ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ไทใหญ่ รัฐฉาน พม่า และภาคเหนือของไทย
Author สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Title ไทใหญ่ ความเป็นใหญ่ในชาติพันธุ์
Document Type เอกสารวิชาการ Original Language of Text -
Ethnic Identity ไต คนไต ไตโหลง ไตหลวง ไตใหญ่, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) Total Pages 183 Year 2558
Source มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Abstract

งานเขียนกล่าวถึง ประเพณีสังคมวัฒนธรรมของไทใหญ่ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันว่ามีความเป็นมาอย่างไร งานเขียนระบุว่า ตามตำนานของไทใหญ่แล้วมักบ่งบอกว่า ไทใหญ่นั้นเคยมีอำนาจรุ่งเรืองมาก่อน ในบางยุคบางสมัยที่จีนมีความวุ่นวายทางการเมืองก็เคยมาขอพึ่งพิงอาณาจักของไทใหญ่ในอดีต ตามตำนานแล้วงานเขียนระบุว่ามักเป็นไปในรูปแบบทาน แต่สิ่งหนึ่งมักตรงกันคือชื่อเมืองที่มีความใกล้เคียงกัน เนื้อหาเกี่ยวกับความชอบธรรมในการปกครองตนเอง ความสัมพันธ์ทางการเมืองกับจีน พม่าและล้านนาในอดีตนั้นมีทั้งดีและร้าย บางครั้งบ้านเมืองสงบก็ทำการค้าระหว่างกัน แต่บางครั้งบ้านเมืองไม่สงบก็ทำสงครามผลัดกันแพ้ชนะ ส่วนไทยใหญ่ที่อยู่ในประเทศไทยนั้นงานเขียนระบุว่าส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอเมืองและอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มไทใหญ่ในภาคเหนือยังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมของตนไว้เป็นอย่างดี 

Focus

           เพื่อสร้างองค์ความรู้วางแนวทางรูปแบบเพื่อการสร้างพิพิธภัณฑ์ทางด้านวัฒนธรรม และชาติพันธุ์ล้านนา  ขึ้นในมหาวิทยาลับเชียงใหม่ ทั้งที่เป็นจริงกับพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง(Virtual Museum) อันจะเป็นการนำไปสู่การส่งเสริมกิจกรรมการศึกษา และการทำการวิจัยด้านชาติพันธุ์ในพื้นที่ล้านนา รวมไปถึงการพัฒนาและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในภาคเหนือกับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
            เพื่อสร้างความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับท้องถิ่น เพื่อพัฒนาและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายที่อยู่ในล้านนา และเพื่อประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้กับลูกหลานในชุมชนที่เป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ (หน้าบทนำ  vii)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ไทใหญ่         เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อยู่ในภาคเหนือของไทย สำหรับคนไทยภาคกลางนั้นรู้จักไทใหญ่นับจากสมัยอยุธยา เช่น ตัวอย่างคำเรียกไทใหญ่ในกฎหมายตราสามดวง เมื่อ พ.ศ. 2042 ในบันทึกของ เดอ ลา ลูร์แบร์ ราชทูตฝรั่งเศสจากราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14ที่เดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2229-2231 บันทึกไว้ว่า ชาวสยามเรียกตนเองว่าไทน้อย(เซียมเล็ก) ส่วนคนที่อยู่ในภาคเหนือเรียกว่า ไทใหญ่ (เซียมใหญ่) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ยังไม่เจริญในยุคนั้น  ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ คนสยามมักเรียกไทใหญ่ว่า ‘เงี้ยว’ เช่นเดียวกับชาวล้านนาที่เรียกไทใหญ่ว่า ‘เงี้ยว’  กลุ่มไทใหญ่เป็นกลุ่มที่อยู่ในดินแดนกับไทเขิน กับไทลื้อ ที่อยู่ในภาคเหนือของไทย ซึ่งโดยมากจะอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน และที่ราบสูงฉาน มาตั้งแต่อดีต เนื่องจากยังไม่มีการแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐฉานกับล้านนาอย่างแน่ชัด กระทั่งพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ รัฐของไทใหญ่หรือรัฐฉาน จึงอยู่ในดินแดนของพม่า (หน้า1)  
             ไทใหญ่เรียกตนเองว่า “คนไท (คนไต)” จากการศึกษาระบุบุคลิกลักษณะของ ไทใหญ่ว่า  ไทใหญ่เป็นกลุ่มที่รู้จักประหยัดเรื่องการใช้จ่ายเงินทอง พวกเขาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตภูเขา  ดังนั้นจึงมีความยากลำบากในการทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แต่          คนไทใหญ่มีความสามารถด้านการเพาะปลูก และค้าขายเก่ง จึงสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมีความสุข ไทใหญ่เป็นกลุ่มที่รักความสงบแต่ในเวลาราบหรือมีศึกสงคราม        ก็ช่วยกันรบอย่างกล้าหาญและเหี้ยมโหด ไทใหญ่หากอยู่ด้วยกันมักมีเรื่องทะเลาะ   เบาะแว้งในกลุ่มของพวกเขา ดังนั้นจึงมักมีการย้ายถิ่นที่อยู่บ่อยครั้ง (หน้า 2) 
               คำเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยคำว่า ไท หรือ ไต มีหลายกลุ่มเช่น  ไทดำ  ไทแดง  ไทขาว และอื่นๆ สำหรับกลุ่มไทใหญ่นั้นมีชื่อเรียกต่างๆ ดังนี้  (หน้า 2)
        พม่า เรียกไทใหญ่ว่า ชาน หรือ ฉาน ซึ่งเป็นที่มาที่ชาวตะวันตกเรียกไทใหญ่ว่า ชาน
ชาวคะฉิ่น หรือจิ่งโพ เรียกไทใหญ่ ว่า อะซาม (หน้า 2) ชาวอาซาม  ปะหล่อง และว้า เรียกไทใหญ่ว่า “เซียม” สันนิษฐานกันว่า น่าจะมาจากคำว่า  สยาม, สาม, ซาม (หน้า 2)
        คนจีน(ชนชาติฮั่น) เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ตามการแต่งกายและรูปร่างลักษณะเช่น ป้ายยี หรือพวกเสื้อสีขาว, จินฉื่อ หรือ พวกฟันทอง, หยินฉื่อ หรือ พวก ฟันเงิน, เฮยฉื่อ หรือ พวกฟันดำ (หน้า 2) และชื่ออื่นๆ ได้แก่ เหลียว, หลาว, หมางหมาน, กลุ่มเยว่ร้อยเผ่า, หยี ต่อมาคนจีนเรียกไทใหญ่ที่อยู่ในประเทศจีนว่า ไทนา หรือ ไทบก ส่วนไทใหญ่ในประเทศพม่า เรียกว่า ไทน้ำ หรือ สุยไต่ (หน้า 3)
         ส่วนไทใหญ่ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพม่า เรียกไทใหญ่ ที่อยู่อาศัยในประเทศจีนว่า    ไทแข่ หรือ ไทจีน เนื่องจากไทใหญ่กลุ่มนี้รับวัฒนธรรมของจีนมาใช้  เช่น พูดภาษาจีนในชีวิตประจำวัน กินข้าวด้วยตะเกียบ การตั้งบ้านเรือนติดพื้นดิน และแต่งกายแบบคนจีน (หน้า 3) สำหรับคนไทใหญ่ที่อยู่ในประเทศจีน พวกเขาเรียกกลุ่มของตนว่า “ไทเหนือ” เพราะอยู่เหนือแม่น้ำคง ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาหนึ่งของสายน้ำสาละวิน นั่นเอง (หน้า 3)
          ไทใหญ่ในประเทศจีน เรียกไทใหญ่ที่อยู่ในประเทศพม่า ว่า ไทใต้ นอกจากนี้ยังมีการเรียกตามที่อยู่ของเมืองอีกด้วย เช่น  กลุ่มไทใหญ่ที่อยู่เมืองมาว เรียก “ไทมาว”  และเมืองอื่นก็มีชื่อตามชื่อเมืองนั้น เช่น ไทเมืองวัน  ไทเมืองขอน  ไทเมืองหล้า และอื่นๆ  แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่เป็นไทใหญ่แต่มีการติดต่อค้าขายหรือในเรื่องอื่นๆ กับไทใหญ่มาเนิ่นนาน ประกอบกับนับถือศาสนาพุทธและพูดภาษาไทใหญ่ จึงเรียกว่า ไทใหญ่  ได้แก่ชาวอาชาง ในเมืองสา เรียกว่า ไทเมืองสา หรือไทสา เป็นต้น (หน้า 3)
          ส่วนไทใหญ่  รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย  เป็นกลุ่มที่มีภาษา วัฒนธรรมประเพณีคล้ายคลึงกับไทใหญ่ในพม่า ได้แก่ ไทอาหม  ไทฟาเก  ไทคำยัง ไทโนรา  ไทอ่ายตอน   ไทตุรุง  และอื่นๆ สำหรับไทใหญ่ที่อยู่ในอาณาจักรเวสาลี หรืออาหม นั้น เป็นลูกหลานที่สืบตระกูลมาจากเจ้าก่อฟ้า เจ้าฟ้าของไทใหญ่เมืองกอง ประเทศพม่า  (หน้า 3)
 
ไทใหญ่ในล้านนา       
          จากการศึกษาพบว่า ไทใหญ่ได้เข้ามาอยู่ในล้านนา แบ่งเป็นสองครั้งสำคัญ คือ  ในสมัยพระเจ้าติโลกราช ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ล้านนามีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการทหารเศรษฐกิจและการเมือง ขณะนั้นล้านนาได้ทำสงครามกระทั่งขยายพื้นที่โดยครอบครองหลายเมืองเช่น  แพร่  น่าน  หลวงพระบาง  เชียงรุ่ง  เมืองยอง  บางส่วนของรัฐฉาน ได้แก่  เมืองไลคา  เมืองนาย  เมืองสีป้อ  เมืองยองห้วย และอื่นๆ ในเวลานั้นมี  ไทใหญ่ต้องอพยพเข้ามาอยู่ในล้านนา จำนวน 12, 328คน ปัจจุบันตั้งบ้านเรือนอยู่ในหลายจังหวัดเช่น แม่ฮ่องสอน  แพร่  พะเยา  ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่  (หน้า 59)
          ในยุคที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เวลานั้น เมื่อพระยากาวิละ ได้รวมกองกำลังผลักดันพม่าออกจากดินแดนแล้ว  ขณะนั้นล้านนาอยู่ในการปกครองของสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 4ถึง รัชกาลที่ 5แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาติตะวันตกได้เข้ามาล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงที่อังกฤษเข้ายึดครองพม่าจึงใช้นโยบายส่งเสริมกลุ่มไทใหญ่ในด้านต่างๆ เพื่อถ่วงอำนาจพม่า ไม่ให้ต่อต้านตนเอง และในเวลานั้นที่อังกฤษได้ทำการค้ากับสยามและล้านนา โดยเฉพาะการทำสัมปทานป่าไม้ ดังนั้นจึงส่งกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เข้ามาทำงานในบริษัททำไม้ของตนที่อยู่ในล้านนา เช่น คนพม่า  ไทใหญ่  ปะโอ  ปะหล่อง  (หน้า 59)  การที่อังกฤษให้การส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์โดยเฉพาะไทใหญ่ในรัฐฉาน ก็เพื่อต้องการให้ไทใหญ่อยู่ฝ่ายตนและเพื่อเป็นการตัดกำลังพม่าไม่ให้นำชาวไทใหญ่มาเป็นกองกำลังในการต่อต้านกองทัพอังกฤษ (หน้า 59) นอกจากนี้ก็เพื่อเป็นการมัดใจไทใหญ่ ให้ฟื้นฟูถิ่นที่อยู่ของตนเอง และไม่ให้ต้านทานอำนาจของอังกฤษในยุคนั้น (หน้า 60)
 
ไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน       
           ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น มีชุมชนไทใหญ่ที่สำคัญสองแห่งคือในพื้นที่อำเภอเมือง โดยได้มีการตั้งชุมชนไทยใหญ่ก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณ พ.ศ. 2374(หน้า61)และชุมชนไทใหญ่ ในอำเภอขุนยวม เช่น ชุมชนไทใหญ่บ้านต่อแพ  (หน้า 63)  ชุมชนบ้านหลวง(หน้า 65) บ้านเมืองปอน อำเภอขุนยวม เป็นต้น (หน้า 67)
 
ไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่
            ในภาคเหนือของไทยนั้น มีไทใหญ่อยู่ทุกจังหวัด ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มีไทใหญ่อยู่เป็นจำนวนมากที่ อำเภอฝาง (หน้า 71)       
            ไทใหญ่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
           ในพื้นที่นี้มีไทใหญ่อยู่อย่างหนาแน่น เนื่องจากว่าอยู่ติดประเทศพม่า ดังนั้นจึงมีไทใหญ่อพยพเข้ามาอยู่ไม่ใช่น้อย สำหรับอำเภอฝางนั้นมีความเป็นมาที่เนิ่นนาน งานเขียนระบุว่า ในสมัยพระยามังราย เมื่อสร้างเมืองเชียงรายแล้ว จึงสร้างเมืองฝางที่ริมฝั่งแม่น้ำแม่ใจ ซึ่งทุกวันนี้คือสุขาภิบาลเวียงฝาง  พระยามังรายทรงอยู่ที่เมืองฝางเป็นเวลา 15ปี  จึงยกทัพไปตีเมืองหริภุญไชย เมื่อ พ.ศ. 1824และสร้างเมืองเชียงใหม่เรียบร้อย เมื่อ พ.ศ. 1839นับจากนั้นเมืองฝางจึงเป็นเมืองลูกหลวงของเมืองเชียงใหม่ ปกครองโดยเชื้อพระวงศ์กับขุนนาง (หน้า 71)
            เมื่อ พ.ศ. 2172 พระเจ้าสุทโธธรรมราชาขึ้นครองราชย์  จึงยกทัพไปตีเมืองต่างๆ ของไทใหญ่กับเมืองเชียงใหม่ แต่กองทัพพม่าไม่สามารถตีเมืองฝางที่มีพระยาฝางเป็นเจ้าเมือง โดยนำชาวเมืองฝางสู้รบกับพม่าเป็นเวลากว่าสามปี ก็ก็ไม่อาจสู้กับพม่าได้ดังนั้นเมืองฝางจึงพ่ายแพ้แก่พม่าเมื่อ พ.ศ. 217และอยู่ในการปกครองของพม่าเป็นเวลาร้อยปีเศษ  (หน้า 71)
              กระทั่ง ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เมืองฝางจึงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม ซึ่งในเวลานั้นเมืองฝางเป็นเมืองร้างและมีประชากรไม่มาก กระทั่งถึง พ.ศ. 2434ในสมัยรัชกาลที่ 5แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  พระองค์จึงทรงให้พระยามหาธิวงศ์ราชาธิบดีเป็นเจ้าปกครองส่วนภูมิภาค ดังนั้นเมืองฝางจึงมีฐานะเป็น อำเภอในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นับแต่นั้น  (หน้า 71)

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาไทใหญ่ 
            ไทใหญ่มีภาษาพูดที่อยู่ในกลุ่มของชาติพันธุ์ซึ่งสื่อสารด้วยภาษาไท-กะได     (Tai-Kadai LanguageFamily)  (หน้า 2)

Study Period (Data Collection)

ใช้เวลาวิจัย 8เดือน นับจากเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550- มีนาคม พ.ศ. 2551( หน้า x)     

History of the Group and Community

ความเป็นมาของไทใหญ่
          ประวัติความเป็นมาของไทใหญ่นั้น ส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในรูปตำนาน เรื่องเล่าปรัมปรา ดังนั้นจึงทำให้ความเป็นมาของไทใหญ่เหมือนเป็นนิทานที่ฟังเพื่อความเพลิดเพลินใจ แต่จากการศึกษาระบุว่า แต่ถึงจะเป็นเพียงเรื่องเล่า แต่ที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนยังชี้ชัดได้ว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน เช่นการบันทึกของเอกสารจีนในสมัยต่างๆ   (หน้า 13)
           บทบันทึกเกี่ยวกับไทใหญ่ของจีน พบครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ฮั่นตอนต้น หรือฮั่นตะวันออก (พ.ศ. 338-551) ในหนังสือชื่อ “ลื่อจี้”  บรรพ 13เรื่อง “ความเป็นมาของต้าหว่าน” ที่บรรยายถึงบรรพบุรุษของไทใหญ่ ที่กล่าวว่า “เตี่ยนเยี่ย” คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งที่อยู่อาศัยอยู่ด้านทิศตะวันตกของคุนหมิง ประมาณพันลี้ กลุ่มนี้มีลักษณะเด่นคือ  รู้จักฝึกฝนช้างมาเป็นสัตว์เลี้ยงใช้ขี่เวลาเดินทางหรือยามเกิดศึกสงคราม (หน้า 13)    (หน้า 14) 

Settlement Pattern

เรือนไทใหญ่
            ไทใหญ่นิยมตั้งบ้านเรือนในบริเวณที่ราบหุบเขาอยู่ติดกับแหล่งน้ำใช้สอยเพื่อใช้ในครัวเรือนและรดพืชผัก บ้านเรือนโดยมากมักสร้างเป็นบ้านไม้ไผ่แบบยกพื้น สูงประมาณ 8ฟุต มุงหลังคาด้วยหญ้าหรือใบตองตึง พื้นที่ใช้สอยในบ้านจะมีเตาไฟในห้องนอน บริเวณบ้านใช้เป็นที่ปลูกผัก และเลี้ยงสัตว์ (หน้า 46) 

Demography

ไม่ระบุชัดเจน

Economy

อาชีพของไทใหญ่ที่อยู่ในประเทศไทย
             ไทใหญ่ส่วนมากทำอาชีพเพาะปลูก ได้แก่ ทำนา ปลูกฝ้าย ยาสูบ อ้อย ข้าวโพด ถั่ว มะเขือเทศ ส้ม  กล้วย มะนาว  มะม่วง มะละกอ นอกจากนี้ยังเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย เป็ด ไก่ หมู และอื่นๆ (หน้า 47) ส่วนในอดีตนั้นการทำงานในครัวเรือนจะมีการแบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน ในครอบครัวผู้หญิงจะทำหน้าที่ ทอผ้าใช้สอยสำหรับคนในครอบครัว  ตักน้ำกินน้ำใช้ ไปหาฟืนสำหรับหุงต้ม ตำข้าว ทำกับข้าว ส่วนผู้ชายจะทำหน้าที่ใช้แรงงาน เช่นปลูกข้าว ทำงานไร่ ทำสวน ปลูกบ้านที่อยู่อาศัย แต่ทุกวันนี้การทำงานของไทใหญ่ประกอบการงานหลายอย่าง เช่น ขายของ ทำธุรกิจ ตลอดจนทำงานราชการ และอื่นๆ (หน้า 47) 

Social Organization

การแต่งงาน 
           การเลือกคู่ครองของหนุ่มสาวไทใหญ่ เน้นที่ความสมัครใจโดยไม่ได้เลือกว่าจะแต่งกับกลุ่มชาติพันธุ์ใด โดยพ่อแม่จะไม่บังคับให้ลูกแต่งงานขึ้นอยู่กับความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย หากหนุ่มสาวคนใดตกลงใจแต่งงานก็จะบอกให้พ่อแม่ดำเนินการสู่ขอเพื่อแต่งงานตามประเพณีของไทยใหญ่ (หน้า 53) 

Political Organization

การปกครองด้วยระบบเจ้าฟ้าของไทใหญ่ในอดีต
          ในอดีตไทใหญ่มีการปกครองโดยระบบเจ้าฟ้า หมายถึงเจ้าแห่งฟ้า หรือบุคคลผู้มีอำนาจแห่งฟ้า ชาวไทใหญ่ในอดีตนั้นให้ความเคารพกับเจ้าฟ้าเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่า เจ้าฟ้าเป็นผู้ปกครองที่คุ้มครองให้ชาวไทใหญ่อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข (หน้า 35) 

Belief System

ความเชื่อ
            ไทใหญ่มีความเชื่อเรื่องผี โดยเชื่อว่าผีมีทั้งผีดีและผีร้าย สามารถให้ความคุ้มครอง หรืออาจลงโทษต่อชาวไทใหญ่ได้หากทำให้ผีเกิดความขุ่นเคืองใจหรือทำผิดจารีตประเพณี  (หน้า 48,49) 
 
พิธีศพ
             หากมีคนเสียชีวิต คนในครอบครัวและญาติพี่น้องก็จะเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับผู้เสียชีวิต แต่จะต้องตรวจตราว่าเสื้อผ้านั้นใหม่จริงไม่มีรอยไฟไหม้ เพราะเชื่อว่าร่องรอยของไฟนั้นจะติดตามไปเผาผู้ตายเมื่อไปเกิดในภพหน้า แม้กระทั่งตายเป็นศพเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ยังเสียกว่า เมื่อจะนำร่างผู้ตายไปฝังที่ป่าช้า พี่น้องเพื่อนฝูงก็จะไปช่วยกันขุดหลุมแล้วใช้ไม้ที่มีหนามแหลมหรือใช้หญ้าคากวาดขับไล่ ดวงวิญญาณที่ไม่ดีที่อาจอยู่ที่นั่น หากคนที่ไปช่วยงานหากคนไหนได้แตะต้องตัวศพ ก็ให้ไปอาบน้ำให้สะอาดสะอ้านก่อนที่จะเข้าบ้าน หลังจากจัดงานศพเรียบร้อยแล้วไทใหญ่จะไม่มีการไว้ทุกข์ เพราะถือว่าเป็นเรื่องของจิตใจ แต่ถ้าถือศีลได้ก็นับว่าเป็นกุศลอย่างยิ่ง (หน้า 55)
 
ประเพณีไทใหญ่     
           ประเพณีของไทใหญ่มีทั้งสิบสองเดือน เรียกว่า “หยาสี่สิบสอง” หรือพิธี 12ราศีของไทยใหญ่ ประเพณีที่มีชื่อเสียงเช่น  ประเพณีปอยส่างลอง  และงานสงกรานต์ในเดือนเมษายน และเทศกาลออกพรรษา ในช่วงเดือนตุลาคมทำงานจองพารา และอื่นๆ (หน้า 135)

Education and Socialization

ไม่มี

Health and Medicine

การรักษาพยาบาล
           เมื่อเป็นไข้ไม่สบาย ไทใหญ่มักรักษาด้วยการรักษาแบบพื้นบ้าน เช่น กินสมุนไพร หรือทาด้วยพืชที่เป็นยา ยาสมุนไพรได้แก่ ยาต้ม ยาผงแห้งบด ยาสด ส่วนต่างๆ ของสมุนไพรนั้นได้มาจากส่วนที่เป็น ใบ ราก  ดอก  ผล  เปลือก  แก่น กระพี้ บางครั้งก็เป็นเนื้อไม้ สำหรับความรู้ด้านการใช้สมุนไพรนั้นมาจากกรอ่านหนังสือคนคนเฒ่าคนแก่ได้เขียนไว้ หรือเกิดจากการเรียนรู้หรือที่เคยเห็นคนอื่นรักษา นอกจากนี้ยังรักษาด้วยการนวดแบบโบราณเมื่อดูจากอาการของการเจ็บป่วย (หน้า 55)
          แต่ถ้าหากรักษาไม่หายก็จะทำพิธีเซ่นไหว้หรือบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอให้หายจากการเจ็บป่วย หรือรดน้ำมนต์ กรณีที่รักษาไม่ได้หรือจวนเจียนจะสิ้นลมหายใจ สามี ภรรยาหรือลูกและญาติๆ ก็จะบรรยายถึงความดีที่คนป่วยคนนั้นเคยบำเพ็ญประโยชน์นั้นไว้ทั้งการทำบุญทำทานในศาสนาพุทธหรือช่วยครอบครัวและคนในชุมชน เพื่อให้คนป่วยได้นึกถึงความดีดังกล่าวแล้วไว้ไหว้รับและถ้าจะขาดใจก็ให้ร้องดังๆ บอกเส้นทางสู่สรวงสวรรค์และให้นึกถึงคุณความดีที่เคยทำบุญทำทานต่างๆ (หน้า 55)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกายของไทใหญ่      
           ผู้หญิง   สวมเสื้อคอกลมแขนยาวขนาดพอดีตัว  ตัวสั้นเอวลอยหรือเรียกว่า   “เสื้อปั๊ด” บริเวณอกเสื้อทับอีกด้านหนึ่ง กระดุมทำด้วยผ้าลักษณะเป็นปมคล้ายกระดุมจีน ไทใหญ่เรียก กระดุมขอด บางครั้งก็ติดกระดุมเป็นลวดลายเพื่อความสวยงามมากขึ้น  (เรื่องและภาพ หน้า 171,172) กลุ่มไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ปรับปรุงเสื้อปั๊ดเพื่อความสวยงามกว่าเดิม แต่ก็ยังรักษาเอกลักษณ์ของเสื้อเอาไว้ ได้แก่ เสื้อที่ไม่เย็บตะเข็บบริเวณเสื้อทางด้านหน้า นอกจากนี้ยังได้ตกแต่งความสวยงามด้วยการปักฉลุที่คอเสื้อ ปลายแขนเสื้อ  และหน้าอกเสื้อ (หน้า 172)
            ผ้าซิ่นไทใหญ่ ผู้หญิงไทใหญ่ชอบสวมผ้าซิ่น ที่ทอเองและที่ซื้อหามาจากที่อื่น ผ้าซิ่นประกอบด้วยโครงสร้างที่สำคัญคือ หัวซิ่น ทอด้วยผ้าฝ้ายบางๆ สีดำ กับตัวซิ่นลักษณะเป็นผ้ายาวถึงข้อเท้า มีตะเข็บหนึ่งด้าน (หน้า 172) งานเขียนระบุว่า ที่บริเวณรอบทะเลสาบอินเล บริเวณตอนกลางของรัฐฉาน ประเทศพม่านั้น หญิงไทใหญ่ที่อยู่บริเวณนี้ มีความสามารถในการทอผ้าไหมมัดหมี่ (Ikat) ซิ่นชนิดนี้คือ“ซิ่นซินเหม่” แปลว่า ผ้าซิ่นแบบเมืองเชียงใหม่  ซิ่นซินเหม่หญิงไทใหญ่ชอบสวมใส่กันมากในพื้นที่รัฐฉาน และยังส่งไปขายให้ไทใหญ่ที่อยู่ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนของไทยอีกด้วย  ซิ่นซินเหม่แบ่งเป็นสองอย่าง ได้แก่ (หน้า 172)
             ซิ่นมัดหมี่เส้นยืน (War Ikat)  ผ้าซิ่นชนิดนี้คือการมัดเส้นไหมทำเป็นลวดลายบนเส้นยืน แล้วเรียงด้วยระยะห่างเท่าๆกัน วิธีการทอจะทอแบบทอขัดสาน (Plain Weaving)หลังจากทอเรียบร้อยก็จะเอามาเย็บทำเป็นผ้าถุง การประดับลวดลายนิยมทำเป็นลายเรขาคณิต โดยทำเป็นริ้วขวางลำตัว  (หน้า 172 ภาพ หน้า 173)
             ซิ่นมัดหมี่เส้นยืน(Weft  Ikat) วิธีการทอการทำลวดลายมัดหมี่เพื่อเป็นลวดลายในเส้นพุ่ง ซึ่งโดยมากนิยมทำเป็นลายดอกไม้ และไม้ประดับอื่นๆ โดยจะทอแทรกคั่นสลับกับลวดลาย โดยเมื่อนำมาเย็บลวดลายจะอยู่แนวตั้ง วิธีการทอเป็นแบบสามตะกอ (Twill  Weaving) (เรื่องและภาพ หน้า 173)
             ผ้าบั่นเก๊า หรือบางกอก เป็นผ้าไหมหางกระรอก (Twist  Yarn) ผ้าแบบนี้ผู้หญิงไทใหญ่ที่อยู่รอบทะเลสาบอินเลนิยมทำขายและทำเป็นผ้าถุง  วิธีการทอจะนำเส้นไหม สองสี โดยนำสีเข้มกับสีอ่อนนำมาฟั่นเป็นเส้นเดียวกันแล้วทอเป็นผืน หลังจากที่ทอเป็นผืนแล้ว นอกจากทำผ้าซิ่นก็ยังสามารถทำเป็นโสร่งสำหรับผู้ชายพม่า (หน้า 174)  
            ซิ่นไทใหญ่ที่นำโครงสร้างของไทลื้อมาใช้   ไทใหญ่ยังได้นำรูปแบบการทอผ้าโครงสร้างซิ่นต๋าของไทลื้อ โดยทอเป็นริ้วขวาง นำมาทอเป็นซิ่นไหมแบบไทใหญ่       
           ซิ่นลุนตะยาอาชิก(ผ้าแบบพม่า) จากการศึกษาพบว่า ไทใหญ่ได้นำผ้าซิ่น      ลุนตะยาอาชิก ซึ่งเป็นผ้าของพม่ามาใช้ทอเป็นผ้าซิ่น เช่นในกลุ่มชนชั้นสูงของไทใหญ่  ผ้าชนิดนี้ทออย่างละเอียดด้วยวิธีเกาะหรือล้วง (Tapestry  Weaving)  โดยทอเป็นลายเกลียวคลื่น สลับกับลายแบบเครือเถาที่มีความสวยงาม ผ้าบางผืนแทรกด้วยไหมเงินหรือไหมทอง บางครั้งก็ปักด้วยดิ้นโลหะราคาแพง การทอผ้าต้องใช้เวลาในการทอบวกกับความละเอียดจึงทำให้ผ้ามีราคาแพง การสวมผ้าซิ่นนี้จะเย็บต่อกับผ้าสีดำเป็นหัวซิ่น การสวมผ้าจะสวมถึงข้อเท้าแบบไทใหญ่ บางครั้งก็นุ่งผ้าถุงแบบพม่า โดยปล่อยให้ผ้าซิ่นยาวลากพื้น เป็นผ้าผืนกว้างไม่เย็บตะเข็บ โดยทบผ้าไว้ทางด้านหน้า  การสวมผ้านุ่งที่ยาวแบบพม่า จะสวมเสื้อยาวยาวแบบพม่า (หน้า 174)
           ซิ่นผ้าแพรจีนอื่นๆ    ผ้าซิ่นไทใหญ่บางส่วนยังใช้ผ้าแพร และผ้าปังลิ้น จากจีน โดยจะนำผ้าที่ทอเป็นลายดอกไม้ ไม้ประดับมาตัดเย็บเป็นผ้าถุง นอกจากนี้ยังนำผ้าจากชาติตะวันตกมาใช้ตกแต่งเครื่องแต่งกายให้สวยงามมากขึ้น อาทิเช่น ผ้าลายลูกไม้      ผ้าบุหงาโปร่ง (หน้า 174)
           การตกแต่งทรงผม   หญิงไทใหญ่นั้นไว้ผมยาว แล้วจะมวยผมไว้ที่ท้ายทอย ในช่วงที่มีงานพิธีสำคัญ ก็จะประดับผมด้วยดอกไม้  (หน้า 175)
  
            ผู้ชาย   ภาพจิตรกรรมฝาผังเรื่องสังข์ทองที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าชายไทใหญ่ในอดีตว่า ชายไทใหญ่ไว้ผมยาวแล้วเกล้าผมไว้บนท้ายทอย และพันศีรษะด้วยผ้าสีอ่อน  สวมเสื้อแขนยาวคอกลม ผ่าหน้าอกเสื้อ เสื้อยาวเลยสะโพก นุ่งผ้าลุนตาอาฉิกของพม่า แล้วผูกผ้าไว้ทางด้านหน้า และคลุมผ้าที่ไหล่  นิยมสักที่บริเวณต้นขา การแต่งกายเช่นนี้คาดว่า ในอดีตคนชั้นสูงของไทใหญ่น่าจะได้รับวัฒนธรรมการแต่งกายมาจากพม่า (หน้า 177)
            สำหรับการแต่งกายของชายไทใหญ่ในทุกวันนี้ เสื้อที่สวมนั้นเรียกว่า “เสื้อไต” เป็นเสื้อแขนยาว ผ่าทางด้านหน้าแล้วติดกระดุมขอดผ้า สำหรับคอเสื้อนั้นมีทั้งแบบคอกลม และเสื้อคอตั้งแบบชาวจีน ทำกระเป๋าที่อกทางด้านซ้าย กับบริเวณชายเสื้อทั้งสองด้าน   ส่วนกางเกงนั้นสวมกางเกงทรงเตี่ยวสะตอ ซึ่งเป็นกางเกงทรงหลวมๆแบบกางเกงขาก๊วย  ในกลุ่มไทใหญ่นั้นเรียกกางเกงว่า “ก๋น” หรือ “ก๋นไต” เสื้อแบบนี้จะสวมเมื่อมีงานพิธีสำคัญเท่านั้น สำหรับเสื้อกับกางเกงที่สวมโดยมากจะเป็นสีเดียวกัน เป็นผ้าฝ้าย หรือเป็นใยสังเคราะห์ (เรื่องและภาพ หน้า 178) 
             นอกจากนี้ชายไทใหญ่มักนิยมโพกผ้าที่ศีรษะด้วยผ้าสีอ่อน เช่น ขาวหรือชมพู ซึ่งถือว่าเป็นการแต่งกายแบบไทใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาแต่โบราณ (หน้า 178)  ส่วนการสักตามร่างกายนั้น ผู้ชายนิยมสักที่บริเวณต้นขา บางคนสักถึงเอว หรือตามเรือนกาย สำหรับการสักด้วยหมึกดำที่ต้นขา ไทใหญ่เรียกว่า สักขาก้อม หรือ สักขาเตี่ยวก้อม รูปสัตว์ที่สัก ประกอบด้วย สิงห์  มอม นาค ส่วนตามเรือนกาย  มักสักเป็นลายอักขระ คาถา ต่างๆ เพื่อความอยู่ยงคงกระพันป้องกันคมหอกคมดาบ นอกจากนี้ยังมีการสักด้วยหมึกสีแดง ที่เรียกว่า  สักหางแดง   (หน้า 179-180)

Folklore

ตำนานไทใหญ่     
         กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่มีความเป็นมายาวนานย้อนหลังไปประมาณ 2000ปี ที่ผ่านมา แต่พบว่ายังมีความคลาดเคลื่อนในเรื่องข้อมูล ซึ่งบางอย่างอาจจะเกินเลยไปจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่หลักฐานของไทใหญ่ที่เขียนในรูปแบบของตำนานนั้นมีลักษณะร่วมที่เหมือนกันคือการเรียกชื่อเมือง ที่เขียนขึ้นมีเนื้อหาความแตกต่างกันไม่มาก จากการศึกษาพบว่ามีตำนานต่างๆ ดังนี้  (หน้า 5)
 
พงศาวดารไทใหญ่ (เล่มหนึ่ง)
           ตำนานฉบับพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ที่มีเนื้อหา ดังนี้  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายชาวไทใหญ่คนหนึ่งมีอายุ 5,000 ปีได้ออกเดินทางไปทางดินแดนทางทิศตะวันออกเพื่อเสาหาคู่ครอง  (หน้า 5) ในขณะเดียวกันก็มีหญิงชาวไทใหญ่อายุ 5,000 ปี ก็ออกเดินทางมาด้านทิศตะวันตกเพื่อหาคู่ครองเช่นกัน ชายหญิงอายุยืนทั้งสองได้มาเจอกันที่เขตแดนตอนกลางของชาวไทใหญ่ ทั้งสองตกลงแต่งงานกันและต่อมาได้มีลูกชาย แปดคน และลูกสาวอีกแปดคน  ซึ่งคนเหล่านี้ภายหลังมีลูกหลานเป็น   ไทใหญ่ อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ (หน้า 6)  ชายทั้งแปดคน ประกอบด้วย  อ้าย, อ้ายยี่,       อ้ายสาม,  อ้ายไส,  อ้ายโหง,  อ้ายหนู,  อ้ายโหนก  และอ้ายนาย  ลูกทั้งหมดไร้ความสามัคคีเพราะต้องการเป็นใหญ่ เมื่อความขัดแย้งไม่สามารถประสานรอยร้าวได้ ถึงที่สุดจึงแยกย้ายกันไปตั้งครอบครัวในพื้นที่ต่างๆ ทั้งแปดทิศ (หน้า 6)
            ส่วนลูกชายคนโต และคนที่สอง เมื่อขัดแย้งกันจึงไปเชิญกษัตริย์สองพระองค์จากดินแดนทางเหนือมาปกครองอาณาจักรของไทใหญ่ กษัตริย์ทั้งสองเป็นโอรสของขุนแสง ที่เป็นกษัตริย์เจ้าจอมสวรรค์ ในช่วงที่กษัตริย์ทั้งสองเดินทางมา ก็มาพบชายชื่อ         นายแสงฝัน ซึ่งเขาได้ขอร่วมเดินทางมาด้วย  ต่อมาเมื่อเดินไปอีกไม่ไกล ก็มาเจอชายหนุ่มที่เป็นนักขับลำนำชื่อ นายสุริยา ที่ขอร่วมเดินทางมาด้วย เมื่อเดินทางไกลมาถึง    กรุงจ่ำปุรริต เมืองหลวงของชาติพันธุ์ลัวะ ที่อยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองกลุ่ม ไทใหญ่ กษัตริย์ทั้งสองได้สร้างเมืองที่ดินแดนแห่งนั้น เมื่อสร้างเมืองเสร็จเรียบร้อย  ก็ลงมือสร้างสิ่งจำเป็นเพื่อประชาชน เช่น  ตลาดเพื่อค้าขาย  ประปาใช้สอยในบ้านเรือน   ราชนิเวศน์  เคหะสถาน นาไร่ สมณวาส กองพลนิกาย  และถนนหนทาง (หน้า 6)
             เมื่อตั้งตนเป็นกษัตริย์แล้วพระองค์ทรงมีพระนามว่า พระเจ้ามหาขัติยราชา กับพระเจ้ามหาสัมพยุหราช กษัตริย์ผู้พี่มีความสนใจในด้านการเพาะปลูกพืชนานาชนิด ส่วนกษัตริย์มีความสนใจด้านการศึกษาจึงทราบว่าเมืองแห่งนี้มีความเหมาะสมในการสร้างเมืองหลวง เนื่องจากเมื่อมาถึงเมืองหลวงของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะแห่งนี้นั้นก็พบศิลาจารึกที่เทวดาได้เขียนหลักปกครองบ้านเมืองไว้เป็นที่เรียบร้อย ในเวลาต่อมาหลังจากสร้างเมืองหลวงแล้ว กษัตริย์ทั้งสองก็ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของเจ้าฟ้าของหัวเมืองไทใหญ่ต่างๆ ในส่วนของข้าราชบริภารเสนาอำมาตย์ต่างๆ นั้นก็เป็นลูกหลานของนายแสงฝันกับนายสุริยา และประชากรไทใหญ่ทั้งหมดก็เป็นลูกหลานที่มีบรรพบุรุษที่เกิดจากลูกชายทั้งแปดคน ที่อพยพไปตั้งที่อยู่อาศัยของตนตามทีต่างๆ  (หน้า 6)
 
ตำนานคนไต
            งานเขียนนี้เป็นของมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุว่า ที่ผ่านมามีการค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับไทใหญ่ในเอกสารจีน สามครั้งด้วยกัน  (หน้า 6)
           แรกเริ่ม  ครูหลวงลาชูเปอรี พบหลักฐานว่า ในสมัยพระเจ้ายู ครองแผ่นดินจีน ก่อน พ.ศ. 1665  อาณาจักรกว้างขวางแผ่ขยายลงมาทางใต้ติดต่อกับชนชาติ “ต้ามุง”  อาณาจักรแห่งนี้กว้างขวางและแข็งแกร่งจนจีนไม่สามารถรุกรานได้สำเร็จนอกจากนี้ยังได้ติดต่อกับคนกลุ่มนี้ โดยจีนเรียกคนกลุ่มนั้นว่า ใหญ่ อีกด้วย (หน้า 6)
           ครั้งถัดมา ในสมัยพระเจ้าฮา รัฐบาลจีนสมัยนั้นได้ส่งราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักปาหลายหนด้วยกัน โดยเดินทางไปที่เมืองหลวงของกลุ่ม      ไทใหญ่หลายครั้ง หลักฐานนี้พบก่อน พ.ศ. 1428(หน้า 6)
          ครั้งที่สาม  ในสมัยพระเจ้ากา ได้เกิดการแย่งชิงราชสมบัติ พระเจ้ากาได้หนีภัยการเมืองมาขอพึ่งบารมีกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ เมื่อประมาณ ก่อน พ.ศ. 1327จากหลักฐานระบุว่า ขณะนั้นไทใหญ่มีอาณาจักรที่เจริญด้านศิลปวัฒนธรรม จนกษัตริย์จีนต้องมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารกับกษัตริย์ไทใหญ่  (หน้า 6) ดังนั้นคนไทใหญ่ในอดีตจึงมีความเชื่อว่า ดินแดนอันแสนกว้างใหญ่ของประเทศจีนนี้ ในอดีตกาลเคยเป็นของ       ไทใหญ่เพียงแต่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นลูกหลานได้รู้จัก (หน้า 7) ไทใหญ่มีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมมาก่อนจีน ประชาชนต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข (หน้า 7) ในอดีตไทใหญ่เคยสร้างอาณาจักรที่มีความเกรียงไกรทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ต่อมาได้มีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า มักมีความขัดแย้งในกลุ่มของตนเอง จึงแพ้จีน ต้องจำใจละทิ้งบ้านเรือนเพื่อไปเสาะหาดินแดนใหม่ต่อไป (หน้า 7)
 
ตำนานการตั้งบ้านเมืองของคนไต
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกษัตริย์ของจีนพระนามว่า พระเจ้าอุทิพวา (พระเจ้า
โว่งตี่ หรือวังตี่)และพระมเหสีมีพระนามว่า เกียนนะยาเทวีมหาถี (หรืออิตถี) พระองค์ได้ทรงประสูติพระธิดามีพระนามว่า สอฮะลา  เมื่อพระองค์อายุ 12พรรษา พระองค์พระเนตรบอด ดังนั้นจึงถูกเนรเทศโดยถูกจับลอยแพ แต่พระมารดาจึงมอบหมายให้บุคคลใกล้ชิดจัดเตรียมอาหารสำรองไว้บนแพ ที่ถูกปล่อยจากฝั่งทะเลสาบตะลี กระทั่งแพลอยถึงแม่น้ำหนองแส กระทั่งไหล่อถึงแม่น้ำกิ่ว (แม่น้ำเกี๋ยว หรือแม่น้ำอิระวดี) แล้วแพก็มาติดฝั่งแล้วนางสอฮะลาก็ขึ้นไปบนฝั่ง ต่อมาเมื่อขุนเสือเผือก(เสือเผือก)มาพบจึงมีจิตใจรักใคร่เนื่องจากทั้งสองเคยเป็นเนื้อคู่กันในชาติก่อน ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภรรยาและมีลูกชายจำนวนสี่คนด้วยกันคือ  เสือกอฟ้า  เสืองันฟ้า  เสือยันฟ้า  กับเสือหาญฟ้า (หรือ โสโกอพวา, โสงันพวา, โสยันพวา กับโสหันพวา ในภาษาพม่า) เมื่อเด็กทั้งสี่คนโตเป็นหนุ่มจึงร่ำลาพ่อแม่ไปเยี่ยมพระเจ้าโว่งตี่ (ตา) แม่ของเด็กๆจึงมอบแหวนให้กับลูกๆ เพื่อเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าเป็นลูกของเธอและเป็นหลานของพระเจ้าโว่งตี่อย่างแท้จริง  พอไปถึงเมืองหลวง หลังจากรับรู้ความเป็นมาจากหลานๆ ทั้งสี่คนก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงให้หลานๆ เรียนหนังสือและสรรพวิชาต่างๆ ที่กรุงจีน  (หน้า 7)
               เมื่ออยู่ที่นั่นจนเรียนจบ หลานๆจึงล่ำลาพระเจ้าโว่งตี่ กลับบ้านเกิดที่เวิ้งแม่กิ่ว ดังนั้นพระเจ้าโว่งตี่จึงมอบสิ่งต่างๆให้หลานดังนี้ พระองค์ทรงมอบฆ้องให้กับเสือกอฟ้า  มอบมีดให้กับ เสืองันฟ้า  มอบนกยางหนึ่งตัวให้กับเสือยันฟ้า ส่วนเสือหาญฟ้านั้นพระองค์มอบหมายให้ไปครองเมืองต่อจากขุนเสือเผือกผู้พ่อ เพราะว่าพี่ชายทั้งสามนั้นสามารถสร้างเมืองของตนเองได้จากของวิเศษที่พระเจ้าโว่งตี่ประทานให้หลานๆ (หน้า 7)
               ทั้งหมดออกเดินทางจนถึงเมืองโมคอง หรือเมืองคัง ฆ้องที่เสือกอฟ้า ถือมาก็ดังกังวานสามครั้งโดยไม่มีใครตีแต่อย่างใด ดังนั้นเขาจึงสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นที่นั่น เมืองนี้ในตอนแรกคนทั่วไปเรียกว่า “เมียนกองญี” (เมียน หมายถึง บ้าน) ส่วนภาษาไทฝั่งตะวันตกบางครั้งก็เรียกว่ามาน หรือวาน ต่อมาเมืองนี้เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองก้อง”     (ภาษาพม่าเรียกว่า โมคอง) ในขณะที่สยามเรียกเมืองนี้ว่า เมืองคัง ทุกวันนี้อยู่ใน         รัฐคะฉิ่น หน้า  (หน้า 7)
              ต่อมาน้องๆที่เหลือจึงออกเดินทางต่อ เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณหนึ่ง มีดที่     เสืองันฟ้าพกมาด้วยก็ร่วงปักลงพื้นดินอย่างกระทันหัน  ดังนั้นเขาจึงสร้างบ้านเมืองที่นี่ โดยตั้งชื่อว่า เมียนมีดญี (ญี หมายถึง ใหญ่) คือ “บ้านมีดใหญ่ หรือ “เมืองมีด”  ซึ่งคนพม่าเรียกว่า โมเมียก (หน้า 7) จากนั้นน้องที่เหลือจึงเดินทางต่อ เมื่อไปถึงทุ่งนาฟางลอย นกยางก็ร้องเสียงดัง น้องคนนี้จึงสร้างเมืองที่นี่ตั้งชื่อว่า เมียนยางจี หรือ บ้านยางใหญ่  ต่อมาเรียกว่า “เมืองยาง” คนพม่าเรียกว่า โมนยิน  (หน้า 8) 
               ส่วนเสือหาญฟ้าน้องคนเล็ก เมื่อเดินทางมาถึงบ้านเมือง ก็ปกครองเมืองรับตำแหน่งต่อจากบิดา เมืองนี้เรียกว่า “เมียนเสือญี” (หรือ บ้านเสือใหญ่) ภายหลังนิยมเรียกว่า เวียงเสือ คนพม่าเรียกว่า หวุ่นโต (หน้า 8) จากการศึกษาพบว่า ตำนานลูกๆ ของนางสอฮะลาและขุนเสือเผือก น่าจะเกิดประมาณ พ.ศ. 1481-1484  เมืองต่างๆ            ที่กล่าวถึงต่อมามีผู้สืบทอดการปกครองมาอีกหลายยุคด้วยกัน (หน้า 8)
 
พื้นเมืองแสนหวี ฉบับหอคำเมืองใหญ่(เรณู วิชาศิลป์,ปริวรรต)
นานมาแล้ว หลังจากที่พระพุทธเจ้ารินิพพานไปแล้ว 1274ปี  เวลานั้นมี
ครอบครัวหนึ่ง ปลูกสวนกล้วยอยู่ติดกับแม่น้ำเมา ที่บ้านเจ้ต้อง เมืองมาวหลวง ในวันหนึ่ง ขุนอ้ายลูกชายของครอบครัวนี้ได้เดินร้องเพลงอย่างสบายใจที่ฝั่งแม่น้ำเมา กระทั่งในวันหนึ่งนางนาคชื่อ ปัพพวดี ว่ายน้ำมาบริเวณนั้นได้ยินเสียงเพลงมีความรู้สึกว่าไพเราะจับใจ ดังนั้นจึงแปลงกายเป็นสาวสวย พอขุนอ้ายเห็นก็เกิดความรักสเน่ห์หา นางนาคจึงชวนขุนอ้ายไปอยู่เมืองนาคา ทุกอย่างดำเนินไปอย่างมีความสุข กระทั่งถึงฤดูปอยน้ำ หรือนาคเล่นน้ำ นาคที่อยู่ในเมืองทั้งหมดจึงกลายร่างกลับไปเป็นนาค ขุนอ้ายเมื่อรู้ความจริงก็หูตาสว่างเกิดความกลัวจับจิต จึงอยากกลับไปอยู่เมืองมนุษย์ที่จากมา แต่ในเวลานั้นนางนาคกำลังตั้งครรภ์ เธอจึงบอกกับขุนอ้ายว่า ให้ขยันมาดูที่ริมฝั่งแม่น้ำ นางจะนำไข่ที่ลูกอยู่ในนั้นไปวางไว้ริมฝั่งแม่น้ำเมา (หน้า 8)
             กระทั่งถึงวันหนึ่ง ขุนอ้ายก็เดินมาพบไข่ฟองหนึ่ง จึงเอาใบตองตึงหรือใบพลวงมาปิดไว้เพื่อป้องกันสัตว์ชนิดอื่นจะมาขโมยไข่ใบนั้น  จนถึงในวันหนึ่งไข่ก็แตกออกมาเป็นเด็กชาย ขุนอ้ายจึงตั้งชื่อลูกว่า “ขุนทึงคำ” ซึ่งคำว่า “ทึง” คนไทใหญ่เวลาพูดจะออกเสียงว่า “ตึง” หมายถึง “หนองน้ำ”  เมื่อขุนทึงคำโตเป็นหนุ่มอายุ 15ปี จึงขออนุญาตพ่อไปเยี่ยมแม่และตายายที่เมืองนาคา เมื่อไปถึงตากับยายต่างก็ดีใจอย่างมากเมื่อพบหน้าหลานดังนั้นจึงมอบแก้วมณี กับแส้วิเศษให้กับหลาน หลังจากอยู่เมืองนาคาได้สักช่วงเวลาหนึ่ง จึงออกเดินทางเมื่อแสวงโชค (หน้า 8)
             เมื่อออกเดินทางได้หลายวันขุนทึงคำก็เจอนางปัพพวดี(ชื่อเหมือนกันกับนางนาค) ธิดาของเจ้าว้องเต้หอแสง แห่งเมืองมิถิลา (หรือ ตาลีฟู) ทั้งสองได้อภิเษกสมรสในเวลาต่อมาเจ้าว้องเต้หอแสง จึงยกเมืองให้ปกครอง ต่อมาขุนทึงคำจึงให้ช่างและชาวเมืองมาสร้างวังแห่งใหม่ชื่อว่า เวียงทึงขอ (หน้า 8)
              หลังจากแต่งงานขุนทึงคำมีลูกชื่อว่า ขุนลู ได้เป็นกษัตริย์ต่อจากขุนทึงคำ และต่อมาลูกชายขุนลู ชื่อขุนไล ก็ได้ครองเมืองต่อ หลังจากขุนไลเสียชีวิตแล้วราชวงศ์ของขุนทึงคำ ที่มีเวียงทึงขอ ก็ถึงกาลล่มสลาย ในเวลาต่อมาก็มีเฒ่าเมืองปกครองบ้านเมืองที่ราชวงศ์ขุนทึงคำเคยครองความเป็นใหญ่ (หน้า 8)
 
พงศาวดารเมืองมาว
เนื้อเรื่องเริ่มจากที่ขุนตุงคำ (หรือตึงคำ) ทรงมอบหมายให้ขุนลู กับขุนไล     
พระราชโอรส พร้อมด้านข้าราชบริพารมาปกครองเมืองมาว ประมาณ พ.ศ. 1111ซึ่งชาวเมืองมาวต่างมีความยินดีและให้การต้อนรับอย่างท่วมท้น ซึ่งตำนานการมาของขุนลูก กับขุนไร เนื้อหาของหลักฐานฉบับนี้ระบุว่า มีมาก่อนการกำเนิดของขุนอ้ายแห่งบ้านเจ้ต้อง และมีมาก่อนการสร้างเวียงตึงขอ ราว 200 ปี  เมื่อปกครองเมืองได้หลายปี ประชากรในเมืองก็เพิ่มขึ้นมีถึงสามหมื่นหลังคาเรือน สองพี่น้องได้ขยายเมือง ไปถึงเมืองลา เมืองฮี เมืองฮำ ดังนั้นสองพี่น้องจึงตกลงปักปันเขตแดนแบ่งเมืองกันปกครอง โดยขุนไลให้ข้ามแม่น้ำคงไปทางหน้า (หน้า 9)
             ต่อมาขุนลูได้สร้างเทวรูปที่เป็นบรรพบุรุษที่เป็นเทวดา สององค์ เทวรูปผู้ชายชื่อว่า สูง และเทวรูปผู้หญิงมีชื่อว่าแสง แล้วนำเทวรูปใส่ในหีบแล้วเอาไปไว้ที่ทิศประจิม โดยข้ามแม่น้ำอิระวดีไปยังตำบลแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำอุยุ ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำชินดวิน แล้วจึงตั้งเมืองว่า เมืองกองเมืองยอง เมื่อตั้งเมืองแล้วขุนลูก็แผ่ขยายอำนาจไปตามดินแดนต่างๆ โดยขุนลูมอบหมายให้โอรสทั้งเจ็ดพระองค์ไปปกครองหัวเมืองประเทศราชของเมืองกอง และส่งเครื่องบรรณาการ ดังนี้  (หน้า 9) 
            เจ้าอ้ายโหลง ไปเป็นเจ้าฟ้าเมืองต้ากอง (ตะโก้ง)(ไม่ระบุว่าให้ส่งสิ่งใด)
            เจ้าขุนฟ้า ไปปกครองเมืองยาง หรือโมยิน ให้ส่งบรรณาการม้าพันธุ์ดี 10หลัก เจ้าขุนงู ไปปกครองเมืองละมุงไต (ไตเมืองละบง) ให้ส่งช้าง 30เชือกต่อปี (หน้า 9)
เจ้ากอดฟ้า ให้ไปปกครองเมืองโยนหลวง (หรือ เมืองยอง) โดยส่งทองคำ(ไม่ระบุจำนวน)เป็นเครื่องบรรณาการประจำปี (หน้า 9)
             ขุนละ ไปครองเมืองกะลา (กาเล)
             ขุนสา ไปครองเมืองอังวะ ให้ส่งทับทิมปีละ 210ชั่ง
             แล้วให้ขุนสู ปกครองเมืองกอง ต่อจากขุนลูผู้เป็นบิดา (หน้า 9)
ตามพงศาวดารระบุว่า เมืองกองเมืองยองนั้น ราชวงศ์เชื้อสายขุนลู ได้ปกครองเมืองกระทั่งถึง พ.ศ. 1221 ในสมัยของขุนจุ่นเนื่องจากไม่มีผู้สืบทอดอำนาจ ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากว่า ก่อนนี้อาณาจักรเมืองมาวไม่มีผู้ปกครอง ดังนั้นอำมาตย์ข้าราชบริภารจึงมาเมืองกอง เพื่อขอเชิญ เครือเจ้าเครือขุน ในขณะนั้นขุนจุ่นจึงมอบหมายให้ เจ้าคำป่องฟ้า ผู้เป็นโอรสไปปกครองเมืองมาว ดังนั้นเมืองกองจึงไม่มีผู้ปกครองเมือง แต่เหตุการณ์นี้ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ส่วนอาณาจักรเมืองมาว ในภายหลังได้สร้างเวียงใหม่ เรียก เมืองเก่าเมืองหลวง  ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครองโดยมีผู้ปกครองเมืองต่อมาเป็นเวลา 332ปี โดยสิ้นสุดเชื้อสายของขุนลูในสมัยเจ้าแลบฟ้า เมื่อ พ.ศ. 1577นี้เอง  (หน้า 9)
 
ตำนานไทใหญ่
เนื้อเรื่องค่อนข้างสั้นกระชับ และแตกต่างเพียงแค่รายละเอียดซึ่งระบุว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหญิงคู่หนึ่งอายุคนละห้าพันปี เดินทางมาเจอกันที่เขตลุ่มน้ำสามสายได้แก่ แม่น้ำโขง  แม่น้ำอิระวดี และแม่น้ำคง หลังจากทั้งสองสมรสกันก็กำเนิดลูกชายแปดคน และลูกสาวแปดคน และกรายเป็นบรรพบุรุษของไทใหญ่ ต่อมาพี่น้องได้มีเรื่องขัดแย้งกัน พี่ชายคนรองจึงไปเชิญโอรสของขุนแสงจากสวรรค์มาปกครองดินแดนของ ไทใหญ่ (หน้า 10)
 
ตำนานแสนหวี
             ในอดีตเมืองแสนหวีเป็นศูนย์กลางอำนาจของไทยใหญ่ โดยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรแสนหวีโกสัมพี อาณาจักรแรกเริ่มของไทใหญ่นั้นมีอายุกว่า สองพันปี ตำนานระบุว่า ในเวลานั้น ยังไม่มีเจ้าฟ้าปกครองเมือง แต่มีคนดูแลเมืองคือเฒ่าเมืองทั้ง 4  ประกอบด้วย  เฒ่าเมืองเท้าเหล็กแห่งหัวตู้  เฒ่าเมืองท้าวกาง (หรือ ขาง) แห่งเมืองเติน  เฒ่าเมืองเท้าฮวบแห่งเมือแสนแจ้ กับเฒ่าเมืองฮวบแห่งตู้มู้(เสือโม) โดยมีชื่อเรียกว่า แสนหวีสี่เสือ  แสนหวีเสือปาตู  เสืออานพู  เสืออานวู  กับเสือมูโกสัมพี เมืองหมอกไม้ขาว  การปกครองด้วยเฒ่าเมืองของตำนานแสนหวีนี้ คาดว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประมาณ พ.ศ. 1494  เนื่องจากในเวลานั้นแผ่นดินของไทใหญ่มีความกว้างใหญ่ไพศาล ฉะนั้นจึงเกินความสามารถของเฒ่าเมืองที่จะดูแลได้ทั่วถึง ดังนั้นเฒ่าเมืองจึงหารือกันว่าจะไปเชิญลูกหลานเชื้อสายของขุนลู มาปกครองเมือง (หน้า 10)
            ดังนั้นเฒ่าเมืองท้าวเล็ก  เฒ่าเมืองท้าวขาว กับคณะจึงเดินทางพร้อมเครื่องบรรณาการไปที่เมืองฮี  เมืองฮำ ฝั่งโขงเมืองลา เพื่อขอให้เจ้าหลวงฟ้างำเมือง แห่งราชวงศ์ ขุนลู แต่งตั้งเชื้อเจ้าขุนมาปกครองเมือง  (หน้า 10) กระทั่งอาณาจักแสนหวี ได้เจ้าหลวงไทข่าน ซึ่งเป็นเชื้อสายขุนลู มาปกครองบ้านเมือง เมื่อ พ.ศ. 1500 เมื่อมาครองเมืองแล้ว เจ้าหลวงไทข่านก็สร้างเมืองเวียงแสนแจ้ หรือ เวียงแสนเวียง เป็นเมืองหลวง ส่วนเวียงหัวตู้ เมืองหลวงเดิม เฒ่าเมืองทั้ง 4คนก็ยังปกครองเมืองต่อไป  ในสมัยนั้นเมืองที่ขึ้นต่อเมืองเวียงแสนแจ้ ประกอบด้วย เมืองสีป้อ  เมืองตุง  เมืองเคอ  เมืองกึ๋ง       เมืองไลค่า  เมืองหนอง  เมืองสู้  เมืองจาง  เมืองห่าง  เมืองเลิน  เวียงเหลิน และเมืองมาด  เมืองที่กล่าวมาทุกวันนี้โดยมากอยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า (หน้า 10)
              ในสมัยนั้นไทใหญ่ก็มีการติดต่อกับพม่าเช่นกัน อาทิ ในสมัยพระเจ้าอโนรธา พระองค์ได้เดินทางไปดินแดนไทใหญ่ (หน้า 10) เพื่อไปหา “จ่วยต่องาแสง” หรือ        พระเขี้ยวแก้ว พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ที่เมืองต้าหลี่  เมื่อพระเจ้าอโนรธา ทรงแวะเมืองมาว เจ้าฟ้าหลวงห่มเมือง จึงทรงยกแม่นางเจ้ามอญละให้เป็นพระสนมของพระเจ้าอโนรธา ซึ่งเหตุการณ์นี้พม่าก็ได้จดจารเช่นเดียวกัน (หน้า 11)
               อย่างไรก็ตาม อาณาจักรของไทใหญ่ต้องเสื่อมสลาย เมื่อหมดยุคของเจ้าหลวงไทข่าน เพราะว่าเจ้าฟ้าและเครือญาติต่างเต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน และถูกรุกรานจากอาณาจักรเมืองมาวหลวงหลายครั้ง  ดังตัวอย่างการตกเป็นประเทศราชระหว่าง พ.ศ. 1857-1915 นอกจากนี้ยังตกเป็นประเทศราชของพม่าในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง (หน้า 11)
 
ตำนานเมืองเมา
           กาลครั้งหนึ่ง มีอาณาจักรชื่อเมืองหมอกขาวเมาหลวง หรือเมืองโกสัมพี ขณะนั้นมีหญิงคนหนึ่งชื่อนางอัคคเกสนี ได้ตั้งครรภ์จนใกล้คลอด  ตอนนั้นได้ห่มผ้าสีแดงนอนผิงไฟแล้วเผลอหลับใหลอยู่ข้างกองไฟ ขณะนั้นนกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่งได้บินโฉบเฉี่ยวมาทางนั้น เมื่อเห็นนางอัคคเกสนี นอนห่มผ้าแดงก็คิดว่าเป็นก้อนเนื้อ ดังนั้นจึงใช้ปากคาบร่างของเธอบินอย่างรวดเร็วขึ้นไปบนกิ่งต้นงิ้วขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณนั้น แล้ววางร่างของเธอที่นกคิดว่าเป็นก้อนเนื้อวางเป็นกิ่งเพื่อเตรียมจะกินเป็นอาหาร แต่เมื่อเธอตื่นก็ตกใจเพราะอยู่บนกิ่งไม้สูงจากพื้นดิน ด้วยความที่กลัวนกจะกินเธอจึงกรีดร้องเสียงดัง นกตัวนั้นตกใจจึงบินหนีไปอย่างรวดเร็ว (หน้า 11)
             เธออยู่บนกิ่งต้นงิ้วใหญ่จนคลอดลูก ดังนั้นแม่ลูกทั้งสองจึงอยู่บนต้นงิ้วต่อไปเพราะลงไม่ได้ กระทั่งในวันหนึ่ง อาลากัปปฤาษีเดินผ่านมาเห็นเธอกับลูกวัยแบเบาะอยู่บนกิ่งไม้จึงสร้างบันไดพากกิ่งไม้เพื่อให้แม่ลูกได้ลงมาสู่พื้นดิน ดังนั้นจากที่นำไม้มาพาดนี้จึงเป็นที่มาของชื่อของลูกชายของนางอัคคเกสนี ว่า “ขุนแสงอู” ในภายหลังพระอินทร์ทรงเมตตาจึงมอบพิณวิเศษเป็นของขวัญ เขาจึงมีชื่อเรียกว่า “ขุนแสงอูติ่ง” พิณชนิดนี้มีความพิเศษคือหากดีดยามใด ช้างที่อยู่ในพงไพรจะพากันมาเล่นด้วยอย่างเบิกบานใจ กระทั่งในวันหนึ่งขุนแสงอูติ่งจึงขอให้ช้างที่มาเล่นด้วยไปเยี่ยมพ่อที่เมืองโกสัมพี แต่เมื่อไปถึงผู้เป็นพ่อที่เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองได้เสียชีวิตจากไปนานแล้ว ดังนั้นขุนแสงอูติ่งจึงขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองอย่างมีความสุขสงบเรื่อยมา (หน้า 11)
              อย่างไรก็ตาม ตำนานของไทใหญ่มีมากมายก็จริงและมีส่วนต่างกันบ้านตามแต่ละตำนาน แต่เมืองสำคัญๆ ของไทใหญ่มักกล่าวถึงอยู่เสมอ แต่ลักษณะร่วมของตำนานนั้นก็คือการหาความชอบธรรมเรื่องการครอบครองดินแดนหรือการขึ้นสู่ตำแหน่งหรืออำนาจในการปกครองเมืองของไทใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทใหญ่พึงพอใจและภูมิใจถึงเรื่องราวดังปรากฏเป็นตำนานต่างๆ (หน้า 11)
 
ตำนานเวียงมะลิกา (เมืองโบราณ ที่ตั้งของอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่)
              อำเภอแม่อายอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเมืองเก่าชื่อว่า “เวียงมะลิกา” จากตำนานเวียงมะลิกา ระบุว่า  เจ้าแม่มะลิกาเป็นราชธิดาของพระเจ้าฝางกับพระนางสามผิว โดยจะมีผิวสวยงามในช่วงสามเวลาได้แก่  เวลารุ่งเช้าจะมีผิวงดงามเหมือนดอกมะลิ เวลาเที่ยงวันจะมีผิวงามเหมือนดอกกุหลาบสีแดง และเวลาเย็นผิวก็จะมีสีชมพูเหมือนดอกบัว
             วันหนึ่งพระนางสามผิวได้บูชาพระพุทธรูปไม้แก่นจันทร์ แต่ได้ทำเทียนล้มจึงทำให้พระโอษฐ์ของพระพุทธรูปไม้นั้นเป็นรอยไหม้ ต่อมาเมื่อพระธิดาได้ประสูติได้ส่งผลให้ริมพระโอษฐ์แหว่ง แม้ว่าจะมีผิวงดงามสามสี ดังนั้นพระเจ้าฝางจึงสร้างวังขึ้นชื่อว่า “เวียงมะลิกา”ที่มีคูน้ำกั้นและรั้วรอบขอบชิด ห้ามผู้ชายเข้าภายในสถานที่ดังกล่าวพระธิดาซึ่งต่อมาได้รับการขนานนามว่าพระแม่เจ้าทรงได้ฝึกนางกำนัลที่อยู่ในเวียงมะลิกาให้ยิงธนูจนเก่งกาจมีชื่อเสียงโด่งดัง (หน้า 72)
               เมื่อข่าวขจรไปไกล พระโอรสของของเจ้าเมืองเวียงภูก่า แคว้นไต จึงมีความสนพระทัยในตัวพระธิดามะลิกา ดังนั้นจึงขออนุญาตพระราชบิดาเดินทางไปยังเวียงมะลิกา โดยปลอมตัวเป็นพ่อค้าอัญมณีพร้อมด้วยข้าราชบริพาร เมื่อไปถึงเวียงมะลิกา พระโอรสจึงเสด็จไปเวียงมะลิกาเมื่อถวายเครื่องอัญมณี แต่พระธิดาเมื่อรู้ข่าวการมาของพระโอรสของเจ้าเมืองเวียงภูก่าที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า ดังนั้นจึงไม่ยอมออกมาพบพระโอรส แล้วหลบไปสรงน้ำในห้วย และให้พี่เลี้ยงเสด็จรับพระโอรส แต่เมื่อพระองค์รู้ว่าพระธิดามะลิกาไม่ยอมออกมาพบจึงรู้สึกโทนัสเป็นอย่างมากแล้วเดินทางกลับบ้านเมือง ดังนั้นลำห้วยที่พระธิดาไปสรงน้ำจึงมีชื่อเรียกในเวลาต่อมาว่าแม่น้ำแม่อาย และในภายหลังก็หลายเป็นชื่อตำบลด้วย เนื้อหาของตำนานสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การชอบค้าขายของไทใหญ่ โดยเฉพาะการกล่าวถึงการปลอมตัวเป็นพ่อค้าของเจ้าชายเมืองเวียงภูก่า ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของไทใหญ่ทั้งหลายที่ชื่นชอบการทำมาค้าขายเป็นพิเศษ  (หน้า 72)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไทใหญ่กับพม่า,จีนและล้านนา
             จีนกับพม่านั้นมีความสัมพันธ์กับกลุ่มไทใหญ่มาเนิ่นนาน บางครั้งเป็นมิตร บางครั้งเป็นศัตรู ในขณะที่ไทใหญ่กับล้านนา มีความเป็นมิตรมากกว่าดังเช่นการติดต่อของเจ้านายล้านนาในอดีตกับฝ่ายปกครองของไทใหญ่ เป็นต้น (หน้า 25) 

Social Cultural and Identity Change

ไม่มี

Critic Issues

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ภาพ
           ชาวไทใหญ่ในพิธีแห่จองพารา จังหวัดแม่ฮ่องสอน (หน้า 3) ขุนทีเจ้าฟ้าเมืองป๋อน ภาพจาก เหนือแคว้นแดนสยาม,ปราณี ศิริธร (หน้า 3) ลักษณะชาวไทใหญ่ ภาพบนคือไทใหญ่บ้านปางหมู แม่ฮ่องสอน  เตรียมของจองพารา, ภาพล่างเป็นหญิงไทใหญ่ บ้านท่าล้อ แม่ฮ่องสอน (หน้า 5) ขุนหม่อง เจ้าฟ้าเมืองมีด ภาพจาก เหนือแคว้นสยาม โดยปราณี ศิริธร (หน้า 8) การสลัก ฉลุ และดุนโลหะ ตามแบบฉบับศิลปกรรมไทใหญ่ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน (หน้า 12) จังหวัดแม่ฮ่องสอน ศูนย์กลางของชาวไทใหญ่ในภาคเหนือของไทย ปี 2550(หน้า 25) คุ้งน้ำริมฝั่งเมืองเชียงแสนเมื่อประมาณ 140ปีก่อน ที่มา :Holt S. Hallett: A Thousand  Miles on an Elephant in the shan State (Bangkok: White Lotus, 2000)  (หน้า 27) ปทุมเจดีย์ วัดพระธาตุหริภุญไชย ตัวแทนความรุ่งเรืองทางศาสนา ที่มาจากการค้าของหริภุญไชยในอดีต (หน้า 29) ความอุดมสมบูรณ์ของป่าสักลำปาง ทรัพยากรที่ดึงดูดชาวอังกฤษให้มาทำกิจการป่าไม้ (หน้า 30)
              วัดต้นกอก เวียงท่ากาน  อำเภอสันป่าตอง  จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในบริเวณของพันนาทะกาน ที่พระยาติโลกราชได้ให้ชาวไทใหญ่มาอาศัยอยู่ (หน้า 31)  ตราของบริษัททำไม้อังกฤษ บนจั่วของมณฑป วัดพระแก้วดอนเตาในจังหวัดลำปาง (หน้า 32) วัดม่อนจำศีล วัดไทใหญ่ในจังหวัดลำปาง ที่มีงานแกะไม้และประดับกระจกที่งดงาม (หน้า 33)  แม่เฒ่าชาวไทใหญ่บ้านปางหมู นำหลานไปคารวะผู้ใหญ่ในประเพณีกั่นตอ ที่ฝังลึกในวัฒนธรรมประจำทุกปี (หน้า 34) หอคำเมืองแสหวี ภาพจากหนังสือ เหนือแคว้นสยาม ของปราณี  ศิริธร (หน้า 36) บัลลังก์เจ้าฟ้าแสนหวี บนบัลลังก์คือเจ้าห่มฟ้า หลังซ้ายคือเจ่าหม่านฟ้า  หลังขวาคือเจ้าเหยียบฟ้า หน้าซ้ายคือเจ้าจ่อฟ้า หน้าขวาคือเจ้าเปี่ยมฟ้า ตามลำดับศักดิ์ ภาพจากหนังสือ เหนือแคว้นสยาม ของปราณี  ศิริธร (หน้า 38)
             ขุนนางหรือเจ้าไทใหญ่ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ภาพจาก Lanna Mural  Painting สน สีมาตรัง (หน้า 41) พิธีรวมน้ำสาบานกองกำลังกู้ชาติ ณ หอเจ้าเมืองบ้านขาวแหลง เมืองสีป้อ  เมื่อวันขึ้น 4ค่ำ เดือน 12พ.ศ. 2507จากหนังสือ    เหนือแคว้นสยาม ของปราณี  ศิริธร (หน้า 44) หมู่บ้านไทใหญ่ ที่บ้านต่อแพ  อำเภอขุนยวม  (หน้า 45) ทำเลของบ้านเมืองป๋อน แม่ฮ่องสอน (หน้า 46) ทุ่งนาและลำเหมืองคอนกรีตที่สร้างขึ้นมาใหม่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน (หน้า 46)   ชาวไทใหญ่ ร่วมกันสร้างบ้านที่แม่ลาน้อย  แม่ฮ่องสอน, ภาพกลางคือข้าวโพด ผลผลิตอ่างหนึ่งของไทใหญ่ที่เมืองป๋อน, ภาพขวา เป็นหัตกรรมขึ้นชื่อ กุบ บ้านต่อแพ (หน้า 47)หอเจ้าบ้าน บ้านขุนยวม ด้านหลังมีเสาใจบ้าน  (หน้า 49) หอเจ้าบ้าน บ้านปางหมู่   (หน้า 49) หอเจ้าบ้าน บ้านต่อแพและบ้านหลวง (หน้า 50) ชาวไทใหญ่นิยมสักลาย ในภาพเป็นลายมอมของพ่อเฒ่าทอน ทองพูล ไทใหญ่บ้านเมืองป๋อน (หน้า 51) เด็กชาย  ไทใหญ่(หน้า 53) สังคมไทใหญ่ที่สะท้อนระบบอาวุโส บ้านปางหมู (หน้า 57) ชุมชน     ไทใหญ่มักตั้งอยู่รายรอบวัดประจำชุมชน แวดล้อมด้วยเรือกสวนไร่นา (หน้า 58)
             อนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก (หน้า 60)          ภูมิทัศน์บ้านเมืองป๋อน, ภาพล่างคือพิพิธภัณฑ์แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน (หน้า 61)ปราชญ์แห่งบ้านปางหมู  ชุมชนแรกเริ่มของชาวไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน (หน้า 62) วัดกลางทุ่ง ศูนย์กลางชุมชนอีกแห่งหนึ่งของชาวไทใหญ่แม่ฮ่องสอน (หน้า 63)            แม่น้ำยวมไหลผ่านทางตะวันออกของหมู่บ้าน (หน้า 63) ผังชุมชนบ้านต่อแพ ตำบล    แม่เงา ที่มาของแผนที่โปรแกรม Point Asiaวันเข้าถึงข้อมูล 3พฤศจิกายน 2550    (หน้า 64) ผังชุมชนบ้านหลวง ตำบลแม่เงา อำเภอขุนเงา ที่มาของแผนที่โปรแกรม Point Asiaวันเข้าถึงข้อมูล 3พฤศจิกายน 2550(หน้า 65) ภาพบนเป็นพื้นที่การเกษตรกรรมทางด้านใต้ของหมู่บ้านต่อแพ ส่วนเชื่อมไปยังบ้านหลวง ชาวกะเหรี่ยงนำมาขายในบ้านต่อแพ (หน้า 66) เข่งต่างส่างปุ๊ด เจ้าของเรือนพักจะสร้างไว้บูชาต้อนรับพระพุทธเจ้าในเทศกาลออกหว่า (หน้า 67) ผังชุมชนบ้านเมืองปอน อำเภอขุนยวม ที่มาของแผนที่โปรแกรม Point Asiaวันเข้าถึงข้อมูล 3พฤศจิกายน 2550, ภาพล่างคือแอ่งที่ราบเมืองปอน (หน้า 68) สายน้ำปอนที่ผ่านกลางแอ่งที่ราบ โดยมีพื้นที่ทำนาอยู่ด้านซ้าย มีฝายทดน้ำอยู่ไกลไปทางเหนือหมู่บ้าน (หน้า 69)
            การนำข้าวของไป ‘กั่นตอ’ ขอขมาและขอพรจากผู้เฒ่าผู้แก่ (หน้า 70) เข่งพารา ปัจจุบันมีการจัดแห่ขบวนจองพารา ที่เป็นงานสำคัญของชาวไทใหญ่ในเมืองแม่ฮ่องสอน (หน้า 70) เจดีย์เก่ากลางเมืองปอน มีก่อนการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของผู้คนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24(หน้า 70) วัดต้นรุง  (หน้า 71) วัดแม่อายหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ภาพโดย นวพล จักรเกษตร (หน้า 72) เรือนไทใหญ่ ใช้ทั้งไม้เนื้อแข็งและไม้ไผ่ (หน้า 73) บริเวณเรือนพักของคนไทใหญ่ บ้านเมืองปอน (หน้า 74) ลำเหมืองที่ไหลระหว่างเรือนไทใหญ่ บ้านต่อแพ  (หน้า 75) ภาพขวาเป็นอาณาบริเวณเรือนไทใหญ่ (หน้า 75) เฮินโหลงสองส่อง บ้านเมืองปอน (หน้า 75) เฮินโหลงตอยเหลียว บ้านเมืองปอน  และเฮินโหลงตอยเหลียว หลังคาหลุมขนาดใหญ่ทั้งหลัง บ้านเมืองปอน (หน้า 76)  ข่ามแขก บ้านพ่อทอน บ้านเมืองปอน จะเห็นการยกพื้นขึ้นจากชาน เข่งเจ้าพารา เฮินใน(ห้องนอน) และแผงจั่วบริเวณห้องนอนที่เรียก ‘แมงมู๋ก๋าง’(หน้า 77) ส่องไพ บ้านพ่อทอน บ้านเมืองปอน (หน้า 77) เยข้าว บ้านพ่อทอน บ้านเมืองปอน (หน้า 78)บริเวณบ้านที่มีบ่อน้ำ และปลูกพืชผักของชาวบ้านหลังหนึ่ง  (หน้า 79)
             แมงมู่ และแผงลอย (หน้า 84) ผนังฉลุลวดลายหมอก (หน้า 84) แผงคอลาย และงานฉลุไม้เข่งเจ้าพารา (หน้า 84) กรงไม้ระแนงชานหน้าเรือน และงานฉลุลายหมอกย้อย ปิดตกแต่งแวง (หน้า 85) แผงไม้ฉลุลายกรอบเหนือประตูห้องเฮินนอน เป็นลวดลาย หม้อน้ำ และคอเถา(เครือเถา) (หน้า 85) เรือนพ่ออุ๊ยรายหนึ่ง อายุ 71ปี    (หน้า 85) พื้นที่ใช้สอยเรือนจะเข้าสู่ส่วนที่ใช้งานเอนกประสงค์ก่อน เป็นห้องโถงกว้างมีผนังสามด้าน ทำการยกพื้นมาจากระดับของปี๊นเฮินหรือพื้นเรือน (หน้า 86) ใต้ถุนบ้านและแปลงผัก (หน้า 87) บ้านไทใหญ่ ในบ้านหลวง  ตำบลแม่เงา อำเภอขุนยวมจังหวัดแม่ฮ่องสอน  (หน้า 88) ส่วนด้านหน้าปรับพื้นที่เพื่อค้าขายก๊วยเตี๋ยว และอาหารตามสั่ง (หน้า 89) เสามังคละ มีผ้าขาวผ้าแดงปิดเหนือเสารองรับขื่อและแป เพื่อความเป็นศิริมงคล (หน้า 89) เยเข้าที่ฝากติดไว้กับตัวเรือน ทำหลังคาปีกนกยื่นคลุม(หน้า 89)
            ตัวอย่างเรือนไทใหญ่ ในพื้นที่บ้านหลวง ตำบลแม่เงา อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน (หน้า 90) เข่งพาราหรือหิ้งพระในเรือน (หน้า 91) ใบลาน พับเก็บไว้แขวนไว้กับขื่อของเรือนนำมาอ่านปีละครั้ง (หน้า 91) ส่วนของส่องไพทางด้านหลังและซักล้าง (หน้า 91) เรือนไทใหญ่หลังหนึ่ง ในหมู่บ้านต่อแพ ตำบลแม่เงา  อำเภอขุนยวม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน 22ตุลาคม พ.ศ. 2550(หน้า 92)ฝาเรือนทั้งที่เป็นไม้จริงและไม้ไผ่สานขัดแตะ (หน้า 93) จานหน้าหรือชาน เป็นที่ซักล้างต่อจากส่องไพด้านใน (หน้า 93) ตัวอย่างเรือนไทใหญ่หลังหนึ่ง ในหมู่บ้านต่อแพ ตำบลแม่เงา  อำเภอขุนยวม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน 23ตุลาคม พ.ศ. 2550(หน้า 94) ภาพบนซ้าย โครงสร้างหลังคาช่วงครัว , โครงสร้างหลังคาตัวเรือนที่เน้นใช้ไม้เนื้อแข็ง, ครัวไทใหญ่, บริเวณรอบบ้าน (หน้า 95) ตัวอย่างเรือนไทใหญ่หลังหนึ่ง ในหมู่บ้านเมืองปอน ตำบลเมืองปอน  อำเภอขุนยวม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน 21 ตุลาคม พ.ศ. 2550 (หน้า 96) ส่วนรับรองแขกผู้มาเยือน   (หน้า 97) แมงมู่หรือหน้าจั่ว ตีไม้ระแนงช่วยถ่ายเทอากาศ (หน้า 97) นำแผ่นไม้วาดพาดขื่อช่วยลดความร้อน  (หน้า 97) ห้องรับแขกและพักผ่อน (หน้า 97) ใต้ถุนเรือนทำพื้นสำหรับนั่ง และส่วนของเยเก็บข้าวเปลือก (หน้า 97) เรือนไทใหญ่หลังหนึ่ง ในหมู่บ้านเมืองปอน ตำบลเมืองปอน  อำเภอขุนยวม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน 11 ธันวาคม พ.ศ. 2550 (หน้า 98) ฝาเรือนตีเป็นไม้ระแนงโปร่ง (หน้า 99)  แมงมู่หรือหน้าจั่วเป็นแผงไม้โปร่งสอดรับกับฝาเรือน (หน้า 99) ห้องส่องไพ (หน้า 99) ใต้ถุนเรือนมีแคร่ยกพื้นสำหรับพักผ่อน (หน้า 99)
             ตัวอย่างเรือนไทใหญ่หลังหนึ่ง ใน ตำบลขุนยวม  อำเภอขุนยวม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน 10ธันวาคม พ.ศ. 2550(หน้า 100) แมงมู่หรือแผงหน้าจั่วของในเฮิน เป็นแผงไม้ฉลุลายใบไม้ แบบเดียวกับแผงคอลาย (หน้า 101) พื้นที่ชานหน้า จัดเป็นที่ต้อนรับแขกและการทำงานของเจ้าของเรือน (หน้า 101) ใต้ถุนเรือน ยกพื้นสำหรับนั่งและพักผ่อน (หน้า 101) ห้องส่องไพ ใช้เป็นที่เก็บอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ (หน้า 101) ตัวอย่างเรือนร้านค้าหลังหนึ่ง ใน ตำบลขุนยวม  อำเภอขุนยวม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน 11ธันวาคม พ.ศ. 2550(หน้า 102)  บนซ้ายคือชานบ้านพื้นชานวางไม้ห่างและฝาชานดีระแนงโปร่ง, ภาพบนขวาคือบันขึ้นบ้านแบบพับมุมมีที่พักตรงบันได, ภาพล่างซ้ายคือห้องข่ามแขกเป็นที่เอนกประสงค์, ภาพล่างขวาเป็นห้องส่องไพในปัจจุบัน (หน้า 103) รูปแบบวัดไทใหญ่ที่มีการวางผังตามคติจักรวาล (หน้า 104) ซ้าย, ซุ้มบันไดวิหารวัดศรีชุม มีแผงไม้ และแกะสลักเก่าแก่ฝีมือและศิลปกรรมแบบพม่า ด้วยลายพันธุ์พฤกษา (หน้า 106)  ขวา, เจดีย์แบบพม่าวัดม่อนจำศีล (หน้า 106) ลายฉลุโลหะตรงมุมกรอบเป็นลายธรรมชาติ ส่วนตรงกลางและภาพขวาเป็นงานประดับกระจกสีและรักกระแหนะประดับบนเพดาน ที่วัดศรีชุม (หน้า 107) งานลายคำประดับผนังห้องกุฏิเจ้าอาวาส     วัด นันทาราม ภาพในกรอบเล็กคืองานปูนปั้นซุ้มทางเข้ากำแพงแก้ววัดศรีชุม (หน้า 108)  ส่างซี่ ประติมากรรมประดับเจดีย์ไทใหญ่ และพม่ามีตำนานมาเสนอด้วยท้ายบทนี้ ข้างๆ มีฉัตรโลหะฉลุลายนกยูง งานแผ่นแบนๆ ที่ประกอบกันได้เหมือนมีชีวิต (หน้า 109)    
             พระพุทธรูปวัดม่อนยักษ์ (หน้า 111) ภาพขวาอยู่ที่วัดม่อนจำศีล (หน้า 111)   วัดต่อแพ อำเภอขุนยวม (หน้า 113) วัดเมืองม่วน  อำเภอขุนยวม (หน้า 114) องค์พระประธานภายในจ๋อง  วัดเมืองปอน (หน้า 115) พื้นที่ภายในจ๋องวัดเมืองปอน (หน้า 115) ซ้าย,   กะหลุ่งต่อง ปานซอย และปานต่อง ลวดลายฉลุไม้ประดับเชิงชายผืนหลังคา (หน้า 116)กลาง, ลวดลายฉลุไม้ประดับส่วนยอดจั่วชั้นหลังคา (หน้า 116) ยอดหลังคาคลุมมุมทางเข้าด้านหน้าจ๋อง (หน้า 116) ป๋ายดอย (หน้า 117) อาคารแบบพม่าส่วนสังฆาวาสที่วัดป่าเป้า เชียงใหม่ (หน้า 118) วิหารและเจดีย์วัดป่าเป้า (หน้า 119) อุโบสถวัดหนองคำ (หน้า 120)
            วิหารวัดนันตาราม (หน้า 121,122) วัดศรีชุม อำเภอเมือง  (หน้า 123)วัดศรีชุม ในสมัยก่อน ปัจจุบันรูปแบบได้เปลี่ยนไปหลังจากไฟไหม้ (หน้า 124) อาคารซ้าย โบสถ กุฏิ  เจดีย์ (หน้า 125) วัดศรีรองเมือง (หน้า 126,127) สิงห์รอบเจดีย์  (หน้า 128) วัดม่อนปู่ยักษ์ (หน้า 129)  ภาพบนเป็นวิหารไม้หลังเก่า  สถาปัตยกรรมไทใหญ่ (หน้า 131) กลางคืออุโบสถแบบตะวันตก (หน้า 131) ส่วนภาพล่างคือพระประธานประดิษฐานภายในวิหาร (หน้า 131) วัดไทใหญ่ ไม่ระบุว่าที่ไหน (หน้า 135) ประเพณีปอยส่างลองที่วัดป่าเป้า  จังหวัดเชียงใหม่ ภาพจาก accomthailandcom.wordpress.(หน้า 136) ประเพณีปอยส่างลอง อำเภอแม่สะเรียง ภาพจาก nutu.multiply.com(หน้า 139) การตกแต่งจองพารา วัดจองคำ (หน้า 141) ภาพจากซ้าย กฺยองสาน, การบูชากฺยองสานที่บ้าน, และกฺยองยอดยามค่ำคืนที่วัดปางหมู (หน้า 142)ตักบาตรเทโววัดดอยกองมู    (หน้า 143) ก๋วยสลาก (หน้า 144) หออุปคุตในวันประเพณีสำคัญของไทใหญ่ (หน้า 145)งานสลักและฉลุโลหะเป็นตุงกระด้าง งานฝีมือชั้นเยี่ยมของไทใหญ่(หน้า 146)ประเพณีปอยจ่าตี่ (หน้า 147) เครื่องแต่งกายส่วนหางของกิ่งก่าหล่า แบบพม่า (หน้า 149)
          ข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน และการแต่งกายของไทใหญ่ (หน้า 150) ฝาเรือน ฝาลายอำ แม่ฮ่องสอน (หน้า 152) รั้วบ้าน รั้วสะลาบ แม่ฮ่องสอน (หน้า 152) ภาพบนเป็นเปลือกต้นจิ๋งเตรียมไว้สำหรับสานเสื่อดังวิธีภาพล่าง (หน้า 153)ไซ หรือไซบั้ง (หน้า 154) ต้อม หรือตุ้ม (หน้า 154) สกปลา หรือแซะ (หน้า 155) สุ่มปลา(หน้า 155) สุ่มไก่ (หน้า 156) แปมปลา หรือข้อง (หน้า 157) ต้อมกางกบ หรือแอ็บดักกบ(หน้า 157) โบกขี้ฮ้า หรือเอ๋อ หรือจิ้ว (หน้า 158) โบกขี้ฮ้าดักปลาใหญ่ (หน้า 158)     ก๋วยตุ้ม หรือก๋วยไก่ (หน้า 159) ก๋วยไก่ ก๋วยหมู (หน้า 160) ล่ง ลังผัดข้าว หรือกระด้ง(หน้า 160) การใช้ล่งรับอาหารสำหรับพระยามเช้า (หน้า 160) เขิง หรือเหิง หรือตะแกรง (หน้า 161) เยข้าว หรืออึ๋ง (หน้า 161) ซ้าหวด (หน้า 162) ไหข้าวสาน  (หน้า 162) เตี๊ยบ หรือแต๊บ หรือแป๊ด (หน้า 163) แอ็บข้าวนึ่ง (หน้า 163)ฝาขี้จุ๊ก หรือฝาชี (หน้า 164) ก๋วยหรือกวย (หน้า 164) ก๋วยตีนช้าง (หน้า 165) เพาะ หรือซ้าอีกแบบหนึ่ง (หน้า 165)เพาะหรือซ้า หรือปุ้งกี๋  (หน้า 165) โบกส้อหล้อ (หน้า 166) วีหลางข้าว (หน้า 166) ปุงหลำ (หน้า 166) โป่, เป้ด, แปมแพะ หรือแปมเต่ง (หน้า 167) แปมผัก,ก๋วยตัน หรือบุงตีบ (หน้า 168) ก๊อกควาย หรือ ก๊อกเป่ หรือเป่ควาย (หน้า 169) เครื่องจักสานใช้สวมศีรษะ (หน้า 169)
          กุบไต,กุบกาบ (หน้า 170) เครื่องจักสานที่ใช้เกี่ยวกับความเชื่อ (หน้า 170) การแต่งกายหญิงชาวไทใหญ่ เสื้อ (หน้า 171) เสื้อปั๊ดฝ้ายแบบโบราณ,เสื้อปั๊ดไหมแบบโบราณ (หน้า 172)  กระดุมขอด (หน้า 172) มหาเทวีเมืองยองห้วยนุ่งซิ่นซินเหม่แบบมัดหมี่เส้นยืน (หน้า 172) ซิ่นซินเหม่ แบบมัดหมี่เศ้นยืน เปรียบเทียบกับซิ่นต๋าของไทยวนเชียงใหม่,ขวา (หน้า 173) ซิ่นซินเหม่เส้นพุ่ง ภาพกลางเป็นเทคนิคการทอสามตะกอ สังเกตสีด้านหน้าผ้าจะเข้มกว่าด้านหลัง,ดูภาพขวา (หน้า 173) ซิ่นไทใหญ่ เทียบกับซิ่นไทยลื้อ(กลาง)และหญิงไทใหญ่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน สวมเสื้อปั๊ดผ้าฝ้ายปักฉลุ นุ่งผ้าซิ่นแบบไทลื้อ (หน้า 174)  เจ้านางเหินคำ มหาเทวีเมืองยองห้วยนุ่งผ้าลุนตะยาอาฉิกปักด้วยดิ้นทองแบบพม่า (ที่มา Susan Conway, 2006) และลักษณะของผ้าลุนตะยาอาฉิกนำมาเย็บผ้าถุงแบบไทใหญ่ (หน้า 175) ทรงผม การเกล้ามวยแบบต่างๆ ของหญิงชาว ไทใหญ่ (หน้า 176) ซ้ายเป็นการเกล้าผมแบบโบราณ คือเกล้ามวยสูง อาจใช้ช้องผมหรือผมปลอมเพิ่มเข้าไปประดับด้วยดอกไม้ และปิ่นปักผม(ที่มา Susan Conway, 2006)  (หน้า 176) การรวบผมให้เรียบร้อยก่อนออกนอกบ้าน หญิงไทใหญ่เคียนหัวด้วยผ้าสีอ่อน หรือสวมกุบไต แม่เฒ่าบางคนใส่ แปหู หรือต่างหูใหญ่ ทำด้วยทองคำและทับทิมแบบโบราณ และภาพใหญ่คือการแต่งกายของหญิงไทใหญ่ยุคปัจจุบัน สวมเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่นที่ตัดเย็บด้วยผ้าทอจากโรงงาน (หน้า 176) การแต่งกายชายไทใหญ่, จิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำ  วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ (หน้า 177) ขวาเป็นการถอดแบบการแต่งกายของชายไทใหญ่โดยอาศัยภาพจากจิตรกรรมนี้ ที่ใช้ผ้าลุนตยาอาฉิก ชนิดผืนยาวแล้วปล่อยชายผ้าลอย หากจะให้ทะมัดทะแมงก็เก็บหางกระเบนตามแบบจิตรกรรม (หน้า 177)   เสื้อกางเกงแบบไตและการแต่งกายของชายไทใหญ่ เทียบกับอดีต ซึ่งถ้าจะเดินทางก็ต้องสวมกุบปีกกว้างทับอีกชั้นหนึ่ง (หน้า 178) บนซ้าย, ลายสิงห์สักบนต้นขาของผู้เฒ่ารายหนึ่ง อายุ 75ปี บ้านถ้ำลอด  อำเภอปางมะผ้า (หน้า 179) บนกลาง, แผ่นหลังของพ่อเฒ่ารายหนึ่ง อายุ 96ปี บ้านไร่ ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า ที่สักทั้งตัวรวมถึงหน้าท้อง (หน้า 179) บนขวา, ลายสักแขนเป็นยันต์อาคม เช่นเดียวกับลายสักที่แขนของแถวล่าง  ภาพล่างเป็นลายสักหางหรือหมึกแดง ภาพขวาล่างเป็นการสักบนแขนของผู้หญิง (หน้า 179) การแต่งกายชุดไตในพิธีสำคัญ (หน้า 180)
 
ตาราง        ความเชื่อเรื่องการตั้งชื่อและเปลี่ยนชื่อ (หน้า 52) คำเรียกทั่วไปและส่วนประกอบของเรือนไทใหญ่ (หน้า 80)
 
แปลนบ้าน          พื้นที่ใช้สอยบนเรือนไทใหญ่ (หน้า 86) เรือนไทใหญ่ ที่บ้านหลวง ตำบลแม่เงา อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน (หน้า 90)เรือนร้านค้าใหญ่แห่งหนึ่ง ในพื้นที่บ้านหลวง ตำบลแม่เงา อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน (หน้า 102)
 
ภาพลายเส้น             ลายกระหรุ่งต่อง, ลายดอกสะเจ๊ะ, ลายพอง, ลายหม่านกาง (หน้า 109) ลายจิ่งพูและอื่นๆ (หน้า 110)
 
แผนผัง         ตัวอย่างผังวิหารวัดล้านนา(ซ้าย) และไทใหญ่(ขวา) (1) พระประธาน (2) แท่นแก้ว (3)พื้นที่สงฆ์ (4) พื้นที่ของญาติโยม (หน้า 111) 

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 07 มิ.ย 2562
TAG ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ไทใหญ่ รัฐฉาน พม่า และภาคเหนือของไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง