ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ความเป็นมา ตำนาน ประเพณี วัฒนธรรม ไทลื้อ
Author สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Title ไทลื้อ อัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์ไท
Document Type เอกสารวิชาการ Original Language of Text -
Ethnic Identity ลื้อ, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  Total Pages 166 Year 2558
Source มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

งานเขียนกล่าวถึงเนื้อหาที่เกี่ยวกับความเป็นมา ความเชื่อและวัฒนธรรมของ กลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ ที่ย้ายเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย ในเขตสิบสองปันนา  ประเทศจีน เมื่อ พุทธศักราชที่ 18  การอพยพเข้ามาอยู่ในเวลานั้นไทลื้อได้สร้างเมืองเชียงรุ่งดงนัง  ไทลื้อเรียกกลุ่มของตนเองว่า “คนลื้อ” หรือ “ไทลื้อ” ส่วนคนจีนเรียกไทลื้อว่า “สุ่ยไปอี๋” หมายถึง คนป่าที่ตั้งรกรากอยู่พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เนื่องจากกลุ่มไทลื้อชอบตั้งที่อยู่อาศัยอยู่ฝั่งแม่น้ำ  นอกจากนี้ยังเรียกเมืองเชียงรุ่ง นครหลวงของไทลื้อว่า “เชอหลี่” หรือ “เชียงลื้อ”   ไทลื้อชอบสร้างบ้านในที่ราบลุ่มแม่น้ำ กับที่ราบหุบเขา โดยยึดแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายสำคัญ   สันนิษฐานว่า ไทลื้อน่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มแรกที่ตั้งที่อยู่อาศัยเดิมอยู่ทางจีนตอนใต้ จากนั้นจึงย้ายที่อยู่ไปยังดินแดนต่างๆ และทำให้เกิดกลุ่มไทอื่นๆ ในภายหลัง เช่น ไทยอง  ไทเขิน ที่อยู่ในเขตเชียงตุง ประเทศพม่า

Focus

             เพื่อสร้างองค์ความรู้วางแนวทางรูปแบบเพื่อการสร้างพิพิธภัณฑ์ทางด้านวัฒนธรรม และชาติพันธุ์ล้านนา  ขึ้นในมหาวิทยาลับเชียงใหม่ ทั้งที่เป็นจริงกับพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง(Virtual Museum) อันจะเป็นการนำไปสู่การส่งเสริมกิจกรรมการศึกษา และการทำการวิจัยด้านชาติพันธุ์ในพื้นที่ล้านนา รวมไปถึงการพัฒนาและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในภาคเหนือกับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
            เพื่อสร้างความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับท้องถิ่น เพื่อพัฒนาและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายที่อยู่ในล้านนา และเพื่อประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้กับลูกหลานในชุมชนที่เป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ (หน้าบทนำ  vii)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

            ประชากรศึกษาเป็นกลุ่มไทลื้อ จากการศึกษาพบว่า  ไทลื้อนั้นมีรูปร่างสันทัด ผิวค่อนข้างขาวนวลเนียน  มีภาษาพูดเป็นของตนเอง ซึ่งมีความแตกต่างจากคนที่อยู่ในภาคเหนือของไทย  ไทลื้อมีประเพณีส่วนใหญ่ใกล้เคียงกับคนไทยในภาคเหนือ ส่วนอาหารนั้นจะกินข้าวเหนียว และชอบปลูกพืชผักกินเองหรือเก็บพืชผักจากป่ามาประกอบอาหาร  เช่น  หน่อไม้  เห็ด  ไข่มดแดง  หรือสาหร่ายน้ำจืด หรือ ไทลื้อเรียกว่า ไก มาประกอบอาหาร (หน้า 3)   ไทลื้อมีความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณ ในแต่ละชุมชนจะนับถือผีที่ไม่เหมือนกัน และมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจ (หน้า 3)

Language and Linguistic Affiliations

          งานเขียนระบุว่าไทลื้อเป็นกลุ่มที่มีภาษาและวัฒนธรรมโดดเด่นเป็นของตนเอง จะมีความแตกต่างจากชาวเหนือส่วนใหญ่ (หน้า 3)

Study Period (Data Collection)

ใช้เวลาวิจัย 8เดือน นับจากเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550- มีนาคม พ.ศ. 2551( หน้า x)     

History of the Group and Community

ความเป็นมาของไทลื้อ
            กลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ เป็นกลุ่มที่พูดภาษาตระกูลไท กลุ่มนี้ได้ย้ายเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย ในเขตสิบสองปันนา  ประเทศจีน เมื่อ พุทธศักราชที่ 18  การอพยพเข้ามาอยู่ในเวลานั้นไทลื้อได้สร้างเมืองชื่อ “เชียงรุ่งดงนัง”  ไทลื้อเรียกกลุ่มของตนเองว่า “คนลื้อ” บางครั้งก็เรียกว่า “ไทลื้อ” ส่วนคนจีนเรียกไทลื้อว่า “สุ่ยไปอี๋” หมายถึง คนป่าที่ตั้งรกรากอยู่พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เนื่องจากกลุ่มไทลื้อชอบตั้งที่อยู่อาศัยอยู่ฝั่งแม่น้ำ  นอกจากนี้ยังเรียกเมืองเชียงรุ่ง นครหลวงของไทลื้อว่า “เชอหลี่” หรือ “เชียงลื้อ”(หน้า 1)  
           ไทลื้อชอบสร้างบ้านในที่ราบลุ่มแม่น้ำ กับที่ราบหุบเขา โดยยึดแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายสำคัญ รวมทั้งแม่น้ำสาขาที่ไหลผ่านเมือง ตัวอย่างเช่น  เมืองฮ้ามีแม่น้ำฮ้า ไหลผ่าน  เมืองเฮ็มมีแม่น้ำเฮ็มไหลผ่าน เนื่องจากมีแม่น้ำโขงไหลผ่านดังนั้นจึงทำให้รัฐสิบสองปันนา แบ่งสองฝั่งคือ  ด้านฝั่งตะวันตกหกพันนา และอีกหกพันนาอยู่ฝั่งแม่น้ำโขงตะวันออก  (หน้า 1) ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า ไทลื้อน่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มแรกที่ตั้งที่อยู่อาศัยเดิมอยู่ทางจีนตอนใต้ จากนั้นจึงย้ายที่อยู่ไปยังดินแดนอื่น และทำให้เกิดกลุ่มไทอื่นๆ ในภายหลัง เช่น ไทยอง  ไทเขิน ที่อยู่ในเขตเชียงตุง ประเทศพม่า (หน้า 1) 

Settlement Pattern

เรือนไทลื้อ       
          การสร้างบ้านเรือนของไทลื้อจะเน้นตามความเชื่อดั้งเดิม ตามคำพูดเก่าแก่ที่ว่า พระอยู่วัด ผีปู่ย่าตายายอยู่ที่บ้าน คนไทยลื้อไม่ชอบตั้งพระไว้ที่บ้าน แต่ที่บ้านจะทำเฉพาะหิ้งบูชาเซ่นไหว้ผีเอาไว้ (หน้า 57)

Demography

ไม่ระบุอย่างชัดเจน 

Economy

  อาหารไทลื้อ       
          ไทลื้อชอบกินอาหารที่ไม่ค่อยมีไขมัน แต่เดิมอาหารการกินของไทลื้อในแต่ละมื้อจะประกอบอาหารเพียงหนึ่งอย่างเท่านั้น และจะทำอาหารหลากหลายเพื่อทำบุญและต้อนรับญาติพี่น้อง บ้านใกล้เรือนเคียงที่มาชมงาน เมื่อถึงงานบุญ หรืองานประเพณีสำคัญ  ได้แก่งานบวชนาค วันสงกรานต์  งานขึ้นบ้านใหม่  (หน้า 3) 

Social Organization

 งานแต่งงาน       
              การแต่งงานของไทลื้อขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคนหนุ่มสาว หากตกลงใจแต่งงานกัน ฝ่ายชายก็จะมอบหมายให้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ไปดำเนินการสู่ขอตามประเพณี  การเตรียมงานก็จะมีการเตรียมอาหารเพื่อต้อนรับแขกเหรื่อ วันงานก็จะบายศรีสู่ขวัญอวยพรให้คู่บ่าวสาวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และจัดเลี้ยงต้อนรับพอเป็นพิธี โดยเน้นความเรียบง่ายเป็นหลัก (หน้า 114) 

Political Organization

ไม่มี

Belief System

ศาสนาและความเชื่อ
           ไทลื้อนับถือศาสนาพุทธและนับถือผี แต่จะมีการแบ่งกันอย่างชัดเจน ไทลื้อเชื่อว่าพระควรอยู่ที่วัด ส่วนที่บ้านจะทำหิ้งผีเฮินเพื่อเป็นที่เซ่นไหว้บูชาให้คนในครอบครัวอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข (หน้า 101) 

Education and Socialization

ไม่มี

Health and Medicine

การทำคลอดด้วยหมอตำแย       
             งานเขียนระบุว่า ในอดีตนั้นไทลื้อมักให้หมอตำแยกทำคลอดให้ที่บ้าน เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วหมอตำแยก็จะนำเด็กตัดสายสะดือแล้วล้างตัวทำความสะอาดให้ทารก แล้วจะอ้อมเด็กส่งให้กับแม่ฮับ หรือแม่รับ ซึ่งโดยมากจะเป็นยายของเด็กหรือบางครั้งอาจเป็นหมอตำแยก็ได้ ให้แม่รับนั้นนำเด็กใส่กระด้งแล้วไปวางที่บริเวณหัวบันได แล้วพูดทำนองว่า ถ้าเป็นลูกผีให้มารับเอาไปในวันนี้ แต่ถ้าเป็นลูกคนก็ขอให้อย่ามารับเลย ปฏิบัติแบบนี้ประมาณสามครั้ง แล้วนำเด็กมานอนที่ข้างๆของแม่ (หน้า 112) 

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ผ้าไทลื้อ
          ผ้าไทลื้อนั้นเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นตัวตนของไทลื้อ ดังที่คำกล่าวของคนลาวในอดีตที่เคยกล่าไว้ว่า “หญิงทอผ้า ชายตีเหล็ก” ดังนั้นผู้หญิงจึงมีหน้าที่ในการผลิตผ้า รวมทั้งผ้าที่สวมใส่ในชีวิตประจำวัน และผ้าที่ผู้ชายสวมใส่ รวมทั้งผ้าที่ใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ ดังนั้นความเป็นสายตระกูลและความเป็นแม่ของผู้หญิงจึงถูกถ่ายทอดมามาจากการทอผ้า และการแต่งกายจึงเป็นเครื่องหมายของความเป็นกลุ่มก้อนของพวกเขานั่นเอง (หน้า 147) 

Folklore

ตำนานเมืองลื้อหลวงที่อยู่เดิมของไทลื้อ
        งานเขียนระบุว่า ไทลื้อที่อยู่ในดินแดนสิบสองปันนานั้นไม่ใช่คนในพื้นที่ที่อยู่ที่นี่มาก่อน แต่ไทลื้อเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากเมืองลื้อหลวง เพราะในเวลานั้นได้เกิดโรคระบาดจึงทำให้มีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ไหน ในเวลานั้นย่าคำแดง เป็นผู้นำหญิงได้พาชาวไทลื้อกว่าหนึ่งแสนคนโดยย้ายถิ่นฐานที่อยู่ลงมาทางใต้ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณสองปี โดยข้ามภูเขากว่าแสนลูก และผ่านทุ่งราบกว้างใหญ่กว่า สามพันแห่ง  จึงเดินทางมาถึงดินแดนสิบสองปันนาในทุกวันนี้ พวกเขาได้เรียกที่อยู่นี้ว่า “เมืองลื้อใหม่”  (หน้า 2)
            ไทลื้อได้แยกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของสิบสองปันนา และเรียกชื่อของไทลื้อตามเมืองที่พวกเขาอยู่ ได้แก่  ลื้อเชียงรุ่ง  ลื้อเมืองฮำ  ลื้อเมืองล่า  ลื้อเมืองอู  ลื้อเมืองลวง  ลื้อเมืองอาย และเมืองอื่นๆ (หน้า 2)
            จากคำบอกเล่าของลื้อเมืองฮาย ที่เปิดเผยว่า พวกเขาอพยพมาจากเมืองลื้อหลวง เมื่อ พ.ศ. 1941 ซึ่งจากบทบันทึกของคนจีนที่อยู่เมืองฮาย มีผู้บันทึกไว้สองฉบับที่มีเนื้อหาคล้ายกันคือ  ลื้อเมืองฮายนั้นเมื่อก่อนตั้งรกรากอยู่ที่เมืองลื้อหลวง ในมณฑลกุ๊ยโจว แต่ไม่ได้ระบุอำเภอที่ชัดเจน โดยบอกว่า ไทลื้อได้ทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเนื่องจากเกิดโรคระบาดร้ายแรง ดังนั้นชาวไทลื้อจำนวนมาก จึงเดินทางไปด้านทิศตะวันตกตามแนวเขาเหมียวหลิ่ง  ซึ่งภูเขาเหมียวหลิ่งแห่งนี้ผู้เขียนอธิบายว่า เป็นทิวเขาแม้ว ที่อยู่ภาคใต้ของมณฑลกุ้ยโจว ที่อยู่ใกล้กับด้านตะวันออกของมณฑลยูนนาน ต่อมาจึงอพยพเข้ามาสู่มณฑลยูนนนาน  เลยคุนหมิง กระทั่งถึงบ่อแหะ อำเภออีงู (หรืออำเภอเมืองล่า ในทุกวันนี้)  โดยใช้เวลาเดินทางกว่า สามปี แล้วสร้างบ้านเรือนอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งปี จึงเดินทางต่อไปยังลุ่มน้ำโขง เนื่องจากเมืองนั้นมีที่ดินไม่พอพอกับจำนวนประชากรและไม่อาจขยายเมืองให้กว้างขวาง ดังนั้นจึงออกเดินทางแล้วแวะพักที่หมู่บ้านเลา อีก         สี่เดือน แล้วจึงเดินทางมาถึงเมืองฮาย และตั้งบ้านเมืองอยู่ที่นั่น (หน้า 2)
 
ตำนานไทลื้อ(ภาคหนึ่ง)
           เรื่องราวในส่วนนี้กล่าวถึงความเป็นมาของไทลื้อ ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษโดยมีตำนานที่เกี่ยวข้องสำคัญๆ ดังนี้ (หน้า 3)
ปู่สังคะสา ย่าสังคะสี: ตำนานทดสอบความเข้มแข็งของจิตใจ และความพยายาม
            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระอินทร์ได้สร้างมนุษย์ชายหญิงคู่หนึ่ง จากขี้ไคลกับดินเหนียว ทั้งสองนับว่าเป็นบรรพบุรุษคู่แรกของไทลื้อและได้มีลูกหลานเป็นกลุ่มต่างๆ มาจนถึงทุกวันนี้ มนุษย์คู่แรกมีชื่อว่า ปู่สังคะสา กับย่าสังคะสี ในครั้งแรกทั้งสองยังไม่ได้พบกัน เพราะเดินไปคนละทิศ คนหนึ่งมุ่งสู่ทิศตะวันออก กับอีกคนหนึ่งเดินไปทางทิศตะวันตก  คนทั้งสองใช้เวลาเดินทางกว่าหนึ่งหมื่นปีจึงเดินมาเจอกัน (หน้า 4)
            ปู่สังคะสาจึงเอ่ยปากขอแต่งงานกับย่าสังกะสี  ย่าสังคะสีก็ตอบตกลงแต่มีข้อตกลงว่า ปู้สังคะสาต้องตอบคำถามให้ได้ว่า
            “บนโลกมนุษย์นั้นสิ่งใดสว่างมาที่สุด กับสิ่งใดมืดมิดอย่างที่สุด” แต่ปู่สังคะสาตอบคำถามนั้นไม่ได้ ดังนั้นทั้งสองจึงเดินทางรอบโลกอีกหนึ่งหมื่นปี  และเมื่อเดินทางมาพบกันอีก ปู่สังคะสาจึงตอบคำถามปริศนานั้นได้เพราะระหว่างที่เดินทางท่องโลกนั้น ปู่สังคะสาได้ลักลอบถามกับพระอินทร์ว่า
           “ในโลกนี้ใจคนนั้นสว่างไสวที่สุด และใจคนนั้นก็มืดมิดที่สุดเช่นกัน”
            ดังนั้นเมื่อย่าสังคะสี ได้ฟังก็ยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วบอกว่า
            “ถูกต้องแล้วค่ะ” พร้อมกับรับคำขอแต่งงาน
            นับจากนั้นเป็นต้นมาทั้งสองก็มีลูกหลานและเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ทั้งหลายจนถึงทุกวันนี้(หน้า 4)
          
 และอีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า
 
            ปู่สังคะสากับย่าสังคะสี (อีกฉบับ)
            กาลครั้งหนึ่งนานมากแล้ว เวลานั้นตอนที่โลกเกิดขึ้นได้ไม่นาน ปู่สังกะสากับสังกะสี ต่างก็อยู่คนละฟากฝั่งโลก และตรงกลางมีแม่น้ำกว้างใหญ่ขวางจึงไม่อาจเดินทางไปหากันได้  ทั้งสองได้ปลูกแตงไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ กระแตงเจริญเติบโต เถาแตงของแต่ละฝั่งได้เลื้อยมาเกี่ยวกัน ดังนั้นปู่สังคะสากับย่าสังคะสีจึงมีโอกาสได้พบกันในที่สุด   เพื่อเป็นการสื่อความหมายของการมีลูกหลานต่อไป ปู่สังคะสาจึงปั้นควายตัวผู้ด้วยดินเหนียว ส่วนย่าสังคะสีก็ปั้นควายตัวเมีย ดังนั้นปู่สังคะสาจึงขอแต่งงานมีครอบครัวกับย่าสังคะสี  (หน้า 4)
             แต่ก่อนที่จะตกลงใจแต่งงาน ย่าสังคะสีจึงทายปัญหาว่า
             “อะไรเอ่ย คือความสว่างและอะไรคือความมืด” เมื่อได้ฟังคำถามปู่สังคะสา   คิดว่าปัญหานี้ตอบไม่ยอกจึงตอบว่า “ความสว่างคือวันเพ็ญ ความมืดคือคืนเดือนดับ”
            “ไม่ถูก” ย่าสังคะสี ตอบ
             ปู่สังคะสาจึงใช้เวลาตรึกตรองเพื่อหาความตอบเป็นเวลาหนึ่งหมื่นปี จึงรู้คำตอบว่า “สิ่งที่สว่างที่สุดและที่มืดมิดที่สุดคือใจคน”  เมื่อตอบคำถามถามถูกต้อง ย่าสังคะสีจึงยอมแต่งงานด้วยและมีลูกหลานเป็นจำนวนมากบนโลกในนี้ (หน้า 4)
 
ตำนานข้าสี่แสนหมอนม้า :ว่าด้วยฤทธิ์เดชอภินิหารและกลอุบาย
            มีเรื่องที่เคยกล่าวไว้ว่า ดินแดนที่ไทลื้อตั้งอาณาจักรอยู่นี้ แต่เดิมมีเจ้าของเดินครอบครองอยู่ อาณาจักรของไทลื้อแต่เดิมนั้น เป็นที่ตั้งของแคว้นสามสิบสองขอนหมอนม้า ซึ่งเป็นของ “เผ่าข้าสี่แสนหมอนม้า” คนกลุ่มนี้ไทลื้อเรียกว่า “ทำมิละ” หรือ “ทมิฬ”  (หน้า 5) กลุ่มข้าสี่แสนหมอนม้านี้คือเผ่าปลัง (Plang) ส่วนคนจีนเรียกคนกลุ่มนี้ว่า        ปู้หลาง (Bulang) คนกลุ่มนี้พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชีย สาขาปะหล่อง ไทลื้อเรียกพวกเขาว่า “ข้าม่อน” แปลว่า “ชาวดอย” ขณะนั้นกษัตริย์ของแคว้นข้าสี่แสนหมอนม้ามีนามว่า เจ้าฟ้าสี่ตา หรือ เจ้าฟ้าหูตาทิพย์  เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีความสามารถมีฤทธิ์อำนาจ โดยมีสองนัยน์ตาที่หลังศีรษะ กับมีหูทิพย์  แคว้นแห่งนี้มีนครหลวงชื่อ “ขอนบาง” หรือ “เองคาน” ตั้งอยู่บริเวณฟากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง  โดยอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองยาง กับเมืองเชียงเหนือในทุกวันนี้ เมืองแห่งนี้ได่แบ่งการปกครอง เป็น 32ขอน โดยขอนแต่ละแห่งนั้นเป็นเขตหรือบริเวณของดอย ที่ข้าสี่แสนหมอนม้าตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย ซึ่งทั้ง 32ขอนนี้โดยมากจะอยู่ในพื้นที่เขาสูงของเมืองยาง เมืองเชียงเหนือกับเมืองบ่าง ที่อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง นอกจากนี้ยังมีบางส่วนที่อยู่พื้นที่เมือง เชียงรุ่ง  เมืองฮาย  เมืองแจ้  เมืองลวง  เมืองสูง ที่อยู่ฟากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง  (หน้า 5)
             ไทลื้อที่เข้ามาอยู่ทีหลัง ไม่อาจต่อสู้กับกลุ่มข้าสี่แสนหมอนม้า เนื่องจากเจ้าฟ้าสี่ตามีฤทธิ์เดชมาก ดังนั้นหัวหน้าของไทลื้อจึงใช้กลอุบายส่งหญิงสาวไทลื้อไปเป็นนางเมืองของเจ้าฟ้าสี่ตา เมื่อไปทำงานที่ในวังหญิงสาวไทลื้อจึงนำผ้าซิ่นที่ชำรุดมาตัดเย็บเป็นหมวกกับผ้าเช็ดหน้า เพื่อมอบให้กับเจ้าฟ้าสี่ตาใช้สอย เพื่อทำลายเวทมนตร์คาถา กระทั่งพวกเขาได้รับชัยชนะในที่สุด (หน้า 5) 

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มี

Social Cultural and Identity Change

ไม่มี

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

  ภาพ
          สภาพแวดล้อมของหมู่บ้าน (หน้า 1) สภาพความเป็นอยู่บ้านม่อง  เมืองเชียงตุง สิบสองปันนา (หน้า  2) ชาวไทลื้อ เมืองฮำ สิบสองปันนา (หน้า 3)ไทลื้อ เมืองแวน      สิบสองปันนา กำลังทำความสะอาดไก หรือสาหร่ายน้ำจืด (หน้า 3) จิตรกรรมเล่าเรื่องศาสนาของชาวไทลื้อ (หน้า 4) หอเทวดาวัดสวนมอน  เมืองฮำ  สิบสองปันนา (หน้า 7) ภาพถ่ายจากเครื่องบินเหนือภูมิประเทศสิบสองปันนา (หน้า 8) ชาวลื้อมักเลือกสร้างบ้านเรือนริมน้ำ และอยู่รวมกันหลายหลังคาเรือน (หน้า 9) ภูมิประเทศ และการตั้งบ้านเรือนของชาวไทลื้อรอบเมืองเชียงรุ่ง (หน้า 10) เมืองเชียงรุ่ง  สิบสองปันนา   (หน้า 10) ชาวบ้านเมืองฮาย กำลังตีกลองก้นยาวเพื่อรับแขกที่วัดลำหมื่น (หน้า 12)วัดบ้านจอม (หน้า 14) วัดไชย เมืองฮำ (หน้า 15) ชาวลื้อเมืองฮำ (หน้า 15) สภาพปัจจุบันของเมืองมุน พ.ศ. 2550(หน้า 15) เมืองแวนปัจจุบันที่กำลังถูกแทรกแซงด้วยโรงงานและซุปเปอร์ไฮเวย์ (หน้า 16) ตลาดนัดเมืองฮุน วารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ 3กรกฎาคมถึงกันยายน 2532 (หน้า 37) การแต่งกายดั้งเดิมที่ยังคงอยู่ในทุกวันนี้ แต่เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่คนไทยและนักนิยมวัฒนธรรม (หน้า 38)
             ชาวไทลื้อ บ้านออนหลวย  อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 40) ชาวไทลื้อบ้านหนองบัว เมืองน่าน (หน้า 41) ชาวไทลื้อบ้านออนหลวย (หน้า 43)ชาวไทลื้อบ้านหนองบัว กำลังทำนา (หน้า 46) ชาวไทลื้อบ้านออนหลวย ในวันมาฆบูชา (หน้า 51)บ้านของไทลื้อ (หน้า 54) หมู่บ้านไทลื้อเมืองมุน  สิบสองปันนา (หน้า 55)หมู่บ้านไทลื้อ เมืองแวน สิบสองปันนา (หน้า 56) ตลาดของกลุ่มไทลื้อบ้านหย่วน จังหวัดพะเยา    (หน้า 57) การเกษตรของไทลื้อเมืองแวน  สิบสองปันนา (หน้า 57) เสาใจบ้านโคกกะ ประเทศลาว ภาพจากวารสารเมืองโบราณ  ปีที่ 12ฉบับที่ 3ก.ค.-ก.ย. 2532(หน้า 58) ภาพขวาอยู่ที่สิบสองปันนา (หน้า 58) บ่อน้ำในสิบสองปันนา ก่อที่ครอบคล้ายเจดีย์ขนาดย่อม (หน้า 59) บ้านไทลื้อเมืองมุน  สิบสองปันนา (หน้า 61) บ้านไทลื้อ (หน้า 64)เติ๋น, ลูกกรงบ้านและหน้าต่างทรงสูง, ฮ้านน้ำและม้านั่ง (หน้า 65) ห้องครัวที่ยังมีเตาไฟแบบโบราณ หลังคาโปร่งระบายอากาศ เห็นโครงสร้างเครื่องไม้ หลังคา ขื่อ แป ดั้ง สะพานหนู ส่วนภาพขวาคือชานที่ติดกับครัว (หน้า 65) ภาพบนโครงสร้างบ้าน หลังคา (หน้า 66) ภาพล่างซ้ายเป็นยุ้งข้าว ภาพกลางเป็นประตูไม้เนื้อหนา เซาะร่องลูกฟัก ส่วนภาพล่างขวาเป็นบ่อน้ำข้างบันได (หน้า 66) ใช้ใต้ถุนเป็นที่คัดแยกกระเทียม (หน้า 67)ตัวอย่างบ้านไทลื้อ ที่บ้านแพะหัวฝาย  ตำบลกล้วยแพะ  อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง (หน้า 67) เติ๋นมี 2แห่ง คือหน้าบ้าน,ซ้าย และหลังบ้าน, ขวา (หน้า 68) หลองข้าว สร้างใกล้กับเรือนเพื่อความสะดวกในการหยิบจับ (หน้า 68) บันไดขึ้นบ้านเป็นไม้กระดานหนา ไม่ปิดขั้นเพื่อสะดวกในการทำความสะอาด ราวบันไดทำให้แข็งแรง โดยทำราวเสริมตรงกลาง ส่วนภาพขวาเป็นแผ่นไม้ฉลุลายอย่างง่าย ใช้ประดับตรงโถงบันได (หน้า 68)  ห้องครัวแบบเปิดโล่ง ตั้งตู้กับข้าวแบบเก่า (หน้า 69) โครงหลังคา ยังมีสภาพดี หลังคาเป็นกระเบื้องว่าว เป็นที่ชื่นชอบเมื่อหลายสิบปีก่อน (หน้า 69) ล้อเกวียนและสัมภาระเก็บไว้ใต้ถุนบ้าน (หน้า 69)  
             เรือนไทลื้อหลังหนึ่ง ที่บ้านกล้วยหอม  ตำบลกล้วยแพะ  อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง (หน้า 70) ฮ้านน้ำที่ยังใช้งานอยู่ ที่ตงยังมีหมุดเหล็กยึด โครงสร้างส่วนพื้นกับเสา (หน้า 71) ที่ชื้นแฉะจากน้ำล้างเท้า ทำให้ต้นไม้ชุ่มชื้น  (หน้า 71) โครงสร้างหลังคาที่ไม่สูงเน้นความแข็งแรง (หน้า 72) แผงไม้ตรงโถงบันได (หน้า 72) ผู้สูงอายุทำงานบ้าน     (หน้า 72)  จากชานบ้านมองเห็นข้างใน เห็นเติ๋น และห้องนอน เห็นหลังคาจั่วชนกัน หน้าจั่วใช้แผงไม้ติดประดับเป็นลาย ส่วนขวาเป็นบันไดหน้าบ้าน (หน้า 73) เติ๋นอยู่หน้าห้องนอน ด้านซ้ายเติ๋นทำหิ้งพระ ภาพขวาเป็นฝาเรือนที่มีฝาไหล (หน้า 74)  ห้องนอนใหญ่ (หน้า 74)ห้องครัวอยู่หลังบ้าน มีเทิงไว้เก็บของและแขวนหอมกระเทียม (หน้า 74)
ฮ้านน้ำตรงชานและเติ๋น (หน้า 75) ฝาเรือนที่ผายออก (หน้า 75) หลังคาสูงช่วยให้อากาศไหลเวียนได้ดี (หน้า 75) สลักหรือกลอนแบบต่างๆ  บนซ้ายเป็นกลอนหน้าต่าง ล่างซ้ายเป็นกลอนประตู (หน้า 75) ภาพขวาเป็นเดือยประตูบันได (หน้า 75) เรือนตัวอย่างหลังหนึ่ง ที่ตำบลหย่วน  อำเภอเชียงคำ  จังหวัดพะเยา (หน้า 75) เจ้าของบ้านตัวอย่างและลูกชาย (หน้า 75) เติ๋นที่มีการตกแต่งด้วยภาพเก่าของครอบครัว ในภาพมองเห็นรางริน ผ่านกลางเรือน (หน้า 77) เติ๋นหลังบ้านติดกับครัวและยุ้งเป็นที่รับประทานอาหาร    (หน้า 77) ห้องนอนที่กว้างใหญ่ วางเตียงได้มากใช้ผ้ากั้นเป็นขอบเขต (หน้า 78) ครัวใหม่อยู่หน้ายุ้งข้าว (หน้า 78) ฮ้านน้ำแบบเดิม (หน้า 78)
           มนทก หรือมณฑป หรือปราสาทที่หุ้มด้วยผ้าขาวทั้งหลังของไทลื้อ (หน้า 80) ชาวบ้านช่วยกันขึ้นโครงปราสาท (หน้า 81) ชาวไทลื้อกำลังสานโครงส่วนยอดปราสาท (หน้า 82) หุ้มผ้าขาวจากส่วนยอดปราสาท (หน้า 83) ผลสับปะรดหรือหมากซะแน้ต ประดับส่วนยอด (หน้า 84) พาดบันไดหน้าปราสาทก่อนพันด้วยผ้าสีขาว (หน้า 85)นอกจากใช้กระดาษสีตัดแต่งลวดลาย กับผ้าทอไทลื้อประดับปราสาทแล้ว อาจมีสมบัติส่วนตัว แต่สิ่งที่ห้ามขาดคือต้นกล้วย อ้อย ต้นไม้ ผลไม้ที่บ่งบอกความอุดมสมบูรณ์  (หน้า 86) ตุงผ้าทอภายในวิหารวัดบ้านหย่วน จังหวัดพะเยา  (หน้า 88) ตุงที่ไทลื้อนำมาถวายวัดท่าฟ้าใต้ จังหวัดพะเยา (หน้า 89) วัดสวนมอน (หน้า 91) วัดไชย เมืองฮำ สิบสองปันนา (หน้า 91) เครื่องประดับหลังคา (หน้า 91) ลายคำตกแต่งบานประตู        (หน้า 91)เจดีย์วัดสวนมอน (หน้า 91) วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา (หน้า 92) วัดต้นแหลง  อำเภอปัว  จังหวัดน่าน (หน้า 93) ภายในวิหารปัจจุบันหลังการบูรณะ (หน้า 94)           วัดไทลื้อ (หน้า 95) วัดท่าฟ้าใต้ ตำบลสระ  อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา (หน้า 96) ภาพบนเป็นลวดลายหน้าบันไม้ตัดปะประดับกระจก, กลางอยู่ในส่วนของคอสอง และภาพล่างคือปราสาทเฟื้อง เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมไทลื้อ (หน้า 97)      วัดแสงเมืองมา  อำเภอเชียงคำ  จังหวัดพะเยา(หน้า 98)                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                         หอไตรวัดออนหลวย ก่อนการบูรณะ,บน และบูรณะแล้ว,ล่าง (หน้า 99)
             เครื่องบูชาในพิธีสืบชะตาของไทลื้อที่เมืองฮำ  สิบสองปันนา (หน้า 100)งานเลี้ยงผีเมืองเชียงใหม่ ปู่แสะย่าแสะ ภาพจาก Lannaphotoclub.com(หน้า 102) ฝายน้ำในหมู่บ้านที่เมืองวัน สิบสองปันนา ก็มีฝายเป็นผู้ดูแล (หน้า 103)  ผามผีแบบทั่วไป  (หน้า 104)  หอเสื้อวัดบ้านหม่อง สอบสองปันนา (หน้า 105)สัตว์สังเวยที่ใช้เวลาไหวผี ภาพล่างเป็นตาแหลว เครื่องแสดงอาณาเขตของผีรักษา (หน้า 106) ผู้ทำหน้าที่เข้าทรง (หน้า 107) การสู่ขวัญ จิตรกรรมวัดบ้านหย่วน (หน้า 108) เครื่องสู่ขวัญบ้านหนองแดง(หน้า 109) เครื่องบูชาในพิธีสืบชะตาของไทลื้อวัดต้นแหลง  (หน้า 110) เครื่องบูชาในพิธีสืบชะตาของไทลื้อวัดร้องแง อำเภอปัว (หน้า 111) การทำดอกไม้จัน อาชีพเสริมของไทลื้อบ้านออนหลวย (หน้า 120) ปั๊บสาตำราพรหมชาติไทลื้อ จากสิบสองปันนา          (หน้า 121) ปีไจ้ (ปีหนู) (หน้า 122) ปีเป้า หรือปีวัว (หน้า 123) ปียีหรือ ปีเสือ (หน้า 124)  ปีเหม่ หรือปีกระต่าย (หน้า 125) ปีสีหรือปีนาค (หน้า 126) ปีไส้ หรือ ปีงู (หน้า 127)      ปีสะง้า หรือปีม้า  (หน้า 128) ปีเม็ดหรือปีแพะ (หน้า 129) ปีสันหรือปีวอก (หน้า 130)
               ปีเร้าหรือปีไก่ (หน้า 131) ปีเส็ดหรือปีหมา (หน้า 132) ปีไก๊หรือปีช้าง       (หน้า 133) ภาพเดือนเกิด (หน้า 134) หนังสือไทลื้อ (หน้า 135) เกิดวันไทนี้แล (หน้า 136)  วันในนี้แล (หน้า 137) ยามเกิดนี้แล (หน้า 138) เกิดศักราชปลายกี่ตัว, ฤกษ์สะเปาหรือฤกษ์สำเนา (หน้า 139) โหราตะวันเที่ยง (หน้า 140) การแต่งกายของสาวไทลื้อสิบสองปันนา ภาพจากวารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ 3กรกฎาคม-กันยายน 2532(หน้า 148) ซิ่นไทลื้อ (หน้า 149) ตัวอย่างซิ่นไทลื้อ (หน้า 150) ซิ่นผ้าฝ้าย ซิ่นไหมคำ (หน้า 151) ซิ่นต๋าลื้อในเขตสิบสองปันนา, ซิ่นลื้อในลาว (หน้า 152) ตีนซิ่น (หน้า 153) ผ้าซิ่นไทลื้อในล้านนา (หน้า 154) ไทลื้ออำเภอเชียงของ  จังหวัดเชียงราย (หน้า 155) ซิ่นม่าน, ซิ่นเชียงแสน, ซิ่นคำเคิบ, ซิ่นก่าน (หน้า 156) ซิ่นก่าน อำเภอปัว หัวซิ่นสีแดง เป็นส่วนบนสุดของตัวซิ่นเป็นแถบสีขาวแบบซิ่นไทลื้อ, โครงสร้างผ้าหลบไทลื้อ, ผ้าหลบไทลื้อเมืองเงิน (หน้า 157)ผ้าหลบไทลื้อเมืองเงินมีการจกด้วยฝ้ายหรือไหมสีต่างๆ, ลวดลายขิดผ้าหลบไทลื้อ, เส้นยืนของผืนผ้าที่ปล่อยชายลงมานำมาไป่ หรือถัก ,ผ้าหลบเมืองเงินมีการถักในกี่ตอนทอผ้า, ผ้าหลบไทลื้อเมืองเงินนิยมฟั่นเส้นฝ้ายเป็นชายครุยทำพู่ก้อนกลมจากเส้นฝ้ายมาต่อกันที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของผ้าหลบไทลื้อ (หน้า 158)ผ้าหลบไทลื้อ บ้านถิ่น จังหวัดแพร่ มีวัสดุ โครงสร้าง และลวดลายการทอคล้ายกับผ้าหลบไทลื้อทั่วไปแต่ก็มีข้อแตกต่างกันคือมักทอเป็นชิ้นเดียว ไม่นำมาเย็บต่อกัน,ใช้เส้นฝ้ายสีแดงทอเป็นลายขิด ลายงูลอย, ผ้าห่มดำลายงูลอย (หน้า 159) ผ้าห่มเมืองน่าน เรียกผ้าห่มตำโก้ง หรือผ้าห่มต๋าแสง ทอด้วยเส้นฝ้ายสี ขาว ดำ แดง สลับขัดกัน เป็นลายตาราง ทอด้วยการยกตะกอ 4ตะกอ เพิ่มความหนาห่มกันหนาว (หน้า 160) ผ้าห่มไทลื้อบ้านถิ่น จังหวัดแพร่ ทอขัดสานธรรมดา ตกแต่งเป็นลายริ้วเป็นขอบส่วนล่างเป็นลายขิด ตกแต่ง ทอเป็นสองชิ้น แล้วนำมาเย็บต่อกันทางยาวเหมือนผ้าห่มไทลื้อ (หน้า 160) ตุงไทลื้อ อำเภอปัว จังหวัดน่าน (หน้า 160) ผ้าเช็ดหลวง, ผ้าห่อคัมภีร์ถวายพร้อมกับครัวทาน (หน้า 161)
 
แผนที่
             เมืองสิบสองปันนาตอนเหนือ,ซ้าย และตอนใต้,ขวา (หน้า 11)ไทลื้อ สิบสองปันนา (หน้า 28) เส้นทางการค้าของสิบสองปันนาและรัฐอื่นๆ (หน้า 37) 
 
แผนผัง
             ตำนานไทลื้อ (หน้า 26) ตำนานจีน (หน้า 26) บ้านไทลื้อ (หน้า 64) ผังเรือนไทลื้อหลังหนึ่ง แสดงห้องต่างๆ (หน้า 71) ผังบ้านไทลื้อหลังหนึ่ง (หน้า 77)  

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 07 มิ.ย 2562
TAG ความเป็นมา ตำนาน ประเพณี วัฒนธรรม ไทลื้อ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง