ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject กะเหรี่ยง, คนเมือง, พรมแดน, แม่น้ำเมย, ตาก, พม่า, ไทย
Author ขวัญชีวัน บัวแดง
Title พื้นที่พรมแดนแม่น้ำเมยกับความสัมพันธ์ชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง-คนเมือง
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text -
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  Total Pages 183 Year 2558
Source มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Abstract

เนื้อหาของงานเขียนกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกะเหรี่ยงกับคนเมื่อที่อยู่อาศัยบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก กับที่อยู่บริเวณแม่น้ำเมย รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า  ในการศึกษาได้แบ่งความสัมพันธ์ออกเป็นสามยุค ได้แก่ยุคแรก ยุคก่อนเกิดรัฐสมัยใหม่ จนถึงพ.ศ. 2510ซึ่งเป็นช่วงที่อังกฤษ ไทย และพม่ายังไม่เข้ามาจัดการพื้นที่ คนกะเหรี่ยง และคนเมืองค่อนข้างมีอิสระในการบุกเบิกที่ทำกิน ยุคที่สองเป็นยุครัฐกันชน ประมาณ พ.ศ. 2510-2530เป็นยุคที่รัฐกะเหรี่ยงและรัฐไทยเข้ามามีส่วนในการควบคุมพรมแดนบริเวณแม่น้ำเมย ในช่วงนี้มีการค้าขายไม้ และค้าขายเครื่องอุปโภคและบริโภคระหว่างคนที่อยู่ในรัฐไทยและรัฐกะเหรี่ยง ในช่วงนี้ที่มีการพัฒนาสู่ความทันสมัย ความเป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยงของกองกำลังเคเอ็นยูที่อยู่ฝั่งพม่า และความเป็นไทยของคนเมือง โดยผ่านระบบการศึกษาของรัฐไทย และยุคที่สามเป็นยุคที่รัฐกันชนล่มสลาย ทำให้กองกำลัง  เคเอ็นยู ต้องเข้ามาอยู่ในค่ายอพยพในฝั่งไทย บริเวณชายแดนไทยพม่า มีความเข้มงวด มีกองกำลังหลายฝ่ายเข้ามาควบคุมพื้นที่ในฝั่งประเทศพม่า ส่วนรัฐไทยมีความเข้มงวด เรื่องคนข้ามแดนและสินค้า ทำให้เกิดวาทกรรม แรงงานข้ามชาติ ผู้อพยพที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ 

Focus

          ศึกษาความสัมพันธ์ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง  คนเมือง ในพื้นที่ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างออกไปในแต่ละช่วงอันเป็นผลของการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในพื้นที่ระหว่างกลุ่มอำนาจหลักได้แก่ รัฐไทย  รัฐพม่า  สหภาพกะเหรี่ยงแห่งชาติ  กลุ่มทุน  พ่อค้า  และองค์กรต่างประเทศ (หน้า  ค)

Theoretical Issues

Ethnic Group in the Focus

          คำว่ากะเหรี่ยงนั้นมาจากคนมอญที่เรียกกลุ่มคนที่อยู่ในป่ารอบบริเวณเมืองของคนมอญ ซึ่งทุกวันนี้คือบริเวณพรมแดนไทย กับพม่า นอกจากนี้ยังมีคำอื่นที่เรียก คือ  “กะหร่าง” ซึ่งมีความแตกต่างที่ภาษาและการแต่งกาย  ซึ่งตามที่เข้าใจนั้น “กะเหรี่ยง” คือกลุ่มกะเหรี่ยงโปว์ ที่อยู่ใกล้กับกลุ่มคนมอญ ส่วนคำว่า “กะหร่าง” นั้นหมายถึงกลุ่มกะเหรี่ยงสะกอ ที่อยู่บนดอยทางเหนือ  คนไทยเรียก “กะเหรี่ยง” เหมือนกับคนมอญ ส่วนคนพม่าเรียกกลุ่มนี้ว่า “คะหยิ่น” ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า “Karen” ส่วนคนที่พูดภาษาไตที่อยู่ทางตอนเหนือ (หน้า 3) จะเรียกคนที่อยู่ในป่าบริเวณที่เขาอยู่หรือบริเวณพรมแดนไทยกับพม่าว่า “ยาง” และมีคำขยายเพื่อแยกกันภายในกลุ่ม ได้แก่ ยางขาว, ยางแดง และอื่นๆ  สำหรับคำว่า “ยาง” คือคำที่คนไทยภาคเหนือ หรือ “คนเมือง” ที่อยู่ใกล้ชิดกับคนไตใช้เรียกในภาคเหนือ กลุ่มคนที่อยู่ตามป่าเขา ที่อยู่ติดกับชายแดนพม่า  (หน้า 4) 
          คำว่า “กะเหรี่ยง” หรือ “ยาง” นั้นอาจเป็นการเรียกตามที่คนกลุ่มนี้เรียกกลุ่มตัวเอง เนื่องจากคำว่า “กะเหรี่ยง” กับ “ยาง” นั้นมีที่มาจากคำเดียวกัน ที่มาจากคำพม่าโบราณ “karyan”  สำหรับคำว่า “karyan” นั้นออกเสียงในภาษาไทยว่า กะเหรี่ยง ส่วน คำว่า “ยาง” นั้นมาจากคำพยางค์ท้ายของคำว่า “karyan” ซึ่งคำว่า “yan” ออกเสียงว่า “ยาง”  นอกจากนี้ยังมีข้อคิดเห็นว่า “karyan” มาจากคำที่กะเหรี่ยงสะกอ เรียกกลุ่มของตนเองว่า “เกอะญอ”  ขณะเดียวกันหากคำนี้อยู่ในภาษากะเหรี่ยงโปว์จะเป็นคำว่า “เกอะญา” กระทั่งเปลี่ยนมาเป็นคำว่า “karyan”  (หน้า 4)
          นอกจากนี้คำที่กลุ่มอื่นเรียกนั้นจะมีความหมายที่ไม่เหมือนกับคำที่คนกลุ่มนั้นใช้เรียกตนเอง เช่น คำว่า “คะหยิ่น” หมายถึง “คนป่าเถื่อน”  คำว่า “กะเหรี่ยง” กับ “ยาง” แฝงความหมายว่าไม่เจริญ ส่วนกลุ่มสะกอ เรียกกลุ่มของตนเองว่า “ปกาเกอะญอ” ส่วนกลุ่มกะเหรี่ยงโปว์ เรียกกลุ่มตัวเองว่า “โพล่ง” หมายถึง “คน”  (หน้า 4) ในปัจจุบันจะเรียกกลุ่มนี้ว่า “กะเหรี่ยง” ขณะที่กลุ่มกะเหรี่ยงสะกอจะเรียกกลุ่มตนเองว่า “ปกากะญอ”  แต่กลุ่มโปว์ก็ไม่ได้ให้การยอมรับ (หน้า 4) แต่เนื่องจากการใช้คำว่า “กะเหรี่ยง”นั้นเป็นการสร้างจิตสำนึกทางชาติพันธุ์และไม่ได้แยกย่อยว่าเป็นกลุ่มใด ดังนั้นคำว่า “กะเหรี่ยง” จึงเป็นที่นิยมเรียกเพื่อยกระดับสถานทางสังคม สำหรับกะเหรี่ยงในพื้นที่ศึกษานั้นเป็น กะเหรี่ยงสะกอ กับกะเหรี่ยงโปว์ (หน้า 5)
 
คนเมือง
          หมายถึงคนไทยภาคเหนือ ซึ่งอยู่ในตระกูลวัฒนธรรมและภาษาไทย อยู่ในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย, แพร่, น่าน สาเหตุที่เรียกตนเองว่า “คนเมือง” คือความพยายามแยกตัวเองออกจากกลุ่มอื่น สำหรับคำว่า “เมือง” และที่มาของคำว่า “คนเมือง” มีข้อสันนิษฐานดังต่อไปนี้ (หน้า 6)
          แต่เดิมกลุ่มผู้บริหารของกรุงเทพฯ และนักเดินทางตะวันตกเรียกคนไทยภาคเหนือว่า “ลาว” เนื่องจากคนไทยภาคเหนือกับคนลาวที่อยู่ในประเทศลาวมีภาษาและวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน แต่ในเวลาเดียวกันคนไทยภาคเหนือก็ไม่เรียกตนเองว่า “ลาว” และรู้สึกไม่ภูมิใจเมื่อคนอื่นเรียกกลุ่มตนว่า “ลาว” เพราะคนไทยภาคเหนือเห็นว่า คนลาวกับพวกเขาเป็นคนละกลุ่มแม้ว่ามีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันดังนั้นพวกเขาจึงเรียกตนเองว่า “คนเมือง” และพูดภาษาคำเมืองและใช้ภาษาเขียนที่เรียกว่า “ตัวเมือง”    (หน้า 6) ภายหลังสิ้นสุดยุคพระเจ้าติโลกราช ความเจริญของเชียงใหม่ก็สิ้นสุด  จากนั้นเชียงใหม่กับชาวโยนก ก็ถูกอยุธยาหมิ่นแคลนเรื่อยมา กระทั่ง พ.ศ. 2100 เชียงใหม่ก็กลายเป็นเมืองขึ้นของพม่านานกว่า 200ปี  ในเวลานั้นคนพม่าเรียกชาวโยกนกว่า “ยูน” ซึ่งคาดว่ามาจากคำว่า “ไตยวน” มาเป็น “ไตยน” กับ “ยูน”  ซึ่งคำว่า “ยูน”นี้ จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายว่า (หน้า 6) เป็นภาษาพม่าหมายถึง “ข้า” หรือ “ทาส” อันเป็นคำที่ไม่ให้เกียรติ ดูหมิ่นดูแคลน  ส่วนที่มาของคำว่า “คนเมือง” ที่คนไทยภาคเหนือใช้เรียกตนเองนั้นคาดว่า น่าจะความเชื่อว่า คนไทยภาคเหนือต้องการยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นคนป่าคนดง แต่เป็นผู้ที่มีความศิวิไลทางศิลปวัฒนธรรมเป็น “คนเมือง” หมายถึงคนที่อยู่เมือง อีกแนวคิดหนึ่งคาดว่า มาจากช่วงที่พม่าปกครองล้านนา ช่วง พ.ศ. 2100 เวลานั้น คนไทยภาคเหนือเรียกพม่าว่า “ม่าน” และเรียกตนเองว่า “คนเมือง” เพื่อกันตัวเองออกมาจากกลุ่มพม่าและเพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่กลุ่มเดียวกันนั่นเอง (หน้า 7) งานเขียนระบุว่าไม่พบคำว่า “คนเมือง” ในตำราโบราณ แต่พบในสมัยรัชกาลที่ 5(หน้า7) ฉะนั้นคำว่าคนเมืองจึงมีความหมายเพื่อแยกตัวเองออกจากกลุ่มอื่นเพื่อสื่อว่ากลุ่มตนเองก็มีประเพณี วัฒนธรรมเป็นของตนเอง (หน้า 8)
 
การจำแนกชาติพันธุ์
          ในชุมชนชายแดนแม้ว่ากลุ่มต่างๆ จะอยู่รวมกัน มีกิจกรรมความเชื่อที่ทำด้วยกัน แต่ละกลุ่มก็มีวิธีแยกแยะกลุ่มตน แม้ว่าจะอยู่ร่วมกัน เช่นกะเหรี่ยงโปว์กับ กะเหรี่ยงสะกอ ที่เรียกตนเองว่า “โผล่ง” กับ “ปกากะญอ” (หน้า 90) เนื่องจากการแต่งกายของทั้งสองกลุ่มไม่มีความผิดแผกแตกต่างกัน เพราะกะเหรี่ยงที่อยู่บริเวณชายแดนไม่สวมชุดแบบกะเหรี่ยง ผู้หญิงสวมเสื้อและผ้าถุงที่ซื้อที่ตลาด ในกลุ่มผู้ชาย โดยมากจะสวมเสื้อและนุ่งโสร่ง ลักษณะพิธีกรรมความเชื่อก็ต่างกัน และภาษาก็ไม่เหมือนกันอีกด้วย  (หน้า 91)
          นอกจากนี้ลักษณะบุคลิกก็ไม่เหมือนกัน เช่นในทัศนะของกะเหรี่ยงสะกอกล่าวว่า  กะเหรี่ยงโปว์   มีความขยันทำการงาน เช่นการหารายได้เสริม ไม่ว่าจะเป็นทำขนมขาย และมีความสามารถเรื่องการทำขนมจีนเพื่อกินในครัวเรือน และขายหารายได้ สันนิษฐานว่า กะเหรี่ยงโปว์มีความใกล้ชิดผูกพันกับมอญ ดังนั้นจึงได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากมอญมาด้วย ตัวอย่างเช่น มอญเรียกขนมจีนว่า “กะนอมจิ้น”
          มาจาก “กะนอม” คือ “แป้งที่เป็นเส้น”
          กับ “จิ้น” หมายถึง “ต้มจนสุก  (หน้า 91)
          กะเหรี่ยงโปว์กับกะเหรี่ยงสะกอ       เนื่องจากความใกล้ชิดระหว่างกะเหรี่ยงโปว์กับกะเหรี่ยงสะกอจึงทำให้มีความสนิทสนมกัน  ดังนั้นจึงปรับวิธีการพูด เพื่อการสื่อสาร ฉะนั้นจึงส่งผลให้  กะเหรี่ยงสะกอ กับกะเหรี่ยงโปว์ ที่บ้านอยู่ห่างจากชายแดน และเรียนภาษาไทยในโรงเรียนจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับการพูดของกะเหรี่ยงที่อยู่ชายแดน (หน้า 91)
          กะเหรี่ยงดอยกับกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่พื้นราบ        ในกลุ่มกะเหรี่ยงด้วยยังยังมีการแยกความแตกต่าง เช่น “กะเหรี่ยงดอย” เป็น “ปกากะญอเจอ”  หรือแยกเป็น “ส่องกะเจอ” หรือ “โป่กะเจอ” กับ “กะเหรี่ยงที่อยู่อาศัยอยู่พื้นที่ราบอยู่ใกล้เมือง” หรือ “ส่องปริ๊” หรือ “โป่ปริ๊” สำหรับกะเหรี่ยงที่อยู่ภาคเหนือของไทย กับที่อยู่เขตพรมแดนแม่น้ำเมยตะวันตก และตะวันออก ที่เป็นพื้นที่ภูเขา ถือว่าเป็นกะเหรี่ยงดอย  ส่วนกะเหรี่ยงที่มาจากพื้นที่ราบทางตะวันตกของภูเขาต่อน่อ ในรัฐกะเหรี่ยง ทั้งหมดเป็นกะเหรี่ยงที่ราบ (หน้า 91)
          ความแตกต่างแยกจากพื้นที่ทำมาหากิน สำหรับคนที่อยู่บนที่สูง ส่วนมากจะทำไร่และหาของป่า ส่วนคนที่อยู่ในพื้นที่ราบ กับที่อยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำ ส่วนใหญ่จะทำนาและหาปลา  (หน้า 92) นอกจากนี้ กลุ่มที่อยู่บนพื้นที่สูงนั้นยังมีความสามารถในการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อต่างๆได้มากกว่า เนื่องจากไม่ได้อยู่กับคนวัฒนธรรมอื่น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะรับเอาวัฒนธรรมของกลุ่มอื่น (หน้า 92) ตัวอย่างเช่น  คนที่อยู่บนพื้นที่สูงที่ไม่เปลี่ยนศาสนาไปนับถือศาสนาคริสต์ นั้นยังรักษาประเพณีวัฒนธรรมของกลุ่มตนเอาไว้เป็นอย่างดี ได้แก่ การทอผ้า  ตัดเสื้อ กางเกงสวมใส่ในครัวเรือน  การสร้างบ้านเรือน พิธีกรรม การทำไร่นา การเพาะปลูก (หน้า 92)
          ในความคิดเห็นของกะเหรี่ยงที่อยู่ในเมืองกับคนเมือง มอง “กะเหรี่ยงดอย” ว่า ไม่ค่อยมีวัฒนธรรม เท่ากับ “กะเหรี่ยงน้ำ” ที่มีสภาพความเป็นอยู่คล้ายกับกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ที่ราบ และนับถือศาสนาพุทธมาเนิ่นนาน แต่ในเวลาเดียวกัน  กะเหรี่ยงดอยก็ได้ชื่อว่ามีความซื่อสัตย์และจริงใจมากกว่า (หน้า 92) ส่วนกะเหรี่ยงดอยก็มองกลุ่มกะเหรี่ยงน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ฝั่งประเทศพม่าว่า ไม่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง เช่นการแต่งเนื้อแต่งตัวกะเหรี่ยงฝั่งประเทศพม่าก็ไม่ทอผ้าใช้ในครัวเรือน แต่ชอบซื้อผ้าที่ทอสำเร็จรูป ส่วนกะเหรี่ยงที่อยู่ฝั่งประเทศไทยจะทอผ้าใช้กันเองภายในครัวเรือน เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย  (หน้า 92)

Language and Linguistic Affiliations

          คนเมืองที่ย้ายมาตั้งบ้านเรือนที่บริเวณแม่น้ำเมย ที่มีกะเหรี่ยงอยู่ก่อนแล้วและอยู่จำนวนมากกว่า เนื่องจากต้องค้าขาย และติดต่อพบปะในชีวิตประจำวันกับกะเหรี่ยง ดังนั้นจึงทำให้ คนเมืองต้องฝึกพูดภาษากะเหรี่ยง ดังนั้นชุมชนของคนเมืองจึงพบว่าคนเมืองอายุตั้งแต่ 40 ปี นั้นมีความสามารถพูดภาษากะเหรี่ยงได้อย่างชำนาญ ส่วนกะเหรี่ยงวัยกลางคนขึ้นไปก็พูดคำเมืองได้ แต่มีจำนวนที่น้อยกว่า เนื่องจากการติดต่อพบปะของคนเมืองกับกะเหรี่ยงตั้งแต่รุ่นพ่อถึงรุ่นลูก และร่วมงานบุญประเพณีทั้งระดับหมู่บ้านและครอบครัว จึงมีการฝึกพูดภาษาระหว่างกลุ่ม แต่ก็มีกะเหรี่ยงบางคนแม้ว่าจะย้ายถิ่นฐานมาอยู่เมืองไทยเป็นเวลานาน  แต่ก็ไม่สามารถพูดภาษาไทยกลาง หรือภาษาคำเมืองได้เลย (หน้า 89) นอกจากนี้ยังมีคนเมืองที่สามารถพูดภาษากะเหรี่ยงได้เป็นอย่างดี  เช่น แม่หลวง (ผู้ใหญ่บ้านหญิง) คนเมืองวัยกลางคน หลานของกำนันบ้านแม่ต้าน แม่หลวงสามารถพูดภาษากะเหรี่ยงได้อย่างชำนิชำนาญ ในวันที่ผู้วิจัยพบแม่หลวง วันนั้นแม่หลวงเอาขนหางช้างมาให้ชาวบ้านทำแหวน  และมาหาซื้อรากไม้บางอย่าง และขอซื้อพระพุทธรูปเก่าในหมู่บ้าน (หน้า 90)
          ส่วนคนเมืองที่อยู่บ้านท่าสองยางกับที่เข้าไปอยู่บ้านใหม่ในฝั่งประเทศพม่า คนเมืองเหล่านั้นนอกจากจะพูดภาษากะเหรี่ยงได้ ยังพูดภาษาพม่าได้อย่างชำนิชำนาญอีกด้วย เนื่องจากบริเวณนี้ติดกับที่ราบของพม่า ดังนั้นการค้าขายวัวควายจึงชอบผ่านทางนี้  เพราะว่าเส้นทางนี้มีความสะดวกกว่าทางตอนใต้ที่มีภูเขาต่อน่อขวางกั้นไว้ ทำให้เดินทางข้ามลำบาก ส่วนกะเหรี่ยงที่ตั้งบ้านเรือน อยู่บริเวณชายแดนยังชอบเดินทางไปเมืองใหญ่ๆ เช่นเมืองย่างกุ้ง, เมาะละแหม่ง, พะอัน เพราะเป็นศูนย์กลางการติดต่อค้าขายและพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง  นอกจากนี้ที่โรงเรียนบ้านท่าสองยางยังเปิดสอนภาษาพม่าให้กับนักเรียนในโรงเรียนอีกด้วย (หน้า 90)

Study Period (Data Collection)

          การวิจัยอยู่ในโครงการที่ดำเนินเป็นระยะเวลา สามปี นับจาก 1ตุลาคม 2545-30กันยายน 2548  (หน้า ก) เก็บข้อมูล ตุลาคม 2545-กันยายน 2547  (หน้า 13)

History of the Group and Community

Settlement Pattern

บ้านคนเมือง
          บ้านของคนเมืองที่บ้านแม่ต้านในอดีต การสร้างจะสร้างบ้านหลังใหญ่ใต้ถุนสูง เพื่อใช้เป็นที่เลี้ยงช้าง การสร้างบ้านหลังใหญ่ก็เพื่อต้อนรับแขกเหรื่อที่มาเยี่ยมบ้าน เช่นผู้ให้ข้อมูลบอกว่า แต่ก่อนคนเมืองกับกะเหรี่ยงมีความสนิทสนมกันเวลามาเยี่ยมบ้านต้องหุงข้าวหม้อใหญ่ๆ ถึงจะกินอย่างอิ่มหนำสำราญไม่ให้ขาดตกบกพร่อง (หน้า 69)

Demography

ประชากรกะเหรี่ยง
          กะเหรี่ยงในประเทศพม่านั้นยังไม่มีการสำรวจที่แน่ชัด การประเมินการจำนวนประชากรกะเหรี่ยง ตั้งแต่สมัยอังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมของพม่า จากการสำรวจเมื่อ ค.ศ. 1911 ระบุว่ามีกะเหรี่ยงจำนวน 1,102,000 คน โดยรวมกลุ่มย่อยทั้งหมด ดังนั้นจำนวนประชากรกะเหรี่ยงในพม่าปัจจุบันน่าจะมีจำนวน 3-4ล้านคน ส่วนข้อมูลการสำรวจของสถาบันเอเชียเมื่อ ปี พ.ศ.2535 ระบุว่า พม่ามีประชากรทั้งหมด 41.3 ล้านคน มีประชากรกะเหรี่ยง 7เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 3ล้านคน (มีคนพม่า 72เปอร์เซ็นต์, กะเหรี่ยง 7เปอร์เซ็นต์, ไทใหญ่ 6เปอร์เซ็นต์, คะฉิ่น 2เปอร์เซ็นต์, คนจีน    2เปอร์เซ็นต์, คนฉิ่น 2เปอร์เซ็นต์, คนอินเดีย 3เปอร์เซ็นต์ และอื่นๆ 6เปอร์เซนต์) ส่วนสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ Karen National  Union-KNU ระบุว่ามีกะเหรี่ยงในพม่าประมาณ 7ล้านคน  (หน้า 5)
          ส่วนกะเหรี่ยงในประเทศไทยจากการสำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2544-2545 ระบุว่า มีกะเหรี่ยงจำนวน 438,450คน  ตั้งบ้านเรือนอยู่ใน 1,925 หมู่บ้าน  อยู่ในพื้นที่ 9จังหวัดทางภาคเหนือ กับ 6จังหวัดภาคกลางติดชายแดนฝั่งตะวันตกใกล้กับพม่า (หน้า 5)

Economy

สมัยอังกฤษปกครองพม่า
          เมื่ออังกฤษยึดพม่าตอนล่างได้ เมื่อ ปี 2395 อังกฤษได้พัฒนาเมาละแหม่ง ให้เป็นเมืองท่า นำสินค้าจากนานาประเทศ และส่งออกสินค้าในท้องถิ่น เช่น ไม้สัก ชา (หน้า 32)
          ปี 2381-2382 พ่อค้านำวัวมาขายที่เมาะละแหม่ง 2,500-3,000ตัวต่อปี  ปี 2384มีพ่อค้าจากเมาะละแหม่ง ไม่ต่ำกว่า 200คน รอซื้อวัวที่เชียงใหม่ มีเงินรวมกันกว่า 100,000รูปี  ซึ่งซื้อวัวได้ประมาณ 5,000ตัว  แต่ควายไม่ได้ใช้บริโภค เพราะอังกฤษต้องการเอาไปไถนา เพราะว่าปลูกข้าวที่อาระกัน และพยายามส่งออกข้าว ซึ่งในเวลานั้นมีความต้องการควายประมาณ 1,000ตัวต่อปี   (หน้า  35)
          ในสมัยที่อังกฤษปกครองพม่า ได้บันทึกเกี่ยวกับการเดินทางไปทำการค้าจากเมาะละแหม่งไปเชียงใหม่ว่า แมคคคอยด์ เริ่มเดินทางจากเมาะละแหม่งเมื่อวันที่ 13  ธันวาคม 2397โดยทางเรือ และเดินข้ามภูเขา ไปถึงบริเวณแม่น้ำสบเมย ใช้เวลา 10วันและเดินต่อผ่านเขตแม่น้ำเงา  ซึ่งทุกวันนี้อยู่ในเขตอำเภอสบเมย ต่อเขตอำเภออมก๋อย และฮอด ถึงเมืองฮอด ใช้เวลา 20วัน  จากเมืองฮอด ถึงลำพูน ใช้เวลา 7วัน และจากลำพูนถึงเชียงใหม่ใช้เวลา 5ชั่วโมง 30นาที ถึงเชียงใหม่วันที่ 12มกราคม 2380ใช้เวลาทั้งหมด จากเมาะละแหม่งไปเชียงใหม่ (หน้า 35) รวมเวลา 30วัน (หน้า 36)
          ในสมัยอังกฤษปกครองพม่านั้น การค้าขายในเมาะละแหม่งค่อยข้างรุ่งเรือง ดังจะเห็นการเปรียบเทียบการทำการค้ากับเชียงใหม่ว่า ตอนนั้นมีสินค้านำเข้าจากเมาะละแหม่ง 286,750 บาท และสินค้าส่งออกจากเชียงใหม่ 40,000 บาท  (หน้า 37) ส่วนการแบ่งเขตแดนในสมัยนั้นระบุว่า  ปี 2380 ยังไม่มีการแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างรัฐสยามกับรัฐอังกฤษ (หน้า 37)

Social Organization

การแต่งงาน
          ในสังคมคนเมืองที่ตั้งบ้านเรือนริมฝั่งแม่น้ำเมยนั้น พบว่ามีครอบครัวของคนเมืองหลายตระกูลมาตั้งครอบครัวอยู่ที่นี่ มีหลายนามสกุลที่ตั้งตามถิ่นที่อยู่เดิม ตัวอย่างเช่น ตระกูลเชียงคำ  หมายความว่า ย้ายครอบครัวมาจากอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา (เมื่อก่อนนี้ขึ้นกับจังหวัดน่าน) ส่วนการสืบต่ออำนาจของกลุ่มผ็นำในชุมชนพบว่า ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ในกลุ่มตระกูลดั้งเดิมของชุมชน ซึ่งคนในตระกูลดั้งเดิมที่กล่าวมานี้ ได้มีความสนิทสนมเป็นเครือญาติกันจากการแต่งงาน  ดังนั้นจึงพบว่ามีลูกหลายตั้งบ้านเรือนอยู่ในหมู่บ้านคนเมืองที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเมยหลายหมู่บ้าน อาทิเช่น หมู่บ้านท่าสองยาง  แม่ต้าน  แม่หละ ฉะนั้นคนเมืองที่อยู่หมู่บ้านเหล่านี้จึงมีความสนิทชิดเชื้อ  เมื่อมีงานในครอบครัว หรืองานประเพณีที่สำคัญ ก็มาช่วยกันด้วยความเต็มใจ  ส่วนการแต่งงานของคนเมืองกับกะเหรี่ยงข้ามฝั่งแม่น้ำเมยก็มีอยู่เป็นประจำ เนื่องจากว่ามีการเดินทางมาเยี่ยมญาติพี่น้อง หรือมาร่วมงานบุญประเพณีต่างๆ เช่นงานแต่งงาน  งานศพ และงานบุญอื่นๆ  ดังนั้นจึงมีการข้ามฝั่งแม่น้ำ หนุ่มสาวก็เกิดความรู้จักมักคุ้น บางคู่ก็ได้แต่งงานมีครอบครัว (หน้า 77)
          นอกจากนี้การแต่งงานของกะเหรี่ยงกับคนเมืองก็มีมาเนิ่นนาน  เนื่องจากว่าหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลกัน  เช่น คนเมืองบ้านแม่หละไทย กับกะเหรี่ยงบ้านแม่หละยาง กับคนเมืองที่อยู่หมู่บ้านใหม่ในฝั่งประเทศพม่าที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านกะเหรี่ยงหมู่บ้านต่างๆ การแต่งงานข้ามกลุ่มระหว่างคนเมืองบ้านใหม่ฝั่งพม่า และคนจากฝั่งประเทศไทย ทำให้เกิดความหลากหลายทางด้านภาษา (หน้า 77) ตัวอย่างเช่น
          ผู้ให้ข้อมูลรายที่หนึ่ง เป็นคนบ้านท่าสองยาง มีแม่เป็นคนเมือง อยู่บ้านใหม่ ฝั่งประเทศพม่า   ส่วนพ่อเป็นกะเหรี่ยงที่อยู่ฝั่งประเทศไทย  เมื่อพ่อ และแม่แต่งงานกันแล้วอยู่ฝั่งประเทศไทย เมื่อมีลูก ก็ข้ามไปอยู่ฝั่งประเทศพม่า ผู้ให้ข้อมูลพบภรรยาที่บ้านใหม่ ส่วนภรรยาเป็นลูกครึ่งกะเหรี่ยงกับคนเมือง เกิดที่บ้านท่าสองยาง ครั้นพ่อกับแม่เสียชีวิตตอนเมื่อเยาว์วัย จึงไปอยู่บ้านใหม่กับญาติของแม่  เมื่อแต่งงานมีครอบครัวแล้วจึงกลับมาอยู่ที่บ้านท่าสองยางอีกครั้ง  ผู้ให้ข้อมูลเป็นลูกพี่ลูกน้องของกำนัน บ้านท่าสองยาง           ซึ่งตระกูลของกำนันคือหนึ่งในสองสามตระกูลใหญ่ๆของบ้านท่าสองยาง ที่ย้ายมาจากบ้านใหม่ฝั่งประเทศพม่า (หน้า 77)  ด้วยความที่ความที่มีเชื้อสายกะเหรี่ยง  กับคนเมือง แล้วใช้ชีวิตในฝั่งประเทศพม่า จึงทำให้ผู้ให้ข้อมูลสามารถพูดได้หลายภาษา เช่น พูดคำเมือง   กะเหรี่ยง  พม่า และปะโอ เนื่องจากผู้ให้ข้อมูลเคยบวชเรียนที่ฝั่งประเทศพม่า  ดังนั้นเมื่อมีลูกจึงส่งไปเข้าโรงเรียนที่ฝั่งประเทศพม่า (หน้า 77)  ลูกทั้งหมดมี 4คน  ตั้งชื่อเป็นภาษาพม่าสองคน กับชื่อภาษาอังกฤษหนึ่งคน และชื่อภาษาไทยอีกหนึ่งคน (หน้า 78)
           ผู้ให้ข้อมูลรายที่สอง เป็นชายอายุยี่สิบเศษอยู่ที่บ้านแม่หละยาง ปู่ของเขาเป็นคนเมืองแพร่  เป็นทหารหนีทัพแล้วมาแต่งงานกับย่าที่เป็นกะเหรี่ยง ที่อยู่ในพื้นที่ศึกษา ผู้ให้ข้อมูลมีน้าชายที่เป็นทหารของกองกำลังเคเอ็นยู ชวนเขาไปรบด้วยเขาไปอยู่ที่นั่นตั้งแต่อายุ 12ปี อยู่จนอายุ 18ปี เขาบอกว่าสาเหตุที่ไม่ร่วมรบ เนื่องจากขณะยิงต่อสู้กันนั้น เขาเห็นผู้หญิงตั้งครรภ์ถูกยิง แล้วเสียชีวิตลงขณะที่เขาพยายามช่วยเหลือ   ทุกวันนี้เขาแต่งงานมีครอบครัวกับหญิงกะเหรี่ยงในศูนย์อพยพฯ  มีลูกหนึ่งคนแต่ตายเมื่อยังเด็ก ดังนั้นเขาและภรรยาจึงรับเด็กในศูนย์อพยพมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม  เหมือนกับกะเหรี่ยงฝั่งไทยหลายครอบครัวได้รับเด็กที่อยู่ในศูนย์อพยพฯ และเด็กจากฝั่งประเทศพม่ามาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม (หน้า 78)
          สภาพสังคมในพื้นที่ศึกษาในช่วง 20ปีที่ผ่านมานี้ ได้เกิดผลกระทบจากการสู้รบระหว่างทหารรัฐบาลพม่ากับกองกำลังเคเอ็นยู  นอกจากนี้กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธดีเคบีเอ ยังเข้ามาช่วงชิงพื้นที่และซุ่มยิงกองกำลังเคเอ็นยูอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้การเดินทางมาเยี่ยมญาติพี่น้อง และการเดินทางพบปะกันของคนหนุ่มสาว เป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่สะดวกเหมือนในอดีต  แต่การเดินทางเยี่ยมญาติพี่น้องยังคงมีอยู่เป็นประจำ เช่นในช่วงฤดูแล้ง  แต่หลังจากค่ายกะเหรี่ยงเคเอ็นยูแตก การเดินทางมาเยี่ยมญาติก็มีมากตามลำดับ เนื่องจากมีญาติพี่น้องอพยพมาอยู่ฝั่งประเทศไทยเป็นจำนวนมาก มีทั้งที่อยู่ในศูนย์อพยพฯ และอยู่ในหมู่บ้านต่างๆ เนื่องจากมีผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบเป็นจำนวนมาก เข้ามาอยู่ในศูนย์อพยพฯ สิ่งที่ตามมาก็คือการแต่งงานระหว่างกะเหรี่ยงที่อยู่ในศูนย์อพยพฯ กับกะเหรี่ยงในชุมชนที่อยู่ในหมู่บ้าน โดยมากแล้วเมื่อแต่งงานก็จะมาอยู่ในหมู่บ้าน แต่ยังคงมีรายชื่ออยู่ในศูนย์อพยพ เพื่อเอาไว้รับส่วนแบ่งอาหารและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ  (หน้า 78)
          อย่างไรก็ตามคนในชุมชนได้แต่งงานกับคนนอกพื้นที่มากขึ้น เพราะการเดินทางไปเรียนหนังสือของลูกหลานในจังหวัดอื่น และการแต่งงานกับคนภาคอื่นที่ไม่ใช่คนเมืองเพราะไปทำงานต่างจังหวัด  (หน้า 78) ดังนั้นจึงมีคนภาคอื่นเข้ามาอยู่ในชุมชนเนื่องจากการแต่งงาน  เช่นนักธุรกิจจากภาคใต้รายหนึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนเคยทำงานราชการแล้วลาออกมาค้าขายไม้ตามแนวชายแดน แล้วย้ายมาอยู่บริเวณชายแดนไทย พม่า เมื่อ พ.ศ. 2533  ภายหลังได้แต่งงานกับคนเมือง ที่อยู่บ้านใหม่ ฝั่งประเทศพม่า แล้วเปลี่ยนจากการค้าไม้มาทำงานส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อการค้าให้กับกะเหรี่ยง (หน้า 79) 

Political Organization

ยุคที่รัฐสมัยใหม่ยังไม่ได้เข้ามาจัดการและครอบครองพื้นที่
          ความสัมพันธ์ระหว่างกะเหรี่ยงกับคนเมืองที่อยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมย พบว่าในด้านการเมืองนั้นได้แบ่งเป็นสามยุค ในช่วงที่รัฐสมัยใหม่ยังไม่ได้เข้ามาจัดการและครอบครองพื้นที่ กะเหรี่ยงและคนเมืองที่อยู่บริเวณนี้ค่อนข้างมีอิสระเพราะไม่มีอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก แม้ในยุคอดีตอาจจะมีการเกณฑ์แรงงานบ้างแต่ราชอาณาจักรก็ไม่ได้เข้ามาจัดการพื้นที่โดยตรง  กระทั่งพม่าเป็นอาณานิคมของอังกฤษ (พ.ศ.2428-2491) จนพม่าได้รับเอกราช ดินแดนบริเวณนี้ก็ยังมีอิสระ การปกครองหมู่บ้านอยู่ในความดูแลของผู้นำหมู่บ้านที่มีความเสียสละและมีความกล้าหาญ ดูแลคนในหมู่บ้านให้อยู่อย่างสงบสุข ช่วยคุ้มครองภัยอันตรายจากโจรผู้ร้าย ต่างๆ การข้ามพรมแดนเป็นเรื่องปกติเพราะทั้งกะเหรี่ยงและคนเมืองมีญาติพี่น้องทั้งฝั่งไทยและพม่า การตั้งหมู่บ้านมีทั้งหมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยง  หมู่บ้านคนเมือง และหมู่บ้านของกะเหรี่ยงกับคนเมืองที่อยู่ด้วยกัน    (หน้า 151) ด้วยการติดต่อค้าขาย คนเมืองได้มีการปรับตัวฝึกพูดภาษากะเหรี่ยงและมีการ “ผูกเสี่ยว”เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้มีความแน่นแฟ้นที่ดีต่อกัน และมีการแต่งงานกันระหว่างกลุ่มกะเหรี่ยงกับคนเมือง ดังนั้นในยุคนี้ที่ไม่มีผู้ใดเข้ามาปกครองพื้นที่อย่างจริงจัง ดังนั้นคนกะเหรี่ยงและคนเมืองจึงมีความเท่าเทียมกัน และไม่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม คนแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์นั้นมีสิทธิในการจับจองที่ดินทำกินอย่างเท่าเทียมกัน  (หน้า 152)
          อย่างไรก็ตาม ในด้านการเมืองของพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเมยในอดีตนั้น ในช่วงที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมปกครองพม่านั้น ก็ยังไม่สามารถเข้ามาควบคุมดินแดนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมยได้อย่างเต็มที่ ดังที่งานเขียนระบุไว้ว่า  ดัง ที่ข้าหลวงมณฑลตะนาวศรีได้เขียนไว้ในจดหมายถึงเจ้าเมืองเชียงใหม่ ที่ให้แมคคลอยด์ถือไปว่า กะเหรี่ยงที่อยู่ทางใต้ของแม่น้ำเมย ร้องเรียนมาว่า  เจ้าหน้าที่ของรัฐไต (Shan  offices) ยังเก็บภาษีเป็นตัวเงินกับพวกเขา ซึ่งทางรัฐอังกฤษได้สั่งไว้แล้วว่า ไม่ให้กะเหรี่ยงจ่ายเงิน หากพบก็ให้รายงานเมาะละแหม่งว่า เป็นฝีมือของผู้ใด  (หน้า 37)
          การเดินทางข้ามแดนในอดีตว่า รัฐเริ่มมีนโยบายเรื่องการเดินทางข้ามแดน เช่นกรณี “โกต่าบือ” (Ko  Tha  Byu) กะเหรี่ยงในพม่าคนแรกที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์แล้วขอเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในกลุ่มคนกะเหรี่ยงในเขตประเทศสยาม  เมื่อปี 2373 แต่   เจ้าเมืองทะวายไม่อนุญาตให้ผ่าน เช่นเดียวกับที่กะเหรี่ยงจากฝั่งสยามที่ต้องการเดินทางไปรับศาสนาคริสต์ในเขตปกครองของรัฐพม่า ในปี 2378แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในช่วงนี้ รัฐมีนโยบาย หรือข้อกำหนดเรื่องการเดินทางข้ามแดนของคนที่อยู่ในรัฐอื่นเช่นกัน  เพียงแต่ยังไม่มีกลไกที่ใช้ควบคุมอย่างเข้มงวด  นอกจากนี้เส้นเขตแดนยังไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจน (หน้า 38)
 
ยุคการสร้างรัฐ “กันชน” กะเหรี่ยง
          กล่าวถึงการเกิดรัฐกันชนเริ่มจากที่กะเหรี่ยงได้ทำการต่อสู้กับรัฐบาลพม่า หลังจากที่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2491 การเกิดรัฐกันชนเริ่มจากที่สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) มาตั้งรัฐบาล “กอทูเล” โดยตั้งฐานที่มั่นที่บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเมย ในช่วง พ.ศ. 2500-2530ในเวลานี้ที่ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ทั้งฝั่งไทยและฝั่งพม่าที่อยู่ในส่วนการดูแลของกะเหรี่ยง ในช่วงนี้ที่ทางการไทยได้ร่วมกับกองกำลังกะเหรี่ยงทำสัมปทานป่าไม้และค้าขายร่วมกัน ในช่วงเวลานี้ที่อุดมการณ์ของกะเหรี่ยงได้รับการส่งเสริม  (หน้า 152) ส่วนกะเหรี่ยงที่อยู่ฝั่งไทยก็ได้รับการปลูกฝังความเป็นไทย นับจากนโยบายแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1ที่เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504  ในช่วงเวลานี้ที่รัฐไทยและรัฐกะเหรี่ยงได้เริ่มเข้ามาควบคุมพื้นที่พรมแดนแม่น้ำเมย แต่เนื่องจากรัฐไทยให้การสนับสนนุนกลุ่มเคเอ็นยู ดังนั้นจึงเกิดความร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจและความร่วมมือกันทางทหาร (หน้า 153)
 
ยุคการแตกสลายของรัฐกันชน
          หลังจากที่รัฐกันชนหมดสิ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 2530  ภายหลังจากที่มั่น       มาเนอร์ปลอว์ แตก นับจากที่ดำเนินการสู้รบกับรัฐบาลพม่าเป็นเวลากว่า 50ปี ดังนั้นบริเวณที่เคยเป็นรัฐกันชนได้แยกออกเป็นหลายกลุ่ม เช่นกลุ่มเคเอ็นยู, กลุ่มดีเคบีเอ และอื่นๆ จากการล่มสลายของรัฐกันชน ทำให้มีกะเหรี่ยงประมาณหนึ่งแสนคน ต้องอพยพเข้ามาอยู่ที่ค่ายผู้อพยพฝั่งไทย บางส่วนมาอยู่กับญาติที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว หรือบางส่วนมาพักอยู่กับนายจ้างที่ฝั่งประเทศไทย และในช่วงนี้ที่รัฐไทยให้การสนับสนุนกลุ่มเคเอ็นยูน้อยลง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดเรื่องการเข้าเมือง สำหรับคนเมือง ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ฝั่งพม่าต้องอยู่ในสถานะเป็น”คนเมืองพลัดถิ่น” (หน้า 154)  หลังจากที่รัฐกันชนสูญสลายนั้น รัฐไทยกับรัฐบาลพม่าได้เพิ่มความร่วมมือทางด้านการเมืองและทางเศรษฐกิจมากกว่าในอดีต นอกจากนี้ยังพบว่า ความเป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และคนเมืองนั้นมีบทบาทและหน้าที่แล้วแต่ยุคสมัยขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้มีอำนาจที่ครอบครองพื้นที่และดูแลทรัพยากร ในอดีตที่รัฐไม่ได้เข้ามาควบคุมพื้นที่ ทำให้คนทั้งสองฝั่งสามารถข้ามดินแดนค้าขายและทำมาหากินได้อย่างสะดวกสบาย (หน้า 155) เมื่อเข้าสู่ยุครัฐกันชน รัฐไทยกับรัฐกะเหรี่ยงนั้นต่างก็ให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเช่น การสัมปทานไม้และการค้า หลังจากสิ้นยุครัฐกันชนไปแล้ว กลุ่มกะเหรี่ยงเคเอ็นยูต้องเข้ามาพึ่งพิงรัฐไทย กะเหรี่ยงจากฝั่งพม่ามีสภาพเป็นผู้อาศัย การเข้าออกฝั่งไทยมีความเข้มงวดการตรวจบัตร ดังนั้นจึงทำให้กะเหรี่ยงจากฝั่งพม่าและกะเหรี่ยงที่อยู่ฝั่งไทยที่ไม่มีบัตร อยู่ในความยากลำบาก (หน้า 156)
          หลังจากกองกำลังกะเหรี่ยงคริสต์ได้เสียที่มั่นมาเนอร์ปลอว์ และที่มั่นสำคัญอื่นๆ นับจากปี พ.ศ. 2538 พื้นที่แต่เดิมถูกควบคุมโดยกองกำลังเคเอ็นยูแต่ฝ่ายเดียว ต่อมาก็แบ่งพื้นที่ครอบครองของเคเอ็นยู  ดีเคบีเอ  กับกองกำลังของทหารพม่า ซึ่งแต่ละฝ่ายนั้นจะรู้ฝ่ายใดควบคุมพื้นที่ใดบ้าง ถึงแม้ว่าแต่ละฝ่ายได้ใช้ความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน  แต่การสู้รบและซุ่มยิงก็เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง  สำหรับกองกำลังที่ควบคุมพื้นที่จะมีอำนาจทางการเมือง และด้านเศรษฐกิจ  โดยได้ทำธุรกิจเพื่อหารายได้ในพื้นที่ของฝ่ายตน  รวมทั้งเก็บภาษีสินค้าผ่านแดนโดยนำเงินรายได้มาบำรุงกองกำลังของฝ่ายตน  ในการบังคับบัญชาทหารนั้นทหารแต่ละฝ่ายนั้นได้ขึ้นกับผู้บังคับบัญชาระดับสูง ในขณะที่ผู้บังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย  ก็ไม่สามารถดูแลทหารใต้บังคับบัญชาได้ทั้งหมด ฉะนั้นจึงมีการยิงต่อสู้อยู่เนืองๆ  ถึงแม้ว่าเมื่อต้นปี พ.ศ. 2547ผู้นำของรัฐบาลทหารพม่ากับผู้นำกองกำลังเคเอ็นยูจะได้เจรจาหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการ (หน้า 54)
 
การเมืองการปกครองของหมู่บ้านบริเวณฝั่งแม่น้ำเมย
          คนเมืองที่ย้ายมาอยู่ริมเมยในยุคบุกเบิก  เมื่อมาเป็นผู้นำชุมชนแล้ว ทางการไทยจึงตั้งให้เป็นพญาในภายหลัง เช่นพญาเขื่อน ผู้นำบ้านแม่ต้านในยุคแรก (หน้า 68)
          การเมืองการปกครองขณะที่คนเมืองเข้ามาตั้งหมู่บ้านเมื่อประมาณ 50-60ปีที่แล้วนั้น คนที่เป็นผู้นำในการก่อตั้งหมู่บ้านในอดีตต้องมีความกล้าหาญมีคุณธรรม จิตใจกว้างขวาง ผู้ให้ข้อมูลบอกว่า ปู่ชื่อท้าวอินต๊ะ บ้านเดิมอยู่เมืองเถิน จังหวัดลำปาง (หน้า 69)

Belief System

ปัญหาระหว่างกะเหรี่ยงคริสต์กับกะเหรี่ยงพุทธ
          ปัญหาที่ค่ายมาเนอปลอว์ และค่ายใหญ่ๆของกะเหรี่ยงคริสต์ถูกกองกำลังรัฐบาลทหารพม่าตีแตกอย่างรวดเร็วนั้น  เนื่องมาจากความขัดแย้งในฝ่ายกะเหรี่ยงเนื่องจากเกิดการแยกตัวของกะเหรี่ยงพุทธ 400คน  โดยได้ตั้งกองกำลัง (DKBA ดีเคบีเอ)หรือ Democratic  Karen  Buddhist  Army  เมื่อปี พ.ศ. 2537แล้วร่วมมือกับกองกำลังทหารพม่าตีค่ายกะเหรี่ยงเคเอ็นยู และค่ายอื่นๆ แตกเมื่อ ปีพ.ศ. 2538  ในงานเขียนระบุว่า การที่ค่ายทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู แตกในเวลาอันรวดเร็วนั้น เนื่องมาจากความแค้นเคืองของทหารกะเหรี่ยงพุทธ ที่อยู่ในเขตพะอัน ที่โกรธแค้นนายทหารที่นับถือศาสนาคริสต์ พวกเขาบอกว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เสมอภาคกับทหารที่นับถือศาสนาคริสต์ เช่น การเกณฑ์ทหารเด็ก การทำงานที่หนักกว่า (หน้า 52)
          จากการศึกษาพบว่า เรื่องอุดมการณ์ความเป็นพุทธกับความเป็นคริสต์นั้นมีมาเนิ่นนานตั้งแต่ยุคพม่าเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เนื่องจากกะเหรี่ยงโดยมากได้รับความเชื่อทางศาสนาพุทธที่เน้นที่การสร้างเจดีย์ และกราบไหว้เจดีย์ และมีความเคารพนับถือพระผู้ใหญ่  เช่น พระทุสนะซึ่งเป็นพระที่นำการต่อสู้ของดองกำลังกะเหรี่ยงพุทธดีเคบีเอ ส่วนเคเอ็นยู มักจะมองว่า  กองกำลังดีเคบีเอ ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลทหารพม่า เพื่อเป็นกองกำลังล้มล้างกองกำลังเคเอ็นยู ในขณะที่บางส่วนเห็นว่า  กองกำลัง        เคเอ็นยูนั้น กำลังอยู่ในช่วงย่ำแย่  เพราะรัฐบาลไทยและรัฐบาลจากต่างประเทศไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา  รายได้จึงหดหายเป็นจำนวนมาก  นอกจากนี้เมื่อกองกำลังทหารพม่ายึดค่ายทหารและพื้นที่มากขึ้นตามลำดับ  ดังนั้นจึงทำให้คนที่อยู่ในกองกำลังเคเอ็นยูต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ร่วมกับกองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยูดีหรือจะไปอยู่ที่อื่น  หลังจากที่กองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยูได้ประกาศห้ามสร้างเจดีย์ โดยอ้างว่าการสร้างเจดีย์นั้นทำให้ทหารหนีทัพ และตกเป็นเป้าการโจมตี ดังนั้นกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธจึงใช้เหตุผลนี้ในการดึงคนและเป็นข้ออ้างในการตั้งกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ หรือ      กองกำลังดีเคบีเอ (หน้า 53)
 
ความเชื่อและศาสนา
          คนเมืองและกะเหรี่ยงที่อยู่หมู่บ้านต่างๆริมฝั่งแม่น้ำเมยฝั่งประเทศไทย เช่น       บ้านท่าสองยาง, บ้านแม่อุสุ, บ้านแม่ต้าน, บ้านแม่หละไทย, บ้านแม่หละยาง หมู่บ้านเหล่านี้นับถือศาสนาพุทธ  หลังจากตั้งหมู่บ้านใหม่ก็สร้างวัดประจำหมู่บ้านด้วย  ส่วนที่บ้านแม่ต้าน มีวัดประจำหมู่บ้านชื่อวัดอรัญญาวาส ในอดีตตั้งอยู่ฝั่งประเทศพม่าในเวลาต่อมาได้ย้ายเข้ามาตั้งที่ฝั่งประเทศไทย  (หน้า 79) 

           วัดแม่ต้านเหนือ มีครูบาพรหม เป็นเจ้าอาวาส (พ.ศ. 2547)และเป็นเจ้าคณะอำเภอแม่ระมาด-ท่าสองยาง ครูบาพรหมเป็นเจ้าอาวาสนานกว่า 34ปี ท่านมีเชื้อสายเขมร พื้นเพดั้งเดิมเดินทางมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ และเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ประเทศพม่า ก่อนที่จะมาตั้งวัดที่หมู่บ้านแม่ต้านเหนือเมื่อ พ.ศ. 2514 ครูบาพรหม มีความเชี่ยวชาญภาษาพม่า และมีความสนิทสนมกับพระกะเหรี่ยงชั้นผู้ใหญ่ ที่อยู่ฝั่งประเทศพม่า เมื่อวัดจัดงานสำคัญๆ ก็จะนิมนต์พระสงฆ์จากฝั่งประเทศพม่ามาร่วมพิธีเป็นประจำ ส่วนการพิมพ์ซองก็จะพิมพ์เป็นภาษาพม่าและภาษากะเหรี่ยง  เช่นงานที่วัดแม่ต้านเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2545 ที่ทำบุญเททองหล่อพระประธานในพระอุโบสถ  งานนี้นิมนต์พระมาทั้งหมด 119รูป และมีพระจากประเทศพม่ามาจำนวน เจ็ดวัด ขณะเดียวหากวัดฝั่งพม่าจัดงานบุญตามประเพณี ก็จะนิมนต์พระสงฆ์จากฝั่งประเทศไทยเช่นกัน  (หน้า 79)
 
          วัดมงคลคีรีเขตร์  บ้านท่าสองยาง ความเป็นมาของวัด เดิมที่วัดแห่งนี้เป็นศาลาริมทางเท่านั้น หากพระสงฆ์เดินทางไปประเทศพม่าก็จะพักที่ศาลาแห่งนี้ บางครั้งก็พักที่นี่หลายวัน กระทั่งได้รับการปรับปรุงให้เป็นสำนักสงฆ์มีพระสงฆ์อยู่ประจำที่นี่  เมื่อพ.ศ. 2501พระสร้อยก็มาอยู่ที่นี้  ตามประวัติแล้วพระสร้อยเกิดเมื่อ พ.ศ. 2472ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ภายหลังได้บวชเป็นสามเณร และพระสงฆ์แล้วเดินธุดงค์ไปในหลายพื้นที่ เช่นในพื้นที่ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว และภาคเหนือของประเทศไทย มาทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วธุดงค์ลงมาทางทิศใต้มาทางอำเภอแม่สะเรียง  กระทั่งมาถึงอำเภอท่าสองยาง  เมื่อปี พ.ศ. 2501เมื่อเจ้าอาวาสได้มรณภาพ พระสร้อยจึงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อจากนั้น ต่อมาอีกหลายปีผู้นำชุมชนและชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างวัด จนได้รับยกฐานะเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2525ชื่อว่าวัดมงคงคีรีเขตร์ (หน้า 80)
          พระสร้อย หรือที่คนเมืองเรียกว่า “ครูบาสร้อย” ส่วนคนภาคกลางเรียกว่า “หลวงพ่อสร้อย” ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งคนไทย คนพม่า และกะเหรี่ยงจากฝั่งไทยและจากฝั่งประเทศพม่า  โดยคนในชุมชนเชื่อว่า หลวงพ่อมีความสามารถทำน้ำมนต์รักษาในยามเจ็บป่วย และเป็นที่รู้จักอย่างมาก เมื่อนิตยสาร          “ศักดิ์สิทธิ์”เมื่อครั้งเหตุการณ์ที่กองกำลังทหารพม่าสู้รบกับกองกำลังกะเหรี่ยง ลูกปืนใหญ่ข้ามมาตกฝั่งประเทศไทยใกล้วัด แต่เกิดปาฏิหาริย์ที่ลูกปืนไม่แตก ดังนั้นประชาชนจากที่ต่างๆจึงนิยมมาทำบุญที่วัดแห่งนี้ (หน้า 80) หลังจากถนนหนทางได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นจึงมีคนจากต่างจังหวัดมาทำบุญมากตามลำดับ นอกจากนี้หลวงพ่อสร้อยยังมีจิตใจเมตตา ทำนุบำรุงศาสนา บริจาคเงินให้โรงพยาบาลและโรงเรียน อีกหลายปีต่อมาหลวงพ่อสร้อยได้เลื่อนยศเป็นพระครู  กระทั่งหลวงพ่อมรณภาพ เมื่อ พ.ศ. 2541คนในชุมชนจึงมีมติเก็บร่างกายของหลวงพ่อสร้อยเอาไว้ที่วัดจนถึงทุกวันนี้ แต่ขะมีการสวดอภิธรรมให้หลวงพ่อทุกวันพระ ที่วัดแห่งนี้มีทั้งคนเมืองและกะเหรี่ยงมาทำบุญ นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์จากบ้านใหม่ฝั่งประเทศพม่ามาจำพรรษากับมาบวชที่วัดนี้ (หน้า 81)
 
          วัดหล่ายเมย ในกลุ่มกะเหรี่ยงบ้านท่าสองยางที่ไม่เก่งภาษาไทยนั้นจะไปทำบุญที่วัดหล่ายเมย ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเมย ใกล้กับค่ายทหารกะเหรี่ยงฝั่งประเทศพม่า  วัดหล่ายเมยเป็นวัดใหม่ที่สร้างมาได้สองถึงสามปี บนที่ดินที่เคยเป็นโบสถ์คริสต์ที่ถูกทำลายล้างจากการสู้รบระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยงและกองกำลังรัฐบาลทหารพม่า  หลังโบสถ์คริสต์พังทลาย ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างวัดศาสนาพุทธขึ้นมาบนที่ดินเดิมแห่งนี้ (หน้า 81)
 
          พระธาตุห้วยลึก  บ้านแม่ต้าน พระธาตุห้วยลึกเป็นพระธาตุโบราณ ที่ตั้งอยู่ปากห้วยลึกด้านตะวันออก บริเวณนี้เป็นเมืองโบราณ ประกอบด้วยซากคูเมืองเก่า บ่อน้ำ โบสถ์ เจดีย์ จากเรื่องเล่ากล่าวว่า  เมื่อประมาณ 100กว่าปีก่อน  มีกะเหรี่ยงชื่อ “พะสุแฮ” เป็นแกนนำร่วมกับคนในชุมชนได้ทำการบูรณะเจดีย์องค์นี้ อีกหลายปีต่อมาเมื่อเจดีย์ทรุดโทรม เมื่อถึง พ.ศ. 2472  ครูบาขาวปี ที่มาจากจังหวัดลำพูนและชาวบ้านแม่ต้านกับชุมชนใกล้เคียง ได้ร่วมการบูรณะอีกครั้ง  กระทั่งครูบาพรหม มาจากวัดพระพุทธบาทตากผ้า  (หน้า 81) จังหวัดลำพูน ได้ธุดงค์จากอำเภอแม่สอด เมื่อ พ.ศ. 2512และนำชาวบ้านจากอำเภอท่าสองยาง และอำเภอแม่สอดร่วมกันบูรณะเจดีย์อีกครั้ง จนมีสภาพที่เห็นจนถึงทุกวันนี้ (หน้า 82) เมื่อ พ.ศ. 2516พระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จเยี่ยมประชาชนที่อำเภอท่าสองยาง และประทับพระกระยาหารกลางวันที่ห้วยลึก และ พ.ศ. 2534 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จนมัสการพระธาตุห้วยลึก  นอกจากนี้ชาวบ้านแม่ต้าน ได้ร่วมกันสรงน้ำพระธาตุห้วยลึกเป็นประจำทุกปี (หน้า 82)  
 
          เจดีย์โคะลู่  ตำบลแม่อุสุ ผู้นำกะเหรี่ยงและคนในชุมชน รวมทั้งจากฝั่งไทยและคนจากฝั่งประเทศพม่า ได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อ พ.ศ.2503เวลาต่อมาครูบาพรหมได้ร่วมกับชาวบ้านในชุมชน ซ่อมแซมเจดีย์ และมีการทำบุญในเดือนสี่ขึ้น 14ค่ำของทุกปี  ก่อนวันงานญาติโยมที่เป็นผู้หญิงจะร่วมกันทอธงดอก (สะด่อก้า) โดยจะทอให้เสร็จภายในหนึ่งวันและมีการทำฉัตรไม้ไผ่เพื่อเตรียมถวายเจดีย์ (หน้า 82)
 
          พิธีกรรมของหมู่บ้านกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงที่อยู่ในชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเมยนั้นมีความศรัทธาและเคร่งครัดและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแบบพม่า เนื่องจากมีคนในชุมชนเคยบวชเรียนที่วัดในเขตฝั่งประเทศพม่า ก่อนที่จะสึกแล้วแต่งงานมีครอบครัวแล้วย้ายครอบครัวเข้ามาอยู่ในประเทศไทย  (หน้า 83)
 
          บวชลูกแก้ว คือการบวชให้กับเด็กของกะเหรี่ยงในชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเมยรูปแบบการจัดพิธีเหมือนกับการบวชลูกแก้วของคนเมืองในภาคเหนือของประเทศไทย  (เรื่องและภาพ หน้า 83)
          พิธียาฮู พิธีนี้จะจัดในเดือนกุมภาพันธ์ “ยาฮู” หรือ “ราหู” ถือว่าเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์เก้าดวง  การทำพิธีก็เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้คนในหมู่บ้านมีความเป็นมงคลในชีวิต  สิ่งของที่จะเตรียมในการทำพิธีคือการกวนข้าวยาฮู ที่เหมือนกับกวนข้าวทิพย์ของ  ภาคกลาง  (เรื่องและภาพ หน้า 83)
          พิธีเลี้ยงผีโมกขละ (ม่อกะล่า)  บ้านแม่หละยาง และบ้านแม่หละยาง หมู่บ้านกะเหรี่ยง นั้นทำพิธีเลี้ยงเจ้าพ่อโมกขละ ซึ่งคำว่า “โมกขละ” ภาษากะเหรี่ยง ออกเสียงว่า “ม่อกะล่า”  มาจากคำว่า “ม่อ” หมายถึง “คาถา” กับ “กะลา” หมายถึง จำนวนหมื่น ที่เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์  เวทมนตร์ สามารถทำให้คนกับดวงวิญญาณติดต่อกันได้ ซึ่งเขตติดต่อระหว่างอำเภอแม่ระมาดกับอำเภอท่าสองยาง กั้นด้วยภูเขาชื่อ “ม่อกะลา” ซึ่งกะเหรี่ยงเชื่อกันว่า เจ้าพ่อม่อกะลา สิงสถิตอยู่ที่ภูเขาลูกนี้ การประกอบพิธีเซ่นไหว้เจ้าพ่อโมกขละ ของคนเมืองที่อยู่บ้านแม่หละไทย และกะเหรี่ยง ที่อยู่บ้านแม่หละยาง มีความแตกต่างกัน  ในพิธีกรรมของกะเหรี่ยงบ้านแม่หละยาง ทำพิธีโดยฮีโข่ (หน้า 85)
          ฮีโข่ ผู้นำในการประกอบพิธีกรรม ฮีโข่ตำแหน่งนี้สืบทอดตามสายเลือด การเซ่นไหว้เจ้าพ่อจะทำปีละสองครั้ง  บ้านเรือนแต่ละหลังจะนำไก่หนึ่งตัว กับเหล้าหนึ่งขวด มาร่วมกันทำพิธี ซึ่งหลังจากนั้นอีกสามปีก็จะใช้หมูเซ่นไหว้  เมื่อถึงการทำพิธีเซ่นไหว้ ในหอทำพิธีจะเข้าได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงและบุคคลภายนอกเข้าพื้นที่ ที่ไม่เหมือนกับหมู่บ้านแม่หละไทย ที่ผู้หญิงกับผู้ชายมีความเท่าเทียมกัน  (หน้า 86)ในการเข้าร่วมพิธีกรรม  การทำพิธีที่บ้านแม่หละยาง หลังจากเซ่นไหว้ที่หอพิธีเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำของเซ่นไหว้มารับประทานร่วมกันที่บ้านของฮีโข่ แล้วจะร้องซอ หรือ “อื่อทา” ด้วย (หน้า 87)
          ส่วนความเชื่อเรื่องเจ้าพ่อนั้น ฮีโข่เล่าว่า ในช่วงเหตุการณ์ที่มีการต่อสู้ในฝั่งประเทศพม่านั้น ฮีโข่ได้ทำพิธีขอให้เจ้าพ่อโมกขละคุ้มครองหมู่บ้าน ซึ่งช่วงที่มีการสู้รบนั้น ลูกกระสุนปืนได้ลอยผ่านหลังคาบ้านเรือน และไม่ตกกลางหมู่บ้าน เมื่อผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญในครั้งนั้นคนในหมู่บ้านก็ได้ร่วมกันทำพิธีแก้บน  (หน้า 87)  อย่างไรก็ตาม ถ้าคนในหมู่บ้าน  หากผู้ใดลอบมีชู้  หรือตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน  หากมีคนในหมู่บ้านทราบเรื่องก็จะให้หญิงชายดังกล่าว ไปทำพิธีเซ่นไหว้ขอขมเจ้าพ่อโมกขละ โดยใช้ของเซ่นไหว้ที่ประกอบด้วย หมูหนึ่งตัว  เหล้าสิบขวด  แล้วมาขอขมาหรือ “ดำหัว” ฮีโข่ โดยใช้น้ำส้มป่อยหนึ่งขันกับเงินสามร้อยบาท  (หน้า 87)
          พิธีกรรมของหมู่บ้านคนเมือง การทำพิธีกรรมทางความเชื่อและศาสนานั้นเหมือนกับคนเมืองที่อยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย  เช่นมีประเพณีตานก๋วยสลาก การแห่เทียนพรรษา และอื่นๆ    (หน้า 84)
          พิธีเลี้ยงผีประจำหมู่บ้าน คนเมืองที่อยู่ชุมชนริมเมยยังคงทำพิธีเลี้ยงผี     “ผีเมือง” ที่หอผี หรือ “หอเจ้าเมือง” ของหมู่บ้าน แต่การเลี้ยงผีแต่ละหมู่บ้านนั้น จะต่างกันที่เลี้ยงผีเจ้าพ่อไม่เหมือนกัน อาทิเช่น  (หน้า 84)
          บ้านแม่ต้าน กับแม่หละไทย  เจ้าโมกขละ การจัดเลี้ยงในแต่ละหมู่บ้านจะไม่ตรงกัน เช่น การจัดพิธีที่บ้านแม่ต้านเมื่อ พ.ศ. 2546ตรงกับวันสงกรานต์  (หน้า 84)
          บ้านท่าสองยาง  เจ้าข้อมือเหล็ก จัดเลี้ยงในวันที่ 8 มิถุนายน (เมื่อปี 2546) คนในหมู่บ้านบอกว่า เจ้าพ่อมือเหล็กนั้นเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย ส่วน “เจ้าของ” หรือ “ม้าขี่” (หมายถึงร่างทรง) นั้นเดินทางมาจากอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ทั้งนี้เนื่องจากคนดั้งเดิมที่อยู่ในหมู่บ้านมีพื้นเพเดิมอยู่ที่อำเภอแม่สะเรียงก่อนย้ายมาอยู่ที่นี่ ซึ่งทุกวันนี้ที่บ้านท่าสองยางมีจำนวนครัวเรือน 30ครัวเรือน สำหรับคนที่เป็นร่างทรงนั้นได้มีการสืบทอดตำแหน่งกันมาเรื่อยๆ  คนที่เป็นล่าสุดเป็นคนที่สาม เป็นผู้หญิงที่สืบต่อตำแหน่งร่างทรงจากทวด และเมื่อเจ้าพ่อมาเข้าทรงนั้นจะมากับบุคคลต่างๆ ที่มีร่างทรงเป็นของตัวเอง คือ ลูกชายทั้งสองคือ เจ้ากาบแก้ว  เจ้ากาบคำ  และลูกสาวคือ เจ้านมจันทรา  กับเจ้าอินทนนท์ที่เป็นคนเลี้ยงม้า ของเจ้าพ่อมือเหล็ก และเจ้าพ่อองค์อื่นๆ      (หน้า 84) การประกอบพิธีเลี้ยงเจ้าข้อมือเหล็ก เป็นพิธีกรรมของคนเมือง แต่ก็เป็นของหมู่บ้านด้วย  ฉะนั้นคนในหมู่บ้านรวมทั้งกะเหรี่ยงจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทำพิธีกรรม  ในการทำพิธีเมื่อปี 2546คนในชุมชนได้รวบรวมเงินซื้อไก่จำนวน 30ตัว ส่วนเงินที่เหลือก็จะเก็บไว้ซื้อหมู ที่ใช้เซ่นไหว้เจ้าพ่อ สามปีต่อครั้งเปลี่ยนกับไก่   ส่วนกะเหรี่ยงในหมู่บ้านบอกว่าช่วยกันจัดงานเก็บเงินบ้านละ 10-20บาท  แต่ไม่ได้ร่วมพิธี (หน้า 85  ภาพ หน้า 86)
 
การนับถือศาสนาในศูนย์แม่หละ
          คนที่อยู่ภายในศูนย์อพยพมีความหลากหลายด้านการนับถือศาสนา โดยมีสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาดังนี้ วัดศาสนาพุทธ สองวัด, โบสถ์ศาสนาคริสต์ 13แห่ง แบ่งเป็น แบ็บติสท์ 10แห่ง  คาทอลิก หนึ่งแห่ง  แองกลิกัน หนึ่งแห่ง และเซเว่นเดย์แอ็ดแวนติสท์ อีกหนึ่งแห่ง, สุเหร่าศาสนาอิสลาม หนึ่งแห่ง   วัดของกลุ่มศาสนาแลแก หนึ่งแห่ง  เนื่องจากในศูนย์อพยพฯ เป็นสถานที่สงบ คนอยู่ในศูนย์มีโอกาสพบเจอกันตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำให้มีเวลาในการประกอบพิธีทางศาสนา และการเผยแพร่ศาสนาในศูนย์อพยพฯและนอกค่ายอพยพฯ (หน้า 141)
          วัดของศาสนาพุทธ เจ้าอาวาสนั้นมาจากฝั่งประเทศพม่า โดยมีหน้าที่ดูแลวัดที่อยู่ในศูนย์อพยพฯ และวัดที่อยู่ภายนอกศูนย์อพยพฯ  กิจกรรมของวัดพุทธนอกจากประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ยังแสดงละคร “จ่า” คือการแสดงร่ายรำประกอบดนตรีเช่น  กลองวง  ฆ้องวง  ปี่  ฉิ่ง  ฉาบ  ไม้ไผ่ผ่าครึ่ง ละคร “จ่า” เน้นสอนเรื่องหลักธรรมศาสนา สอนให้คนเป็นคนดีละเว้นความชั่ว  และเพื่อให้ความบันเทิงหลังฤดู    เก็บเกี่ยว  เนื่องจากเจ้าอาวาสเคยเล่นเป็นตัวละครเอก ในคณะละครจ่า มาก่อนที่จะมาบวชเป็นพระสงฆ์  ดังนั้นเจ้าอาวาสจึงส่งเสริมการแสดงละคร “จ่า” ทั้งในศูนย์อพยพและนอกศูนย์อพยพ แต่การแสดงบางครั้งก็ไม่สะดวกเรื่องการเดินทาง เนื่องจากคนที่แสดงเป็นคน ในศูนย์อพยพฯ มาจากฝั่งประเทศพม่า ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน  (หน้า 141)          
          กลุ่มศาสนาคริสต์ ในศูนย์แม่หละถือว่าเป็นศูนย์กลางของการทำงานของกลุ่มแบ็บติสท์ที่ใหญ่แห่งหนึ่ง งานเขียนระบุว่า ในการประชุมประจำปี คริสตจักรแบ็บติสท์กะเหรี่ยงกอทูเล ที่เป็นสหภาพของโบสถ์แบ็บติสท์ของกะเหรี่ยง เมื่อมีงานในค่ายผู้อพยพจึงจัดงานอย่างยิ่งใหญ่  โดยมีการแสดงละคร  การเล่นดนตรี  การประกวดร้องเพลงและอื่นๆ งานเขียนระบุว่า กลุ่มผู้สอนศาสนาที่อยู่ในศูนย์ ได้ทำการออกไปเผยแพร่ศาสนาในชุมชนกะเหรี่ยง ในเขตอำเภออมก๋อย กับหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอท่าสองยาง ทำให้กะเหรี่ยงเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ เช่น กะเหรี่ยงบ้านแม่หละโพคี เป็นต้น (หน้า 142)
          ส่วนประเพณีและพิธีกรรมทางศาสนา พบว่า กลุ่มผู้นำกะเหรี่ยงยังจัดประเพณีแบบดั้งเดิม เช่น การสู่ขวัญ  (ภาพหน้า 142,หน้า 143)  บางคนที่เคยทำงานร่วมกับกองกำลัง   เคเอ็นยู เมื่อเข้ามาอยู่ในศูนย์ก็เปลี่ยนมาทำงานด้านการพัฒนา ศึกษาหาความรู้ เช่นอดีตทหารของเคเอ็นยูรายหนึ่งที่เป็นหัวหน้าหน่วยค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์และวรรณคดีของกะเหรี่ยง ซึ่งตอนนี้อพยพไปอยู่ต่างประเทศแล้ว (หน้า 143)
 
ศาสนาแลแก  
          ภาษากะเหรี่ยง “โผ่แว่โก๊ะ” แปลว่า ลูกชายคนโต (หน้า 14) ศาสนานี้ไม่พบในกลุ่มกะเหรี่ยงในประเทศไทย แต่มีคนในศูนย์อพยพฯนับถือศาสนานี้จึงมีการตั้งวัดของศาสนา แลแก  กลุ่มที่นับถือศาสนาแลแกได้มอบหมายให้โรงเรียนระดับประถมศึกษาในชุมชน   แลแก ให้บรรจุภาษาแลแกอยู่ในหลักสูตร  และเปิดสอนภาษาแลแก ในภาคฤดูร้อนให้กับคนที่สนใจที่อยู่ในศูนย์อพยพฯ โดยประสานความร่วมมือกับศูนย์ศาสนาแลแก ใกล้กับ  เมืองพะอัน ในรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า  ในขณะที่ผู้นำจากศูนย์ศาสนาแลแกก็ได้มาเยี่ยมเยียนและร่วมการประกอบพิธีกรรม ส่วนผู้นำกลุ่มแลแกจากในศูนย์อพยพฯ ก็เดินทางไปร่วมงานที่ศูนย์กลางศาสนาแลแก ในรัฐกะเหรี่ยง เช่นกัน (หน้า 141)

Education and Socialization

การศึกษาของกะเหรี่ยงและคนเมือง
          ในอดีตช่วง 50-60ปีที่แล้ว ได้กล่าวถึงการศึกษาเล่าเรียนของคนเมืองและกะเหรี่ยงว่า คนเมืองบางรายที่มาตั้งหมู่บ้านมีที่ดินมาก บางทีก็ให้กะเหรี่ยงเช่าที่  ผู้ให้ข้อมูลบอกว่า เมื่อแต่งงานกับสามีที่เป็นครู ก็ได้ทำการค้าเป็นร้านเดียวในหมู่บ้านที่มีของป่าขาย โดยรับซื้อจากกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ฝั่งประเทศไทย เช่น เก้ง  กวาง  สมุนไพร  พริก และอื่นๆ  ในอดีตคนไทยต้องซื้อพริกกับพวก “ยาง” แต่ทุกคนนี้ คน “ยาง” จะมาซื้อพริกจากคนไทย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า คน “ยาง” เรียนหนังสือและเข้าเมืองมากกว่าในอดีต  ลูกหลานไม่ยอมทำงานตากเหงื่อต่างน้ำปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ (หน้า 69)
 
การศึกษาของกะเหรี่ยงกอทูเล
          ในช่วงที่กอทูเลรุ่งเรืองนั้น ในฐานที่มั่นของกะเหรี่ยงได้ปลูกฝังสำนึกความเป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มีการส่งเสริม ประเพณีวัฒนธรรม และการศึกษา มีการให้การศึกษาด้านประวัติศาสตร์ โดยเคเอ็นยูได้ทำเป็นหลักสูตรสอนในโรงเรียน โดยใช้ตัวอักษรกะเหรี่ยง สอนโดยครูกะเหรี่ยงที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยที่อยู่นอกฐานที่มั่น รวมทั้งอาสาสมัครจากต่างประเทศ  (หน้า 48)
 
การศึกษาภายในศูนย์แม่หละ
          ภายในศูนย์อพยพฯ มีโรงเรียนหลายแห่งเปิดสอนในหลายระดับชั้น งานเขียนระบุว่าระบบการศึกษาของกะเหรี่ยงในศูนย์นั้น มีศักยภาพที่จะรองรับเด็กนักเรียนทั้งหมดที่อยู่ในศูนย์  และยังมีนักศึกษาที่เป็นกะเหรี่ยงที่อยู่ฝั่งประเทศไทยให้ความสนใจที่จะมาเรียนในศูนย์อพยพฯ โดยเฉพาะมาเรียนภาษาอังกฤษ บางส่วนก็มาศึกษาต่อระดับเตรียมอุดมศึกษา  หรือศึกษาในโรงเรียนพระคริสตธรรม  (ภาพโรงเรียน หน้า 138,หน้า 139)   
          ภายในศูนย์อพยพฯ ประกอบด้วยสถานศึกษาดังนี้  โรงเรียนอนุบาล 18แห่ง, โรงเรียนระดับประถมศึกษา 13แห่ง, โรงเรียนระดับมัธยมต้น 3แห่ง, โรงเรียนระดับมัธยมปลาย  4แห่ง, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หนึ่งแห่ง (Further Study Program-FSP ), โรงเรียนสอนพระคริสตธรรม Bible School) สองแห่ง ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ก็เลือกได้ว่าในการสอนหลักสูตรภาษากะเหรี่ยง จะใช้ตัวหนังสือของกะเหรี่ยงแบบใด เนื่องจากภาษาเขียนของกะเหรี่ยงมีหลายชนิด (หน้า 139)
          จากการศึกษาพบว่า การคิดค้นตัวอักษรส่วนใหญ่มีที่มาจากศาสนา  อักษร “ลิวา”ซึ่งกลุ่มแบ็บติสท์ได้ประดิษฐ์ขึ้น  อักษรใช้เขียนหนังสือมากกว่าอักษรแบบอื่น ส่วนกะเหรี่ยงศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก จะใช้ตัวอักษร “หลิโรเหม่” (ตัวหนังสือโรมัน) ส่วนกลุ่มศาสนาแลแก ก็มีตัวหนังสือ “แลแก” ที่ใช้ในด้านศาสนา (หน้า 139) ส่วนการเรียนการสอนในศูนย์อพยพฯ นั้น โครงการเตรียมอุดมศึกษา (FSP)  เปิดเมื่อ พ.ศ. 2537 โดยผู้นำกะเหรี่ยงและสนับสนุนโดย สถาบันสังคมเปิด (หน้า 139) หรือ Open Society Instituteกับมหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ดแห่งอังกฤษ Bradford  University) สอนโดยอาจารย์จากประเทศอังกฤษกับมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง โดยสอนเป็นภาษาอังกฤษ เป็นเวลาสี่ปี  เมื่อสำเร็จการศึกษาก็จะได้รับการคัดเลือกให้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ด สาขากรุงเทพฯ (หน้า 140) ส่วนโรงเรียนพระคริสตธรรม ตั้งขั้นครั้งแรกที่ค่ายทหารของกอทูเล เมื่อ พ.ศ. 2526ย้ายมาอยู่ที่ค่ายแม่หละ เมื่อ พ.ศ. 2543 มีครูและเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 18คน สอนระดับปริญญาตรีด้านศาสนศาสตร์  นอกจากนี้ในศูนย์อพยพยังมี โครงการฝึกอบรมผู้นำ ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น  (หน้า 140)
          แต่เนื่องจากที่หลักสูตรและระบบการศึกษาที่รัฐกอทูเลได้ปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จึงถูกองค์กรจากต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนทักท้วง และไม่เห็นด้วยที่จะให้สอนด้านศาสนาคริสต์ในโรงเรียน และที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ของกะเหรี่ยงยังตอกย้ำการเป็นศัตรูกับพม่า (หน้า 140)

Health and Medicine

การรักษาพยาบาลภายในศูนย์แม่หละ
          ภายในศูนย์อพยพ  ประกอบด้วยสถานที่รักษาพยาบาลทั้งหมด เจ็ดแห่งคือ สถานพยาบาลทั่วไปสองแห่ง, สถานบริการด้านโรคมาลาเรีย สี่แห่ง, สถานบริการเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ที่มีร่างกายพิการ สามแห่ง  สำหรับคนในชุมชนกะเหรี่ยงที่อยู่ในชุมชนท่าสองยาง หากเป็นไข้ไม่สบายก็จะมารับการรักษาที่โรงพยาบาลภายในศูนย์อพยพฯ เนื่องจากว่าไม่มีบัตรประชาชน บางรายก็มีเพียงบัตรบุคคลที่สูงจึงไม่อาจไปรับการบริการที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลของรัฐ ถึงแม้บางรายจะมีบัตรก็ยังมารับการรักษาที่โรงพยาบาลในศูนย์อพยพฯ เนื่องจากโรงพยาบาลในศูนย์อพยพฯ มีหมอมาทำหน้าที่ตลอดเวลา  และไม่ต้องเสียค่ารักษา  จากการสำรวจพบว่า ประชาชนบ้านห้วยแห้งที่เป็นต้นน้ำของบ้านแม่หละ ซึ่งอยู่ห่างจากแม่หละประมาณ 4กิโลเมตร มีประชากรกว่า 75ครัวเรือน ประชากรส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยง และมีคนไทยจำนวนเล็กน้อย พบว่า ประชากรกว่า 50เปอร์เซ็นต์ ถือบัตรสีฟ้า ส่วนมาจะมารับการรักษาที่คลินิกในศูนย์อพยพ (หน้า 140)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ศิลปะการแสดง
          การแสดงของกะเหรี่ยงที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำเมย มีลักษณะที่ไม่เหมือนกะเหรี่ยงที่อยู่บนดอยในภาคเหนือ (หน้า 87) ส่วนการแสดงของกะเหรี่ยงในภาคเหนือ ได้แก่การแสดง “ทา” คือการร้องโต้ตอบเพลงพื้นบ้านภาษากะเหรี่ยงในงานประเพณีต่างๆ การแสดง “ทา” จะจัดในวันขึ้นปีใหม่ งานแต่งงาน และงานศพ ซึ่งในงานศพ คนหนุ่มสาวจะแสดง “ทา” ทั้งคืนโดยเดินรอบศพ และเครื่องบูชาที่วงไว้กลางบ้าน ส่วนการแสดงอื่นๆ ประกอบด้วยการเป่าเขาควาย ตีฆ้อง กลองและรำดาบ เมื่อมีพิธีกรรมทางศาสนา การเล่นเครื่องดนตรี ที่มีชื่อเรียกว่า “เตหน่า”  การตีกลองกบที่เป็นกลองสัมฤทธิ์ที่มาจากชุมชนกะเหรี่ยงที่อยู่ตามบริเวณชายแดนที่เพิ่งเข้ามาเมื่อไม่นานมานี้ (หน้า 87)
          สำหรับการแสดงที่ได้รับความนิยมในฝั่งประเทศพม่า และชุมชนกะเหรี่ยงที่อยู่บริเวณชายแดนฝั่งไทย ได้แก่ “การเล่นละครจ่า” และการรำตงซึ่งมีองค์ประกอบทางพิธีกรรมทางศาสนา และความสนุกสนาน สำหรับชุมชนกะเหรี่ยงที่อยู่ฝั่งพม่า เกือบทุกชุมชนจะมีการฝึกร้องรำเพื่อเล่นละครจ่า ซึ่งจะมีการรำไหว้ครู และรำบทอื่นๆ ก่อนเข้าสู่การเล่นละคร กิจกรรมนี้คนหนุ่ม สาวกะเหรี่ยงจะฝึกฝนกันทุกคนและจะเลิกเล่นเมื่อแต่งงานมีคู่ชีวิต (หน้า 88) ส่วนการรำตง จะรำในงานพิธีกรรมทางศาสนา คนในหมู่บ้านจะแต่งเพลงร้องกันเอง  นอกจากนี้ก็มีการแข่งขันรำตงระหว่างหมู่บ้าน (หน้า 88)
          การแสดงของคณะละครจ่า จะเดินทางไปแสดงตามหมู่บ้านต่างๆ ของชุมชนกะเหรี่ยง โดยมากจะเป็นฤดูแล้ง  หรือเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรเรียบร้อยแล้ว ในแต่ละหมู่บ้าน จะเก็บเงินเป็นค่าตอบแทนการแสดงให้กับคณะละครจ่า  บางครั้งก็มาโดยไม่มีกำหนดการมาก่อน  แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องมงคลที่คณะละครจ่ามาร้องรำให้คนในหมู่บ้านอยู่อย่างสันติสุขและโชคดี  (หน้า 88)  ส่วนที่มาของคณะละครจ่าเกิดจากที่ขอทานเดินทางท่องเที่ยวไปแสดงขอเงินและข้าวตามหมู่บ้านต่างๆ  ในเวลาต่อมาจึงมีการแสดงเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของและค่าตอบแทนเป็นเงินค่าชม (หน้า 88)
          อย่างไรก็ตาม การแสดงละครจ่า โดยมากมาจากชุมชนกะเหรี่ยงที่อยู่ฝั่งพม่า  หรือกะเหรี่ยงที่อยู่ในศูนย์อพยพ สำหรับคนที่เล่นละครจ่าที่อยู่ฝั่งไทยมีไม่มาก แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นกะเหรี่ยงที่ย้ายมาจากฝั่งพม่า นับจากกองกำลังทหารพม่าถล่มค่ายกะเหรี่ยงเคเอ็นยู เมื่อปี 2527ส่วนพระที่อยู่ฝั่งประเทศไทยที่เคยเล่นละครจ่า เมื่อเยาว์วัยได้พยายามตั้งกลุ่มละครจ่าในฝั่งไทยแต่ก็ไม่สำเร็จ  เพราะกะเหรี่ยงหนุ่มสาวได้เรียนหนังสือจึงไม่ได้ฝึกฝนการเล่นละครจ่า  ทุกวันนี้มีคณะละครจ่าข้ามแดนจากพม่ามาฝั่งไทย (หน้า 88) บางครั้งบางคราวแต่มีผู้ชมเฉพาะอยู่ในวัยกลางคน หรือผู้สูงอายุและคนเมือง  แต่การข้ามแดนของคณะละครจ่าในช่วงหลัง การเดินทางเป็นไปอย่างยากเย็น เพราะความเข้มงวดเรื่องการตรวจบัตรของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย  (หน้า 89)
 
การแต่งกายของกะเหรี่ยง
          กะเหรี่ยงที่อยู่บริเวณชายแดน จะไม่สวมเสื้อผ้าแบบกะเหรี่ยง  (หน้า 91)
                    ผู้หญิง    การแต่งกายจะสวมเสื้อผ้า และสวมผ้าถุงที่ซื้อตามตลาด (หน้า 91)
                    ผู้ชาย     จะสวมเสื้อกับโสร่ง (หน้า 91) ซึ่งต่างกับหมู่บ้านที่อยู่ลึกในเขตไทยที่อยู่บนพื้นที่สูง ที่แต่งกายเป็นแบบแผนและสวมเสื้อผ้าที่ผู้หญิงทอ  (หน้า 91)
 
การแต่งกายของคนเมือง
          เมื่อคนเมืองมาตั้งหมู่บ้านที่ริมฝั่งแม่น้ำเมยในยุคแรก ในช่วงนั้นมีบ้านเรือน 10กว่าหลังคาเรือนบางส่วนมาบุกเบิกที่นาเหมือง แล้วได้ว่าจ้างคนลำพูนมาขุดที่นา โดยได้กล่าวถึงการแต่งกายของคนที่มาทำงานขายแรงว่า  เมื่อมองในระยะไกลเห็นคนงานสวมอาภรณ์ชุดสีดำเต็มไปหมด ชุดที่คนงานสวมนั้นเป็นเสื้อหม้อฮ่อม  (หน้า 69)
 
วันขึ้นปีใหม่กะเหรี่ยง
          ในช่วงที่กะเหรี่ยงปกครองรัฐกอทูเล กะเหรี่ยงได้พัฒนาและยกจิตสำนึกชาติพันธุ์และกิจกรรมต่างๆ ผ่านงานและกิจกรรมต่างๆ ของกะเหรี่ยง โดยจัดกิจกรรมเริ่มมาตั้งแต่ปี 2480  ในขณะนั้นอังกฤษเจ้าอาณานิคมได้กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่กะเหรี่ยง เป็นวันหยุดราชการหนึ่งวัน ในวันนี้ชุมชนกะเหรี่ยงได้จัดงานอย่างเอิกเหริก เพื่อสร้างความภูมิใจและสร้างขวัญกำลังใจในการกู้ชาติ (หน้า 47)
 
ธงชาติกะเหรี่ยง
          ธงชาติกะเหรี่ยงมีสัญลักษณ์มีรูปกลองกบอยู่มุมซ้าย ที่เป็นเครื่องหมายแทนกะเหรี่ยงสำหรับเนื้อร้องเพลงชาติภาษากะเหรี่ยง ที่งานเขียนได้แปลมาจากภาษาอังกฤษมีดังต่อไปนี้  (หน้า 47)
 
เพลงชาติกะเหรี่ยง
          โอ้ชนกะเหรี่ยงทั้งหลายของฉัน  มวลประชาที่ดีที่สุด
ฉันรักคุณมากที่สุด  คุณมีความสัตย์ซื่อ และความเป็นเพื่อน
มีคุณภาพที่สูงส่งทั้งหลาย  ฉันรักคุณที่สุด
          เราผู้รับใช้ของพระเจ้า  หวังจะได้เห็นพระเจ้า
เราได้รับจากพระเจ้า  แม้เราจะพบพานความทุกข์ยาก
และกลายเป็นทาส  พระเจ้าจะส่งน้องผิวขาวมาช่วยเหลือเรา
          พระเจ้า พ่อของเรา ตั้งแต่เริ่มต้นมา  ท่านเป็นเสมือนความหวัง
เราเทิดทูนท่าน และปรารถนารับใช้ท่าน
เราปรารถนาเผยแพร่พระพจน์ของท่านทุกๆที่
ขอให้พระเจ้าอวยพรเรา (หน้า 47)
 
          จากเนื้อเพลงท่อนแรกนั้นเพลงได้เชิดชูกะเหรี่ยง ในส่วนของเนื้อเพลงท่อนที่สองและสามนั้น มีความเป็นคริสเตียนเจือปนด้วยตำนานเก่าแก่ของกะเหรี่ยงที่มีน้องผิวขาวเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามแม้ว่าวาทกรรมของกองกำลังเคเอ็นยู จะมีองค์ประกอบของศาสนาคริสต์เจือปน แต่ในสมัยที่กองกำลังเคเอ็นยูรุ่งเรืองนั้น ศาสนาไม่ได้เป็นอุปสรรคที่ทำให้เกิดความร้าวฉานในกองกำลังกะเหรี่ยง  (หน้า 48)

Folklore

เรื่องเล่ากบกับราชสีห์
          ที่วัดโกโกร่มีรูปปั้นกบสี่ตัวที่ข้างเจดีย์ที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2542  มีนิทานเล่าว่า กบ เปรียบเหมือนกะเหรี่ยง ส่วนราชสีห์นั้นเปรียบเหมือนพม่า ซึ่งมีนิสัยใจคอที่ไม่เหมือนกัน (หน้า 56) กบนั้นชอบอยู่อย่างสงบ อาศัยอยู่ตามฝั่งแม่น้ำ มีความอดทนไม่รังแกใคร ส่วนราชสีห์นั้นชอบรังแกสัตว์อื่น  เช่นมีอยู่วันหนึ่ง  ราชสีห์ไม่อนุญาตให้สัตว์อื่นๆ ลงกินน้ำที่หนองน้ำ สัตว์ต่างๆ พากันหวาดกลัวจึงไม่กล้าลงไปดื่มน้ำ แต่กบหาได้กลัวเกรงราชสีห์  ราชสีห์จึงใช้วิธีตะโกนเพื่อทำร้ายกบ  กบก็กระโดดหายลงไปในน้ำ แม้ว่าราชสีห์จะร้องถึงสามครั้งแต่กบก็กระโดดลงน้ำทุกครั้ง กบจึงปลอดภัยทุกครั้ง และราชสีห์ก็เคราะห์ร้ายท้องแตกตายเนื่องจากพลังเสียงที่ดังกึกก้องที่จ้องมุ่งร้ายต่อผู้อื่นแต่ภัยร้ายนั้นก็ทำร้ายราชสีห์ซะเอง (หน้า 57)
  
ตำนานเกาะสิบหก
          เรื่องเล่ามีว่าแต่เดิมนั้นคนบ้านแม่ต้าน ที่เป็นที่ตั้งของอำเภอท่าสองยาง ในทุกวันนี้ คนในหมู่บ้านอพยพมาจากภาคเหนือเมื่อประมาณ 100ปีที่แล้ว ในพื้นที่มีคนกะเหรี่ยงสร้างบ้านเรือนอยู่ตามป่าเขามาก่อน แล้วมีคนเมืองย้ายมาอยู่ในภายหลัง  ซึ่งคนบ้านแม่ต้านที่มาจากภาคเหนือ อพยพมาจากจังหวัดเชียงใหม่, ลำปาง,ลำพูน,เชียงราย, ตาก, แพร่, อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนคนบ้านหละไทย อพยพมาจากอำเภอดอยเต่า  จังหวัดเชียงใหม่, อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นต้น (หน้า 65) เช่นคนที่เป็นผู้นำหมู่บ้านช่วงที่มาตั้งหมู่บ้านใหม่มีเรื่องเล่าถึงความกล้าหาญของพญาเขื่อนว่า ในอดีตยังไม่มีตำรวจ พญาเขื่อนเป็นหัวหน้าบ้านแม่ต้าน ในสมัยนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม  วันหนึ่งโจรมาที่บ้านพญาเขื่อนในตอนเวลาเย็นๆ แล้วมาถามพญาเขื่อนว่าบ้านพญาเขื่อนอยู่ที่ไหน  พญาเขื่อนก็บอกว่าบ้านหลังนี้พญาเขื่อนไม่อยู่บ้านโดยไม่ยอมบอกว่าตนเองเป็นใคร และบอกว่าตอนค่ำๆ พญาเขื่อนจึงจะกลับบ้าน แล้วจึงบอกให้กลุ่มโจรเงี้ยวขึ้นมาพักผ่อนบนบ้านแล้วให้ลูกบ้านมาช่วยหุงหาอาหาร และนำเหล้ามาให้โจรดื่มกินอย่างสนุกสนาน เมื่อโจรเมาแล้วพญาเขื่อนก็ขออาวุธของโจรไปเก็บไว้ในบ้าน  เมื่อเก็บอาวุธเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พญาเขื่อนจึงตีฆ้องบอกสัญญาณให้ชายหนุ่มที่แข็งแรงรีบมาจับโจร เวลานั้นจับโจรได้ 17คนแล้วมัดไว้ที่เสา (หน้า 70) เมื่อถึงเวลาเช้าจึงนำโจรไปประหารชีวิตที่เกาะ แต่คาดว่าคงมีโจรหนีไปได้หนึ่งคน จึงมีโจรถูกประหาร 16คน จึงเป็นที่มาของชื่อเกาะสิบหก จนถึงปัจจุบัน (หน้า 71)
 
คำเปรียบเปรย
เรื่องเล่ากบกับราชสีห์
               ที่วัดโกโกร่มีรูปปั้นกบสี่ตัวที่ข้างเจดีย์ที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2542  มีนิทานเล่าว่า กบ เปรียบเหมือนกะเหรี่ยง ส่วนราชสีห์นั้นเปรียบเหมือนพม่า ซึ่งมีนิสัยใจคอที่ไม่เหมือนกัน (หน้า 56) กบนั้นชอบอยู่อย่างสงบ อาศัยอยู่ตามฝั่งแม่น้ำ มีความอดทนไม่รังแกใคร ส่วนราชสีห์นั้นชอบรังแกสัตว์อื่น  เช่นมีอยู่วันหนึ่ง  ราชสีห์ไม่อนุญาตให้สัตว์อื่นๆ ลงกินน้ำที่หนองน้ำ สัตว์ต่างๆ พากันหวาดกลัวจึงไม่กล้าลงไปดื่มน้ำ แต่กบหาได้กลัวเกรงราชสีห์  ราชสีห์จึงใช้วิธีตะโกนเพื่อทำร้ายกบ  กบก็กระโดดหายลงไปในน้ำ แม้ว่าราชสีห์จะร้องถึงสามครั้งแต่กบก็กระโดดลงน้ำทุกครั้ง กบจึงปลอดภัยทุกครั้ง และราชสีห์ก็เคราะห์ร้ายท้องแตกตายเนื่องจากพลังเสียงที่ดังกึกก้องที่จ้องมุ่งร้ายต่อผู้อื่นแต่ภัยร้ายนั้นก็ทำร้ายราชสีห์ซะเอง (หน้า 57)
 
 
ตำนานเกาะสิบหก
                เรื่องเล่ามีว่าแต่เดิมนั้นคนบ้านแม่ต้าน ที่เป็นที่ตั้งของอำเภอท่าสองยาง ในทุกวันนี้ คนในหมู่บ้านอพยพมาจากภาคเหนือเมื่อประมาณ 100ปีที่แล้ว ในพื้นที่มีคนกะเหรี่ยงสร้างบ้านเรือนอยู่ตามป่าเขามาก่อน แล้วมีคนเมืองย้ายมาอยู่ในภายหลัง  ซึ่งคนบ้านแม่ต้านที่มาจากภาคเหนือ อพยพมาจากจังหวัดเชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน,เชียงราย, ตาก, แพร่, อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนคนบ้านหละไทย อพยพมาจากอำเภอดอยเต่า  จังหวัดเชียงใหม่, อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นต้น (หน้า 65) เช่นคนที่เป็นผู้นำหมู่บ้านช่วงที่มาตั้งหมู่บ้านใหม่มีเรื่องเล่าถึงความกล้าหาญของพญาเขื่อนว่า ในอดีตยังไม่มีตำรวจ พญาเขื่อนเป็นหัวหน้าบ้านแม่ต้าน ในสมัยนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม  วันหนึ่งโจรมาที่บ้านพญาเขื่อนในตอนเวลาเย็นๆ แล้วมาถามพญาเขื่อนว่าบ้านพญาเขื่อนอยู่ที่ไหน  พญาเขื่อนก็บอกว่าบ้านหลังนี้พญาเขื่อนไม่อยู่บ้านโดยไม่ยอมบอกว่าตนเองเป็นใคร และบอกว่าตอนค่ำๆ พญาเขื่อนจึงจะกลับบ้าน แล้วจึงบอกให้กลุ่มโจรเงี้ยวขึ้นมาพักผ่อนบนบ้านแล้วให้ลูกบ้านมาช่วยหุงหาอาหาร และนำเหล้ามาให้โจรดื่มกินอย่างสนุกสนาน เมื่อโจรเมาแล้ว         พญาเขื่อนก็ขออาวุธของโจรไปเก็บไว้ในบ้าน  เมื่อเก็บอาวุธเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พญาเขื่อนจึงตีฆ้องบอกสัญญาณให้ชายหนุ่มที่แข็งแรงรีบมาจับโจร เวลานั้นจับโจรได้ 17คนแล้วมัดไว้ที่เสา (หน้า 70) เมื่อถึงเวลาเช้าจึงนำโจรไปประหารชีวิตที่เกาะ แต่คาดว่าคงมีโจรหนีไปได้หนึ่งคน จึงมีโจรถูกประหาร 16คน จึงเป็นที่มาของชื่อเกาะสิบหก จนถึงปัจจุบัน (หน้า 71)
 
คำเปรียบเปรย
            มีคำเปรียบเปรยความงามของหญิงสาวภาคเหนือของไทย  จากคำสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่งบอกว่า  ตอนย้ายมาตั้งรกรากที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมยใหม่ๆ  พ่อของผู้ให้ข้อมูลได้เดินทางไปค้าขายวัวระหว่างพม่ากับภาคเหนือของไทยอยู่เป็นประจำ เมื่อเดินทางไปจังหวัดลำพูน ไปบ้านแม่ตืน  ฮอด และวังลุง  เมื่อกลับมาจากภาคเหนือได้เล่าถึงความงามของหญิงสาวที่จังหวัดลำพูนว่า (หน้า 68)
เรื่องเล่ากบกับราชสีห์
               ที่วัดโกโกร่มีรูปปั้นกบสี่ตัวที่ข้างเจดีย์ที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2542  มีนิทานเล่าว่า กบ เปรียบเหมือนกะเหรี่ยง ส่วนราชสีห์นั้นเปรียบเหมือนพม่า ซึ่งมีนิสัยใจคอที่ไม่เหมือนกัน (หน้า 56) กบนั้นชอบอยู่อย่างสงบ อาศัยอยู่ตามฝั่งแม่น้ำ มีความอดทนไม่รังแกใคร ส่วนราชสีห์นั้นชอบรังแกสัตว์อื่น  เช่นมีอยู่วันหนึ่ง  ราชสีห์ไม่อนุญาตให้สัตว์อื่นๆ ลงกินน้ำที่หนองน้ำ สัตว์ต่างๆ พากันหวาดกลัวจึงไม่กล้าลงไปดื่มน้ำ แต่กบหาได้กลัวเกรงราชสีห์  ราชสีห์จึงใช้วิธีตะโกนเพื่อทำร้ายกบ  กบก็กระโดดหายลงไปในน้ำ แม้ว่าราชสีห์จะร้องถึงสามครั้งแต่กบก็กระโดดลงน้ำทุกครั้ง กบจึงปลอดภัยทุกครั้ง และราชสีห์ก็เคราะห์ร้ายท้องแตกตายเนื่องจากพลังเสียงที่ดังกึกก้องที่จ้องมุ่งร้ายต่อผู้อื่นแต่ภัยร้ายนั้นก็ทำร้ายราชสีห์ซะเอง (หน้า 57)
 
 
ตำนานเกาะสิบหก
                เรื่องเล่ามีว่าแต่เดิมนั้นคนบ้านแม่ต้าน ที่เป็นที่ตั้งของอำเภอท่าสองยาง ในทุกวันนี้ คนในหมู่บ้านอพยพมาจากภาคเหนือเมื่อประมาณ 100ปีที่แล้ว ในพื้นที่มีคนกะเหรี่ยงสร้างบ้านเรือนอยู่ตามป่าเขามาก่อน แล้วมีคนเมืองย้ายมาอยู่ในภายหลัง  ซึ่งคนบ้านแม่ต้านที่มาจากภาคเหนือ อพยพมาจากจังหวัดเชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน,เชียงราย, ตาก, แพร่, อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนคนบ้านหละไทย อพยพมาจากอำเภอดอยเต่า  จังหวัดเชียงใหม่, อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นต้น (หน้า 65) เช่นคนที่เป็นผู้นำหมู่บ้านช่วงที่มาตั้งหมู่บ้านใหม่มีเรื่องเล่าถึงความกล้าหาญของพญาเขื่อนว่า ในอดีตยังไม่มีตำรวจ พญาเขื่อนเป็นหัวหน้าบ้านแม่ต้าน ในสมัยนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม  วันหนึ่งโจรมาที่บ้านพญาเขื่อนในตอนเวลาเย็นๆ แล้วมาถามพญาเขื่อนว่าบ้านพญาเขื่อนอยู่ที่ไหน  พญาเขื่อนก็บอกว่าบ้านหลังนี้พญาเขื่อนไม่อยู่บ้านโดยไม่ยอมบอกว่าตนเองเป็นใคร และบอกว่าตอนค่ำๆ พญาเขื่อนจึงจะกลับบ้าน แล้วจึงบอกให้กลุ่มโจรเงี้ยวขึ้นมาพักผ่อนบนบ้านแล้วให้ลูกบ้านมาช่วยหุงหาอาหาร และนำเหล้ามาให้โจรดื่มกินอย่างสนุกสนาน เมื่อโจรเมาแล้ว         พญาเขื่อนก็ขออาวุธของโจรไปเก็บไว้ในบ้าน  เมื่อเก็บอาวุธเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พญาเขื่อนจึงตีฆ้องบอกสัญญาณให้ชายหนุ่มที่แข็งแรงรีบมาจับโจร เวลานั้นจับโจรได้ 17คนแล้วมัดไว้ที่เสา (หน้า 70) เมื่อถึงเวลาเช้าจึงนำโจรไปประหารชีวิตที่เกาะ แต่คาดว่าคงมีโจรหนีไปได้หนึ่งคน จึงมีโจรถูกประหาร 16คน จึงเป็นที่มาของชื่อเกาะสิบหก จนถึงปัจจุบัน (หน้า 71)
 
คำเปรียบเปรย
            มีคำเปรียบเปรยความงามของหญิงสาวภาคเหนือของไทย  จากคำสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่งบอกว่า  ตอนย้ายมาตั้งรกรากที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมยใหม่ๆ  พ่อของผู้ให้ข้อมูลได้เดินทางไปค้าขายวัวระหว่างพม่ากับภาคเหนือของไทยอยู่เป็นประจำ เมื่อเดินทางไปจังหวัดลำพูน ไปบ้านแม่ตืน  ฮอด และวังลุง  เมื่อกลับมาจากภาคเหนือได้เล่าถึงความงามของหญิงสาวที่จังหวัดลำพูนว่า (หน้า 68)
             “อี่แก้ว หมาหิว  อี่คำบ่ก้าย  อี่เตียมบ่เผียบ”   แปลว่า   
             “สาวแก้วสวยมากจนมีชายหนุ่มมาเยี่ยมเป็นจำนวนมาก หมาเห่าจนเหนื่อยหอบ สาวคำที่มองกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อ ส่วนสาวเตียม ที่สวยหยาดเยิ้มจนไม่มีใครเทียบเรื่องหน้าตา (หน้า 68)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกะเหรี่ยงกับคนเมือง
          เมื่อประมาณ 50-60 ปีที่แล้วกะเหรี่ยงฝั่งพม่าและคนเมืองฝั่งไทย ที่ย้ายมาอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมยว่า มีคนเมืองที่มีความขยันขันแข็งมาอยู่ที่นี่ มีที่นากว้างขวางและปลูกข้าวได้จำนวนมาก สามารถให้ความช่วยเหลือเลี้ยงดูกะเหรี่ยงและคนเมืองที่มีฐานะยากจน และเลี้ยงต้อนรับคนที่เดินทางข้ามแม่น้ำเมย เพื่อไปการค้าขายสินค้า ดังนั้นจึงมีความสนิทสนมกับผู้นำกะเหรี่ยงฝั่งประเทศพม่า และมีความคุ้นเคยกันจนถึงรุ่นลูกหลาน  (หน้า 69)
 
การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในกับคนนอกศูนย์อพยพฯ
          จากการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ของคนในศูนย์อพยพกับชุมชนใกล้เคียง มีความสัมพันธ์กันหลายด้าน เนื่องจากบางคนอพยพมาจากฝั่งพม่าแต่ไม่ได้อยู่ในศูนย์ ดังนั้นจึงมีญาติพี่น้องที่อยู่ในศูนย์ ซึ่งก่อน พ.ศ. 2538 มีค่ายอพยพกระจายอยู่หลายศูนย์ดังนั้นคนในศูนย์และชุมชนใกล้เคียงจึงมีการติดต่อกัน บางรายแต่งงานมีครอบครัวก็ย้ายออกมาอยู่นอกศูนย์ แต่พ่อแม่ก็ยังอยู่ในศูนย์เช่นเดิมโดยไม่ลบรายชื่อของลูกออกจากบัญชีเพื่อรับอาหารและของใช้จากศูนย์อพยพฯ บางส่วนก็รับเอาเด็กแรกเกิดมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม      
          นอกจากนี้การปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคนในศูนย์ฯ และนอกศูนย์ฯ ทั้งคนเมืองและกะเหรี่ยงมีในรูปแบบการจ้างแรงงาน โดยคนในศูนย์ออกไปทำงานรับจ้างชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง เช่นการดำนา  เก็บข้าวโพด ถางหญ้า เป็นต้น นอกจากนี้ยังไปหาของป่าตามฤดูกาล เช่น  เก็บหน่อไม้  เก็บและไพ (หรือเย็บ)ใบตองตึง (หรือใบพลวง)เพื่อมุงหลังคา (หน้า 143) นอกจากการจ้างแรงงานทำงานในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรแล้ว ในศูนย์ก็เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับคนในชุมชนใกล้เคียง เนื่องจากในศูนย์ฯมีสินค้าจำนวนมาก โดยมีลูกค้าหลายหมื่นคนที่อยู่ในศูนย์เป็นผู้ซื้อสินค้ารวมทั้งคนที่อยู่ชุมชนใกล้เคียง นอกจากนี้สินค้าในศูนย์ฯยังมีราคาถูก เพราะข้าวในศูนย์ฯองค์กรต่างประเทศสนับสนุนให้เปล่าจะถูกขายต่อในราคาถูก(หน้า 144)  การติดต่อกันระหว่างคนในศูนย์และคนนอกศูนย์มีทั้งแง่ดีและแง่ลบ ในกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์เช่นรถรับจ้างก็มองว่า คนในศูนย์ไม่มีผลกระทบกับพวกเขา เพราะพวกเขามีรายได้จากผู้โดยสารที่อยู่ในศูนย์  ส่วนคนที่ไม่พึงพอใจจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเกิดความเสียหายด้านพืชผลทางการเกษตร เช่นคนที่อยู่ในศูนย์เข้าไปเก็บพืชผลโดยไม่ขออนุญาต (หน้า 145)
          คนในชุมชนใกล้เคียงบางส่วนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากถูกแย่งแรงงาน นอกจากนี้เนื่องจากศูนย์อพยพฯทางการไทยไม่อาจเข้าไปดูแลได้อย่างเต็มที่เนื่องจากเป็นการอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือพักพิงชั่วคราว  (หน้า 146) อย่างไรก็ตามเนื่องจากการดำรงอยู่เป็นเวลานานของศูนย์อพยพฯ จึงทำให้คนในศูนย์และในชุมชนใกล้เคียงมีการปฏิสัมพันธ์ในหลายรูปแบบ โดยผ่านการแต่งงาน เป็นเครือญาติ เป็นแหล่งสินค้าราคาถูกเป็นต้น (หน้า147)

Social Cultural and Identity Change

Critic Issues

Other Issues

          ทางการไทยหาพื้นที่พักพิงสำหรับคนที่หนีภัยความเดือดร้อนจากการสู้รบจากประเทศพม่า โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พื้นที่พักพิงชั่วคราว” (Temporary  Shelter) และเรียกคนที่อพยพมาว่า “ผู้ที่หนีภัยจากการสู้รบ” (Displaced  Persons from  Fighting) โดยพยายามไม่ใช้คำว่า “ค่ายอพยพ” (refugee  camp) หรือผู้อพยพ (refugee)เนื่องจากยังไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่า(หน้า 124) ด้วย สถานภาพผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ (หน้า 125)
 
บ้านท่าสองยาง
          เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ส่วนกะเหรี่ยง เรียกหมู่บ้านนี้ว่า “แม่ตะวอ” เนื่องจากมีลำห้วยอยู่ใกล้มีชื่อว่า “แม่ตะวอโกล”ส่วนคนเมืองเรียกว่า “ห้วยแม่จวาง” และชาวบ้านบางส่วนเรียกว่า “แม่เมย” (หน้า 79)

Google Map

Map/Illustration

ตาราง

  • จำนวนสัตว์ที่ส่งจากเชียงใหม่ไปเมาะละแหม่ง (หน้า 36)
  • ศูนย์อพยพบริเวณริมน้ำเมย ในปี 2538  (หน้า 126)
  • ปริมาณอาหารที่สนับสนุนผู้ที่อยู่ในศูนย์อพยพทั้งหมดในประเทศไทยรายเดือน (หน้า 130)
  • อาชีพเดิมของผู้ที่อยู่ในศูนย์อพยพแม่หละ (หน้า 136)
 
ภาพ
  • ภูมิประเทศ ฝั่งริมน้ำเมยบริเวณอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก (หน้า 26)             
  • พื้นที่พรมแดนช่วง ค.ศ. 1500-1856(หน้า 27)
  • เส้นทางเดินสำรวจบริเวณพรมแดนของชาวต่างประเทศ ปี ค.ศ. 1830-1868 (หน้า 34)
  • เจดีย์ที่โกโกร่ (หน้า 57)
  • พระกะเหรี่ยงฝั่งพม่ารับมิมนต์งานพิธีวัดฝั่งไทย (หน้า 80)
  • พิธีบวชลูกแก้วของชุมชนกะเหรี่ยง (หน้า 83)
  • บรรยากาศพิธีกวนข้าว “ยาฮู”  (หน้า 83) 
  • พิธีบูชาดาวนำเคราะห์ของกะเหรี่ยง (หน้า 85)          
  • หอ “เจ้าเมือง” ประจำหมู่บ้านแม่ต้าน (หน้า 86)
  • พิธีเลี้ยงเจ้าพ่อมือเหล็กของคนเมือง (หน้า 86)
  • รำตงในงานวัด (หน้า 89)
  • ชาวบ้านนำอาหารไปร่วมทำบุญที่วัด (หน้า 98)
  • วัวกับป้ายบริเวณท่าข้ามฝั่งเมย (หน้า 106)
  • ป้ายห้ามเข้าบริเวณศูนย์อพยพ (หน้า 128)
  • แผนที่ศูนย์อพยพบริเวณชายแดนไทย พม่า (หน้า 129)
  • ตลาดปลาในศูนย์อพยพ (หน้า 138)
  • โรงเรียนในศูนย์อพยพ (หน้า 138)
  • โรงหนังในศูนย์อพยพ (หน้า 139)
  • วัดในศูนย์อพยพ  (หน้า 142)
  • พิธีสู่ขวัญในศูนย์อพยพ (หน้า 142)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 06 มิ.ย 2562
TAG กะเหรี่ยง, คนเมือง, พรมแดน, แม่น้ำเมย, ตาก, พม่า, ไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง