ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject การเปลี่ยนแปลง, สังคม, เศรษฐกิจ, มุสลิม, เกาะปันหยี, พังงา
Author พิทยา บุษรารัตน์, สมปอง ยอดมณี และคณะ
Title เกาะปันหยี: เวทีธุรกรรมกลางน้ำ
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text -
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)  Total Pages 208 Year 2542
Source มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Abstract

เนื้อหาของงานเขียนกล่าวถึง ชุมชนเกาะปันหยีที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เกาะปันหยีเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่กลางน้ำเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ก่อน พ.ศ. 2520นั้นชุมชนมุสลิมแห่งนี้ได้ยึดอาชีพประมง และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย กระทั่งหลัง พ.ศ. 2520เมื่อชุมชนถูกหน่วยงานภาครัฐพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง จึงทำให้ความเป็นอยู่ของชุมชนมุสลิมเกาะปันหยีเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มาจากการท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงที่เห็นอย่างชัดเจน คือชุมชนบนเกาะได้แบ่งเป็นย่านการค้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรับตัวไปกับการท่องเที่ยว โดยเปิดร้านอาหาร เปิดร้านขายของที่ระลึก มีเรือโดยสารพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จากการพัฒนาได้ทำให้เกิดการบูชาวัตถุ ทำให้คนห่างเหินกันไม่มีความสนิทสนมกลมเกลียวเช่นในอดีต มีการปรับตัวแสวงหาอาชีพที่เข้ากับการท่องเที่ยว เช่นอาชีพรับฝากซื้อของทางเรือโดยสาร นอกจากนี้ในชุมชนยังมีอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่สนใจการท่องเที่ยว ในส่วนนี้เรียกว่ากลุ่มหลังบ้านซึ่งยึดอาชีพประมง ไม่ได้นำปลาหรือสัตว์น้ำมาขายให้นักท่องเที่ยว จากการพัฒนาได้ทำให้กลุ่มคนที่เป็นแกนนำซึ่งเป็นกลุ่มที่ยึดมั่นต่อหลักคำสอนศาสนาได้ทำตัวเป็นตัวอย่างและได้ชักชวนเยาวชนและคนบนเกาะให้หันมายึดมั่นต่อหลักคำสอนทางศาสนา และสนใจอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตนเอง เพื่อไม่ให้ชุมชนถูกกระแสการพัฒนาการท่องเที่ยวทำลายให้คนลุ่มหลงในวัตถุ จนลืมทำความดีที่เป็นสิ่งคุ้มกันให้ชุมชนอยู่อย่างสงบสุข

Focus

          เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้แก่โครงการโครงสร้าง และพลวัตวัฒนธรรมภาคใต้กับการพัฒนาเพื่อศึกษาโครงการและพลวัตวัฒนธรรมการผลิตและการบริโภคของชาวชุมชนเกาะปันหยี ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันในด้านพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงและเพื่อศึกษาผลกระทบจากวิถีการผลิต และการบริโภคที่อาศัยปัจจัยจากภายนอก และกลไกระบบธุรกิจที่มีต่อชุมชนเกาะปันหยีในฐานะเป็นเวทีธุรกรรมทั้งในด้านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคม ระบบความสัมพันธ์ สภาพความเข้มแข็งหรืออ่อนแอ และกระบวนการแก้ปัญหาของชุมชน (หน้า 19)

Theoretical Issues

แนวคิดในการศึกษาชุมชน
          ในการศึกษาได้นำแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาชุมชนแนววัฒนธรรมชุมชน โดยระบุว่า วัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ของบุคคลและชุมชน ถ้าคนเราไม่รู้จักตนเอง ไม่เคารพตนเองก็ไม่อาจพัฒนาได้ (หน้า 59) ซึ่งกาญจนา แก้วเทพ กล่าวถึงการพัฒนาแนววัฒนธรรม โดยถือมนุษย์เป็นศูนย์กกลางว่า ให้ถือเอาความสุขของมนุษย์เป็นเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนา ได้แก่ สภาวะที่มนุษย์อยู่อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี (หน้า 59) ส่วน ยศ สันตสมบัติ กล่าวถึงแนวคิดของนิเวศน์วิทยาวัฒนธรรม (หน้า 59) ที่สนใจการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม โดยเน้นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมว่าเป็นตัวกำหนดกระบวนการวิวัฒนาการสังคมวัฒนธรรม โดยมองสังคมในลักษณะพลวัตมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  การเปลี่ยนแปลงเป็นผลมาจากการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม  (หน้า 60)
          ในการศึกษาได้ใช้กรอบแนวคิดดังนี้
          1) ในอดีตชาวบ้านภาคใต้เลี้ยงชีด้วยการหาของป่าล่าสัตว์ (หน้า 22) (หน้า 23)
          2) โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม (หน้า 23)
          3) วัฒนธรรมการผลิตและการบริโภคเป็นบริบทหนึ่งของระบบเศรษฐกิจของชุมชน (หน้า 23)
          4) เมื่อชุมชนถูกนำไปใช้เป็นทุนดำเนินการเพื่อให้เกิดผลกำไรต่อธุรกิจ ส่งผลให้ทุนทางวัฒนธรรมถูกนำออกมาใช้เพื่อสร้างกำไรโดยตรงและโดยอ้อม (หน้า 23)
          5) การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวชุมนเกาะปันหยี (หน้า 23-24)

Ethnic Group in the Focus

มุสลิมบนเกาะปันหยี
          ประชากรศึกษาเป็นมุสลิมบนเกาะปันหยี เมื่อก่อนเป็นชุมชนมุสลิมดั้งเดิมที่ยึดอาชีพทำประมงและเคร่งศาสนา แต่เมื่อชุมชนถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ ที่มากับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกและชาวไทยจากที่ต่างๆ ดังนั้นคนในชุมชนจึงตระหนักถึงผลกระทบด้านการท่องเที่ยวดังนั้นจึงพยายามปลูกฝังความคิดความเชื่อต่างๆ ที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนโดยผ่านกิจกรรมทางศาสนา (หน้า 168) ประชากรบนเกาะแบ่งเป็นสองกลุ่มคร่าวๆ คือกลุ่มที่อยู่หลังบ้านจะยึดถือวิถีการทำประมงแบบเดิมมีชีวิตอย่างเรียบง่ายไม่นำสินค้ามาค้าขายให้กับนักท่องเที่ยว ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มหน้าบ้าน เป็นกลุ่มที่ทำการค้ากับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวบนเกาะมีรายได้จากการค้าขาย ทำร้านอาหาร ขายของที่ระลึกให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยว ประชากรบนเกาะทั้งหมดเป็นมุสลิม (หน้า 169) 

Language and Linguistic Affiliations

ภาษา
          เนื่องจากการท่องเที่ยวบนเกาะปันหยีเป็นที่นิยมอย่างมาก มีนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศรวมทั้งคนไทยเดินทางมาเที่ยวที่นี่ นอกจากภาษาใต้ ภาษาไทยภาคกลางแล้ว ผู้ที่ค้าขายบางส่วนยังมีความสามารถพูดภาษาอังกฤษ  ภาษาญี่ปุ่น และภาษาจีน การเรียนรู้ภาษาจีนนั้นเป็นประโยชน์ต่อการเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้า (หน้า 54) จากการส่งเสริมการศึกษาของหน่วยงานราชการพบว่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภาษา เช่น ในกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่พูดภาษามาเลย์ถิ่นไม่ได้ (หน้า 136) 

Study Period (Data Collection)

          กุมภาพันธ์ 2542-กรกฎาคม 2543(หน้า 26)    

History of the Group and Community

ความเป็นมาของชุมชน มีข้อสันนิษฐานสามข้อ ดังต่อไปนี้
          เรื่องที่หนึ่ง      
          ได้เล่าถึงที่มาของชุมชนที่มีเนื้อที่ไม่ถึง  ไร่และไม่มีแหล่งน้ำจืดที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงว่า เมื่อประมาณ 200ปีที่แล้ว มีครอบครัวชาวมุสลิมสามครอบครัว ประกอบด้วย  ครอบครัวบาบู ชาวมลายู, ครอบครัวโต๊ะหลง ชาวนครศรีธรรมราช และครอบครัวโต๊ะปรับ  ชาวจังหวัดตรัง  ทั้งสามครอบครัวได้นั่งเรือมาเจอเกาะแห่งนี้ และพบว่ามีสัตว์ทะเลอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นจึงสร้างบ้านเรือนอยู่ที่นี่  ชื่อ “เกาะปันหยี” โต๊ะบาบูเป็นผู้ตั้ง หมายถึง “ธง” เนื่องจากภูเขาบนเกาะมีรูปร่างสูง (หน้า 63) มีลักษณะเหมือนธง ในเวลาต่อมาคำว่า “ปันยี” แล้วเพี้ยนเสียงมาเป็น “ปันหยี” (หน้า 64)
 
          เรื่องที่สอง     
          เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้วเช่นกัน  โดยมีชาวมาลายูกลุ่มหนึ่งเดินทางมาจากประเทศอินโดนีเซีย เพื่อมาตั้งบ้านเรือนเสาะหาที่ทำกินแห่งใหม่ กระทั่งมาถึงอ่าวพังงา ได้เผชิญกับพายุจนเรืออับปาง คนที่อยู่บนเรือได้ว่ายน้ำขึ้นมาบนเกาะ แล้วปักธงไว้บนภูเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ คนที่นั่งเรือมาเห็นจึงร้องว่า ปันยี  ปันยี  ดังนั้นชื่อนี้จึงกลายเป็นที่เกาะแห่งนี้ (หน้า 64)
 
          เรื่องที่สาม      
          เชื่อว่ากลุ่มที่พบเกาะปันหยีเป็นกลุ่มชาวประมงที่ออกเรือหาปลา เมื่อเกิดพายุจึงใช้เกาะแห่งนี้เป็นที่หลบภัย ในบางครั้งก็พักค้างแรมที่นี่เนื่องจากเป็นจุดกึ่งกลางของการทำประมงในทะเลกับฝั่งแผ่นดินใหญ่  ในตอนแรกได้สร้างกระท่อมพอได้พักค้างแรม ต่อมาจึงสร้างบ้านและกลายเป็นชุมชนที่มีคนอยู่อาศัยมากขึ้นตามลำดับ (หน้า 64)
 
พัฒนาการของเกาะปันหยี
          ในการศึกษาได้แบ่งพัฒนาการของเกาะปันหยีออกเป็นสามช่วงเวลาดังต่อไปนี้
          1) ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชุมชน ถึงปีที่ได้รับการกำหนดให้เป็นหมู่บ้าน พ.ศ. 2457  (หน้า 85)
          2) ช่วงตั้งแต่เป็นหมู่บ้าน พ.ศ. 2457กระทั่งถึงการประกาศเป็นแหล่งท่องเที่ยว พ.ศ. 2527(หน้า 85)
          3) ช่วงได้รับการประกาศเป็นแหล่งท่องเที่ยว พ.ศ. 2527 ถึงทุกวันนี้ (หน้า 85) 

Settlement Pattern

Demography

ประชากร
          พ.ศ. 2541 หมู่บ้านเกาะปันหยีมีจำนวนครัวเรือน 206หลังคาเรือน มีประชากร 1,145 คน เป็นผู้ชาย 586 คน และผู้หญิง 559 คน (หน้า 51)  ประมาณ พ.ศ. 2527 มีประชากรบนเกาะปันหยี ประมาณ 150 ครัวเรือน จนเพิ่มมาเป็น 206 ครัวเรือนในทุกวันนี้  อัตราการเพิ่มของประชากรมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวมเร็ว แต่เนื่องจาก พื้นที่ของชุมชนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ดังนั้นจึงทำให้มีพื้นที่อยู่อาศัยอย่างจำกัดและหากขยายบ้านเรือนออกไปในเขตน้ำลึกจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นอัตราการเพิ่มและลดจึงเหมือนคงที่ (หน้า 77)

Economy

เศรษฐกิจ  
          อาชีพดั้งเดิมของคนที่นี่ทำประมงต่อมาได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพังงา โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติมาเที่ยวประมาณปีละ 200,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 500 คน  ส่วนฤดูท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประมาณวันละ 600-800 คน ส่วนการประกอบอาชีพ (พ.ศ. 2541) พบว่า มีคนทำประมง 33 เปอร์เซ็นต์ , ทำงานรับจ้าง 15 เปอร์เซ็นต์, ค้าขาย 31 เปอร์เซ็นต์,และอาชีพอื่นๆอีก 21 เปอร์เซ็นต์ (หน้า 51)  แต่เดิมคนบนเกาะมีอาชีพประมง หลังจากชุมชนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว  คนในชุมชนก็มีการปรับเปลี่ยนอาชีพ เช่น เลี้ยงปลาในกระชังเพื่อส่งขายที่ร้านอาหารบนเกาะ  บางครอบครัวดัดแปลงเรือหางยาวเพื่อทำเป็นเรือโดยสารรับส่งนักท่องเที่ยว ไปเยี่ยมชมตามเกาะต่างๆ บางส่วนก็เปิดร้านขายอาหาร หรือร้านขายของที่ระลึก เป็นต้น  (หน้า 54)
 
ระบบไฟฟ้าที่ใช้บนเกาะ
          บนเกาะปันหยีไม่มีไฟฟ้าใช้ต้องใช้เครื่องปั่นไฟส่วนตัว หรือบางครอบครัวอาจจะรวมกัน สามถึงสี่ ครอบครัวต่อเครื่องปั่นไฟหนึ่งเครื่อง  หากบ้านหลังไหนไม่มีเครื่องปั่นอาจจะขอพ่วงสายไฟกับบ้านที่มีเครื่องปั่นไปแล้วแต่จะตกลงกันเรื่องค่าไฟค่าน้ำมัน การใช้ไฟฟ้าจะเริ่มตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงสี่ทุ่ม บนเกาะจะดังกระหึ่มด้วยเสียงเครื่องปั่นไฟ จากนั้นบ้านแต่ละหลังก็จะค่อยๆปิดเครื่องยกเว้นแต่จะดูรายการพิเศษเช่นถ่ายทอดบอลสด (หน้า 71) คนบนเกาะเคยเรียกร้องต่อทางการที่จะดำเนินการขอปักเสาไฟส่งไฟฟ้าแต่ติดปัญหาเพราะเป็นที่ดินอุทยาน นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนมาขอดำเนินการติดตั้งเครื่องปั่นไฟ แต่เนื่องจากไม่สามารถตกลงกับชาวบ้านได้และทางการแสดงท่าทีว่าโครงการนี้ทางการไม่รับรู้ ดังนั้นโครงการติดตั้งเครื่องปั่นไฟฟ้าของบริษัทเอกชนจึงยังไม่มีท่าทีที่แน่ชัดว่าจะเปิดบริการได้หรือไม่ เพราะคนในชุมชนคลางแคลงใจกับการทำงานของบริษัทแห่งนี้ (หน้า 72)
 
แหล่งน้ำจืดที่ใช้บริโภคบนเกาะปันหยี
          แหล่งน้ำจืดบนเกาะได้มาจากแหล่งธรรมชาติและซื้อจากตัวแทนจำหน่ายบนเกาะที่มีสองราย สำหรับแหล่งน้ำจืดบนเกาะมาจาก 4แหล่งดังต่อไปนี้ (หน้า 73)
          1) อ่างเก็บน้ำ “ในสวน”ที่ตั้งอยู่พื้นที่เขาเขียนไกลจากเกาะปันหยีไปทางทิศเหนือประมาณ 3-4 กิโลเมตร อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ได้เก็บน้ำจากแอ่งขนาดเล็กในภูเขา ซึ่งเป็นงบประมาณสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้อนุมัติ ให้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาด 1,200 ตารางเมตรเพื่อเก็บน้ำจากภูเขาแล้วต่อท่อใต้ทะเลไปที่เกาะปันหยี ซึ่งทางคณะกรรมการหมู่บ้านจัดทำเป็นระบบประปาหมู่บ้าน  ขายให้คนบนเกาะยูนิตละ 20 บาท แต่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้สามารถใช้ได้เพียง 8เดือนต่อปี ในช่วงฤดูแล้งจะขาดแคลนน้ำดังนั้นผู้ดูแลจึงหาวิธีประหยัดการใช้น้ำด้วยวิธีต่างๆ เปิดการส่งน้ำในช่วงเช้ากับเย็น ไม่จ่ายน้ำในช่วงหน้าฝนหรือวันที่ฝนตก และอื่นๆ (หน้า 73)
          2) น้ำจากธรรมชาติ เขาตักน้ำที่ได้จากภูเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างเขาเขียนกับเกาะปันหยีที่อยู่ไกลจากเกาะสองกิโลเมตร ซึ่งที่หน้าผาทางทิศใต้ของภูเขานั้นมีสายน้ำตกขนาดเล็กไหลลงทะเล ดังนั้นคนบนเกาะปันหยีจึงได้ทำท่อรวมทางน้ำให้ไหลมาทางเดียว แล้วรองรับน้ำด้วยภาชนะ แหล่งน้ำที่เขาตักน้ำเป็นแหล่งน้ำดั้งเดิมที่คนในชุมชนเกาะปันหยีใช้มาก่อนจะมีแหล่งน้ำใหม่ที่ในสวน แต่แหล่งน้ำที่นี่ไม่สามารถกักเก็บไว้ได้น้ำจึงไหลลงสู่ท้องทะเล นอกจากนี้ ปริมาณนี้ที่ใช้ก็ใช้ได้ 4-5 เดือนต่อปี ดังนั้นคนบนเกาะจะเปลี่ยนไปใช้ประปาหมู่บ้านจากเขาเขียน อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ยังพบว่ามีชาวบ้านไปขนน้ำจืดมาขายให้กับคนบนเกาะปันหยีอีกด้วย (หน้า 73)
          3) น้ำ และแทงค์เหล็กสี่เหลี่ยมฝน   บนเกาะปันหยีมีปริมาณน้ำฝนให้ใช้ตลอดทั้งปี แต่เนื่องจากคนบนเกาะไม่ชอบสร้างภาชนะกักเก็บน้ำ  อาจจะมีโอ่ง ถังน้ำมัน 200ลิตร และขณะที่มีการทำวิจัยนั้นทางการได้ให้งบประมาณเพื่อสร้างถังเก็บน้ำจำนวนสี่ถัง แต่ถึงอย่างไรยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำของคนในชุมชน (หน้า 74)
          4) น้ำบรรจุขวด บนเกาะมีตัวแทนจำหน่ายสองร้าน โดยนำน้ำมาขายให้กับคนในชุมชน น้ำดื่มที่ขายเป็นน้ำดื่มที่ผลิตในพื้นที่จังหวัดพังงา (หน้า 74)
 
โทรศัพท์และไปรษณีย์
           บนเกาะมีโทรศัพท์สาธารณะจำนวนสองเครื่อง ตั้งอยู่ตรงท่าเรือก่อนถึงย่านการค้า  กับบริเวณกลางหมู่บ้านใกล้กับโรงเรียน นอกจากนี้คนบนเกาะยังมีโทรศัพท์มือถือ จำนวน สามสิบเครื่อง ซึ่งในจำนวนนี้ 20เครื่องอยู่ในกลุ่มเจ้าของร้านอาหาร ส่วนอีก 10เครื่องอยู่ในกลุ่มผู้นำชุมชน  อบต. และอื่นๆ กรณีมีเหตุการณ์เร่งด่วน ชาวบ้านจะใช้โทรศัพท์กับเพื่อนบ้าน  (หน้า 74) ส่วนการส่งจดหมายคนในชุมชนจะใช้บริการที่ที่ทำการไปรษณีย์  อำเภอเมือง จังหวัดพังงา  (หน้า 74)

Social Organization

สังคมบนเกาะปันหยี
          ครอบครัวบนเกาะปันหยีเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ เฉลี่ย 6คนต่อครอบครัว เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่สร้างบ้านเรือน ฉะนั้นแล้วแต่ละหลังคาเรือนจึงมีคนสองถึงสามครอบครัว (หน้า 77) ผู้ชายเป็นผู้นำครอบครัว มีหน้าที่หารายได้หล่อเลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ทำงานบ้านเลี้ยงลูก และหารายได้เล็กๆ น้อยๆ สำหรับเรื่องในครอบครัวสมาชิกในบ้านจะปรึกษากันเอง  การแต่งงานเนื่องจากเป็นที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง คนในเกาะจึงมีการแต่งงานในเกาะหรือกับคนที่อยู่เกาะใกล้เคียง ดังนั้นประชากรบนเกาะปันหยีจึงมีนามสกุลไม่กี่นามสกุล (หน้า 78)
          โครงสร้างครอบครัว ชุมชนเกาะปันหยี ก่อน พ.ศ. 2457จากคำบอกเล่าของคนในชุมชนเล่าว่า  ชุมชนเกาะปันหยีมีอายุประมาณ  200ปี มีการสืบทอด ลูก หลาน ถึงรุ่นปัจจุบัน ห้าถึงหกชั่วอายุคน จนกระทั่งทางการกำหนดให้เกาะปันหยีเป็นหมู่บ้าน เมื่อ พ.ศ. 2457 แต่เดิมมีชาวบ้านบนเกาะ 60-80ครัวเรือน โดยแต่ละครอบครัวมีสมาชิก 4-8 คน  เมื่อลูกมีครอบครัวแล้วก็จะออกไปตั้งครอบครัวใหม่  (หน้า 86) เกาะปันหยีเป็นชุมชนมุสลิมที่ก่อตั้งจากกลุ่มคนที่เป็นเครือญาติกันในระยะแรกคนในชุมชนได้เพิ่มมากขึ้นจากการแต่งงานของคน 4ตระกูล ดังนั้นคนในครอบครัวจึงมีความสนิทสนมกลมกลมเกลียว  ต่อมาคนได้เพิ่มมากขึ้น นับจากคนในชุมชน นับจากคนในชุมชนได้นำอาหารทะเล ของกินของใช้จากทะเลไปแลกของกินของใช้อื่นๆ ไปแลกเปลี่ยนกับคนบนเกาะใกล้เคียงและผืนแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นจึงทำให้มีการขยายเครือญาติจากการแต่งงานมีครอบครัว  (หน้า 86) สายสัมพันธ์บนเกาะปันหยีเป็นแบบเครือญาติ 4ตระกูลหลักของเกาะคือ ตระกูลเหมมินทร์, ตระกูลประสานพันธ์, ตระกูลฟองละแอ และตระกูลวารีศรี (หน้า 87)  เนื่องจากการแต่งงานในกลุ่มคนใกล้ชิดคนบนเกาะปันหยีจึงมีความสนิทชิดเชื้อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ในครอบครัว ผู้ชายทำหน้าที่เป็นผู้นำทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้หญิงและลูกหลานก็จะช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ ภายในบ้าน (หน้า 87) ก่อน พ.ศ. 2457 คนในชุมชนยังมีชีวิตที่เรียบง่ายใช้เครื่องมือที่ทำเองหาปลาเลี้ยงครอบครัว หรือนำไปให้แม่บ้านนำไปแลกเปลี่ยนเป็นข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ  กระทั่ง พ.ศ. 2500 ชุมชนบนเกาะปันหยีได้มีการเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวเดี่ยว มาเป็นครอบครัวร่วม (บ้านหนึ่งหลังมีหลายครอบครัว) โดยในแต่ละครอบครัว จะประกอบด้วยผัว เมีย มากกว่า หนึ่งคู่ (หน้า 88)
 
การแต่งงาน
          จากการติดต่อกับสังคมภายนอกได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เช่นการแต่งงานแม้ว่าจะทำแบบเดิม แต่บางขั้นตอนก็ถูกปรับเปลี่ยนหรือถูกตัดออก จากการศึกษาพบว่า ก่อน พ.ศ. 2530 การจัดงานแต่งงานได้เป็นโอกาสที่คนในชุมชนจะได้มีโอกาสแสดงความมีน้ำจิตน้ำใจช่วยเหลือคนในชุมชน โดยเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องจะมาร่วมงานและช่วยเจ้าภาพจัดงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย (หน้า 141)
          การปลูกสร้างโรงเลี้ยงนั้นเป็นหน้าที่ของฝ่ายชาย ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ทำอาหาร ก่อนถึงพิธีการแต่งงานก็จะมีขบวนแห่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวไปที่มัสยิด เพื่อทำพิธีทางศาสนา สำหรับการกินเลี้ยงจะมีตลอดทั้งคืน  การจัดพิธีการแต่งงานของคนหนุ่มสาวแต่ละคู่นั้นจะใช้เวลาเตรียมงานทั้งหมดเริ่มจากสร้างโรงเลี้ยง จนเสร็จงานก็รื้อถอนและนำสิ่งของเครื่องใช้ที่ยืมมาไปคืน โดยจะมีเพื่อนบ้านมาช่วยเหลือเป็นเวลา สองถึงสามวัน แต่ทุกวันนี้เหลือเพียงพิธีกรรมบางขั้นตอนที่บ้านเท่านั้น หลังจากเสร็จพิธีเมื่อถึงเวลากำหนด  แขกที่ได้รับเชิญก็จะไปร่วมงานที่ร้านอาหารหลังจากการเลี้ยงต้อนรับเสร็จสิ้นก็แยกย้ายกันกลับ (หน้า 142)
 
เครือข่ายทางสังคม
          บนเกาะปันหยีมีการตั้งกลุ่มกิจกรรมทางสังคม ประกอบด้วยกลุ่มๆที่มีความเข้มแข็ง หรือมีเพียงชื่อก็มี สำหรับกลุ่มที่มีบทบาทมากในชุมชนเกาะปันหยี ได้แก่คณะกรรมการหมู่บ้าน ส่วนกลุ่มต่างๆเช่น กลุ่มสตรีแม่บ้าน  กลุ่มออมทรัพย์  กลุ่มเยาวชน  กลุ่มสนใจด้านอาชีพ  กลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชัง และอื่นๆ กลุ่มต่างๆเหล่านี้มีลักษณะเป็นรูปร่างแต่เป็นกลุ่มกระแสนิยม บางกลุ่มมีเพียงชื่อโดยไม่มีคนทำกิจกรรม  (ตารางหน้า 70)  มีบางกลุ่มที่ยังรวมตัวกันได้ เช่น
          - กลุ่มปันหยีสัมพันธ์     มีสมาชิก 45-50คน กิจกรรมคือแข่งกีฬา เป็นกลุ่มเยาวชน  มีสมาชิกมากที่สุด
          - กลุ่มเลี้ยงปลาในกระชัง    มีสมาชิก 15คน  การรวมกลุ่มยังไม่มีความชัดเจน
          - กลุ่มผ้าบาติก     มีสมาชิก 20คน
          - คณะกรรมการหมู่บ้าน     มี 12คน มีหน้าที่กำหนดกฎระเบียบ ข้อปฏิบัติต่างๆบนเกาะปันหยี สมาชิกมาจากการคัดเลือกและเลือกตั้ง (หน้า 70,71)

Political Organization

ผู้นำชุมชน
          หมู่บ้านเป็นสังคมมุสลิม มีกฎระเบียบทางสังคม เช่น การประกอบพิธีกรรมทางศาสนา  มีการละหมาด 5เวลา แต่ละปีมีผู้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะเป็นจำนวนมาก (หน้า 82) คนในชุมชนมีความเป็นพี่น้องซึ่งมีการตั้งกฎกติกาต่างๆ ในการดูแลชุมชนที่อยู่ (หน้า 83) ส่วนการปกครองอย่างเป็นทางการมีการปกครองโดยองค์การบริหารส่วนตำบลปันหยี (อบต.ปันหยี) และคณะกรรมการหมู่บ้าน (หน้า 83)
          การปกครองหลังจากเป็นหมู่บ้านครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2457ที่กำหนด ให้เกาะปันหยีเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านเกาะปันหยีหมู่ 2 เป็นหนึ่งใน 4หมู่บ้านของตำบลเกาะปันหยี และมีประชากรมากกว่าหมู่บ้านอื่นๆ คนในหมู่บ้านได้เป็นกำนันคนแรกจนถึงคนที่สาม ผู้นำอย่างเป็นทางการมีหน้าที่ติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ ส่วนในชุมชนมีโต๊ะอิหม่ามเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการดูแลหากเกิดปัญหาในชุมชน คนในชุมชนจะไปปรึกษาหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา (หน้า 91,124) ในด้านการปกครองระหว่างผู้ใหญ่บ้านกับองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ให้ข้อมูลบอกว่า มีความขัดแย้งกัน เช่นเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่คนในหมู่บ้านไม่ค่อยทราบรายละเอียด (หน้า 92)
          ภายในชุมชนมีคณะกรรมการหมู่บ้านทำหน้าที่ดูแลและกำหนดข้อปฏิบัติเพื่อให้ชุมชนเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย (หน้า 169) เช่นห้ามดื่มเหล้าและเสพยาเสพติดภายในชุมชน หากฝ่าฝืนจะปรับครั้งละ 3,000 บาท และฆ่าแพะหนึ่งตัวราคาไม่น้อยกว่า 1,000 บาท และต้องไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นอกจากนี้ยังห้ามการเล่นการพนันภายในหมู่บ้าน ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะถูกปรับเงิน 50-5,000 บาท  และอื่นๆ  (หน้า 170) ตั้งแต่อดีต อำนาจการปกครองชุมชน อยู่ในความดูแลของกลุ่มผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ กระทั่งรูปแบบการปกครองอย่างเป็นทางการได้เข้ามาสู่ชุมชน การปกครองและการบริหารได้ตกอยู่ในกลุ่มผู้นำอย่างเป็นทางการ ตามลำดับและทำให้ผู้นำอย่างไม่เป็นทางการที่เป็นคนในชุมชนแต่เดิมเริ่มมีบทบาทน้อยลง นับตั้งแต่กระแสการท่องเที่ยวในชุมชนเกาะปันหยีได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมาก (หน้า 171) 

Belief System

ความเชื่อและศาสนา 
          ประชากรบนเกาะปันหยีทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม ที่นี่มีมัสยิด 1แห่ง และ   มีกุโบร์ 1แห่งตั้งอยู่บนเนินเขา   (หน้า 51) (หน้า 54) (หน้า 55)  
          การฝังศพเนื่องจากมีพื้นที่ที่จำกัดจึงฝังศพใกล้กันและกำหนดให้เป็นแถวเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งคนในชุมชนตกลงร่วมกันว่าถ้าฝังศพผู้ตายเต็มพื้นที่จนถึงแถวสุดท้าย ก็จะจะมาเริ่มที่แถวแรกอีกครั้ง  (หน้า 69)
 
ผู้นำทางพิธีกรรมและความเชื่อ
          บนเกาะปันหยี โต๊ะอิหม่ามจะทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านพิธีกรรมทางศาสนา คนในชุมชนให้ความเคารพและเชื่อถือ (หน้า 89) เนื่องจากโต๊ะอิหม่ามเป็นผู้ให้ความรู้ทางศาสนาอิสลาม และเป็นผู้ประกอบพิธีต่างๆ เช่นงานแต่งงาน งานศพ และอื่นๆ และเป็นผู้ตั้งกฎกติกาเพื่อให้ชุมชนเกิดความสงบสุข เช่น การไม่อนุญาตให้นำเหล้าและยาเสพติดเข้ามายังเกาะปันหยี  สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับเงิน หนึ่งพันบาท และต้องฆ่าแพะหนึ่งตัว เพื่อนำไปบริจาคให้กับผู้ยากจนในหมู่บ้าน แต่ถ้าทำผิดซ้ำอีกก็จะเพิ่มแพะจากหนึ่งตัวเป็นสองตัว สามตัว เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ  ส่วนมุสลิมบนเกาะก็จะช่วยเป็นหูเป็นตา สำหรับโทษหนักที่สุดคือการถูกคัดชื่อออกจากสัปบุรุษมุสลิมบ้านปันหยี (หน้า 90)      
          ในอดีตคนหมู่บ้านมีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ตามป่าเขา เพราะความเชื่องเรื่องผีนั้นมีความเกี่ยวพันกับการทำประมง เช่นคนสูงอายุเล่าช่วง พ.ศ. 2450 ชาวเกาะปันหยีเชื่อเรื่องผีกันมาก หากมีคนเป็นไข้หรือป่วยหนักถ้ารักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ได้ได้ก็เชื่อว่าเป็นเพราะผีร้ายทำให้ไม่สบาย (หน้า 99) เนื่องจากลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัว (หน้า 100)
 
โต๊ะแส
          แต่เดิมคนบนเกาะปันหยีเชื่อเรื่องผีและศักดิ์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติ  โดยเชื่อว่า เกาะปันหยีมีเจ้าของเกาะโดยเรียกว่า “โต๊ะแส”  ในหมู่บ้านจะมีศาลาที่อยู่ของดวงวิญญาณโต๊ะแส เรียกว่า “ศาลาโต๊ะแส”  ซึ่งคนบนเกาะให้ความเคารพและเซ่นไหว้เพื่อขอในสิ่งที่ตนเองต้องการ (หน้า 95) แต่ทุกวันนี้คนบนเกาะได้ลดความเชื่อในเรื่องโต๊ะแส ลง เพราะว่าผู้นำศาสนาได้อบรมให้มุสลิมยึดมั่นในหลักศาสนาอิสลาม ที่ผ่านมาชาวบ้านได้เล่าว่า บทบาทของ “โต๊ะแส”ได้ลดน้อยลง เช่นจากที่ชาวบ้านได้เล่าความฝันว่า โต๊ะแสจะไม่อยู่หมู่บ้าน บ้างก็ว่า “โต๊ะแส” มาเข้าฝันว่าจะไปสิงสถิตอยู่ที่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่  (หน้า 95)   
 
วันสำคัญทางศาสนาอิสลามของชาวเกาะปันหยี
          วันเมาลิด          
          คือวันคล้ายวันประสูติของท่านนบีมูฮัมหมัด (ศอลซ์) คือวันที่ 12เดือน รอบิอุลเอาวัล  หรือเดือนสามตามปฏิทินอาหรับ ในวันนี้มุสลิมบนเกาะปันหยีจะมาร่วมกันทำพิธีที่มัสยิดประจำหมู่บ้าน  ในบางครอบครัวจะจัดงานที่บ้านเรียกว่า “เมาโหลด” ในวันนี้จะเชิญบ้านใกล้เรือนเคียงไปฟังการอ่านดูอา  สวดขอพร แล้วเจ้าภาพก็จะจัดเลี้ยงคนที่มาร่วมพิธี (หน้า 96)
 
          วันอิดิลฟิตรี หรือ “วันรายอรายา”       
          คือการทำบุญเฉลิมฉลอง ในวันเลิกถือศีลอด ในวันขึ้นหนึ่งค่ำ เดือนเซาวัล  ตามปฏิทินอาหรับ วันนี้คนส่วนใหญ่เรียกว่าวันออกบวช คือวันหลังจากที่มุสลิม ได้ถือศีลอดหรือบวชครบหนึ่งเดือน ในเดือนรอมฎอน ในวันนี้มุสลิมจะร่วมกันบริจาค หรือ ซากาตฟิตเราฮ ให้กับคนที่ยากจน จากนั้นก็จะไปทำพิธีละหมาดที่มัสยิด และเยี่ยมกุโบร์ หรือสุสานของหมู่บ้าน ในวันนี้ญาติพี่น้องจะมาพบปะและรับประทานอาหารด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง (หน้า 96)
 
          วันอีดีลฮัฎฮา หรือ “วันรายอฮัจญ์”       
            เป็นวันออกบวชใหญ่ ห่างจากวันอิดิลฟิตรี 70 วัน หรือประมาณเดือนสาม ถึงเดือนสี่ ซึ่งเป็นช่วงที่มุสลิมจากประเทศต่างๆไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ การทำพิธีในวันนี้จะใกล้เคียงกับวันอิดิลฟิตรีแต่มีความเอิกเริกและมีการจัดเลี้ยงมากกว่า และมีการฆ่าสัตว์นำมาทำอาหารในงานฉลองและบริจาคให้กับคนที่ฐานะไม่ดี  (หน้า 96)
 
          วันอะสูเราะห์หรือ “วันอาซูรอ”         
          พิธีนี้ทำในวันที่ 10เดือนมุฮัรรัม (หน้า 96) เดือนแรกของศักราชอิสลาม  อันเป็นวันที่พระผู้เป็นเจ้าได้มอบหลายสิ่งให้กับชาวโลก วันนี้เป็นวันสำคัญของมุสลิมคือเป็นวันที่เรือของศาสดานุห์ ที่ได้โดยสารประชาชนของท่านหลายคนมาจอด ณ สถานที่หนึ่ง ในช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ หลังจากที่พ้นอันตราย พระศาสดานุห์ได้นำเสบียงที่เหลือนำมาปรุงอาหาร  มุสลิมต้องการระลึกถึงช่วงเวลานั้นจึงปฏิบัติตามเรื่อยมา  ในวันนี้มุสลิมจะนำอาหารหลายชนิดมารวมกันแล้วนำมากวนทำขนมลักษณะเหมือนขนมเปียกปูน เมื่อสุกแล้วก็จะนำไปมอบให้เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งก่อนจะกินเจ้าภาพจะเชิญคนที่คนในชุมชนเคารพนับถือมากล่าวขอพร (ดูอา) จากพระผู้เป็นเจ้า   (หน้า 97)
 
          วันศุกร์               
          มุสลิมบนเกาะปันหยีจะไปร่วมทำพิธีละหมาดที่มัสยิดในวันศุกร์  แต่เดิมผู้ชายจะหยุดทำงานในวันนี้เพื่อไปละหมาดที่มัสยิด คนที่ออกเรือหาปลา จะต้องกลับมาให้ทันเวลาละหมาด หากกลับมาไม่ทันปลาที่หามาได้จะถือว่า “หะลาม” คือต้องห้าม นำมากินไม่ได้เด็ดขาด  มุสลิมเกาะปันหยีเชื่อกันว่า หากไม่ละหมาดใน  วันศุกร์ กระทั่งภรรยาและลูกก็จะไม่อยู่ร่วมชีวิตเพราะเป็นบาปมาก (หน้า 97) ในวันนี้นักเรียนและครู   ก็จะมาร่วมกันละหมาดที่มัสยิด สำหรับร้านค้าที่ขายของที่เขาตะปูก็จะปิดร้านมาทำพิธีละหมาดที่มัสยิดเช่นกัน แม้ว่าจะเสียรายได้ เนื่องจากพวกเขาหวั่นเกรงคำพิพากษาในวันสิ้นโลก  การละหมาดวันศุกร์นั้นไม่ควรขาด สำหรับคนที่ไม่ได้ละหมาดวันศุกร์ติดต่อกันสามครั้ง  มุสลิมเชื่อว่าคนผู้นั้นจะเป็นเหมือนคนหน้าไหว้หลังหลอก ในวันนี้นอกจากมุสลิมจะได้มาร่วมกันทำพิธีและพบปะพูดคุยถามไถ่ความเป็นอยู่ของกันและกัน ทำให้คนในชุมชนเกิดความสนิทสนมแน่นแฟ้น (หน้า 98)
 
ความเชื่อเรื่องผี
          แต่เดิมคนบนเกาะปันหยีมีความเชื่อเรื่องผี หากมีใครเจ็บป่วยหรือไม่สบายก็เชื่อว่าเป็นการกระทำของผี (หน้า 99) หรือคนผู้นั้นอาจจะทำบางอย่างให้ผีไม่พอใจ ตามความเชื่อเมื่อคนเสียชีวิต วิญญาณก็จะออกจากร่างบางครั้งอาจจะล่องลอยไปในที่ไม่ดี ดังนั้นจึงมีการสวด โดยการอ่านคัมภีร์อันกุรอาน เพื่อให้ผู้ตายได้รับรู้ว่าตนได้จากโลกนี้ไปแล้ว สำหรับการสวดนั้นจะให้ผู้รู้ศาสนาเป็นคนทำพิธีติดต่อกับผู้ตายและป้องกันวิญญาณร้าย ที่มุสลิมเรียกว่า “ชิน” ไม่ให้มารังคราญดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับให้เดือดร้อน (หน้า 100)  ส่วนกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่บนเกาะปันหยีเชื่อว่า บนเกาะปันหยีมีวิญญาณที่เรียกว่า “โต๊ะแส” ทำหน้าที่คุ้มครองเกาะ หากมีใครทำผิดจารีตประเพณีหรือผิดต่อคำสอนของศาสนาก็จะได้รับความเดือดร้อน ตัวอย่างเช่น นานมาแล้วมีคนจีนนำเนื้อหมู มาปรุงทำกับข้าวบนเกาะ (หน้า 100) ซึ่งเป็นความผิดต่อชุมชนมุสลิม คนจีนคนนั้นจึงปวดท้องอย่างหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงต้องทำพิธีขอขมาโต๊ะแส  (หน้า 101)
 
ความเชื่อเรื่องฤกษ์ยาม และเวลา
          แม้ว่าศาสนาอิสลามจะห้ามเชื่อเรื่องฤกษ์ยามและเวลา แต่เนื่องจากมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเกาปันหยี ต้องทำการประมงและหากินอยู่กับทะเล ดังนั้นจึงทำให้เกิดความเชื่อในสิ่งที่เกิดตามธรรมชาติและสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้เกิดความล้มเหลว หรือทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต (หน้า 101) กิจกรรมใดที่ประสบความสำเร็จหรือมีความเสี่ยงในการดำรงชีวิตดังนั้นจึงมีการจดบันทึกเพื่อเตือนความทรงจำ  และถือเรื่องฤกษ์ยาม อย่างมากช่วงก่อน พ.ศ. 2520 ตัวอย่างเช่น การนำเรือลงน้ำครั้งแรกก็จะทำพิธีสวดดูอา เพื่อความเป็นศิริมงคลของเจ้าของเรือและผู้ประกอบพิธี   (หน้า 102)
          นอกจากนี้ก็สังเกตช่วงเวลาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่นข้อสังเกตเรื่องการทำประมงของชาวเรือ ระหว่างเดือนแปดถึงเดือนเก้า ซึ่งเป็นช่วงที่กุ้งเจริญเติบโต การจับกุ้งให้ได้มากหรือไม่ควรจับจะมีข้อสังเกตคือ หากเป็น “วันปิด” คือวันข้างขึ้นหรือข้างแรมที่เป็นวันคี่ ก็ไม่ควรจับ แต่ถ้าหากวันนั้น “ลมเซียบ” คือไร้ลม กับ “น้ำใสแวว”  วันนั้นไม่ควรจับเพราะไม่มีกุ้ง  แต่ถ้าวันไหนมีลมและคลื่นลมเล็กน้อย คลื่นซัดหาฝั่ง น้ำทะเลขุ่นพอสมควร วันนี้ชาวประมงจะจับปลาได้ดีวันนี้ควรออกเรือจับกุ้ง (หน้า 102) ส่วนสิ่งบอกเหตุว่าอาจเกิดเรื่องร้ายขณะอยู่ในทะเลเช่น หากจะมีพายุ   หากมีเมฆสีดำและมีฟ้าแลบในแนวนอน หรือถ้ามีดาวกระพริบก็ควรรีบเข้าหาฝั่งอย่างรวดเร็วที่สุด (หน้า 103)

Education and Socialization

การศึกษา
การศึกษา
           บนเกาะมีโรงเรียนชื่อ “โรงเรียนเกาะปันหยี” (หน้า 68) เปิดสอนระดับก่อนประถมศึกษา,ระดับ ป1.-ป.6 และระดับชั้น ม.1-ม.3 จำนวนนักเรียนในอนาคตคาดว่าจะลดลง  เพราะคนบนเกาะชอบส่งลูกหลานไปเรียนในตัวเมืองพังงา  นอกจากนี้นักท่องเที่ยวก็ชอบมาเยี่ยมชมโรงเรียนเป็นประจำทุกวัน  แต่ครูบอกว่า การเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยว ไม่มีมีผลกระทบของการเล่าเรียนของนักเรียน (หน้า 69) หากเป็นลูกของครอบครัวที่มีฐานะก็จะส่งลูกไปเรียนระดับชั้นมัธยมหรือระดับที่สูงกว่านี้ในเขตจังหวัดพังงา และจังหวัดอื่นๆ ส่วนกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่ได้เรียนหนังสือหรือไม่มีงานทำมีประมาณ   40-50  คน (หน้า 75) บนเกาะมีโรงเรียนชื่อ “โรงเรียนเกาะปันหยี” (หน้า 68) เปิดสอนระดับก่อนประถมศึกษา,ระดับ ป1.-ป.6 และระดับชั้น ม.1-ม.3จำนวนนักเรียนในอนาคตคาดว่าจะลดลง  เพราะคนบนเกาะชอบส่งลูกหลานไปเรียนในตัวเมืองพังงา  นอกจากนี้นักท่องเที่ยวก็ชอบมาเยี่ยมชมโรงเรียนเป็นประจำทุกวัน  แต่ครูบอกว่า การเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยว ไม่มีมีผลกระทบของการเล่าเรียนของนักเรียน (หน้า 69) หากเป็นลูกของครอบครัวที่มีฐานะก็จะส่งลูกไปเรียนระดับชั้นมัธยมหรือระดับที่สูงกว่านี้ในเขตจังหวัดพังงา และจังหวัดอื่นๆ ส่วนกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่ได้เรียนหนังสือหรือไม่มีงานทำมีประมาณ  40-50  คน (หน้า 75) 

Health and Medicine

การรักษาพยาบาล
          บนเกาะมีสถานีอนามัยตั้งอยู่ทางทิศใต้สุด สถานีอนามัยสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2538 ทุกวันนี้มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 3 คน สำหรับคนที่เป็นหัวหน้าสถานีอนามัยเป็นคนในท้องถิ่น (หน้า 69) จากการศึกษาพบว่า ในความคิดเห็นของชาวบ้าน คนบนเกาะเป็นโรคเหน็บชามากที่สุด ส่วนข้อมูลของสถานีอนามัยระบุว่า คนบนเกาะเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจมากที่สุด ในส่วนของการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยนั้น หากไม่สบายชาวเกาะปันหยีจะไปรับการรักษาที่คลินิกในเมืองพังงาอันดับต่อมาคือไปโรงพยาบาล  สถานีอนามัย และซื้อยาตามร้านขายยา  ส่วนสาเหตุของการเดินทางไปรักษาที่คลินิกเนื่องจากเหตุผลเรื่องความสะดวกรวดเร็วแม้ว่าค่ารักษาจะแพงกว่าโรงพยาบาล ในความเห็นของชาวเกาะปันหยี โรคที่เป็นมาจากอาหารการกินเนื่องจากคนบนเกาะไม่มีอดอยาก (หน้า 83,180) คนบนเกาะส่วนใหญ่จึงอ้วน และเป็นโรคอื่นด้วยเช่น  โรคเบาหวาน  ปวดเมื่อยร่างกาย  โรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ส่วนความนิยมด้านการรักษาจะชอบรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่มากกว่าการรักษาแบบพื้นบ้าน ซึ่งทุกวันนี้มีหมอพื้นบ้าน ประมาณสองถึงสามคน ที่หยุดให้การรักษาเพราะคนไม่นิยมเท่าที่ควร (หน้า 84)
 
การรักษาด้วยวิธีไสยศาสตร์
          ชาวเกาะปันหยีรายหนึ่งได้กล่าวว่า เมื่อตอนที่พ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่นั้น พ่อมีความสามารถ ในการรักษาด้วยวิธีไสยศาสตร์ สำหรับคนที่รักษาด้วยวิธีสมัยใหม่ไม่หาย หรือเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งผู้ที่ทำการรักษาบอกว่าการรักษาแบบนี้อัลลอฮ์มอบให้ เช่นถ้าผีเข้าผู้รักษาก็จะสวดคาถา วิธีนี้เป็นความสามารถเฉพาะด้านเมื่อหมอไสยศาสตร์เสียเสียชีวิต ความรู้นี้ก็หายไปเพราะไม่มีผู้สืบทอดการรักษาพื้นบ้านแบบนี้เอาไว้ (หน้า 100)
 
การวางแผนครอบครัว
          จำนวนการเพิ่มและลดบนเกาะปันหยีไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ สำหรับการวางแผนครอบครัวในกลุ่มผู้หญิงมีการวางแผนครอบครัว ด้วยวิธีต่างๆ  80 เปอร์เซ็นต์  แต่การทำหมันไม่พบในกลุ่มผู้ชาย (หน้า 77) เนื่องจากความเชื่อทางศาสนา สมรรถภาพทางเพศและความสามารถในการทำงาน เป็นต้น  (หน้า 78)
 
วัยรุ่นกับปัญหายาเสพติด
          บนเกาะปันหยีมีวัยรุ่น ไม่ได้เรียนหนังสือหรือว่างงาน 40-50 คน กลุ่มนี้ยังมีปัญหาเรื่องติดยาเสพติด เช่น เฮโรอิน, ยาบ้า เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้เคยถูกส่งตัวไปบำบัดที่จังหวัดยะลา แต่ก็หนีกลับมาทุกคน ดังนั้นการระบาดของยาเสพติดจึงเป็นปัญหาใหญ่ของชุมชนเกาะปันหยี (หน้า 75) ผู้ให้ข้อมูลบอกว่า ที่ปัญหายาเสพติดแก้ไขไม่ได้เนื่องจากคณะกรรมการหมู่บ้าน ไม่เอาจริงเอาจัง เมื่อตำรวจมาจับก็ขอร้องไม่ให้ดำเนินคดี ดังนั้นตำรวจจึงไม่ค่อยเข้ามาดูแลเท่าที่ควร เพราะคนในชุมชนเข้าข้างลูกหลาน และปกป้องเมื่อตำรวจจะจับกุม (หน้า 181)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกาย     
          มุสลิมบนเกาะปันหยีแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม  
          ผู้ชาย   สวมโสร่งตาหมากรุก  สวมหมวกแขก   (หน้า 56)
          ผู้หญิง  สวมเสื้อมิดชิด  สวมผ้าถุงปาเต๊ะยาวกรอมข้อเท้า  คลุมศีรษะด้วยผ้าริญาบ (หน้า 56) ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการแต่งกายคือ ผู้หญิงวัยรุ่นกระทั่งถึงวัยกลางคน ไม่ค่อยคลุมศีรษะ และสวมใส่ผ้าถุงเหมือนเช่นในอดีต ในกลุ่มผู้ชายจะสวมโสร่งเฉพาะเวลาไปทำพิธีละหมาดที่มัสยิดเท่านั้น ถ้าเป็นในช่วงปกติจะสวมใส่กางเกงขายาวตามสมัยนิยม ส่วนในกลุ่มวัยรุ่นทั้งชายและหญิงชื่นชอบการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทันสมัยซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ยึดการแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม (หน้า 143)
 
เรือโทง 
          เป็นเรือประมงที่ชาวปันหยีใช้ เป็นเรือที่ขุดและต่อจากช่างในจังหวัดกระบี่ กับจังหวัดภูเก็ต ลักษณะของเรือส่วนหัวจะเชิดขึ้นสูง ขนาดความกว้างและความยาวของเรือจะเป็นตัวกำหนดราคมของเรือ การนับขนาดของเรือจะนับตามจำนวนช่วงวางกระดูกงู หรือกง สำหรับขนาดเรือจะมีหลายแบบตั้งแต่ 7,9,11,13 ถึง 27 กง ราคาของเรือจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนกง ตัวอย่างเช่น เรือ 15 กง จะมีราคา 13,000-15,000 บาท  เป็นต้น  (หน้า 104)
 
เรือท้องแบน
          หลังจากที่ชุมชนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงนั้น คนในชุมชนได้ใช้เรือโดยสาร เป็นเรือท้องแบน  (หน้า 104) ซึ่งคนในชุมชนสั่งซื้อมาจากอำเภอแพ้ว  จังหวัดราชบุรี ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาช่างในจังหวัดพังงาจะสามารถต่อเรือได้เอง แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร เนื่องจากชาวเกาะปันหยีเชื่อว่าเรือที่สั่งต่อจากจังหวัดราชบุรีกับจังหวัดสมุทรสาครนั้น ถือว่าเป็นเรือที่พิถีพิถันในขั้นตอนการผลิตและมีคุณภาพสูงกว่าเรือในพังงา สำหรับเรือท้องแบนหากขนาด 11ที่นั่งจะมีราคาประมาณ 180,000 บาท  หากเป็นขนาด 15 ที่นั่ง จะมีราคาประมาณ 250,000 บาท  (หน้า 105) 

Folklore

ตำนานความเป็นมาของเกาะปันหยี
          เมื่อ 200 ปีที่แล้ว มีชาวชวา จากประเทศอินโดนีเซีย สามครอบครัว เดินทางด้วยเรือสามลำเพื่อมาหาที่อยู่ใหม่ที่เป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์น้ำทะเลเป็นจำนวนมาก สำหรับเรือที่พบเกาะเป็นลำแรกคือเรือของโต๊ะบาบูได้ใช้ธงปักบนเกาะ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้เรืออีกสองลำได้เห็น ดังนั้นจึงตั้งชื่อเกาะว่า “เกาะปันหยี” หรือภาษาชวา หมายถึง “ธง” คนดั้งเดิมทำประมงเป็นอาชีพหลัก ในตอนหลังได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจังหวัดพังงา  (หน้า 51)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน
          กลุ่มเครือญาติบนเกาะปันหยีได้มีการปรับเปลี่ยน ความสัมพันธ์ลดความสนิทสนมลงต่างจากในช่วงเริ่มสร้างชุมชน นับจาก พ.ศ. 2500 ที่มีคนภายนอกเข้ามาอยู่ในชุมชนมากขึ้น  (หน้า 88) แต่เนื่องจากในชีวิตประจำวันมีการทำงานร่วมกัน ดังนั้นจึงทำให้คนบนเกาะมีการช่วยเหลือกัน เช่นเมื่อมีการทำบุญ งานประเพณีต่างๆ ก็จะมีคนมาช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก หลังจากที่มีการพัฒนาเกาะปันหยีเป็นแหล่งท่องเที่ยว การทำกิจกรรมตามความเชื่องานบุญคนในชุมชนยังมีการช่วยเหลือกัน แต่ถ้าเป็นการทำงานอื่นๆ ก็เปลี่ยนเป็นการจ้าง เป็นต้น (หน้า 89)

Social Cultural and Identity Change

          การเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมที่เกี่ยวกับประเพณีความเชื่อของคนบนเกาะปันหยีนั้น เกิดขึ้นกับทุกประเพณี เนื่องจากได้รับอิทธิพลความเชื่อแบบสังคมเมือง ที่มีความเห็นว่าขั้นตอนบางอย่างของประเพณีนั้น ไม่ทันสมัยและทำให้เสียเวลา ดังนั้นจึงถูกตัดออกเพื่อความสะดวกด้านการปฏิบัติทำให้คุณค่าและความหมายของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนบนเกาะปันหยีเหือดหายไป เช่นประเพณีการขึ้นเปลเด็กทารก  ถึงจะยังมีผู้ทำตามประเพณีแต่บางขึ้นตอนก็ถูกตัดออกไม่เหมือนเดิม โดยใช้เปลสมัยใหม่แทนเปลผ้า ส่วนประเพณีเข้าสุนัตที่ถือเป็นประเพณีการเปลี่ยนผ่านของช่วงวัยของเด็กชาย  ขั้นตอนการขลิบหนังหุ้มอวัยวะเพศชาย ก็จะให้แพทย์แผนปัจจุบันผ่าตัดให้ แทนการขลิบจากผู้ประกอบพิธีแบบเก่า และอื่นๆ  (หน้า 142)

Critic Issues

Other Issues

ตัวอย่างประชากรกรณีศึกษา
          โหรบ  แต้มต่อผล อาชีพรับฝากซื้อของในตัวเมืองพังงา      
          เขาอายุ 45 ปี มีบรรพบุรุษที่เกิดบนเกาะประมาณ 4 ชั่วอายุคน  โหรบจบระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนในหมู่บ้าน ปัจจุบันมีลูกสามคน ลูกชายคนโต กำลังเรียนชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยรามคำแหง  ส่วนลูกชายคนเล็กกำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลในเมืองพังงา  อาชีพดั้งเดิมโหรบหาปลาในทะเล ก่อนที่จะเปลี่ยนมาขับเรือรับจ้างส่งผู้โดยสารระหว่างเกาะปันหยีและท่าด่าน จากการขับเรือเขาจึงรู้ว่าในแต่ละวันมีคนบนเกาะต้องการฝากซื้อข้าวของเครื่องใช้จากในเมืองเป็นจำนวนมาก (หน้า 175) กระทั่งยอดจำนวนผู้โดยสารเริ่มน้อยลงในช่วงปี พ.ศ. 2525-2530  ดังนั้นประมาณช่วง พ.ศ. 2529 เขาจึงลดจำนวนผู้โดยสารลงและเพิ่มพื้นที่ในการรับฝากของมากขึ้น โดยตื่นตั้งแต่ก่อนตีห้า  ทำละหมาดเวลาแรกของวัน จากนั้นก็ยกสินค้าพื้นเมือง เช่น กะปิ กุ้งแห้ง  ปลาหมึกแห้ง และอื่นๆ  ซึ่งเป็นสินค้าที่รับมาจากกระบี่และระนองนำมาวาง ที่ร้านในย่านการค้าให้ภรรยาขายเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของครอบครัว จากนั้นประมาณ  6.00 น. เขาก็จะไปรับรายการฝากซื้อของจากร้านต่างๆ เช่น ซื้อน้ำมัน, ข้าวสาร,น้ำตาล,นมผง, รองเท้านักเรียน อะไหล่เครื่องเรือ และอื่นๆ ส่วนการฝากอย่างอื่นเช่น ฝากซื้อทอง  จำนำทอง  โอนเงิน  ฝากเงินที่ธนาคาร เป็นต้น (หน้า 176)
 
          รานี  แม่ค้าขายของที่ระลึก      
          รานีอายุ 26 ปี  จบการศึกษาชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดพังงา ในครอบครัวของรานี พ่อของรานีเคยทำอาชีพประมงมาก่อน  เมื่อพ่อเสียชีวิตก็ไม่มีคนในครอบครัวเป็นผู้สืบทอด  จากนั้นมารานี ก็เปลี่ยนมาเลี้ยงปลาเก๋าในกระชัง เพื่อส่งร้านอาหารโดยกู้เงิน ธ.ก.ส. ปัจจุบัน สมาชิกในครอบครัวอาศัยอยู่ 7 คน  ต่อมารานีได้เปลี่ยนมายึดอาชีพขายของที่ระลึกที่บริเวณหน้าบ้าน แต่มีแม่ค้ามากจึงย้ายไปเขาพิงกัน โดยขออนุญาตจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา (หน้า 178) ส่วนสินค้านั้นไม่ได้ผลิตที่เกาะปันหยีแต่จะรับมาจากพ่อค้าคนกลาง สินค้าส่วนใหญ่จะทำจากเปลือกหอย  สร้อยมุก  เครื่องประดับ  เป็นต้น โดยจะรับสินค้ามาจากแหล่งต่างๆ เช่น จังหวัดภูเก็ต, กระบี่, อำเภอหัวหิน  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, กรุงเทพฯ  พ่อค้าคนกลางจะเอาสินค้ามาให้ แล้วจะมาเก็บเงิน 5-7 วัน แล้วแต่จะคุยกันว่าจะมาเมื่อไร (หน้า 179) สำหรับกลุ่มลูกค้าที่แม่ค้าชื่นชอบจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก เนื่องจากชอบซื้อสอนค้า และไม่ค่อยต่อรองราคม ส่วนนักท่องเที่ยวคนไทยและคนเอเชีย ส่วนใหญ่จะต่อรองราคาเก่ง  ทำให้ขายของไม่คุ้มทุน สำหรับการค้าขาย กลุ่มแม่ค้าจะตกลงกัน การขายของจะขายในราคาใกล้เคียงกัน  ไม่ขายตัดราคากัน  สำหรับสินค้า หากราคาต้นทุน 10 บาท ก็จะขายให้นักท่องเที่ยวในราคา 20-25 บาท  หากขายให้นักท่องเที่ยวชาวไทยจะขายในราคา   15 บาท ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวรายได้เฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 1,000-2,000 บาท  ส่วนช่วงนอกฤดูกาลรายได้ไม่แน่นอนบางวันก็ขายไม่ได้ (หน้า 179)
          ส่วนค่าใช้จ่าย แต่ละวันจะเสียค่าเรือโดยสารวันละ 30 บาท ค่าแชร์ในกลุ่มแม่ค้า  ค่าเก็บขยะที่เขาพิงกันโดยจ่ายให้เจ้าหน้าที่เดือนละ 400 บาท  ค่าภาษีรายปี ปีละ 400 บาท และค่าอาหารภายในครอบครัว วันละหนึ่งร้อยถึงสองร้อยบาท รายได้ของการขายของจะฝากธนาคาร และเก็บไว้เป็นค่ารักษาเมื่อเจ็บป่วย (หน้า 180) รานีเห็นว่าหากเกาะปันหยีไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวอีก หรือขายของไม่ดี บางครั้งอาจจะย้ายไปอยู่พังงา หรือภูเก็ต เนื่องจากมีญาติที่อยู่ที่นั่นจำนวนมาก (หน้า 181)
 
หมาดกับธุรกิจของเขา       
          หมาดอายุ 60 ปี เคยเปิดร้านอาหารเพื่อขายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทย (หน้า 181) หลังจากเปิดร้านกิจการร้านในช่วงแรกขายดีพอสมควร จากการทำการค้าเขาพบว่า  ร้านอาหารบนเกาะปันหยีส่วนใหญ่เปิดขาย มุ่งเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเนื่องจากราคาอาหารค่อนข้างสูง นอกจากนี้การทำร้านอาหารต้องมีเครือข่ายกับบริษัทนำเที่ยวที่จะนำนักท่องเที่ยวมากินอาหารเที่ยงที่เกาะ (หน้า 182) การทำธุรกิจของเขาเริ่มประสบปัญหาเพราะหมุนเงินไม่ทัน บางครั้งบริษัทนำเที่ยวบอกยกเลิกรายการพานักท่องเที่ยวมารับประทานอาหารที่ร้าน หลังจากเปิดร้านอาหารได้สามปีเขาจึงขายร้านให้กับญาติของร้านคู่แข่ง แล้วไปลงทุนเลี้ยงปลาในกระชังเพื่อส่งให้กับร้านที่เขาเคยเป็นเจ้าของ (หน้า 183)
 
อาซัน ครูแห่งเกาะปันหยี        
          ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นครูที่สอนบนเกาะปันหยี อาซันเป็นตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและไม่ทิ้งถิ่นที่อยู่ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีจากวิทยาลัยครูแห่งหนึ่งก็กลับมาสอนหนังสือที่บ้านเกิด อาซันมีปู่เป็นคนเกาะปันหยีดั้งเดิม และมีย่าเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่มีภูมิลำเนาอยู่โคกกลอย จังหวัดพังงา แม้ว่าจะได้รับเงินเดือนครูแต่มีค่าใช้จ่ายที่สูง อาซันจึงเปิดร้านขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว อาซันมีลูกสามคน เขาให้ลูกเรียนที่โรงเรียนบนเกาะจนจบภาคบังคับแล้วจึงจะให้ลูกไปเรียนต่อในตัวเมืองพังงา  (หน้า 184) เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเด็กคนอื่นๆ ว่าโรงเรียนในชุมชนเป็นแหล่งการศึกษาที่มีคุณภาพไม่แพ้ที่อื่น  อาซันเป็นแกนนำในการจัดงานปันหยีสัมพันธ์ เพื่อเรียกร้องให้คนในชุมชนกลับมามีสำนึกรักบ้านเกิดประเพณีวัฒนธรรมของตน ไม่ให้เสื่อมไปตามกระแสการท่องเที่ยว ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นครูแต่เขาก็คงทราบว่าคนรุ่นใหม่คงหาใครจะต้องการสืบทอดอาชีพประมงเหมือนเช่นบรรพบุรุษของตนอีกต่อไป ส่วนใหญ่แล้วเด็กๆ อยากมีงานทำที่มั่นคงรับอาชีพราชการ หรือไปทำงานนอกชุมชน ซึ่งทำให้อาซัน อดเป็นห่วงว่าชุมชนที่อยู่ของเขาต่อไปจะเป็นเช่นไรหากยังอยู่กับกระแสการท่องเที่ยวตามที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้  (หน้า 185)
 
ยูซุบ กับธุรกิจสีเทาของเขา      
          ยูซุบอายุ 33ปี จบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเกาะปันหยี จากนั้นก็ไปเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในตัวเมืองพังงา (หน้า 185)  ยูซุบไปอยู่ที่อื่นในช่วงที่เป็นวัยรุ่นและกลับมาที่เกาะปันหยีตอนที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแล้ว ในด้านการศึกษาของเขายังไม่มีความชัดเจนบางคนว่าเขาเรียนไม่จบชั้น มอปลาย บางคนก็ว่าเขาเรียนจบปริญญาตรีด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม ส่วนภรรยาของยูซุบบ้านอยู่ทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขาเดินทางไปๆมาๆ ระหว่างเกาะปันหยีและบ้านของภรรยาอยู่เป็นประจำทั้งสองยังไม่มีลูกด้วยกัน ยูซุบค่อนข้างเก็บตัวไม่ค่อยติดต่อกับใคร นอกจากกลุ่มวัยรุ่นที่มารับจ้างพายเรือซีแคนู จากการสัมภาษณ์เขาค่อนข้างเห็นด้วยในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวบนเกาะปันหยีเช่น การสร้างที่พักกับสถานบันเทิงบนเกาะ (หน้า 186) เพราะจะเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เขาก็เห็นด้วยกับกับการห้ามขายและดื่มเหล้าบนเกาะ ส่วนคนบนเกาะพยายามที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับยูซุบ หลายคนบอกว่าเขาขายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งทุกวันนี้มีคนติดยากว่าร้อยคนทั้งคนที่เป็นผู้ใหญ่ วัยรุ่น และนักเรียน (หน้า 187)
 
ม่าเล็ก ตัวอย่างของมุสลิมบนเกาะปันหยี    
          ม่าเล็กอายุ 52 ปี เกิดที่เกาะปันหยี เมื่อเรียนจบชั้นประถมในโรงเรียนบนเกาะปันหยี แล้วก็ไปเรียนชั้นมัธยมในตัวเมือง นอกจากนี้ยังศึกษาศาสนาอย่างจริงจัง ม่าเล็กสมรสกับสาวบนเกาะปันหยี มีลูกสามคน คนที่หนึ่งกับคนที่สองกำลังเรียนมหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชน (หน้า 187) ก่อนมีครอบครัวเขาเคยขับเรือโดยสารและทำงานเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรม จากนั้นก็กลับมาขายของช่วยภรรยา ในปี พ.ศ. 2539 ม่าเล็กได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ  หลังจากที่กลับมาก็ศึกษาศาสนามากตามลำดับ ดังนั้นคนในชุมชนจึงให้ความเคารพนับถือให้เป็นผู้นำชุมชนคนหนึ่ง (หน้า 188)
          จากการศึกษาชีวิตตัวละครทั้งหมดที่เป็นคนที่อยู่ในชุมชนนั้น พวกเขาต่างพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น หางานทำที่เหมาะสมกับชุมชนท่องเที่ยว หรือหาช่องทางทำกินที่มาจากการท่องเที่ยวเช่น เป็นพ่อค้าคนกลางรับฝากซื้อของ จากการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวได้ทำให้ประชากรตัวอย่างบางคน ทำงานในช่องทางผิดๆ เพื่อที่จะได้เงินมาล่อเลี้ยงชีวิต (หน้า 189) แต่ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังยึดคำสอนทางศาสนามาเป็นแบบอย่างชีวิต และเป็นตัวอย่างกับคนในชุมชนให้ยึดมั่นทำความดี ไม่ลุ่มหลงมัวเมาไปกับสิ่งต่างๆ ที่มาจากกระแสพัฒนาการท่องเที่ยว ที่ทำให้คนในชุมชนห่างไกลจากหลักคำสอนของศาสนา  (หน้า 190)

Google Map

Map/Illustration

แผนที่
           อ่าวพังงา (หน้า 65)
  
ภาพ
          เกาะปันหยี (หน้า 67) นักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยว และซื้อสินค้าที่เกาะปันหยี (หน้า 80) มัสยิดเกาะปันหยี (หน้า 94) กูโบร์บนเกาะปันหยี (หน้า 101)  เรือโดยสาร ที่เปลี่ยนอาชีพประมง มาเป็นคนขับเรือรับจ้าง รับ ส่ง นักท่องเที่ยว (หน้า 105) หลังเกาะ : กระชังเลี้ยงปลาเก๋า (หน้า 111) ร้านอาหารในเกาะปันหยี (หน้า 114) เกาะปันหยี  ชุมชนแห่งศรัทธารอการมาเยือนของอาคันตุกะต่างถิ่น (หน้า 120) “ในสวน” แหล่งน้ำจืด  (หน้า 123) โรงเรียนบ้านเกาะปันหยี (หน้า 125) นักท่องเที่ยวต่างชาติแวะชมเกาะและทานอาหารกลางวันบนเกาะปันหยี (หน้า 131) จากสะพานไม้สู่สะพานคอนกรีตบาทวิถีรอบเกาะของชุมชนเกาะปันหยี (หน้า 132) พื้นดินส่วนเดียวของเกาะปันหยี (หน้า 148)  
 
ตาราง
          ตารางแสดงจำนวนบ้านเรือน จำแนกตามลักษณะของบ้าน (หน้า 66) กลุ่มต่างๆ ในชุมชน (หน้า 70) จำนวนกลุ่มประชากรวัยรุ่น ในหมู่บ้านจำแนกตามอาชีพ (หน้า 76) ตารางแสดงสัดส่วนข้อมูลอาชีพของชาวชุมชนเกาะปันหยี เปรียบเทียบในรอบ 30ปี (หน้า 106) ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวประเทศไทย และรานได้ (หน้า 129) สถิติ 50 อันดับแรกของอาการ และโรคที่ชาวชุมชนเกาะปันหยีมารับการรักษา (หน้า 133) ตารางแสดงงานวางแผนครอบครัว จำนวนและร้อยละของการรับบริการวางแผนครอบครัวรายวิธี (หน้า 135) 

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 27 พ.ค. 2562
TAG การเปลี่ยนแปลง, สังคม, เศรษฐกิจ, มุสลิม, เกาะปันหยี, พังงา, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง