ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject วัฒนธรรม บทเพลง ไทยโซ่ง นครปฐม
Author พิเชฐ สีตะพงศ์, ไอยเรศ บุญฤทธิ์
Title วัฒนธรรมไทยโซ่ง ภาพสะท้อนผ่านเพลงขับสายแปง
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text -
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  Total Pages 149 Year 2556
Source มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Abstract

          เนื้อหาของงานเขียนได้กล่าวถึงการศึกษาวัฒนธรรมของไทยโซ่งผ่านเพลงขับสายแปง โดยมองด้านดนตรีและวัฒนธรรม โดยศึกษาความหมายและหน้าที่ของเพลงขับสายแปง ในการศึกษาได้ใช้ข้อมูลจากชุมชนไทยโซ่งบ้านสะแกราย ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นข้อมูลหลัก  และเปรียบเทียบข้อมูลกับสี่ชุมชนไทยโซ่งในจังหวัดนครปฐม เช่น ชุมชนบ้านหัวถนน, ชุมชนบ้านเกาะแรต, ชุมชนบ้านดอนทอง,ชุมชนบ้านไผ่หูช้าง จากการศึกษานั้นพบว่า เพลงขับสายแปงเป็นการ    ขับลำนำของไทยโซ่ง เนื้อร้องมีความไพเราะจับใจ มีความเรียบง่าย ภาษาที่ใช้บรรยายกล่าวถึงการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นการทักทาย บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ บางครั้งก็ร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย หญิง การร้องเพลงขับสายแปงจะร้องในงานประเพณี เช่น อิ่นกอน   (เล่นลูกช่วง) การเรียกขวัญ การลงขวงเพื่อเกี้ยวพาราสีของคนหนุ่มสาว ภาพสะท้อนผ่านบทเพลงขับสายแปง ได้เผยแง่มุมแนวคิดของไทยโซ่ง เช่น ประเพณีความเชื่อ ประวัติศาสตร์ สังคม และโลกทัศน์  นอกจากนี้ไทยโซ่งยังได้เผยแพร่เพลงขับสายแปงผ่านอินเทอร์เนท เช่นการเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค เพื่อเผยแพร่แก่ไทยโซ่งในชุมชนต่างๆและ ผู้ที่สนใจเพลงขับสายแปง

Focus

          ศึกษาบทร้องและความหมายของเพลงขับสายแปง ในฐานะวัฒนธรรมของไทยโซ่งที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต ประเพณี  ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ (หน้า 7) และศึกษาเพลงขับสายแปง  ผ่านสื่อต่างๆ  เพื่อพัฒนาแล้วคิด สู่กระบวนการฟื้นฟูวัฒนธรรม  โดยเน้นเชื่อมโยง งานวิจัยเพลงขับสายแปงกับเว็บไซต์เครือข่ายสังคม โซเชียลเน๊ทเวิร์ค เฟซบุ๊ก  เพื่อให้ ข้อมูลทางวัฒนธรรม ได้เชื่อมโยงระหว่างไทยโซ่งและประชาชนที่สนใจ (หน้า 7) 

Theoretical Issues

แนวคิดทางมานุษยวิทยาการดนตรี
          ในการวิจัยได้นำแนวคิดนี้มาใช้ศึกษาเพลงขับสายแปง โดยใช้ศึกษาในด้านดนตรีกับวัฒนธรรม  เช่น บริบทและเรื่องราวของเพลงขับสายแปง  บทบาทและหน้าที่ของเพลงขับสายแปง กับชุมชนไทยโซ่งบ้านสะแกราย   ตำบลดอนยายหอม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม  โครงสร้างของเพลงขับสายแปง ตลอดจนวิถีการดำรงอยู่ของเพลงขับสายแปง  (หน้า 8)
 
แนวคิดคติชนวิทยา
          ผู้วิจัยนำแนวคิดนี้มาใช้เพื่อศึกษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่ง Jonas  Balys  นักคติชนวิทยา อธิบายว่า คติชนประกอบด้วยการสร้างสรรค์ตามประเพณี ปรัมปราของผู้คนทั้งในสังคมอนารย และสังคมอารยธรรม  ได้แก่การใช้เสียง และคำ    ไม่ว่าจะเป็นร้อยแก้ว และร้อยกรอง  อีกทั้งยังประกอบด้วย ความเชื่อของคนพื้นบ้าน ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับโชคลาง  ประเพณี  การแสดง  และการละเล่นทั้งหลาย  ข้อมูลคติชนเป็นวิชาความรู้เกี่ยวกับคนพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังเป็นความรู้พื้นบ้านกับบทกวีพื้นบ้าน  ในการวิจัยนี้ได้หาความหมายของเพลงขับสายแปงด้วยการศึกษาทัศนะความเชื่อ รวมทั้งพิธีกรรมที่อยู่ในสังคมไทยโซ่ง  บ้านสะแกราย  ตำบลดอนยายหอม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม  นำมาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ความหมายของภาษาเพลงขับสายแปงของไทยโซ่ง  (หน้า 9)
 
แนวคิดที่จะนำเว็บไซต์เครือข่ายสังคม เฟซบุ๊ก มาใช้เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม   
          สมาชิกในชุมชนได้ใช้เฟซบุ๊กติดต่อกัน (หน้า 9) เช่น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ภาพกิจกรรม ในการศึกษาได้ใช้เฟซบุ๊ก 2อย่างคือ  1) เก็บข้อมูลวัฒนธรรมเพลงขับสายแปง   2) ใช้เป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเพลงขับสายแปงของไทยโซ่งที่อยู่ในพื้นที่ศึกษา  (หน้า 10)

Ethnic Group in the Focus

          นอกจากเรียกว่าไทยโซ่งแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ลาวโซ่ง  ลาวโซ่งดำ ไทยทรงดำ  ไทยทรงดำ  ผู้ไทยดำ ไทยไซ่งแต่ก่อนตั้งรกรากอยู่ในตอนกลางของประเทศจีน ในเวลาต่อมาได้ย้ายที่อยู่มาอยู่ที่เมืองแถง หรือเดียนเบียนฟู ทางตอนเหนือของเวียดนาม จากนั้นก็ย้ายที่อยู่มาอยู่ในไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2322แล้วอพยพมาหลายระลอกด้วยกัน ในตอนแรกมาอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ในเวลาต่อมาจึงย้ายไปอยู่อีกหลายจังหวัด อาทิเช่น จังหวัดราชบุรี  สุพรรณบุรี  นครปฐม  สมุทรสาคร และอื่นๆ  (หน้า 21)  ไทยโซ่งเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ของตนว่า “ไทดำ”  ส่วนนักวิชาการได้ให้ความหมายของ“ไทยโซ่ง”ว่า หมายถึง “ไทดำ” ที่โยกย้ายที่อยู่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย (หน้า 26)  

Language and Linguistic Affiliations

การถ่ายทอดเพลงขับแปง  แบ่งออกเป็นสองอย่างคือ
          การถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ ได้แก่การร้องให้ฟัง ให้คนฟังจำจนขึ้นใจแล้วนำไปฝึกฝนแล้วถ่ายทอด(หน้า 106) และการถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยการบันทึกเป็น 4รูปแบบ ดังนี้
          1) เขียนบันทึกเป็นภาษาไทดำ ซึ่งเป็นการบันทึกฉบับดั้งเดิมของคนรุ่นลูกหลานที่อพยพมาในช่วงแรก สำหรับการจดบันทึกด้วยภาษาไทดำนั้น คือการเขียนด้วยตัวหนังสือภาษาไทดำ จดบันทึกเนื้อร้องเพลงขับสายแปง (หน้า 106,117) เป็นบันทึกที่มีความเก่าแก่ที่สุด คาดว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 100ปี (ภาพ หน้า 94)
          2) เขียนบันทึกเป็นภาษาไทยโซ่ง คือจดเรื่องราวด้วยตัวอักษรภาษาไทยโซ่ง  ที่มีการปรับปรุงโดยการผสมระหว่างตัวหนังสือภาษาไทดำ กระทั่งพัฒนามาเป็นภาษาไทยโซ่งในทุกวันนี้ รูปแบบการบันทึกแบบนี้พบเห็นได้ทั่วไป จากแหล่งผู้ให้ข้อมูล ที่เป็นพ่อเพลง  แม่เพลง ในทุกวันนี้ ซึ่งคนเหล่านี้จะมีอายุระหว่าง 50-70ปี (หน้า 106,117)  บทบันทึกส่วนใหญ่เป็นมรดกจากครูผู้สอน หรือเป็นของคนในครอบครัวที่ได้จดบันทึกเอาไว้  (ภาพหน้า 95)
          3) การเขียนบันทึกเพลงขับสายแปงด้วยภาษาไทยโซ่งผสมกับตัวหนังสือภาษาไทย การเขียนบันทึกเช่นนี้ได้พัฒนาและผสมระหว่างตัวหนังสือภาษาไทยโซ่ง กับตัวหนังสือภาษาไทย ซึ่งเป็นยุคสมัยใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาไทย (หน้า 106,117)  บันทึกส่วนใหญ่เป็นของพ่อเพลง แม่เพลง ที่จดบันทึกเพื่อจดจำ จะได้ไม่ลืมเลือน ( ภาพหน้า 96)
          4) การเขียนบันทึกเพลงขับสายแปง โดยใช้ตัวอักษรไทย โดยใช้คำศัพท์และวรรณยุกต์ตามเสียงภาษาไทยโซ่ง การเขียนบันทึกในทุกวันนี้ ต้องเชี่ยวชาญภาษาไทย และผสมกับการผันเสียงวรรณยุกต์ ตามเสียงภาษาไทย หรือเสียงร้องนั่นเอง (หน้า 107,118) พบได้ในแหล่งพ่อเพลง แม่เพลง รุ่นที่อยู่ในทุกวันนี้ (ตัวอย่างภาพหน้า 97)

Study Period (Data Collection)

          การทำวิจัยใช้เวลา 3ปี เริ่มจากเดือนตุลาคม 2553-เดือนกันยายน 2556 โดยได้ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส สกว.) จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ประจำปี 2553-2556 (หน้า 11)

History of the Group and Community

ความเป็นมาของไทยโซ่ง
          แต่ก่อน หมู่บ้านสะแกรายมีชื่อว่าบ้านเรียบราง ในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สะแกราย”  สันนิษฐานว่า เมื่อก่อนมีต้นสะแกรายเรียงรายอยู่ในพื้นที่หมู่บ้าน คนในหมู่บ้านเป็นไทยโซ่งกว่า 90%  หมู่บ้านนี้ตั้งหมู่บ้านมานานประมาณ 100กว่าปี  (หน้า 4)  หมู่บ้านสะแกราย หมู่ 9  ตำบลดอนยายหอม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม   หมู่บ้านสะแกราย ชาวไทยโซ่งได้เข้ามาตั้งหมู่บ้าน 100กว่าปี ประชากรในหมู่บ้านกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นไทยโซ่ง นอกจากนี้ยังมีปราชญ์ชาวบ้านที่ได้บันทึกเพลงขับสายแปง ไว้ด้วย คนในหมู่บ้านยังได้ประเพณีวัฒนธรรม การแต่งกาย การละเล่นพื้นบ้าน  การทำเครื่องจักรสาน  ทอผ้า และยังคงรักษาภาษาไทยโซ่งไว้เป็นอย่างดี   และในการศึกษาได้เปรียบเทียบข้อมูลกับ 4ชุมชนในจังหวัดนครปฐม  (หน้า 14) อันประกอบด้วย  1) ชุมชนบ้านหัวถนน  ตำบลดอนพุทรา  อำเภอดอนตูม  2)  ชุมชนบ้านเกาะแรต  ตำบลบางปลา  อำเภอบางเลน   3)  ชุมชนบ้านดอนทอง  ตำบลดอนข่อย   อำเภอกำแพงแสน   4) ชุมชนบ้านไผ่หูช้าง  ตำบลไผ่หูช้าง  อำเภอบางเลน  (หน้า 15) และยังได้นำข้อมูลเพลงขับสายแปงไปเปรียบเทียบข้อมูลกับชุมชน    ไทยโซ่ง ที่อยู่ในจังหวัดอื่นๆ ได้แก่ชุมชนไทยโซ่งเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี , ชุมชนไทยโซ่ง บ้านดอนมะนาว  จังหวัดสุพรรณบุรี   ชุมชนไทยโซ่งบ้านหัวเขาจีน  จังหวัดราชบุรี  ชุมชนไทยโซ่งบ้านนาป่าหนาด  จังหวัดเลย  ชุมชนไทยโซ่งบ้านบางหมาก  จังหวัดชุมพร  (หน้า 15)

Settlement Pattern

Demography

          บ้านสะแกรายในหมู่บ้านมีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 123 ครัวเรือน มีประชากร 460คน แบ่งเป็นผู้ชาย 219คน และผู้หญิง 241คน (หน้า 4) 

Economy

          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปง ที่ได้สะท้อนว่าไทยโซ่งในพื้นที่ศึกษาเมื่อประมาณ 60-100ปี ที่แล้วมีอาชีพทำนาทำไร่ คนในชุมชนอยู่กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย แม้สภาพความเป็นอยู่ตลอดจนการเดินทางไปมาระหว่างหมู่บ้านจะเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องเดินข้ามป่าเขา แม้ว่าในบทเพลงขับสายแปงจะกล่าวถึงหญิงคนรักแต่ก็ได้สะท้อนแง่มุมด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ที่แฝงด้วยความเรียบง่าย มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำนา ทำสวน  (หน้า 88)  แม้อยู่ในความยากลำบากแต่ก็มีกำลังใจ เช่นเปรียบเทียบสวนกล้วยที่เหลืองทั่วบ้านเมือง ซึ่งเปรียบเทียบว่าอยู่ในช่วงความแห้งแล้งแต่ก็ไม่ย่อท้อ และอื่นๆ (หน้า 89)

Social Organization

การเลือกคู่ครอง
          จากการศึกษาพบว่าคำว่า “คอน” หรือ “กอน” หมายถึงคำว่า “กลอน”ในภาษาไทย ซึ่งประเพณีการเล่นช่วง กับการอิ่นกอนของไทยโซ่งนั้น มีความข้องเกี่ยวกับการเลือกคู่ครองของไทยโซ่งมาตั้งแต่อดีต  (หน้า 38) ขณะที่การอิ่นกอน หมายถึงการด้นกลอนสดร้องใช้ไหวพริบปฏิภาณโต้ตอบกันระหว่างคนหนุ่ม สาว (หน้า 38) เนื่องจากประเพณีนี้มีการขับลำนำ จึงมีการเรียกว่า “ขับสายแปง” โดยร้องตอบโต้กันระหว่างชายหญิง ดังนั้นจึงมีการให้ความหมายของ “อิ่นกอน” ว่า การเล่นกลอน  ส่วนผู้ให้ข้อมูลบางรายระบุว่า “เล่นคอน” หมายถึงการเล่นลูกช่วง ซึ่งคำว่าลูกช่วงเป็นภาษาไทย ส่วนคำว่า “มะกอน” หรือ “ลูกคอน” เป็นภาษาไทยโซ่ง (หน้า 39)
          ดังนั้นแล้ว “อิ่นกอน” คือ “เล่นคอน” หมายถึง “เล่นช่วง” หรือโยนลูกช่วง สำหรับไทยโซ่งนั้นเรียกลูกช่วงว่า “มะกอน” “มะก๋อน” “ลูกคอน” ส่วนคำว่า “ต๊อดมะก๋อน” หมายถึง โยนลูกคอน หรือที่คนไทยเรียกว่า โยนลูกช่วง และการร้องโต้ตอบกันของคนหนุ่มสาวนั้น ไทยโซ่งเรียกว่า “ขับสายแปง”  หมายถึงการขับลำนำ ที่มีความอ่อนโยนละมุนละไม มีความน่ารักน่าเอ็นดูใช้ร้องทักทายของหนุ่มสาว เพื่อทำความรู้จักมักคุ้นกันอันนำไปสู่การเลือกคู่ครอง แต่งงานมีครอบครัว (หน้า 39) อย่างไรก็ตามงานเขียนระบุว่า ทุกวันนี้ไม่มีประเพณีอิ่นก่อนเช่นในอดีต แต่ยังมีการแสดงให้ชมในช่วงวันสงกรานต์ ซึ่งแต่ละชุมชนที่ไทยโซ่งอยู่นั้นจะจัดไม่ตรงกัน เพื่อให้ชุมชนอื่นๆ มาชมหรือร่วมกิจกรรมด้วย การจัดจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ประเพณีนี้เป็นงานสนุกสนานของไทยโซ่ง ในวันนี้ไทยโซ่งจะพร้อมใจกันทำอาหารพื้นถิ่น และแต่งกายแบบไทยโซ่ง ในวันนี้จะมีการแสดงต่างๆ และมีการอิ่นกอน หรือเล่นลูกช่วง ที่ในโอกาสนี้คนหนุ่มสาวจะถือโอกาสเกี้ยวพาราสีคนที่ตนเองหมายปอง อันจะนำไปสู่การแต่งงานมีครอบครัวของหนุ่มสาวไทยโซ่ง (หน้า 39)

Political Organization

Belief System

ความเชื่อเรื่องผี
          ไทยโซ่ง เชื่อว่าแถนหรือผีฟ้า นั้นเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง  แถนหลวงเป็นหัวหน้าของแถนทั้งหมด (หน้า 33) แถนสามารถให้ทั้งคุณและโทษกับผู้คนขึ้นอยู่ว่าคนผู้นั้นมีการอยู่ในศีลธรรมหรือไม่ หากทำดีแถนก็ให้ความปกปักรักษา หากทำไม่ดีแถนก็ลงโทษทำให้ได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจ (หน้า 34)
          ผีเรือน (ผีบรรพบุรุษ)  มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองคนในครอบครัว (หน้า 34)เมื่อปู่ ย่า ตา ยาย ล่วงลับไปแล้วลูกหลานก็จะทำพิธีเชิญดวงวิญญาณมาอยู่ที่ห้อง “กะล่อห่อง”  ไทยโซ่งจะทำพิธีเสนเรือน เซ่นไหว้วิญญาณของผีปู่ย่าตายาย ทุกปีโดยไม่ขาดตกบกพร่อง  (หน้า 35)
          ผีเตาไฟ  คือผีที่อยู่เตาไฟผู้ใดข้ามเตาไฟจะพบความเดือดร้อนนานา (หน้า 34)
          ผีนา    คือผีที่คุ้มครองไร่นา ปกปักรักษาข้าวในนา ช่วยข้าวในนาให้เจริญงอกงาม ก่อนเกี่ยวข้าวไทยไทยโซ่งจะทำพิธีขอบคุณผีนา โดยเซ่นไหว้ด้วยเหล้าและไก่ (หน้า 34)
          ผีประจำหมู่บ้าน   อยู่ที่ศาลเจ้าปู่จะเซ่นไหว้ในเดือน 6 (หน้า 34)  
          ผีป่า ผีขวง และผีอื่นๆ หมายถึงผีที่อยู่ตามป่าดง หากคนทำให้โกรธแค้นก็จะอาฆาตมาดร้ายทำให้ทุกข์ร้อนเจ็บป่วย (หน้า 35)
 
ความเชื่อเรื่องขวัญของไทยโซ่ง
          ไทยโซ่งเชื่อว่า  ขวัญจะอยู่ประจำตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย หากขวัญหนีออกจากร่างกายก็จะทำให้เจ็บป่วยไม่สบาย ในร่างกายจะมีขวัญทั้งหมด 32ขวัญ  หากขวัญออกจากร่างกายก็จะทำพิธีเรียกขวัญ เมื่อเสียชีวิตขวัญจะกระจายไปอยู่ในที่ต่างๆ ได้แก่        
          “ขวัญกก” (ขวัญต้น) จะไปอยู่ที่เมืองฟ้า (หน้า 35)  “ขวัญหัว” ก็จะไปอยู่ที่ “กะล่อห่อง” กับลูกหลาน  หากไม่มีลูกชายก็จะไปอยู่ตูบ ซึ่งอยู่ใกล้กับลูกเขย  ส่วนขวัญปลาย หรือเงาก็จะไปอยู่ที่ป่าช้า  (หน้า 35)  กรณีที่มีการเสียชีวิต หากจัดพิธีศพแล้ว หลังจากเก็บกระดูกแล้วเอาไปฝัง  ก็จะสร้างเรือนขนาดเล็ก  ทับอีกชั้นเรียกว่า “เรือนแก้ว” ที่ป่าเฮ่ว หรือป่าช้า ตามความเชื่อของไทยโซ่ง เมื่อคนเสียชีวิตไปแล้ว ขวัญจะเดินทางไปเฝ้าแถน ต่อมาก็จะกลับมาประจำอยู่ที่เรือน  ทำหน้าที่ผีเรือน  (หน้า 34) นอกจากนี้ ในการทำพิธี  หมอเสนจะช่วยบอกทางกับขวัญเมื่อตอนเดินทางไปเฝ้าแถนที่เมืองฟ้า (หน้า 34)
 
พิธีเสน
          พิธีเสน ก็คือ พิธีเซ่นไหว้  (หน้า 35) พิธีเสนเป็นประเพณีที่ทำให้ไทยโซ่งรักษา    อัตลักษณ์ของกลุ่มตนเอาไว้ พิธีเสนแบ่งเป็น ประเภทต่างๆ ดังนี้
          1) พิธีเสนเรือน   จะทำพิธีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ เพื่อให้ผีบรรพบุรุษคุ้มครองคนในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข การประกอบพิธีจะทำ 2-3ปีต่อครั้ง  โดยจะประกอบพิธีในเดือน 4  เดือน  6  เดือน  8  และเดือน 12 ไม่นิยมทำในเดือน 5เพราะถือว่าเป็นเดือนที่อากาศร้อนอบอ้าว และในเดือน 9-11ก็ไม่นิยมทำเช่นกัน เพราะเป็นช่วงระยะเวลาที่ผีไปเฝ้าแถน (หน้า 36)  สำหรับอาหารที่นำมาเซ่นไหว้ จะนำมาเซ่นไหว้ก่อนกิน (หน้า 36) ผู้ท้าว ตระกูลผู้ปกครอง  นั้นจะประกอบพิธีทุก 5วัน  ส่วนผู้น้อยหรือชาวบ้าน นั้นจะประกอบพิธีทุก 10วัน  (หน้า 37)
          2) พิธีเสนเชิญผีขึ้นบ้าน   คือการทำพิธีเชิญผีบรรพบุรุษให้มาอยู่บนเรือนเพื่อความสงบสุข  (หน้า 36)
          3) พิธีเสนปาดตง  ได้แก่การเส้นไหว้เพื่อระลึกถึงบิดา มารดา  ปู่ ย่า ตา ยาย ที่เสียชีวิตไปแล้ว  บ้านที่ทำพิธีนี้จะเป็นบ้านที่มีกะล่อหอง  ไทยโซ่งจะทำอาหารคาว หวาน นำใส่ถาดไปวางที่มุมห้องกะล่อหอง ในเวลาเช้ากับกลางวัน (วันละ 2ครั้ง) (หน้า 36)
          4) พิธีเสนกวัดกว้าย    คือการทำพิธีขับไล่สิ่งไม่ดีต่างๆ หลังจากเสร็จสิ้นงานศพ ทำเพื่อให้คนในครอบครัวอยู่อย่างมีความสุข (หน้า 36)
          5) พิธีเสนฆ่าเกือด  ได้แก่ พิธีเสนเพื่อขจัดแม่เก่าของเด็กทารก ที่เป็นผีที่ติดตามมาตอนเกิด  (หน้า 36)
          6) พิธีเสนรับมด  ได้แก่ การประกอบพิธีรับมด ที่มาขออยู่ด้วย (หน้า 36)
          7) พิธีเสนตั้งบั้ง  คือการเสนเพื่อไหว้ผีมด คล้ายกับการไหว้ครูของนักร้องนักดนตรี
          8) พิธีเสนเรียกขวัญ(เสนตัว) คือการเรียกขวัญให้มาอยู่กับตัว และต่ออายุให้กับคนที่อายุ 60 ปี  (หน้า 36)
          ส่วนพิธีเสนที่ไทยโซ่งทำส่วนใหญ่ได้แก่พิธีเสนเรือน กับเสนปาดตง (หน้า 36)  ส่วนการขับจะอยู่ในพิธีเสนเรือนกับพิธีเสนตัว (หน้า 37) 

Education and Socialization

รูปแบบการถ่ายทอดเพลงขับสายแปง
          1) การใช้สื่อวิทยุ    ผ่านคลื่น AM 630ไทยโซ่งจะใช้ติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ก็ใช้เป็นช่องทางเพื่อเผยแพร่ข่าวสารในกลุ่มไทยโซ่ง หากวันไหนที่ออกอากาศเพลงขับสายแปง ผู้เป็นแม่เพลงในรายการบอกว่า วันนั้นจะมีผู้ฟังจากทางบ้าน โทร.เข้ามาเพื่อให้กำลังใจและชมเชยอย่างอุ่นหนาฝาครั่ง สำหรับกลุ่มผู้ฟังจะเป็นกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 40ปี (หน้า 107)
          2) การใช้อินเทอร์เน็ต  เป็นรูปแบบการถ่ายทอดเพลงขับสายแปงที่สะดวกรวดเร็วและทันสมัย หากมีผู้สนใจสามารถรับชมเพลงขับสายแปงผ่านยูทูป โดยมีภาพการเผยแพร่เพลงขับสายแปงไม่ต่ำกว่า 25คลิป  ส่วนในเฟซบุ๊ค เผยแพร่ภายใต้ชื่อ “ชมรมคนไทยทรงดำ และหมอขับสายแปง”  (หน้า 107) (หน้า 108) (หน้า 92-108)  

Health and Medicine

Art and Crafts (including Clothing Costume)

เพลงขับสายแปง 
          หมายถึงการขับลำนำของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง โดยขับร้องอย่างเรียบง่ายแต่งดงามเนื้อหาของเพลงบอกเล่าความเป็นอยู่ การทักทาย และการถ่ายทอดเรื่องราว บางครั้งก็ร้องตอบโต้ระหว่างชาย หญิง  การร้องเพลงขับสายแปงจะอยู่ในวัฒนธรรม ไทยโซ่ง เมื่อมีงานวัฒนธรรมประเพณี ได้แก่ อิ่นกอน (คือการเล่นลูกช่วง)  การเรียกขวัญ, การลงขวง (การเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว) จากการศึกษาพบว่า ภาพสะท้อนทางวัฒนธรรม ที่อยู่ในเพลงขับสายแปง ได้แก่ ประเพณีความเชื่อ  ประวัติศาสตร์  สภาพสังคม ตลอดจนทัศนคติ เป็นต้น  (หน้า ix บทคัดย่อภาษาไทย)
          “ขับ” หมายถึงการร้องตามทำนอง ใช้ในช่วงงานประเพณีได้แก่ การขับลำนำที่ อิ่นกอน เรียกว่า “สายแปง” ในพิธีเสนเรือน หรือพิธีศพ เรียกว่า “ว่า”  เพลงขับเป็นการร้องที่ถ่ายทอดความรู้สึก สุข  ทุกข์  รักสิเน่หา (หน้า 27)
          ส่วนคำว่าแปง ในภาษาไทยโซ่ง หมายถึง ความอ่อนหวานละมุน ละไม น่ารักใคร่ น่าเอ็นดู  สังเกตจากตอนขึ้นต้นเพลง จะมีคำว่า “แปงเอย” หมายถึง “ที่รัก” นอกจากนี้ในเพลง เข้ากางชวง (ประเพณีเล่นช่วง) จะมีคำขึ้นต้นว่า “เสืองมักแปง” แปลว่า “เพราะรัก”  (หน้า 41)  การขับแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่       
                    1) ขับสายนิ่งสายแนน  เพื่อพรรณนาถึงความรัก  ความผูกพันของไทยโซ่ง
                    2) ขับบ่าว  ขับสาว  คือการขับเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว
                    3) ขับให้พร, ขับลา,  ขับสายหล้าสายแปง คือการขับถึง ความรักความผูกพันต่อกัน
                    4) ขับยามปี่ ยามน้อง คือการขับเพื่อถามไถ่ทุกข์สุขกับคนที่มาเยี่ยมเยียน  (หน้า 27)ส่วนผู้ร้องเพลงเพลงขับเรียกว่า “หมอขับ” ถ้าเป็นผู้ชายเรียก “พ่อขับ” แต่ถ้าหากเป็นหญิงเรียก “แม่ขับ” (หน้า 2) 
 
ประเภทของเพลงขับสายแปง เพลงขับไทยโซ่งแบ่งเป็นสองอย่าง   
          1) เพลงขับที่เกี่ยวข้องกับพิธีเสนกับพิธีศพ  (หน้า 28)
          2) เพลงขับที่ใช้ในงานรื่นเริงที่เรียกว่า “เพลงขับ” หรือไทยโซ่งส่วนมากเรียกว่า “ขับสายแปง”ซึ่งใช้ในประเพณีอิ่นกอน  คำว่า “อิ่นกอน” บางครั้งก็เรียกว่า “อินก๋อน” (อิ่นกอน)  เล่นคอน หรือ เล่นช่วง ในงานเขียน “อิ่นกอน” ออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า  “เล่นคอน” อิ่น ในภาษาไทยโซ่ง หมายถึง “เล่น” บวกกับคำว่า “กอน” “ก๋อน” หรือ “คอน” แปลว่า “ลูกช่วง” (หน้า 28) ประเพณีอิ่นกอน (เล่นคอน) เป็นการละเล่นของหนุ่มสาว ในช่วงเดือน 5ซึ่งเป็นช่วงว่างเว้นจากการทำนา กลุ่มสาวๆ ไทยโซ่งจะนั่งรวมกลุ่ม 15-20คน (หน้า 28) ที่บ้านของคนใดคนหนึ่ง เป็น “ข่วง”  เพื่อให้โอกาสคนหนุ่มสาวได้เกี้ยวพาราสีหาคู่ครองในชีวิต   ในช่วงเวลานี้ไทยโซ่งจะไม่ได้ทำงานและจัดงานทั้งเดือน  ส่วนฝ่ายหนุ่มๆ ก็จะรวมกลุ่มกัน  15-20คน เดินทางไป”เล่นคอน” ที่หมู่บ้านใกล้เคียง  แล้วส่งตัวแทนไปลงข่วงร้องเพลงขับสายแปง เกี้ยวสาวๆ หรือที่เรียกว่า “เข้ากางขวง” เนื้อหาของเพลงนั้นส่วนใหญ่เกี่ยวกับความรักเสน่หาแบบเยาวชนคนหนุ่มสาว (หน้า 62) (หน้า 109) (หน้า 110)

หากแบ่งตามเนื้อหาเพลงขับสายแปงแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ (หน้า 42)
          1) ขับทักทาย (ขับสายแปง)  สื่อความหมายถึงความรัก ความหวังดี เพลงขับแบบนี้จะอยู่ในประเพณีอิ่นกอน (เล่นช่วง) โดยจะร้องทักทาย สื่อความรักของหนุ่มสาวที่เล่นลูกช่วง  คำขึ้นต้นจะมีคำว่า “แปง” ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกว่า “ขับสายแปง”  (หน้า 42)
          2) ขับแปงขวัญ หมายถึง การขับเรียกขวัญ  เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วย  เพราะไทยโซ่งเชื่อว่าถ้าขวัญออกจากร่างกายก็จะทำให้เจ็บป่วยไม่สบาย  ดังนั้น จึงต้องทำพิธีเรียกขวัญ (หน้า 42)(หน้า 43)
          3) ขับเอิ้นพร หรือแปงพร หมายถึงการกล่าวคำขอบคุณ ขอบคุณเจ้าของบ้านที่ต้อนรับขับสู้ และอวยพรให้คนที่มาเยี่ยมเยียนอยู่เย็นเป็นสุข (หน้า 43)
          4) ขับเล่าเรื่อง ได้แก่การบอกเรื่องราวต่างๆ เหมือนนิทาน เช่น นิทานไทยโซ่ง หรือเรื่องที่สอนให้คนทำดี มีทั้งที่เขียนเป็นตัวหนังสือ และเล่าต่อๆกันมา    (หน้า 43)
          5) ขับเกี้ยวสาว  หนุ่ม  อยู่ในประเพณีอิ่นกอน(เล่นคอน) ในเดือนห้า  โดยกลุ่มหนุ่มๆ จะเดินทางไปหมู่บ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อเล่นลูกช่วงตามขวง  การขับสายแปงเกี้ยวสาว หนุ่ม   เป็นเพลงที่ร้องตอบโต้คล้ายกับเพลงอีแซวของไทย  เนื้อหาของเพลงขับสายแปงเชื่อมโยงกับธรรมชาติ นำมาเปรียบเทียบกับหญิงสาว หรือชายหนุ่มที่ชื่นชอบ (หน้า 43) เช่นความรักของคนหนุ่มสาว คงทนและเหนียวแน่นเหมือนเถาวัลย์หากต้องการดึงให้ขาดต้องใช้กำลังอย่างมาก เป็นต้น  (หน้า 44)
          6) ขับกล่อมเด็ก ขับสายแปงกล่อมลูก เนื้อหาเพื่อกล่อมลูกให้หลับ (หน้า 44) เนื้อหามีความไพเราะ โดยจะร้องว่า หากไม่นอนไก่จะมาจิกตา หมาจะมากินก้น  ตัวอ้นจะมากินลูกอัณฑะ เป็นต้น จากการสัมภาษณ์พบว่าการขับกล่อมเด็กทุกวันนี้ไม่มีไทยโซ่งขับสายแปงกล่อมลูกกันแล้ว (หน้า 45)
การขับเพลงขับสายแปงนั้นขึ้นอยู่กับความชำนาญของคนร้อง ดังนั้นจึงทำให้มีความไพเราะที่แตกต่างกัน สำหรับองค์ประกอบของเพลงขับสายแปงมีดังต่อไปนี้
          1) การขึ้นต้น  มีการร้องแบบต่างๆ ดังนี้  แปงหน้าไกเมืองเอย, อุย เย้ย เย้ย, โอโห่ โอโห้โอ, ไซล่า ไซแปง, แปงหน้า เดินทางเอย และอื่นๆ (หน้า 46, ภาพหน้า 47)
          2) ส่วนเนื้อร้อง  เป็นเป็นหลายเนื้อแต่ทำนองเดียว ซ้ำหลายจังหวะเป็นการร้องที่ได้รับการถ่ายทอดมุขปาถะหรือใช้ความจำเป็นหลัก บางครั้งก็เขียนด้วยภาษาไทดำ หรือตัวอักษรไทยผสมคำในภาษาไทยโซ่ง การร้องเป็นแบบทำนองเดียวซ้ำทำนองกับจังหวะ งานเขียนเรียกว่า “ร้อยเนื้อทำนองเดียว” การร้องจะใช้เสียงสูงต่ำเข้ามาประกอบ ในตอนจบวรรคหรือจบเพลง โดยเน้นสัมผัส เป็นการขับร้องที่เรียกว่าร่าย โดยเรียงคำคล้องจองให้ต่อเนื่องกัน (หน้า 47) และเชื่อมคำคล้องจองในแต่ละวรรคให้ต่อเนื่องกันไป (ดูตัวอย่างหน้า 48)
          3) ลักษณะเฉพาะของการขับเนื้อร้องเพลงขับสายแปง
               3.1)  การเอื้อน  มีลักษณะเฉพาะของพ่อเพลง และแม่เพลงแต่ละคนเพราะการเอื้อนนั้นในการร้องเพลงขับสายแปงนั้นมีเหตุผลในการเอื้อนอยู่สองอย่างคือ การเอื้อนเพื่อให้ทำนองจบวรรคหรือจบจังหวะกับการเอื้อนเชื่อมคำในวรรคเพื่อต้องการให้ลงจังหวะ (หน้า 48) การเอื้อนของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน เพราะการเอื้อนของหมอขับมีผลทำให้เกิดความไพเราะเพราะพริ้งของการขับสายแปง (หน้า 49)
               3.2)  สร้อยเพลงส่วนหัว   สร้อยเพลงที่งานเขียนกล่าวถึงนั้นก็คือ การเพิ่มเติมคำร้องให้เข้ากับทำนองเพื่อให้ครบจังหวะในหนึ่งวรรค ของสร้อยเพลง  ทั้งนี้สร้อยเพลงมักอยู่ในเนื้อร้องส่วนต้นของวรรค เพราะผู้ขับเพลงต้องการเพิ่มความไพเราะหรือเพิ่มทำนองเพื่อให้จังหวะลงตัว หากมีคำร้องสั้นในแต่ละวรรค คำร้องที่พบเห็นได้แก่ ห่าวเอย, เออเอ้ย และอื่นๆ (หน้า 49)
               3.3)  การซ้ำเนื้อ   คนร้องมีความต้องการให้การร้องครบตามจังหวะ การขับซ้ำเนื้อในเพลงขับสายแปงนั้น ส่วนใหญ่จะพบในเนื้อเพลงสองพยางค์ท้าย (หน้า 49) การร้องซ้ำคือการเพิ่มระดับเสียงวรรณยุกต์ของพยางค์ท้ายสุดแล้วจบจังหวะด้วยระดับเสียงวรรณยุกต์เดิมของพยางค์ดังกล่าว สำหรับการหยุดการขับ ขึ้นอยู่กับคนร้อง ว่าเนื้อเพลงที่กำลังขับเพลงอยู่ จบความหมาย หรือเรื่องสมบูรณ์ในประโยค หรือวรรคดังกล่าวแล้วหรือยัง  ส่วนการขับเพลงตือก็อาจเริ่มร้องช่วงใดช่วงหนึ่งได้  (หน้า 50)
               3.4)  การร้องสอดรับ (ลูกคู่) คือการร้องร่วมกันกับคนฟังหรือคนที่มาร่วมร้อง การร้องสอดรับของลูกคู่ไม่ร้องเป็นเนื้อร้องแต่ร้องทำนองรับจากพ่อเพลง แม่เพลง ในช่วงที่จบวรรคเนื้อเพลงขับสายแปง โดยร้องว่า (หน้า 50) “...ฮะโฮโฮ้  หละ โอะ โห โอ โอะ โห โอ โอะ โห โอ โอ้ โอ โอ้...” (หน้า 51)
               3.5)  การด้น (improvisation) คือการคิดเนื้อหา ทำนอง จังหวะขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่ได้เตรียมตัว คิดได้ก็ร้องโดยทันที การด้นหากคนร้องมีประสบการณ์มากก็จะสามารถด้นได้อย่างไพเราะและไม่ติดขัดเรื่องเนื้อหาที่ถ่ายทอดสู่ผู้ฟัง  การด้นแบ่งออกเป็นแบบต่างๆ ดังนี้ (หน้า 51)
                    1.การด้นเนื้อร้อง    ผู้ขับเพลงจะแต่งเนื้อร้องขึ้นมาทันทีทันใด เป็นการด้นสดๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการขับสายแปง ประเภทขับอวยพร หรือขับทักทาย การด้นสดๆจะทำให้มีชีวิตชีวาและทันสถานการณ์ (หน้า 51)
                    2.การด้นคำ การขับเพลงขับสายแปงนั้นใช้ความจำในการจำเนื้อร้องเป็นอย่างมาก  การขับเพลงแต่ละครั้งเพลงจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ยังคงความหมายของเพลงเอาไว้ และพ่อเพลง แม่เพลง ต้องใช้ไหวพริบจึงจะทำให้ด้นเพลงได้ไพเราะ (หน้า 51)
                    3.การด้นทำนอง  หมอเพลงแต่ละคนจะมีชั้นเชิงในการขับเพลงที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการด้นทำนองจึงขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละคนที่จะสร้างความเพราะพริ้งตามใจคนร้องแต่ละคน  (หน้า 52)
               3.6)  การโต้ตอบ (เพลงปฏิพากย์)  คือการร้องโต้ตอบของคนหนุ่มสาว การขับเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวไทยโซ่งเป็นเพลงปฏิพากย์ ใช้ทักษะและไหวพริบในการร้อง  เนื้อหาของเพลงมักเชื่อมโยงกับนิทาน สิ่งแวดล้อมรอบตัว ชีวิตความเป็นอยู่ โดยนำมาเปรียบเทียบกับหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่ผู้ร้องหลงใหล เพลงร้องตอบโต้จะมีให้เห็นเช่นเพลงฉ่อย เพลงอีแซว ของคนไทยภาคกลาง เป็นต้น  (หน้า 52)
 
ลูกช่วง
          คือผ้าที่ม้วนหรือห่อหญ้า ตัวผ้าขอดปลายเป็นปม หรือถุงในวัสดุเป็นทรายเป็นลูกกลมๆ ใช้ในการเล่นลูกช่วง ลักษณะของลูกช่วงคนเล่นจะนำเศษผ้ามาทำเป็นทรงสีเหลี่ยมคล้ายกับหมอน กว้างยาวประมาณ 3นิ้ว ข้างในจะใส่เศษผ้ายัดจนแน่น และประดับประดาด้านนอกด้วยผ้าสี (หน้า 38)
          ดังนั้น “อิ่นกอน” คือ “เล่นคอน” หมายถึง “เล่นช่วง” หรือโยนลูกช่วง สำหรับไทยโซ่งนั้นเรียกลูกช่วงว่า “มะกอน” “มะก๋อน” “ลูกคอน” ส่วนคำว่า “ต๊อดมะก๋อน” หมายถึง โยนลูกคอน หรือที่คนไทยเรียกว่า โยนลูกช่วง (หน้า 39)

ความหมายของเพลงขับสายแปง
          งานเขียนได้แปลความหมายของเพลงขับสายแปง โดยได้ข้อมูลของคำที่บันทึกเป็นภาษาไทยโซ่งของพ่อจรัญ จอมบุญ ซึ่งบันทึกนี้มีอายุประมาณ 55ปี ผู้วิจัยได้รวบรวมไว้ทั้งหมด 34หน้า และแปลเป็นภาษาไทยโดยแม่บุญสม มียอด ในการขับสายแปง  มี  ภาพสะท้อนของความหมายดังต่อไปนี้ (หน้า 61)
บทเข้ากางขวง(หน้า 61-91)
          เป็นการละเล่นของคนหนุ่ม สาว ไทยโซ่ง ในประเพณีอิ่นกอน ในช่วงเดือนห้า หลังจากฤดูทำนาผ่านพ้นไปแล้ว หญิงสาวประมาณ 15-20คนจะรวมกลุ่มกัน อยู่ที่บ้านของคนใดคนหนึ่ง พื้นที่ที่รวมกันเรียกว่า “ข่วง” บริเวณนี้หนุ่มสาวจะมาเกี้นวพาราสีเพื่อเลือกคู่ครองหรือพบปะพูดคุยกัน ในเวลาค่ำคืนคนหนุ่มประมาณ 15-20คนจะตระเวณไปตามหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อไปเล่นคอน เมื่อไปถึงก็จะให้ตัวแทนไปร้องเพลงขับสายแปงทักทายสาวๆ ซึ่งเรียกว่า “เข้ากางขวง” ตัวอย่างมีดังนี้ (หน้า 62)
 
                    ภาษาไทยโซ่ง “เสืองมักแปงเซายังเจื่องเจือกันเต่า”
                    ภาษาไทย       “เพราะรักจึงชวนกันมา” (ภาพหนึ่ง หน้า 62)
 
                    ภาษาไทยโซ่ง “เสืองมักเหน่าดีซ้อนยังเจืองกันมา” (ภาพสอง หน้า 62)
                    ภาษาไทย       “เพราะรักจึงชวนกันมา”  

          ภาพหนึ่งกับภาพสองนั้นความหมายเหมือนกันว่า “เพราะรักจึงชวนกันมา” แต่ในภาษาไทยโซ่งได้มีการเล่นเสียงให้คล้องจองกัน ซึ่งในประโยคแรกมีคำว่า “แปง” จึงเป็นที่มาของคำว่า “ขับสายแปง” ในการขับลำนำของไทยโซ่ง (หน้า 63)
 
                    ภาษาไทยโซ่ง  “ เซายังเอาตีนข้ามป่าแฝะไฟลาม
                                             ตึบตีนข้ามป่าขามใบสร้อย” (ภาพสาม หน้า 63)
 
                    ภาษาไทยว่า    “ เรายังเดินข้ามป่าแฝกที่ไฟลาม
                                            ย่ำเท้าข้ามป่าขามใบน้อย”  (หน้า 63)  
 
                    ภาษาไทยโซ่ง  “มาตกบ้านด่าออดน้อยเจอไก่ขันเนือง” (ภาพสี่ หน้า 64)
                    ภาษาไทย        “(บุกน้ำข้ามป่า)มาถึงบ้านสาวน้อยเวลาไก่ขันเนือง(หน้า 64)     
            
          คำว่าไก่ขันเนือง ไทยโซ่งในยุคปัจจุบันไม่เข้าใจความหมาย ส่วนผู้ให้ข้อมูลอธิบายว่า  “ไก่ขันเนือง” หมายถึง “ไก่ขันตอนหัวรุ่ง โดยการขันจะขันต่อเนื่องกันเป็นทอดๆ” การขันแบบนี้มีเฉพาะช่วงเช้ามืดประมาณตีสี่หรือตีห้า ที่สะท้อนให้เห็นชีวิตชนบทในอดีตที่   ไทยโซ่งมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย (หน้า 65)
                     ภาษาไทยโซ่ง  “เสืองมักแปงเซาก็มักมาตั้งแต่เบือนสามข้าวนาเฟืองเป็นปี๋
                                           เบือนสี่ขึ้นกางฟ้า
                                          ปอตอฮอดเบือนห้า เซาก็ยังมาฮอดหนั่งกางข่วงตีนใด”  (ภาพห้า หน้า 66)
                    ภาษาไทย      “ความรักของหนุ่มสาวคอยแต่จะให้ถึงเดือนสามข้าวเป็นปี่
                                          พอเดือนสี่ขึ้นกางฟ้า
                                          ถึงเดือนห้าจึงได้มาถึงบ้านสาวคนรัก” (หน้า 66)
            
          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้  ความรักของคนวัยหนุ่มสาวมีแต่เฝ้ารอให้ถึงเดือนสาม ที่เป็นระยะเวลาที่ข้าวตั้งท้อง ลำต้นข้าวเจริญเติบโต เด็กๆจึงนำมาทำปีเป่าอย่างสนุกสนาน  ซึ่งประมาณกลางเดือนสามก็เริ่มการเก็บเกี่ยว “พอเดือนสี่ขึ้นกลางฟ้า” เมื่อถึงเดือนสี่ก็คิดถึงอยากไปหาไวๆ  เมื่อถึงเดือนเมษายนหรือเดือนห้า หนุ่มๆก็เดินทางไปเล่นช่วงในประเพณีอิ่นกอนในหมู่บ้านต่างๆ บทเพลงสะท้อนความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม การละเล่นของเด็กๆ ความรู้สึกของหนุ่มสาวไทยโซ่งที่จะได้พบปะเจอะเจอกันเมื่อถึงประเพณีอิ่นกอน (หน้า 66)
 
                    ภาษาไทยโซ่ง   “อันตางฮาจีไปมันมีเอ๋เกอฟ้า
                                             เซาก็วาบอเกอด่าแมนี้แมเสี่ยวตามัน (ภาพหกหน้า 67)
                    ภาษาไทย      “อันทางที่จะไปมีมากเท่าฟ้า
                                          เขาก็ว่ามันไม่ดีเหมือนสาวบ้านนี้ ”  (หน้า 67)
            
          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้ หนุ่มจะไปพบสาวบ้านไหนก็ได้แต่ไม่เหมือนกับสาวบ้านนี้ ในเนื้อหาของคำขับมีนัยยะว่า “หลงรักสาวบ้านนี้” นอกจากนี้คำว่า “เอ๋เกอฟ้า” หมายถึง “มากเท่าฟ้า”  นอกจากนี้คำขับที่แล้วที่ว่า “ขึ้นกางฟ้า” คาดว่า คำว่าฟ้า อาจข้องเกี่ยวกับโลกทัศน์ การมองโลกของไทยโซ่งที่เกี่ยวกับท้องฟ้าหรือจักรวาลวิทยา นั่นเอง (หน้า 67) 
 
                    ภาษาไทยโซ่ง  “เสือมักกันฮายังเอากันนุ่งส้วงเสื้อ(ภาพเจ็ด หน้า 67)
                                           สนแส่วไหมลาวมาด่อ เซายังบอเฮฮิดปู่ตานาย (หน้า 68)
                    ภาษาไทย        “ความรักสาวช่วงนี้ ถึงได้แต่งตัวทรงดำ
                                           เพราะยังไม่ละทิ้งประเพณีตั้งแต่ปู่ย่าตายาย  ”  (หน้า 68)
             
          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้  1) การแต่งกายตามแบบไทยโซ่ง เป็นการแสดงความพิเศษเรื่องความรักสเน่หาของหนุ่มสาวไทยโซ่ง  การแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ โดยไม่ละเลยวัฒนธรรมประเพณี (ฮิด) ของบรรพบุรุษ    2)  คำว่า “สนแส่วไหมลาวมาด่อ” คือเสื้อผ้าแบบไทยโซ่ง  ซึ่งสะท้อนให้เห็นวิธีการกับวัสดุในการทอผ้า คือ  “สนแส่ว” คือวิธีทำลวดลายด้วยการใช้ด้ายสนเข้าเข็มแล้วปัก เพื่อให้มีลวดลายที่สวยงามกับผ้าที่ทอ และ “ไหมลาว” คือไหมคุณภาพดีที่ซื้อมาจากประเทศลาว ฉะนั้น “สนแส่ว ไหมลาวมาด่อ คือการใช้วิธีการสนแส่วด้วยการเอาไหมลาวมาสนแส่วบนผ้าที่ทอ นั่นเอง   (หน้า 68)
 
                    ภาษาไทยโซ่ง  “ กายมาดายบ่าวฮามตังหมู
                                             มาเติงผู้หัวหน้าหมอปี่หมอแกน
                                             เติงแหวนวงดี่สอดมือนิวก้อย
                                             มาเติงสม่ายหนุ่มน้อยคอยจ้องอยู่ตางหลัง แต้นา (ภาพแปดหน้า 69)
                    ภาษาไทย        “มากันมากมายทั้งหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อย
                                            มาทั้งหัวหน้าหมอปี่หมอแคน
                                            เอาแหวนวงงดงามสวมใส่นิ้วก้อย
                                            มาทั้งหนุ่มน้อยคอยอยู่ด้านหลัง  ”  (หน้า 69)

          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้    การเล่นอิ่นกอนนั้น มีหนุ่มมาหลายคนทั้งคนเล่นปี เป่าแคนที่มาอยู่ในกลุ่ม แต่คำว่า “เอาแหวนวงงดงามสวมใส่นิ้วก้อย” เป็นคำเปรียบเปรยไม่ได้เอาแหวนมาสวมจริงๆ แต่หมายความว่า เตรียมตัวแต่งกายมาอย่างพิถีพิถันเพื่อมาพบสาวบ้านที่หมายปอง  (หน้า 69)  
 
                    ภาษาไทยโซ่ง  “จายกันมาหน่าเป็นซังตองแห่วผ่ายกวาเมือง
                                           เป็นซังตองเหลืองผ่ายกวาเมืองมาตึม
                                          ข้ามหลืบฟ้ามาตกกางข่วงนางสาวแล้วด่อ  (ภาพเก้าหน้า 70)
                    ภาษาไทย        “หนุ่มๆ ที่มาเป็นเหมือนดังใบตองแห้งทั่วเมือง
                                           ใบตองเหลืองทั่วบ้าน
                                           ข้ามหลืบฟ้ามาตกบ้านน้องสาว ”  (หน้า 70)
             
          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้ เนื้อหาของเพลงที่หนุ่มไทยโซ่งบอกกับหญิงสาวว่า ตนเองคิดถึงหญิงสาวมากมายเหลือเกิน เป็นเหมือนใบตองแห้งทั่วเมือง เหลืองทั่วบ้าน  ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วต้นกล้วยเป็นพืชที่ทนแล้ง แต่ถ้าวันใดที่ต้นกล้วยเหลืองทั่วบ้านทั่วเมือง ก็แสดงว่า แห้งแล้งเหลือแสน  หนุ่มคนนั้นก็บอกกับหญิงสาวว่าตนเองก็อยู่ในสภาพเช่นนั้น  ตนจึงข้ามหลืบฟ้ามาหาสาวให้เร็วที่สุด แต่การมองเมฆเช่นนั้น เป็น โลกทัศน์ที่มองท้องฟ้าว่าเป็นชั้นๆ  ท้องฟ้าเป็นชั้นๆ ลอยอยู่เหนือแผ่นดินบนนั้นเป็นเมืองฟ้า แถนและบรรพบุรุษของไทยโซ่งอยู่บนนั้น การติดต่อแถนและบรรพบุรุษสามารถทำได้ด้วยพิธีเสน (หน้า 70)
 
                    ภาษาไทยโซ่ง  “ฮาจีฮักเอาส่าเดินไกล ฮาจีฮักเอาไตเดินหลัก
                                           ฮาจีฮักเอาหว่าปีน้อง ผู้ลุกหลักมาหยามก่อนเนอ  (ภาพสิบหน้า 71)
                    ภาษาไทย     “เราสาวๆ ทั้งหลายจะรักและรับเป็นญาติพี่น้อง (ร่วมสายตระกูล)
                                         เพราะ (หนุ่มๆ) เดินทางมาไกล ”  (หน้า 71)
             
          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้  การร้องเพื่อตอบรับหนุ่มๆ ที่เดินทางมาเล่นคอน  อันแสดงให้เห็นความรักที่จะรับ กลุ่มคนหนุ่มที่มาให้มาเป็นญาติพี่น้องร่วมสายตระกูล ซึ่งคำว่า “หว่า” หรือ “หว้า” นั้นเป็นคำเรียกสายตระกูลของไทดำ นอกจากนี้เมื่อสังเกตคำขับนับจากคำขับแรก กลุ่มคนหนึ่งได้บอกกับกลุ่มหญิงสาวว่าใช้ความมานะพยายาม และอดทนอย่างมากในการเดินทางไกล เดินข้ามป่า ข้ามดงจนมาถึงบ้านของสาวๆ  เป็นเพราะความคิดถึง ดังนั้นจึงขอให้รับรักด้วย หมายถึง รับเล่นอิ่นกอน ในเพลงขับได้สะท้อนว่า ในอดีตไปไหนมาไหนด้วยการเดิน เดินข้ามป่าเขาอย่างยากลำบาก  ข้ามป่าแฝกที่ไฟไหม้กว่าจะมาถึงบ้านของหญิงสาว (หน้า 71) การเดินทางไกลเพื่อไปหาหญิงสาวนั้นเป็นการแสดงว่าฝ่ายชายมีความจริงใจ  ทางด้านฝ่ายหญิงก็จะตอบรับเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ  แต่ได้แสดงความสุภาพว่า เราจะรักกันอย่างญาติพี่น้อง อันเป็นการแสดงเรื่องการวางตัวของหนุ่มสาวไทยโซ่งเมื่อพบกันครั้ง (หน้า 72)   
                    ภาษาไทยโซ่ง  “ฮาจีฮักเอาด่าซังฮักแอง  แปงเอาฮาคือดางปีน้อง
                                            แปงเอาซังกองหน้าเก้าดวงดีแปงเมือง แอเนอ ” (ภาพสิบเอ็ดหน้า 72)
                    ภาษาไทย       “จะรับความรักนี้ไว้ให้เหมือนเป็นพี่น้อง 
                                           เป็นเหมือนกับกลองรักษาความดัง ”  (หน้า 72)   

          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้  คำขับนี้ต่อเนื่องจากคำขับที่สิบ ที่ย้ำว่าเราจะรักกันเหมือนพี่น้อง เป็นเหมือนกับกลองรักษาความดัง ในคำขับนี้ผู้เขียนได้สอบถามผู้ให้ข้อมูล  เพื่อถามความหมายของคำว่า “กลองหน้าเก้า” ได้ความว่าอาจเป็นคำเรียกชื่อขนาดของหน้ากลอง  เช่น กลองหน้าห้า  กลองหน้าเก้า  เป็นต้น (หน้า 72)  
 
                    ภาษาไทยโซ่ง  “ถ้าฮาบอฮักเอาแปงเตือนี้ บ้านแต่แปงฮาจีเป็นไอ้บ่าวเนาะนา
                                            ถ้าฮาบอฮักเอาจายย่านแต่จีเป็นไอ้บ่าวเนาะบ้าน
                                           ถ้าฮาบอป้านเอ้าไว้ก็จีได้แล่นแตะซะซายใหมด่อ (ภาพสิบสองหน้า 73)
                    ภาษาไทย       “ถ้าไม่รักเอา ก็หวั่นกลัวว่าจะเป็นคนนอกนา นอกบ้าน
                                           ถ้าไม่กักเอาไว้ก็คงจะวิ่งหนีไปทั่ว ”  (หน้า 73)   
           
          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้   ฝ่ายหญิงบอกว่า หากไม่รับเอาไว้ (หมายถึง รับเล่นคอน) ก็หวั่นวิตกว่าฝ่ายชายก็จะเป็น คนนอกนา คนนอกบ้าน  หมายถึง คนปราศจากที่นาทำกิน คนไร้ที่อยู่อาศัย  กลายเป็นคนจรจัดไร้หลักแหล่ง  ซึ่งเป็นสิ่งที่หญิงสาวไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นต่อผู้ชาย ถ้าหากในอนาคตเกิดความรัก ฝ่ายหญิงก็อยากฝ่ายชายนั้น มีความเป็นอยู่ที่เป็นหลักเป็นฐานเป็นเสาหลักในยามที่เป็นฝั่งเป็นฝาต่อไป  (หน้า 73)
 
                    ภาษาไทยโซ่ง    “กาเยื้อนให้แมอุเนือน เฮาอดสาจิมลองเบิ่ง     
                                              จิมเบิ่งมะเอือดสวนเหนือ มะเขือสวนใต้
                                              ส้มผักใจ้ขิงข่ายาฮอ ก่อนเนอ (เพิ่มเติม)” (ภาพสิบสามหน้า 73,74)
                    ภาษาไทย         “ สาวๆ ทั้งหลายเรามาลองชิมดู
                                             ชิมพริกสวนเหนือ  มะเขือสวนใต้
                                             ส้มผักตะไคร้  ขิงข่า ยาฮอ (เพิ่มเติม) ”  (หน้า 74)   
             ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้  เป็นคำขับของฝ่ายหญิงสาวที่บอกกับเพื่อนๆว่า  พวกเรามาลองชิม พริกสวนเหนือ  มะเขือสวนใต้ ส้มผัก ตะไคร้  ขิงข่า ยาฮอ  หมายถึง หนุ่มๆ ที่มานั้นเหมือนพืชผักสวนครัวแต่ละชนิดที่มีรสชาติแตกต่างๆกัน  เพลงขับนี้สะท้อนความมีอารมณ์ขันของฝ่ายหญิงที่ชอบทำข้าวปลาอาหาร จึงหยิบยกพืชผักใกล้ตัวมาเปรียบกับหนุ่มๆ ว่าแต่ละคนนั้นมีบุคลิก และความรู้สึกนึกคิดไม่เหมือนกัน (หน้า 74) 
 
                    ภาษาไทยโซ่ง  “จูส้อเบาะซ้อนมอนโป่งใบไข แปงฮาเป็นบ่าวตางไกล
                                            มาตกข่วงเบือนห้า จู่เตือหนี่น้ำบ่าบนยังตก
                                            น้ำบ่าบกยังไหล  บ่าวตางไกลยังเต่ามาด่อเนอ ”(ภาพสิบสี่หน้า 74,75)
                    ภาษาไทย        “ ต้นหม่อนแตกใบอ่อน คนเป็นหนุ่มทางไกล
                                             มาถึงบ้านสาวเดือนห้า น้ำบ่าบนยังตก
                                             น้ำบ่าบกยังไหล  หนุ่มทางไกลยังมาถึง ”  (หน้า 75)   

             ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้ คำขับนี้มีความหมายเปรียบเทียบคือ “ซ้อนมอนโป่งใบไข” คือ ต้นหม่อนแตกใบอ่อน เมื่อชายหนุ่มมาถึงบ้านหญิงสาวในเดือนห้า หรือเดือนเมษายน  น้ำบ่าบนยังตก หมายถึง น้ำไหลบ่ามาจากท้องฟ้า ซึ่งคำว่า “บน” แทนคำว่า “ฟ้า”  น้ำบ่าบกยังไหล หมายถึง น้ำไหลบ่าบนพื้นดิน เมื่อชายหนุ่มเดินทางมาถึง  โดยสะท้อนความรักต่อป่าเขาลำเนาไพร การทำนาทำสวน เช่น การปลูกหม่อนไหม การกล่าวถึงต้นใบหม่อนแตกใบอ่อนเมื่อชายหนุ่มเดินทางมาถึงบ้านหญิงสาว  โดยไม่ได้ใส่ใจถึงความลำบากลำบน เมื่อมาถึงก็ต้องเผชิญกับฝนตกหนักและน้ำหลากไหลบ่า แต่ผู้ให้ข้อมูลได้ตั้งข้อสังเกตว่า คงเป็นการเปรียบเทียบถึงความยากลำบากเท่านั้น เพราะในช่วงเดือนเมษายน ฝนคงไม่ตกหนัก และน้ำคงไม่ไหลบ่าอย่างแน่นอน แต่ขับเพลงเพื่อให้เห็นความยากลำบากเพื่อให้หญิงสาวเห็นใจนั่นเอง  (หน้า 75) 
 
                    ภาษาไทยโซ่ง  “จูเตือหนี่ ไก่เถือนยังบินมาตกนา  กากำยังบินตกตง
                                              บี่ตกตงปี่เหลือง บี่ตกเมืองปี่หล่อน ซ้อนบี่บินมา(ภาพสิบห้าหน้า 75,76)
                    ภาษาไทย        “ ไก่เถื่อนยังบินตกนา กาดำยังบินตกทุ่ง
                                               ตกทุ่งผีเสื้อเหลือง  ตกเมืองผีเสื้อขาว  กระพือปีกบินมา ”  (หน้า 76)   

              ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้      เหมือนกับหนุ่มๆ ที่มาเที่ยวสาว ตรงนั้น  ตรงนี้ เสมือนผีเสื้อสีเหลือง  ผีเสื้อสีขาว  กระพือปีบินมา  คำขับสะท้อนภาพธรรมชาติในช่วงเวลานั้น  เช่นภาพไก่เถื่อนที่อยู่ในนา  ภาพกาในท้องทุ่ง  ผีเสื้อที่บินในอากาศ เปรียบเทียบหนุ่มๆ ที่มาเที่ยวสาวๆ ว่าอยู่ตรงนั้น  ตรงนี้ ที่ซ่อนความงดงามนั้นเอาไว้   (หน้า 74) 
 
                    ภาษาไทยโซ่ง  “น้ำไหลเข้าหัวตง ฮาจีไกวเหมืองหาน้ำไหลเข้าหาหัวนา ฮาจีไกวเมืองต้าน                                                            
                                            น้ำไหลเข้าหาหน้าบ้าน  ฮาจีขุดคลองเอากอนเนอ
                                            ฮาจีปิดตันก่อนเน้อ  ฮาจีตันต้าง
                                            ตันให้มันก้างหนั่งกางข่วงสาวเรียบราง ก่อนเนอ (เพิ่มเติม)(ภาพสิบหกหน้า 76)
                    ภาษาไทย        “น้ำไหลเข้าหัวทุ่ง ให้เข้ามา  น้ำไหลเข้าหัวนา ให้กั้นไว้
                                            น้ำไหลเข้าหน้าบ้าน  ให้ขุดคลองตักไว้
                                             ให้มันอยู่บริเวณบ้านสาวเรียบรางนี้ (เพิ่มเติม) ”  (หน้า 77)   

          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้ คำขับเปรียบคนหนุ่มเหมือนสายน้ำไหล น้ำไหลไปทางไหน ให้ช่วยกันไม่ให้ไหลไปทางซ้ายทางขวา จะขึดคลองเอาไว้ให้น้ำอยู่บริเวณบ้านสาวเรียบราง คำขับที่เขียนแต่เดิมนั้นแทนคำขับของฝ่ายชายว่า “ตันให้มันก้างหนั่งกางข่วงสาวเรียบราง ก่อนเนอ” แต่ถ้าหากเป็นกลอนที่ผู้หญิงขับจะต้องเปลี่ยนคำขับให้เหมาะกับผู้หญิง เช่นคำว่า “ฮาแมอุเนือน” แปลว่า “ให้สาวๆ” ผู้ขับเพลงที่ให้ข้อมูลใช้คำว่า “ฮาจี” หมายถึง “ให้พวกเรา” และที่เพิ่มเข้ามาบอกว่า เป็นข่วงบ้านสาวเรียบราง เพราะคำว่า “เรียบราง” นั้น เป็นชื่อเก่าของบ้านสะแกราย  ภาพสะท้อนของคำขับแบ่งเป็นสองอย่างดังนี้  1)  การปล่อยน้ำเข้านา การปิดน้ำไว้ใช้ในนา การกักน้ำไว้ในคลอง เป็นภาพวิถีชีวิตของชาวนา  ผู้เขียนคำขับได้นำภาพการทำมาหากินสะท้อนเพลงขับสายแปง   โดยเปรียบคนหนุ่มเหมือนกับน้ำ ที่ใช้ทำนามีผลต่อการเติบโตขงต้นข้าวในนา  โดยจะเปิดให้น้ำเข้านาแล้วปิดเอาไว้ และกักเก็บน้ำไว้ในคลอง โดยเปรียบคลองเหมือนกับพื้นที่ข่วงบ้านสาว“เรียบราง” หรือ “สะแกราย”ในทุกวันนี้ โดยเปรียบหนุ่มกับสาวนั้นเป็นคู่ชีวิตที่จะสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่นต่อไป  เช่นเดียวกับน้ำและนาที่มีผลต่อความงดงามและเจริญเติบโตของข้าวในนา      2)  เพลงขับนี้เป็นการบันทึกเรื่องราวของชุมชนว่า “หมู่บ้านสะแกราย” เมื่อก่อนมีชื่อว่า “หมู่บ้านเรียบราง” นั่นเอง (หน้า 77)
 
                    ภาษาไทยโซ่ง   “ถ้าซูบอปิดกัน บ่ตันต้าง  แปงฮาบ่ส้างเอาไว้ก็คือจีไหลเอาะทะเล      
                                           เมื่อส่ามาฮาจีส่วนยืนไฟ เมือไตมาฮาจีส่วนยืนน้ำ
                                           เฒ่ากางว้ำให้ส่งกะบันแนม ด่อเน้อ (ภาพสิบเจ็ดหน้า 78)
                    ภาษาไทย        “ถ้าสาวไม่ปิดคัน ไม่ขวางทางน้ำ  หากไม่สร้างเอาไว้  ก็จะไหลสู่ท้องทะเล  
                                           หนุ่มมาเราจะยืนไฟ  เมื่อไตมาเราจะยืนน้ำ
                                           ผู้สูงอายุไม่มีฟันเราก็จะส่งตะบันหมาก ”  (หน้า 78)   

          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้ เป็นการอธิบายของหนุ่มๆว่า ถ้าสาวๆ ไม่ปิดกั้นคันนา ไม่ขวางน้ำที่จะไหลลงคลองเสียแล้ว ในที่นี้ น้ำก็เปรียบดั่งชายหนุ่มที่มาเล่นอิ่นกอนที่ข่วงแห่งนี้ ก็จะไหลไปสู่ทะเล และคำว่า “หนุ่มมาเราจะยืนไฟ ไตมาเราจะยืนน้ำ” สื่อความว่า  หากหนุ่มบ้านอื่นหรือคนไทยมาเราก็จะรั้งเอาไว้ และก็บอกว่า ผ็สูงอายุที่ไม่มีฟันเราจะส่งตะบันหมากให้  ขับสะท้อนอารมณ์ของฝ่ายชายหนุ่ม  ที่ต้องการให้ฝ่ายหญิงสาว รั้งพวกเขาเอาไว้  ส่วนผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันนั้นก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรักของชายหนุ่ม หญิงสาว  (หน้า 78) ก็จะส่งที่ตำหมากไปให้เพราะผู้สูงอายุไม่มีฟันเคี้ยวหมาก ซึ่งเนื้อเพลงสะท้อนว่า แม้ว่าผู้สูงอายุไม่ได้มีส่วนข้องเกี่ยวกับตัวเลือกของหญิงสาว ที่มาเล่นอิ่นกอนที่ข่วงก็ตาม  (หน้า 79) 
 
                    ภาษาไทยโซ่ง    “บ่าวโตจายฮาหน่า  ให้ซูกึดจอยขอยลงหง่ำ จอยฮาแดเน้อ
                                             ให้ซูตัดแพรลายลงห่มโตนข่อย ให้ซูตัดผ้าผืนน้อยลงห่มเอาจาย
                                             ถ้าซูบ่บายข่ำแขน ก็คือจิบ่ได้อยู่นำกินย้อน(ภาพสิบแปดหน้า 79)  
                    ภาษาไทย         “ พี่ชาย ขอให้คิดใจดี  ลงคิดถึงช่วยพี่
                                             ให้น้องตัดแพรลายลงห่มเอาพี่  ตัดผ้าผืนน้อยๆลงห่มเอาชาย
                                              ถ้าหากน้องสาวไม่ถือแขน  ก็อาจไม่ได้อยู่ด้วย”  (หน้า 79)   

          ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้   คำขับแสดงถึงการอ้อนวอนต่อหญิงสาว คือ  1) การที่หญิงสาวตัดผ้าหรือส่งผ้าของตนเองให้กับชายหนุ่ม สื่อถึงการทอดไมตรี และมีความสนอกสนใจในตัวชายหนุ่ม   (หน้า 79) การทอผ้าเมื่อในอดีตนั้นต้องใช้ความมานะอุตสาหะและใช้เวลานาน นอกจากนี้ผ้าทอก็เป็นสิ่งแสดงถึงความละมุนละไมและตัวตนของหญิงสาว  ฉะนั้นการมอบผ้าให้ฝ่ายชายจึงมีความหมายเป็นอย่างมาก  เช่นในประเพณีอิ่นกอน  การนำผ้าเปียวไปคล้องชายหนุ่ม ก็คือการให้มิตรภาพการชวนให้มาเล่นอิ่นกอนด้วย      2)  การถือแขนหรือการจูงแขนชายหนุ่มเข้าบ้านนั้น  หมายถึงการยอมรับและยินยอมให้เข้าบ้านอย่างเต็มอกเต็มใจ (ในเพลงขับสายแปงหมายถึงข่วง) (หน้า 80) 
 
                    ภาษาไทยโซ่ง    “ฮาปะอ้อนเอ็ดจู้ คือนางดาผู้อยู่เมืองบน (ใหม่ด่อ)
                                             ถ้าซูบ่ฮักเอาขอยฮาหน่า  เป็นซังไก่อยู่หนั่งกางล้า บ่มีที่จิอาศัยด่เน้อ   
                                             ถ้าแปงฮาบ่ฮักเอาฮาหน่า จีเป็นซังไก่เหลือโดก บ่มีที่บ่อนจีนอน
                                             เป็นซังไก่เหลือกอน บ่มีจิบ่อนจิห้อย  ใหม่ 
                                             (ภาพสิบเก้า หน้า 80)
                    ภาษาไทย         “เรามาอ้อนวอนให้คนรัก  เหมือนดั่งนางฟ้าที่อยู่เบื้องบน
                                             ถ้าเธอไม่รับรักพี่ ก็เป็นเหมือนไก่ที่อยู่นอกเล้า ไม่มีที่อยู่อาศัย ” (หน้า 80)
                                             จะเป็นอย่างไก่เหลือโดก  ไร้ที่เกาะไร้ที่นอน
                                             จะเป็นอย่างไก่เหลือคอน  ไร้ที่เกาะไร้ที่ห้อยโหน ”
                                             (จบบทเข้ากางข่วง  หน้า 81)   

             ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงมีดังนี้  เป็นตอนจบของเพลงขับสายแปงที่ชายหนุ่มแสดงความเห็นใจขอความรักจากฝ่ายหญิง โดยเปรียบหญิงสาวว่าเป็นนางฟ้าที่อยู่เบื้องบน  แต่ถ้าถูกหญิงสาวปฏิเสธไม่รับความรัก ชีวิตของชายหนุ่มก็ไม่ต่างอะไรกับไก่ที่อยู่นอกเล้า ไม่มีที่อยู่อาศัย ภาพสะท้อนในเพลงขับสายแปงคือ 1)  คำว่า “ฟ้า” และ “เบื้องบน” ที่ข้องเกี่ยวกับระบบความเชื่อของไทยโซ่ง ที่ว่ามีเมืองอยู่บนฟ้า ซึ่งไทยโซ่งมีความเชื่อว่า เมื่อก่อนโลกมนุษย์กับเมืองฟ้านั้นอยู่ติดกัน โดยมีสายเชื่อมโยงรูปร่างเหมือนกับดอกเห็ด คนอยู่พื้นดินตอนล่าง ส่วนตอนบนเป็นที่อยู่ของผีฟ้าหรือแถน  แต่เพราะว่าตอนบนกับตอนล่างอยู่ใกล้กันเหลือเกิน ส่งผลให้การเดินทางเป็นไปอย่างทุลักทุเลไม่สะดวก   ฉะนั้นบรรพบุรุษของมนุษย์หรือปู่เจ้าจึงตัดสายโยงฟ้าออกจากพื้นดิน  ดังนั้นเมืองฟ้าจึงค่อยๆ ลอยสูงขึ้น ดังนั้นจึงมีเมืองบน หรือเมืองฟ้าที่มีแถนอยู่บนนั้น  ส่วนเมืองล่างเป็นโลกที่อยู่ของคนและสัตว์นานาชนิด (หน้า 81) ส่วนคำที่เกี่ยวกับฟ้าที่อยู่ในเพลงขับสายแปงมีดังนี้  ได้แก่  ขึ้นกางฟ้า  ข้ามหลืบฟ้า      เอ๋เกอฟ้า  น้ำบน (น้ำจากฟากฟ้า หรือน้ำฝน) เมืองบน (หมายถึงเมืองฟ้า) และอื่นๆ  ดังนนั้นจึงมีพิธีกรรมทางความเชื่อที่สำคัญของไทยโซ่งคือ พิธีเสน  ที่มีความข้องเกี่ยวกับผีปู่ย่าตายาย และแถนที่อยู่เมืองฟ้า คำที่กล่าวมานี้ ได้สะท้อนให้เห็นการเปรียบเปรยและจินตนาการ ความเชื่อและทัศนคติการมองโลก (หน้า 81)  2) “ไก่นอกเล้า” ไก่เป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้านในแต่ละครัวเรือน จึงพบเห็นเป็นเรื่องสามัญ แต่เมื่อไก่ไร้เล้า  ไร้ที่เกาะก็ทำให้เกิดความเศร้าหม่นหมองไม่น้อยเลย ผู้เขียนคำขับได้นำธรรมชาติใกล้ตัวมาเปรียบเปรยเพื่อให้เกิดความรันทด มุ่งหวังให้หญิงสาวเกิดความ   เห็นใจ รับกลุ่มหนุ่ม (หน้า 81)มาเล่นอิ่นกอน (หรือเล่นคอน) บทเข้ากางข่วงก็จบลงโดยสมบูรณ์  (หน้า 82)   
          นอกจากนี้ในงานเขียนยังได้กล่าวถึงความหมายและภาพสะท้อนในบทเพลงขับเอิ้นขวัญ (อวยพร) ของไทยโซ่งที่อยู่ตำบลดอนมะเกลือ อำเภออู่ทอง  จังหวัดสุพรรณบุรีที่มีเนื้อหาว่า  (หน้า 82)

                    “...กินแล้วจะอวยพรให้เป็นเย็นเป็นสุข
                    ขอให้อยู่ดีเหมือนนกเอี้ยง
                    ให้อยู่เสี้ยงเหมือนตะเวน
                    ไปที่ไหนอย่าให้มีเหตุมาพาล ขอให้รอดปลอดภัยมาคง...” (หน้า 82)

          ตามเนื้อหาของบทขับเอิ้นขวัญของเพลงขับสายแปงได้มีการใช้คำเปรียบเทียบความสุขกับนกเอี้ยง โดยเปรียบความมั่นคง (หรือ อยู่เสี้ยง)กับดวงอาทิตย์ (หรือ ตะเวน)  จากการศึกษาพบว่า ไทยโซ่งมีความเห็นว่า นกเอี้ยงเป็นสัตว์ที่มีความสุขความเบิกบานใจ  ดังนั้นจึงอวยพรให้คนที่ได้รับพรมีความสุขความเบิกบานใจเหมือนกับนกเอี้ยง เพราะว่านกเอี้ยงมีเสรี ต้องการจะบินไปเกาะหลังควายตัวนั้น ตัวนี้ก็ได้  ซึ่งตรงกับความคิดเห็นของไทยโซ่งบ้านสะแกรายที่ว่า ชีวิตของนกเอี้ยงไร้ซึ่งความทุกข์โศกทั้งหลาย มีชีวิตง่ายๆ หากินบนหลังควาย ส่วนควายก็ไม่ทุกข์ใจหรืออยากได้รางวัลตอบแทน หรืออยากได้อะไรจากนกเอี้ยง (หน้า 82  ภาพ หน้า 83)
          ส่วนในมุมมองของคนไทยนั้นมองต่างออกไปจากไทยโซ่ง โดยมองนกเอี้ยงในมุมมองของการเอารัดเอาเปรียบ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในงานวิจัยได้กล่าวถึงบทอาขยานจากดอกสร้อยสุภาษิต ผลงานของหลวงวิจิตรวาทการ ที่กล่าวถึงนกเอี้ยงดังนี้ (หน้า 83) 
 
                              “นกเอ๋ย นกเอี้ยง
                    คนเข้าใจว่าเจ้าเลี้ยงซึ่งความเฒ่า
                    แต่นกเอี้ยงนั้นเลี่ยงทำงานเบา
                    แม้อาหารก็ไปเอาบนหลังควาย
                    เปรียบเหมือนคนทำตนเป็นกาฝาก
                    รู้มากเอาเปรียบคนทั้งหลาย
                    หนีงานหนักคอยสมัครงานสบาย
                    จึงน่าอายเพราะเอาเยี่ยงนกเอี้ยงเอย” (หน้า 83)
 
          มุมมองจากการมองนกเอี้ยงได้เห็นมุมมองความแตกต่างทางสังคมที่ไม่เหมือนกัน โดยคนไทยนั้นมองที่ความได้เปรียบเสียเปรียบ แต่มองคนละอย่างกับไทยโซ่ง ที่มองผ่านในมุมมองของความหฤหรรษ์ (หน้า 83) เป็นวิถีของการมองที่ไม่หวังผลตอบแทนแต่ประการใด ในแง่คิดของไทยโซ่งนั้น นกเอี้ยงเป็นภาพตัวแทนของไทยโซ่งที่อยู่กับ ธรรมชาติรอบตัว ทุ่งนา ป่าเขา  (หน้า 84)
          การมองนกเอี้ยงผ่านบทเพลงขับสายแปง ผู้วิจัยได้นำเสนอแผยภาพเพื่อให้เห็นนัยยะที่ซ่อนอยู่ดังนี้
                    1) ความหมายตรง นกเอี้ยงคือนกชนิดหนึ่งที่หากินตามธรรมชาติ หากินแมลงต่างๆบนหลังควาย
                    2) ภาพสะท้อนทางวัฒนธรรม  ความเป็นอยู่  สิ่งแวดล้อม  การเพาะปลูก
                    3) ความหมายแฝง  ความเบิกบานใจ ไม่ขุ่นมัว
                    4) ภาพสะท้อนผ่านอัตลักษณ์  ชีวิตสงบ การเกื้อกูลกันโดยไม่หวังผลประโยชน์ (เรื่องและภาพหน้า 84)

          สำหรับบทเข้ากางขวงที่หนุ่มๆ ไปร้องตามข่วงที่สาวๆไทยโซ่งรวมตัวกันยามค่ำคืน หากจะดูที่เนื้อหาบทร้องทั้งหมดมีดังนี้ (หน้า 85)
 
                              บทเข้ากางขวง
                              (ฝ่ายชายขับ)
                              เพราะรักจึงชวนกันมา (ซ้ำ)เรายังเดินข้ามป่าแฝกที่ไฟลาม
                    ย่ำเท้าข้ามป่าขามใบน้อย (บุกน้ำข้ามป่า)มาถึงบ้านสาวน้อยเวลาไก่ขันเนือง  
                    ความรักของหนุ่มสาวคอยแต่จะให้ถึงเดือนสามข้าวเป็นปี่
                    พอเดือนสี่ขึ้นกางฟ้า ถึงเดือนห้าจึงได้มาถึงบ้านสาวคนรัก
                    อันทางที่จะไปมีมากเท่าฟ้า เขาก็ว่ามันไม่ดีเหมือนสาวบ้านนี้
                    ความรักสาวช่วงนี้ ถึงได้แต่งตัวทรงดำ
                    เพราะยังไม่ละทิ้งประเพณีตั้งแต่ปู่ย่าตายาย   (หน้า 85)
                    มากันมากมายทั้งหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อย
                    มาทั้งหัวหน้าหมอปี่หมอแคน
                    เอาแหวนวงงดงามสวมใส่นิ้วก้อย  มาทั้งหนุ่มน้อยคอยอยู่ด้านหลัง 
                    หนุ่มๆ ที่มาเป็นเหมือนดังใบตองแห้งทั่วเมือง
                    ใบตองเหลืองทั่วบ้าน
                    ข้ามหลืบฟ้ามาตกบ้านน้องสาว ”  (หน้า 86)
 
                              (ฝ่ายหญิงขับ)
                              เราสาวๆ ทั้งหลายจะรักและรับเป็นญาติพี่น้อง (ร่วมสายตระกูล)
                    เพราะ (หนุ่มๆ) เดินทางมาไกล
                    จะรับความรักนี้ไว้ให้เหมือนเป็นพี่น้อง 
                    เป็นเหมือนกับกลองรักษาความดัง      
                    ถ้าไม่รักเอา ก็หวั่นกลัวว่าจะเป็นคนนอกนา นอกบ้าน
                    ถ้าไม่กักเอาไว้ก็คงจะวิ่งหนีไปทั่ว      
                    สาวๆ ทั้งหลายเรามาลองชิมดู ชิมพริกสวนเหนือ  มะเขือสวนใต้
                    ส้มผักตะไคร้  ขิงข่า ยาฮอ (เพิ่มเติม)
                    ต้นหม่อนแตกใบอ่อน คนเป็นหนุ่มทางไกล
                    มาถึงบ้านสาวเดือนห้า
                    น้ำบ่าบนยังตก น้ำบ่าบกยังไหล  หนุ่มทางไกลยังมาถึง    
                    ไก่เถื่อนยังบินตกนา กาดำยังบินตกทุ่ง
                    ตกทุ่งผีเสื้อเหลือง  ตกเมืองผีเสื้อขาว  กระพือปีกบินมา     
                    น้ำไหลเข้าหัวทุ่ง ให้เข้ามา  น้ำไหลเข้าหัวนา ให้กั้นไว้
                    น้ำไหลเข้าหน้าบ้าน  ให้ขุดคลองตักไว้
                    ให้มันอยู่บริเวณบ้านสาวเรียบรางนี้ (เพิ่มเติม) ”  (หน้า 86)
 
                              (ฝ่ายชายขับ)
                              ถ้าสาวไม่ปิดคัน ไม่ขวางทางน้ำ  หากไม่สร้างเอาไว้  ก็จะไหลสู่ท้องทะเล  
                    หนุ่มมาเราจะยืนไฟ  เมื่อไตมาเราจะยืนน้ำ
                    ผู้สูงอายุไม่มีฟันเราก็จะส่งตะบันหมาก ”   
                    พี่ชาย ขอให้คิดใจดี  ลงคิดถึงช่วยพี่
                    ให้น้องตัดแพรลายลงห่มเอาพี่  ตัดผ้าผืนน้อยๆลงห่มเอาชาย
                    ถ้าหากน้องสาวไม่ถือแขน  ก็อาจไม่ได้อยู่ด้วย
                    เรามาอ้อนวอนให้คนรัก  เหมือนดั่งนางฟ้าที่อยู่เบื้องบน
                    ถ้าเธอไม่รับรักพี่ ก็เป็นเหมือนไก่ที่อยู่นอกเล้า ไม่มีที่อยู่อาศัย
                    จะเป็นอย่างไก่เหลือโดก  ไร้ที่เกาะไร้ที่นอน
                    จะเป็นอย่างไก่เหลือคอน  ไร้ที่เกาะไร้ที่ห้อยโหน ”
                    (จบบทเข้ากางขวง  หน้า 87)   
 
          เนื้อหาของบทขับสายแปง “เข้ากางขวง” ได้สะท้อนภาพ และสื่อความหมายดังนี้
          1) ชื่อ  ประวัติ ความเป็นมา  ในบททักทายเข้าบ้านต้นข่วงนั้นมีคำว่า “แปง” คือคำว่า “เสืองมักแปงมา” แปลว่า “เพราะรัก” ดังนั้นการขับลำนำในประเพณี   อิ่น กอน ที่เรียกว่า “ขับสายแปง” คาดว่าจะมีส่วนจากการขึ้นต้นคำขับลำนำ รวมทั้งขับลำนำอื่น เช่น ขับเล่าเรื่อง  ขับอวยพร  ขับเรียกขวัญ  ขับเกี้ยวสาว ขับกล่อมเด็ก ว่าเป็นขับสายแปงเช่นกัน (หน้า 87) และในคำขับมีคำว่า    “เรียบราง” อยู่ด้วย คำนี้เป็นชื่อเก่าของหมู่บ้านสะแกราย (หน้า 88)
          2) ภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม  บ้าน  เมือง  ท้องทุ่ง  เนื้อหาในเพลงขับสายแปงได้บันทึกสภาพภูมิประเทศเมื่อประมาณ 60-100ปีที่ผ่านมาว่า สภาพหมู่บ้านเป็นป่า การเดินทางไม่มีความสะดวกสบาย สภาพหมู่บ้านในอดีตไก่ขันเป็นทอดๆ ตั้งแต่เช้ามืดถึงเช้าตรู่ การเดินทางในอดีตต้องบุกป่าฝ่าดง ต้องเดินข้ามป่าแฝกที่ไฟไหม้เกรียม เดินลำบากกระทั่งมาถึงบ้านเรือนของหญิงสาว (ขวง)  (หน้า 88)  ภาพไก่ขัน  ป่าแฝกต้นกล้วย ต้นหม่อนแตกใบอ่อน และชีวิตประจำวัน ที่ไทยโซ่งบันทึกไว้ในเพลงขับสายแปง (หน้า 88)
          3) ฤดูกาล ช่วงเวลา เช่น เดือนสามข้าวตั้งท้อง เด็กๆ นำลำต้นข้าวมาทำปี่ เดือนสี่เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้วก็คิดถึงหญิงผู้เป็นดวงใจ คอยให้แต่ถึงเดือนห้าที่จะเดินทาง   (หน้า 88) ไปหาหญิงที่หมายปอง  เป็นต้น (หน้า 89)
          4) โลกทัศน์ สังคม ความเป็นอยู่ การปลูกข้าว ในคำขับสายแปง ได้บอกว่าไม่ได้ทอดทิ้งการแต่งกายแบบไทยโซ่ง ที่ไม่ได้ทิ้งประเพณีที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย (หน้า 89)
จักรวาล  เมืองฟ้า  และเมือง เอ๋เกอฟ้าในคำขับสายแปงสะท้อนความเชื่อของไทยโซ่งมีคำต่างๆ ที่เกี่ยวกับฟ้า เช่นขึ้นกางฟ้า ข้ามหลืบฟ้า  น้ำบน (คือน้ำฝน) น้ำบก (น้ำบนดิน) เมืองบน (เมืองฟ้า)ที่อยู่ของแถน และนางฟ้า และอื่นๆ  (หน้า 90)

Folklore

การสร้างโลก
          ตามตำนานของไทดำนั้นเชื่อว่า ในอดีตโลกกับเมืองฟ้านั้นอยู่ติดกัน มีส่วนเชื่อมถึงกันได้  (หน้า 32) รูปร่างเหมือนกับดอกเห็ด  สำหรับคนจำนวนมากอยู่บนพื้นดินที่เป็นส่วนล่าง ส่วนผีฟ้าอยู่ทางด้านบน แต่เพราะว่าโลกกับเมืองฟ้าอยู่ใกล้กัน บรรพบุรุษของคนบนโลก หรือ “ปู่เจ้า” ได้ตัดสายโยงฟ้าออกจากดิน  ดังนั้นผืนฟ้าจึงลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ  ในอดีตสัตว์พูดได้ก็มักพูดคุยกันดังรบกวนไปถึงเมืองฟ้า  ด้วยความโกรธ แถนจึงบันดาลให้เกิดความแห้งแล้งบนพื้นโลก จึงทำให้คนและสัตว์บนโลกล้มตายเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นปู่เจ้าจึงประกอบพิธีขอฝน แต่ซ้ำร้ายฝนก็ตกลงมาเป็นจำนวนมาก ทั้งคนและสัตว์ก็ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า  เมื่อแถนทราบเรื่องจึงคิดช่วยเหลือ โดยนำคนและสัตว์ต่างๆ ใส่ไว้ในน้ำเต้ายักษ์เพื่อไม่ให้ตายหมด  เมื่อน้ำลดแถนได้มอบหมายให้ท้าวสวงกับท้าวเงิน  นำน้ำเต้าลงมาจากฟ้า เพื่อให้อิสรภาพกับคนและสัตว์ทั้งหลายไปใช้ชีวิตบนพื้นโลกกันต่อไป  นับจากนั้นเป็นต้นมาท้าวสวง กับท้าวเงิน  จึงได้รับความเคารพนับถือจากไทดำและทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง เรื่อยมา (หน้า 33,81,115)  

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไทยโซ่งกับคนไต้
          จากการสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยโซ่งและคนไต้ว่า  คนไต้ไม่ค่อยชอบไทยโซ่ง ในอดีตนั้นไม่ค่อยมีคนหนุ่มมาร้องเพลงขับสายแปง เนื่องจากย้ายที่อยู่มาไกล  (หน้า 92) ในอดีตนั้นเคยได้ยินญาติพี่น้องร้องเพลงขับสายแปง ในช่วงที่เล่นลูกช่วง หากหนุ่มสาวคู่ไหนชอบพอกันก็จะนัดพบกันแต่ผู้หญิงในอดีตจะรักนวลสงวนตัว เพียงแต่เปิดโอกาสให้หนุ่มที่ชอบพอมาพูดคุยด้วยเท่านั้น ผู้ให้ข้อมูลบอกว่าตอนที่มาอยู่ชุมพรนั้นอยู่ได้ไม่นานก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากน้ำท่วมบ่อยครั้ง คนไต้หรือที่ไทยโซ่งเรียกว่า “จำปือ” ส่วนคนไทยภาคกลางหรือคนไทยที่อยู่จังหวัดเพชรบุรี  ไทยโซ่งเรียกว่า “บักโกย”  (หน้า 93) คนไต้หรือ “จำปือ”จะรังเกียจไทยโซ่ง หาว่าไทยโซ่งเป็นลาว เพราะไทยโซ่งกินปลาร้า บางครั้งหากเหงาๆ ก็ร้องเพลงขับสายแปงหรือร้องตอนทำงาน เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เคยมีคนตะโกนด่าว่าส่งเสียงหนวกหู(หน้า 93)

Social Cultural and Identity Change

สาเหตุที่เพลงขับสายแปงจะหายไป
          เหตุที่เพลงขับสายแปงจะเลือนหาย และขาดผู้สืบทอด และต้นเหตุที่สำคัญคือคนฟังไม่เข้าใจ นอกจากนี้เนื้อร้องที่สืบทอดกันมานั้น สืบทอดผ่านความจำ ฉะนั้นภาษาในเพลงจึงเป็นภาษาเก่าแก่ มีคำศัพท์ที่ยากจำนวนมาก ฉะนั้นภาษาในเพลงจึงเป็นภาษาเก่าแก่ มีคำศัพท์ที่ยากจำนวนมาก นอกจากนี้คนวัยรุ่นไทยโซ่ง เริ่มพูดภาษาไทยโซ่งน้อยลง ดังนั้นเมื่อฟังเพลงขับสายแปงจึงฟังอย่างไม่เข้าใจเนื้อหา จึงทำให้เกิดการละเลยและไม่ต้องการสืบทอด  (หน้า 98) ส่วนสมุดที่จดเนื้อร้องก็เพื่อกันลืมเนื้อร้อง และก็เป็นมรดกที่สืบต่อมาจากคนรุ่นปู่ย่าตายาย ดังนั้นจึงมีชุมชนไทยโซ่งได้ตั้งศูนย์วัฒนธรรม เพื่อสอนเพลงขับสายแปงให้นักเรียนและวัยรุ่นหนุ่มสาว โดยมีหมอขับ เป็นผู้สอนให้ความรู้เกี่ยวกับเพลงขับสายแปง  (หน้า 99)
 
มีคำหลายคำในเพลงขับสายแปงที่ผู้ฟังไม่เข้าใจความหมาย
          จากการศึกษาพบว่า มาจากสาเหตุต่างๆคือ 1) การไม่มีประเพณีอิ่นกอน จึงไม่มีผู้สืบทอดเพลงขับสายแปง 2) ไทยโซ่งวัยหนุ่มสาวได้เข้าโรงเรียนจึงได้รับอิทธิพลมาจากคำศัพท์ภาษาไทยกลาง มาใช้ผสมกับภาษาไทยโซ่ง (หน้า 65,90) และ 3)บทขับสายแปง มีคำกวีที่ยากจะแปลเป็นภาษาตรงๆ ดังนั้นอาจจะสื่อไม่ตรงกับผู้เขียนบทเพลงหรือผู้ขับเพลงขับสายแปง  (หน้า  65,91)

Critic Issues

Other Issues

การใช้เฟซบุ๊คของคนไทย
          เฟซบุ๊คเป็นเครือข่ายทางสังคม ที่คนไทยใช้มากที่สุด  จากการสำรวจของเวบไซค์ Socialbakers.com พบว่า   เมื่อวันที่ 3มีนาคม พ.ศ. 2556มีคนใช้เฟซบุ๊ค ทั่วโลก จำนวน 963,812,360 คน  ส่วนจำนวนคนไทยใช้เป็นอันดับ 13ของโลกจากจำนวน 212ประเทศ มีผู้ใช้เฟซบุ๊คในไทย จำนวน 18,002,560คน  (หน้า 10) การใช้สื่ออินเทอร์เนทเพื่อเผยแพร่ข้อมูลของเพลงขับสายแปงนั้น เป็นวิธีการที่ทันสมัย และเป็นการสร้างเครือข่ายการติดต่อที่ไม่มีพรมแดน (หน้า 100)
          ในกลุ่มไทยโซ่งได้ใช้เฟซบุ๊คเพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์เพลงขับสายแปง   โดยใช้ชื่อว่า “โครงการศึกษาเพลงขับสายแปง” มีสมาชิกจำนวน 32คน กิจกรรมทางเฟซบุ๊คเช่น แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเพลงขับสายแปง และเผยแพร่เพลงขับสายแปงจากพ่อเพลง แม่เพลง  (หน้า 103)

Google Map

Map/Illustration

ภาพ
          ภาพเฟซบุ๊คของโครงการศึกษาเพลงขับสายแปง ไทดำ, 28มิถุนายน พ.ศ 2555 (หน้า 20) ลูกช่วง (หน้า 31) การโยนลูกช่วงในงานสืบสานวัฒนธรรม ประเพณีไทดำ ครั้งที่ 31เมื่อ 10เมษายน 2554ตำบลหนองปรง  อำเภอเขาย้อย  จังหวัดเพชรบุรี  (หน้า31) พิธีเสนตัว “สะเดาะเคราะห์ เรียกขวัญ” แม่บุญสม มียอด เมื่อ 24มิถุนายน พ.ศ. 2555  (หน้า 37) เวทีการแสดงในงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทดำ ครั้งที่ 31เมื่อวันที่ 10เมษายน พ.ศ. 2554ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย ( หน้า 40)ตัวอย่างการขึ้นเพลงโดยใช้เนื้อร้องว่า “แปงหน้า  ไกเมืองเอย ”  (หน้า 47)  ตัวอย่างการขึ้นเพลงโดยใช้เนื้อร้องว่า “อุย เย้ย เย้ย”  (หน้า 47) ตัวอย่างทำนองการร้องสอดรับในเพลงขับสายแปงของลูกคู่   (หน้า 51) คุณพ่อจรัญ  จอมบุญและบันทึกขับสายแปงหน้าแรกของ    คุณพ่อจรัญ (หน้า 53) ป้าหวาน ทองคงหาญ อายุ 66ปี ไทโซ่งบ้านไผ่หูช้าง อำเภอ   บางเลน  จังหวัดนครปฐม กำลังสาธิตการท่องจำการขับสายแปง  (หน้า 54) คุณแม่บุญสม มียอด อายุ 74ปี (หน้า 55)
          คำขับสายแปงหนึ่ง (หน้า 62)  คำขับสายแปงสอง (หน้า 62) คำขับสายแปงสาม (หน้า 63) คำขับสายแปงสี่ (หน้า 64) คำขับสายแปงห้า (หน้า 66) คำขับสายแปงหก (หน้า 67) คำขับสายแปงเจ็ด (หน้า 67) คำขับสายแปงแปด (หน้า 69) คำขับสายแปงเก้า (หน้า 69) คำขับสายแปงสิบ (หน้า 71) คำขับสายแปงสิบเอ็ด (หน้า 72) คำขับสายแปงสิบสอง (หน้า 72)  คำขับสายแปงสิบสาม (หน้า 73)  )  คำขับสายแปงสิบสี่ (หน้า 74) คำขับสายแปงสิบห้า (หน้า 75) คำขับสายแปงสิบหก (หน้า 76) คำขับสายแปงสิบเจ็ด (หน้า 78) คำขับสายแปงสิบแปด (หน้า 79) คำขับสายแปงสิบเก้า (หน้า 80)
          เนื้อร้องเพลงขับสายแปงบทเอิ้นพรจากสมุดบันทึกที่กล่าวถึงนกเอี้ยงของคุณแม่บุญสม มียอด ผู้บอกข้อมูลบ้านสะแกราย  ตำบลดอนยายหอม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม  (หน้า 83) การบันทึกเพลงขับสายแปงด้วยภาษาไทดำ มรดกตกทอดของของนางบัว พุ่มพวง  ตำบลบางหมาก  อำเภอเมือง  จังหวัดชุมพร  (หน้า 94) เนื้อร้องเพลงขับสายแปง ด้วยภาษาไทยโซ่ง มรดกตกทอดของคุณแม่บุญสม มียอด ตำบลสะแกรายอำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม  (หน้า 95) ตัวอย่างการบันทึกด้วยภาษาไทยโซ่งผสมกับตัวอักษรไทยของนางหนูจร  ไพศูนย์ ตำบลนาป่าหนาด อำเภอเชียงคาน  จังหวัดเลย  (หน้า 96) การบันทึกลักษณะการใช้อักขระภาษาไทยแต่ใช้คำไทยโซ่ง และการผันวรรณยุกต์ตามเสียงบันทึกของนางวิไล สระทองหน  ตำบลสระสี่มุม  อำเภอกำแพงแสน  จังหวัดนครปฐม (หน้า 97)  สัมภาษณ์นางวิไล สระทองหน  หมู่บ้านสระสี่มุม   ตำบลสระสี่มุม  อำเภอกำแพงแสน  จังหวัดนครปฐม  (18มกราคม 2555) ศิลปิน หรือหมอขับ เพลงขับสายแปงผ่านคลื่นวิทยุ และการได้รับการยกย่องให้เป็น “หมอ” ในพิธีต่างๆ ของชาวไทยโซ่ง  (หน้า 100) ตัวอย่างคลิปวิดีโอจากยูทูป ชื่อ “ขับสายแปงไทยทรงดำ” เผยแพร่โดย “ Jukkarin  Treeinthong” ซึ่งมีผู้เข้าชมจำนวน 510ครั้ง  (หน้า 102)คลิปวีดิโอจากยูทูป ชื่อ “ขัยแก้บ่าวดอนทองสอง”  เผยแพร่โดย “PhirawatSreevelai” มีผู้เข้าชมจำนวน 140ครั้ง (หน้า 102) ตัวอย่างหน้าเฟซบุ๊คชื่อ  “ชมรมคนไทยทรงดำและหมอขับสายแปง” สำรวจเมื่อวันที่ 8เมษายน 2556  (หน้า 103) ตัวอย่างหน้าเฟซบุ๊คชื่อ  “โครงการศึกษาเพลงขับสายแปง-ไทดำ” สำรวจเมื่อวันที่ 8เมษายน 2556(หน้า 103)                                   
 
แผนที่  
          บ้านสะแกราย  ตำบลดอนยายหอม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม (หน้า 5) 

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 27 พ.ค. 2562
TAG วัฒนธรรม, บทเพลง, ไทยโซ่ง, นครปฐม, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง