรุงมีเพียงเกลือเท่านั้นที่มาจากการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือซื้อขายกับชาวพื้นเมืองในชุมชนอื่นที่มีการทำเกลือ  ในส่วนของภาชนะปรุงอาหารกับหุงข้าว ม้งชอบใช้กระทะขนาดใหญ่ทำอาหาร โดยใช้ทัพพีขนาดใหญ่ หรือไม้พาย หลังจากที่ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนำไปแจกจ่ายให้แขก โดยใช้ถ้วยและชามพร้อมทั้งช้อนและตะเกียบ ส่วนใหญ่จะรับประทานกับผักสดหรือผักต้มด้วยน้ำเกลือ ที่ปลูกเอง (เรื่องและภาพหน้า 184)
 
(4) วัตถุที่เกี่ยวข้องกับการประกาศข่าวการเสียชีวิต       
           การประกาศข่าวการเสียชีวิต อย่างแรกมีวัตถุที่เกี่ยวข้องได้แก่ ปืนแก๊ป โดยจะยิงขึ้นฟ้าเมื่อมีคนเสียชีวิต แล้วปักธงสีขาวไว้ที่นอกบ้าน และยังมีการประกาศข่าวการเสียชีวิตโดยการเชิญด้วยคำพูด ในอดีตการเดินทางมักจะใช้ม้าหากบ้านของญาติพี่น้องที่จะเชิญมาร่วมงานศพนั้นอยู่ไกลการเชิญแบบนี้ คนเชิญจะต้องมีน้ำชาไปเชิญแขกผู้ใหญ่ ด้วย  สำหรับการเตรียมชุดน้ำชานั้นประกอบด้วย กาน้ำชา  ถ้วยน้ำชา  ถาดรอง กับภาชนะใส่ชุดน้ำชาซึ่งมักทำมาจากหวายถักซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการประกาศข่าวการเสียชีวิต ส่วนวิธีอื่นจะใช้วิธีเขียนป้ายประกาศ โดยใช้แผ่นป้ายหรือแผ่นกระดาษแผ่นใหญ่ แล้วมีพู่กันกับหมึก เพื่อเขียนป้ายประกาศข่าวเศร้าแก่ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเพื่อมาร่วมไว้อาลัย  (เรื่องและตารางหน้า 185)
 
(5) วัตถุที่เกี่ยวข้องกับการจัดสถานที่ในพิธีศพ       
           การจัดสถานที่พิธีศพในขั้นของการเตรียมศพ ต้องจัดเตรียมวัตถุเพื่อใช้ในขั้นตอนของการบูชาศพ วัตถุดังกล่าวจะถูกจัดวางในตำแหน่งต่างๆ ที่เหมาะสมตามพิธีกรรม ที่ประกอบด้วยวัตถุที่อยู่ภายในโลงศพ กับวัตถุที่อยู่ภายนอกโลงศพ  สำหรับวัตถุที่อยู่ภายในโลงจะเตรียมไว้แล้วตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมศพ ประกอบด้วย ร่างของผู้เสียชีวิต,ชุดแต่งกายประจำกลุ่มชาติพันธุ์ม้งหนึ่งชุด, เข็ม, ด้าย, หวี และเครื่องสำอางกับไม้ไผ่สาน  ผูกไว้ที่ปลายศีรษะของผู้ล่วงลับสำหรับใส่กับข้าว (หน้า 185)
             ส่วนวัตถุที่อยู่ภายนอกโลงจะเตรียมภายหลังเมื่อมีการใช้กระดาษสาสีขาว หรือผ้าขาวติดไว้ที่หน้าหิ้งของบรรพบุรุษ อันเป็นเครื่องหมายแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ รวมทั้งเป็นการบอกกล่าวว่ามีลูกหลานในครอบครัวได้หมดลมหายใจ ในส่วนของการจัดสถานที่ในพิธีศพจะมีวัตถุที่อยู่ภายนอก ส่วนโลงศพ ได้แก่ ไม้หนุนโลงสองท่อน, ไม้ค้ำยันโลงรูปตัวT, เทียนกับธูป, ไม้ไล่แมลง, กระดาษเงิน กระดาษทอง, ถังใส่ข้าวปลาอาหารให้ผู้ตาย, มีด, หน้าไม้กับลูกดอก, น้ำ, สุรา,ผ้าสีขาวผืนยาวเพื่อผูกโยงที่เหนือโลง กับกิ่งไม้สดที่มัดติดกับกระดาษสา (เรื่องและตารางหน้า 186)
 
2.2 รูปแบบในการบูชาศพ      
        ในการศึกษาได้กล่าวถึงการบูชาศพว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในพิธีหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในประเทศลาว การบูชาศพคือการนำอาหารหวานคาว กับเครื่องใช้ไม้สอยทั้งหลาย มอบให้กับผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย นอกจากนี้การบูชาศพก็คือการแสดงความเคารพผู้เสียชีวิต (หน้า 186) เพื่อแสดงความกตัญญูของลูกหลานในตระกูลเป็นครั้งสุดท้าย ในการศึกษารูปแบบในการบูชาศพ ในแขวงหลวงพระบาง  แขวงเชียงขวาง และนครหลวงเวียงจันทน์นั้นมีไม่เหมือนกัน โดยผู้เขียนได้กล่าวถึงความต่างในรูปแบบในการบูชาศพของแต่ละพื้นที่ดังต่อไปนี้  (หน้า 187)
      ขั้นตอนปฏิบัติ     
         ผู้เขียนกล่าวว่า ในรูปแบบของการบูชาศพในขั้นตอนปฏิบัติในแขวงหลวงพระบาง  แขวงเชียงขวาง และนครหลวงเวียงจันทน์ นั้นไม่เหมือนกันจะต่างกันไปตามชุมชนที่อยู่ แต่ในความไม่เหมือนกันนั้นยังคงปรากฎอัตลักษณ์ทางด้านพิธีกรรมการตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่มีความใกล้เคียงกันอยู่ ซึ่งในแต่ละแขวงมีขั้นตอนปฏิบัติในการบูชาศพดังต่อไปนี้  (หน้า 187)
1)       ขั้นตอนในการบูชาศพของแขวงหลวงพระบาง   
             การบูชาศพในแขวงหลวงพระบางมีขั้นตอนดังนี้ เมื่อเริ่มบูชาศพ ก็จะประกอบพิธีแรกได้แก่  การสวดนำวิญญาณ หรือโค้วเก (qhuabke) ให้กับดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ คนที่ทำหน้าที่สวดต้องเป็นคนตระกูลเดียวกันกับผู้ตาย เพราะว่าดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับจะได้ไม่ไขว้เขว  หลังจากที่เดินทางตามเสียงลำนำของคนในตระกูลเดียวกัน   ในขั้นตอนการสวดลำนำ คนสวดจะนำรกของผู้เสียชีวิตที่ฝังไว้ตรงเสากลางบ้านใส่ไว้ในโลง เพราะในความเชื่อของม้งเชื่อว่า ผู้ที่ล่วงลับต้องใช้รก สำหรับเป็นเสื้อคลุมเพื่อห่มคลุมร่างในช่วงเวลาเดินทาง  กรณีที่เป็นผู้หญิงรกจะฝังไว้ใกล้กับตรงที่เกิด หลังจากสวดลำนำเสร็จก็จะประกอบพิธีการบูชาศพ (เรื่องและภาพหน้า 187)
            การบูชาศพของแขวงหลวงพระบางนั้นจะเริ่มด้วยการตีกลองกับการเป่าก๊างหรือแคนม้ง  คนเป่าจะเป่าบทเพลงเชิญดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับให้มาเข้าสู่แท่นบูชาศพ  ผู้เขียนกล่าวว่า การเป่าก๊างในขั้นตอนนี้จะเป่าช้าๆ พร้อมด้วยการบรรเลง ดร๊า หรือกลองในท่วงทำนองช้าๆ เหมือนกัน หมอก๊าง จะเอาส่วนปลายเต๊าของก๊างวางแตะไว้ที่ผ้าห่ม ที่ปูรองไว้ที่หน้าแท่นบูชาศพเป็นเครื่องหมายว่าได้ทำพิธีในการเรียกขวัญ หรือ ฮูปลีของผู้เสียชีวิตมาที่แท่นบูชาศพแล้ว  เมื่อมีการเรียกขวัญแล้ว  หมอก๊างก็จะไปเชิญวิญญาณของผู้ล่วงลับให้เข้ามาอยู่ในบ้าน เพื่อให้ลูกหลานเซ่นไหว้ ในการเชิญจะทำสามครั้งเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าวิญญาณของผู้ล่วงลับได้เข้ามาแล้ว  ขั้นตอนนี้ หมอก๊างจะเป่าก๊างเป็นวงกลม สามรอบ โดยเวียนทางขวามือและแต่ละรอบนั้นจะมีขนาดเล็กลงตามลำดับ  จนถึงรอบที่สามหมอก๊างจะใช้ส่วนปลายเต๊าของก๊าง แตะสัมผัสกับพื้นดิน พิธีนี้จะประกอบพิธีที่นอกบ้านบริเวณประตูตรงกับแท่นบูชาบรรพบุรุษ  หลังจากแตะเรียบร้อยแล้ว หมอก๊างจะรีบวิ่งด้วยความว่องไว เข้ามาสู่พื้นที่พิธีที่ปูผ้าไว้ ต่อมาก็จะเป่าก๊างวนเป็นวงกลมเหมือนเดิมอีกสามครั้ง  เป็นสัญลักษณ์ว่า วิญญาณของผู้ล่วงลับได้มาแล้ว  ครั้นดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตมาสู่พื้นที่ปะรำพิธี หมอก๊างจะแตะปลายเต๊า เป็นสัญลักษณ์ว่า วิญญาณของผู้ล่วงลับได้มาแล้ว  ครั้นดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตมาสู่พื้นที่ปะรำพิธี หมอก๊างจะแตะปลายเต๊าลงที่พื้น โดยนั่งคุกเข่า ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่าวิญญาณของผู้ล่วงลับเข้ามาสู่แท่นบูชาศพแล้ว (เรื่องและภาพหน้า 188)
             หลังจากที่ดวงวิญญาณมาที่แท่นปะรำพิธี ลูกหลานและญาติที่มีศักดิ์ต่ำกว่าผู้เสียชีวิต ก็จะมาทำความเคารพ ด้วยการถือธูปคนละหนึ่งดอก แล้วนั่งคุกเข่าเป็นวง หลังจากวิญญาณของผู้ล่วงลับมาที่หน้าแท่นบูชาแล้ว ลูกหลานก็จะคำนับสามครั้ง ตามสัญญาณของหมอก๊าง ที่จะเคลื่อนไหว ก๊างขึ้นลงด้วยลักษณะแนวดิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่า   ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตได้มาหยุดอยู่ของลูกหลาน หลังจากพิธีเรียกขวัญ แล้วก็จะเป็นพิธีกรรม การบูชาศพ ด้วยการเป่าก๊างกับตีดร๊า ในจังหวะที่ไว มากขึ้นตามลำดับ คนเป่าก๊างจะเดินวงรอบหน้าปะรำพิธี กิจกรรมนี้จะทำวามช่วงเวลา คือ เช้า, กลางวัน, เย็น  ในอดีตการบูชาศพ โดยการป้อนอาหารในแต่ละมื้อ จะมีคนเป่าแคนกับตีกลอง หรือ “ลาม ก้าง (rabqueej)  และยิงปืนเป็นสัญลักษณ์ผู้ที่เสียชีวิตกินอาหารพิธีกรรมในแต่ละวัน จะเสร็จเมื่อคนเป่าก๊างเดินลอดลำไผ่ บริเวณที่แขวนกับขื่อ ก็จะถือว่าพิธีกรรมการบูชานั้นเสร็จแล้ว ส่วนหมอก๊างก็อาจจะเป่าก๊างสองถึงสามรอบหรือปะรำพิธี (เรื่องและภาพหน้า 189)
            ส่วนการลอดลำไม้ไผ่ นั้นถือเป็นเคล็ดว่า  วิญญาณของผู้เสียชีวิตจะไม่ติดตามหมอก๊างหรือลูกหลานในตระกูล ไปบ้านเพราะอาจสร้างความเดือนร้อนต่างๆ  กับอีกิอย่างหนึ่งก็คือการตัดขาดแล้วในโลกมนุษย์ กับโลกแห่งวิญญาณ โลกทั้งสองจะมาบรรจบกัน  เมื่อมีการเชิญดวงวิญญาณมาประกอบพิธีการบูชาศพ เมื่อพิธีกรรมการบูชาแสร็จรียบร้อย  โลกแห่งมนุษย์กับโลกแห่งวิญญาณก็จะไม่ข้องเกี่ยวกัน ตัดขาดอย่างแท้จริง  (หน้า 190)
 
2)       ขั้นตอนปฏิบัติในการบูชาศพของแขวงเชียงขวาง     
แขวงเชียงขวางเป็นพื้นที่อาศัยเก่าของกลุ่มม้งในลาว  นอกจากนี้ทั้งรูปแบบกับขั้นตอนปฏิบัติ ในบริเวณแขวงเชียงขวาง นั้นก็มีอัตลักษณ์น่าสนใจ ตามแบบอย่างวัฒนธรรมท้องถิ่น สำหรับการบูชาศพของแขวงเชียงขวางจะมีขั้นในการปฏิบัติดังนี้ เมื่อมีการบูชาศพจะมีพิธีกรรมแรกได้แก่การสวดนำวิญญาณหรือโค้วเก (qhuabke) ให้กับวิญญาณผู้ล่วงลับ โดยคนสวดจะเป็นคนในตระกูลเดียวกันกับผู้ล่วงลับ เพื่อป้องกันไม่ให้ดวงวิญญาณของผู้ตายสับสน ขณะเดินทางไปตามเสียงสวดลำนำของคนในตระกูลเดียวกัน ในช่วงที่สวดลำนำนี้ คนสวดจะเอารกของผู้ล่วงลับที่ฝังไว้กลางเสาบ้านใส่ลงไปในโลงด้วย เนื่องจากเชื่อว่า ผู้ที่เสียชีวิตจะใช้รกเป็นเสื้อคลุมเพื่อห่อหุ้มร่างกายในเวลาเดินทาง หลังจากสวดลำนำเรียบร้อยแล้วก็จะเป็นพิธีกรรมการบูชาศพต่อไป (หน้า 190)
            การบูชาศพของแขวงเชียงขวางนั้นจะเริ่มด้วยการตีกลอง กับเป่าก๊างหรือแคนของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง คนเป่าจะเป่าเพลงเชิญดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับให้มาที่แท่นบูชาศพ การเป่าก๊างในตอนนี้จะเป่าช้าๆ และจะบรรเลง ดร๊า หรือกลอง โดยจะตีกลองช้าๆ เช่นเดียวกัน  การประกอบพิธี หมอก๊างจะเดินวนรอบแท่นบูชาสามรอบ เดินไปมาในทิศต่างๆ จากนั้นหมอก๊างก็จะค้อมหัวลงสามครั้งเพื่อเป็นเครื่องหมายว่าได้ทำพิธีโดยการเรียกขวัญ หรือ ฮูปลี ของผู้ที่เสียชีวิตมาที่แท่นบูชาแล้ว (หน้า 190)
            เมื่อเรียกขวัญ หมอก๊างก็จะเชิญดวงวิญญาณผู้ตายให้เข้ามาอยู่ในบ้าน เพื่อให้ลูกหลานเซ่นไหว้ การเชิญจะเชิญสามครั้งเพื่อมั่นใจวิญญาณของผู้ตายนั้นได้มาแล้ว วิธีที่ทำ หมอก๊างจะเป่าก๊าง แล้วแกว่งก๊างขึ้นลงในแนวตั้ง เหมือนกับการเคารพสามครั้ง  การประกอบพิธีนี้จะทำที่นอกบ้านบริเวณประตูตรงกับแท่นบูชา บรรพบุรุษ หลังจากแกว่งจนครบ หมอก๊างก็จะเดินเป็นรูปครึ่งวงกลม สลับกันไปมา เพื่อเข้าสู่พื้นที่พิธีที่มีการตั้งศพ ต่อมาก็จะเป่าก๊างวนเป็นวงกลมอีกสามครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าวิญญาณของ ผู้วายชนม์ ได้เข้ามาเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่วิญญาณของผู้เสียชีวิตเข้ามาสู่พื้นที่ปะรำพิธี หมอก๊างจะแตะปลายเต๊าก๊างลงกับโลง เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า วิญญาณผ็ล่วงลับได้เข้าสู่แท่นบูชาศพเรียบร้อยแล้ว (หน้า 191)
            หลังจากที่ดวงวิญญาณมาที่แท่นปะรำพิธีแล้ว ลูกหลานกับญาติที่มีศักดิ์ตำกว่าผู้ตาย ก็จะมาแสดงความเคารพ โดยถือธูปคนละดอก นั่งคุกเข่าล้อมเป็นวง พอวิญญาณผู้ตายมาสู่หน้าแท่นบูชาลูกหลานก็จะคำนับสามครั้งตามสัญญาณของหมอก๊าง ที่กำลังเคลื่อนไหวก๊างในแนวดิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่าวิญญาณของผู้ล่วงลับนั้นมาอยู่ตรงหน้าของลูกหลานแล้ ต่อมาลูกหลานก็จะโค้งลงสามครั้งโดยไม่หันมองด้านหน้า ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีลูกหลานร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจที่ได้พบดวงวิญญาณของบรรพบุรุษอีกครั้ง เมื่อโค้งคำนับเคารพศพเรียบร้อยแล้ว ลูกหลานก็จะกล่าวขอขมา โดยมีผู้ใหญ่ในตระกูลเป็นคนกล่าวนำลูกหลานขณะทำพิธี (เรื่องและภาพหน้า 191)
             ต่อมาลูกหลานก็จะกล่าวอัญเชิญดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ไปสู่สุขคติ ไม่ต้องห่วงลูกหลานและบ้านเรือน ช่วงนี้ลูกหลานอาจขอพรเพื่อให้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษมาช่วยปกปักรักษาและดลบันดาลให้เจริญในหน้าที่การงาน ขั้นตอนนี้จะประกอบพิธีสามช่วงเวลาคือ เช้า  กลางวัน  เย็น  ก่อนการบูชาศพด้วยข้าวปลาอาหาร ในแต่ละมื้อ ก็จะมีการป่าแคนและตีกลอง หรือลาม ก้าง (rabqueej)  แล้วยิงปืนเป็นสัญญาณว่าผู้เสียชีวิตได้มารับประทานอาหารแล้ว  การประกอบพิธีกรรมในวันนี้จะจบลงเมื่อคนเป่าก๊าง เดินลอดลำไม้ไผ่ใต้พื้นที่ที่แขวนไว้กับขื่อก็ถือว่าพิธีกรรมการบูชาศพจบลงแล้ว   (หน้า 192)
 
3)       ขั้นตอนปฏิบัติในการบูชาศพของนครหลวงเวียงจันทน์    
ในการบูชาศพของนครเวียงจันทน์ ผู้เขียนกล่าวว่ามีขั้นตอนการทำพิธีเหมือนกับ
ทั้งสองแขวง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้แก่เริ่มมีการบูชาศพ พิธีแรกคือการสวดนำวิญญาณหรือ โค้วเก (qhuabke) ให้กับดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ คนที่สวดต้องเป็นคนที่อยู่ในตระกูลเดียวกับผู้เสียชีวิตเท่านั้น เพราะดวงวิญญาณจะได้ไม่เกิดความสับสนงงงวย เมื่อเดินทางไปตามเสียงสวดลำนำ ของคนในตระกูลเดียวกันในขั้นตอนการวดลำนำนี้ผ็สวดจะเอารกของผู้ล่วงลับ ที่ฝังตรงพื้นที่กลางเสาบ้าน ใส่ลงไปในโลงด้วย เพราะม้งเชื่อว่า   ผู้วายชนม์ต้องใช้รกเพื่อเป็นเสื้อคลุมเพื่อห่อหุ้มร่างกายในการเดินทาง เพราะตามความคิดเห็นของม้งเชื่อว่าที่อยู่ของบรรพบุรุษของม้งตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่นั้นมีสภาพอากาศแสนหนาวเย็น เมื่อสวดลำนำเสร็จก็จะเป็นพิธีกรรมการบูชาศพ  (หน้า 192)
            การบูชาศพจะเริ่มที่การตีกลองกับเป่าก๊าง หรือแคนของม้ง คนที่เป่าจะเป่าเพลงเพื่อเชิญดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้มาเข้าสู่แท่นบูชาศพ ท่วงทำนองการเป่าก๊างในช่วงนี้จะเป่าอย่างแช่มช้า พร้อมกับการบรรเลงดร๊า หรือกลองในการตีก็จะมีทำนองแช่มช้าเหมือนกัน  หมอก๊างจะเดินหน้าแท่นบูชาสามรอบไปมาในทิศต่างๆกัน จากนั้นหมอก๊างจะค้อมหัวลงสามครั้ง เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า ได้ดำเนินพิธีเรียกขวัญ หรือ ฮูปลี ของผู้ล่วงลับมาที่แท่นบูชาแล้ว (หน้า 192) 
             ภายหลังที่มีการเรียกขวัญ หมอก๊างก็จะเชิญดวงวิญญาณผู้ล่วงลับให้มาที่บ้านเพื่อให้ลูกหลานได้ทำพิธีเซ่นไหว้ การเชิญจะเชิญสามครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าวิญญาณของผู้ล่วงลับได้เข้ามาจริง การทำพิธี หมอก๊างจะเป่าก๊างและแกว่งก๊างขึ้นลงในแนวตั้ง เหมือนกับการเคารพจำนวนสามครั้ง พิธีนี้จะประกอบพิธีที่นอกบ้านบริเวณประตูตรงกับแท่นบูชาบรรพบุรุษ  เมื่อแกว่งครบแล้วหมอก๊างจะเดินเป็นวงไปมาสลับเท้า เมื่อเข้าสู่พื้นที่พิธีที่ตั้งศพ ก็จะเป่าก๊างวนเป็นวงกลมอีกสามครั้งสามครา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า วิญญาณของผู้ล่วงลับได้เข้ามาแล้ว หลังจากที่วิญญาณของผู้ล่วงลับได้เข้ามาพื้นที่ปะรำพิธี (หน้า 192)  หมอก๊างก็จะแตะก๊าง ลงกับโลง เพื่อสื่อว่าวิญญาณของผู้เสียชีวิต ได้เข้าสู่แท่นบูชาศพเรียบร้อยแล้วนั่นเอง (หน้า 193)
            หลังจากที่วิญญาณผู้ล่วงลับมาที่แท่นปะรำพิธี ลูกหลานและญาติที่มีศักดิ์ต่ำกว่าผู้เสียชีวิตก็จะมาแสดงความเคารพ โดยถือธูปคนละดอก คุกเข่าล้อมเป็นวง ครั้นวิญญาณผู้ล่วงลับมาสู่หน้าแท่นบูชาแล้ว ลูกหลานก็จะคำนับสามครั้ง ตามสัญญาณของหมอก๊างที่ได้เคลื่อนไหวก๊างขึ้นลงในแนวดิ่ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าวิญญาณผู้ตายนั้นได้มาหยุดที่เบื้องหน้าของลูกหลานแล้ว สัญญาณนี้จะมากับการตีกลองรัวๆ หลายครั้ง  ลูกหลานเมื่อได้รับสัญญาณก็จะโค้งลงสามครั้ง โดยไม่มองหน้า และถือธูป หลังจากที่โค้งคำนับเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลูกหลานแต่ละคนก็จะกล่าวขอขมา และกล่าวเชิญวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้ไปสู่สุขคติ ในขั้นตอนนี้ก็จะมีการขอพรให้ดวงวิญญาณของปู่ย่าตายายนั้น ช่วยคุ้มครองดูแล ดลบันดาลให้ลูกหลานมีความเจริญในหน้าที่การงานอยู่ดีกินดีและมีความสุขในชีวิต (เรื่องและภาพหน้า 193)
             การประกอบพิธีจะทำสามช่วงคือ เช้า  กลางวัน  เย็น  ซึ่งก่อนการบูชาศพด้วยข้าวปลาอาหารในแต่ละมื้อก็จะเป่าแคนกับตีกลอง หรือ ลาม ก้าง (rabqueej) แล้วยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อเป็นสัญญาณว่าผู้เสียชีวิตได้มารับประทานอาหารรับเครื่องเซ่นไหว้แล้ว การประกอบพิธีกรรมในวันนี้จะจบลงเมื่อคนเป่าก๊างเดินลอดลำไม้ไผ่บริเวณที่แขวนไว้กับขื่อ ก็จะถือว่าพิธีกรรมการบูชาศพจบแล้ว ในช่วงที่ทำพิธีผู้หญิงก็จะคอยปัดแปลงวัน การประกอบพิธีศพหากจัดน้อยที่สุดจะจัดสามวัน ซึ่งในแต่ละวันครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะเชือดหมูเซ่นไหว้วันละหนึ่งตัว  (เรื่องและภาพหน้า 194)
            ส่วนในค่ำคืนสุดท้ายก็จะประกอบพิธีล้างมลทิน คือการชำระหนี้ให้กับผู้เสียชีวิต และแบ่งมรดกของผู้เสียชีวิตให้กับลูกหลาน หน้าที่นี้ญาติผู้ใหญ่ที่มีความอาวุโสสูงสุดจะเป็นผู้พิจารณาในการแบ่งมรดกอย่างยุติธรรม แต่ถ้าหากผู้เสียชีวิตมีหนี้สินญาติผู้ใหญ่ก็จะไปเชิญเจ้าหนี้มารอการชำระหนี้  บางครั้งอาจเป็นการยกหนี้ให้เพื่อทำบุญ หรือยกวัวให้เพื่อชดเชยหนี้สิน พิธีกรรมนี้จะทำบริเวณหน้าโลงบริเวณประตูใหญ่ แต่ให้อยู่นอกบริเวณบ้าน ขั้นตอนนี้จะพบแบบอย่างเดียวกันทั้งในแขวงหลวงพระบาง  แขวงเชียงขวางและแขวงนครหลวงเวียงจันทน์  (เรื่องและภาพหน้า 195)
 
เวลา       ช่วงเวลาในการบูชาศพของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ในประเทศลาวของทั้ง
สามแขวง ที่เป็นพื้นที่ศึกษา ได้แก่  แขวงหลวงพระบาง  แขวงเชียงขวาง แขวงนครหลวงเวียงจันทน์นั้นมีความใกล้เคียงกันเรื่องเวลา คือ การบูชาศพจะทำสามเวลา เช้า กลางวัน  เย็น เวลารับประทานอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งคือช่วงเวลา  08.00 น. เวลา 11.30น.  และเวลา 18.30น. ซึ่งในช่วงสามเวลานี้เป็นเวลาประกอบพิธีกรรมการบูชาศพ หรือเวลาในการประกอบพิธีป้อนข้าวปลาอาหารให้กับผู้เสียชีวิต โดยจะใช้ช่วงเวลาเช้า          05.00-06.00 น. (หน้า 195) เป็นเวลาสำหรับการเชือดหมูชำแหละเนื้อเพื่อนำมาทำกับข้าวที่ใช้ในการประกอบพิธี และต้อนรับแขกเหรื่อ แต่ถ้าเวลาอื่นนอกเหนือจากนี้ การฆ่าสัตว์จะทำได้ทุกช่วงเวลา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกับข้าวเลี้ยงดูแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเท่านั้น ส่วนการบูชาศพจะมีการเปลี่ยนแปลงในวันสุดท้าย หรือคืนวันที่สามก่อนการฝังศพ  ในพิธีนี้จะมีพิธีบูชาศพ การชำระมลทินหรือการชำระหนี้สินการแบ่งมรดกของผู้ตายให้กับลูกหลาน ซึ่งในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นจากเวลาเดิมหนึ่งถึงสองชั่วโมง จากนั้นก็จะเป็นการอวยพรให้กับแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเพื่อร่วมไว้อาลัย (หน้า 196)
 
สถานที่      
สถานที่ที่ใช้สำหรับการบูชาศพนั้นจะถูกจัดเตรียมไว้ดังนี้ หลังจากที่มีการเตรียม
ศพแล้ว สถานที่ที่ถูกจัดเตรียมประกอบด้วยแท่นบูชาบรรพบุรุษที่ตั้งอยู่ทางเข้าประตูบ้าน โดยจะนำกระดาษสามาปิดแท่นบูชาไว้ มีการจัดวางโลงศพไว้ตรงกลางของแท่นบูชาบรรพบุรุษ โดยหันศีรษะไปทางด้านซ้ายมือของแท่นบูชา ส่วนด้านบนของโลงจะนำกิ่งไม้สดมามัดรวมกันเป็นชายหลายกิ่งแล้วนำกระดาษสาสีขาวตัดเป็นลวดลายประดับมัดไว้แล้วปล่อยชายกระดาษให้ยาวลงมา  ตรงชายกระดาษสาอาจเพิ่มทั้งในด้านซ้าย และขวาล้อมรอบโลงศพ โดยขึ้นอยู่กับฐานะของผู้ตาย ส่วนแถวล่างอีกชั้นเป็นแถวกระดาษเงิน กระดาษทอง ที่เย็บและร้อยเป็นเชือกทำเป็นเส้นแนวยาว แนวกระดาษเงินกระดาษทองนี้ อาจเพิ่มแถวขึ้นอยู่ในบริเวณด้านบนของโลง ส่วนการห้อยย้อยลงมาจำนวนที่มากหรือน้อย นั้นขึ้นอยู่กับฐานะของผู้เสียชีวิตเช่นกัน (หน้า 196)
             หากเป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะร่ำรวย ชายกระดาษสา และกระดาษเงินกระดาษทองจะมีจำนวนมาก และมีการเอาผ้าสีขาวมามัดเป็นเส้นยาวที่ด้านบนของโลงศพ ส่วนฐานของโลงศพจะมีท่อนไม้หนุนสองท่อนเหมือนเป็นล้อ หรือมีการใช้ม้านั่งแบบจีนมาหนุนรองไว้และมีไม้รูปตัว “ T” ค้ำไว้ไม่ให้โลงเคลื่อน  (หน้า 196)
              ซึ่งตามคติความเชื่อของม้งทั้งสามแขวงเกี่ยวกับการจัดสถานที่ จากการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ม้งมีความเชื่อว่า ผู้เสียชีวิตต้องเดินทางไปอยู่กับบรรพบุรุษ การเดินทางต้องมีการจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ ไว้ให้พร้อมเพรียง  โลงศพเหมือนกับบ้านที่       ผู้ล่วงลับต้องอยู่อาศัย ส่วนล้อหรือม้านั่งที่รองโลงศพเปรียบเหมือนม้า ส่วนผ้าขาวที่ผูกโยงเหนือโลงศพเปรียบเหมือนบังเหียน มีรกของผู้เสียชีวิตเป็นเสื้อคลุม  กระดาษสาเหมือนกับเสื้อผ้าอาภรณ์  มีข้าวปลาอาหารและน้ำเป็นเสบียง  มีรองเท้าและร่มกระดาษ   (หน้า 196) นอกจากนี้ยังฆ่าไก่เป็นตัวโดยไม่ชำแหละ วางไว้บริเวณศีรษะของผู้เสียชีวิต เพื่อให้ผู้เสียชีวิตใช้เป็นปีกขณะบินขึ้นสู่สรวงสวรรค์ และมีการวางเข็มไว้ในโลงเพื่อให้ผู้เสียชีวิตใช้เป็นเข็มทิศในการเดินทาง ส่วนของใช้อื่นๆประกอบด้วย ด้าย เครื่องสำอาง  หวี ซึ่งเป็นของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นในการเดินทางไปพบกับบรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังมีมีด หน้าไม้กับลูกดอก (หน้า 196) ใช้ป้องกันตัวหากพบกับคนที่มุ่งร้ายและอันตรายที่ต้องผจญในโลกหน้า  การจัดสถานที่เพื่อบูชาศพต้องครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะถ้าหากทำไม่ถูกต้องจะส่งผลให้วิญญาณของผู้ล่วงลับไม่ไปสู่สุขคติ นอกจากการจัดโลงแล้ว การจัดวางกลอง หรือดร๊าเพื่อประกอบพิธีบูชาศพนั้นก็มีความสำคัญ การแขวนดร๊าจะแขวนไว้ที่ขื่อทางด้านหน้าศพ และใช้ไม้ไผ่ทำเป็นโครง เอาไว้ใช้เวลาลอดในตอนทำพิธีการบูชาศพ (เรื่องและภาพวาดประกอบหน้า 197)
 
บุคคล        
 หมายถึงคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมการบูชาศพ จะได้รับมอบหมายจาก
ญาติที่ มีความอาวุโสมากที่สุดในตระกูล โดยมีการแบ่งหน้าที่ตามความสามารถ โดยมีบุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำพิธีดังนี้ (หน้า 197)
1)       คนดำเนินพิธี    คือคนที่มีความสามารถในการจัดการและกำหนดสิ่งของ
เครื่องใช้และตัวบุคคลว่าจะเป็นแบบใดและเป็นหน้าที่ของใครบ้าง คนที่ทำหน้าที่นี้จะอยู่ในตระกูลเดียวกับผู้ที่เสียชีวิต คนดำเนินพิธีจะทราบว่า จะต้องทำกิจกรรมใดบ้าง ใครจะต้องทำอะไร เช่นใครจะฆ่าสัตว์เพื่อใช้เซ่นไหว้ ใครจะต้องไปตัดไม้ทำโลง  เป็นต้น  (หน้า 198)
2)       คนดูแลแขกที่มาร่วมงาน   คนที่ทำหน้าที่นี้จะช่วยดูแลต้อนรับแขกเหรื่อ
จากหมู่บ้านอื่นที่มาร่วมงาน ส่วนใหญ่จะเป็นญาติสนิท ได้แก่ลูกหลาน สามี ภรรยาของผู้ที่เสียชีวิต โดยถือว่าเป็นเจ้าภาพของงาน คนที่ทำหน้าที่นี้อาจหาผู้ช่วยที่เป็นญาติสนิทมาช่วยต้อนรับแขก  คนที่ทำหน้าที่นี้จะเป็นคนกว้างขวาง รู้จักแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเป็นอย่างดี  (หน้า 198)
3)       คนสวดลำนำ       ต้องเป็นคนในตระกูลนั้นๆ เพราะถ้าเป็นคนในตระกูล
อื่นวิญญาณของผู้ล่วงลับอาจเกิดความสับสันหลงทาง ไม่สามาถเดินทางไปหาบรรพบุรุษ คนที่มารับหน้าที่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกาพย์กลอน สามารถท่องจำและใช้คำพูดที่เป็นบทกวีในการสวดลำนำ เพื่อนำทางให้กับผู้ตาย แต่ทุกวันนี้การสวดลำนำได้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าหากคนในตระกูลไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ก็อนุญาตให้ใช้คนในตระกูลอื่นได้ ซึ่งการปฏิบัติและความเชื่อนี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน (หน้า 198)
4)       ผู้หญิงที่ควบคุมดูแลการหุงข้าว       คนที่ทำหน้าที่นี้จะเป็นผู้หญิงและ
มีการไหว้วานให้คนอื่นๆมาช่วยงาน  และมอบหมายงานให้คนที่มาช่วยเช่น ตำข้าว     บดข้าวโพด  และไหว้วานให้ผู้ชายมาช่วยทำงานที่หนักๆ เช่นการผ่าฟืน การยกกระทะขนาดใหญ่  การฆ่าสัตว์  การชำแหละเนื้อ และอื่นๆ  (หน้า 198)
 
          วัตถุ 
             สิ่งที่ต้องใช้ในการบูชาศพประกอบด้วย (หน้า 198 ภาพหน้า 199)
            1) กระดาษสา     เป็นเครื่องบูชาศพม้งเชื่อว่ากระดาษสาเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ผู้เสียชีวิตจะเอาไปใช้ในโลกหน้า กระดาษสาที่ใช้ในพิธีศพมีขนาดความกว้าง 20ถึง 25เซนติเมตร  มีความยาวประมาณ 30 ถึง 45 เซนติเมตร  กระดาษสาจะถูกนำมาพับและตัดอย่างสวยงามแขวนห้อยไว้บนโลงศพ  ผู้เขียนได้กล่าวถึงการทำกระดาษสาว่า ได้เดินทางไปยังแหล่งทำกระดาษสาที่เมืองแปก แขวงเชียงขวาง พบว่า กระดาษสาเป็นเครื่องบูชาที่ผลิตได้ยากและราคาค่อนข้างแพง เพราะต้องนำมาสับปั่น และบดจนละเอียดแล้วนำมาแช่น้ำทิ้งไว้ หนึ่งคืนเพื่อให้เยื่อกระดาษอ่อนตัวก่อนที่จะนำไปขึ้นรูปตามแม่พิมพ์ ในทุกวันนี้อาชีพทำกระดาษสาสำหรับใช้ในพิธีกรรมนั้นลดจำนวนลง ส่วนใหญ่คนที่ทำมักทำเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากว่าต้นเยื่อกระดาษนั้นหายากและสิ้นเปลืองเวลาในการผลิต กระดาษสาที่ดีต้องมีสีขาวไม่หนาหรือบางจนเกินควร กระดาษสาใช้ได้ทั้งการตัดแต่งเพื่อใช้บูชาเป็นเสื้อผ้าในพิธีศพ หรือการใช้เพื่อปิดบังหน้าแท่นบูชาบรรพบุรุษเมื่อมีคนเสียชีวิตในบ้าน และการตัดเป็นธงสีขาว (เรื่องและภาพหน้า 200)       แขวนเพื่อประกาศข่าวการเสียชีวิต  (ภาพหน้า 201)
 
            2) หน้าไม้      เมื่อมีพิธีศพกลุ่มชาติพันธุ์ม้งจะนำหน้าไม้เข้ามาเป็นส่วนประกอบของเครื่องบูชา โดยจะวางหน้าไม้ ไว้บริเวณด้านเท้าของผู้ล่วงลับ ซึ่งม้งเชื่อว่า ผู้ที่เสียชีวิตจะได้ใช้หน้าไม้เป็นอาวุธป้องกันตนเองในโลกหน้า และเป็นเครื่องมือล่าสัตว์ หน้าไม้จะใช้คู่กับลูกดอก ที่มักเหลามาจากไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่ ลูกดอกส่วนใหญ่มักอาบด้วยยาพิษ หน้าไม้โดยทั่วไป มีขนาดความกว้างประมาณ 30-50เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ  50เซนติเมตร ถึงหนึ่งเมตร  หน้าไม้ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม ส่วนมากจะเป็นหน้าไม้ใหม่ที่ยังไม่เคยใช้งาน  เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ม้งเชื่อว่า การสร้างหน้าไม้ใหม่นั้นเป็นการสร้างความพร้อมก่อนการเดินทาง เพราะหน้าไม้ใหม่มีความทนทาน การใช้หน้าไม้ใหม่  (เรื่องและภาพหน้า 202) จึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่าการเดินทางนั้นจะไม่มีปัญหาติดขัดด้านการใช้อาวุธป้องกันตัว (ภาพวาดประกอบหน้า 203)
 
            3) ถังใส่อาหาร      ส่วนใหญ่เป็นถังไม้ หรือตะกร้าไม้ไผ่สานใช้ใส่อาหารเพื่อเซ่นไหว้ผู้เสียชีวิตในแต่ละมื้อ จำนวนสามมื้อในหนึ่งวัน จึงมีการนำอาหารออกนอกพื้นที่บูชาศพ ถังใส่อาหารจะใส่สิ่งต่างๆเช่น ไข่ ไก่ต้ม ข้าว ผักผลไม้หลากหลายชนิด        (หน้า 203  ภาพหน้า 204)
 
            4) ผ้าขาวชายยาว     คือผ้าที่ผูกโยงจากโลงศพในบริเวณเหนือศีรษะของ        ผู้ล่วงลับมายังด้านบนของโลงศพ มายังเครื่องบูชาต่างๆ  ส่วนปลายอีกด้านจะผูกติดอยู่ในบริเวณส่วนเท้าของผู้เสียชีวิต ผ้าขาวมีความยาว 5 ถึง 10 เมตร กว้าง 10เซนติเมตร ม้งเขื่อว่าผ้าขาวคือบังเหียนที่ใช้ช่วยควบคุมทิศทางในการเดินทางของผู้ตาย (หน้า 204)
 
            5) กระดาษเงินกับกระดาษทอง       หมายถึงเครื่องบูชาที่เปรียบเหมือนทรัพย์สมบัติของผู้เสียชีวิตที่จะนำไปใช้ในโลกหน้า ทำจากกระดาษขาวพับเป็นรูปเงินจีนโบราณ ส่วนกลางติดด้วยกระดาษสีทองเย็บด้วยด้ายเป็นเส้นโยงยาว นำไปแขวนที่เหนือโลงศพ  (หน้า 204ภาพหน้า 205)
 
             6)ไม้ไล่แมลง      เป็นเครื่องมือบูชาศพที่ใช้ในช่วงสวดลำนำ ซึ่งในช่วงที่สวดจะต้องไล่แมลงโดยปัดแกว่งไปมาเหนือตรงหน้าผู้เสียชีวิต การทำเช่นนี้สื่อให้เห็นความกตัญญูและเป็นห่วงผู้เสียชีวิต และแสดงถึงความห่วงใยร่างของผู้เสียชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงต่างๆมากวนร่างของผู้เสียชีวิต ไม้ไล่แมลงทำจากกระดาษสา หรือฟางตัดเป็นริ้วๆ แล้วมัดมีรูปร่างเหมือนไม้กวาดขนาดเล็ก  ไม้ไล่ไม้กวาดมีความยาวประมาณ       12 เซนติเมตร   (หน้า 205ภาพหน้า 206)
 
             7) เทียนบูชาศพ       เป็นเครื่องหมายที่สื่อถึงการส่องสว่างนำทางให้กับผู้เสียชีวิต  เทียนในพิธีกรรมเป็นเทียนไข ส่วนใหญ่จะใช้เทียนไขขนาดใหญ่ สีอะไรก็ได้เพราะต้องจุดเทียนไขไว้บนโลงศพ หรือวางไว้บริเวณหน้าศพตลอดเวลา  บางครั้งการบูชาศพอาจใช้ตะเกียง หากไม่มีเทียนไข แต่ม้งไม่ค่อยชอบใช้ตะเกียง เนื่องจากว่าตะเกียงมีควันมาก  อีกอย่างบ้านของม้งเป็นบ้านแบบปิด มีช่องลมน้อยมาก การใช้เทียนบูชาศพจึงเหมาะสมกว่า  การจุดเทียนบูชาศพต้องจุดต่อเนื่องตลอดเวลา การบูชาศพต้องใช้เทียนมากเพื่อให้พอเพียงต่อการประกอบพิธี (หน้า 206)
 
             8) แคร่หามศพ       การใช้แคร่หามศพนิยมใช้แคร่แบบไม้สองท่อนหมายถึงแคร่หามศพที่ใช้เพียงไม้สองท่อนมาหนุนรองไว้บริเวณใต้โลงศพ โดยไม้แต่ละท่อนไม่ผูกติดกัน  ไม้ที่นำมาทำแคร่หามศพเป็นไม้ไผ่ที่มีความทนทาน มีเส้นรอบวงประมาณ 10เซนติเมตร มีความยาวประมาณสองเมตร  แคร่หามศพนี้มีไว้ในการประกอบพิธีกรรมมากกว่าที่จะใช้หามโลง แคร่แบบนี้มีประโยชน์ในด้านการเคลื่อนย้ายโลงศพในบริเวณบ้าน ตอนที่ย้ายโลงศพขึ้นแท่นบูชา  แคร่หามศพแบบไม้สองท่อนเป็นเครื่องประกอบในการบูชาศพ โดยเชื่อว่าแคร่นี้เหมือนเป็นอานของม้า ที่จะนำผู้เสียชีวิตไปถึงบ้านของบรรพบุรุษกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในปรโลก อานม้าจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้เสียชีวิต และช่วยในการบังคับม้าในตอนเดินทาง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับการใช้ช่วงขาของคนที่ขี่ม้าเพื่อกระตุ้นสีข้างของม้า ในการบังคับทิศทางไปในทิศต่างๆ  แคร่อานม้ามีหน้าที่คล้ายอานม้าทั้งซ้ายขวา ฉะนั้นแคร่แต่ละด้าน จึงไม่ผูกเชือก (เรื่องและภาพหน้า 207,208)
 
             9) มีดพร้า        มีดพร้าในพิธีศพมักเป็นมีดเล่มใหม่ ดังนั้นจึงเป็นมีดที่ใช้ในการประกอบพิธีโดยเฉพาะ มีดม้าหมายถึงอาวุธประจำตัวและเป็นเครื่องใช้ของผู้เสียชีวิตในปรโลก ขนาดความยาวของมีดพร้าประมาณหนึ่งฟุต กว้างประมาณ 10เซนติเมตร มีดแบบนี้จะใช้ในงานศพผู้หญิงและเด็ก  หากเป็นชายม้งเสียชีวิต มีประจำตัวจะถูกนำมาใช้แทนมีดพร้า เนื่องจากมีเป็นเครื่องใช้ที่ผู้เสียชีวิตคุ้นเคย มีดประจำกายมีความทนทานกว่ามีดพร้า เมื่อจัดงานศพเรียบร้อยแล้ว ลูกชาย หรือหลานชายหรือญาติฝ่ายชายจะนำมีดของผู้ตายไปใช้ต่อไป ดังนั้นมีดประจำตัวของชายหนุ่มม้งจึงถือเป็นมรดกและมีค่าต่อความทรงจำ   (ภาพหน้า 208หน้า 209)
 
             10) ไม้หนุนโลงศพ        สื่อความหมายถึงม้าที่เป็นพาหนะที่ใช้เดินทางไปสู่ปรโลก ไม้หนุนโลงมีสองท่อน แต่ละท่อนมีขนาดเท่ากัน โดยมีเส้นรอบวงประมาณ 30ถึง 40  เซนติเมตร  ( เรื่องและภาพหน้า 209)มีความยาวประมาณหนึ่งเมตร เป็นไม้เนื้อแข็งมีความทนทานเพราะต้องใช้หนุนโลงศพ  ไม้หนุนโลงมักมีการเตรียมไว้พร้อมกับการไปตัดไม้ทำโลงศพ  โดยเป็นไม้ที่ใช้ในการทำโลงไม่ได้จึงนำมาทำเป็นไม้หนุนโลงศพ ในตระกูลของม้งที่ฐานะดี ไม้หนุนโลงศพจะเป็นม้านั่งยาว  เพราะมีความเชื่อในเรื่องม้าว่าเป็นพาหนะของผู้ตาย เนื่องมาจากลักษณะของม้านั่งที่มีสี่ขา    (เรื่องและภาพหน้า 210)
 
             11) กระถางธูปบูชาศพ      ใช้ปักธูปส่วนใหญ่เป็นโลหะหรือไม้ ลักษณะเป็นโถ มีรูปร่างและลวดลายหลายอย่าง กระถางธูปจะอยู่ในพิธีศพตลอดเวลา  การนำธูปมาจุดเพื่อบูชาและขับไล่กลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาที่มาจากศพ กระถางธูปจะตั้งบริเวณทางด้านหน้าของโลงศพ  (หน้า 210ภาพหน้า 211)
 
             12) โลงศพ       ทำจากไม้ลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณสองเมตร ลึกประมาณ 50เซนติเมตร กว้าง 50เซนติเมตร บริเวณส่วนหัวมักทำเป็นปีกยื่นออกมาเพื่อบอกทิศทางในการฝัง โลงศพมีฝาเปิด ในความเชื่อของม้งเชื่อว่า โลงศพคือบ้านของผู้เสียชีวิต ดังนั้นการทำโลงศพจึงคำนึงถึงความสวยงาม เช่นมีการประดับประดาษด้วยกระดาษสวยงาม นอกจากนี้โลงยังเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะของผู้ล่วงลับ โดยดูได้จากเนื้อของไม้ที่นำมาทำโลง  หากเป็นไม้มะค่า หรือไม้สัก ผู้เสียชีวิตและญาติพี่น้องนั้นนับว่าเป็นผู้ที่มีฐานะ ผู้คนให้ความเคารพนับถือ (เรื่องและภาพหน้า 211,212)
 
 
 
2.3 รูปแบบในการฝังศพ
       ขั้นตอนปฏิบัติ       
            สิ่งแรกที่ต้องทำคือกำหนด สถานที่ฝังศพ วันเวลาและการฝังต้องทำอย่างรอบคอบ เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์มีความเชื่อเหมือนกับคนจีนที่ว่า ความมีโชคในทุกวันนี้ของคน ขึ้นอยู่กับความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษที่อยู่ในโลกอื่น ดังนั้นการฝังจะต้องตรวจสอบสภาพภูมิศาสตร์ ตำแหน่ง ภูเขา  หุบเขา และแม่น้ำ เพื่อหาที่ฝังศพที่มีความเป็นศิริมงคล เพราะจะส่งผลให้ลูกหลานมีความเป็นอยู่ที่ที่เจริญก้าวหน้าทั้งชีวิตและการงาน  ในบริเวณที่ฝังศพต้องเป็นพื้นที่ที่สามารถส่งพลังธรรมชาติให้เข้าหาลูกหลานในตระกูลได้ตามความเชื่อแบบจีนโบราณในเรื่องหยิน หยาง หรือสมดุลแห่งพลังงาน กับพลังเชิงชี่ (หน้า 213) 
            หลังจากที่ได้สถานที่เรียบร้อยแล้ว ในวันสุดท้ายของการบูชาศพ หลังการป้อนอาหารให้กับผู้ล่วงลับในมื้อเที่ยง ก็จะย้ายศพผู้เสียชีวิตออกจากสถานที่บูชา โดยทำพิธีขอขมาบรรพบุรุษและขอขมาศพ การทำพิธี จะเริ่มขึ้นเมื่อเป่าแคนกับตีกลองช้าๆ เมื่อหมอแคนเป่าแคน (ก๊าง)  โดยหมุนวนเป็นวงกลม เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าวิญญาณของผู้ล่วงลับ และวิญญาณของบรรพบุรุษได้รับทราบแล้ว  จากนั้นศพก็จะถูกหามขึ้นจากแท่นบูชาศพ โดยใช้แคร่หามแบบสานขัดเพื่อความทนทาน ที่ลูกหลานได้ทำเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเช้า แล้วหมอก๊างจะเป่าแคนเดินนำหน้าโลง ศพอันเป็นการสื่อความหมายว่า วิญญาณของผู้เสียชีวิต ได้ออกมาพร้อมกับศพ และไม่ได้ค้างอยู่ภายในบ้าน ซึ่งอาจจะเป็นการรบกวนลูกหลานและคนในบ้าน เมื่อคนเป่าแคนเดินเป่าแคนนำขบวน ติดตามด้วยผู้นำพิธีที่นำไก่มาหนึ่งตัว  สุรา  ข้าว และไข่ต้มครึ่งฟอง  และมีเด็กหญิงอีกคนหนึ่งถือถ่านมาหนึ่งก้อน เพื่อให้เกิดความสว่างไสวแก่ผู้ล่วงลับ ก่อนขบวนแห่ศพจะหยุดในครั้งแรก  เด็กหญิงจะโยนถ่านแล้ววิ่งกลับหมู่บ้าน ขบวนแห่ศพจะหยุดหลายครั้งเพื่อทำให้ผีร้ายที่เป็นผีไม่มีหัวนอนปลายเท้าเกิดความพิศวงงงงวย  จนไม่อาจติดตามและคิดร้ายต่อผู้ล่วงลับนั้นได้  (เรื่องและภาพหน้า 214) 
                ศพจะถูกหามมาที่ป่าช้าพร้อมด้วยเครื่องใช้ในพิธีกรรมบูชาศพ ซึ่งญาติและแขกที่มาร่วมงานจะช่วยกันถือ เมื่อศพมาถึงสถานที่ประกอบพิธี ศพจะถูกนำมาวางไว้ที่ไม้หนุน และจะจัดเหมือนขั้นตอนการบูชาศพ ในช่วงนี้สิ่งของต่างๆ เช่นกระดาษเงิน กระดาษทอง กระดาษสาจะถูกเผาเป็นระยะๆ  อันเป็นการแสดงถึงการส่งเงินและเสื้อผ้าอาภรณ์ไปให้ผู้ล่วงลับ (หน้า 215)  การฝังศพจะมีเฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่เข้าร่วมพิธีฝัง หลุมศพของผู้ตายจะถูกขุดขึ้นภายในวันเดียวกันกับวันที่ฝังศพในตอนเช้า พอทุกคนเดินทางมาถึงพื้นที่จะทำพิธีฝังศพ ก็จะเริ่มพิธีกรรมฝังศพ เริ่มจากการเป่าแคนกับตีกลองส่งวิญญาณผู้เสียชีวิต และจะมีการฆ่าโคเพื่อเซ่นไหว้ผู้ล่วงลับ โดยนำเนื้อโคแจกให้กับแขกที่มาร่วมไว้อาลัย ส่วนญาติผู้ใหญ่ก็จะเป็นผู้สวดลำนำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะใช้เชือกหย่อนโลงศพลงในหลุม ต่อมาก็จะแคร่หามศพทิ้งเป็นท่อนๆ  สำหรับพิธีศพของม้งในสามแขวงมีความใกล้เคียงกัน แต่ขั้นตอนการเคลื่อนย้ายศพในแขวงหลวงพระบางมีการเคลื่อนย้ายด้วยรถยนต์แล้วต่อด้วยการลงเรือเพื่อนำไปฝังอีกฟากฝั่งของแม่น้ำอู  (เรื่องและภาพงานศพที่หลวงพระบางหน้า 215) 
              หลังจากที่หย่อนโลงศพลงหลุมแล้วก็จะเป็นขั้นตอนกำหนดทิศทางในการฝัง โดยทิศนั้นจะสังเกตจากการให้ส่วนหัวกับปลายเท้าอยู่ในทิศทางที่กำหนด  หลังจากที่กำหนดทิศแล้ว  ญาติฝ่ายชายคนหนึ่งจะลงไปเพื่อแง้มฝาโลงแล้วยกขึ้นลงสามครั้ง ส่วนลูกหลานที่ยืนล้อมรอบหน้าโงศพ ก็จะแสดงความเคารพศพ โดยถือธูปคนละดอก การคำนับจะทำสามครั้งตามจังหวะการแง้มฝาโลง พอคำนับเสร็จสิ้นแล้วก็จะปิดฝาโลง ด้วยการใช้ลิ่มตอก  แต่ห้ามใช้ตะปูอย่างเด็ดขาด เพราะม้งเชื่อว่าตะปูนั้นอาจทิ่มแทงร่างผู้เสียชีวิต เมื่อคำนับเรียบร้อยแล้วก็จะกลบดิน  โดยกลุ่มชายหนุ่มและญาติพี่น้องจะช่วยกัน นอกจากนี้ก็อาจขุดดินบริเวณใกล้เคียงกันนำดินมากลบหลุมเพิ่ม เพื่อให้หลุมศพมีรูปร่างนูน เมื่อกลบดินแล้วก็จะจุดธูปบอกผู้ล่วงลับ แสดงความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย อันเป็นการบอกกับวิญญาณผู้เสียชีวิตว่า ลูกหลานและญาติพี่น้อง ได้ประกอบพิธีส่งผู้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้วและขอให้ผู้เสียชีวิตนั้นจงไปสู่สุขคติสู่ภพภูมิที่ดีต่อไป   (เรื่องและภาพหน้า 216ภาพการฝังศพดูที่หน้า 217)
 
        เวลา         เริ่มตั้งแต่การเคลื่อนย้ายศพ ที่เป็นเวลาหลังจากที่ประกอบพิธีบูชาศพ และป้อนข้าวปลาอาหารให้กับผู้ล่วงลับในมื้อเที่ยงแล้ว  คือเวลา 11.00น. จากนั้นก็จะเคลื่อนศพมาที่ฝังศพ หลังจากที่ญาติพี่น้อง และแขกเหรื่อมาจนครบแล้วก็จะช่วยกันฝังศพ ในเวลา 14.00น. และขั้นตอนการฝังศพทั้งหมดจะเรียบร้อยทั้งหมดไม่เกินเวลา 15.00 น.   (หน้า 218)
 
      สถานที่       เป็นส่วนของการจัดเตรียมสถานที่ ประกอบด้วยการจัดเตรียมหลุมศพและการเตรียมโลง การเตรียมหลุมจะมอบหมายให้ชายหนุ่ม 5ถึง 10คน ช่วยกันขุดหลุม โดยจะใช้จอบกับเสียมขุดหลุมกว้างหนึ่งเมตร ยาวสองเมตรครึ่งถึงสามเมตร ลึกหนึ่งเมตร  (หน้า 218ภาพหน้า 219) การเตรียมโลงศพก่อนการฝังจะจัดเตรียมเหมือนกับตอนบูชาศพ แต่ต่างกันตรงที่ไม่มีกระดาษเงิน  กระดาษทอง ชายผ้าขาว และกระดาษสา  แต่ตอนจะฝังนี้ก็ยังมีไม้รูปตัว T  เพื่อใช้ค้ำยันโลงศพเพื่อกันการเคลื่อนที่ของโลงเหมือนเดิม (เรื่องและภาพหน้า 220)
 
 
 
        บุคคล         คนที่เกี่ยวข้องกับการฝังศพประกอบด้วย เด็กหญิงที่ทำหน้าที่ถือก้อนถ่านนำทางในพิธีฝังศพ บุคคลนำพิธีเพื่อสวดลำนำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย ฝังศพ คนที่ขุดหลุมและฝังศพนั้นเป็นญาติฝ่ายชาย กับคนร่วมงานที่เป็นฝ่ายชาย  (หน้า 220)
 
       วัตถุ     ในขั้นตอนการฝังศพมีไม้รูปตัว T  เพื่อคำยันโลงไม่ให้เคลื่อนไปมาสำหรับ วัตถุที่ใช้ในพิธีกรรมฝังศพจะเหมือนตอนบูชาศพ แต่ไม่ต้องใช้กระดาษเงิน  กระดาษทอง ชายผ้ายาว และกระดาษสา (หน้า 220)
1)       แคร่หามศพ        แคร่หามศพแบบขัดจะใช้ตอนหามโลงมาฝังโดยต้อง
หามโลงเดินมาที่ฝัง  จะมีการทำแคร่ขึ้นใหม่ แคร่แบบนี้มีความยาว สองเมตรครึ่ง กว้าง 1.20  เมตร แต่จะมีการเสริมไม้ไผ่ลำเล็กๆ สามท่อนวางสับหว่างกับท่อนไม้ที่รับน้ำหนักมองท่อน โดยจะมัดด้วยตอกเพื่อให้เกิดความแข็งแรงทนทาน (หน้า 221 ภาพหน้า 222)
2)       มัดลำไม้ไผ่แห้ง        เป็นเครื่องบูชาให้แก่ผู้เสียชีวิต ในกรณีที่ญาติไม่มี    
ธูปในการจุดบูชา ขนาดมัดของลำไม้ไผ่แห้งมีขนาดไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะหาวัสดุได้ในเวลานั้น  ตอนนั้นบางครั้งอาจจะนำกิ่งไม้ หรือหญ้าแห้งมาจุดแทนลำไม้ไผ่ก็ได้    (เรื่องและภาพหน้า 223,224)
 
3. การเปลี่ยนแปลงในพิธีกรรมหลังความตายของม้งในประเทศลาว 
             การเปลี่ยนแปลงของพิธีกรรมหลังความตายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ในประเทศลาว แบ่งเป็นช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงสามช่วงดังต่อไปนี้ (หน้า 224)
3.1  การเปลี่ยนแปลงในช่วงปี ค.ศ. 1975     
            จากการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงในช่วงปี ค.ศ. 1975นั้นมีความเปลี่ยนแปลงที่ปรากกฎและสอดคล้องกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์  เช่นความรุ่งเรืองในช่วงค้าฝิ่น ความเสื่อมถอยในยุคสงคราม การเปลี่ยนแปลงพบในด้านต่างๆดังนี้  (หน้า 224)  
         3.1.1   การเปลี่ยนแปลงทางด้านขั้นตอนปฏิบัติ       การเปลี่ยนแปลงช่วงต้นก่อนปีค.ศ. 1975  ในช่วงที่มีการค้าฝิ่น (หน้า 224) มีความเปลี่ยนแปลงคือม้งนำเงินที่ได้จากการค้าขายฝิ่นมาซื้อโลง ซึ่งโลงส่วนใหญ่จะมาจากฝีมือของช่างชาวลาว  ส่วนในช่วงสงครามไม่พบขั้นตอนการปฏิบัติ จนเมื่อเข้สูยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง ขั้นตอนพิธีกรรมของม้งจึงกลับมาปกติเหมือนเดิม(หน้า 225)
         3.1.2  การเปลี่ยนแปลงทางด้านบุคคล        ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบสังคมนิยม มีความเปลี่ยนแปลงคือ การเปลี่ยนแปลงด้านบุคคลพบว่า เริ่มมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหลังความตาย  โดยเฉพาะนายบ้าน หรือบุคคลที่อยู่ในพรรค เป็นต้น  (หน้า 225)  
         3.1.3  การเปลี่ยนแปลงทางด้านวัตถุ      การเปลี่ยนแปลงใช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ในอดีตได้ใช้สัตว์เช่น หมู วัว เพื่อบูชาศพแต่เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว  การใช้สัตว์เซ่นสังเวยได้น้อยลง อันเนื่องมาจากนโยบายภาครัฐที่มีการใช้แรงงานวัว ควายเพื่อการเพาะปลูก นอกจากนี้ยังพบว่าม้งได้รับวัฒนธรรมลาวลุ่มมาใช้ เช่นการชำระล้างศพด้วยการใช้กระบอกไม้ไผ่ที่ตัดบรรจุ         น้ำส้มป่อย และน้ำขมิ้น  (เรื่องและภาพหน้า 226) การใช้กระบอกไม้ไผ่ที่ใส้น้ำส้มป่อย กับน้ำขมิ้นได้สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้  (เรื่องและภาพหน้า 227)  การศึกษาพบว่า การเปี่ยนแปลงในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ช่วง ค.ศ. 1975 มีการที่สำคัญสองช่วงคือ ช่วงที่มีการค้าฝิ่นซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่ม้งมีเงินทุนซื้อเครื่องเซ่นไหว้และอาหารจำนวนมาก และยุคเสื่อมถอยในช่วงเกิดสงคราม (หน้า 227)จนเมื่อเข้าสูยุคสังคมที่นิยมได้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบุคคลและวัตถุเช่นมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเป็นแขกผู้ใหญ่ในพิธี และมีการจัดบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ด้านรักษาความปลอดภัยซึ่งเรียกว่า กองหลอน  เป็นต้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในพิธีกรรมหลังความตายของม้งมาก่อนเลยเมื่อในอดีต  (หน้า 228)   
 
3.2การเปลี่ยนแปลงในช่วงยุคจินตนาการใหม่      
               มีการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้(หน้า 228,229)
     3.2.1  การเปลี่ยนแปลงทางด้านสถานที่       การเปลี่ยนแปลงด้านสถานที่ ซึ่งแต่เดิมม้งได้เลือกที่ฝังศพตามความเชื่อที่สืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่เมื่อถึงยุคจินตนาการใหม่  รัฐได้เข้ามาจัดสรรที่ดินสำหรับงังศพให้กับกลุ่มม้ง โดยไม่ได้คำนึงถึงข้อห้าม ตามความเชื่อของม้ง  แต่เป็นที่ดินที่อยู่ใกล้ชุมชนเดินทางได้สะดวก(หน้า 229) และประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทาง (หน้า 230)
      3.2.2.  การเปลี่ยนแปลงทางด้านวัตถุ      มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการบริโภคอาหาร เช่นมีการใช้น้ำอัดลมเป็นเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีกรรมหลังความตาย (หน้า 230) นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเครื่องใช้ที่ใส่ลงไปในโลง ซึ่งทุกวันนี้มีเครื่องใช้ประเภทเครื่องสำอาง และนาฬิกาที่ถูกนำมาใช้ในการประกอบพิธีศพ และอื่นๆ  (หน้า 231) การใช้พวงหรีดในงานศพ ซึ่งในอดีตใช้เฉพาะกลุ่มราชวงศ์เท่านั้น แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ทางการได้เน้นความเท่าเทียม ยกย่องคนที่ทำความดีไม่ว่าจะมาจากชาติกำเนิดใด  (หน้า 232)
 
 
 
3.3  การเปลี่ยนแปลงสมัยปัจจุบัน      
               มีการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้  (หน้า 233)
       3.3.1การเปลี่ยนแปลงทางด้านขั้นตอนปฏิบัติ       ในยุคปัจจุบันได้มีการใช้รถยนต์ในการบรรทุกศพ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก นอกจากนี้ก็มีการเปิดเทปบรรเลงก๊าง (หน้า 233) ทำให้หมอก๊างไม่ต้องเป่าแคนม้งในระยะทางไกลๆ (หน้า 234)
       3.3.2 การเปลี่ยนแปลงทางด้านสถานที่      มีการกางเต็นท์ เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่ต้อรับแขกเหรื่อที่มาร่วมงานศพ และใช้เป็นสถานที่หุงหาอาหาร (หน้า 235ภาพหน้า  236)
       3.3.3  การเปลี่ยนแปลงทางด้านวัตถุ       เนื่องจากความเจริฯรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ในพิธีกรรมหลังความตายม้งได้มีการใช้เบียร์มาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องเซ่นไหว้ และอื่นๆ  (หน้า 237)
 
4. เปรียบเทียบรูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในพิธีกรรมหลังความตายของม้ง ในประเทศลาว(หน้า 238)
     4.1  รูปแบบในการเตรียมศพ     จากการศึกษาพบว่า รูปแบบการเตรียมศพของทั้งสามแขวงมีความใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ผู้อาวุโสในครอบครัวมีหน้าที่กำหนดบทบาทให้คนในครอบครัวมีหน้าที่ต่างๆในการจัดพิธีกรรมหลังความตาย (หน้า 238) ส่วนในด้านเวลา การจัดเตรียมงานได้เน้นความสะดวกและมีการปรับเปลี่ยนเรื่องเวลาแล้วแต่สถานการณ์ (ภาพหน้า 239-244)
     4.2  รูปแบบในการบูชาศพ        จากการศึกษาพบว่า การบูชาศพในพื้นที่แขวงเชียงขวางในด้านวัตถุ มีขนาดปริมาณเครื่องเซ่นไหว้ระดับป่นกลาง คือมีกระดาษเงิน กระดาษทอง และกระดาษสาอยู่ในปริมาณไม่มากนัก (หน้า 245) ส่วนนครหลวงเวียงจันทร์มีเครื่องเซ่นสังเวยที่น้อยกว่าเพราะครอบครัวของผู้เสียชีวิตมีฐานะยากจน และไม่สามารถผลิตหรือหาเครื่องเซ่นไหว้ได้ในชุมชน (หน้า 245)
     4.3  รูปแบบในการฝังศพ           ในขั้นตอนการเคลื่อนย้ายศพเพื่อนำไปฝัง พบว่าแขวงหลวงพระบางกับแขวงเชียงขวางจะใช้รถแห่ศพเคลื่อนเป็นขบวน ซึ่งไม่เหมือนกับนครหลวงเวียงจันทน์ที่ใช้การหามศพที่เป็นแบบดั้งเดิม ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากแขวงหลวงพระบางกับแขวงเชียงขวางสามารถเลือกพื้นที่ตามความเชื่อดั้งเดิมได้ ส่วนนครหลวงเวียงจันทน์ถูกจำกัดด้านพื้นที่และต้องปฏิบัติตามนโยบายบ้านจัดสรร เพราะพื้นที่ฝังศพถูกกำหนดโดยทางการ (หน้า 250)
             ส่วนในแขวงหลวงพระบางยังพบว่า มีการใช้เรือในการลำเลียงศพและกลุ่มญาติของผู้เสียชีวิต เนื่องจากที่ฝังศพที่สมบูรณ์นั้นอยู่อีกฟากฝั่งของแม่น้ำอู เพราะที่ฝังศพอยู่ใจกลางหุบเขาสองด้าน และมีแม่น้ำอูไหลขนาบคู่ขนาน การลำเลียงโลงศพและวัสดุต่างๆที่ใช้ในพิธีฝังศพต้องใช้เรือข้ามไป  (หน้า 250-253ภาพหน้า 254)     
 
หมอผี 
           ในแต่ละหมู่บ้าน อาจจะมีหมอผีหลายคน อยู่ที่ว่าคนๆนั้นจะถูกเลือกหรือเปล่า โดยจะถูกเลือกจากผี หรือสืบทอดกันมาตามตระกูล ตัวอย่างเช่น หากปู่เป็นหมอผี เมื่อปู่ตายมาถึงรุ่นพ่อ  แต่ถ้าหากพ่อไม่ได้รับการคัดเลือก ลูกทุกคนก็ไม่ได้เป็น (หน้า 49)

Education and Socialization

Health and Medicine

หมอสมุนไพร หรือ แม่หมอ
           ส่วนมากจะเป็นหญิงชราในหมู่บ้าน บางคนได้รับการคัดเลือกให้เป็นแม่หมอจากการเลือกของผีหรือเทวดา แต่คนที่อาจถูกเลือกให้เป็นหมอสมุนไพรนั้นอยู่ในทุกช่วงวัย แต่คนที่ได้รับการเลือก ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรอบรู้ด้านสมุนไพรเป็นอย่างดี บางครั้งตัวยาที่นำมารักษาคนเจ็บป่วย อาจจะเรียนและสืบต่อกันมาจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง  หมอสมุนไพรที่ถูกเลือกต้องมีหิ้งหมออยู่ในบ้านเช่นเดียวกับหมอผี แต่รูปร่างของหิ้งจะไม่เหมือนกัน  (หน้า 49)
 
พิธีกรรมการเกิด 
           ประกอบด้วย  1) หลังจากที่เด็กเกิดได้สามวัน พ่อแม่เด็กก็จะประกอบพิธีเซ่นไหว้ ของที่นำมาเซ่นไหว้ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ เช่น ไก่สองตัว  ไข่หนึ่งฟอง  ใช้ในการเรียกขวัญกับตั้งชื่อให้เด็กที่เพิ่งเกิดนั้น (หน้า 49)
           2)   พิธีเปลี่ยนชื่อ(ตั๋ว  ช้อ “tua choj) จะทำสำหรับเด็กที่ไม่สบายร้องไห้กระจองอแงโดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ดังนั้นพ่อกับแม่ของเด็กน้อยจะไปหาหมอผีเพื่อเสียงทายว่า ที่เด็กไม่สบายเพราะเกิดจากอะไร หากหมอผีดูแล้วบอกว่า เด็กคนนี้ไม่พึงพอใจชื่อที่พ่อกับแม่ตั้งให้ แล้วหมอผีก็จะทำพิธีเปลี่ยนชื่อให้เด็กที่ป่วยนั้น ส่วนเครื่องเซ่นไหว้ที่ต้องใช้ในพิธีประกอบด้วย ไก่สองตัว  หมูหนึ่งตัวและไข่อีกหนึ่งฟอง (หน้า 49)
 
การรักษาแบบพื้นบ้านด้วยคาถาอาคม
            งานเขียนกล่าวว่า ในอดีตนั้นกลุ่มชาติพันธุ์ม้งนั้นตั้งบ้านเรือนอยู่ในป่าดอย ฉะนั้นจึงต้องเผชิญกับอันตรายจากสัตว์ป่าและภูตผีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ดังนั้นแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ม้งจึงต้องเรียนคาถาอาคม เพื่อป้องกันตัวเวลาอยู่ที่บ้าน หรือตอนเดินทางไปทำมาหากินจะได้คลาดแคล้วจากอันตรายทั้งปวง (หน้า 57)
             หากมีคนสนใจอยากเรียนคาถาอาคมก็ต้องไปขอเรียนกับผู้ที่เชี่ยวชาญเวทมนตร์คาถาประจำหมู่บ้าน ผู้ที่จะเรียนก็ต้องเสียค่าครูจำนวนหนึ่งตามธรรมเนียม แต่ครูผู้สอนจะพิจารณาก่อนว่า คนที่มาขอเรียนนั้นจะสามารถมาเป็นลูกศิษย์เรียน         เวทมนตร์คาถากับตนได้หรือไม่  เนื่องจากต้องผ่านการคัดกรองเสียก่อนเพราะผู้มาขอเรียนแต่ละคนนั้นมีพื้นฐานทางความคิดและจิตใจแตกต่างกัน และอีกเหตุผลหนึ่งนั้น ม้งเชื่อว่า คนที่มีความรู้เรื่องคาถาอาคมนั้นหากรู้มากจนเกินไปก็จะเป็นคนยากจนไร้ซึ่งเงินทอง   เพราะหากมีเวทมนตร์คาถามากก็เหมือนกับมีความร้อน จึงเก็บเงินไว้ไม่ได้    (หน้า 57) นอกจากนี้คาถายังมีสองด้านคือด้านที่ดีกับด้านเลวร้าย การที่ครูจะเลือกลูกศิษย์มาเรียนวิชานั้นต้องดูอารมณ์และบุคลิกของคนผู้นั้น นอกจากนี้กลุ่มชาติพันธุ์ม้งนั้นชอบอยู่อย่างสงบสุขจึงไม่ชอบเรียนรู้เวทมตร์คาถาที่จะไปข่มเหงรังแกผู้อื่น หากจะมีก็มีเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่แล้วม้งจะเรียนคาถาเพื่อรักษาคน ฉะนั้นจนถึงทุกวันนี้ม้งจึงไม่รู้จักเวทมนตร์คาถาที่เลวร้ายเลย  วิชาที่เรียนมีหลายวิชาเช่น การนวดเส้น  นวดเอ็นพลิก  นวดเส้นคลายอาการตกใจ  นวดท้อง จับเส้นดูอาการเจ็บป่วย  การรักษาด้วยพืชสมุนไพร เนื่องจากในอดีตม้งตั้งบ้านเรือนอยู่ในป่าเขา เส้นทางสัญจรไม่สะดวกสบาย ดังนั้นเมื่อเจ็บป่วยจึงต้องรักษาแบบพื้นบ้านทั้งการนวด การใช้สมุนไพร การเป่าด้วยคาถา ซึ่งในแต่ละหมู่บ้านจะมีผู้ชำนาญด้านการรักษาแต่ละด้านที่ไม่ซ้ำกัน ฉะนั้นเมื่อเจ็บป่วยก็จะไปขอรับการรักษากับอาการเจ็บป่วยที่เป็น  ในการรักษาจะประกอบด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้ (หน้า 57)
            อัวเน้ง (ลงผี)     หมายถึงการรักษา ที่เป็นที่ยอมรับในชุมชนและนิยมทำกันมากที่สุด อัวเน้งสามารถรักษาการป่วย รวมไปถึงการเรียกขวัญ พาขวัญ ส่งขวัญในแต่ละพื้นที่จะมีการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน  (หน้า 57)
            ไส่เจ้ง      คือการรักษาคนตกใจ รักษาคนที่มีอาการมือเท้าเย็นใบหูเย็น ตัวเย็น สาเหตุมาจากขวัญหนีออกจากร่างกาย(หน้า 57)
            ฮูปลี่ หรือเรียกขวัญ     หมายถึงการรักษาอาการของผู้ที่เกิดอาการตกใจ หรือคนที่ขวัญหนีไม่อยู่กับตัว จึงทำให้เกิดความเจ็บป่วย  (หน้า 58)
            การเช้อเด้      คือการรักษาด้วยการเป่า ด้วยน้ำมนต์คาถา จะรักษาคนที่ร้องไห้ไม่ยอมหยุด และหวาดกลัวอะไรอย่างสุดขีดจากการเห็นสิ่งน่ากลัวหรือการได้ยินเสียงอันชวนอกสั่นขวัญหาย  และอื่นๆ (หน้า 58) 

Art and Crafts (including Clothing Costume)

 การแต่งกายของม้ง
              ผู้หญิง ในอดีต เด็กผู้หญิง หญิงสาวม้ง และหญิงวัยชรา จะแต่งตัวใกล้เคียงกัน โดยสวมกางเกงม้ง สวมเสื้อ แล้วคาดด้วยผ้าเหมือนเข็มขัดขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า “แซ” หรือ “sa” ส่วนในช่วงวันปีใหม่ หญิงสาวม้งจะสวมอาภรณ์อย่างสวยงาม ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วจะแต่งกายเรียบง่ายเหมือนที่สวมใส่ทุกวันแต่จะเป็นเสื้อผ้าใหม่ (หน้า 48) ผู้ชาย เด็ก คนหนุ่ม และวัยชราจะแต่งตัวคล้ายกัน ได้แก่ สวมกางเกง  สวมเสื้อแขนยาวชายเสื้อยาวประมาณเอว แล้วคาดผ้าสีดงกว้าง 50เซนติเมตร ยาวสองถึงสามเมตร เหมือนคาดเข็มขัด (หน้า 48)ปัจจุบัน ม้งแต่งกายตามสมัยนิยม จะแต่งกายด้วยชุดม้งเมื่อมีงานเทศกาลเท่านั้น การแต่งกายแบบม้งจะมีแต่ในกลุ่มหญิงสูงอายุ (หน้า 48)

Folklore

  ตำนานการสร้างโลกและมนุษย์ของม้ง
             ตามตำนานของม้งเล่าว่า “เย่อะโซ๊ะ” (Yawm  saub) คือพระเจ้าที่สร้างสิ่งต่างๆและเป็นผู้ที่กำหนดสิ่งต่างๆ ในจักรวาล วันหนึ่งพระเจ้าต้องการที่จะสร้างโลกจึงได้เรียก  “โก๊ะจั๊วะ” กับ “ตรอห์นอห์” (Nkauj  Ntsuab  thiab  Nraug  Nas) เพื่อให้ไปสร้างโลกมนุษย์ โดยมอบหมายให้ “โก้จั๊ว” สร้างท้องฟ้า แล้วให้ “ตรอห์นอห์” ไปสร้างพื้นแผ่นดิน โดยให้เวลาเจ็ดวัน  โก้จั๊ว ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างท้องฟ้างานจึงบรรลุผลไปอย่างรวดเร็ว  ส่วนตรอนาห์มัวแต่ลุ่มหลงเล่นการพนันจึงเหลือเวลาสร้างผืนแผ่นดินไม่มาก กระทั่งเมื่อจวนจะถึงเวลาที่กำหนด เขาจึงซุกพื้นแผ่นดินกว้างใหญ่ไว้ใต้ท้องฟ้า ดังนั้นนับจากนั้นเป็นต้นมาจึงทำให้แผ่นดินเป็นที่ลุ่ม ที่ดอน เป็นภูเขาไม่ราบเรียบเช่นดังท้องฟ้า  เมื่อสร้างโลกเสร็จเรียบร้อยแล้ว  (หน้า 27)
              ต่อมาเย่อโซ๊ะ ได้สั่งให้ โก้เอี้ยะตรอห์ออ (Nkauj  Iab  thiab Nraug Oo)ไปสร้างคนบนโลก แต่ได้สร้างคนจนล้นโลก เกิดการแย่งชิงข้าวปลาอาหาร คนบนโลกต่างต่อสู้กินฆ่ากันตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเย่อโซ๊ะจึงบัลดาลให้น้ำท่วมโลกเพื่อชำระสะสาง ล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่โลภโมโทสันเหล่านี้ให้สูญพันธุ์ทั้งหมด  เมื่อคิดแผนการได้แล้ว เย่อโซ๊ะจึงไปหาเด็กหญิงเด็กชายพี่น้องที่มีชื่อว่า “โก้ยื่อ” กับ “ตรอห์มัว" (Nkauj  Ywm  Nraug  Muas) แล้วก็ให้เด็กทั้งสองสร้างกลอง (Lub  tsu) หนึ่งใบ แล้วให้ทั้งสองไปนอนอยู่ในกลองนั้น ส่วนข้างนอกก็ให้ทาขี้ผึ้งให้  สำหรับข้างในกลองนอกจากให้ทั้งสองหลบอยู่ในนั้น ก็ให้เอาไก่ที่กำลังฟักไข่ให้เข้าไปอยู่ในนั้นด้วย  ถ้าหากได้ยินเสียงไก่ร้องเมื่อใด (หน้า 27) ก็ให้ออกมาชมโลกกว้างได้  เมื่อสร้างกลองเสร็จเรียบร้อยแล้ว พี่น้องทั้งสองจึงไปนอนอยู่ภายในกลองใบนั้น ขณะนั้นภายนอกได้เกิดน้ำท่วมโลก กระทั่งกลองใบนั้นลอยไปกระทบท้องฟ้าจึงทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เย่อโซ๊ะและบริวารจึงรู้ว่า น้ำกำลังท่วมโลกมนุษย์ ดังนั้นจึงสั่งให้ข้าบริวารใช้หอกกับดาบแทงลงมาที่พื้นโลก เพื่อให้น้ำลด  เมื่อน้ำแห้งขอด บริเวณที่ถูกดาบกับหอกแทงปรากฏเป็นรูลึกจึงเรียกว่า รูฟ้า (Qhou  ntuj)  เมื่อน้ำแห้งกลองก็หล่นลงพื้น ทั้งสองคนอยู่ครบ 13วัน  ไก่ที่เริ่มจะฟักเป็นตัวจึงร้อง  จึงเป็นที่มาว่า หากมีคนเสียชีวิตก็จะฆ่าไก่ เพื่อให้ไก่ปลุก เพราะเมื่อครบ 13วัน ก็ให้ฟื้นจากการเป็นคนแล้วไปเป็นผี  เมื่อทั้งสองออกจากกลอง ก็ไม่พบคนบนโลกที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง  เมื่อไปถามเย่อโซ๊ะจึงรู้ว่า คนบนโลกตายหมดแล้วเพราะน้ำท่วมโลก จากนั้นทั้งสองจึงกลับมาอยู่บนโลก เวลาผ่านไปเจ็ดปีก็ยังแห้งแล้งอยู่เช่นเดิม ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต (หน้า 28)
           ดังนั้นเย่อโซ๊ะจึงมอบพันธุ์พืชให้ทั้งสองนำไปปลูกบนโลก ในเมื่อบนโลกไม่มีคนอื่นๆ โก้ยื่อจึงวางแผนที่จะสร้างมนุษย์ ดังนั้นจึงพูดกับตรอห์มัวว่า “เธอเห็นผู้หญิงหน้าตาสะสวยคนหนึ่งที่ทางสามแพร่ง เมื่อตรอห์มัวไปถึงก็ให้นำมาเป็นภรรยาเลยโดยไม่ต้องดูที่หน้าตา” เมื่อตรอห์มอไปถึงก็นำหญิงสาวดังกล่าวมาเป็นภรรยา หลังจากตรอห์มอได้หญิงดังกล่าวเป็นภรรยาแล้วจึงรู้ว่าถูกโก้ยื่อ หลอก ดังนั้นทั้งสองจึงไปปรึกษาเยอะโซ๊ะ เรื่องที่โก้ยื่อหลอกตรอห์มัวมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา (หน้า 28) เนื่องจากทั้งสองเป็นพี่น้องกัน  ดังนั้นเย่อโซ๊ะจึงแก้ปัญหานี้โดยแนะนำว่า ให้ทั้งสองกลับไปแล้วกลิ้งก้อนหินลงจากภูเขาคนละฝั่ง ถ้าก้อนหินกลิ้งลงมาแล้วครอบกันทั้งสองก็สามารถแต่งงานเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้อง  แต่ถ้าก้อนหินไม่ครอบกันก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย  เมื่อทั้งสองทำตามคำแนะนำนั้นก็พบว่า ก้อนหินที่กลิ้งลงมาจากภูเขาคนละฝั่งนั้นครอบกัน ฉะนั้นแล้วจึงแต่งงานเป็นสามีภรรยา เมื่อแต่งงานกันแล้วทั้งสองกลับไปหาเย่อโซ๊ะอีกครั้ง    เย่อโซ๊ะจึงให้ตรอห์มัว ที่เป็นผู้ชายเป็นฝ่ายตั้งครรภ์ เนื่องจากในอดีตเคยให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายตั้งครรภ์จึงทำให้คนบนโลกมีจำนวนมาก ดังนั้นจึงสลับให้ฝ่ายชายตั้งครรภ์และคลอดลูกบ้าง  หลังจากทั้งสองกลับบ้าน ตรอห์มัวก็ตั้งครรภ์แต่ใช้เวลานานถึง 30ปี  เมื่อถึงเวลาคลอดลูกที่เกิดมาตัวก็เล็กขนาดเท่าตัวผึ้ง ดังนั้นเวลาไปทำงานในไร่นา ก็เลี้ยงลูกโดยเอาลูกตัวเล็กๆ นั้นมาผูกไว้ที่หน้าแข้ง  เนื่องจากลูกตัวเล็กมากจึงถูกไก่ไล่จิกอยู่เนืองๆ นอกจากนี้ ในช่วงหลังจากคลอดลูก ตรอห์มัวก็กินจุ กินข้าวมากกินวัว กินควายหมดเป็นตัว  เมื่อทั้งสองแต่งงานกันเกือบร้อยปีก็มีลูกแค่สองคนเท่านั้น และลูกก็โตช้ามาก อายุเกือบ 30ปี ก็เพิ่งหัดปั้นดินเล่น  ทั้งสองกลับไปเยี่ยมเยอะโซะอีกครั้งจึงเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง (หน้า 29) 
            ดังนั้นเยอะโซะจึงเปลี่ยนมาให้โก้ยื่อคลอดลูก ใช้เวลาตั้งครรภ์เพียง 9เดือน และในช่วงตั้งท้องก็กินไม่มากเพียงแต่กินไก่กับไข่ เมื่อถึงเวลาคลอดลูก เด็กทารกที่เกิดมาก็มีรูปร่างเหมือนฟักทอง ไม่มีตา ไม่มีหู ทั้งสองคนรู้สึกเศร้าเสียใจและขุ่นเคืองจึงสับก้อนเนื้อนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วก็นำไปโปรยทั่วทั้งโลกอันกว้างใหญ่ เมื่อถึงรุ่งเช้าก็มีคนมาร้องเรียกอยู่หน้าบ้านเพื่อขอไฟ ไปจุดไปทำอาหาร  เนื่องจากลูกกลมๆรูปร่างคล้ายฟักทองที่ทั้งสองนำไปหว่านนั้น  เมื่อนำไปหว่านที่ไหนก็มีคนเกิดขึ้นที่นั่น แต่ชิ้นเนื้อนั้นไปตกยังที่ราบมากกว่าบนดอย ดังนั้นคนที่อยู่ยังพื้นที่ราบจึงมีประชากรมากกว่า คนที่อยู่บนดงบนดอยนั่นเอง (หน้า 29)
 
ตำนานการจัดงานศพของม้ง
              การจัดงานศพของม้งช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ค.ศ. 1975นั้นไม่ค่อยชัดเจนส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมา เช่นที่มาของการจัดงานศพของม้งที่กล่าวว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวม้งมีลูกชายหกคน วันหนึ่ง   พ่อกับแม่ ได้เสียชีวิต ลูกทั้งหกคนจึงไปถามเทพเจ้าว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ดังนั้นเทพเจ้าจึงบอกให้ลูกๆ ทำความสะอาดศพของพ่อกับแม่แล้วแต่งกายให้อย่างสวยงาม แล้วตั้งศพพ่อกับแม่บูชาเป็นเวลาสามวัน  จากนั้นก็ให้ทำหิ้งบรรพบุรุษเพื่อกราบไหว้ และในระหว่างที่กำลังบูชาศพของพ่อ กับแม่อยู่นั้นก็ให้จัดสำรับอาหารให้กับพ่อและแม่ เหมือนตอนเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้เทพเจ้ายังให้พี่น้องทั้งหกคนไปตัดไม้ไผ่ลาน หรือ ช้งกั้ง ทำปี่ ที่มีขนาดจากสูงลงต่ำ 6ขนาด เพื่อเป็นปี่ที่ใช้เป่านำวิญญาณของพ่อ แม่ให้ไปสู่สุขคติ  (หน้า 148)   กระทั่งในเวลาต่อมา เมื่อพี่ชายคนโตได้สิ้นลมหายใจ ทำให้ขาดคนเป่าปีส่งวิญญาณหนึ่งคน พวกเขาจึงไปหาเทพเจ้า  เทพเจ้าจึงบอกว่าให้เอาไม้ไผ่ทั้งหกลำมัดเข้าด้วยกันจึงเป็น “ก๊าง” ที่เป่าส่งดวงวิญญาณ ที่ใช้คนเป่าเพียงหนึ่งคน และอีก4คน ก็ให้ทำอย่างอื่นได้แก่  การจัดงานศพ  ทำโลงศพ ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับผู้ที่ท่ร่วมไว้อาลัยแก่ผู้ล่วงลับ และอื่นๆ  (หน้า 148)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

Social Cultural and Identity Change

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ตาราง
           แสดงแผนการดำเนินการวิจัย (หน้า 146)  แสดงวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมศพจำแนกตามชนิดของวัตถุ และจำนวนในแต่ละประเภท (หน้า 182) แสดงวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมโลงศพจำแนกตามชนิดของวัตถุและจำนวนในแต่ละประเภท (หน้า 183) แสดงวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมอาหารในพิธีศพจำแนกตามชนิดของวัตถุ และจำนวนในแต่ละประเภท (หน้า 184)  แสดงวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการประกาศข่าวการตายจำแนกตามชนิดของวัตถุและจำนวนในแต่ละประเภท (หน้า 185) แสดงวัตถุที่อยู่ในส่วนโลงศพจำแนกตามวัตถุและจำนวนชนิด (หน้า 186) แสดงวัตถุที่อยู่ภายนอกส่วนโลงศพจำแนกตามวัตถุ และจำนวนชนิด (หน้า 186)
 
แผนที่
            อาณาเขตของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (หน้า 10)  แสดงบริเวณที่ตั้งของเมืองโพนสะหวัน (หน้า 86) อาณาเขตเมืองหลวงพระบาง  (หน้า 93) อาณาเขตแขวงเมืองเวียงจันทร์ (หน้า 99)
 
ภาพ
           ป้ายหมู่บ้านบ้านต๊า  เมืองแปก  แขวงหลวงพระบาง (หน้า 86) แสดงวิถีชีวิตการทำไร่ของชาวม้งบ้านต๊า  เมืองแปก  แขวงเชียงขวาง (หน้า 88) แสดงอาชีพการค้าขายของป่าริมถนนของชาวม๊งบ้านบวกกบ เมืองแปกแขวงเชียงขวาง (หน้า 89) แสดงอาชีพการค้าขายของป่าริมถนนของชาวม้งบ้านคังโดน  เมืองแปก  แขวงเชียงขวาง (หน้า 90) แสดงการค้า และวิถีชีวิตของชาวม้งบ้านหน้าโอ  เมืองแปก  แขวงเชียงขวาง (หน้า 91) แสดงลักษณะที่ตั้ง  ภูมิศาสตร์ของบ้านโพนแยง  เมืองแปก  แขวงเชียงขวาง (หน้า 92) ป้ายชื่อหมู่บ้าน และภูมิทัศน์ของบ้านขัวที่ 1เมืองหลวงพระบาง  แขวงหลวงพระบาง (หน้า 96) แสดงที่ตั้งบ้านเมืองงา เมืองหลวงพระบาง  แขวงหลวงพระบาง (หน้า 97) ป้ายแสดงอาณาเขตหมู่บ้านโคกหว้า เมืองหลวงพระบาง  แขวงหลวงพระบาง (หน้า 98) ลักษณะที่ตั้ง  ภูมิศาสตร์บ้านโพนงามเมืองไชยธานี นครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 99)  สภาพบ้านเรือนของ บ้านหนองสองห้อง  เมืองไชยธานี  นครเวียงจันทน์  (หน้า 100) แสดงอาชีพค้าขายของชาวม้งบ้านท่าดินแดงเมืองไชยธานี  นครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 102) แสดงอาชีพค้าขายของชาวม้งบ้านท่าเกลี้ยงเมืองไชยธานี  แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 103) ธุรกิจการค้าไฟฟ้าเริ่มเข้ามาสู่สังคมครัวเรือนของชาวลาว ตั้งแต่สมัยยุคจินตนาการใหม่จวบจนปัจจุบัน (หน้า 159)  การทำไร่เป็นเศรษฐกิจยังชีพแบบดั้งเดิมของชนเผ่าม้งบ้านต๊า  เมืองแปก  แขวงเชียงขวาง (หน้า 160)สภาพร้านค้าแบบดั้งเดิมบริเวณบ้านท่าดินแดง  เมืองไชยธานี  นครหลวงเวียงจันทน์  ร้านค้าเช่นนี้คือแหล่งกระจายสินค้าจากโลกภายนอก เข้าสู่เขตชนบทของลาว (หน้า 161)การผลิตกระดาษสาเพื่อการจำหน่ายของชนเผ่าม้ง ในบริเวณใกล้ตัวเมืองแปก แขวงเชียงขวาง  อาชีพนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยยุคจินตนาการใหม่ (หน้า 162) เบียร์ลาว อุตสาหกรรมใหม่ของลาว (หน้า 165) ธุรกิจทางด้านโทรคมนาคมกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวลาว  (หน้า 166) การใช้เครื่องเซ่นจากระบบเศรษฐกิจใหม่ของลาว สื่อให้เห็นถึงประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพิธีกรรมการตาย ในปี ค.ศ. 2012(หน้า 167) หินลับมีดที่ใช้สำหรับลับคมของขวานและมีด ก่อนที่จะนำไปตัดต้นไม้ทำโลงศพ (หน้า 171)  ตะกร้าใส่สิ่งของสำหรับการเดินป่าของชนเผ่าม้ง (หน้า 171)  ลักษณะจำลองวิธีการตัดไม้เพื่อนำมาใช้ทำโลงศพของชนเผ่าม้งทั้งสองแบบ คือการตัดแบบทิศทางเดียว (ก) และการตัดแบบสองทิศทาง (ข) ภาพลายเส้นโดย อดิศักดิ์  สาศิริ (หน้า 172) การเตรียมศพและการบรรจุศพของผู้ตายลงในโลงศพ ก่อนที่จะนำขึ้นสู่แท่นบูชาของชนเผ่าม้งในบ้านหนองสองห้อง แขวงนครหลวงเวียงจันทน์  (หน้า 173)  ยุ้งฉางเก็บเสบียงแบบที่อยู่ภายนอกบ้านของชนเผ่าม้งในบริเวณบ้านต๊า เมืองแปก แขวงเชียงขวาง (หน้า 174) การเตรียมฟืนและถ่านหุงข้าวเพื่อดูแลแขกในงานศพของชนเผ่าม้งในงานศพนางน่างซือ ย่างบ้านคังโดน  แขวงเชียงขวาง (หน้า 175) เนื้อหมูที่ชำแหละแล้วรอปรุงเป็นอาหารเพื่อเลี้ยงต้อนรับแขกในบริเวณบ้านคังโดน  แขวงเชียงขวาง (หน้า 176) การประกาศข่าวการตายโดยการติดป้ายประกาศ ในแขวงหลวงพระบางของนางเก้ยลี เมืองหลวงพระบาง แขวงหลวงพระบาง (หน้า 176) การจัดเตรียมสถานที่เพื่อรอการบูชาศพของเด็กชายตั๊วท่อ บ้านท่าดินแดง  แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 178) แสดงรูปแบบการจัดเตรียมสถานที่เพื่อรอการบูชาศพที่สมบูรณ์ของชนเผ่าม้ง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (หน้า 179) แสดงการจัดเตรียมชุดประจำเผ่าเพื่อใช้ในพิธีศพของตนเองของหญิงสาว บ้านท่าเกลี้ยง แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 181) แสดงเสบียงคือข้าว (ก) และฟืน (ข) ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบปัจจัยในการปรุงอาหารต้อนรับแขกในพิธีกรรมการตายของชนเผ่าม้ง ในบ้านหนองสองห้อง เมืองไชยธานี  นครหลวงเวียงจันทน์  (หน้า 183) แสดงสัตว์เลี้ยงที่ใช้เป็นอาหารในพิธีกรรมการตายของชนเผ่าม้งบ้านคังโดน เมืองแปก  แขวงเชียงขวาง คือหมู (ค) และวัว (ง) (หน้า 184) แสดงการบูชาศพโดยการเป่าก๊าง บ้านโคกหว้า  เมืองหลวงพระบาง  แขวงหลวงพระบาง (หน้า 187) การเรียกขวัญผู้ตายในบ้านโคกหว้า  เมืองหลวงพระบาง  แขวงหลวงพระบาง (หน้า 188) การเคารพวิญญาณผู้ตาย โดยลูกหลานในบ้านโคกหว้า  เมืองหลวงพระบาง แขวงหลวงพระบาง (หน้า 189) การตีกลอง และเป่าก๊างบูชาศพในบ้านคังโดน เมืองแปก  แขวงเชียงขวาง (หน้า 191) การคำนับวิญญาณผู้ตายของลูกหลานและญาติมิตร บ้านหนองสองห้อง  เมืองไชยธานี แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 193) การสวดลำนำ และการปัดแมลงเพื่อดูแลรักษาศพ บ้านหนองสองห้อง  เมืองไชยธานี  แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 194) การชำระล้างมลทิน  บ้านหนองสองห้อง  เมืองไชยธานี  แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 195) รูปแบบการเตรียมดร๊า เพื่อใช้ในพิธีกรรมการบูชาศพ (หน้า 197) วัตถุที่มองเห็นแบบภายนอกในพิธีกรรมการบูชาศพ (หน้า 199) (ก) และ (ข) แสดงกระดาษสา และรูปแบบ (หน้า 200) ของกระดาษสาที่ถูกตัด และตบแต่งเรียบร้อยแล้ว ในพิธีกรรมการบูชาศพ (หน้า 200) (ก) และ (ข) แสดงการผลิตกระดาษสาในเมืองแปก แขวงเชียงขวาง  (หน้า 201) แสดงกระดาษสาที่ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นแล้วในเมืองแปก แขวงเชียงขวาง (หน้า 201) แสดงการวางหน้าไม้ไว้ยังบริเวณด้านเท้าผู้ตาย ในพิธีกรรมการบูชาศพ บ้านหนองสองห้อง  นครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 202) (ก) และ (ข) ลักษณะของหน้าไม้ และลูกดอกที่ใช้ในพิธีกรรมการบูชาศพ (หน้า 203)  ถังใส่อาหารที่วางอยู่ด้านเท้าของผู้ตาย  บ้านหนองสองห้อง  เมืองไชยธานี นครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 204) กระดาษเงินกระดาษทองที่ร้อยและแขวนไว้เหนือโลงศพ บ้านโคกหว้า เมืองหลวงพระบาง แขวงหลวงพระบาง (หน้า 205) ไม้ไล่แมลงในพิธีบูชาศพ (ก) และลักษณะของไม้ (ข) ภาพลายเส้น โดยอดิศักดิ์  สาศิริ (หน้า 206) แคร่หามศพแบบไม้สองท่อนในบริเวณใต้โลงศพ บ้านหนองสองห้อง  เมืองไชยบุรี  นครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 207)  แสดงลักษณะแคร่หามศพแบบไม้สองท่อน (หน้า 208) (ก) และ (ข) แสดงมีดพร้าที่วางอยู่ด้านเท้าของผู้ตาย และลักษณะบ้านหนองสองห้อง เมืองไชยธานี  นครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 208) แสดงท่อนไม้ที่ใช้หนุนโลงศพ บ้านหนองสองห้อง เมืองไชยธานี นครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 209) แสดงลักษณะม้านั่งที่ใช้หมุนโลงศพ บ้านหนองสองห้อง เมืองไชยธานี  (หน้า 210) แสดงลักษณะกระถางธูปในพิธีศพของชนเผ่าม้ง บ้านหนองสองห้อง  เมืองไชยธานี  นครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 211) แสดงลักษณะโลงศพของชนเผ่าม้ง  บ้านหนองสองห้อง เมืองไชยธานี  นครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 211) โลงศพของชนเผ่าม้ง (หน้า 212)  การเคลื่อนไหวโลงศพเพื่อนำไประกอบพิธีฝังของชนเผ่าม้ง  แม่น้ำอู  แขวงเชียงขวาง (หน้า 213) การขุดหลุมศพในพิธีกรรมการฝังของชนเผ่าม้ง  แม่น้ำอู  แขวงหลวงพระบาง  (หน้า 214)  การเคลื่อนโลงศพลงเรือเพื่อนำไปประกอบพิธีฝังของชนเผ่าม้ง  แม่น้ำอู  แขวงหลวงพระบาง  (หน้า 215)  การกำหนดทิศในพิธีฝังของชนเผ่าม้ง  แม่น้ำอู  แขวงหลวงพระบาง  (หน้า 216) การขยับฝาโลงศพ และการคารวะก่อนการฝังศพ  แม่น้ำอู (หน้า 217) หลุมฝังศพที่กลบดินเรียบร้อยแล้ว  แม่น้ำอู (หน้า 217) การคารวะศพภายหลังจากการฝัง  แม่น้ำอู  แขวงหลวงพระบาง  (หน้า 218) แสดงลักษณะการเตรียมหลุมฝังศพ (ข) หลุมฝังศพที่เตรียมพร้อมสำหรับการฝังบ้านหนองสองห้อง  เมืองไชยธานี  แขวงนครหลวงเวียงจันทน์  (หน้า 219) แสดงลักษณะหลุมฝังศพของชนเผ่าม้ง (หน้า 219) แสดงลักษณะการจัดวางโลงศพของชนเผ่าม้งก่อนการฝัง (หน้า 220)  ส่วนประกอบของสิ่งของ และโลงศพในขั้นตอนในขั้นตอนการบูชาศพ (หน้า 221) แสดงลักษณะแคร่หามศพแบบสานขัด (หน้า 222) แสดงลักษณะเส้นลักษณะแคร่หามศพแบบสานขัด (หน้า 222) การจุดมัดลำไม้ไผ่แห้งบูชาศพก่อนการฝัง (หน้า 223) ลายเส้นมัดลำไม้ไผ่แห้ง (หน้า 223) การจัดเตรียมน้ำส้มป่อย และน้ำขมิ้นเพื่อใช้ชโลมศพ  บ้านหนองสองห้อง  แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 226)  กระบอกที่ใส่น้ำส้มป่อย และน้ำขมิ้นเพื่อใช้ชโลมศพ  บ้านหนองสองห้อง (หน้า 227) การชโลมศพด้วยน้ำส้มป่อย และน้ำขมิ้น บ้านหนองสองห้อง  แขวงนครเวียงจันทน์ (หน้า 228)  น้ำอัดลม คือเครื่องเซ่นไหว้ยุคใหม่  ที่มากับเศรษฐกิจยุคจินตนาการใหม่ (หน้า 230)   มีดสั้นที่ถูกบรรจุลงในโลงศพ (หน้า 231)พวงหรีด วัตถุในพิธีศพที่มาพร้อมเศรษฐกิจยุคจินตนาการใหม่บ้านพังโคน  เมืองแปก  แขวงเชียงขวาง (หน้า 232) การใช้พวงหรีดในพิธีกรรมการฝังศพ แม่น้ำอู แขวงเชียงขวาง (หน้า 233) รถบรรทุกศพซึ่งมีเครื่องขยายเสียง บ้านโคกหว้า  เมืองหลวงพระบาง  (หน้า 234) ขบวนรถบรรทุกญาติของผู้ตายบ้านโคกหว้า  เมืองหลวงพระบาง แขวงหลวงพระบาง (หน้า 235)  การจัดเลี้ยงอาหารให้กับแขก,สถานที่เตรียมอาหารบริเวณเต็นท์  บ้านโคกหว้า  เมืองหลวงพระบาง  แขวงหลวงพระบาง (หน้า 236) เบียร์ลาว เครื่องเซ่นไหว้สำคัญในพิธีศพยุคปัจจุบัน (หน้า 237) นางคำมโนแจ้ง ผู้จัดเตรียมอาหารแขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 238)นางจือ ย่าง ผู้จัดเตรียมอาหารแขวงหลวงพระบาง  (หน้า 239) ท้าวเจียหลือ หา ผู้จัดเตรียมอาหารแขวงเชียงขวาง  (หน้า 240) การจัดเตรียมอาหารในพิธีศพแขวงนครเวียงจันทน์ (หน้า 241) การจัดเตรียมอาหารในพิธีศพแขวงเชียงขวาง (หน้า 242)  การจัดเตรียมอาหารในพิธีศพแขวงหลวงพระบาง (หน้า 242) ยุ้งฉางและฟืนที่ใช้ในการเตรียมอาหารในพิธีศพ เสาของยุ้งฉางทำจากเปลือกลูกระเบิดของอเมริกา  แขวงเชียงขวาง  (หน้า 243) ฟืนที่ใช้ในการเตรียมอาหารในพิธีศพ  แขวงหลวงพระบาง (หน้า 244) ฟืนที่ใช้ในการเตรียมอาหารในพิธีศพ  แขวงนครหลวงเวียงจันทร์ (หน้า 244) ครกตำข้าวที่ใช้ในการเตรียมอาหารในพิธีศพ แขวงเชียงขวาง (หน้า 245) โลงศพและการจัดเครื่องเซ่น เพื่อบูชาศพในบริเวณแขวงนครหลวงเวียงจันทร์ (หน้า 246) โลงศพและการจัดเครื่องเซ่นเพื่อบูชาศพในบริเวณแขวงเชียงขวาง (หน้า 246) โลงศพและการจัดเครื่องเซ่นเพื่อบูชาศพในบริเวณแขวงหลวงพระบาง (หน้า 247) การบูชาศพในบริเวณแขวงหลวงพระบาง (หน้า 248) การบูชาศพในบริเวณแขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 249) การบูชาศพในบริเวณแขวงเชียงขวาง (หน้า 249)  การใช้เรือในพิธีฝังศพ แขวงหลวงพระบาง (หน้า 251) การฆ่าวัวเพื่อบูชาศพ ณ ที่ฝังศพ แขวงเชียงขวาง (หน้า 252) เนื้อวัวบูชาศพ (หน้า 252) หลุมฝังศพ และโลงศพแขวงเชียงขวาง  (หน้า 253) หลุมฝังศพและโลงศพ แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ (หน้า 254) หลุมฝังศพ และโลงศพแขวงหลวงพระบาง (หน้า 254)  
              

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 07 มิ.ย 2562
TAG งานศพ, สังคม, ม้ง, แขวงเชียงขวาง, แขวงหลวงพระบาง, แขวงนครหลวงเวียงจันทน์, ประเทศลาว, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง