ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject สังคม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ มอญ กาญจนบุรี
Author นิโลบล เอมศรี
Title วิถีชีวิตชาวมอญตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text -
Ethnic Identity มอญ, Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยขอนแก่น  ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
(เอกสารฉบับเต็ม)
Total Pages 113 Year 2554
Source วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Abstract

          งานเขียนกล่าวถึงการศึกษาวิถีชีวิตชาวมอญเทศบาล ตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี  ซึ่งเป็นกลุ่มคนมอญที่อพยพมาจากหลายหมู่บ้านในเขตอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยมาอยู่ที่ตำบลหวายเหนียวติดลำน้ำแม่กลองเป็นเวลากว่า 177 ปี จากการศึกษาระบุว่า คนมอญเทศบาลหวายเหนียวนั้นมีความเป็นอยู่อย่างอบอุ่น ทำการเกษตรเป็นหลักและมีความขยันหมั่นเพียรในการเลี้ยงชีพและปลูกฝังให้ลูกๆได้ร่ำเรียนหนังสือมีความรู้ทำมาหากิน คนมอญได้มีการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ เช่นการเลี้ยงผี การรำผี การบวช งานแต่งงาน งานศพ และมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเรื่องภาษาที่พบว่ามีเฉพาะผู้สูงอายุและคนรุ่นพ่อแม่ที่สามารถพูดภาษามอญ ส่วนลูกหลานรุ่นใหม่พูดภาษามอญไม่ได้แล้ว และการแต่งกายแบบดั้งเดิมก็อยู่เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่วนคนรุ่นใหม่ได้เปลี่ยนมาแต่งกายตามสมัยนิยม ซึ่งผลการศึกษานี้ผู้วิจัยระบุว่าจะใช้เพื่อเป็นแนวทางในการอนุรักษ์วิถีชีวิตของคนมอญ

Focus

         เพื่อศึกษาวิถีชีวิตชาวมอญตำบลหวายเหนียว และเพื่อนำผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการอนุรักษ์วิถีชีวิตชาวมอญให้คงอยู่คู่กับชุมชนตำบลหวายเหนียว  อำเภอท่ามะกา  จังหวัดกาญจนบุรี (หน้า 7) 

Theoretical Issues

แนวคิดเกี่ยวกับวิถีชีวิต 
          งานวิจัยเรื่อง วิถีชีวิตชาวมอญตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี มีคำถามหลักในการวิจัยคือ วิถีชีวิตของชาวมอญในพื้นที่ศึกษามีการดำรงชีวิตอย่างไร โดยดูจากการดำรงชีวิตประจำวัน ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อและศาสนา ด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เพื่อนำผลการศึกษามาใช้เพื่อเป็นนโยบายด้านการอนุรักษ์วิถีชีวิตชาวมอญต่อไปในอนาคต (หน้า บทคัดย่อ)
          จากการศึกษามีข้อค้นพบคือ วิถีชีวิตของชาวมอญนั้นมีความขยันหมั่นเพียร พ่อแม่มีความพยายามส่งเสริมลูกหลานให้เรียนสูงๆ ด้านขนบธรรมเนียมประเพณียังมีการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมงานประเพณีต่างๆ ตั้งแต่อดีต ส่วนด้านภาษานั้นเด็กวัยรุ่นคนรุ่นใหม่ไม่พูดภาษามอญและมีความเป็นไปได้ว่าจะสูญหายไปในอนาคต เพราะภาษามอญนั้นยังพูดกันเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น (หน้าบทคัดย่อ) 
         สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับวิถีชีวิต ที่ผู้เขียนนำมาใช้นั้นมองว่ามีองค์ประกอบสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นวัตถุ เช่นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ตกทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษรวมทั้งประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาใหม่โดยเกิดขึ้นจากความรู้ความสามารถในการประดิษฐ์สิ่งเหล่านั้น (หน้า 13) สองคือส่วนที่ไม่ใช่วัตถุแบ่งออกเป็น 1) ส่วนที่เป็นระบบความคิดความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยมทางสังคมที่อยู่เบื้องหลังการกระทำหรือระบบคุณค่า ซึ่งเป็นคุณธรรมยึดเหนี่ยวจิตใจของคนที่อยู่ในสังคม รวมทั้งความรู้ นิสัยใจคอ ความคิดและปัญญาความรู้ต่างๆ  2) เทคนิควิธีการในการใช้ชีวิตการกระทำ รวมทั้งวิธีการบริโภค การพักผ่อน  การแสดงความรู้สึกนึกคิด วิธีสื่อความหมาย การจราจรและขนส่ง การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม การหาความสุขทางจิตใจ ซึ่งเป็นการปฏิบัติของคนต่อร่างกายและจิตใจของคนที่อยู่ด้วยกัน และสิ่งแวดล้อมรอบตัว (หน้า 13) 
          กล่าวโดยสรุปวิถีชีวิตนั้นมีความหลากหลายและเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีความเกี่ยวข้องกับการปรับตัวเพื่อรักษาความสมดุลกับสิ่งแวดล้อม การปรับตัวเชิงพฤติกรรมและจิตสำนึกมีความต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเพณีและวัฒนธรรม  (หน้า 13)
          ในการนำแนวคิด เกี่ยวกับวิถีชีวิตมาใช้ พบว่า วิถีชีวิตชาวมอญตำบลหวายเหนียวมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น หรือเด็กชาวมอญนั้น วิถีชีวิตได้เปลี่ยนไป ไม่พูดภาษามอญเหมือนคนรุ่นพ่อแม่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตภาษามอญจะไม่มีคนไทยเชื้อสายมอญที่อยู่ในพื้นที่ศึกษาพูดกันอีกต่อไป หากไม่รีบร่วมกันอนุรักษ์หรือส่งเสริมเผยแพร่ต่อไป (หน้าบทคัดย่อ) 
 

Ethnic Group in the Focus

มอญ
         จากข้อมูลการสำรวจของพม่า เมื่อ ค.ศ. 1931 ระบุว่า คนมอญประมาณ ร้อยละ 97 ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณลุ่มน้ำอิระวดี  แม่น้ำสะโตง กลุ่มชาติพันธุ์มอญอยู่ในพม่า    ชาวพม่าจะเรียกคนมอญว่า ตะเลง และมุน  ส่วนคนมอญจะเรียกตนเองว่า รามัญ เพราะไม่ค่อยภาคภูมิใจที่มีคนเรียกว่า ตะเลง หรือ มุน  (หน้า 3)
          สำหรับความเป็นมาของคนมอญนั้น งานเขียนระบุว่า กลุ่มชาติพันธุ์มอญเป็น ชนเผ่ามองโกลอยด์ เมื่อก่อนตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศจีน ส่วนในกลุ่มนักภาษาศาสตร์และมานุษยวิทยาชี้ว่า ชาวมอญอยู่ในตระกูล มอญ เขมร ความเป็นมาของคนมอญนั้นเชื่อว่ามอญอพยพจากจีนย้ายที่อยู่ลงมาทางใต้แล้วมาตั้งอาณาจักรในบริเวณฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำอิระวดีและในเวลาได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยอีกหลายละลอก (หน้า 3)
 

Language and Linguistic Affiliations

ภาษามอญ
          คนมอญเทศบาลหวายเหนียวจะพูดมอญเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ รุ่นพ่อแม่  นอกจากใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันแล้ว ก็ใช้สวดมนต์เป็นภาษามอญ ทุกวันนี้มีการพูดมอญปนกับภาษาไทยมากขึ้น ส่วนคนมอญหวายเหนียวรุ่นลุกหลาน พูดภาษามอญไม่ได้แล้ว  (หน้า 73) เนื่องจากภาษามอญไม่มีใครสอน (หน้า 74) ไม่มีวัดสอนภาษามอญ ปัจจุบันมอญเทศบาลหวายเหนียวเปลี่ยนมาเขียนตัวอักษรไทย (หน้า 75)              ตัวอย่าง เช่น
  ภาษามอญ                                     ภาษาไทย
เจี๊ยะเปิง                                                   กินข้าว
เซิงดัจซ์                                                   กินน้ำ
อาลอเกิง                                                 ไปไหนมา
จะอาลา                                                   จะไปไหน
ฮุมดัจช์                                                    อาบน้ำ
เจี๊ยะปุ                                                      กินหมาก
อาเทียว                                                   ไปเที่ยว  (หน้า 73)
 

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุเวลาที่ชัดเจน แต่มีการสัมภาษณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 และเก็บข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมีนาคม 2554 (หน้า 21) 

History of the Group and Community

ความเป็นมาของมอญตำบลหวายเหนียว
          แต่เดิมชาวมอญตำบลหวายเหนียว อพยพมาจากบ้านนครชุมน์ บ้านหัวหิน บ้านม่วง  อำเภอบ้านโป่ง  จังหวัดราชบุรี เนื่องจากที่อยู่เดิมที่ดินทำกินไม่เพียงพอกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ชาวมอญได้อพยพมาอยู่ตำบลหวายเหนียวเพราะมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง รวมระยะเวลาที่มาอยู่ตำบลหวายเหนียวเป็นเวลากว่า 117 ปี โดยกระจายอยู่หลายหมู่บ้าน เช่น บ้านหวายเหนียว หมู่ 2 บ้านทับซุง หมู่ 6 บ้านวังทอง หมู่ 7 (หน้า 6) 
          ประชากรศึกษาเป็นมอญที่อยู่ในตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ที่ยังคงดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมความเชื่อ ประเพณีดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ (หน้า 7) มอญกลุ่มนี้ได้ย้ายมาจากบ้านนครชุมน์  บ้านหัวหิน บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง  จังหวัดราชบุรี ที่อพยพด้วยเรือและเกวียนมาอยู่ที่ตำบลหวายเหนียว เป็นเวลากว่า 177 ปี  สาเหตุที่ย้ายเพราะมีประชากรเพิ่มขึ้นที่ทำกินไม่พอเพียง และที่อยู่ใหม่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ติดแม่น้ำแม่กลอง (หน้า 20)  การโยกย้ายที่อยู่คนมอญก็จะนำวัฒนธรรมและประเพณีมาเผยแพร่และสืบทอดต่อ ซึ่งหมู่บ้านมอญในแต่ละแห่งคนในหมู่บ้านมักจะเป็นญาติพี่น้องกัน (หน้า 21) 
 
ประวัติมอญในราชบุรี 
          ชาวมอญที่อยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากพม่าเมื่อประมาณ พ.ศ. 2490 เนื่องจากหลบหนีปัญหาทางการเมืองในประเทศพม่า ส่วนชาวมอญที่เข้ามาอยู่ในไทยในอดีตนั้นเข้ามาอยู่ตั้งแต่กรุงหงสาวดีแตก เมื่อ พ.ศ. 2300 โดยได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในหลายจังหวัด เช่น จังหวัดปทุมธานี  นนทบุรี  ราชบุรี  และอื่นๆ กระทั่งลูกหลานได้รับสัญชาติไทยในเวลาต่อมา (หน้า 5) 
         การอพยพของมอญเข้ามาอยู่ในไทย โดยตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา กับบริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลอง  การหลบหนีภัยสงครามจากประเทศเข้ามาในประเทศไทยอพยพมา เก้าครั้ง ประกอบด้วย ในสมัยอยุธยาอพยพมา 6 ครั้ง สมัยกรุงธนบุรี หนึ่งครั้ง และต้นสมัยรัตนโกสินทร์อีกสองครั้ง ชาวมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย กษัตริย์ของไทยแต่ละยุคสมัยต่างก็ให้ความต้อนรับชาวมอญ โดยพระราชทานที่ดินให้อยู่ส่วนมากจะเป็นบริเวณฝั่งแม่น้ำ เช่นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำตอนเหนือของกรุงเทพ บริเวณลุ่มแม่น้ำกรอง ชาวมอญจะอยู่กันมากเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์  โดยจะตั้งบ้านเรือนอยู่กันอย่างหนาแน่นตั้งแต่บ้านโป่ง กระทั่งถึงโพธาราม เพราะเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกและสะดวกต่อการสัญจรเดินทาง (หน้า 5)และกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องและไปทำบุญไหว้พระในประเทศพม่า (หน้า 6) 
 
ประวัติชนชาติมอญ 
          แต่เดิมมอญมีอาณาจักรเป็นของตนเองก่อนที่จะถูกพม่ายึดครอง ในเวลาต่อมาความเป็นมา คนมอญมองโกลอยเป็นกลุ่มชนเผ่า แต่เดิมตั้งรกรากอยู่ด้านตะวันตกของประเทศจีน ด้านภาษา คนมอญมีภาษาพูดอยู่ในตระกูลมอญ เขมร  ต่อมามอญย้ายมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บริเวณที่ราบลุ่มอิระวดีที่เป็นบริเวณตอนล่างของพม่าในทุกวันนี้ โดยเรียกบริเวณนี้ว่า “รามัญประเทศ” คนพม่าเรียกคนมอญในประเทศที่อยู่ในประเทศพม่า ว่า “ตะเลง” ส่วนมอญนั้นไม่ค่อยพอใจในชื่อเรียกนั้นสักเท่าไหร่ แต่ชอบเรียกตนเองว่า “มอญ” บางครั้งก็เรียกว่า “รามัญ” สำหรับอาณาจักรมอญที่อยู่ตอนล่างของพม่านั้นประกอบด้วยเมืองใหญ่ๆ ที่อยู่ด้านทิศตะวันออกได้แก่ เมืองสะเทิม  ทะวันเท  ทะละ    หงสาวดี เป็นต้น  ซึ่งเมืองเหล่าต่างก็เป็นเมืองที่อิสระต่อกันทั้งสิ้น   (หน้า 14)
          ด้านประวัติของมอญนั้นมีความเป็นมาก่อนพุทธกาล จากตำนานบอกว่านานมาแล้วมีพ่อค้าชาวอินเดียล่องเรือมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ที่มีคนมอญอาศัยอยู่แต่คนมอญในเวลานั้นวัฒนธรรมประเพณียังไม่มีความเจริญ ดังนั้นชาวอินเดียที่มีความก้าวหน้าด้านวัฒนธรรมประเพณีมากกว่าจึงสร้างอาณาจักรแล้วปกครองชาวมอญ ผ่านไปหลายปีจึงมีกษัตริย์เชื้อสายมอญ เนื่องจากมอญได้รับอารยธรรมจากมอญเป็นชาติแรก ดังนั้นมอญจึงเรียกตนเองว่า “รามัญ” โดยอยู่ในยุคต้นทราวดี  อาณาจักรมอญยืนยาวอยู่ประมาณ 500 ปี (หน้า 14)   ความเป็นมามีดังนี้ มอญสร้างอาณาจักรสุธรรมวดี ที่เมืองสะเทิม ปากอ่าวแม่น้ำสาละวิน รวมทั้งลุ่มน้ำสะโตง เมื่อ 241 ปี ก่อนพุทธศักราช ดินแดนกว้างขวางรวมแคว้น พยูนในช่วงยุคต้นทวาราวดี อาณาจักรของมอญขยายถึงเมืองทวาย ข้ามภูเขาไปด้านทิศตะวันออก ถึงฝั่งตะวันตกของอ่าวสุวรรณภูมิ บริเวณนี้มีชื่อว่า “มอญทวารวดี” ซึ่งทุกวันนี้คือภาคตะวันตกของไทย ตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ ถึงเพชรบุรี สำหรับกลุ่มที่อยู่ด้านตะวันออก คือ เผ่าละว้า จึงเรียกว่า “ละว้าทวารวดี”  (หน้า 14)  
          พุทธศักราชที่ 11 (ประมาณ พ.ศ. 1116-1140) มอญได้ตั้งเมืองพะโคที่บริเวณฝั่งอ่าวด้านตะวันตก ตรงข้ามกับเมืองสะเทิมแต่ภายหลัง แผ่นดินทั้งสองเมืองได้ติดต่อกันเพราะน้ำแห้ง เมืองพะโคแห่งนี้ภายหลังมีชื่อว่า “กรุงหงสาวดี” เป็นเมืองหลวงของมอญ กระทั่งพุทธศักราชที่ 12 อาณาจักรมอญเริ่มไม่เข้มแข็ง ถูกชนเผ่าละว้ารุกราน (หน้า 14) 
          กระทั่งพุทธศักราชที่ 13 มอญและละว้าตกอยู่ใต้อำนาจของขอมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ดังนั้นกลุ่มชนม่าน หรือพุกาม ที่เคยอยู่ใต้อำนาจของมอญจึงกระด้างกระเดื่อง ดังนั้นพุกามจึงมีความเข้มแข็งจนช่วงปลายพุทธศักราชที่ 15 (หน้า 14) 
          พุทธศักราชที่ 14 (พ.ศ. 1587)อาณาจักมอญกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งเมื่อเจ้าพรหมมหาราชแห่งอาณาจักรโยนก ประสบความสำเร็จในการขับใสขอมให้ออกจากดินแดนสุวรรณภูมิ  (หน้า 14)
          นับจากปลายพุทธศักราชที่ 15 (ประมาณ พ.ศ. 1587) อาณาจักมอญตกอยู่ใต้การปกครองของกษัตริย์พม่านานกว่า 240 ปี กระทั่ง พ.ศ. 1820  มอญกลับมามีอำนาจรุ่งเรืองอีกครั้ง เมื่อกองทัพมองโกลรุกรานพม่า กระทั่งเมืองล่มสลายกลายเป็นเมืองร้าง กลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า ได้แตกออกเป็นกลุ่มไม่ขึ้นต่อกัน เช่น ในเขตพม่าเหนือ หรืออังวะพุกาม  ตกอยู่ในการปกครองของเจ้าฟ้าไทใหญ่ในรัฐฉาน โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองสะกาย ภายหลังย้ายมาที่เมืองอังวะ  ส่วนในภาคใต้ของพม่า เป็นเขตอิทธิพลของมอญ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ(หน้า 15)
          กระทั่ง พ.ศ. 1830 มอญกลับมามีอำนาจอีกครั้ง เมื่อมะกะโทผู้นำชาวมอญที่พ่อขุนรามคำแหงให้การสนับสนุน ได้ยึดเมืองเมาะตะมะจากเจ้าอะลิมามังของพม่า จากนั้นก็ตั้งอาณาจักรมอญขึ้นมาอีกครั้งที่เมืองเมาะตะมะ ราชวงศ์ของมอญรุ่งเรืองเรื่อยมากระทั่ง พ.ศ. 2082 อาณาจักรของมอญก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอีกครั้งในสมัยพระเจ้าตะเบงชเวตี้ แห่งราชวงศ์ตองอู รวมระยะเวลาที่มอญมีอำนาจยาวนานกว่า 250 ปี มีกษัตริย์ทั้งหมด 19 พระองค์ (หน้า 15) เมื่อมอญตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ฝ่ายพม่าก็มีกำลังพลมากขึ้น และสามารถมีชัยชนะเหนือกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2112   ในสมัยพระมหินทราธิราช (หน้า 16)แต่หลังจากที่พม่าได้มอญเป็นกำลังสำคัญมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ จากนั้นเป็นต้นมามอญก็ไม่สามารถฟื้นอาณาจักรของตนเองได้เลยกระทั่งกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในพม่ามาจนถึงปัจจุบัน (หน้า 16)
          การอพยพจากพม่าเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเริ่มขึ้นนับตั้งแต่ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์ของพม่ามีชัยชนะเหนืออาณาจักรมอญนับจากปี พ.ศ. 2082 การอพยพหนีภัยการเมืองในพม่าประกอบด้วย 9 ครั้งสำคัญคือ ในสมัยอยุธยาอพยพ หกครั้ง สมัยกรุงธนบุรี หนึ่งครั้ง และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์อพยพเข้ามาไทยอีกสองครั้ง  (หน้า 16)ในสมัยอยุธยา ครั้งแรกในสมัยพระชัยราชาธิราช (พ.ศ.2077-2089)หลังจากที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีเมืองหงสาวดีแตกเมื่อพ.ศ. 2082จึงทำให้มีชาวมอญอพยพมายังกรุงศรีอยุธยา เป็นจำนวนมาก ครั้งต่อมาในสมัยพระมหาธรรมราชา พ.ศ.2119-2133 หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวร ประกาศให้กรุงศรีอยุธยาเป็นเอกราชไม่ขึ้นต่อกรุงหงสาวดี เมื่อ พ.ศ. 2127 ดังนั้นพระองค์จึงชักชวนผู้นำมอญและประชาชนอพยพมาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา (หน้า 16) ครั้งที่สามในสมัยพระนเรศวร พ.ศ. 2133-2148 ครั้งที่สี่ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พ.ศ. 2153-2171  ครั้งที่ห้าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2199 -2231 ครั้งที่หกในสมัยพระบรมโกศ พ.ศ. 2275-2301 (หน้า 17) และครั้งที่เจ็ดในสมัยกรุงธนบุรี สมัยพระเจ้าตากสิน พ.ศ. 2310- 2325  (หน้า 18) และครั้งที่แปด ตรงกับรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325-2352 และครั้งที่เก้าในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2352-2367 (หน้า 18)  
          สาเหตุของการอพยพส่วนใหญ่มาจากปัญหาทางการเมืองและภัยสงครามเมื่อในอดีตสำหรับเส้นทางอพยพ เข้ามาประเทศไทยประกอบด้วยเส้นทางสำคัญคือ 1) ด่านแม่ละเมา  เมืองตาก  2) ด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี  3) เมืองเชียงใหม่ (หน้า 19) อพยพมาทางเมืองอุทัยธานี (หน้า 20)
          สำหรับพื้นที่ที่มอญเข้ามาอยู่ทางการไทยได้จัดสถานที่ให้คนมอญตั้งบ้านเรือนประกอบด้วยพื้นที่ต่างๆ เช่น ที่อยู่ที่กษัตริย์พระราชทาน เช่น บริเวณรอบเมืองหลวง วัดบางขุนที่อยู่ไม่ไกลจากวังของสมเด็จพระนเรศวร บริเวณภายนอกของพระนคร เช่น   ปากเกร็ดนนทบุรี  สามโคกปทุมธานี พระประแดง(สมุทรปราการ) เป็นต้น  (หน้า 20) บริเวณเมืองที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย พม่า เช่นพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองนับจากบ้านโป่งกระทั่งถึง โพธาราม จังหวัดราชบุรี มหาชัย สมุทรสาคร  ด้านทิศตะวันตกของเมืองกาญจนบุรี และที่อื่นๆ (หน้า 20) 
เทศบาลตำบลหวายเหนียว  อำเภอท่ามะกา  จังหวัดกาญจนบุรี
          เทศบาลตำบลหวายเหนียว ไกลจากตัวเมืองกาญจนบุรี 38 กิโลเมตร อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ 101 กิโลเมตร มีพื้นที่ 3.63  ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือติดกับตำบลแสนตอ ทิศใต้ติดต่อกับตำบลเขาสามสิบหาบ กับตำบลพงตึก  สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม แม่น้ำแม่กลองไหลผ่านทางทิศตะวันออก  ผู้คนตั้งบ้านเรือนอยู่หนาแน่นบริเวณทิศเหนือ และทิศตะวันตกของวัดหวายเหนียว สภาพอากาศเป็นแบบร้อนชื้น (หน้า 26) 
 
 

Settlement Pattern

บ้านมอญตำบลหวายเหนียว
          บ้านเป็นแบบเรือนไทยสร้างไม่ค่อยสูง บางครั้งค่อนข้างเตี้ย มีชานบ้าน บันไดสูงห้าขั้น หรือเก้าขั้น สมัยก่อนบ้านมอญสร้างด้วยไม้ไม่ใช้ตะปูแต่ใช้การสลักไม้ หลังคามุงจาก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นสังกะสีหรือกระเบื้อง  (หน้า 80) 
 

Demography

ผู้ให้ข้อมูล
          มี  30 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารเทศบาล สี่คน ผู้นำชุมชนมอญ สามคน ผู้นำทางจิตวิญญาณชาวมอญ สองคน และปราชญ์ชาวบ้าน 21 คน (หน้า 38)    ประชากรในเขตเทศบาลมี 4,329 คน  เป็นเพศชาย  2,092 คน เพศหญิง 2,237 คน มีครัวเรือน 1,460 ครัวเรือน ความหนาแน่นประชากรเฉลี่ย 1193  คน ต่อตารางกิโลเมตร (หน้า 29)
 

Economy

อาหาร          
         มอญตำบลหวายเหนียวส่วนมากนิยมกินอาหารที่มีผักเป็นส่วนประกอบ เช่น   แกงรวม มีผักเป็นส่วนประกอบเช่น  กระเจี๊ยบ ฟัก ฟักทอง แตง บวบ ถั่ว ผักปัง มะเขือ  ใบแมงลัก นำมาแกงกับปลาทูนึ่ง กับปลาสด ส่วนแก่งอื่นๆก็มี เช่นแกงมะขาม  แกงกล้วย  แกงหัวปลี  แกงขี้เหล็ก แกงบอน  แกงลูกสั้น  แกงมะตาด  และอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริกปลาทู  อาหารส่วนใหญ่ทำด้วยผักเพราะว่าจะปลูกผักที่บ้านง่ายสะดวกต่อการทำอาหารเนื่องจากเนื้อสัตว์ราคาแพง(หน้า 76) การทำอาหารจะมีกระชายเป็นส่วนประกอบ เช่น แกงมะรุม  แกงมะละกอ  แกงบอน แกงขี้เหล็ก  แกงหน่อไม้ และอื่นๆ  คนมอญใส่กระชายลงในอาหารเพราะชอบรสชาติ และทำให้อาหารมีรสชาติดี (หน้า 77) 
 
เศรษฐกิจ        
          ประชาชน 80 % ทำอาชีพเกษตรกรรม  เช่น ปลูกอ้อย  ข้าว  ข้าวโพด ผักสวนครัว (หน้า 26)  อีก 20 % ทำงานรับจ้าง ในเขตเทศบาลมีโรงงาน 7 แห่ง  เป็นโรงงานขนาดใหญ่ 4 แห่ง และโรงงานขนาดกลาง 3 แห่ง  (หน้า 27)ในเขตเทศบาลประชาชนจะปลูกถั่วเขียว ข้าว ข้าวโพด อ้อย ผักผลไม้ไว้ขาย ปลูกผักไว้กิน เช่น มะเขือ  ฟักทอง  พริก  การปลูกจะต่างจากเมื่อก่อนเพราะต้องรอฝน แต่ทุกวันนี้มีคลองชลประทาน และเครื่องมือการเกษตรที่ทันสมัยจึงสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าในอดีต (หน้า 83) คนในชุมชนทำการเพาะปลูกพืชเพื่อขายและนำเงินมาซื้อของกินของใช้ และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น รถ ทีวี ตู้เย็น  (หน้า 85-87)
 

Social Organization

ครอบครัว       
          ชาวมอญ ได้ปลูกฝังให้ลูกหลานเคารพเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ความอบอุ่นในครอบครัว มาจากการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน พ่อกับแม่จะสอนให้ลูกๆ ทำงานบ้านช่วยเหลือครอบครัว เช่น เก็บกวาดบ้าน ล้างจาน (หน้า 56) ในบางครอบครัวผู้ปกครองจะพาลูกๆ ไปทำบุญในวันหยุด หรือไปกินข้าวนอกบ้าน (หน้า 58)
          ส่วนในชุมชนมอญถ้าหากเกิดความขัดแย้ง หรือทะเลาะเบาะแว้งกัน ก็จะให้      ผู้อาวุโส ที่ชอบเข้าวัดฟังธรรมที่สังคมให้ความเคารพเป็นผู้ตัดสินหรือไกล่เกลี่ย แต่ถ้าตัดสินไม่ได้ก็จะให้เจ้าอาวาสเป็นคนพิจารณาต่อไป (หน้า 81) เจ้าอาวาสเป็นผู้ตัดสินปัญหาและทุกคนจะยอมรับ (หน้า 82) มีการรวมกลุ่มอาชีพ (หน้า 84) 
 
การแต่งงาน         
          เมื่อหนุ่มสาวมีความชอบพอกันหากตกลงที่จะแต่งงานมีเหย้ามีเรือน ฝ่ายชายก็จะให้ญาติผู้ใหญ่ไปสู่ขอกับพ่อ แม่ฝ่ายหญิง เมื่อได้ฤกษ์แต่งงานตกลงเรื่องค่าสินสอดได้แล้ว ในวันแต่งงานฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะยกขบวนขันหมากไปบ้านเจ้าสาว  ฝ่ายเจ้าสาวก็จะกั้นประตูเงิน ประตูทอง รดน้ำสังข์ให้พรคู่บ่าวสาว จากนั้นก็จะจัดเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดี  เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าเรือนหอ การจัดขันหมากและปูที่นอนจะให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่แต่งงานมานานและเป็นคู่ชีวิตที่มีความอบอุ่น ทำการจัดขันหมากให้คู่บ่าวสาว (หน้า 64) คนมอญต้องนำขันหมากมาตั้งที่เสาเอกของบ้านจุดธูปบอกกล่าวผีบรรพบุรุษ เมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายหญิง  ก็จะมานับถือผีของทางฝ่ายชาย  (หน้า 65) 
 

Political Organization

Belief System

ศาสนาและความเชื่อ 
          คนมอญในเขตเทศบาลตำบลหวายเหนียว นับถือศาสนาพุทธและมีความเชื่อเรื่องผี  คนมอญถูกปลูกฝังให้เคร่งครัดในพุทธศาสนา ในวันปกติจะทำบุญตักบาตร และเมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนา ก็ไปทำบุญฟังเทศน์ที่วัดวันสารทมอญในวันออกพรรษาฟังเทศน์มหาชาติ (หน้า 68) สำหรับวันสารทมอญหรือวันออกพรรษา  ในวันนี้คนมอญจะกวนกระยาสาดไปทำบุญ  ซึ่งในอดีตเรียกว่าข้าวทิพย์ หรือกวนข้าวทิพย์  ผู้เขียนระบุว่างานบุญวันออกพรรษาของมอญจะต่างกับวันออกพรรษาของไทย  เนื่องจากคนมอญจะนำกระยาสาดมาทำบุญด้วย และเอาไว้ฝากพี่น้องและญาติๆ (หน้า 68) สำหรับการกวนกระยาสาดคนมอญจะทำก่อนวันที่จะไปร่วมทำบุญ ที่จะมีขึ้นในวันต่อมา โดยจะนำอาหารคาวหวานไปถวายพระฟังเทศน์เพื่อความเป็นมงคล (หน้า 68)   
          นอกจากนี้ในช่วงประมาณกลางเดือนสาม ชาวมอญจะทำบุญเผาข้าวหลามซึ่งจะตรงกับวันมาฆบูชา  โดยคนมอญทุกหลังคาเรือนจะเผาข้าวหลามก่อนวันงาน  ในวันรุ่งขึ้นจะนำข้าวหลามพร้อมด้วยอาหารหวานคาวอื่นๆไปตักบาตรทำบุญที่วัด ในภาษามอญการเผาข้าวหลามไปทำบุญเรียกว่า “จองโอ๊ะต้าน” โดยมอญแต่ละหลังคาเรือนจะนำข้าวหลามมารวมกันตามกำลังศรัทธาแล้วนำไปทำบุญที่วัด บางส่วนก็แบ่งให้ญาติและบ้านใกล้เรือนเคียง และเมื่อถึงเวลากลางคืนก็จะไปทำพิธีเวียนเทียนที่วัด (หน้า 68)    
          ส่วนวันเข้าพรรษาคนมอญจะไปทำบุญตักบาตรที่วัด ถวายผ้าอาบน้ำฝน ถวายเทียน และแห่เทียนถวายวัดที่ชาวมอญจะมาร่วมกันทำบุญกับทางเทศบาล และในช่วงเข้าพรรษาคนมอญจะทำบุญทุกวันกระทั่งครบสามเดือน (หน้า 68)  
          ตามความเชื่อแล้วคนมอญมีความผูกพันกับศาสนาพุทธ เช่น คนมอญเชื่อว่าการได้ฟังเทศน์มหาชาติจะได้บุญอย่างยิ่ง โดยจะไปร่วมฟังทุกหลังคาเรือนในการฟังเทศน์นั้นคนมอญบอกว่าจะได้บุญตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ไม่ตกนรกให้ได้รับความทรมานลำบาก สำหรับการฟังเทศน์มหาชาตินั้นจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติของพุทธเจ้า อาทิ กัณฑ์หา ชาลี  กัณฑ์มัทรี  กัณฑ์ชูชก เทศน์คาถาพันที่มีหนึ่งพันคาถา ที่แบ่งออกเป็นทั้งหมด 13 กัณฑ์  ในวันนี้คนมอญจะถวายธูปพันดอก เทียนพันเล่ม ดอกบัวพันดอก  หมากพันคำพลูพันกลีบ  ธงพันผืน ซึ่งในแต่ละปีคนมอญจะทำบุญที่วัดหวายเหนียวในวันที่ 16 เมษายน ของทุกปีการเทศน์จะเริ่มตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายสี่โมงเย็น หากใครฟังเทศน์มหาชาติจนจบครบสิบสามกัณฑ์คนมอญเชื่อว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ (หน้า69)
          จากการศึกษาพบว่า คนมอญในพื้นที่ศึกษาทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ และมีความเชื่อว่าการทำบุญทำทานจะทำให้เกิดความศิริมงคลกับชีวิต คนมอญจะนิยมไปทำบุญที่วัดทุกวันและเชื่อว่าถ้าทำความดีจะได้รับกรรมดีแต่ถ้าทำบาปก็จะตกนรกหมกไหม้ ดังนั้นนอกจากทำบุญไหว้พระแล้ว คนมอญยังนิยมสร้างหิ้งพระไว้ที่บ้านเพื่อกราบไหว้บูชา บางส่วนก็นิยมสวมใส่พระเครื่องเพราะเชื่อว่าจะช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดจาดภยันตรายต่างๆ และทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง(หน้า 70)  คนมอญเชื่อในคำสอนของศาสนาพุทธ โดยจะทำบุญตักบาตรเป็นประจำ ส่วนความเคร่งครัดในการนับถือศาสนานั้นพบว่า ในอดีต คนมอญเวลาเข้าวัดจะถอดรองเท้าแล้วถือรองเท้าไปที่ศาลา ผู้หญิงเวลาเข้าวัดจะแต่งกายด้วยชุดสุภาพสวมผ้าถุง ผู้ชายสวมโสร่ง แต่งกายสุภาพ (หน้า 71) 
 
การนับถือผี
          การนับถือผีมีตระกูลที่นับถือ มีการนับถือผีโคตรตระกูลหลายอย่าง เช่น ผีเต่า ผีปลา  ผีงู  ผีม้า  ผีไก่ ผีข้าวเหนียว ตัวอย่างเช่นผีไก่ หากทำอะไรที่เกี่ยวกับไก่ เมื่อทำพิธีจะเอาหัวไก่ไว้ กับข้าวปากหม้อ  น้ำหนึ่งแก้ว  แล้วนำไปตั้งไว้ที่เสาเอกของบ้าน  แต่ถ้าหากเป็นผีเต่าขั้นตอนการทำพิธีก็จะเหมือนกันเพียงแต่จะเปลี่ยนมาใช้หัวเต่าแทน ส่วนพิธีเกี่ยวกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน  คนมอญในเขตเทศบาลหวายเหนียวนับถือผีทุกคนและนับถือกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ (หน้า 72)
          ส่วนพิธีกรรมต่างๆ ของมอญในเขตเทศบาลตำบลหวายเหนียวมีดังนี้ 
พิธีเลี้ยงผี หรือ “การเลี้ยงผีทางนั่ง”       จะทำพิธีสามปีต่อครั้ง โดยไม่ให้ตรงวันเสาร์กับวันพระ การประกอบพิธีต้องเป็นเดือนคู่ ไม่อยู่ในช่วงเข้าพรรษา กรณีที่ลูกหลานในครอบครัวตั้งครรภ์ต้องจุดธูปบอกเลื่อนวันทำพิธีออกไป กำหนดวันคนในครอบครัวจะไปหาคนทรง หรือมอญเรียกว่า “โต้ง” เพื่อให้ช่วย เมื่อถึงวันกำหนดทำพิธีคนในครอบครัวของมอญจะทำพิธีในช่วงเช้า ใช้เวลาประมาณสอง-สามชั่วโมง สำหรับของเซ่นไหว้ ประกอบด้วย  ขนมทอด กล้วย มะพร้าว  เหล้า  อาหาร  หมู  ไก่  นำอาหารใส่จานมาวางที่เสาเอก นำกระบุ้งหนึ่งใบแขวนไว้ที่เสาเอก เรียกว่ากระบุ้งผี จากนั้นก็นำผ้าผีมาเปิดวางไว้ และตั้งพานบูชาครูให้กับคนทรง(โต้ง) ซึ่งมีสิ่งของต่างๆได้แก่ กล้วยหนึ่งหวี  มะพร้าวหนึ่งลูก  พลูเจ็ดใบ หมากเจ็ดซีก บุหรี่หนึ่งซอง  เงิน 12 บาท ธูป เทียน ดอกไม้   เมื่อลูกหลานมาถึงก็จะยกพานครู จุดธูปเทียนบอกกล่าวกับครู ผี และเจ้าที่  ให้ลูกหลานจุดธูปเทียนบูชาที่เสาผีคนละดอก เพื่อเชิญดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับกับผีบ้านและผีเรือนมารับของเซ่นไหว้ (หน้า 60)
 
          รำผี หรือ “เลี้ยงผีทางยืน”  จะประกอบพิธีเมื่อมีคนทำผิดผี   เช่นกรณีที่ บุคคลอื่นที่เป็นแฟนกันแล้วมานอนค้างที่บ้านแต่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวต้องทำพิธีรำผี  กับคนตั้งครรภ์หากมาพิงเสาในบ้าน ก็ต้องทำพิธีรำผีเช่นกัน จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการขอขมาต่อผี ในวันงานคนในครอบครัวต้องมาครบทุกคน  ข้อยกเว้นของการรำผีจะไม่จัดในเดือนสอง  วันพระ วันเสาร์  การทำพิธีจะใช้เวลาสองวัน ในวันแรกจะกางเต็นท์พิธีที่บริเวณนอกบ้าน  ในวันที่สองจะทำพิธีโดยเชิญร่างทรงจากนครชุมน์ มาทำพิธีและจะบรรเลง ระนาดลาดตะโพน  วงปี่พาทย์  ช่วงทำพิธีคนในครอบครัวจะรำผีที่เต็นท์พิธี ส่วนของเซ่นไหว้จะใช้สามสิบ-ห้าสิบจาน  ประกอบด้วยขนมมอญ เช่น ขนมแป้งทอด ขนมข้าวเหนียว  อ้อย  กล้วย  มะพร้าว  ปลาช่อน  ปลาย่าง (หน้า 61) 
          การทำพิธีคนทรงจะเชิญดวงวิญญาณผีต้นตระกูล แล้วให้ลูกหลานมานั่งล้อม ในช่วงเช้าคนในตระกูลจะรำก่อน และคนที่ผีต่างตระกูลจะมาร่วมรำในช่วงบ่าย การเต้นรำจะเป็นไปอย่างเพลิดเพลินใจ พิธีจะจบลงประมาณบ่ายสามโมง (หน้า 62)
             
การไว้จุกและไว้โก๊ะของเด็กมอญ           
          เด็กมอญจะไว้จุกและไว้โก๊ะทั้งเด็กชายและเด็กหญิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นมอญ  สำหรับการโกนจุกของมอญจะทำในวันเลี้ยงผีหรือวันรำผี เด็กที่อยู่ในตระกูล (หน้า 62)  การโกนจุก เด็กที่อยู่ในตระกูล จะทำในตอนเช้าก่อนพิธีเลี้ยงผี และรำผี  คนในครอบครัวก็จะเตรียม น้ำส้มป่อยผสมขมิ้น  น้ำและแป้ง  ไว้ให้แม่ของเด็ก โดยก่อนที่จะเริ่มทำการโกนจุก ล้างมือ ล้างเท้าพ่อแม่ของสามี และยื่นหมากพลูให้ คนที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านจะเป็นคนโกนผมแล้วอวยพรให้ลูกหลานเพื่อความเป็นศิริมงคล ขณะโกนจะนำใบตองมาใส่ผมเพื่อให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุข  แล้วเอาน้ำส้มป่อยผสมขมิ้นรดที่จุกผมของเด็กแล้วรดด้วยน้ำเปล่าจึงโกนจุก เมื่อโกนจุกเรียบร้อยแล้วก็จะอาบน้ำให้เด็กแล้วปะแป้งก็ถือว่าจบพิธี จากนั้นจึงจะเลี้ยงผี เมื่อโกนผมเรียบร้อยแล้วเด็กจะไว้ผมทรงไหนก็ได้แล้วแต่ความสมัครใจ (หน้า 63)
 
พิธีบวช          
         เมื่อชายชาวมอญอายุครบยี่สิบปี ก็จะบวชทดแทนบุญคุณพ่อ แม่ งานบวชแบ่งเป็นสามวันคือ วันสุกดิบเล็ก  วันสุกดิบใหญ่ และวันบวช  โดยในวันสุกดิบเล็กจะเป็นวันเตรียมงานขนถ้วยชามมาจากวัด วันสุกดิบใหญ่ ญาติๆจะตัดผมให้นาคทรงดอกกระทุ่ม แต่งหน้า ใส่ผ้าม่วงสไบเฉียงสีฉูดฉาด ทัดดอกไม้สวมกำไลข้อมือ ข้อเท้า ช่วงบ่ายจะแห่นาคขี่ม้าจากบ้านไปวัดไปลาหลวงพ่อที่วัด ศาลเจ้า จากนั้นก็จะแห่กลับมาบ้าน  (หน้า 63) ให้หมอขวัญมาทำพิธีทำขวัญนาค ในวันรุ่งขึ้นก็จะแห่นาคอีกครั้งแล้วแห่กลับมาบ้านเพื่อโกนผมนาค จากนั้นพ่อกับแม่ก็จะเอาผมนาคไปไว้ที่ต้นกล้วย เพื่อให้มีชีวิตสงบร่มเย็น  แล้วก็จะเปลี่ยนชุดขาวแล้วนิมนต์พระเก้ารูปเพื่อให้นาคใส่บาตร ให้พระมาฉันเพลที่บ้าน  ประมาณบ่ายสองโมงจึงแห่นาคไปวัด ส่วนญาติๆ และเพื่อนบ้านก็จะร่ายรำในขบวนอย่างคึกครื้น ไปส่งนาคที่ประตูโบสถ์เพื่อทำพิธีอุปสมบทตามหลักพุทธศาสนา (หน้า 64)
 
วันสงกรานต์          
          ถือเป็นวันปีใหม่ของคนมอญ ที่จะมาพบปะสังสรรค์ทำบุญร่วมกัน งานสงกรานต์จะจัดตั้งแต่วันที่ 13-17 เมษายน โดยในวันที่ 12 จะทำบ้านขนาดเล็กๆ ให้กับนางสงกรานต์ ประดับด้วยผ้าขาวและดอกไม้และกางร่ม เมื่อถึงเช้าวันที่ 13 คนมอญเทศบาลหวายเหนียวจะทำข้าวแช่ โดยนำข้าวสุกมาใส่น้ำเย็นลอยด้วยดอกมะลิในหม้อดิน  จากนั้นก็จะทำกับข้าว เช่น  ยำมะม่วง ยำผักกาด ยำปลาป่น  ปลาหวาน  เนื้อเค็ม  หมูฉาบน้ำตาล ก๋วยเตี๋ยว  ปลาหมึกทอด ปลาเค็ม และอื่นๆ จากนั้นจะนำข้าวแช่ และกับข้าวคาวหวานไปไว้ที่ศาลที่เชิญนางสงกรานต์ และส่วนหนึ่งจะนำไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัด และเก็บไว้กินที่บ้าน รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ มีการละเล่นพื้นบ้าน เช่น ลูกช่วง  รำวง  มอญซ่อนผ้า รำรง และอื่นๆ ปัจจุบันทางเทศบาลหวายเหนียวได้จัดงานสงกรานต์ที่วัดหวายเหนียว ในวันที่ 16 เมษายน จัดกิจกรรมให้ร่วมกันก่อเจดีย์ทราย และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในชุมชน ส่วนวันที่ 17 เมษายน มีพิธีสงฆ์น้ำพระ รดน้ำผู้เฒ่าผู้แก่  เล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน และมีการละเล่นพื้นบ้าน เช่น วิ่งกระสอบ มวยทะเล ชักกะเย่อ เพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชน เป็นต้น  (หน้า 67)
 
ผีตระกูล
         คนมอญบ้านหวายเหนียวแต่ละตระกูลจะนับถือผีประจำตระกูลของตนเอง โดยจะทำพิธีเลี้ยงผีสามปีต่อครั้ง ห้ามคนตั้งครรภ์เข้าบ้านหรือพิงเสาบ้าน แต่ถ้าหากนั่งพิงเสาก็ต้องทำพิธีไหว้ผี  หรือถ้าหากทำผิดอย่างอื่นๆ ก็ทำพิธีไหว้ผีเช่นกัน   (หน้า 81) 
 
งานศพ
          หากมีคนเสียชีวิตผิดธรรมชาติ ตายโหงด้วยอุบัติเหตุหรือถูกฆาตกรรม คนมอญจะต้องเก็บศพใส่โกดัง ไม่ทำพิธีเป็นเวลาสามปี ก็จะนำศพมาเผา(หน้า 82) ส่วนเด็กที่ตายเมื่ออายุไม่ถึง 12 ปี ก็จะฝังโดยไม่เผา กรณีที่ตายปกติก็จะตั้งศพไว้ที่บ้าน แต่ถ้าตายที่อื่นก็จะไปตั้งศพที่วัด กรณีที่ตายบนบ้านสามารถนำศพลงมาข้างล่าง แต่ถ้าตายข้างล่างบ้านห้ามนำศพขึ้นบนบ้าน  (หน้า 65) การตั้งศพจะไม่ให้สูงกว่าพระสงฆ์ โดยจะหันหัวศพไปทางทิศตะวันตก การตั้งศพจะขึ้นอยู่กับฐานะเศรษฐกิจของเจ้าภาพ ว่าจะตั้งศพกี่วัน บางรายอาจจะตั้งศพไว้สามวัน ห้าวัน หรือเจ็ดวัน  ในครอบครัวที่ฐานะค่อนข้างดี จะจ้างวงปี่พาทย์มาบรรเลงและรำหน้าศพและสวดด้วยภาษามอญ ที่ปลายเท้าศพจะมีหม้อและถาดเรียกขวัญผู้เสียชีวิต ในหม้อใส่ข้าวสาร และถ่านไว้ นอกจากนี้ก็มีถาดของใช้สอยเช่นเสื้อผ้าและแหวนหนึ่งวง (หน้า 66)  
          ในเวลาบ่ายควายหรือเมื่อเงาบ้านแค่ควายนอนได้ตัวหนึ่งจึงจะเคลื่อนศพออกจากบ้าน ลูกจะทุ่มหม้อให้แตก เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างคนตายกับโลกมนุษย์ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกันอีก สำหรับสิ่งของที่อยู่ในถาดจะมอบให้คนอื่น แต่แหวนทองจะให้ลูกคนสุดท้อง เมื่อถึงเวลาบ่ายโมงก็จะเคลื่อนศพไปทำพิธีเผาที่วัด ส่วนญาติผู้ตายผู้หญิงจะนุ่งผ้าสีขาว ส่วนผู้ชายจะคาดเอวด้วยผ้าสีขาวเช่นกัน
          สำหรับความเชื่ออื่นๆ เช่น คนมอญจะไม่เผาศพในวันพระและวันเสาร์ (หน้า 66)
 

Education and Socialization

การศึกษาของมอญเทศบาลหวายเหนียว
          เด็กมอญจะเรียนในโรงเรียนไทย ไม่ได้เรียนตัวหนังสือภาษามอญ ครอบครัวไม่ได้สอนให้เด็กพูดภาษามอญ นอกจากนี้ภาษาพูดยังพูดเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เมื่อมีลูกมีหลานก็ให้พูดภาษาไทย ที่เป็นเช่นนั้นบางคนบอกว่าถูกภาษาไทยกลืน เนื่องจากเด็กมอญได้เรียนภาษาไทยในโรงเรียน และปัจจุบัน ส่วนพ่อแม่ก็ไม่ได้ฝึกให้ลูกพูดมอญ นอกจากนี้บางรายยังแต่งงานกับคนไทยจึงไม่ได้พูดภาษามอญ นอกจากนี้ภาษามอญเป็นภาษาที่พูดยากดังนั้นจึงมีผู้หวั่นเกรงว่าภาษามอญต่อไปจะสูญหายเพราะว่าไม่มีผู้สืบทอดเนื่องจากไม่มีคนสืบต่อและไม่มีตัวอักษร (หน้า 74) ส่วนคนรุ่นเก่าที่สามารถพูดภาษามอญได้เริ่มเริ่มลดลง งานเขียนระบุว่าแต่เดิมภาษามอญอยู่ในตำราหมอ แต่ทุกวันนี้ตำราก็สูญหาย และวัดมอญก็ไม่ได้สอนภาษามอญเหมือนเช่นในอดีต (หน้า 75) 
          ส่วนด้านการศึกษาในโรงเรียนของรัฐคนมอญเทศบาลหวายเหนียว คนที่เป็นรุ่นพ่อแม่จะส่งเสริมให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี เพราะว่าคนรุ่นตนไม่ค่อยได้เรียนหนังสือเนื่องจากฐานะไม่ค่อยดี ปัจจุบันคนมอญในเขตเทศบาลได้เรียนหนังสือเป็นจำนวนมากเพราะเด็กมอญค่อนข้างมีไหวพริบดี สำหรับคนที่มีฐานะอาจส่งเสียให้ลูกได้เรียนสูงๆ จนจบระดับชั้นปริญญาตรี  คนมอญที่มีฐานะนั้นมีโอกาสมากกว่าครอบครัวอื่นที่จะสนับสนุนลูกหลานในด้านการศึกษากว่าครอบครัวที่มีฐานะยากจนซึ่งจะให้ลูกหลานได้เรียนเท่าที่เรียนได้หรือขึ้นอยู่กับความสามารถของลูกหลาน (หน้า 48)  
         ปัจจุบันคนมอญมีโอกาสเลือกในการศึกษามากกว่าในอดีต ในกลุ่มที่ถนัดวิชาชีพก็จะเรียนงานฝีมือเช่น เรียนเสริมสวย ตัดเย็บผ้า การทำอาหาร  การนวดแผนไทย บางส่วนก็เรียนวิชาชีพ ปวช. ปวส. หรือเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาของรัฐ นอกจากนี้ยังมีบางรายที่เลือกการเรียนแบบความรู้พื้นบ้านเช่น เรียนการรักษาโรคจากหมอสมุนไพรในชุมชน (หน้า 50) ในการศึกษาปัจจุบัน คนมอญได้เรียนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา อุดมศึกษา หรือหากครอบครัวใดที่ลูกหลานเรียนเก่ง ทางบ้านมีฐานะเศรษฐกิจดีก็สามารถส่งเสียลูกหลานได้เรียนสูงๆ มีการงานทำที่ดี ส่วนบางรายที่ฐานะไม่ดีก็อาจกู้ยืมเงินเรียนก็มี (หน้า 51) 
          คนมอญโดยพื้นฐานเป็นคนขยันหากเป็นในอดีตก็ขยันทำงานในนาไร่ ทำงานรับจ้างทั่วไป ขอให้มีงานทำอะไรก็ทำเพราะคนมอญถือว่าหากขยันก็จะมีกินมีใช้ไม่อดอยาก บางรายในปัจจุบัน หากทำงานโรงงานหากมีการทำงานล่วงเวลาก็จะทำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย (หน้า 52) ในปัจจุบัน บางรายที่ได้เรียนหนังสือที่ดีส่วนหนึ่งก็จะรับราชการเช่น เป็นครู ทหาร ตำรวจ ทำงานเทศบาล และอื่นๆ หรือทำงานกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คนที่ได้รับการศึกษาที่ดีส่วนใหญ่จะได้ทำงานที่มีความมั่นคงและมีรายได้ดีกว่าคนที่เรียนไม่สูง (หน้า 53) 
 

Health and Medicine

การรักษาพยาบาล 
          เมื่อเจ็บป่วยคนมอญเทศบาลตำบลหวายเหนียวจะดูแลสุขภาพและรักษาด้วยสมุนไพร บางครั้งก็รักษาแบบสมัยใหม่เช่น ไปคลินิก ไปโรงพยาบาล หากเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็จะไปซื้อยาที่ร้านค้า สำหรับการรักษาด้วยสมุนไพรนั้นจะมีผู้สูงอายุรู้วิธีรักษาด้วยสมุนไพร แต่เวลานี้เหลือผู้ที่รู้เรื่องการรักษาด้วยสมุนไพรไม่มากแล้ว เช่น รักษาแผลพุพองโดยพอกด้วยใบส้มป่อย  ใบระกาคุณสมบัติเป็นยาถ่าย กวาดคอเด็กใช้เปลือกมังคุด  และอื่นๆ (หน้า 46) 
 

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกาย        
          การแต่งกายดั้งเดิมแบบมอญจะมีเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เมื่อไปงานบุญและงานพิธีที่สำคัญ เช่น ไปทำบุญที่วัด งานบวช  (หน้า 75) 
          ผู้หญิงมอญ จะนุ่งซิ่น เมื่อไปทำบุญที่วัดจะพาดผ้าสไบเฉียงที่บ่า มวยผม ถักเปีย  ประดับด้วยปิ่นปักผม หรือปักด้วยดอกไม้ สวมเสื้อคอกระเช้าหรือเสื้อแขนกระบอก สวมใส่เครื่องประดับ เช่น สวมสร้อยทอง สร้อยข้อมือ แหวน  ต่างหู  เข็มขัด (หน้า 75) 
        ผู้ชายมอญ นุ่งโสร่ง คาดเอวด้วยผ้าขาวม้า บางครั้งก็พาดบ่า สวมเสื้อแบบกุยเฮง เสื้อคอกลมแขนสั้น ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม รองทรง (หน้า 75) 
         คนหนุ่มสาวแต่งกายตามสมัยนิยม เช่น ในกลุ่มหญิงวัยรุ่นจะสวมกระโปรง กางเกงขั้น กางเกงขายาว วัยรุ่นชาย สวมเสื้อยืด นุ่งกางเกงยีน (หน้า 76)
 
การทอผ้าของมอญ      
           ในอดีตการทอผ้าของมอญจะทอแบบผ้าพื้นไม่มีลาย โดยทอด้วยกี่มือ การย้อมผ้าจะใช้เปลือกไม้ ดอกไม้ ผ้าที่ทอจะนำมาตัดเย็บเป็นผ้าถุง เป็นโสร่ง  ในเวลาต่อมาก็เริ่มทอผ้าเป็นลวดลาย ทอผ้าโสร่งเป็นตาหมากรุก สีสันสดใสสีฉูดฉาด (หน้า 81)
 
วงปี่พาทย์มอญ         
            คนมอญเทศบาลหวายเหนียวชื่นชอบวงปีพาทย์มอญ ซึ่งเป็นวงดนตรีพื้นบ้านมอญที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีหลายชิ้น เช่น ระนาดเอก  ระนาดทุ้ม ฆ้องวง  กลอง ฉิ่ง เปิงมางคอก ปี่มอญ กรับ ฉาบ ตะโพน  ส่วนวงปี่พาทย์เครื่องหกจะใช้เครื่องดนตรีดังนี้ ระนาด  กลอง  ฆ้องวง  ทุ้ม  ฉิ่ง  ฉาบ ตะโพน  วงปี่พาทย์จะใช้บรรเลงในงานต่างๆเช่น เมื่อมีการแสดงลิเก  พิธีลำผี  บรรเลงในงานศพ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างร่ำรวยเพราะค่าจ้างค่อนข้างแพง ปัจจุบันไม่มีวงปี่พาทย์ที่เทศบาลหวายเหนียว คนมอญในชุมชนจะไปจ้างวงปี่พาทย์ที่ตำบลนครชุมน์  อำเภอบ้านโป่ง  จังหวัดราชบุรี เมื่อมีงานพิธีสำคัญ (หน้า 78) 
 

Folklore

ที่มาของชื่อตำบลหวายเหนียว
           ตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ติดลำน้ำแม่กลอง ในอดีต ประชาชนมีอาชีพตัดไม้ขาย และได้ล่องซุงมาพักที่ตำบลแห่งนี้ที่มีป่าหวายมากมายและมีความทนทานนำมาผูกซุงได้ดีเพราะมีความเหนียวหนึบไม่ขาดง่าย ดังนั้นคนทั้งหลายจึงเรียกพื้นที่นี้ว่า “ตำบลหวายเหนียว” นับจากนั้นเป็นต้นมา (หน้า 26)
 

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนมอญกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ
           คนมอญเทศบาลตำบลหวายเหนียวจะมีการติดต่อกับคนมอญด้วยกัน คนไทย คนจีน คนลาว มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีความสามัคคี เช่นเวลามีงานกิจกรรมตามประเพณีต่างๆ เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานบุญ  ในชุมชนมีการรวมกลุ่มทางสังคมเช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่ม อสม. และกลุ่มอื่นๆ (หน้า 59)
           มอญยังคงอัตลักษณ์ของตนไว้เช่นเรื่องการนับถือผีตระกูล และมีข้อห้ามต่างๆในงานศพ เช่น  มอญแต่ละครอบครัวจะนับถือผีในครอบครัวของตนเอง ผีชนิดนี้เรียกว่าผีบรรพบุรุษ การเลี้ยงผีจะทำพิธีสามปีต่อครั้ง โดยจะแยกกันประกอบพิธีในแต่ละครอบครัว  นอกจากนี้ยังห้ามคนที่มีครรภ์ขึ้นบนบ้านและไม่ให้พิงเสาบ้าน นอกจากนี้ยังไม่อนุญาตให้คนที่ตั้งครรภ์เข้าภายในตัวบ้าน หากคนที่ตั้งครรภ์นั่งพิงเสาบ้านคนอื่นต้องทำพิธีรำผี นอกจากนี้หากทำผิดให้เรื่องอื่นๆก็ต้องจัดพิธีรำผีเหมือนกัน เพราะหากไม่จัดแล้วคนในบ้านอาจเคราะห์ร้าย(หน้า 81)  คนมอญมีความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือ เช่นการสลักฉลุลายที่ประณีต การแทงหยวกกล้วยประดับโลงศพ สามารถสลักฉลุลายไม้ เช่น ทำเป็นคลื่น ลายจั่ว ลายไทย ลายเทวดา  งานเขียนบอกว่าในอดีตนั้นมอญจะมีช่างฝีมือที่มีความสามารถ ในการทำงานฝีมือ เช่น ช่างฉลุลายโบสถ์  จั่วหน้า แต่ทุกวันนี้ช่างฝีมือของมอญเริ่มเหลือน้อย เนื่องจากคนรุ่นเก่าได้เสียชีวิตแต่คนรุ่นใหม่ไม่มีใครสืบทอด สำหรับงานฝีมือที่ยังมีหลงเหลืออยู่เช่น การก่อสร้างวัดวาอาราม หอไตร โบสถ์ เดีย์  (หน้า 80)
 

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวงปี่พาทย์มอญ  
          ปัจจุบันเด็กวัยรุ่นไม่เล่นดนตรีพื้นเมืองเช่นวงปี่พาทย์มอญ เพราะเปลี่ยนมาเล่นดนตรีสมัยใหม่ เช่น กีต้าร์  อีเล็กโทน เปียโน ส่วนเล่นดนตรีพื้นบ้านก็เปลี่ยนแปลงเช่นในงานบวชซึ่งเมื่อก่อนจะใช้กลองยาว แต่ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาเป็นแตรวง และนำดนตรีไทยมาผสมกับปี่พาทย์มอญ เช่น  ซออู้  ซองา ซอด้วง ขลุ่ย ระนาด  ตะโพน ฆ้อง เปิงลูกน้อย จะเข้ เมื่อเล่นทะแยมอญ  รำผี และอื่นๆ   (หน้า 79) ผู้เขียนคาดว่า ต่อไปภาษามอญอาจจะสูญหายไป เพราะมีเพียงคนเฒ่าคนแก่ที่ยังพูดภาษามอญ แต่เด็กรุ่นใหม่ พูดได้แต่ภาษาไทย สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะไม่มีผู้สอนและผู้สืบทอดภาษามอญในชุมชน หรือที่วัดมอญก็ไม่ได้เปิดสอนภาษามอญ (หน้า 95) 
 

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ตาราง
          แสดงเพศของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ (หน้า 42) แสดงอายุของผู้ให้ข้อมูล (หน้า 42) แสดงการประกอบอาชีพของผู้ให้ข้อมูล (หน้า 43) แสดงรายได้ของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ (หน้า 43) แสดงระดับการศึกษาของผู้ให้ข้อมูล (หน้า 44) แสดงระยะเวลาที่อยู่ในชุมชนของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ (หน้า 44)
 
ภาพ          กรอบแนวคิดการวิจัย (หน้า 8)
 

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 28 มิ.ย 2560
TAG สังคม, วัฒนธรรม, ความเป็นอยู่, มอญ, กาญจนบุรี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง