ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ไทลื้อ อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ การรักษาชาติพันธุ์ ปั๊บสา/พับสา เอกสารโบราณ สิบสองปันนา ลุ่มน้ำโขงตอนบน ประเทศจีน
Author Grawbosky, Volker, and Appiradee Techasiriwan
Title Tai Lue Identities in the Upper Mekong Valley: Glimpses from Mulberry Paper Manuscripts.
Document Type บทความ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ลื้อ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 35 Year 2013
Source Aseanie 31, juin 2013.
Abstract

          บทความนี้ผู้เขียนสนใจอัตลักษณ์ไทลื้อในสุ่มน้ำโขงตอนบนโดยศึกษาจากปั๊บสา  ผู้เขียนวิเคราะห์ข้อความที่แสดงความรู้สึกของผู้บันทึก(colophon)ในปั๊บสาไทลื้อที่คัดลอกหรือเรียบเรียงขึ้นใหม่เมื่อเร็วๆนี้ โดยเฉพาะคำบันทึกของหนังสือที่เป็นประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า(folktale)และธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ผู้เขียนเห็นว่าคำบันทึกเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ผู้บันทึกไทลื้อจำนวนมากมองว่ากิจกรรมของพวกเขาเป็นการถ่ายทอดความรู้ดั้งเดิมแก่คนรุ่นต่อๆไป ปัจจุบันการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมและการอ่านเขียนตัวอักษรไทลื้อดั้งเดิม และวัฒนธรรมการบันทึกอักษรในกระดาษสาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหนด/นิยามและปกป้องอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของคนในสิบสองปันนา (น.45)

Focus

สนใจอัตลักษณ์ไทลื้อในลุ่มน้ำโขงตอนบนโดยวิเคราะห์จากปั๊บสา

Theoretical Issues

  ไม่ชัดเจน 

Ethnic Group in the Focus

ไทลื้อ ในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ซึ่งอยู่ในยูนนานตอนใต้ของประเทศจีน 

Language and Linguistic Affiliations

          อักษรไทลื้อ ไทลื้อมีภาษาเขียนของตนเอง เป็นอักษรธรรมแบบหนึ่งที่ใช้กันแพร่หลายในหมู่คนไทลุ่มน้ำโขงตอนบน แต่ในปี ค.ศ.1955 อักษรไทลื้อกลายเป็นอักษรราชการโดยมีการดัดแปลงรูปแบบการเขียนให้ง่ายขึ้น (น.13) 
          ตัวอักษรไทลื้อพัฒนามาจากอักษรมอญโบราณผ่านมาทางหริภุญไชย และก่อนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 อักษรไทลื้อก็ได้แพร่กระจายจากล้านนาไปเชียงรุ่งและที่อื่นๆในดินแดนสิบสองปันนาแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่ล้านนาขยายอาณาเขตเข้าไปในดินแดนที่พูดไทลื้อในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช ลักษณะตัวอักษรธรรมของลาว ของล้านนาและของไทลื้อเหมือนกันมาก คนไทยภาคเหนือ คนลาวและคนไทลื้อที่อ่านเขียนอักษรธรรมแบบใดแบบหนึ่งได้ก็สามารถอ่านอักษรอีกสองแบบได้ อย่างไรก็ตาม การจารึกอักษรทั้งสามแบบมีความต่างกันอยู่ คือ ในภาคเหนือของไทยและลาวใช้ใบลาน ขณะที่ไทลื้อใช้กระดาษสา (น.18-19) 
          ปั๊บสา เป็นเอกสารกระดาษสาที่จารึกเรื่องราวต่างๆ ได้แก่ เรื่องทางศาสนา และเรื่องทางโลก เช่น พงศาวดารท้องถิ่นและราชวงศ์ ตำราโหราศาสตร์ การทำนายและพิธีกรรม ซึ่งส่วนมากฆราวาสเป็นผู้คัดลอก ตรวจสอบและเรียบเรียง ขณะที่เรื่องทางศาสนา การคัดลอกเรียบเรียงมีทั้งพระและฆราวาส  ผู้คัดลอกที่เป็นฆราวาสนี้บางคนเคยบวชเณรหรือพระมาก่อนตอนหนุ่ม (น.22) ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม วัดและเอกสารโบราณของไทลื้อถูกเผาทำลายหรือสูญหายไปจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีเอกสารจารึกไทลื้อเก่าๆเหลือรอดจำนวนหนึ่งโดยชาวบ้านได้ซ่อนเอกสารเหล่านั้นจากการตรวจจับของเรดการ์ดและเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อจีนเปิดประเทศใหม่อีกครั้ง ช่วงต้นทศวรรษ1980 ก็ได้มีการฟื้นฟูรวบรวมเอกสารปั๊บสาขึ้นใหม่ (น.20, ดูเพิ่มใน หัวข้อ 28. Socio-cultural and Identity Change – การรื้อฟื้นอักษรไทลื้อ) 
 

Study Period (Data Collection)

สำรวจเก็บข้อมูลภาคสนามระหว่าง ค.ศ.2002 และ ค.ศ.2013 (น. 20) 

History of the Group and Community

          เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา  ในปี ค.ศ.1953 หลังการประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน(the People’s Republic of China)ได้ 4 ปี รัฐบาลจีนก็ตั้งเขตปกครองตนเองไตสิบสองปันนา(the Sipsong Panna Dai (Tai) Autonomous Prefecture)ขึ้น (น.12) จากนั้นมาก็มีคนจีนฮั่นอพยพเข้ามาในสิบสองปันนา ทำให้มีประชากรเพิ่มขึ้น  โดยในปี ค.ศ.1950 ซึ่งอยู่ในช่วง“เสรี”(“Liberation”)ของกองทัพประชาชนจีน มีจำนวนประชากร 200,000 กว่าคน ต่อมาปี ค.ศ.1956 จำนวนประชากรเพิ่มเป็น 250,000 คน โดยเป็นคนไทลื้อมากกว่า 50%  ต่อมาหลังจากความล้มเหลวของการก้าวกระโดด(ค.ศ.1958-1959) คนจีนจำนวนมากจากฮูหนาน(Hunan) กุ้ยโจว(Guizhou)และจังหวัดอื่นๆในจีนตอนใต้ได้อพยพเข้ามาทำงานในสวนยางพาราที่รัฐสร้างขึ้นตามชายแดนยูนนานเนื่องจากการขาดแคลนยางในประเทศซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายปิดกั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา การอพยพครั้งต้อมาเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1970-1971 ผู้อพยพครั้งนี้เป็นนักศึกษามัธยมจีนฮั่น รัฐบาลส่งพวกเขามาเพื่อสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ชายแดน แต่เมื่อระบบคอมมูน(people’s communes) สิ้นสุดลง ในปี ค.ศ.1978 ผู้อพยพกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งก็ไปจากสิบสองปันนา การอพยพครั้งต่อมาในต้นทศวรรษ 1980 เกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายการปฏิรูปของเติ้งเสี่ยวผิง และนับเป็นการอพยพครั้งแรกของคนจีนที่รัฐไม่ได้ดำเนินงานจัดการ (น.14-15)  
         อนึ่ง การปฏิรูปวัฒนธรรมซึ่งเริ่มอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1966 ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อชีวิตทางศาสนา วัฒนธรรมและสังคมไทลื้อและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ คนไทลื้อหลายพันคนพากันอพยพหนีไปยังดินแดนใกล้เคียงที่พูดภาษาไท เช่น เมืองยาง เมืองพะยาก เชียงตุงในพม่า และเมืองสิงในลาว รวมถึงทางเหนือของไทย (น.16)   
 

Settlement Pattern

Demography

          ในเขตปกครองตนเองของสิบสองปันนามีคนไทลื้อประมาณ 350,000 คน ซึ่งเกือบหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมดของเขตปกครอง ในรัฐฉานของพม่ามีคนไทลื้อประมาณ 200,000 คน ในลาวทางตอนเหนือมีประชากรที่เป็นไทลื้อน้อยกว่า 150,000 คน ส่วนในประเทศไทยไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด ทั้งนี้คาดกันว่ามีประมาณ 100,000 คน ซึ่งจำนวนดังกล่าวนี้เป็นชุมชนที่ยังแสดงและรักษาภาษาและวัฒนธรรมของบรรพบุรุษอยู่(น.11)  

Economy

          การค้าขายแลกเปลี่ยน ผู้เขียนกล่าวว่า การแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษสุดท้าย มีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างเมืองลา เมืองพงในสิบสองปันนากับเมืองลอง เมืองสิงในประเทศลาว (น.18)

Social Organization

Political Organization

          ความสัมพันธ์กับรัฐ  หลังการสิ้นสุดราชวงศ์ชิงและการก่อตั้งสาธารณรัฐจีน(the Republic of China) จีนก็เข้ามามีอิทธิพลในสิบสองปันนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่จีนถูกส่งเข้ามาทำงานและดูแลเจ้าหน้าที่ไทลื้อที่เจ้าฟ้าเชียงรุ่งแต่งตั้ง   ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปี ค.ศ.1942 รัฐบาลจีนภายใต้การนำของเจียงไคเช็ค เห็นว่าสิบสองปันนามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นพื้นที่แนวหน้าติดชายแดนรัฐฉานที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพญี่ปุ่น กองกำลังก๊กมินตั๋งจึงได้เข้ามาตั้งค่ายในสิบสองปันนาเกือบทุกเมือง ทำให้คนท้องถิ่นลำบากยากเข็ญมาก(น.15) รัฐไทลื้อที่ตั้งมานาน 800 ปีก็สิ้นสุดลง เมื่อเจ้าม่อมคำลือ กษัตริย์องค์สุดท้ายของสิบสองปันนาซึ่งขึ้นครองราชย์ปี ค.ศ.1944 ทรงสละการครองราชย์  (น.16)

Belief System

          ผลกระทบของการเมืองการปกครองของจีนต่อวัดและพระ  ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม พวกเรดการ์ดได้ทำลายวัดและสถูปเจดีย์จำนวนมาก พระและเณรหลายพันคนถูกบังคับให้สึก  ช่วงทศวรรษ 1950 ในสิบสองปันนา มีวัด 574 แห่ง พระและเณรเกือบ 6,500 รูป ในปี ค.ศ.1966 มีวัด 556 แห่ง พระและเณร 4,090 รูป สิบห้าปีต่อมา เมื่อรัฐบาลจีนอนุญาตให้บูรณะซ่อมแซมวัดและสถูปเจดีย์ ปรากฏว่ามีวัดเพียง 145 แห่ง และเณร 600 คนเท่านั้น ส่วนพระมีน้อยมาก ในช่วงทศวรรษ 1980 สิบสองปันนาได้รื้อฟื้นวัฒนธรรม ขึ้นใหม่ ในปี ค.ศ.1988 มีวัดประจำหมู่บ้าน 474 แห่ง พระ 642 รูป และเณร 4,980 รูป  ครั้นถึงปี ค.ศ.2000 มีวัดเพิ่มขึ้นเป็น 560 แห่ง และมีพระกับเณรมากกว่า 7,000 รูป ทั้งนี้ในปลายทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 ครอบครัวไทลื้อส่วนมากยังคงต้องการให้ลูกชายบวชอยู่เพื่อเรียนอักษรไทลื้อแบบเดิม ในปี ค.ศ. 2000 มีผู้บวชเณรประมาณ 50% ของประชากรชายอายุ 8-20 ปี  จากการเก็บข้อมูลภาคสนามในปี ค.ศ.2012 และ ค.ศ. 2013 ผู้เขียนพบว่ามีเณรเพียง 2-3 คนที่อยากบวชเป็นพระและอยู่ในวัดเป็นเวลานาน  ขณะที่วัดตามชายแดนเมืองลอง เมืองพงและแม้แต่ในเชียงรุ่ง พระจำนวนมากเป็นพระไทลื้อจากพม่า เช่น เมืองยาง เมืองลวย และพะยากในเชียงตุง หรือมาจากตะวันตกเฉียงเหนือของลาว บางวัดเจ้าอาวาสก็ไม่ใช่ไทท้องถิ่น แต่รัฐบาลท้องถิ่นนิมนต์มาเพื่อดูแลเณรที่มาจากหมู่บ้านใกล้เคียง ทั้งนี้พระจากนอกประเทศจีนจะต้องขออนุญาตจากสำนักงานจัดการความสัมพันธ์ทางศาสนาของชนชาติก่อน ไม่ว่ารัฐบาลท้องถิ่นเป็นฝ่ายนิมนต์มาหรือไม่ก็ตาม(น.16-17)

Education and Socialization

Health and Medicine

Art and Crafts (including Clothing Costume)

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ ไทลื้อเรียกตนเองว่า “ไท” แต่เมื่อต้องการแยกตนเองจากไทกลุ่มอื่น เช่น ไทเหนือ ไทหย่า พวกเขาจะเรียกตนเองว่า “ไทลื้อ”   จีนเรียกคนไทกลุ่มต่างๆว่า “ไต”(Dai)และยอมรับว่าเป็นชนชาติหนึ่ง หรือ minzu (nationality)ในจำนวน 56 ชนชาติในประเทศจีน  (น.13)
          อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ผู้เขียนเห็นว่าคนไทลื้อใช้วัฒนธรรมการจารึกเรื่องในกระดาษสาเพื่อแสดงหรือบ่งบอกอัตลักษณ์ไทลื้อ  นั่นคือการสืบทอดแบบแผนปั๊บสาของไทลื้อ ได้แก่ ข้อความแสดงความรู้สึกของผู้จารึก(colophon) หรือ “คำบันทึกของผู้ลิจนา”(Kham bantheuk khong phu litcana) มักจะอยู่ส่วนท้ายของจารึก ระบุชื่อผู้บันทึก ผู้บริจาคหรือสนับสนุนการจารึก วันเวลาและสถานที่ที่เสร็จสิ้นการจารึก  และคำอธิษฐานของผู้จารึกที่ขอให้การกระทำนี้นำไปสู่นิพพาน ได้รับอานิสงส์ผลบุญ ส่งผลให้พุทธศาสนายืนยาว 100 ปี และได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ (น.31-32) 
 
 

Social Cultural and Identity Change

          การปฏิรูปอักษรไทลื้อ ในปี ค.ศ. 1950  เมื่อรัฐบาลจีนยกเลิกการปกครองตนเองในระบบถู่ซือ (tusi system คือ ระบบที่ให้คนท้องถิ่นปกครอง โดยได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักจีน) วัฒนธรรมอักษรไทลื้อก็ได้สิ้นสุดลงด้วย เจ้าหน้าที่จีนได้ตั้งคณะกรรมการนักวิชาการท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐให้ปรับเปลี่ยนรูปตัวอักษรไทลื้อให้ง่ายขึ้น เพื่อว่าการเรียนและการเขียนภาษาไทลื้อจะได้สะดวกง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ไม่ใช่ไทลื้อ รวมทั้งผู้อพยพชาวจีนที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น และในปี ค.ศ.1955 ก็ประกาศให้ภาษาไทลื้อเป็นภาษาราชการภาษาหนึ่ง อักษรไทลื้อแบบใหม่ที่ง่ายขึ้นนี้ได้ยกเลิกพยัญชนะบาลี ตัดการใช้สัญลักษณ์ข้างบนและข้างล่างซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของอักษรธรรมออก โดยยังคงรูปพยัญชนะและสระไว้ ในการเขียน พยัญชนะ สระและวรรณยุกต์จะอยู่ในบรรทัดเดียวกัน ตั้งแต่นั้นมาคนรุ่นหนุ่มสาวก็ได้รับการศึกษาเป็นอักษรแบบใหม่ ซึ่งใช้พิมพ์หนังสือและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น การปฏิรูปตัวอักษรทำให้เกิดการแยกออกจากอดีตในระดับราก คนที่รู้แต่อักษรแบบใหม่ไม่สามารถอ่านหนังสือตำราที่เขียนด้วยอักษรธรรมแบบไทลื้อได้ (น.19) 
          การรื้อฟื้นอักษรไทลื้อ ในช่วงปฏิรูปวัฒนธรรม(ค.ศ.1966-1976) การศึกษาในวัดตกต่ำและหยุดชะงักไป จำนวนคนไทลื้อที่อ่านเขียนอักษรแบบดั้งเดิมเชี่ยวชาญในสิบสองปันนามีเป็นจำนวนน้อย  หลังยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ความกดดันสาธารณะทำให้หนังสือสิบสองปันนากลับมาใช้อักษรไทลื้อแบบเก่า แต่แล้วในปี ค.ศ.1995 ก็กลับมาใช้อักษรไทลื้อแบบใหม่อีก ทั้งนี้อาจเนื่องจากการกดดันของรัฐบาลท้องถิ่น (น.20)
          อนึ่ง ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 การเปิดประเทศของรัฐบาลจีนทำให้บรรยากาศทางวิชาการค่อยๆ ปรากฏขึ้น  คนไทลื้อก็ได้รื้อฟื้นวัฒนธรรมของตน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและนักวิจัยในสิบสองปันนาเริ่มเก็บรวบรวมและคัดลอกเอกสารปั๊บสาไทลื้อ โดยมีสำนักงานวัฒนธรรมจิ่งหง (เชียงรุ่ง) เป็นแหล่งรวบรวมใหญ่สุด และหลังจากเปิดพรมแดนกับพม่าในต้นทศวรรษ 1990  ปั๊บสาจากพื้นที่ที่พูดไทลื้อจากทางตะวันออกของพม่า เช่น เชียงตุง เมืองยาง เมืองยอง และเมืองลวยก็แพร่เข้ามาเมืองชายแดนทางใต้ของสิบสองปันนา นอกจากนั้นสำนักพิมพ์ชนชาติกลุ่มน้อยยูนนาน(Yunnan Minzu Chubanshe) ยังจัดพิมพ์หนังสือสองภาษา ไทเหนือ-ไทลื้อด้วย ทั้งนี้ในการรื้อฟื้นวัฒนธรรมอักษรไทลื้อนี้มีวัดเป็นสถาบันหลักในการผลิตเอกสารจารึก ปั๊บสาเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางศาสนามีพระเป็นผู้คัดลอก หรือมีผู้บริจาคให้วัดเก็บรักษา ขณะเดียวกันฆราวาสในสิบสองปันนาก็ยังมีบทบาทในการรักษาสืบทอดปั๊บสาอักษรไทลื้ออยู่เช่นกัน (น.20-22)
 
 

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ภาพ 1 เจ้ามหาขันธวงศ์(1925-2013)ในเรือน บ้านเชียงลาน เชียงรุ่ง                                                            น. 14
(Chao Maha Khanthawong(1925-2013) in his house, Ban Chiang Lan, Chiang Rung)
ภาพ 2 คำบันทึกของข่าวศึกโลกที่สอง(สิบสองปันนา)ในสงครามโลกครั้งที่สอง                                              น.14
(Colophon of Khao Suek Lok Thi Song [(Sipsong Panna)in the Second World War])
ภาพ 3 อ้ายแสงคำ ที่บ้านมงมังราย เชียงรุ่ง  คัดลอกเอกสาร                                                                      น.23
(Ai Saeng Kham at his house in Ban Mong Mangrai, Chiang Rung, copying a manuscript) 
ภาพ 4 อ้ายแสงน้อยโปนามแฝงโปลองขันแก้วและภรรยา ที่บ้านเฟือยลุง เมืองลอง                                         น.24
(Ai Seang Noi alias Po Long Khan Kaeo and his wife at home in Ban Foei Lung, Mong Long)
ภาพ 5 หนานแจนที่บ้าน  ในเมืองฮาม                                                                                                      น.26
(Nan Chaen at this home in Moeng Ham)
ภาพ 6 อ้ายจอยจาหาน(ขวา)ที่บ้านในเมืองลา                                                                                         น.27
(Ai Choi Cha Han (right) a thtis home in Moeng La)
ภาพ 7 คำบันทึกของกำมะถานเมืองติง ประเทศจีน                                                                                   น.29
(Colophon of Kammathan(MS3) Moeng Ting, China
 

Text Analyst อธิตา สุนทโรทก Date of Report 19 เม.ย 2559
TAG ไทลื้อ, อัตลักษณ์, ชาติพันธุ์, การรักษาชาติพันธุ์, ปั๊บสา/พับสา, เอกสารโบราณ, สิบสองปันนา, ลุ่มน้ำโขงตอนบน, ประเทศจีน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง