ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ , วัยรุ่นปกาเกอะญอ , กะเหรี่ยง , เชียงใหม่
Author จุไรพร จิตพิทักษ์
Title วัยรุ่นชาติพันธุ์ชายขอบกับการปรับตัวในเมืองเชียงใหม่ : กรณีศึกษาวัยรุ่นปกาเกอะญอ
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
(เอกสารฉบับเต็ม) Total Pages 226 หน้า Year 2553
Source บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

          งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาการปรับตัวของวัยรุ่ปกาเกอะญอในเมืองเชียงใหม่ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้นไปที่การศึกษาการปรับตัวทางวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ของวัยรุ่นชายและหญิง การรวมกลุ่มหรือการสร้างกลุ่มของตนเองขึ้นใหม่ในพื้นที่เมือง และทัศนคติการใช้ชีวิตที่ได้จากมุมมองของความเป็นวัยรุ่นในหมู่บ้านกับความเป็นวัยรุ่นในเมือง โดยทำการศึกษาจาก 4 กลุ่มคน ได้แก่ นักเรียนนักศึกษา วัยรุ่นในองค์กรศาสนา วัยรุ่นในองค์กร NGOs และวัยรุ่นที่ทำงาน จากการศึกษาพบว่าวัยรุ่นทั้ง 4 กลุ่มนี้ ได้มีการสร้างยุทธศาสตร์ในการปรับตัวด้วยวิธีการเปลี่ยนชื่อ สะสมทุนทางเศรษฐกิจและการศึกษา รวมทั้งกลืนกลายเข้ากับคนส่วนใหญ่ด้วยการแต่งกาย วาทกรรมความงาม การใช้ภาษา การบริโภค และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง อาศัยสถาบันที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการในการสร้างพื้นที่ของความเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมวัยรุ่นและสังคมเมือง ส่วนความเชื่อมโยงตนเองกับสังคมบ้านเกิดนั้น เป็นไปเพื่อสร้างความยอมรับและตอกย้ำความเป็นสมาชิกให้กับตนเองในครอบครัวและสังคมบ้านเกิด ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่การให้ความหมายแก่ตนเอง สังคม และชีวิตในอนาคต (หน้า ง)

Focus

          ศึกษากระบวนการเปลี่ยนผ่านและการปรับตัวของวัยรุ่นปกาเกอะญอที่เข้ามาใช้ชีวิตและเติบโตในเมืองเชียงใหม่ในมิติทางวัฒนธรรม โดยมุ่งสนใจไปที่ภาวะกึ่งกลางทางวัฒนธรรมของความเป็นวัยรุ่นและความเป็นชาติพันธุ์ของวัยรุ่น   ปกาเกอะญอ ที่ได้ถูกสร้างความเป็นชายขอบทั้งจากสังคมใหม่และครอบครัวเดิม ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องมีการสร้างยุทธศาสตร์ในการปรับตัวขึ้น ภายใต้เงื่อนไขต่างๆของสังคม โดยมีการนำเอายุทธศาสตร์ของการต่อรองเชิงอัตลักษณ์ มาอธิบายการปรับตัวทางวัฒนธรรม เช่น รูปแบบและทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นชายและหญิง หรือการสร้างกลุ่มใหม่ในสังคมเมือง (หน้า 39) โดยผู้ศึกษาได้เลือกและจัดแบ่งกลุ่มการศึกษาออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียนนักศึกษา กลุ่มวัยรุ่นในองค์กรศาสนา กลุ่มวัยรุ่นในองค์กรNGOs และกลุ่มวัยรุ่นที่ทำงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มมีเงื่อนไขและสถานการณ์ที่เผชิญแตกต่างกันไปตามลักษณะของพื้นที่และกิจกรรมอีกทั้งยังมีความสนใจศึกษาความเชื่อมโยงของชีวิตวัยรุ่นในเมืองกับในหมู่บ้าน ที่มีต่อการตีความและการให้ความหมายต่อชีวิตของพวกเขา  

Theoretical Issues

           ในการศึกษาได้ใช้แนวคิดหลักของ Victor Turner เรื่องพิธีกรรมการเปลี่ยนผ่าน ที่มีการให้ความสำคัญไปที่สถาบันซึ่งกำหนดสร้างขั้นตอนต่างๆของการเปลี่ยนช่วงชีวิตของวัยรุ่น (Rite De Passage) มีพิธีกรรมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านราบรื่นในภาวะการอยู่ระหว่างกลางโครงสร้าง (Inter-Structure) (หน้า 20) และมีอำนาจเชิงสัญลักษณ์ในการเข้ามาจัดการกับองค์ความรู้ต่างๆให้กับเด็กหรือวัยรุ่น โดยเชื่อมโยงแนวคิดนี้เข้ากับเรื่องยุทธศาสตร์การต่อรองเชิงอัตลักษณ์ เพื่ออธิบายการปรับตัวทางวัฒนธรรมของวัยรุ่นปกาเกอะญอที่ได้ทำการศึกษา(หน้า 39)   และได้นำการศึกษาลักษณะของวัยแรกรุ่นหรือPreteen และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมของวัยแรกรุ่น(กุลภา วจนสาระ, 2544) มาใช้เทียบเคียงกับโจทย์การศึกษาเรื่องการเติบโตของวัยรุ่นปกาเกอะญอ เนื่องจากงานศึกษาข้างต้นเกี่ยวข้องกับการศึกษาพื้นที่ประกอบพิธีสำหรับกระบวนการเปลี่ยนสถานะของตนเอง แต่เป็นพื้นที่ของสังคมสมัยใหม่อย่างเซ็นเตอร์พ้อยท์(หน้า 17) ที่มีการประกอบพิธีกรรมประจำวันเพื่อตอกย้ำสถานะและก่อเกิดอัตลักษณ์ของวัยแรกรุ่น นอกจากนี้ยังมีการแยกกลุ่มวัยแรกรุ่นออกจากวัยรุ่นว่า วัยแรกรุ่นเป็นวัยที่กำลังถอยห่างจากความเป็นเด็กไปสู่วัยรุ่น เป็นช่วงเวลาของการค้นหาตนเอง แต่พวกเขาสามารถกลับไปอยู่ในช่วงวัยเด็กได้ตลอดเวลา ต่างจากวัยรุ่นซึ่งปฏิเสธความเป็นเด็ก โดยอาจสะท้อนภาพของกลุ่มวัยรุ่นปกาเกอะญอในเมืองเชียงใหม่หรือกลุ่มวัยรุ่นชาติพันธุ์ชายขอบ เนื่องจากวัยรุ่นปกาเกอะญออยู่ในภาวะกึ่งกลางทางวัฒนธรรมของความเป็นวัยรุ่นและความเป็นชาติพันธุ์ (หน้า 38)

Ethnic Group in the Focus

          ปกาเกอะญอ (“ในงานศึกษาชิ้นนี้ ใช้คำว่าปกาเกอะญอที่หมายถึง กะเหรี่ยงกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ภาคเหนือและโดยมากจะเป็นกะเหรี่ยงสกอว์ (Skaw) ในจังหวัดเชียงใหม่” (หน้า 52))

Language and Linguistic Affiliations

ตระกูลธิเบต-พม่า (Tibeto–Burman)

Study Period (Data Collection)

พบการระบุวันที่สัมภาษณ์เก็บข้อมูลในงานวิจัย ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2550 ถึง ธันวาคม 2551 (บทที่2 , บทที่4 , บทที่5)

History of the Group and Community

          ชนเผ่ากะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชนเก่าแก่กว่า 1,500 ปี เมื่อเทียบจากหลักฐานทางภาษา และสันนิษฐานว่ามีถิ่นฐานเดิมอยู่แถบรัฐคะยาห์ของพม่า โดยมีบางส่วนเข้ามาอาศัยอยู่ที่ลุ่มน้ำปิงช่วงก่อนปลายคริสต์ศตวรรษที่17  แต่ที่ปรากฏชัดเจน คือ ประวัติศาสตร์การบอกเล่าของชนชาวกะเหรี่ยงว่าได้เข้ามาอาศัยในทางภาคเหนือของประเทศไทยเมื่อ 200-300 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากการมีโครงสร้างการปกครองในระดับหมู่บ้าน โดยให้ผู้นำทางพิธีกรรมและการปกครอง หรือ ฮีโข่ เป็นผู้ปกครองของแต่ละหมู่บ้าน (หน้า 52)

Settlement Pattern

          ชนเผ่ากะเหรี่ยงเข้ามาตั้งถิ่นฐานภาคเหนือของไทย  มีการรวมตัวอยู่กันในระบบหมู่บ้าน โดยส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายในเขตป่าของประเทศไทย (หน้า 52)
          ลักษณะของที่อยู่อาศัยของชาวปกาเกอะญอที่เข้ามาอาศัยในเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ หอพักจากความช่วยเหลือของหน่วยงานพัฒนาเอกชนและองค์กรศาสนา สำหรับเยาวชนที่มาอยู่อาศัยหรือศึกษาต่อ หรือบ้านเช่า สำหรับทั้งนักเรียนนักศึกษาและคนทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้จะไม่มีที่อยู่ถาวร เพราะขาดความมั่นใจในการงานและที่อยู่อาศัย แต่ก็มีกลุ่มที่เช่าบ้านหรือมีบ้านเป็นของตนเองด้วย โดยคนกลุ่มนี้ประกอบอาชีพรับราชการและทำงานด้านองค์กรพัฒนาเอกชน  (หน้า 68-69)

Demography

          การเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอมาสู่เมืองเชียงใหม่ โดยส่วนใหญ่พบการเดินทางตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยมีสถิติการเดินทางเข้ามาทำงานและศึกษาต่อในเมือง ปี 2546 ไม่ต่ำกว่า 8,780 คน (หน้า 67)

Economy

          โลกการผลิตของชาวปกาเกอะญอ คือ การทำไร่หมุนเวียน โดยวัยรุ่นหนุ่มสาวจะมีบทบาทหน้าที่ในระบบการผลิตที่ต่างกันดังนี้ ผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในฐานะ แรงงานการผลิต ทำหน้าที่หว่านเมล็ดพันธุ์ ปลูกพืช ดูแลไร่ ถางวัชพืช และเก็บเกี่ยวผลผลิต อีกทั้งยังมีความรู้ในการคัดเลือกพันธุ์พืชและกระบวนการผลิตทั้งหมดทุกขั้นตอน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดอย่างเต็มที่จากผู้เป็นแม่ เพราะหญิงชาวปกาเกอะญอมีบทบาทสำคัญในการดูแลบ้านและเรื่องอาหารของครอบครัว ส่วนผู้ชายมีหน้าที่ตัดต้นไม้ ล้อมรั้ว สร้างกระท่อมผู้ปลูก ถาง และเผาไร่ เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับเพาะปลูก (หน้า 87-88)
          ปลายเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ คือ ช่วงก่อนเริ่มการผลิตรอบใหม่ของชาวปกาเกอะญอ มีการจัดพิธี “หนี่ซอโข่” หรือ “งานปีใหม่” หรือ “พีธีมัดมือ” เป็นงานที่ร่วมกันต้มและร่วมกันดื่มเหล้า ขับลำนำ และร่วมกันแลกเปลี่ยนพูดคุย เพื่อวางแผนการผลิต พูดคุยไกล่เกลี่ยความขัดแข้งที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา เพราะระบบการผลิตของชาวปกาเกอะญอจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยน้ำใจของคนในชุมชนด้วยกันเอง รวมถึงมีการขอพรความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติให้กับไร่นาของตนด้วย (หน้า 89)   โดยการแต่งงานของคู่หนุ่มสาวเป็นทางหนึ่งในการเพิ่มแรงงานให้กับครอบครัวของทั้งสองฝ่ายได้ เพราะเมื่อเกิดความสนิทสนมกันของสองครอบครัวแล้ว การออกปากขอแรงงานในฤดูกาลการผลิตจึงเป็นไปได้ง่ายขึ้น (หน้า 98)
            การดำรงชีวิตในเมืองของวัยรุ่นชาวปกาเกอะญอด้วยวิธีการซื้อกินนั้น เป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะความจำเป็นในการหาเงินมาใช้สำหรับซื้อของบริโภคเป็นความอึดอัดใจและสร้างปัญหาให้กับพวกเขาได้มาก ต่างจากชีวิตดั้งเดิมในชุมชนที่เคยอยู่อาศัย ซึ่งมีวิถีการบริโภคแบบพึ่งพิงธรรมชาติและระบบการผลิตภาคการเกษตรด้วยแรงงานเครือข่ายญาติที่สามารถไหว้วานได้(หน้า 117) ส่วนเรื่องการทำงานในเมือง เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้การเอาตัวรอดในเมืองด้วยการทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ ซึ่งทำให้พวกเขาได้รับทักษะในการทำงานตามสายอาชีพต่างๆ และทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่หลากหลาย 

Social Organization

          ชุมชนปกาเกอะญอมีโครงสร้างทางสังคมและระบบครอบครัวแบบเดียวกับชุมชนไทยในภาคเหนือ คือ มีการนับญาติตามสายตระกูลแม่ ระบบจัดการภายในครัวเรือนมีกฎเกณฑ์และพิธีกรรมคอยกำกับควบคุมพฤติกรรม ให้อยู่ในกรอบจารีตประเพณี โดยใช้ความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถบันดาลภัยพิบัติต่อชีวิตและทรัพย์สินต่อผู้ละเมิดกฎเกณฑ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการต่อความประพฤติของคนในสังคม (หน้า 80)
          โลกของวัยรุ่นในสังคมปกาเกอะญอมีการจัดแบ่งสถานะด้วยช่วงวัยและเพศผ่านการใช้คำเรียกที่มีการจำแนกอย่างหลากหลายตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่นหนุ่มสาว ไปจนถึงเยาวชน โดยพวกเขาจะมีการเรียนรู้จากชุมชนและโลกธรรมชาติที่พวกเขาอาศัยอยู่ เพื่อเติบโตและเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ ข้อสังเกตสำหรับพ่อแม่ที่จะมอบหน้าที่และความรับผิดชอบเพื่อแบ่งเบาภาระในไร่นาและบ้านเรือน คือ การที่เด็กชายหญิงไม่นอนฉี่รดที่นอนอีกต่อไป สำหรับชาวปกาเกอะญอ “ชีวิตวัยรุ่น เป็นช่วงชีวิตที่ต้องเรียนรู้การทำงาน” (หน้า 81) เด็กชายต้องสามารถจักรสาน และเด็กหญิงต้องสามารถทอผ้า ซึ่งเด็กปกาเกอะญอวัย 8ปีขึ้นไปจะเริ่มเรียนรู้บทบาททางเพศจากเครือญาติด้วย เด็กหญิงชาวปกาเกอะญอจะนับเข้าสู่การเป็นสาวเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก โดยมีพิธีกรรมการต้มเหล้าหัวเชื้อแป้ง เชื้อข้าว ที่ชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าเป็นเชื้อที่บริสุทธิ์เป็นสิ่งแสดงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เพื่อให้ระลึกถึงบทบาทหน้าที่ต่อครอบครัว กิริยามารยาท ความประพฤติ และความขยันอดทนให้มากขึ้น  พวกเธอจะมีแม่คอยอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับงานในบ้านและงานในไร่นาอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นงานที่เด็กชายไม่มีทักษะเท่าเด็กหญิง ทั้งงานบ้าน หุงหาอาหาร งานเลี้ยงน้อง งานเลี้ยงสัตว์ งานทอและตัดเย็บผ้า รวมถึงการได้เรียนรู้การทำหลังคาด้วยใบตองเมื่อเติบโตและเชี่ยวชาญพอด้วย ส่วนเด็กชายชาวปกาเกอะญอมักเรียนรู้เรื่องของป่า พืชพันธุ์สมุนไพร และการเลี้ยงสัตว์  รวมถึงการผลิตข้าวของเครื่องใช้ในบ้านและการซ่อมแซมบ้าน ทั้งจากพ่อ บรรดาญาติ และผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ภายในกลุ่มเพื่อนของวัยรุ่นชาวปกาเกอะญอจะมีการเรียนรู้แยกกันไปตามเพศ ตามบทบาทหน้าที่ และความคาดหวังของสังคมผ่านระบบการผลิตและวิถีการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามกลุ่มเพื่อนของวัยรุ่นชายหญิงก็ไม่ได้แบ่งแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เพราะในกระบวนการผลิตมีการแลกเปลี่ยนแรงงาน ซึ่งวัยรุ่นเป็นแรงงานในการผลิตที่สำคัญ ส่งผลให้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ความรักแบบคู่รักหนุ่มสาวต่อไป
         เนื่องจากสังคมปกาเกอะญอมีระบบโครงสร้างแบบตระกูลฝ่ายแม่ มีผู้หญิงเป็นแกนกลางของชุมชน ส่วนผู้ชายเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่แต่งเข้ามาอยู่ในตระกูลของฝ่ายหญิง ทำให้สถานภาพของฝ่ายหญิงมีสูงกว่าท่ามกลางเครือญาติของฝ่ายหญิงที่ฝ่ายชายได้ย้ายเข้ามาอยู่หลังแต่งงาน โดยฝ่ายชายต้องเข้ามาอยู่เป็นเขย 1-3 ปี หรือจนกว่าลูกสาวคนอื่นๆในครอบครัวฝ่ายหญิงจะแต่งงานจึงจะออกไปสร้างบ้านเป็นของตนเอง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงมอบให้ โดยที่เครือญาติของฝ่ายหญิงจะคอยดูแลลูกหลานและช่วยเหลือไม่ให้ขาดแคลนทรัพยากรในครัวเรือน (หน้า 97-98)

Political Organization

          เนื่องจากเด็กปกาเกอะญอเติบโตภายใต้ระบบโรงเรียนซึ่งเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำคัญของรัฐในการสร้างความเป็นไทย โดยมีสามสถาบันหลักเป็นหัวใจสำคัญ คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์  “เด็ก” จึงกลายเป็นตัวแปรหนึ่งในความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ กับรัฐไทย แต่ด้วยวิถีการดำรงชีวิตและความคิดของสังคมเมืองต่างจากสังคมหมู่บ้านของชาวปกาเกอะญอ ทำให้เกิดการขัดแย้งกันทางจริยธรรม อย่างเช่น เด็กปกาเกอะญอที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนจำเป็นต้องเข้าร่วมพิธีกรรมในวันสำคัญทางพุทธศาสนา(ศาสนาประจำชาติไทย) ในขณะที่พวกเขานับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งการปะทะกันระหว่างวิถีชีวิตเมืองกับศาสนาเช่นนี้ ได้ทำให้เกิดปัญหากับวัฒนธรรมวิถีวัยรุ่นเมือง เช่น วัยรุ่นชาวปกาเกอะญอที่เคร่งครัดกับหลักปฏิบัติทางศาสนาแบบคริสเตียน ไม่สามารถเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อนในเมืองได้ เพราะไม่สามารถร่วมวงสังสรรค์ดื่มเหล้ากับผู้อื่นได้ เป็นต้น สภาวะความแปลกแยกนี้จึงทำให้พวกเขาปรับตัวได้ยากในเมือง (หน้า 112-113)
          การมีบัตรประจำตัวประชาชนของชาวปกาเกอะญอไม่ได้ทำให้พวกเขาได้รับการยอมรับในฐานะพลเมืองไทยแต่อย่างใด เพราะรัฐไทยมีลักษณะการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติผ่านมาตรฐานของภาษา โดยใช้ภาษาไทยเป็นตัวกำหนดชนชั้นและแบ่งแยกความต่างของคนในชาติ ภาษาจึงถือเป็นอำนาจของรัฐที่ใช้ในการควบคุมผู้คน (หน้า 109-110)

Belief System

          ความเชื่อเรื่องการฝันบอกเหตุในขณะตั้งครรภ์ เชื่อว่าหากพ่อแม่เด็กฝันเห็นปืนหรือมีดจะได้ลูกชาย เพราะเป็นเครื่องพกประจำกายของชายชาวปกาเกอะญอ และหากฝันเห็นเห็นสร้อยจะได้ลูกสาว เพราะสร้อยเป็นเครื่องประดับที่สำคัญของหญิงชาวปกาเกอะญอ (หน้า80) ซึ่งบทบาทและหน้าที่ของเด็กชายหญิงในอนาคต จะสะท้อนอยู่ในข้าวของและพิธีกรรมต่างๆในช่วงชีวิตวัยเด็กแรกเกิดเช่นนี้
          พิธีกรรมของชาวปกาเกอะญอทั้งในระดับครัวเรือนและระดับชุมชน จะมีผู้ประกอบพิธีกรรมซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญเป็น “ผู้ชาย” อยู่ในทุกๆพิธีกรรม แม้แต่พิธีกรรมในระดับครัวเรือนอย่าง พิธีไหว้วิญญาณบรรพบุรษ ที่ถือเป็นพิธีกรรมของผู้หญิงที่อาวุโสที่สุดในบ้าน ใช้สื่อสารกับวิญญาณบรรพบุรุษ และสงวนผู้เข้าร่วมพิธีเฉพาะญาติพี่น้องในสายตระกูลผู้หญิงเท่านั้น ก็ยังต้องใช้ผู้ประกอบพิธีกรรมเป็นผู้ชายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว (หน้า 85)
          การสร้างครอบครัว หรือ การแต่งงาน ของชาวปกาเกอะญอ เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งธรรมเนียมที่เคร่งครัดของการแต่งงาน คือ ข้อห้ามรักร่วมสายเลือด เป็นกฎที่ห้ามการแต่งงานและการมีเพศสัมพันธ์กันของผู้มีสายเลือดเดียวกัน หากละเมิดจะเป็นหมัน เจ็บป่วยไม่หายขาด หรือถึงตาย รวมถึงข้อห้ามการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานด้วย ที่ถือเป็นเรื่องร้ายแรง วิญญาณบรรพชนจะโกรธและสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน (หน้า 96-97)    

Education and Socialization

          โรงเรียนเริ่มมีบทบาทสำคัญตั้งแต่สมัยรัชกาลที่6 โดยมีการศึกษาภาคบังคับเป็นกลไกในการสร้างชาติของรัฐ มีแบบเรียนเป็นเครื่องมือหล่อหลอมความรู้สึกร่วมของการเป็นสมาชิกที่ดีของประเทศ เด็กๆชาวปกาเกอะญอจะได้เรียนรู้เรื่องราวโลกภายนอกหมู่บ้านผ่านคำอธิบายของครูภายใต้ระบบโครงสร้างของรัฐ ซึ่งสิ่งที่พวกเขารับรู้มานั้น ก็จะนำไปสู่ความเข้าใจต่อชุมชนของตนและสังคมเมือง จึงนับได้ว่าพวกเขาได้เกิดความรับรู้ต่อสังคมและวัฒนธรรมเมืองก่อนที่จะเคลื่อนย้ายออกมาจากหมู่บ้านตนเองและมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองแล้ว (หน้า 100) ชีวิตในพื้นที่การศึกษาในเมืองของวัยรุ่นชาวปกาเกอะญอในฐานะนักเรียนจะถูกปลูกฝังให้เชื่อฟังครูอาจารย์เพื่ออนาคตที่ดีของตน ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบ การแข่งขันภายในสถานศึกษา การกดขี่เอารัดเอาเปรียบ รวมถึงการแบ่งชนชั้นและกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ทำให้วัยรุ่นชาวปกาเกอะญอจำเป็นต้องปรับตัวในสังคมสมัยใหม่ภายใต้กฎระเบียบที่ทับซ้อนกันของกฎเกณฑ์ ข้อปฏิบัติทางศาสนา และเงื่อนไขในการทำงาน เพื่อให้มีโอกาสทางการศึกษาต่อไปได้ เพราะพวกเขาต้องการใช้ทุนทางการศึกษาในการลดความแตกต่าง สร้างความยอมรับจากสังคมเมือง และสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตในอนาคต โดยโรงเรียนที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ โรงเรียนสงเคราะห์เชียงใหม่ เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่ายในการเรียน และที่ได้รับความนิยมเรียนอีกที่ คือ การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)ของสถานศึกษาของรัฐ (หน้า 103)
          องค์กรทางศาสนาเป็นหนึ่งในสถาบันสำคัญที่คอยเชื่อมโยงวัยรุ่นปกาเกอะญอไว้กับชุมชนบ้านเกิด และทำหน้าที่คอยช่วยเหลือให้พวกเขาปรับตัวในสภาวะใหม่ในสังคมใหม่อย่างไม่โดดเดี่ยว ไม่ว่าจะเป็นโครงการพระธรรมจาริก องค์กรทางการของศาสนาพุทธที่ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนา พัฒนาพื้นที่สูงทางภาคเหนือ และส่งเสริมด้านการศึกษา โดยจะจัดการให้เด็กบวชเรียนเป็นภิกษุสามเณร หรืออุปถัมภ์เด็กที่ได้เรียนในโรงเรียนวัด ซึ่งในปี 2550 ได้รวบรวมวัยรุ่นส่วนใหญ่ที่มาจากอำเภอแม่แจ่ม อำเภอจอมทอง และอำเภออมก๋อย ก่อตั้งชมรมเยาวชนปกาเกอะญอขึ้น เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลของวัยรุ่นในเมือง สร้างเป็นศูนย์รวมจิตใจ สร้างสำนึกความเป็นปกาเกอะญอในสังคมเมือง สร้างพื้นที่ในการพบปะ พูดคุย และร่วมแก้ปัญหาการปรับตัวร่วมกัน โดยจะมีการจัดกิจกรรมทุกเย็นวันอาทิตย์และทำพิธีทางศาสนาร่วมกัน รวมถึงมีกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมด้วย ซึ่งพวกเขาได้สร้างเว็บไซต์ www.youthkaren.comเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดกันอีกทางหนึ่งด้วย (หน้า 166-167)
          ส่วนองค์กรของศาสนาคริสต์มีสองกลุ่ม คือ กลุ่มคริสเตียนและกลุ่มคาทอลิก โดยกลุ่มแรก คือ กลุ่มองค์กรคริสเตียนในเชียงใหม่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย องค์กรกะเหรี่ยงคริสเตียนส่วนใหญ่จะมีบทบาทในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียว พัฒนาชีวิต และส่งเสริมการศึกษา กิจกรรมสำหรับการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน เช่น การสอนหนังสือปกาเกอะญอและภาษาอังกฤษ การสอนให้เรียนรู้ศิลปะวัฒนธรรมปกาเกอะญอ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการเรียนรู้การสร้างพื้นที่ทางสังคมของวัยรุ่นผ่านการแสดงความสามารถทางดนตรีแบบร่วมสมัยตามที่ต่างๆในเมือง ทั้งความสนใจดนตรีแบบตะวันตก การแต่งเพลงที่มี Melody และ Style แต่อย่างไรก็ตามยังคงนำภาษาปกาเกอะญอมาแต่งเป็นคำร้องอยู่ด้วย (หน้า 169-170) อีกกลุ่ม คือ องค์กรของกลุ่มคาทอลิก มีบทบาทสำคัญในด้านศาสนา ให้โอกาสทางการศึกษาและวิชาชีพ ทำงานภายใต้ศูนย์สังคมพัฒนาสังฆมณฑลเชียงใหม่ มีการฝึกอบรมให้เป็นครูคำสอนหรือนักบวช บางแห่งเปิดสอนภาษาปกาเกอะญอและศูนย์ฝึกอาชีพ มีการจัดกิจกรรมจากหลายกลุ่มภายใต้เครือข่ายยุวชนคาทอลิก เช่น การเรียนรู้การปฏิสัมพันธ์ การเรียนรู่วัฒนธรรมปกาเกอะญอ การแข่งขันกีฬาเชื่อมสัมพันธ์ และการออกค่ายอาสา เป็นต้น (หน้า 171-172) รวมไปถึงองค์กรพัฒนาต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในสถาบันสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนด้านการพัฒนาคุณชีวิตและการศึกษา รวมถึงการเรียนรู้และดำรงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอ เช่น สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.), Indigenous Knowledge and Peoples Network (IKAP Thai) , มูลนิธิชนเผ่าเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น     

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

         เครื่องแต่งกายของชาวปกาเกอะญอเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านตามช่วงชีวิต โดยเด็กชายที่เข้าสู่วัยหนุ่มจะสวมเสื้อสีแดง ซึ่งเป็นตัวแทนของความอดทนและแข็งแรง ส่วนหญิงที่ยังที่ยังไม่ได้แต่งงานจะสวมชุดทอมือทรงกระสอบสีขาว หรือ “เชวา”  ซึ่งเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ และหากมีหญิงที่ตั้งครรภ์ก่อนเข้าพิธีแต่งงานจะถูกประณามด้วยคำว่า “เด้อเชวา” ที่หมายความว่า อุ้มท้องทั้งชุดขาว  ดังนั้นเมื่อหญิงชาวปกาเกอะญอแต่งงานแล้ว จึงต้องส่งมอบชุดขาวให้หญิงอื่นทั้งหมด (หน้า 79) และเมื่อพวกเธอผ่านพิธีกรรมแต่งงานแล้ว จะต้องใส่เสื้อ “เชซู” และนุ่งผ้าซิ่น ซึ่งเป็นเครื่องหมายของหญิงที่มีเจ้าของแล้ว หากหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานนำมาใส่ มีความเชื่อว่าจะไม่ได้แต่งงานหือมีลูกโดยยังไม่ได้แต่งงานหรืออาจเป็นบ้า และมีความเชื่อว่า หากไม่ปักลายบนเสื้ออาจทำให้หญิงคนนั้นไม่มีลูก ส่วนลวดลายบนผ้าซิ่นเป็นสิ่งที่แสดงถึงความขยันมากน้อยของหญิงผู้สวมใส่ (หน้า 96)
          ในการทำงานในภาคการเกษตรของวัยรุ่นชาวปกาเกอะญอที่ป็นแรงงานหลักในระบบการผลิตนั้น จะมีการขับลำนำเกี้ยวพาราสีโต้ตอบกัน โดยจะมีเนื้อหาเพลงที่เกี่ยวข้องกับการทำไร่  เช่น ในคำร้องของฝ่ายหญิงที่แปลความได้ว่า “ไร่นองนี้รกด้วยเถาวัลย์ ได้เวลาถางต้องลำบากใจทุกที” (หน้า 92) ซึ่งการเกี้ยวพาราสีของพวกเขามักจะมีลีลาน่าฟังด้วยการใช้สำนวนโวหาร เช่น “มกาโบส่อตรูหน่อแผก่จอ หน่อปก่าเมอะตาเกอะแผก่จอ” แปลได้ว่า “ด้ามเสียมดังตรูน้องหว่านลง น้องแต่งแล้วใครจะหว่านพี่” (หน้า 92) ดังนั้นการเกี้ยวพาราสีกันของหนุ่มสาว จึงต้องอาศัยเพลงลำนำหรือ “อื่อธา” เป็นสื่อเชื่อมโยงความรู้สึกถึงกัน ผู้เริ่มต้นเชิญคู่โต้ เรียกว่า “ทาดอเถาะ” และ ผู้โต้ที่รับคำเชิญ เรียกว่า “ทาแฮเถาะ” มีการร้องถาม ที่เรียกว่า “ทาหน่อเดอะจอ” (หน้า 93) แต่นอกเหนือจากพื้นที่การผลิตแล้วก็ยังมีพื้นที่ในงานศพให้สามารถแสดงบทธาต่อหญิงสาวอย่างเปิดเผยได้ โดยมีผู้เฒ่าผู้แก่คอยรับฟังอยู่ด้วย
            รสนิยมการแต่งกายและการใช้ชีวิตของวัยรุ่นชาวปกาเกอะญอที่ย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองมักจะแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมขององค์กรที่ตนสังกัด โดยวัยรุ่นปกาเกอะญอในองค์กรNGOs จะเลือกบริโภคเฉพาะของใช้ที่จำเป็นเท่านั้น มักมีการแต่งกายที่เรียบง่าย คือ เสื้อผ้าฝ้ายหรือเสื้อของเครือข่ายกับกางเกงสะดอหรือกางเกงเล เนื่องจากมีการทำกิจกรรมค่อนข้างมากและวัตถุประสงค์ขององค์กรประเภทนี้เป็นไปเพื่อฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างจากกวัยรุ่นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มวัยรุ่นในองค์กรศาสนา(คริสเตียนและคาทอลิก) มักจะแต่งกายและเลือกใช้สินค้าตามวัยรุ่นเมือง(เชียงใหม่) ทั้งเสื้อผ้าและเครื่องสำอางค์ต่างๆ โดยวัยรุ่นหญิงจะสวมเสื้อแขนยาวและใส่แว่นกันแดดตามแฟชั่นสมัยนิยม มักบำรุงใบหน้าให้ขาวและทาริมฝีปากให้มีสีแดงระเรื่อด้วย ส่วนวัยรุ่นชายมักจะสวมเสื้อยืดหรือเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตกับกางเกงยีนส์ขาเดฟ และตัดผมตามดารานักร้องชาวเกาหลีหรือญี่ปุ่น(หน้า 139-142) นอกจากนั้นวัยรุ่นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มวัยรุ่นในองค์กรศาสนายังมีกลุ่มที่สนใจด้านดนตรี โดยดนตรีที่ฟังจะมีหลากหลายแนวทั้งเพลงปกาเกอะญอ เพลงไทย และเพลงสากล

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          ภาพลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอตกอยู่ภายใต้กระบวนการกลายเป็นชายขอบผ่านวาทกรรมที่มีอำนาจต่อความคิดของผู้คนของรัฐ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่5 เกิดพันธะผูกพันขึ้นระหว่างรัฐกับประชาชน ในเวลาขณะนั้น สยามกำลังสร้างตัวตนของชาติ ล้อมกรอบอาณาเขตของประเทศ และมีการจัดแบ่งประเภทของคน ทำให้เกิดคำว่าคนเมืองและคนป่าขึ้น ซึ่งทำให้ระยะห่างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนมากขึ้นตามไปด้วย โดยไม่เพียงแบ่งแยกออกจากกันในมิติของพื้นที่ทางกายภาพ แต่ได้แบ่งแยกในด้านวัฒนธรรมและความเชื่อด้วย ต่อมาเกิดนโยบายการสร้างชาติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างชาติให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันกลับสร้างความแบ่งแยกแตกต่างโดยผ่านแนวคิดของระยะห่างทางภูมิศาสตร์ ภาษา และเชื้อชาติ โดยรัฐได้สร้างภาพประทับ “ คนป่า , คนดอย , ชาวเขา หรือ ชาวดอย” ให้กับชาวปกาเกอะญอ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในแถบภาคเหนือ ว่าเป็นกลุ่มคนล้าหลัง ไม่มีการพัฒนา อีกทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ที่ติดลบอย่างหนัก คือ ผู้ตัดไม่ทำลายป่าและค้ายาเสพติด แต่ในเวลาต่อมาได้มีนักวิชาการและนักพัฒนา ตลอดจนสื่อและชาวปกาเกอะญอที่ได้ออกมาค้านต่อวาทกรรมและภาพลักษณ์ที่รัฐกล่าวหา และได้เสนอภาพลักษณ์ใหม่ว่าเป็น “นักอนุรักษ์ป่า” มีการออกมาเรียกร้องสิทธิในการจัดการและเข้าถึงทรัพยากร มีการเผยแพร่เรื่องราวของวัฒนธรรมชาวปกาเกอะญอที่อยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเรียบง่าย ตลอดจนเกิดการรวมตัวภายใต้องค์กรพัฒนา องค์กรศาสนา และองค์กรอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมปกาเกอะญอ ซึ่งองค์กรต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นนี้ได้ส่งผลถึงความช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ของวัยรุ่นปกาเกอะญอ ที่จะได้พึ่งพิงเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ของพวกเขาเองในการเข้าถึงโอกาสต่างๆ ขณะใช้ชีวิตในเมืองเชียงใหม่ ที่ต้องเผชิญกับภาวะการเป็นคนแปลกแยกในสังคมเมือง ซึ่งความเป็นอื่นหรือความเป็นชายขอบของพวกเขาถูกตอกย้ำด้วยเงื่อนไขทางภาษา เนื่องจากชาวปกาเกอะญอมีลักษณะการพูดภาษาไทยที่ไม่ชัด ทำให้ภาพของความเป็น “คนป่า” “คนดอย” ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ภายใต้กลไกของสถาบันการศึกษา เช่น โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร 

Social Cultural and Identity Change

          กระแสพัฒนาวิถีชีวิตที่ชาวปกาเกอะญอได้รับจากภายนอก ทั้งจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ความเชื่อเหนือธรรมชาติมาเป็นระบบของศาสนาและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนแปลงระบบการผลิตจากการปลูกข้าวไร่และพืชผักเป็นการปลูกไม้ดอกเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า ไปจนถึงการซึมซับระบบทุนนิยม และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้ชาวปกาเกอะญอแสวงหาความมั่นคงจากอาชีพนอกเหนือภาคการเกษตรแบบที่เคยทำมาช้านาน โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ของวัยรุ่นปกาเกอะญอ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในสังคมปกาเกอะญอในด้านการศึกษาอย่างสำคัญ เนื่องจากชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง มีการแข่งขันและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทำให้ชาวบ้านคิดว่าการศึกษามีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในอนาคต ซึ่งมีทุนจากรัฐบาล องค์กรเอกชน และองค์ศาสนามารองรับการเข้ามาศึกษาในเมืองเชียงใหม่ หรือบางกลุ่มที่เข้ามาหางานทำและเรียนหนังสือในวันหยุด หรือบางกลุ่มที่เข้ามาบวชและเรียนในโรงเรียนวัด ซึ่งเมื่อวัยรุ่นชาวปกาเกอะญอเข้ามาในเมือง ได้ทำการเรียนรู้กับโลกใหม่ของพวกเขาด้วยการรวมตัวกันและสร้างกลุ่มของตนเองขึ้นมา เช่น ชมรมเยาวชนปกาเกอะญอ ชมรมนักศึกษาคาทอลิกเชียงใหม่ กลุ่มวัยรุ่นปกาเกอะญอคริสเตียนจากหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอแม่แจ่ม กลุ่มเยาวชนเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ เป็นต้น ซึ่งวัยรุ่นปกาเกอะญอจำเป็นจะต้องสร้างสัมพันธ์กับสถาบันและองค์กรเครือข่ายเหล่านี้เพื่อความมั่นคงในการดำรงชีวิตในสังคมเมือง
          การเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองของวัยรุ่นชาวปกาเกอะญอได้สร้างความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักชายหญิงไปจากเดิม กล่าวคือ “แลสะกลอหมื่อ” หรือ การแอ่วสาว ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการจีบสาวของชาวปกาเกอะญอที่จะเกิดขึ้นภายในพื้นที่บ้านของฝ่ายหญิงและมีเพื่อนของฝ่ายหญิงเป็นคนร่วมรับรู้ ได้ถูกแทนที่ด้วยการสื่อสารสมัยใหม่อย่างโทรศัพท์มือถือ หรือการขี่มอเตอร์ไซค์ไปมาหาสู่ระหว่างกัน หรือแม้แต่หากพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ชอบใจฝ่ายชาย ก็จะไม่เปิดโอกาสให้เข้ามาจีบในบ้านด้วย (หน้า 95) ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของความเคร่งครัดในความสัมพันธ์ของชายหญิงในเมืองที่มีอิสระเสรีมากขึ้น ถูกควบคุมน้อยลง และมีรูปแบบความสัมพันธ์ที่หลากหลาย  และการย้ายเข้ามาอยู่ในสังคมที่ต้องเผชิญกับภาวะการเป็นคนแปลกแยกของสังคม ทำให้พวกเขาต้องปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนเองให้กลมกลืนกับผู้คนในเมืองไปด้วย โดยเฉพาะการเปลี่ยนชื่อตนเองจากภาษาปกาเกอะญอเป็นชื่อภาษาไทย เพราะชื่อเดิมเป็นที่ขบขันสำหรับคนฟัง พวกเขาถึงเลือกชื่อไทยตามสมัยนิยม เช่น แนน โก้ กบ ใบบัว อ๊อด เกมส์ จอนนี่ เป็นต้น (หน้า 148) ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นที่จะเปลี่ยนชื่อ ได้แก่ กลุ่มนักเรียนนักศึกษา วัยรุ่นในองค์กรศาสนา และวัยรุ่นกลุ่มที่ทำงาน ต่างจากวัยรุ่นในองค์กร NGOs ที่ยังคงชื่อเดิมไว้เพื่อแสดงตัวตนและความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ของตน เพราะวัยรุ่นในกลุ่มนี้จะได้รับการปลูกฝังเรื่องการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาของชุมชนดั้งเดิมจากองค์กรที่พวกเขาสังกัด
          จากเดิมที่วัยรุ่นชาวปกาเกอะญอมีกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้ใหญ่โดยเชื่อมโยงกับครอบครัว ประเพณีปฏิบัติ และความเชื่อต่างๆ อย่างการแต่งงานและการเติบโตผ่านระบบการผลิต ได้เปลี่ยนเงื่อนไขของการเรียนรู้เติบโตไปเมื่อเริ่มเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมือง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสังคมใหม่ในครั้งนี้ทำให้พวกเขาต้องเรียนรู้การปรับตัวกับสังคมเมืองและผู้คนที่หลากหลายอย่างมาก จึงทำให้ช่วงเวลาความเป็นวัยรุ่นของยาวนานกว่าการเป็นวัยรุ่นในหมู่บ้าน เพราะการอยู่ในเมืองไม่ได้มีกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางจารีตประเพณีของสังคมหมู่บ้านเพียงแบบเดียว แต่การก้าวผ่านช่วงวัยรุ่นในสังคมเมืองต้องอาศัยทั้งสถาบันและประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อแสดงความสามารถในพื้นที่สังคมเมือง โดยเฉพาะทักษะอาชีพที่ต้องฝึกฝนให้ชำนาญเพื่อก้าวเข้าไปรับผิดชอบการทำงานแบบผู้ใหญ่ (หน้า 191-192) ซึ่งความสำคัญของสังคมเมืองต่อวัยรุ่นปกาเกอะญอ คือ ทางเลือกของชีวิตในการเรียนรู้ ที่แตกต่างไปจากวิถีชีวิตในชุมชนภาคการเกษตรของชาวปกาเกอะญอ เพราะเมืองถือเป็นพื้นที่สะสมทุนทางเศรษฐกิจสำหรับการนำทุนที่ได้ไปต่อยอดภาคการเกษตรในชุมชน หรือปลดหนี้ให้กับครอบครัวและตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้เป็นข้อพิสูจน์สำหรับการเป็นลูกที่ดี การก้าวผ่านสู่ความเป็นผู้ใหญ่ สามารถรับผิดชอบตนเองและครอบครัวได้ อีกทั้งเมืองยังเป็นที่อยู่ใหม่สำหรับผู้ที่ไม่อาจทนต่อแรงกดดันจากชุมชนได้อีกด้วย เพราะในเมืองมีพื้นที่ในการแสดงออกและสร้างสรรค์อย่างเต็มที่สำหรับทุกกลุ่มคน

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ภาพกรอบแนวคิดการศึกษา (หน้า 41)

Text Analyst บงกช เจริญรัตน์ Date of Report 28 มิ.ย 2560
TAG ปกาเกอะญอ, วัยรุ่นปกาเกอะญอ, กะเหรี่ยง, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง