ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาวโซ่ง ไทดำ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โครงสร้างสังคม
Author Lemoine, Jacques
Title Origin and History of the Lao Song (Black Tai) Migration to Central Thailand; Cultural Identity and Social Organization in the Light of Social Change
Document Type บทความ Original Language of Text -
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 14 Year 2541
Source เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเรื่อง “ไทดำ : จากสิบสองจุไทผ่านลาวสู่ภาคกลางของประเทศไทย” สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยศึกษา
Abstract

          บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกำเนิดและประวัติการอพยพเข้าสู่ภาคกลางของไทย รวมถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและโครงสร้างสังคมของลาวโซ่งในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผู้เขียนเห็นว่า แม้สถานภาพของชนชั้นผู้ท้าวและชนชั้นผู้น้อยในโครงสร้างสังคมลาวโซ่งจะเปลี่ยนมาเป็น “ไพร่”(serfs)เหมือนกัน แต่ความแตกต่างระหว่างชนชั้นผู้ท้าวกับผู้น้อยก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งปรากฏให้เห็นในพิธีกรรมระดับครัวเรือน ส่วนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมนั้น ลาวโซ่งได้สร้างพรมแดนทางชาติพันธุ์ขึ้นมาใหม่โดยการรวมกลุ่มและจัดงานฉลองประจำปีขนาดใหญ่ในเดือนเมษายน ซึ่งมีทั้งกิจกรรมที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมลาวโซ่งและกิจกรรมการละเล่นการบันเทิง งานดังกล่าวนี้เป็นกระบวนการฟื้นฟูวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงการรักษาสืบทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของลาวโซ่ง 

Focus

          ศึกษาลาวโซ่งในภาคกลางของไทยในประเด็นกำเนิดและประวัติการอพยพ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและโครงสร้างสังคมของลาวโซ่งในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

Theoretical Issues

          ไม่ชัดเจน อย่างไรก็ดี ผู้เขียนมองวัฒนธรรมลาวโซ่งในแง่การจัดวางตำแหน่งพิเศษทางวัฒนธรรมลาวโซ่ง(Lao Song cultural configuration)   และเห็นว่า ในระดับหมู่บ้าน การสืบทอดการปฏิบัติพิธีกรรมชุมชนและวัฏจักรชีวิตที่จำเป็นของลาวโซ่งในปัจจุบันเป็นการจัดระบบระเบียบชีวิตของพวกเขาใหม่ ซึ่งภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ บุคคลและครัวเรือนเป็นตำแหน่งที่สำคัญในพิธีกรรม(น.7) นอกจากนี้ผู้เขียนยังเห็นว่า กิจกรรมงานฉลองประจำปีในเดือนเมษายนเป็นการเคลื่อนไหวฟื้นฟูวัฒนธรรมลาวโซ่ง งานฉลองนี้เป็นการปรับตัวสมัยใหม่จากพิธีเซ่นไหว้ผีเมืองในสมัยก่อน เป็นการรวมกลุ่มทางวัฒนธรรมที่เป็นการผนึกและเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่อีกครั้งหนึ่งระหว่างประชากร เขตแดนและสาย/ตระกูลการปกครอง(a ruling line)หรือความเป็นเจ้าของดินแดนที่สืบทอดทางฝ่ายพ่อ(patrimonial owner of this territory)  (น.13)

Ethnic Group in the Focus

Language and Linguistic Affiliations

          ผู้เขียนกล่าวถึงที่มาและความหมายของคำเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ลาวโซ่ง ว่า หนึ่ง คำ “โซ่ง” ในภาษาไทดำหมายถึง เขตหรือหน่วยปกครองย่อยนอกตัวเมือง ซึ่งเป็นความหมายเดียวกันกับที่ศาสตราจารย์ เกิ่ม จอง(Cam Trong)อธิบายความตรงกันข้ามระหว่าง ไทเมืองกับไทโซ่งในภาษาไทดำปัจจุบัน  สอง คำ “โซ่ง” ใช้เรียกแยกคน”ไท”ออกจากคน”ลาว” เมื่อพวกเขาเข้ามาในประเทศไทย และยังมีความหมายว่า เป็น “ลาวนอก” ไม่ใช่ “ลาวแท้” สาม ต่อมาความหมายของคำ “โซ่ง” ขยายไปเป็นตราประทับทางชาติพันธุ์ “ลาวโซ่ง” แล้วจากนั้นคำว่า “ดำ” ได้เพิ่มเข้าไปในตราประทับชาติพันธุ์ “ลาวโซ่งดำ/ลาวทรงดำ” ทั้งนี้เมื่อคำ “ลาวโซ่ง” ได้เข้ามาแทนที่ “คนไทแห่งไทดำ”(  the Tai of Tai Dam) จึงทำให้มีคำเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์หลายคำ ดังนี้ ลาวโซ่ง/ทรงดำ ลาวโซ่งหรือไทยโซ่ง ไทยโซ่ง/ทรงดำ ผู้ไททรงดำ (น.2)

Study Period (Data Collection)

          ไม่มี

History of the Group and Community

          การอพยพเข้าสู่ประเทศไทย  ถิ่นฐานเดิมของลาวโซ่งอยู่ในดินแดนสิบสองจุไทของไทดำในเวียดนาม ดังปรากฏในหนังสือความโตเมืองที่บันทึกประวัติของเมืองว่า หลังจากไทดำละทิ้งถิ่นที่อยู่ในประเทศจีน พวกเขาได้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนแห่งใหม่ในเมืองลอ หลางเจืองบุตรชายคนสุดท้องของท้าวลอได้รวบรวมกำลังและเริ่มต้นโจมตีเข้าครอบครองดินแดนต่างๆ ที่กลายเป็นดินแดนสิบสองจุไท(น.11) ลาวโซ่งเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อครั้งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปตีหลวงพระบาง แล้วกวาดต้อนลาวโซ่งลงมาภาคกลางของไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นปีใดปีหนึ่งระหว่างปี ค.ศ.1778ถึง 1780 (พ.ศ. 2321-2323) ลาวโซ่งกลุ่มนี้ได้ตั้งบ้านเรือนในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ สระบุรี ราชบุรีและจันทบุรี  ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  ในรัชกาลที่ 3ศึกเจ้าอนุวงศ์ ปี ค.ศ. 1829 (พ.ศ. 2372)ไทยได้ยกทัพไปถึงเมืองแถง และกวาดต้อนผู้คนลงมา ในครั้งนี้ไทดำ/ลาวโซ่งไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เพชรบุรี  หลังจากนั้นลาวโซ่ง/ไทดำก็ยังถูกกวาดต้อนอีกในปี ค.ศ.1836(พ.ศ. 2379)  ค.ศ.1838(พ.ศ.2381) และ ค.ศ.1864(พ.ศ.2407)ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3และรัชกาลที่ 4(น.1-2)  

Settlement Pattern

          ไม่มี

Demography

          ไม่มี

Economy

          ไม่มี

Social Organization

          ชนชั้นทางสังคม  สังคมลาวโซ่งมี 2ชนชั้น คือ ผู้ท้าว ซึ่งเป็นชนชั้นปกครอง และผู้น้อย ซึ่งเป็นชนชั้นคนธรรมดา เมื่อลาวโซ่งเข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของไทย รัฐไทยได้ยกเลิกโครงสร้างทางสังคมของลาวโซ่ง รวมถึงผู้นำที่เป็นชนชั้นสูงของชุมชนด้วย ถึงกระนั้นในปัจจุบัน ลาวโซ่งก็ยังมีความแตกต่างระหว่างชนชั้นผู้ท้าวกับผู้น้อย โดยผู้เขียนได้อ้างหลักฐานจากการศึกษาลาวโซ่งบ้านหนองปรง อำเภอเขาย้อยของมยุรี วัดแก้ว(2521)ที่พบความแตกต่างระหว่างชนชั้นในการทำพิธีเสนเรือนของผู้ท้าว (น.3-4)
 
          การแต่งงาน  สังคมลาวโซ่งสืบสายตระกูลข้างพ่อ ในชนชั้นผู้ท้าวสามารถแต่งงานกันเองได้ถ้าพวกเขาไม่ได้มีบรรพบุรุษร่วมกัน การแต่งงานมีพ่อสื่อแม่สื่อจัดการงานพิธี พ่อสื่อแม่สื่อฝ่ายเจ้าบ่าวเรียกว่า  saerและฝ่ายเจ้าสาวเรียกว่า lamหลังพิธีแต่งงาน เจ้าบ่าวจะไปอยู่บ้านพ่อตาแม่ยายระยะหนึ่ง แล้วจึงพาเจ้าสาวกลับไปอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของตน  อย่างไรก็ดี ผู้เขียนพบว่าการแต่งงานที่บ้านอู่ตะเภา อำเภอเขาย้อยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบพิธีบางอย่าง  นั่นคือ ในหมู่พ่อแม่และญาติพี่น้อง ลาวโซ่งยังคงปฏิบัติตามรูปแบบประเพณีเดิม แต่เมื่อเสร็จพิธีตามประเพณีแล้ว ในการจัดเลี้ยงเพื่อนและแขกในเมืองเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นแบบตะวันตก (น.4)  

Political Organization

          ไม่มี

Belief System

          คติความเชื่อเกี่ยวกับ “ผี”  ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงโดยตรง แต่ปรากฏในประเด็นพิธีกรรม ได้แก่ หนึ่ง ผีบรรพบุรุษ  เป็นผีที่ปกป้องคุ้มครองคนในเรือน คนในเรือนที่เสียชีวิตจะถูกบันทึกชื่อไว้ในสมุดที่เรียกว่า “ปั๊บผีเฮือน” ยกเว้นคนที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต คนที่ถูกฆ่าตาย คนที่ตายนอกเรือน รวมทั้งเด็กและคนท้องจะไม่ถูกบันทึกชื่อ (น.5)  สอง ผีบ้านและผีเมือง เป็นผีที่มีสถานภาพสูงกว่าผีบรรพบุรุษ แต่ต่ำกว่าผีแถนผีฟ้าในสวรรค์ ผีบ้านและผีเรือนจะปกป้องดูแลคนรวมทั้งสัตว์เลี้ยงในเขตบ้านและมืองให้ปลอดภัยจากอันตราย (น.6)
 
          ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ลาวโซ่งเชื่อว่า เมื่อคนตายแล้ว วิญญาณหรือขวัญจะกระจายเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มเรียกว่า “แลม”(lam) ไปสถิตย์ยังที่ต่างๆ กลุ่มของขวัญที่เท้าและขาจะไปอยู่ ณ หลุมศพ กลุ่มขวัญที่มือและแขนจะอยู่ในบ้าน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะไปสวรรค์  เมื่อถีงแม่น้ำ “ตาคาย”(Ta-khai)ก็หยุด ไม่ช้ามแม่น้ำ แต่ไปอาศัยอยู่ชายแดนระหว่างโลกสวรรค์กับโลกพื้นดินในหมู่บ้านสองแห่งคือ เชียงกางกับเชียงกบ(Chuong-kang and Chuong-kop) และขวัญของศีรษะหลังจากข้ามแม่น้ำตาคายจะไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแฝดของแลมเอียด(Lam-ioi)และนากาย(Na-kay)อยู่ติดกับเติ่น(T’en)  ยกเว้นขวัญของครอบครัวในตระกูลลอคำจะมีสถานที่พิเศษสำหรับพักอาศัยใน Lien-pan(น.9 )
          ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่า สิ่งสำคัญจำเป็นในพิธีศพของลาวโซ่ง คือ การบอกเส้นทางให้คนตายโดยลูกเขยคนโต เส้นทางคนตายไม่ได้หยุดที่เวียงจันทน์ หากได้ย้อนกลับผ่านลาวและเวียดนามไปยังสถานที่ต้นกำเนิดของไทดำทั้งหมดที่เมืองลอ อันเป็นสถานที่สุดท้ายของเส้นทางบนโลกที่ลูกเขยบอกแก่พ่อตาแม่ยาย ซึ่งสำหรับคนไทดำทั้งหมดเป็นสถานที่แห่งเดียวกัน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่เมืองใด และก็เป็นกฏเกณฑ์เดียวกันในลาวโซ่งด้วยเช่นกัน  เมืองลอเป็นสถานที่สุดท้ายที่พวกเขาส่งคนตาย เมื่อวิญญาณคนตายไปถึงเมืองลอ วิญญาณจะมุ่งตรงไปยังน้ำตกตาดผีผาย(nam tok tat fi fai) ตรงเชิงหน้าผาเป็นที่ราบมีดงไม้ศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า โหลงควายหา(long khuay ha) ซึ่งเป็นสถานที่ที่วิญญาณและควายที่ใช้ในพิธีเซ่นไหว้ของคนตายซึ่งเดินทางมาด้วยกันต้องแยกจากกัน ควายจะถูกทิ้งให้กินอาหารในท้องทุ่งร่วมกับควายในพิธีศพอื่นๆ  ส่วนวิญญาณจะเข้าไปในถ้ำที่มีแต่หนุ่มสาว วิญญาณจะเดินทางต่อ ไปขึ้นหน้าผาน้ำตกตาดผีผาย แล้วข้ามสะพานไปสวรรค์โดยมีหมอแลมเชียมทาง(mo lam chiom thang)นำทาง เมื่อถึงแม่น้ำตาคาย ก็จ่ายค่าเรือข้ามฟาก และสุดท้ายก็ถึงหมู่บ้านของตระกูล (น.11-12)
 
          พิธีเสนเรือน เป็นพิธีไหว้ผีบรรพบุรุษเพื่อให้สมาชิกในเรือนมีความสงบสุข ร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง ถ้าผีบรรพบุรุษหิวโหย ก็อาจจะทำให้ลูกหลานเจ็บป่วย เคราะห์ร้าย ทะเลาะเบาะแว้งกัน การไหว้ผีเรือนจัดขึ้นปีละครั้งหรือปีเว้นปี ก่อนไหว้ผีเรือนจะต้องจัดพิธีทำความสะอาดเรือนก่อน หมอเสนเป็นผู้ประกอบพิธี สมาชิกในตระกูลทุกคนรวมทั้งเขยและสะใภ้ต้องเข้าร่วมในพิธี พร้อมทั้งช่วยยกของไหว้ผี ของที่ใช้ไหว้ประกอบด้วย เหล้า หมูที่สุกแล้ว  ข้าวเหนียว ผลไม้ ขนมที่ทำจากแป้ง(cake) ของหวาน หมากพลู โดยบรรจุในปานเผือนที่ทำจากไม้ไผ่   ในการทำพิธีเสนเรือนจะเห็นความแตกต่างระหว่างผู้ท้าวกับผู้น้อยที่วิธีเลี้ยงผี ผู้น้อยจะใช้ตะเกียบคีบอาหารทีละชิ้นแล้วหย่อนลงรูกะล่อหอง ขณะที่ผู้ท้าวจะห่ออาหารทั้งหมดยกเว้นเหล้ารวมกันในห่อเดียว แล้วโยนออกจากเรือนผ่านรูกะล่อหอง  นอกจากวิธีเลี้ยงอาหารแล้ว หมอเสนที่จะประกอบพิธีเสนเรือนผู้ท้าวยังต้องอยู่ในตระกูลเดียวกับผู้ท้าวด้วย ซึ่งก็หาได้ยาก บางครั้งผู้ท้าวต้องประกอบพิธีเอง (น.5-6)
          ตามประเพณีไทดำ หมอเมืองซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุด จะเป็นผู้นำในการทำพิธีไหว้ผีเมือง เนื่องจากเฉพาะผีบรรพบุรุษของผู้ท้าวเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นสูงของท้องถิ่น หมอเมืองจึงมีหน้าที่ทำพิธีไหว้ผีเรือนของท้าวเมืองด้วย (น.6)
 
          พิธีเสนผีบ้าน เป็นการไหว้ผีหมู่บ้าน พิธีนี้จะจัดต้นเดือนพฤษภาคม ก่อนเริ่มฤดูการเพาะปลูก เจ้าจ้ำเป็นผู้ทำพิธีไหว้ โดยมีผู้ช่วยหนึ่งคน ของไหว้ประกอบด้วย หัวหมู ไก่ ไข่ต้ม ข้าว เหล้า ของหวาน ธูปเทียน (น.6) อย่างไรก็ดี ผู้เขียนพบว่ามีการปรับเปลี่ยนการฉลองในตอนบ่าย โดยจัดพิธีทำบุญในนาข้าว นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ และยังพบว่ามีการเล่นคอนหรือลูกช่วง และรำวง ในตอนท้ายของงานฉลอง (น.6)
 
          พิธีเสนผีเมือง  เป็นการไหว้ผีของเมือง จัดในเดือนห้า นาน 5วัน ใช้ควายทำพิธี  ซึ่งหลังจากลาวโซ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ก็ไม่มีการทำพิธีเสนเมือง ในประเทศลาวพิธีเสนเมืองก็หายไปด้วยเหตุผลเดียวกับในประเทศไทย ส่วนในเวียดนามเลิกจัดพิธีเสนเมืองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953(น.7)
 
          พิธีเสนชวัญเสนตัว เป็นพิธีเรียกขวัญและต่ออายุคนเจ็บป่วย เรียกว่า เสนดักมันดักเยินกัวตาวกัวขวัญ(sen dak man dak yoen kua tao kua kwan) สิ่งสำคัญในพิธีคือ ดักมันดักเยิน(dak man dak yoen) ซึ่งเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ทำจากไม้ไผ่ ตกแต่งด้วยกระดาษสี บนยอดไม้มีเขาควายซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนและสุขภาพดีสำหรับให้ปีนขึ้นไปเก็บ บางทีก็อาจจะเป็นงาช้าง แต่ส่วนมากจะติดธนบัตรห้าร้อยบาทหรือหนึ่งพันบาทไว้ที่ยอด  การประกอบพิธีใช้ผู้ทำพิธีหลายคน มีหมอเสน(หรือมดลาว หรือหมอมด)เป็นหลัก และหมอปี่เป็นผู้ช่วย (น.7-8)
 
          พิธีเสนควายกวด (sen khwai kuat) เป็นพิธีเรียกขวัญของสมาชิกในเรือนหลังจากคนในเรือนเสียชีวิตและชำระล้างอันตรายและสิ่งชั่วร้ายที่เกี่ยวข้องกับความตาย ผู้ทำพิธีประกอบด้วยหมอมด หมอปี่ และหมอเสี่ยงทาย(mo jian thaj) (น.8)

Education and Socialization

          ไม่มี

Health and Medicine

          การตามหาขวัญ/วิญญาณคนเจ็บ ลาวโซ่งยังปฏิบัติพิธีรักษาอาการเจ็บป่วยโดยการตามหาขวัญ/วิญญาณผู้ป่วย ผู้ประกอบพิธีเป็นผู้หญิงเรียกว่า แม่มด(me mot)โดยมีผีมด(mot spirits)เป็นผู้ช่วย เริ่มแรกแม่มดจะนำหมากพลูไปไหว้ผีที่ดูแลหมู่บ้านและผีที่หลุมศพ จากนั้นจึงไปตามหาขวัญในโลกสวรรค์โดยมีผีมดนำทาง แม่มดจะไปพบ manesของสถานที่ต่างๆ เพื่อขอให้ปล่อยขวัญ/วิญญาณของคนเจ็บ เส้นทางที่แม่มดไปตามหาขวัญ/วิญญาณเริ่มต้นจากไปเชียงกางและเชียงกบ จากนั้นไปขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำตาคาย(Ta-khai)ซึ่งคั่นโลกสวรรค์กับโลกพื้นดิน แล้วเดินทางไปหมู่บ้านสวรรค์ของแลมเอียด(Lam-ioi) และหมู่บ้านสวรรค์ของนากาย(Na-kai)ตามลำดับ และไปบ้านของพีเถินหา(Phi Then-ha)ผู้ตัดสินชะตาชีวิตเป็นแห่งสุดท้ายเพื่อกระตุ้นให้ปล่อยขวัญ จากนั้นแม่มดก็พาขวัญกลับ เมื่อกลับมาถึงโลกมนุษย์แล้ว แม่มดก็ส่งผีมดกลับ (น.9)      

Art and Crafts (including Clothing Costume)

          ไม่มี

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          การเคลื่อนไหวฟื้นฟูวัฒนธรรม  ผู้เขียนเห็นว่า ความคิดเสรีนิยมทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม(the cultural and ethnic liberalisation)ในประเทศไทยช่วงสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ลาวโซ่งเริ่มเคลื่อนไหวฟื้นฟูวัฒนธรรม มีการรวมกลุ่มและการจัดงานฉลองประจำปีอย่างใหญ่โต เห็นได้จากงานฉลองบ้านหัวเขาจีนในเดือนเมษายน ค.ศ.1996(พ.ศ.2539) มีลาวโซ่งจากนครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรีและเพชรบุรีจำนวนมากมาชุมนุมร่วมงานฉลองนี้ กิจกรรมในงานมีหลากหลายทั้งที่เป็นการเผยแพร่ความรู้และการรื่นเริง ได้แก่ การจัดแสดงประวัติที่มาของลาวโซ่ง การจัดแสดงตัวหนังสือไทดำโดยเปรียบเทียบภาษาไทดำ ไทขาวและภาษาไทย การแสดงสิ่งของเครื่องใช้ของลาวโซ่ง  การเลี้ยงอาหารท้องถิ่น การประกวดนางงามลาวโซ่งปี 1996  การเล่นลูกช่วงหรือลูกคอน  การรำวงพร้อมวงดนตรีแคน นอกจากนั้นผู้ร่วมงานทั้งหญิงชายยังแต่งชุดตามประเพณีลาวโซ่งด้วย(น.12-13)
          ทั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่ากิจกรรมการกินฟรีและการเต้นรำเป็นรูปแบบสำคัญของงานฉลองที่แสดงกระบวนการเคลื่อนไหวฟื้นฟูวัฒนธรรม ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าขอบเขตของการฉลองนี้ครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวางนั้น เป็นการปรับตัวแบบสมัยใหม่ของพิธีเซ่นไหว้ผีเมืองสมัยก่อน ตั้งแต่ลาวโซ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทย พวกเขาถูกแยกออกจากระบบการปกครองดั้งเดิมของตนเอง พวกเขาจึงไม่อยู่ในสถานะที่จัดพิธีนี้ได้ เมื่อเผชิญกับการฟื้นฟุวัฒนธรรม การรวมกลุ่มทางวัฒนธรรมของพวกเขาไม่ได้เป็นเรื่องทางศาสนาความเชื่อแบบสมัยก่อน การรวมกลุ่มทางวัฒนธรรมแบบนี้เป็นการผนึกและเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่อีกครั้งหนึ่งระหว่างประชากร เขตแดนและสาย/ตระกูลการปกครอง(a ruling line)หรือความเป็นเจ้าของดินแดนที่สืบทอดทางฝ่ายพ่อ(patrimonial owner of this territory) (น.13)
          และผู้เขียนยังเห็นว่า พลังกลุ่มของกลุ่มชาติพันธุ์สามารถแสดงตัวของกลุ่มเองจากการจัดระบบระเบียบและการจัดเลี้ยงอาหารการชุมนุมรวมกลุ่มขนาดใหญ่ นอกจากนั้นในเชิงนัยยะความหมาย องค์ประกอบของงานปีใหม่อย่างเช่นการเล่นลูกช่วงได้ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อร่วมงานฉลองสงกรานต์ในชุมชนที่กว้างขวางขึ้น แต่แทนที่จะรวมเข้าด้วยกัน องค์ประกอบเหล่านั้นกลับขัดกับการสาดน้ำและประเพณีสงกรานต์อื่นๆในภาคกลาง (น.13-14)

Social Cultural and Identity Change

          การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมผู้เขียนกล่าวว่าชุมชนลาวโซ่ง/ลาวทรงดำในประเทศไทยกับชุมชนไทดำในเวียดนามและลาวมีความเหมือนกันทางวัฒนธรรม (น.3)  ลาวโซ่งในประเทศไทยไม่ต่างจากชาวไร่ชาวนาไทดำที่อยู่ในเขตเมืองที่พวกเขากำเนิด นั่นคือ กฎเกณฑ์ของการแลกเปลี่ยน ในการได้สิทธิใช้ที่ดิน/ที่นาของเมือง  ชาวไร่ชาวนาต้องให้แรงงานแก่เจ้าเมืองเป็นการแลกเปลี่ยน ถ้าพวกเขายุติข้อสัญญานี้หรือละทิ้ง/ออกจากหมู่บ้านที่ตนกำเนิด พวกเขาจะกลายเป็นคนในสังกัดของเจ้าเมือง(คนเฮือนท้าว)ที่พวกเขาอาศัยอยู่ในขณะนั้น  เจ้าเมืองจะใช้งานพวกเขาในฐานะคนรับใช้ในเรือนหรือแรงงานที่ดินของเจ้าเมือง ผู้เขียนเห็นว่าการเปลี่ยนฐานะไปเป็น “ไพร่” (serfs)ของราชสำนักไทย ไม่ได้น่ากลัวรุนแรงดังที่ชาวตะวันตกบรรยายไว้ในปลายคริส์ตศตวรรษที่ 19อย่างน้อยก็ในหมู่ชาวไร่ชาวนา (น.3)  
 
          ผลกระทบของศาสนาพุทธ  ผู้เขียนเห็นว่า แม้ลาวโซ่งยังคงดำเนินและรักษาการปฏิบัติตามประเพณีของตนอยู่ แต่ก็มีอิทธิพลของศาสนาพุทธปรากฏให้เห็น นั่นคือ มีวัดตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ลาวโซ่งบางคนได้บวชเรียนในพุทธศาสนาเป็นคนมีการศึกษา อีกทั้งโรงเรียนวัดก็เปิดโอกาสให้ลาวโซ่งได้เรียนหนังสือด้วยเช่นกัน  นอกจากนั้นวัดยังอำนวยความสะดวกให้ใข้สถานที่ของวัดจัดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ งานศพ งานเฉลิมฉลอง ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่า วัดอาจจะเป็นสถานที่ที่เป็นพรมแดนทางชาติพันธุ์ เนื่องจากวิถี/เส้นทางของคนตายไม่เปลี่ยน ไม่ว่าเชิงสัญลักษณ์ในพิธีกรรมหรือตัววัฒนธรรมหลักของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ (น.12) (ดูรายละเอียด เส้นทางคนตายในหัวข้อ 22. Belief System)

Critic Issues

Other Issues

          ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

          ไม่มี

Text Analyst อธิตา สุนทโรทก Date of Report 07 ก.ค. 2560
TAG , Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง