ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject บทเพลง งานศพ สังคม วัฒนธรรม ม้ง เชียงใหม่
Author ณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์, ฤชุ สิงคเสลิต และรัศมี เอื้ออารีย์ไพศาล
Title เค่งและเพลงในพิธีตฺจอ ผลี่ของชนเผ่าม้ง
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text -
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  Total Pages 69 Year 2558
Source มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Abstract

เนื้อหาของงานเขียนกล่าวถึงการศึกษาเรื่อเค่ง และเพลงในพิธีตฺจอ ผลี่ ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ที่อยู่บ้านแม่ตะละ ตำบลยั้งเมิน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดพิธีตฺจอ ผลี่นี้ จะจัดเมื่อเจ้าภาพมีความพร้อม เช่นกรณีศึกษา เป็นงานเชิญวิญญาณของนายหยังเกอะ แซ่ย่าง ที่เสียชีวิตเมื่อ5ปีที่แล้ว ที่ใช้เป็นพิธีศึกษาในครั้งนี้ พิธีตฺจอ ผลี่ เป็นพิธีเชิญวิญญาณ และส่งวิญญาณของผู้วายชนม์ไปปรโลก ในการทำพิธีตฺจอ ผลี่จะใช้เครื่องดนตรีสองอย่าง ได้แก่ เค่งเพื่อสื่อสารกับวิญญาณ กับกลองเชิญวิญญาณ ที่เรียกว่า ตฺจั่วเพื่อเชิญวิญญาณ ซึ่งตามความเชื่อของม้งนั้นเชื่อว่า เค่งเป็นเครื่องดนตรีสำหรับนำทางวิญญาณ ตฺจั่วตีเชิญวิญญาณตามหลัง เค่ง หรือ ฮฺเด่ง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลม มีตำนานมาจากม้งไม่อยากเป็นอมตะ เพราะในนิทานปรัมปราม้งเคยเห็นเสือนอนตายสองตัว จึงต้องการตายเหมือนเสือ ฉะนั้นผีฟ้าจึงบอกให้ม้งทำเค่งเป่าเพื่อนำวิญญาณของเสือนั้นก่อน จึงเป็นที่มาของการเป่าเค่งเพื่อเชิญวิญญาณ  ดนตรีในพิธีตฺจอ ผลี่ เป็นดนตรีพิธีกรรมเกี่ยวกับวิญญาณ เพลงที่เล่นในพิธีตฺจอ ผลี่ ม้งจะไม่นำไปเล่นในพิธีอื่นเพราะถือว่าไม่เป็นมงคล 

Focus

          เพื่อศึกษาสังคมและวัฒนธรรมของม้ง,ศึกษาดนตรีพิธีกรรมในพิธีตฺจอ ผลี่     และวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพ ระบบเสียงและบทเพลงเค่ง (หน้า 2) 

Theoretical Issues

ทฤษฎีมินิมาลลิสต์ มิวสิค (Minimalist  Music)
          ผู้เขียนนำมาเป็นแนวทางในการศึกษาพิธีตฺจอ ผลี่ สำหรับทฤษฎีนี้มีโครงสร้างดังนี้  1) ชีพจรเพลงเสมอต้นเสมอปลาย (steady pulse)   2) บันไดเสียงแจ่มชัด (clear tonality)  3) กระสวนทำนองสั้นๆ ซ้ำๆ  (short  melodic pattern)  4) ความยาวเสถียรของความดังเบา  พื้นผิว กับการประสานเสียง (constant  long  stretches  of time of dynamic level  texture  and harmony) ทฤษฎีนี้เกิดขึ้นเมื่อ  ค.ศ.1960 อันมีหลักเพื่อการเข้าสู่ภวังค์ (trancelike  effect) หรือ การสะกดจิต (hypnotic effect)ที่ได้รับอิทธิพลจากดนตรี non-westernที่เริ่มต้นจากที่ชาวตะวันตกไปศึกษาค้นคว้าด้านดนตรีในดินแดนต่างๆ ได้แก่ แอฟริกา  อินเดีย และบาหลี เป็นต้น  (หน้า 6) 

Ethnic Group in the Focus

ม้ง
          “ม้ง” หรือแม้ว เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บนดอยสูง เป็นพื้นที่มีอากาศหนาวเย็นทั้งปี ชอบตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แหล่งต้นและต้นน้ำ แต่เดิมม้งตั้งรกรากอยู่ในมณฑลไกวเจา  ยูนนาน  กวางสี  หูหนาน และพื้นที่อื่นๆ ของประเทศจีน  คนจีนเรียก “ม้ง” ว่า “แม้ว” จากบันทึกของจีนระบุว่า ที่อยู่ดั้งเดิมของม้งอยู่เหนือสุดของโลก มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งยาวนาน 4000กว่าปี  กลุ่มชาติพันธุ์ม้งได้ย้ายที่อยู่ลงดินแดนทางใต้จนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของประเทศจีนในทุกวันนี้ แต่เนื่องจากอยู่รวมกลุ่มกับคนหลากหลายชาติพันธุ์และอยู่ในพื้นที่ปกครองของจีน ดังนั้นจึงทำให้ม้งต่อสู้กับคนจีนเรื่อยมา (หน้า 8)
          เนื่องจากม้งอยู่ในพื้นที่ประเทศจีนจึงทำให้ประสบปัญหาในการดำเนินชีวิต เช่นช่วงที่พรรคก๊กมินตั๋งเป็นรัฐบาลปกครองประเทศจีน ได้ห้ามกลุ่มชาติพันธุ์ม้งใช้ภาษาม้งและแต่งกายแบบม้ง เนื่องจากต้องการเสรีภาพดังนั้นม้งจึงอพยพลงทางใต้ไปที่พื้นที่ของประเทศพม่า  ประเทศลาว และประเทศเวียดนาม  (หน้า 8)  
          เมื่อม้งเข้าไปอยู่ในเขตเวียดนามได้ต่อสู้กับคนเวียดนามหลายครั้ง นอกจากนี้ที่ดินในเวียดนามยังเป็นที่ราบดังนั้นม้งจึงอพยพอีกครั้งเพื่อแสวงหาที่ดินที่เป็นภูเขาและอากาศหนาวเย็น  (หน้า 8) หลัง พ.ศ. 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง กลุ่มม้งที่ย้ายครอบครัวเข้าไปอยู่ประเทศลาว ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทย โดยอยู่ในจังหวัดเชียงราย  จังหวัดน่าน และจังหวัดเลย  (หน้า 9)  ม้งในประเทศไทยมีสามกลุ่ม ได้แก่ (หน้า 10) ม้งสีน้ำเงิน กลุ่มนี้มีชื่อเรียกต่างๆเช่น ม้งเขียว  ม้งดำ ม้งลาย กลุ่มนี้มีจำนวนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ (หน้า 10) ม้งขาว  (หน้า 10) ม้งกั่วบั๊ง หรือม้งกวมบีวา (หน้า 10)
          ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ม้งบ้านแม่ตะละ  ตำบลยั้งเมิน  อำเภอสะเมิง  จังหวัดเชียงใหม่ เป็นกลุ่มม้งสีน้ำเงิน ซึ่งกลุ่มม้งเรียกกลุ่มตนเองว่า “ม้งจั๊ว”  หรือ “ม้งลาย” ม้งในหมู่บ้านมีสองแซ่ ได้แก่  แซ่ย่าง กับแซ่เฒ่า มีบรรพบุรุษอพยพมาจากประเทศจีน  ผู้ให้ข้อมูลบางส่วนกล่าวว่า ก่อนที่จะย้ายมาหมู่บ้านนี้ เคยอยู่ที่อำเภอฝางมาก่อน  ซึ่งในเวลานั้นคือช่วงที่ทหารญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทย (หน้า 17,18) 

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาม้ง  
          งานเขียนได้กล่าวถึงภาษาและวัฒนธรรมม้งเมื่อครั้งอยู่ในประเทศจีนว่า ในช่วงที่รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งมอำนาจปกครองประเทศจีน ได้มีคำสั่งห้ามไม่ให้ใช้ภาษาม้ง และแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าม้ง ม้งบางส่วนที่ไม่ยอมรับคำสั่งห้ามดังกล่าวจึงโยกย้ายที่อยู่ เข้าสู่ดินแดนพม่า  ลาว  เวียดนาม และประเทศไทย (หน้า 1) จากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของม้ง ได้ต่อสู้กับจีนอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่จีนกดดันม้งมากที่สุดคือเรื่องภาษา และวัฒนธรรม สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ม้งบางส่วนไม่อาจยอมรับได้ จึงอพยพเคลื่อนย้ายไปยังดินแดนต่างๆ เพื่อแสวงหาที่อยู่ใหม่ที่ให้อิสระในการใช้ภาษาและวัฒนธรรม (หน้า 8)

Study Period (Data Collection)

พิธีตฺจอ ผลี่ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 13ธันวาคม พ.ศ.2541 (หน้า 19 

History of the Group and Community

ความเป็นมาของม้ง  
          ในอดีตกลุ่มชาติพันธ์ม้งตั้งรกรากอยู่ในประเทศจีน ในภายหลังได้โยกย้ายที่อยู่เข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทย ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  (หน้า  ข  บทคัดย่อ) รายงานระบุว่า ม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บนภูเขาสูงที่มีอากาศหนาวเย็นทั้งปี ที่อยู่เดิมของม้งอยู่ในประเทศจีนบริเวณที่ราบสูงไซบีเรีย  ธิเบต และมองโกเลีย กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง มีความเป็นมาที่ยาวนานแต่ไม่ได้มีการจดบันทึกไว้ เพราะม้งไม่มีภาษาเขียน ในขณะที่ความเป็นมาของม้งปรากฏในประวัติศาสตร์ของจีนมีความยาวนาน  ไม่น้อยกว่า ห้าพันปี กลุ่มม้งที่อยู่ในประเทศจีนได้ต่อสู้กับจีนหลายครั้ง สำหรับกลุ่มที่พ่ายแพ้ กลุ่มม้งที่ยังอยู่ในจีนยอมปรับวิถีชีวิตและยอมรับวัฒนธรรมประเพณีของจีน และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่โยกย้ายที่อยู่ไปยังดินแดนใหม่ ซึ่งจากหลักฐาน พ.ศ. 1769-2454 พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง มีที่อยู่ที่มณฑลไกวเจา  ฮุนหนำ  กวางสี และยูนนาน พื้นที่เหล่านี้กลุ่มม้งเคยอยู่มาก่อน ก่อนที่ที่ย้ายครอบครัวมาอยู่ในอินโดจีน (หน้า 1)  

Settlement Pattern

บ้านเรือนของม้ง
          บ้านของม้งที่ประกอบพิธีตฺจอ ผลี่ เป็นบ้านชั้นเดียว มุงสังกะสี ฝาบ้านกั้นด้วยไม้กระดาน กลางบ้านตั้งเสาเอกไว้หนึ่งต้น  ตรงกลางมีคานไม้เชื่อกับเสาเอก ประตูทางเข้ามีหนึ่งบาน อยู่ทางทิศใต้ ตัวบ้านไม่มีหน้าต่าง สำหรับการระบายอากาศภายในบ้านจะให้ลมผ่านทางช่องไม้ที่กั้นเป็นฝา สำหรับการใช้สอยพื้นที่ภายในบ้านแบ่งการใช้สอยออกเป็นส่วนต่างๆ คือ ห้องนอนอยู่ด้านมุมซ้ายทางทิศใต้กั้นเป็นห้อง, ที่ทำครัวอยู่มุมซ้ายทางทิศเหนือ, บริเวณที่ใช้ต้อนรับแขกจะตั้งแคร่ไว้ทางมุมขวาทางด้านทิศใต้ แคร่ไม้ไผ่ตั้งไว้ใกล้กับกองไฟ เพื่อผิงคลายความเหน็บหนาว ส่วนบริเวณกลางบ้านใช้เป็นที่นั่งกินข้าว นั่งเล่นพักผ่อน  งานเขียนระบุว่า ถ้าหากมองผ่านทางประตูเข้าไปยังตัวบ้าน  ที่บริเวณผนังบ้านทางด้านเหนือ ตรงกับประตูจะมีกระดาษสาติดกับขนไก่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของผีบ้าน  (เรื่อง ภาพและแผนผังหน้า 21)
          เมื่อมีการจัดพิธีตฺจอ ผลี่มีพื้นที่บ้าน 15ตำแหน่งที่ข้องเกี่ยวกับการประกอบพิธี และมีส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการทำพิธีได้แก่ ห้องนอน เตาไฟ และที่ทำครัว  ในการทำพิธี      ตฺจอ ผลี่ ผู้ชายจะทำพิธี ส่วนผู้หญิจะนั่งดูที่บริเวณทำครัว สำหรับตำแหน่งต่างๆ ประกอบด้วย  (หน้า 22)
          1)  คลั๊งเญ้ หรือผีเรือน ติดที่ผนังระดับสูงกว่าศีรษะ (หน้า 22)
          2)  รูปของนายหยังเกอะ แซ่ย่าง แขวนที่ผนังใต้ผีเรือน
          3)  ม้านั่งของวิญญาณนายหยังเกอะ
          4)  โก๊ว้าง หรือเครื่องพิธีสัญลักษณ์
          5)  โต๊ะรับแขก (หน้า 22)
          6)  ตฺจั่ว “กลองเชิญดวงวิญญาณ”
          7)  ญิ่ง ตฺจั่ว เสาค้ำกลองเชิญวิญญาณ
          8)  เสาเอกค้ำกลางบ้าน
          9)  แคร่สำหรับวางอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำพิธี
          10) แคร่รับแขก (หน้า 22)
          11) โต๊ะ เก้าอี้ ให้แขกนั่ง
          12)  เตาผิงไฟ และเป็นที่ต้มน้ำชา
          13)  แคร่พิธีนอกตัวบ้าน
          14)  เพิงที่ผูกหมู
          15)  ลานฆ่าและชำแหละหมูที่ใช้ทำกับข้าว (หน้า 22 แผนผัง หน้า 21) 

Demography

ประชากรม้ง
          จากข้อมูลเมื่อ พ.ศ. 2541 ระบุว่า  ม้งอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน 223  หมู่บ้าน, 15177หลังคาเรือน  มีประชากรทั้งหมด 118,779 คน  หรือ 15.77 เปอร์เซ็นต์ ของเก้ากลุ่มชาติพันธุ์  กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง อาศัยอยู่ใน 13 จังหวัด (หน้า 1, 18) ได้แก่
          กำแพงเพชร  ประชากร 3345คน  432 หลังคาเรือน  หกหมู่บ้าน  (ตารางหน้า 9)
          เชียงราย       มี 25,018 คน  3,537 หลังคาเรือน  50 หมู่บ้าน
          เชียงใหม่       มีจำนวน 19,011 คน  2,026 หลังคาเรือน  54 หมู่บ้าน
          ตาก              ประชากร 20,437คน  2,878หลังคาเรือน  35หมู่บ้าน
          น่าน            ประชากร 20,613คน  2,302หลังคาเรือน  19หมู่บ้าน
          พิษณุโลก     มีจำนวน 5,845 คน  783 หลังคาเรือน  เจ็ดหมู่บ้าน
          เพชรบูรณ์    11,581คน  1,643หลังคาเรือน  16หมู่บ้าน
          พะเยา         มี 5,972 คน  743 หลังคาเรือน  เก้าหมู่บ้าน
          แพร่            ม้งมี 2,158 คน  230 หลังคาเรือน  สี่หมู่บ้าน
          แม่ฮ่องสอน  มี 2,360 คน  235 หลังคาเรือน  12 หมู่บ้าน
          ลำปาง        มี 970 คน  145 หลังคาเรือน  7 หมู่บ้าน
          เลย             มีจำนวน 806คน  125หลังคาเรือน  หนึ่งหมู่บ้าน
          สุโขทัย         ประชากร 663 คน  98 หลังคาเรือน   และ สามหมู่บ้าน
          (สำรวจเมื่อ พ.ศ. 2541ตารางหน้า 9) ประชากรม้งอยู่ในจังหวัดเชียงรายมีจำนวนมากที่สุด 25,018คน  อันดับสองอยู่ที่จังหวัดน่าน 20,613 คน  และน้อยที่สุดอยู่จังหวัดสุโขทัย จำนวน 663คน  (หน้า 10) จำนวนม้งมากเป็นอันดับสองรองจากกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในไทยมีม้งสามกลุ่มคือ ม้งน้ำเงิน  ม้งขาว  ม้งกั่วบั๊ง ส่วนม้งกรณีศึกษาที่หมู่บ้านแม่ตะละ  ตำบลยั้งเมิน  จังหวัดเชียงใหม่ เป็นม้งสีน้ำเงิน (หน้า 11) 

Economy

เศรษฐกิจ
          กลุ่มชาติพันธุ์ม้งส่วนใหญ่ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ในอดีตม้งปลูกฝิ่น แต่ต่อมามีโครงการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่นในโครงการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นจึงเปลี่ยนมาปลูกพืชเมืองหนาว  ส่วนพืชไร่ที่ปลูกได้แก่ ข้าวโพด  ข้าวฟ่าง  มันเทศ  ฝ้าย กะหล่ำ  ฟักทอง และอื่นๆ (หน้า 11) สำหรับกิจกรรมเพราะปลูกในรอบปีมีดังนี้
          ธันวาคม  เสาะหาพื้นที่ทำไร่แห่งใหม่ (ตารางหน้า 11)
          มกราคม ถึงกุมภาพันธุ์        ถางไร่ เตรียมพื้นที่เพาะปลูก (หน้า 11)
          มีนาคม ถึงเมษายน             เผาไร่ ทำความสะอาดไร่ (หน้า 11)
          พฤษภาคม ถึงมิถุนายน       ปลูกข้าว  ข้าวโพด ส่วนพืชผัก ได้แก่ ฟักทอง  ผักกาดเริ่มให้ผลผลิต (หน้า 11)
          กรกฎาคม ถึงสิงหาคม         ดายหญ้าในไร่ข้าว  (หน้า 11)
          กันยายน ถึงตุลาคม             ดูแลพืชที่ปลูกในไร่  เก็บเกี่ยวข้าว หากยังมีการปลูกฝิ่น ก็เริ่มกิจกรรมเกี่ยวกับ                                                      ฝิ่น ในไร่ข้าวโพด (หน้า 11)
          ตุลาคม ถึงพฤศจิกายน        เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวในไร่  ต้นฝิ่นเริ่มโตในไร่ข้าวโพด หลังจากเริ่มตัดตอข้าวโพด                                                       (หน้า 11)
          ธันวาคม ถึงมกราคม          เมื่อเกี่ยวข้าวในไรแล้วก็นวดข้าว กรีดยางฝิ่น  เก็บเมล็ดฝิ่นเก็บเมล็ดพันธุ์ผัก                                                        (ตารางหน้า 11) ทุกวันนี้ ม้งเลิกปลูกฝิ่นแล้ว โดยเปลี่ยนมาปลูกพืชทดแทนการ                                                     ปลูกฝิ่น (หน้า 12)
 
ขนมแป้งดฺจั๋ว หรือ (น) หยัว
          วิธีการทำ ม้งจะนำข้าวเหนียวนึ่ง ที่นึ่งจนสุกนำมาเทที่รางไม้ ที่ขุดจากไม้กว้างประมาณหนึ่งฟุต ยาวสามฟุต แล้วทุบด้วยไม้กระทั่งข้าวเละเหนียว ต่อมาก็จะปั้นเป็นก้อนกลมใหญ่กว่ากำมือ แล้ววางลงที่ใบตอง จากนั้นก็พับใบตองทับก้อนแป้งจนแบน ขนมแป้งหากยังร้อนก็กินได้ทันที บางครั้งม้งจะนำไปผิงไฟจนสุกหอมแป้งจะพองดูน่ากิน  ส่วนบางคนจะเอาขนมแป้งดฺจั๋ว ใส่น้ำตาลทราย น้ำอ้อย หรือนมข้น เวลากินเพื่อเพิ่มความอร่อย  ขนมแป้งเจ้าของบ้านจะใช้เป็นของฝากเมื่อมีญาติพี่น้องมาเยี่ยม(หน้า 15)
 
การเลี้ยงอาหารแขกเหรื่อที่มาร่วมงานพิธีตฺจอ ผลี่
          เจ้าภาพจะจัดเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน และต้อนรับอย่างเต็มที่ ส่วนญาติของผู้ล่วงลับที่ค่อนข้างมีอายุก็จะมานั่งร่วมรับประทานอาหารกับแขกด้วยเช่นกัน (หน้า 32) สำหรับแท่นพิธีที่ตั้งอยู่นอกตัวบ้านจะวางเหล้าข้าวโพดและอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อหมู ส่วนถ้วยเหล้าจะเหลือเฉพาะถ้วยกระเบื้อง ส่วนถ้วยเหล้าไม้ไผ่ได้ทิ้งหลังจากที่ทำพิธีเชิญวิญญาณเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเที่ยงวัน แขกที่มางานจะร่วมดื่มเหล้า พบปะพูดคุย ระหว่างที่เลี้ยงอาหารจะไม่ตีกลองหรือเปล่าเค่ง สำหรับแขกที่เพิ่งมา ก๋าสึก็จะต้อนรับด้วยเหล้าข้าวโพด แล้วให้แสดงความเคารพผู้ล่วงลับเช่นเดียวกับพิธีในช่วงเช้า  (หน้า 33)

Social Organization

สังคม
          โครงสร้างสังคมแบ่งเป็นสองอย่างคือ สังคมที่ปรับตัวตามสภาพสังคม การเมืองและการปกครองของไทย กับสังคมกลุ่มชาติพันธุ์ม้งแบบเก่า ที่ยังใช้แซ่ โดยมีผู้ชายทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว  (หน้า ข  บทคัดย่อ) เมื่อพ่อเสียชีวิต ลูกชายคนโตก็จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทนพ่อ ในครอบครัวม้งบางตระกูลจะถือว่า หากฝ่ายชายที่แต่งงานและเคยอยู่ร่วมครอบครัวเดียวกัน  หากพ่อเสียชีวิต ลูกชายนั้นต้องแยกครอบครัวออกไปสร้างบ้านหลังใหม่  ส่วนลูกชายที่มีอายุมากที่สุดที่ยังไม่ได้แต่งงานก็จะมารับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวต่อจากพ่อ  แต่ถ้ายังเหลือลูกชายคนเล็ก และถ้าลูกคนนี้แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ก็มีสิทธิ์ที่จะครอบครองบ้านเดิมของพ่อ (หน้า 12)  
          กลุ่มชาติพันธุ์ม้งถือแซ่ตระกูลเหมือนคนจีน สำหรับม้งในไทยประกอบด้วย     13แซ่ ดังนี้  แซ่ว่าง, แซ่ย่าง, แซ่ลี, แซ่ท่อ, แซ่ซ่ง, แซ่เฮ่อ, แซ่วื่อ, แซ่จาง, แซ่ค้าง, แซ่หมั่ว, แซ่เล่า, แซ่กง และแซ่เส นอกจากนี้ยังพบม้งแซ่อื่นในพื้นที่ต่างๆ เช่นที่อำเภอฃพญาเม็งราย  จังหวัดเชียงราย มี แซ่ถือ กับแซ่ฉ้อง ที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ กับอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีแซ่หว้า แต่ที่อำเภอยั้งเมิน  อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่  สำหรับที่ตำบลยั้งเมิน  อำเภอสะเมิง  จังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นหมู่บ้านกรณีศึกษามี แซ่ย่างกับแซ่เฒ่า  (หน้า 12) กลุ่มม้งแต่ละตระกูลแซ่นั้นอาจแต่งงานกันได้ แต่ห้ามหนุ่ม สาวที่มีแซ่เดียวกันแต่งงานกันอย่างเด็ดขาด (หน้า 13)  
           ในการศึกษาเรื่องการจัดพิธีตฺจอ ผลี่ ได้ทำพิธีเชิญวิญญาณและส่งวิญญาณนายหยังเกอะ  แซ่ย่าง สำหรับคนที่เป็นเครือญาติและเกี่ยวข้องกับการทำพิธีประกอบด้วย   
          1) นายหยังเกอะ  แซ่ย่าง เสียชีวิตด้วยโรคชรา ในวัย 80กว่าปี เมื่อประมาณ ห้าปีที่แล้ว  นายหยังเกอะมีคู่ชีวิตชื่อนางยิ้ง  แซ่ย่าง  เสียชีวิตมาหลายปีแล้ว ครอบครัวของนายหยังเกอะ นับถือศาสนาพุทธ และนับถือผีเหมือนเช่นสมัยปู่ย่า ตายาย (หน้า 20)
          2) นายละสุ  แซ่ย่าง      น้องชายคนเล็กสุดของนายหยังเกอะ  แซ่ย่าง (หน้า 20)
          3) นายบ่อเต่ง  แซ่ย่าง       อายุ 73ปี เป็นน้องชายของนายหยังเกอะ เมื่อก่อนอยู่ที่อำเภอฝาง กระทั่งอายุได้ 14ปี จึงย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแม่ตะละ ในวันทำพิธี นายบ่อเต่ง เป็นคนเริ่มตีกลองในพิธี ตฺจอผลี่ เป็นคนที่หนึ่ง  (เรื่องและภาพ หน้า 20)
          4) นายวิชัย  พนาสันติกุล      ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6บ้านแม่ตะละ ลูกชายของนายหยังเกอะ กับนางยิ้ง  ในอดีตนับถือศาสนาพุทธและนับถือผี ในภายหลังได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์  ผู้ใหญ่วิชัย ชำนาญในการเป่าเค่ง ที่บ้านมีเค่งหนึ่งอัน (หน้า 20)
          5) นายย่า  แซ่ย่าง       ผู้สูงอายุของหมู่บ้านรับหน้าที่ต้อนรีบแขกเหรื่อที่มาร่วมงานพิธีในครั้งนี้ (หน้า 20)
          6) นายหวือ แซ่ย่าง       เป็นญาติห่างๆ ของนายหยังเกอะผู้ล่วงลับ ทำหน้าที่เป็น “ก๋าสึ” หรือเป็นผู้จัดการงานพิธี ทำหน้าที่ต้อนรับแขกเหรื่อและมอบหมายหน้าที่ให้กับแขกที่มาร่วมพิธี รวมทั้งขอบคุณคนที่มาร่วมงาน  คือว่าเป็นคนที่มีความสำคัญที่สุดในการทำพิธีตฺจอ ผลี่ (หน้า 20)
          7) นายลาต้า  แซ่เฒ่า       อายุ 68ปี เมื่อก่อนอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ภายหลังย้ายครอบครัวมาอยู่ที่บ้านแม่ตะละ ในพิธีทำหน้าที่เป็น ตฺสือ เค่ง หรือนักดนตรีเค่ง ในพิธีและมีลูกชายเป็นนักดนตรีสำรองช่วยผลัดเปลี่ยนในบางครั้ง สำหรับการฝึกเป่าเค่งนั้นนายลาต้า ฝึกมาจากครูลาซู  (หน้า 20)  โดยเป่าเค่งมาเป็นเวลา 50กว่าปี  ส่วนใหญ่แล้วนายลาต้าจะไปเป่าเค่ง เพื่อแสดงน้ำใจ และเจ้าภาพก็จะตอบแทนด้วยอาหารและเหล้า นอกจากการเป่าเค่งนายลาต้า ยังทำเค่งขายและเชี่ยวชาญเรื่องการตีมีด (หน้า 21)
 
การแต่งงาน
          ในกลุ่มชาติพันธุ์ม้งไม่อนุญาตให้คนในตระกูลเดียวกันแต่งงานกัน กรณีที่เป็นญาติห่างๆ อยู่คนละแซ่ สามารถแต่งงานกันได้ โดยฝ่ายชายจะเป็นผู้เสียค่าสินสอด หลังจากที่แต่งงานแล้ว ผู้หญิงจะเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชาย ในการแต่งงานนั้นสังคมม้ง อนุญาต ผู้ชายมีเมียได้หลายคน เนื่องจากเชื่อว่าเป็นการเพิ่มแรงงานในครอบครัว เมื่อแต่งงานแล้วก็จะมาอยู่บ้านสามี  (หน้า 16)

Political Organization

การเมืองการปกครอง
          ในหมู่บ้านของม้งมีผู้ใหญ่บ้าน หรือ “พ่อหลวง” เป็นผู้นำชุมชน  ซึ่งผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน หากเป็นม้งหรือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ  คนที่ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้นำต้องเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญ เรื่องการพูด การอ่านและเขียนภาษาไทย เป็นผู้นำหมู่บ้านดูแลความสงบเรียบร้อยและติดต่อกับหน่วยงานราชการ (หน้า 12)
            ทางการไทยได้ออกกฎหมายรับรองความเป็นพลเมืองให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ตามเงื่อนไขและข้อกำหนด เพื่อให้สัญชาติ รวมทั้งเพื่อเป็นการจัดระเบียบการปกครองดูแล (หน้า 9) สังคมของม้งถือสกุลแซ่  ผู้ชายทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว (หน้า 18)

Belief System

ศาสนาและความเชื่อ
            ม้งนับถือผี ระดับชั้นของผีแบ่งเป็นชั้นต่างๆ การนับถือผีของม้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดังนั้นจึงมีการทำพิธีเซ่นไหว้ ผีต่างๆ ที่ม้งทำพิธีเซ่นไหว้ ประกอบด้วย (หน้า 13)      
          ผีสือก๊ะ หรือ คลั๊งเญ้ (ผีเรือน)       ทำหน้าที่ปกป้องรักษาคนในครอบครัวให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข บ้านของม้งทุกหลังจะมีผีสือก๊ะ เช่นหากลูกชายคนโตที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว อยากจะแยกครอบครัวไปสร้างบ้านหลังใหม่ ผู้ที่เป็นพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็จะเอาธูปห้าดอก มาจุดเพื่อบอกผีสือก๊ะจากนั้นก็จะให้ลูกชายนำไปปัก จากนั้นลูกชายก็จะเชือดไก่เพื่อเซ่นไหว้จำนวนสามตัว ซึ่งมีความหมายดังนี้ ไก่ตัวแรกเพื่อเซ่นไหว้ผีสือก๊ะ  ตัวต่อมานั้นเพื่อเรียกขวัญสมาชิกครอบครัว  และไก่ตัวที่สามนั้นเพื่อเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ  (หน้า 13)
          ผียี่คลั๊ง          คือเสาผีที่มีหน้าที่ปกปักรักษาคนที่อยู่ในครอบครัว การบูชาเซ่นไหว้ผียี่คลั๊ง จะนำกระดาษสารทรงสี่เหลี่ยมไปติดไว้ที่เสาบ้าน หากมีสมาชิกครอบครัวเป็นไข้ไม่สบาย  ถ้าหมอผีทำพิธีแล้วทราบว่าความเจ็บป่วยนั้นเป็นเพราะการกระทำของผียี่คลั๊ง ก็จะเซ่นไหว้ผียี่คลั๊ง ด้วยหมูตัวเมียที่เคยมีลูกมาก่อน (หน้า 14)
          ผีด๊าขอสุ่(ผีเตาไฟใหญ่)        ถือว่าเป็นผีที่คอยช่วยเหลือคนในบ้าน ที่ช่วยให้ชีวิตเติบโต มีความเจริญก้าวหน้า (หน้า 14)
          ผีด้าขอจุ๊(ผีเตาไฟเล็ก)        คือผีที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีความเบิกบานใจ (หน้า 14)
          ผีตร้งต่า หรือ ผีประตู          คือผีที่ช่วยคุ้มครองไม่ให้ทรัพย์สินที่หามาได้จากการจำหน่วยผลิตผลด้านการเกษตร ต้องไหลออกนอกประตู (หน้า 14)  (หน้า 13-16)
 
พิธีตฺจอ ผลี่
            พิธีตฺจอผลี่ คือ พิธีเชิญวิญญาณและส่งวิญญาณของผู้เสียชีวิตไปปรโลก ในการทำพิธีจะใช้คือดนตรีสองอย่างคือ เค่ง สำหรับเป่าติดต่อกับดวงวิญญาณ และกลองเชิญวิญญาณ หรือ ตฺจั่ว เชิญวิญญาณ  สำหรับการเป่าเค่งนั้น ม้งเชื่อว่า เค่ง คือเครื่องดนตรีนำทางดวงวิญญาณ และ ตฺจั่วตีเชิญวิญญาณตามหลัง ในการทำพิธีตอนแรกจะตีสามชุด ชุดละสามครั้ง ส่วนชุดที่ 4จะตี 4ครั้ง และเป่าเค่ง แล้วจะตีตฺจั่ว จังหวะเดียวไปเป็นระยะๆ สักครู่ก็หยุด แต่จะเป่าเค่งไปตลอดการทำพิธี (บทคัดย่อ หน้า ข)
              การจัดพิธีตฺจอผลี่จะจัดหนึ่งครั้งหลังมีคนเสียชีวิต โดยจะจัดเวลาก็ต่อเมื่อทางเจ้าภาพมีความพร้อม ซึ่งในช่วงที่มีการเชิญดวงวิญญาณผู้ล่วงลับมารับเครื่องเซ่นไหว้และส่งดวงวิญญาณไปสู่ปรโลก และในงานก็จะเลี้ยงต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน และเลี้ยงตอบแทนก๋าสึ (หน้า 19)ที่เป็นผู้จัดการพิธีที่ทางเจ้าภาพมอบหน้าที่ให้เป็นคนดำเนินพิธีตฺจอ ผลี่  (หน้า 3)
 
ผู้จัดการพิธีกับการรับรองแขกและมอบหมายหน้าที่
            สำหรับผู้จัดการพิธีและการต้อนรับแขกและมอบหมายหน้าที่มีดังนี้ บริเวณที่จัดงานภายในบ้านที่เป็นลานดินอัดแน่น ทางด้านทิศเหนือ ตามแนวที่มีผ้าสี่เหลี่ยมหรือที่อยู่ของผีบ้านนั้นจะติดฝาผนังบ้าน  ภาพถ่ายของผู้ล่วงลับ (นายหยังเกอะ แซ่ย่าง) ม้านั่งสำหรับวิญญาณ เครื่องพิธี พื้นที่นี้เป็นพื้นที่สำคัญในการประกอบพิธี ส่วนพื้นที่ทางด้านหน้า คือส่วนที่มีการจัดกิจกรรมของผู้ที่มาร่วมงานพิธี และเป็นพื้นที่ที่ให้ตฺสือ เค่ง เป่าเค่งรับวิญญาณ และเป็นที่เซ่นไหว้ดวงวิญญาณของลูกหลานและเครือญาติของ      ผู้ล่วงลับ (หน้า 28)  ในการจัดพิธีตฺจอ ผลี่ จะมีผู้จัดการพิธี หรือ “ก๋าสึ” ในการศึกษาคือนายหวือ  แซ่ย่าง ที่เป็นเครือญาติของนายหยังเกอะ แซ่ย่าง ผู้ล่วงลับ  คนที่เป็น “ก๋าสึ”หรือการจัดงานศพส่วนใหญ่จะไม่ให้ลูกหลานหรือญาติพี่น้องใกล้ชิดทำพิธี เนื่องจากกำลังอยู่ในความเศร้าโศก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเพื่อนบ้าน การจัดงานจะให้ก๋าสึ       ทำหน้าที่ตั้งแต่เริ่มงานจนจบพิธี (หน้า 28)
          หลังจากที่เจ้าภาพได้แต่งตั้งให้นายหวือ แซ่ย่างทำหน้าที่เป็นก๋าสึ จากนั้นก๋าสึก็จะไปยืนที่โต๊ะรับรองกลางลานบ้าน ซึ่งโต๊ะนี้เป็นม้านั่ง มีถ้วยเหล้าเก้าใบวางอยู่บนนั้น  และมีขวดเหล้าข้าวโพดวางอยู่ด้านข้าง  ส่วนแขกและคนที่มาช่วยงานก็จะไปยืนล้อมเป็นครึ่งวงกลม  ซึ่งการรับรองจะรับรองครั้งละสี่คน หรือหกคน โดยจะจัดเป็นคู่  หลังจากที่แสดงความเคารพ ก๋าสึก็จะกล่าวทักทาย หากเป็นแขกที่เคยมาช่วยเหลืองานศพของผู้ล่วงลับเมื่อห้าปีที่แล้ว ก๋าสึก็จะแบ่งหน้าที่ให้ ได้แก่ งานครัว ทำอาหาร จัดเครื่องเซ่นไหว้     (เรื่องและภาพหน้า 28)  ตักน้ำตักท่า มัดหมู  ตีกลองเชิญวิญญาณ เป่าเค่ง และอื่นๆ  หลังจากแขกเหรื่อรู้ว่าตนเองได้รับมอบหมายงานอะไร แล้วก็จะคุกเข่าและกำมือ กางหัวแม่มือทั้งสองออก แยกมือแตะพื้นทั้งสองนิ้ว หกครั้ง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพผู้เสียชีวิต แล้วทุกคนก็จะลุกขึ้น แล้วก้มไปหยิบถ้วยเหล้าข้าวโพด จำนวนสองถ้วยแล้วยกเหล้าขึ้นดื่ม หลังจากที่วางถ้วยลงที่โต๊ะ ก็จะประสานมือเพื่อแสดงความเคารพอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินออกไป  แล้วแขกกลุ่มใหม่ก็จะเข้ามาแทนที่  สำหรับการดื่มเหล้าข้าวโพด  แม้ว่าก๋าสึ กับผู้ช่วยแม้ว่าจะหยิบถ้วยเหล้าทั้งสองถ้วยแต่ก็จะไม่ดื่ม แต่จะยกให้แขกเพื่อให้เกียรติ เพราะว่าก๋าสึ กับผู้ช่วยไม่อาจดื่มเหล้าได้ทุกรอบ เพราะอาจจะเมาทำให้การดำเนินงานเกิดความเสียหาย ในตอนบ่ายก๋าสึจะรินเหล้าหนึ่งถ้วยให้กับคนอื่นๆ เช่น ตฺสือ เค่ง  ผู้ช่วย และคนที่มาช่วยงานเพื่อแสดงความขอบคุณแทนเจ้าภาพที่จัดงาน  (หน้า 29)
 
 
การเชิญวิญญาณผู้ล่วงลับ
          สำหรับการเชิญดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ นอกจากเครื่องพิธีที่ใช้ในการจัดงานแทนเรือนกายของนายหยังเกอะ แซ่ย่าง นอกจากจะมีเครื่องเซ่นไหว้กับเหล้าข้าวโพดก็จะมีไม้เสี่ยงทายอีกหนึ่งคู่  ไม้เสี่ยงทายเป็นไม้ไผ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-5เซนติเมตร ยาว 12เซนติเมตร วางบนขนมดฺจั๋ว  บางครั้งก็วางด้านข้างคนทำพิธีหรือตัวแทนเชิญดวงวิญญาณ เพื่อให้มาร่วมงานและรับเครื่องเซ่นไหว้  ส่วนการเชิญวิญญาณนั้นจะประกอบพิธีในบ้านกับลานบ้าน  (หน้า 29) สำหรับแท่นพิธีที่ตั้งที่นอกตัวบ้าน แท่นไม้จะสูงประมาณหนึ่งเมตรกว่า ยาวสองเมตรเศษ กว้างประมาณ 30เซนติเมตร ใช้ตั้งเครื่องพิธีสัญลักษณ์ของผู้ล่วงลับวางไว้ตรงกลาง ส่วนด้านข้างจะวางกะละมังไก่ต้มและช้อนสองถึงสามคัน สำหรับผู้ที่มาร่วมงานจะยืนรอบแท่นพิธี  (หน้า 29) เมื่อมีการเชิญพิธีสัญลักษณ์ของผู้เสียชีวิต ก็จะไปลอดไม้ค้ำระหว่างเสากลางบ้าน แล้วออกมาที่แท่นพิธีที่ตั้งตรงกันของแท่นพิธีที่ตั้งอยู่ภายในบ้าน กับแท่นพิธีที่ตั้งบนลานนอกตัวบ้าน หลังจากที่มาถึงแท่นพิธีที่หันหน้าไปทางทิศใต้  (หน้า 30)   
             ต่อมาผู้สูงอายุสองคนก็จะประกอบพิธีแล้วจะมีชายหนุ่มเอาข้าวใส่ช้อนและผ่าไข่ต้มครึ่งฟองที่ติดเปลือกไข่ แล้วยื่นให้ผู้ประกอบพิธี วางไว้บนขนมแป้งดฺจั๋ว ต่อมาก็จะหยิบไม้เสี่ยงทายตอกบนขนมแป้งดฺจั๋ว  ก่อนที่จะผลักไม้เสียงทายไปทางด้านหน้าให้ล้ม งานเขียนบอกว่าหากอยากรู้ว่าวิญญาณผู้ตาย (นายหยังเกอะ  แซ่ย่าง) รับทราบแล้วมาร่วมการประกอบพิธีหรือไม่มา ก็จะรู้จากผลของการเสี่ยงทายไม้บนขนมดฺจั๋ว ที่มีผลสามแบบได้แก่ (หน้า 30)
          ไม้เสี่ยงทายหงายขึ้นทั้งสองอัน (หน้า 30) ไม้เสี่ยงทายคว่ำลงทั้งสองอัน (หน้า 30)ไม้เสี่ยงทายคว่ำหนึ่งอัน และหงายหนึ่งอัน (หน้า 30) ตามความเชื่อของม้งนั้นเชื่อว่า หากไม้เสี่ยงทายคว่ำหนึ่งอันและหงายหนึ่งอัน หมายถึงดวงวิญญาณนั้นรับทราบและมาร่วมพิธีตฺจอ ผลี่ แล้ว แต่ถ้าผลการเสี่ยงทายไม่เป็นเช่นนี้ก็จะเสี่ยงทายต่อไป ซึ่งในช่วงที่มีการเสี่ยงทายนั้น ตฺสือ เค่งก็จะเป่าเค่งอยู่ตรงบริเวณด้านซ้ายของแท่นพิธี (หน้า 30)
            ผู้เขียนบอกว่าข้อแตกต่างของการโยนไม้เสี่ยงทายเชิญดวงวิญญาณของม้งบ้านแม่ตะละ มีสองกลุ่มที่ไม่เหมือนกันในการนับ เพราะในหมู่บ้านมีตระกูลใหญ่อยู่สองตระกูลได้แก่ แซ่ย่าง  กับแซ่เฒ่า หากมีคนเสียชีวิตหรือจัดงานศพ และทำพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับในพิธี ตฺจอ ผลี่ ม้งแซ่ย่าง กับม้งแซ่เฒ่า ก็จะกำหนดจำนวนครั้งของการเชิญดวงวิญญาณทั้งชายและหญิงดังนี้  (หน้า 30)
            แซ่ย่าง   ผู้เสียชีวิตที่เป็นชายเชิญจำนวน 19ครั้ง หากผู้ล่วงลับเป็นหญิงนั้นจะเชิญ 17ครั้ง  (ตารางหน้า 30)
            แซ่เฒ่า  หากผู้ล่วงลับเป็นชายจะเชิญเก้าครั้ง แต่ถ้าผู้ตายเป็นหญิงก็จะเชิญจำนวนเจ็ดครั้ง  (ตารางหน้า 30)
            หลังจากที่ดวงวิญญาณรับทราบและมาร่วมงานพิธีแล้ว เมื่อไม้เสี่ยงทางหงายหนึ่งและค่ำอีกหนึ่ง คนที่ทำพิธีก็จะตักต้มไก่ใส่ถ้วยแล้วราดลงบนขนมแป้ง ดฺจั๋ว เทเหล้าข้าวโพดเพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณ จากนั้นแขกเหรื่อที่มาร่วมพิธีก็จะร่วมกันดื่มเหล้าข้าวโพด แล้วหยิบถ้วยไม้ไผ่ที่ใส่เหล้าที่วางบนแท่นพิธี ส่งต่อไปให้คนอื่นๆ บางส่วนก็จะหยิบต้มไก่ในชามเป็นกับแกล้ม แล้วส่งแก้วไม้ไผ่กลับคืนที่เก่า จากนั้นก็จะเสี่ยงทายเชิญดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ (นายหยังเกอะ แซ่ย่าง) กระทั่งครบ 19ครั้ง ต่อมาก็จะเอาเครื่องพิธีสัญลักษณ์กลับไปที่แท่นพิธีที่อยู่ในตัวบ้าน แล้วรอการเชือดไก่และหมูเพื่อเซ่นไหว้ผู้เสียชีวิต  (หน้า 31)
 
พิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณ
            ในพิธีตฺจอ ผลี่ เซ่นไหว้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ (นายหยังเกอะ แซ่ย่าง) ในงานได้ฆ่าไก่สีดำกับหมูสีดำ โดยเริ่มจากฆ่าไก่สีดำที่หน้าเครื่องพิธี ซึ่งในช่วงที่เตรียมฆ่าไก่ ตฺสือ เค่ง ก็จะเป่าเค่ง และมีคนตีกลองพิธีก่อน แต่ในช่วงที่เชือดไก่จะไม่เป่าเค่ง หรือ      ตีกลอง  เมื่อการเชือดไก่เสร็จสิ้นลงก็จะนำไก่ไปถอนขนและทำอาหาร (หน้า 31)
            ส่วนการฆ่าหมูเซ่นไหว้ดวงวิญญาณนั้น หมูที่นำมาจะถูกล่ามไว้ที่หน้าบ้านก่อนวันทำพิธี หลังจากที่มีการทำพิธีเสี่ยงทายเชิญดวงวิญญาณผู้ล่วงลับแล้วแล้วดื่มเหล้าข้าวโพดร่วมกันครบ 19ครั้งแล้วจะมีการนำเครื่องพิธีกลับเข้าบริเวณที่อยู่ภายในตัวบ้านอีกรอบ และมีตฺสือ เค่งเป่าเค่งนำขบวน ส่วนกลองพิธีก็ตีติดต่อกัน แล้วชายหนุ่มที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ก็จะจับหมูมัดทั้ง 4ขา หลังจากที่มัดหมู ก็จะนำหมูที่มัดนั้นมาวางที่บริเวณพิธีกลางบ้าน  ส่วนหัวหมูให้หันไปด้าน (หน้า 31) ทิศตะวันออก ขณะที่หมูร้องส่งเสียงดัง ต่อสู้ดิ้นรนอยู่นั้นก็จะมีคนนำกะละมังมารองรับเลือด เมื่อสิ้นเสียงร้องของหมู ตฺสือ เค่ง ก็จะหยุดเป่าเค่งกับกลองพิธี  ต่อมาจะนำไก่และหมูที่เชือดเรียบร้อยแล้วเอาไปที่บริเวณลานบ้านด้านทิศตะวันตก ผู้ชายบางส่วนก็จะช่วยกันทำความสะอาดและชำแหละหมูแล้วแบ่งให้ตฺสือ เค่งที่มาช่วยเป่าเค่งช่วยงานพิธี ส่วนเนื้อที่เหลือก็จะนำไปทำกับข้าวหลากหลายชนิดเพื่อเลี้ยงแขกเหรื่อ (หน้า 32)
 
การไหว้ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ (นายหยังเกอะ แซ่ย่าง)
            หลังจากที่เซนไหว้ดวงวิญญาณด้วยไก่และหมูผ่านพ้นไป ผู้ประกอบพิธีก็จะให้ญาติของผู้ล่วงลับ (นายหยังเกอะ แซ่ย่าง)โดยจุดธูปสามดอก ซึ่งทุกขั้นตอนในพิธีจะไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้ามาประกอบพิธีด้วย แต่จะนั่งดูที่มุมบ้าน ซึ่งผู้เขียนได้บอกว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะไม่ได้เข้าร่วมพิธี ส่วนผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานและเด็กผู้หญิง สามารถไหว้ดวงวิญญาณได้ และนำกระดาษสีเหลืองที่เขียนตัวหนังสือเข้าไปประกอบพิธี ส่วนคนตีกลองก็จะตีไปเรื่อยๆ และคนเป่าเค่งก็จะเป่าเค่งเพื่อต้อนรับดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับนั้น (หน้า 32)
 
งานศพ      
          หากเป็นพ่อ แม่ เสียชีวิต ถ้ามีน้ำมูกหรือน้ำลาย ไหลออกจากปาก (หน้า 16) ลูกหลานก็จะช่วยกันเช็ดด้วยมือ จากนั้นก็จะไปเช็ดกับเศษผ้าที่พับเก็บไว้ใต้หีบผ้า ที่เก็บทรัพย์สมบัติ เนื่องจากเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พ่อ แม่ได้มอบบุญวาสนากับลูกหลานทั้งหลาน  เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต ลูกหลานและญาติจะร้องไห้เสียใจและกล่าวเป็นภาษาม้งว่า “เนยี้ย” และในเวลานั้นก็จะมีคนนำผ้าแดงมาฉีกเป็นริ้วๆ กว้างหนึ่งเซนติเมตร ยาว                  24เซนติเมตร มาผูกแขนให้ทุกคน (หน้า 17)  ต่อมาญาติก็จะนำปืนมาใส่มือผู้ล่วงลับ แล้วพูดว่าไม่ให้ตกใจเสียงปืน ที่ให้ปืนมานี้เพื่อให้เป็นเพื่อนป้องกันตัวตอนที่ออกเดินทาง ต่อมาญาติผู้ตายก็จะถือปืนแล้วเดินออกไปนอกบ้านแล้วยิงขึ้นฟ้าจำนวนสามนัด  เพื่อนบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเมื่อได้ยินเสียปืนก็จะรู้ว่า มีคนเสียชีวิต สำหรับผ็เสียชีวิตญาติๆ ก็จะช่วยกันแต่งตัวให้ ส่วนพิธีกรรมต่างๆก็จะเป็นหน้าที่ของ “ก๋าสึ”  (หน้า 17)
            แต่เดิมการจัดงานศพ ม้งจะใช้วิธีฝัง ดังนั้นจึงมีการทำพิธีที่บ้าน การทำพิธีจึงใช้เวลาหลายวัน บางครั้งอาจนานถึง 7วัน ในการทำพิธีจะเป็นหน้าที่ของก๋าสึ คนที่เป็นก๋าสึจะเป็นชายชาวม้งที่ไม่ใช่ญาติใกล้ชิดของผู้เสียชีวิต ก๋าสึจะเป็นผู้ที่รู้ขั้นตอนในการจัดพิธีศพ มอบหมายงานแก่ผู้ที่มาช่วยงาน  เช่นการสวดนำทาง  เป่าเค่ง  การทำอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาช่วยงาน และอื่นๆ ส่วนเครื่องดนตรีที่ใช้ในพิธีศพมีสองอย่างได้แก่ เค่ง กับ กลอง (ตฺจั่ว) การฝังศพส่วนใหญ่จะฝังในช่วงเย็น เพราะม้งเชื่อว่า คนที่เสียชีวิตจะลับไปเหมือนดวงตะวันที่กำลังลับฟ้า (หน้า 17)
 
เทศกาลปีใหม่       
           งาน “น่อปีโจ่ว” คือเทศกาลปีใหม่ของม้ง หมายถึง “กินสามสิบ”  หรือหนึ่งเดือนมีสามสิบวัน ซึ่งในวันสุดท้ายของปีเป็นวันที่สามสิบของเดือนสิบสอง การจัดงานวันปีใหม่จะเริ่มต้นเมื่อถึงวันแรม 15  ค่ำ เดือนสิบสอง การจัดงานจะอยู่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน บางปีอยู่ช่วงเดือนธันวาคม ส่วนในงานวิจัยผู้เขียนบอกว่าช่วงที่ลงสนามนั้นงานปีใหม่จัดระหว่างวันที่ 19-22ธันวาคม พ.ศ.2541ในวันปีใหม่หนุ่มสาวม้งจะแต่งกายด้วยชุดประจำกลุ่มชาติพันธุ์ของตนอย่างสวยงาม และมีการจัดเตรียมหมูเพื่อประกอบอาหาร โดยจะเตรียมก่อนประมาณหนึ่งถึงสองวัน ส่วนการทำขนมแป้ง      (หน้า 14) ที่ม้งเรียกว่า “ขนมดจั๋ว” หรือ (น)หยัว ส่วนการประกอบพิธีปัดรังควานในบ้านก่อนวันปีใหม่ นอกจากนี้ก็จะอัญเชิญผีที่เคารพมาประกอบพิธีเซ่นไหว้  (หน้า 15)
             ในการจัดเตรียมเนื้อหมูเพื่อประกอบอาหารนั้นจะทำก่อนหนึ่งถึงสองวัน ซึ่งในแต่ละบ้านทยอยฆ่าหมูแล้วเชิญญาติ และเพื่อนบ้านมาร่วมฉลอง  หมูส่วนหนึ่งจะเตรียมไว้เพื่อเลี้ยงผีที่อยู่ในบ้าน ส่วนหมูที่ฆ่าในวันปีใหม่ ในอดีตจะใช้แต่หมูตัวผู้ เพราะแต่ก่อนม้งเชื่อว่าเป็นหมูที่มีศักดิ์ศรี ส่วนทุกวันนี้จะใช้ตัวผู้หรือตัวเมียก็ไม่เป็นไร ส่วนการฆ่าหมูจะไม่ฆ่าพร้อมกัน เพราะจะทำให้ไม่สามารถไปร่วมเฉลิมฉลองที่บ้านอื่นได้อย่างทั่วถึงนั่นเอง  (หน้า 15)
           การการทำพิธีปัดรังควานในบ้านของม้งก่อนวันขึ้นปีใหม่ จะประกอบพิธีเมื่อถึงวันแรม 15ค่ำ  ในแต่ละบ้าน ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว  จะรับผิดชอบทำพิธีขับไล่สิ่งอัปมงคลต่างๆ ให้ออกจากบ้าน วันนี้คนในครอบครัวจะช่วยกันทำความสะอาดบ้าน  ทำความสะอาดหิ้งพระ และมีการฆ่าไก่ 4ตัวเพื่อเซ่นไหว้ผี  สำหรับไก่ที่ฆ่าจะนำมาใช้ประกอบพิธีดังนี้  ไก่ตัวแรก นำมาเซ่นไหว้ผีสือก๊ะ   ตัวที่สองไหว้ปู่ย่า ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว  ตัวที่สามเป็นไก่ตัวเมียจะใช้ทำพิธีเรียกขวัญสมาชิกในบ้านที่เป็นผู้ชาย  ส่วนไก่ตัวผู้ที่เป็นตัวที่สี่ จะใช้ในการเซ่นไหว้เรียกขวัญผู้หญิงที่อยู่ในครอบครัว         (หน้า 15) ขั้นตอนเริ่มต้นทำพิธีจะนำไก่ที่ยังมีชีวิตอยู่มาเรียกขวัญ เมื่อเรียกขวัญเรียบร้อยแล้วก็จะฆ่าไก่  แล้วก็จะนำไก่ไปต้มทั้งตัว ต่อมาการเรียกขวัญครั้งที่สอง จะนำไข่จำนวนเท่ากับสมาชิกที่อยู่ในบ้าน หลังจากขั้นตอนที่สองเสร็จสิ้น ก็จะนำไก่ที่เซ่นไหว้ผีสือก๊ะ ไปแขวนที่สืก๊ะ  ส่วนไก่อีกสามตัวก็จะหั่นเป็นชิ้นๆ  ใส่ต้มในหม้อจนสุก  หัวหน้าครอบครัวก็จะทำพิธีเชิญดวงวิญญาณ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ มากินเครื่องเซ่นไหว้ หลังจากครบสามวันก็จะนำไก่ที่ทำในพิธีเซ่นไหว้ มาต้มเป็นอาหาร  (หน้า 15)
              ส่วนการเซ่นไหว้ผีของม้งในวันปีใหม่มีผีห้าอย่างประกอบด้วย  ผีสือก๊ะ            “ผีเรือน”, ยี่คลั๊ง หรือ “เสาผี”, ผีด๊าขอสุ่ หรือ “ผีเตาไฟใหญ่”, ผีด๊าขอจุ๊ “ผีเตาไฟเล็ก” กับ ผีขอตร้งต่า หรือ “ผีประตู” (หน้า 15) การทำพิธีไหว้ผีก็เพื่อต้องการให้ผีคุ้มครองคนในครอบครัวให้มีแต่ความสุขความเจริญในชีวิต (หน้า 16)  

Education and Socialization

Health and Medicine

การเกิด
           ในอดีตม้งมักทำคลอดแบบพื้นบ้านเพราะอยู่ห่างไกลโรงพยาบาล ถ้าลูกที่คลอดออกมาเป็นเพศชาย ก็จะนำรกไปฝังที่เสากลางบ้าน เพราะต่อไปภายหน้าเด็กผู้ชายจะได้เป็นผู้สืบสกุล รับหน้าที่ดูแลครอบครัวต่อจากพ่อ หากเป็นเด็กผู้หญิงก็จะเอารกไปฝังที่แคร่ที่นอนของแม่ เนื่องจากว่าต่อไปภายหน้าผู้หญิงจะต้องแต่งงานไปอยู่กับสามี การเกิดของทารกชายหญิง เมื่อครบสามวัน ม้งเชื่อว่าเด็กจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็จะทำพิธีเรียกขวัญ รับเด็กที่เกิดใหม่เข้าเป็นสมาชิกของบ้าน (หน้า 16)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ดนตรีในพิธีตฺจอ ผลี่ 
         เค่ง หรือ ฮฺเด่ง ผู้เขียนบอกว่าเป็นเครื่องเป่าแบบเดียวกับแคน เค่งมีชื่อเรียกอื่นเช่น “เต้ง” หมายถึง “แคนน้ำเต้า”  เค่งที่เป่าในพิธีตฺจอ ผลี่ ในครั้งนี้ผู้เป่าเป็นช่างทำเค่งและทำหน้าที่เป่าเค่งในพิธีครั้งนี้ สำหรับนักดนตรีเค่ง หรือ “ตฺสือ เค่ง” การเป่าจะเริ่มตั้งแต่ในช่วงเช้าถึงหกโมงเย็น และขณะที่มีการเชิญวิญญาณกับส่งวิญญาณ ตฺสือ เค่ง จะเป่าตลอดเวลา การเป่าเค่งมีขั้นตอนดังนี้   (หน้า 26)
1)       เป่าเชิญวิญญาณผู้ล่วงลับ (หน้า 26)
2)       เป่านำทางเครื่องพิธีสัญลักษณ์จากแท่นพิธีที่อยู่ภายในบ้าน ไปที่แคร่พิธีที่อยู่นอกตัวบ้านแล้วนำกลับมาที่เก่า (หน้า 26)
3)       เป่าตอนทำพิธีเชิญดวงวิญญาณโดยใช้ไม้เสี่ยงทาย (หน้า 26)
4)       เป่าตอนไหว้ดวงวิญญาณ (หน้า 26)
5)       เป่าเมื่อมีการเคารพดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ (หน้า 26)
6)       เป่าก่อนที่จะเชือดไก่กับหมูเพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ (หน้า 26)
 การเป่าเค่งของตฺสือ เค่ง  จะมีลีลาท่าทางเช่น บางครั้งเดินหมุนตัว ย่อลำตัว ก้าวย่างเบี่ยง ซ้าย ขวา  บางขณะจะเป่าลอดใต้กลองเชิญวิญญาณ แล้ววนรอบไม้ค้ำญิ่ ตฺจั่ว วนประมาณสี่ถึงห้ารอบแล้วก็วนกลับมาอีกครั้ง บางช่วงจะมีการเป่ายืนอยู่กับที่  และจะมีการเป่าที่มีการทำพิธีกรรม หากไม่มีการประกอบขั้นตอนทางพิธีก็จะไม่เป่า  นอกจากนี้หากมีการตีกลองเชิญวิญญาณ ตฺสือ เค่ง ต้องเป่า ในขณะที่เมื่อเป่าเค่งก็ไม่ต้องตีกลองเชิญวิญญาณ และจะไม่เป่าช่วงที่แขกรับประทานอาหาร (หน้า 26)
           สำหรับการเป่าเค่งที่เป่าในพิธีตฺจอ ผลี่ จะเป็นเพลงเฉพาะในการประกอบพิธีเป็นงานที่เกี่ยวกับพิธีศพกับการเชิญวิญญาณ  กรณีการนำเค่งไปเป่าเมื่อมีการจัดงานมงคล เช่นงานวันปีใหม่ม้ง เพลงเค่งจะเป็นทำนองอื่น (หน้า 26)
 
กลองเชิญวิญญาณ
          หมายถึง กลองที่ใช้ในพิธีตฺจอ ผลี่ หรือ ตฺจั่ว (หน้า 3) กลองเชิญวิญญาณ นั้นเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องหนัง ในการศึกษาได้แบ่งกลองออกเป็นสองอย่าง (หน้า 27)
            ตฺจั่ว (กลองจริง) เป็นเครื่องดนตรีที่ตีด้วยไม้สองอัน “ตฺจั่ว” ที่พื้นที่ศึกษา       หมู่บ้านแม่ตะนะมีกลองที่สร้างแบบถาวรอยู่สองใบ ใบหนึ่งเก็บไว้อย่างดี ผู้เขียนไม่อาจศึกษาดูชมได้อย่างละเอียด ส่วนอีกใบอยู่ในบ้านใต้หลังคาของนายลาต้า แซ่เฒ่า      ตฺสือ เค่ง ของบ้านแม่ตะละ เป็นกลองขึ้นหนังสองหน้า หุ่นกลองขุดจากไม้  ยาวราว 50เซนติเมตร กลองนี้ใช้ในการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น จะตีเล่นตามอำเภอใจไม่ได้ จะใช้ตีเกี่ยวกับงานศพ หรือเฉพาะงานประเพณีที่เกี่ยวกับความตาย กลองเชิญวิญญาณ หากมีคนในหมู่บ้านตาย หรือสันนิษฐานว่าจะตาย ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านจะนำมาเตรียมพร้อมเพื่อตีส่งวิญญาณ หากทำพิธีเสร็จสิ้นแล้วก็จะเอามาแขวนเก็บไว้ที่เก่า (หน้า 27)   
             กลองชั่วคราว       เป็นกลองที่สร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธี การทำกลองจะทำอย่างเรียบง่าย กลองในพิธี ตฺจอผลี่ บ้านแม่ตะละ ม้งจะใช้ถังพลาสติกสีดำทำเป็นหุ่นกลอง ปากถังใช้หนังวัวหุ้มแล้วรัดให้แน่นด้วยเชือกแขวนไว้ที่ไม้ค้ำเสาเอกกลางบ้าน สูงเหนือศีรษะไม่มากมีไม้ตีสองอัน (หน้า 3, 27)
            ในวันที่จัดทำพิธี ม้งจะทำกลองในตอนเช้า หลังจากทำพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะเอากลองไปทิ้ง ไม่ให้ตีหรือเอาถังหรือหนังวัวที่นำมาทำหนังกลองไปใช้เพราะเชื่อว่าอัปมงคล (หน้า 27) การตีกลองจะเริ่มตีในเวลา 9.30น. เพื่อเรียกวิญญาณผู้ล่วงลับ   (ในงานวิจัยชื่อนายหยังเกอะ แซ่ย่าง) ให้มาที่ทำพิธีในวันจัดงาน ต่อมา ตฺสือ เค่ง ก็จะเป่าเค่ง วนรอบไม้ค้ำ การตีกลองพิธีจะไม่ตีตามจังหวะเค่ง เสียงกลองจะดังไม่ทุ้มกังวานเสียงได้ยิน  ปุ!ปุ!ปุ! ปุ! ปุ! เป็นเพราะหนังกลองไม่ตึง การตีกลองในพิธีจะตีไปเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงเค่ง  ตีเมื่อนำเครื่องพิธีลอดใต้กลอง เพื่อเรียกดวงวิญญาณผู้ล่วงลับที่โต๊ะพิธีนอกบ้านบริเวณลานบ้าน การตีกลองจะตีพร้อมเสียงเค่ง แต่ถ้าหากตฺสือ เค่ง ไปเป่าเค่งที่นอกตัวบ้านก็จะไม่ตีกลอง  (หน้า 27)
 
เครื่องพิธีสัญลักษณ์
           เครื่องพิธีสัญลักษณ์ หรือ “โก๊ะว้าง” เป็นสิ่งที่ใช้แทนดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ(นายหยังเกอะ แซ่ย่าง) โดยจะนำมาตกแต่งเป็นร่างของผู้ตาย เมื่อมีการเซ่นไหว้และเชิญดวงวิญญาณ สำหรับสิ่งของที่ใช้ในพิธีประกอบด้วย (หน้า 22)
1)       กระด้งไม้ไผ่       มีความกว้างเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร รองใบตองใช้วางอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธี (หน้า 22)
2)       ขนมแป้งดฺจั๋ว      เป็นขนมที่ใช้ในพิธีทำด้วยแป้งข้าวเหนียว (หน้า 22) ขนมนี้ปกติม้งจะทำไว้กินในชีวิตประจำวัน และทำเมื่อมีงานเฉลิมฉลองเช่นเนื่องใน        วันปีใหม่ม้ง  การทำขนมจะนำข้าวเหนียวนึ่งมาตำจนเหนียวหนึบ ในการประกอบพิธี ม้งจะเอาขนมแป้งก้อนโตๆ วางบนใบตองกดจนแบน และแป้งชิ้นล่างจะมีขนาดประมาณ 30เซนติเมตร หนา ห้าเซนติเมตร ชั้นบนส่วนที่ทับจะเล็กกว่าขนมมีสองชั้นบางครั้งก็ทำสามชั้น ส่วนที่บ้านแม่ตะละขนมแป้งทำเพียงสองชั้นเท่านั้น การทำขนมแป้งดฺจั๋ว ม้งเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายแทนร่างกายของผู้ล่วงลับ (หน้า 23)
3)       โครงไม้ไผ่        ดัดเป็นรูปคดโค้งที่ขอบกระด้ง แล้วให้ปลายไม้ทั้งสองด้านขัดกับขอบกระด้ง  ในส่วนกลางจะโค้งเป็นทรงกลม จากนั้นก็จะนำไม้ไผ่อีกชิ้นมาขัดที่ตรงกลางของปลายไม้ทั้งสอง ในส่วนตอนบนผูกกับโครงไม้ ให้ปลายไม้ชี้ไปทางหน้า มีความหนา ห้าเซนติเมตร (หน้า 23)
4)       เสื้อม้งชาย         เป็นเสื้อของผู้ที่ล่วงลับ ลักษณะเสื้อมีพื้นสีดำประดับด้วยลวดลายสีน้ำเงินกับแดง ผู้ประกอบพิธีจะนำเสื้อคลุมไว้ที่โครงไม้ไผ่แล้วให้แขนเสื้อพับตามแนวขอบกระด้งมาทางด้านหน้า (หน้า 23)
5)       ผ้าโพก         ลักษณะเป็นผ้าลายสี่เหลี่ยมสีขาวกับน้ำเงิน กว้างสี่เซนติเมตร แล้วพับส่วนปลายของไม้ไผ่ที่ผูกพันกับโครงไม้ไผ่ หลังจากพันม้วนปลายไม้ไผ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางสามเซนติเมตร  ใช้เป็นเครื่องหมายผ้าโพกหัวของ          นายหยังเกอะ แซ่ย่าง ผู้ล่วงลับ (หน้า 23)
6)       ไม้เสี่ยงทาย        เป็นไม้ไผ่ผิวเรียบเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ยาว 12เซนติเมตร ใช้เพื่อเสี่ยงทายขณะทำพิธีเชิญดวงวิญญาณ (หน้า 23)
7)       แจกันดอกไม้       ใส่ดอกไม้เพื่อบูชาดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ (หน้า 23)
 
อุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีตฺจอผลี่
         ประกอบด้วยสิ่งของต่างๆ ดังนี้
1)       ม้านั่งสำหรับดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ  ลักษณะเป็นม้าไม้เล็กๆ วางไว้ทางด้านหน้าข้าวของที่ทำพิธี ที่วางไว้ด้านหลังโก๊ะว้าง ม้านั่งนี้ม้งเชื่อว่าเมื่อทำพิธีเชิญวิญญาณ วิญญาณของผู้ล่วงลับนั้นจะมานั่งที่นี่  (หน้า 24)
2)       โต๊ะบูชา    สูง 40เซนติเมตรใช้ตั้งโก๊ะว้าง  ตั้งก่อนฆ่าหมูและไก่เพื่อเซ่นไหว้วิญญาณ (หน้า 24)
3)       รูปภาพ     รูปนายหยังเกอะ เป็นภาพขาวดำ (หน้า 24)
4)       ไม้ญิ่ง ตฺจั่ว    คือไม้ค้ำกลองเชิญวิญญาณ พิงค้ำที่เสาเอกกลางบ้าน (หน้า 24)
5)       โต๊ะรับรอง       เป็นม้านั่งเล็กๆ ตั้งที่กลางลานภายในบ้าน บนโต๊ะวาง เป๊   (ถ้วยใส่เหล้า)จำนวนเก้าใบ และมีขวดเหล้าข้าวโพดวางไว้ข้างโต๊ะ เพื่อเอาไว้ให้ก๋าสึเลี้ยงรับรองแขกที่มาร่วมงานพิธี กับเป็นที่มอบหมายหน้าที่ให้กับแขกเหรื่อที่ต้องการมาช่วยงาน (หน้า 24)
6)       เหล้าข้าวโพด      เป็นเหล้าที่ม้งทำเอง ด้วยวิธีนำแป้งข้าวโพดไปหมักแล้วต้มกลั่นจนเป็นเหล้าพื้นบ้าน ในงานพิธีเจ้าภาพจะนำเหล้าข้าวโพดบรรจุขวด เพื่อนำมาเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงานและใช้ในการประกอบพิธี (หน้า 24)
7)       ถ้วยเหล้า     มีสองแบบคือถ้วยกระเบื้องเคลือบหรือถ้วยน้ำชาใบเล็ก กับถ้วยปล้องไม้ไผ่ที่ขัดผิวไม้จนขึ้นเงาสวยงาม (หน้า 24) ถ้วยไม้ไผ่สูงห้าเซนติเมตร ปากแก้วมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 เซนติเมตร จำนวนเก้าใบ ถ้วยไม้ไผ่จะใช้ในพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับ ที่แคร่พิธีที่นอกตัวบ้าน ถ้วยไม้ไผ่ในพิธีหลังจากที่ดวงวิญญาณผู้ล่วงรับทราบแล้ว แขกที่มาร่วมงานจะเอาเหล้าไปดื่ม  ถ้วยไม้ไผ่ม้งจะนำไปทิ้งเมื่อจบงาน (หน้า 25)
8)       ไข่กับข้าว      จะใช้เมื่อประกอบพิธี ที่บริเวณแคร่ที่อยู่นอกตัวบ้าน  ก่อนอัญเชิญดวงวิญญาณปู่ย่าตายาย คนที่ทำพิธีจะนำช้อนมาตัดแบ่งครึ่งไข่ทั้งเปลือกทางด้านขวางแล้ววางกับข้าวสุกบนขนมดฺจั๋ว  (หน้า 25)
9)       ไก่ต้ม     เจ้าภาพจะต้มไก่ใส่หม้อขนาดใหญ่ แล้วใส่ชามขนาดกลางสามใบนำไปวางไว้ที่แคร่พิธีนอกบ้าน  เพื่อเลี้ยงต้อนรับแขกที่มาร่วมงานในช่วงที่ดื่มเหล้าข้าวโพด เพื่อร่วมฉลองกับดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ  ทุกครั้งที่เชิญดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ  ก็จะใช้ไก่ต้มเป็นกับแกล้ม หากไก่หมดหรือเริ่มลดลง เจ้าภาพก็จะไปตักไก่ต้มด้วยทัพพีน้ำเต้ามาเพิ่มไม่ให้ขาดตกบกพร่อง      (เรื่องและภาพหน้า 25)
10)    กระดาษไหว้กับธูป       เป็นเครื่องใช้ในพิธีเซ่นไหว้ของญาติของนายหยังเกอะ แซ่ย่าง ผู้ล่วงลับ (หน้า 25)
11)    แคร่พิธี        เจ้าภาพจะทำแคร่ตั้งไว้นอกตัวบ้าน บริเวณหน้าประตูทางทิศใต้ของบ้านพิธี ไม้เสาแคร่ทั้งสี่ต้น  ทางด้านบนจะเป็นง่ามรองรับคาน แคร่ไม้ไผ่หลังจากเชิญวิญญาณ 19ครั้งก็จะทำเป็นที่ตั้งสุรา อาหาร เลี้ยงดูแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน หลังจากเลิกงานก็จะรื้อแคร่ออกจากลานบ้าน (หน้า 25)
12)    ไก่กับหมูที่ใช้เซ่นไหว้       ไก่สีดำหนึ่งตัว กับหมูสีดำอีกหนึ่งตัว ผู้จัดงานจะล่ามไว้ใต้เพิงหลังคามุงหญ้าที่บริเวณหน้าบ้าน (หน้า 25)
 
เค่ง (เครื่องดนตรีประเภท Aerophone)
            คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าของม้ง ที่เป่าเชิญดวงวิญญาณผู้ล่วงลับใน     พิธีตฺจอ ผลี่ เค่ง หรือ “ฮฺเด่ง” เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลม ประกอบด้วยสามส่วน ได้แก่ เต้าเค่ง  เลาเค่ง กับลิ้นเค่ง ประกอบด้วยเสียง  ซอล  ลา  โด  เร มี  ซอล ลา     (หน้า ข บทคัดย่อ) เค่ง หรือ ฮฺเด่ง จะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับพื้นที่ ตัวอย่างเช่น ที่จังหวัดเชียงรายเรียกว่า “เต้ง” หรือ “เก้ง” เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีในประเพณี อาทิเช่นงานศพ  วันปีใหม่ (หน้า 36)  จุดมุ่งหมายของการเป่าเค่งมีดังนี้
1)       เป่าเพื่อความบันเทิงรื่นเริงใจ (หน้า 36)
2)       เป่าในงานศพ
3)       เป่าในพิธีซื้อ ซึ่งเป็นพิธีเชิญดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับให้มารับข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว (หน้า 36)
4)       เป่าในพิธีตฺจอ ผลี่ ซึ่งเป็นการประกอบพิธีเพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณให้ไปเกิดใหม่อีกครั้ง
5)       เป่า ในพิธีฆ่าโคให้ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ
6)       เป่าในพิธีกรรมเลี้ยงกลอง (หน้า 36)
 
รูปร่างของเค่งประกอบด้วยสามส่วนดังนี้ เค่งเป็นเครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องลม (aerophone) เกิดเสียงด้วยการเป่า หรือดูดลมผ่านลิ้น เกิดการสั่นสะเทือนของลมในท่อจึงทำให้มีเสียง เป็นเครื่องดนตรีที่มีลักษณะลิ้นอิสระ (free reed) เค่งมีหลายขนาดแล้วแต่คนผลิตและกลุ่มชาติพันธุ์ สำหรับส่วนประกอบของเค่งมีดังนี้ (หน้า 36,51)
1)       ส่วนปากเป่า หรือเต้าเค่ง      เต้าเค่งมีความยาวประมาณ 40ถึง 60เซนติเมตร ทำด้วยไม้เนื้ออ่อนมีหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น “ดง ดล๋า” คือ “ไม้ช้อ” คือไม้ที่กลุ่มชาติพันธุ์ม้งเอามาประดิษฐ์เป็นทัพพีกับช้อน หรือไม้ “ตฺสีเปะ” ไม้ชนิดนี้มีสองอย่างได้แก่ ตฺสีเปะ ถู”  ต้นไม้นี้มีใบเหมือนใบสน กับ “ตฺสีเปะ ซั้ว” (มีใบคล้ายใบเฟิร์น หรือผักกูด) การสร้างจะนำไม้หนึ่งชิ้นแล้วผ่ากลางจากนั้นนำมาประกบกัน ปลายอีกด้านทำให้เป็นกระเปาะ เรียกว่า “เต้าเค่ง” (หน้า 36) จากนั้นก็เจาะรูในแนวตั้งสองแถว แถวละสามรู สำหรับเสียบเลาเค่ง และลายอีกด้านตรงข้ามกับเต้าเค่ง ทำให้มีรูปร่างเรียวจากนั้นก็เจาะร่องตรงกลาง เมื่อนำมาประกบกันก็จะเป็นรู เพื่อเป่า (หน้า 37) หากทำเค่งตัวใหญ่ที่บริเวณปลายปากเป่าจะหุ้มด้วยปลอกทองเหลือง เมื่อไม่ได้เป่าก็จะปิดด้วยจุกไม้ป้องกันฝุ่น โดยจะมีเชือกผูกไว้ที่ปลอกทองเหลือง ในส่วนที่เป็นงวงที่ใช้เป่า ก็จะรัดไว้ด้วยเปลือกไม้กำลังเสือโคร่ง (เถ่อ เหย่ง) ที่ขัดผิวจนงดงาม และด้านใต้ของเต้าเค่งก็จะเจาะรูขนาดเล็กเป็นช่องให้น้ำลายไหลผ่านเวลาเป่า (หน้า 37)
 
2)       เลาเค่ง        มีจำนวนหกเลาสอดอยู่ที่ส่วนที่เรียกว่าเต้าเค่ง แล้วยาด้วยไขวัว โดยมีความยาวประมาณ 30ถึง 50เซนติเมตร  ม้งเรียกว่า “ดี๋ หลัว” ทำด้วย  ไม้หก (ฮฺย้ง  ตัวะ  ตฺจึ) หรือไม้ข้าวหลาม (ฮฺยัง  หม้อ ตฺจ้าง) มีสามลิ้น ฝังเรียงขนาน ขวางเลาเค่ง (บางแห่งมีสองลิ้น)  ส่วนเลาเค่งอีกห้าเลา ทำจากไม้ไผ่  ที่ม้งเรียกว่า “ฮฺยง เค่ง” หรือ “ฮฺยง เด้ง”  หมายถึง “ไม้ไผ่เค่ง” มีลำเท่าหัวแม่มือ เอามาเจาะทะลุข้อ ตัดปลายให้งอขึ้น เพื่อความสะดวกในตอนฟ้อนเค่ง เลาเค่งทั้งห้าเลา แต่ละเลาจะมีหนึ่งลิ้น (หน้า 37)  ส่วนเลาเค่งจะมีชื่อเรียกตามลำดับและการวางเลาเค่งดังนี้  1) ดี๋ หลัว  2) ดี๋ ตือ  3) ดี๋ จู  4) ดี๋ บู  5) ดี๋ไล  6) ดี๋ปู  (หน้า 37) เลาเค่งทั้งหกเลา มีความยาวได้สัดส่วน เพื่อการเกิดเสียงที่ลดหลั่นกันลงไป ส่วนการเจาะรูจะเจาะที่เลาเค่ง ห่างไปทางด้านหน้าของเค่ง คู่บนเจาะด้านบนของเลาเค่ง เพื่อวางนิ้วโป้งทั้งสองข้าง สำหรับเลาของคู่ล่างนั้น แถวขวาจะเจาะทางด้านขวา แถวซ้ายก็จะเจาะทางด้านซ้ายของเลาเค่ง เพื่อวางนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ของมือทั้งสองด้าน (หน้า 37 ภาพหน้า 39)
 
3)       ลิ้นเค่ง       แต่ก่อนทำด้วยไม้อ้อ แต่เพื่อความทนทานจึงเปลี่ยนมาใช้แผ่นทองเหลืองในภายหลัง มีชื่อเรียกว่า “ไหล เค่ง” หรือ “ นฺ ไบล” โดยใช้ทองเหลือง (ต้า) นำมาตีจนบางแล้วยาติดไว้ด้วยขี้ผึ้งที่ร่องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เลาเค่งด้านบน  ที่อยู่ภายในเต้าเค่ง ส่วนเค่งที่มีเลาใหญ่ที่สุดนั้นมีสามลิ้น ในส่วนเลาเล็กทั้งห้าเลานั้นมีเพียงหนึ่งลิ้น สำหรับเลาเค่งที่ฝังลิ้น จะสอดอยู่ในส่วนปากเป่า ซึ่งเรียกว่า “เต้าเค่ง” ซึ่งอุดยาไว้ด้วยไขวัว  ลิ้นเค่งมีลักษณะเป็นลิ้นอิสระ (freereed) ก่อให้เกิดเสียงเดียวกัน เมื่อดูดลมเข้าและเป่าลมออก  (หน้า 38) เค่งแบ่งออกเป็น 12ขนาด  เค่งที่มีขนาดเล็กจะมีเสียงเล็กและแหลม ขณะที่เค่งที่รูปร่างใหญ่ก็จะมีเสียงใหญ่ตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีเค่งบางอย่างที่มีท่อเป็นไม้ไผ่หรือกระเปาะเหมือนลูกน้ำเต้าแห้งเสียบอยู่ที่ปลายเลา (หน้า 38) ซึ่งผู้ให้ข้อมูลระบุว่า เค่งที่มีท่อไม้ไผ่เสียบที่บริเวณส่วนปลายนั้น จะส่งผลให้เค่งมีเสียงแหลมสูงได้ยินกังวานไปไกล ขณะที่เค่งที่ตรงส่วนปลายมีกระเปาะเสียบก็จะส่งผลให้เสียงเบาลงนั่นเอง (เรื่องและภาพหน้า 38)ส่วนประกอบของเค่งประกอบด้วย รูเป่า รูนิ้ว ซึ่งแต่ละหกรูนั้นมีชื่อเรียก โดยแบ่งเป็นแถวซ้ายกับขวา กับรูที่ทำให้น้ำลายไหลผ่าน (หน้า 38)
แถวซ้าย                                  แถวขวา(ภาพหน้า 39)
1.ดี๋ หลัว                                         2. ดี๋ ตือ
3. ดี๋ จู                                            5. ดี๋ ไล
4ดี๋ บู                                             6. ดี๋ ปา
 
งานเขียน (ภาพส่วนประกอบของเค่ง) อธิบายว่า หากมองภาพจากด้านหน้าพร้อมรูนิ้ว ฉะนั้นแล้วแถวซ้ายตรงกับมือของคนเป่า ส่วนแถวขวาจะตรงกับมือซ้ายของคนเป่า ผู้เป่าจะใช้นิ้วโป้ง  นิ้วชี้ กับนิ้วกลางของสองมือ โดยเรียงจากบนลงล่าง ตามตำแหน่งรูของนิ้ว (ดูภาพหน้า 39)
 
ทำนองเค่งในพิธีตฺจอ ผลี่(หน้า 45)
เค่งในพิธีตฺจอ ผลี่ มี 6 บทเพลง (หน้า 45,52)
1)       ตาปลึง      เป่ารับแขก
2)       ชงเค่ง หูแจ่     เป่าต้อนรับแขกข้างในบ้าน
3)       ชงเค่ง เจ้าจาง     เป่าในการเซ่นเหล้า 
4)       ชงเค่ง  อดซู     เป่าในการกินข้าวต้ม
5)       ชงเค่ง เชาเกง     เป่าเมื่อออกนอกบ้าน
6)       ฟงเกาลุง     เพลงลา ในบางครั้งอาจจะเป่าหรือไม่เป่าก็ได้ (หน้า 45,52)
 
ลักษณะการดำเนินทำนองเค่ง
         แบ่งออกเป็นลักษณะทำนองต่างๆ คือ
1)       ลักษณะชีพจรเพลงสม่ำเสมอ  การเคลื่อนไหวทำนอง มีลักษณะเป็นอัตราจังหวะแบบสองไปตลอด (ภาพหน้า 46)
2)       ลักษณะบันไดเสียงชัดเจน  เค่งมีลักษณะแบบบันไดห้าเสียง โด เร มี ฟา ซอล มีการจบวรรคหรือท่อนเพลง สามลักษณะ  ได้แก่ จบที่เสียงโด เทียบได้กับไอโอเนียน โหมด หรือบันไดเสียงเมเจอร์ (หน้า 47) จบที่เสียงลา เทียบได้กับเอ โอเลียน โหมด หรือบันไดเสียงไมเนอร์ (หน้า 47) จบที่เสียงซอลเทียบได้กับมิโซลีเดียน โหมด (หน้า 47)
3)       ลักษณะกระสวนทำนองสั้นๆ ดำเนินซ้ำๆ กัน  โดยใช้ระดับเสียงประมาณ 2ถึง 4ตัวโน๊ต (หน้า 48)
4)       ความยาวเสถียรของความดังเบา พื้นผิว และการประสานเสียง  ความดังเบาเป็นไปสม่ำเสมอตลอดเพลง  นอกจากตอนท้ายวลีหรือจบท่อนเพลง จะเพิ่มความดังขึ้นเล็กน้อย  โดยเฉพาะจุดพัก  ก่อนพิธีเชือดหมู พบว่าเสียงเค่งจะดังขึ้น เล็กน้อย  ส่วนพื้นผิวและการประสานเสียงของบทเพลงดำเนินไปเป็นสองลักษณะสองแนวเป็นส่วนมากและมีการเปลี่ยนแปลงน้อย (หน้า 49)
 
การละเล่นในวันปีใหม่ของม้ง
           ในวันปีใหม่ของม้ง หนุ่ม สาวและเด็กๆ จะมาร่วมร้องเพลง เล่นดนตรี ทุกคนที่มาจะแต่งตัวด้วยชุดสวยงาม วันนี้มีการละเล่นมากมายเช่น การเล่น (น)เด่าตู้ลู้หรือเล่นลูกข่าง การเล่น (น) จุป๊อ  หรือ เล่นลูกบอล หนุ่มม้งที่เล่นดนตรีเก่งๆจะได้เป่าเค่ง ที่เรียกว่า “ชั๊วดี๋”ที่เป่าในงานวันปีใหม่ ในอดีตม้งถือว่าคนที่เป่าเค่งได้เก่งคือคนที่มีความรู้ความสามารถ ในสังคมม้งจึงให้ความชื่นชม นับถือ  (หน้า 16)

Folklore

ตำนานของม้ง
         ม้งมีเรื่องเล่าว่า “เหยอะโซ้” หรือ เทพเจ้าแห่งความดี เป็นผู้สร้างม้งคู่แรกบนโลก โดยสร้างผู้ชายชื่อ “โตรหน่า” และผู้หญิงชื่อ “โก้จั๊วะ” หลังจากที่ม้งชายหญิงมีลูกหลานมาชั่วอายุคน “ตฺสือหย่ง” พญามาร หรือเทพแห่งความชั่วร้าย ได้มาสร้างความเดือดร้อน ด้วยการเก็บภาษีจากกลุ่มม้ง เช่นนำลูกสาวม้งไปกินเป็นอาหาร บางรายก็นำไปข่มขืน ในช่วงที่ม้งเดือดร้อนเวลานั้น “ตฺสือหยี่” ที่เป็นหมอผีที่มีความชำนาญด้านคาถาอาคม เก่งกาจด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บรักษาทั้งคนและเทวดา (หน้า 13)
           มีอยู่วันหนึ่ง ตฺสือหยี่ ได้เดินทางไปสวรรค์เพื่อรักษาเทวดาที่ไม่สบาย แต่ครั้งนี้เดินทางไปเป็นเวลาเนิ่นนาน พญามารจึงไปฉุดเมียของ ตฺสือหยี่  เมื่อทราบข่าวร้ายเขาจึงไปขอหน้าไม้จากพระเจ้า เมื่อได้หน้าไม้จากพระเจ้า ตฺสือหยี่จึงนำหน้าไม้ไปสู้กับ      พญามารและช่วยชีวิตเมียของเขากลับมาได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นแล้วกลุ่มม้งจึงมีหน้าไม้เอาไว้ใช้ประจำบ้านเรือน และอยู่อย่างสงบสุขนับแต่นั้น  (หน้า 13)
 
ตำนานความเป็นมาของเค่ง
          ตามตำนานของม้งเล่าว่า นานมาแล้วที่คนเกิดมาบนโลก คนเกิดมาแล้วไม่ตายแต่คนไม่ต้องการที่จะมีชีวิตเป็นอมตะ วันหนึ่งคนเดินมาเจอเสือนอนตายสองตัว ดังนั้นจึงต้องการเช่นเสือ  ผีฟ้า (เหยอะ เซ้า) ซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองดูแลและทำโทษคนจึงยินยอมให้คนมีสิทธิ์ที่จะเสียชีวิต แต่มีข้อแลกเปลี่ยนว่าจะต้องทำเค่งแล้วนำมาเป่า จากนั้นจะต้องจัดงานศพให้กับเสือทั้งสองตัวนั้นให้เรียบร้อย ดังนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของม้งที่เอาเค่งมาเป่าในพิธีศพ ซึ่งตามความเชื่อของม้ง เชื่อว่าเสียงเค่งนั้นมีความพิเศษสามารถติดต่อสื่อสารกับวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับ และยังชำนาญในการชี้ทางไปหาดวงวิญญาณของปู่ย่าตายายผู้ล่วงลับ  เนื่องจากม้งมีความเชื่อว่าภาษาของคนนั้นไม่อาจสื่อสารกับดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ ฉะนั้นกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง จึงให้ความสำคัญกับเค่งมากกว่าเครื่องดนตรีอื่น (หน้า 35)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

Social Cultural and Identity Change

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ตาราง
         จำนวนประชากรเผ่าม้งในประเทศไทย (หน้า 9)  ช่วงเวลา และกิจกรรมการเพาะปลูกในรอบปีของชนเผ่าม้ง (หน้า 11) จำนวนการเชิญวิญญาณของชาวม้งแซ่ย่าง และแซ่เฒ่า (หน้า 30)
 
ภาพ
         นายบ่อเต็ง แซ่ย่าง กำลังกำลังตีตฺจั่ว (หน้า 20) บริเวณหน้าบ้านงานพิธี       (หน้า 21) นายหยังเกอะ  แซ่ย่าง และโก๊ะว้าง (หน้า 22) การจัดเตรียม โก๊ะ ว้าง       (หน้า 23) โต๊ะรับรอง เป๊ และขวดเหล้าข้าวโพด (หน้า 24) ไม้เสี่ยงทาย ไข่ต้ม และถ้วยไม้ไผ่ (หน้า 24) แคร่พิธี โก๊ะ  ว้าง  ชามต้มไก่  ถ้วยไม้ไผ่  และไม้เสี่ยงทาย (หน้า 25) นายลาต้า  แซ่เฒ่า ขณะเป่าเค่งนำเดินวนลอดญิ่ง  ตฺจั่ว (หน้า 26) กลองเชิญวิญญาณ (ตฺจั่ว)  (หน้า 27) กลองเชิญวิญญาณ (ตฺจั่ว) ในพิธีตฺจอ ผลี่ และไม้ค้ำกลอง (ญิ่ง ตฺจั่ว)       (หน้า 27) พิธีการรับรองแขก (หน้า 28) แขกคารวะวิญญาณผู้เสียชีวิต (หน้า 28) พิธีเสี่ยงทายบ้าน (หน้า 29) นายเต่ง  แซ่ย่าง ที่แคร่พิธีหน้าบ้าน (หน้า 29) พิธีฆ่าไก่     (หน้า 31) พิธีฆ่าสุกร (หน้า 31) บรรยากาศภายในบ้านพิธี (หน้า 32) นายลาต้า  แซ่เฒ่า (หน้า 33) มีการเปลี่ยนนักดนตรีในบางช่วง (หน้า 33) 
            นายลาต้า  แซ่เฒ่า เป่าเค่งในท่าย่อเข่า ณ บริเวณแคร่พิธี (หน้า 34) ล้านเค่งเลาใหญ่มี 3ลิ้น (หน้า 38) นายวิชัย  พนาสันติกุล ขณะเป่าเค่ง (หน้า 38) มุมมองเค่งจากด้านหน้า (หน้า 39) การไล่ระดับเสียงเค่ง (หน้า 41) การวางมือขวา (หน้า 42) การวางมือซ้าย (หน้า 42) นายเม่ง แซ่เฒ่า  ผู้สาธิตระบบเสียงเค่ง (หน้า 42) ระดับเสียง   เลาเค่ง (หน้า 43) การจัดลำดับเสียงเค่ง จากต่ำไปสูง รวมเสียงโดรน (หน้า 43) การเทียบคู่ระยะเพื่อหาพิสัย (range) จากโน๊ตต่ำสุด  (หน้า 44) การอ่านแบบย้าย โด จากโน๊ตต่ำไปสูง (หน้า 44) ลักษณะเสียงโดรน (หน้า 45) ลักษณะการเคลื่อนไหวของทำนอง        (หน้า 46) การจบแบบ ไอโอเนียน โหมด (หน้า 47)  การจบแบบ ไอโอเลียน โหมด    (หน้า 47)   การจบแบบ มิกโซลีเดียน โหมด (หน้า 47) กระสวนทำนองแบบ 2โน้ต   (หน้า 48) กระสวนทำนองแบบ 2โน้ต- 4โน๊ต (หน้า 48)
            ความสม่ำเสมอของความดังเบา พื้นผิว และการประสานเสียง (หน้า 49) เค่ง  ไม้ไผ่ฮยง  เค่ง และผลน้ำเต้าผ่าซีก ที่บ้านนายลาต้า  แซ่เฒ่า (หน้า 51) นายลาต้า      แซ่เฒ่า สาธิตการเป่าเค่งจากมุมมองด้านบน (หน้า 51)        

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 07 มิ.ย 2562
TAG บทเพลง, งานศพ, สังคม, วัฒนธรรม, ม้ง, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง