ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject แม่น้ำโขง, บ้านปากอิง, เชียงของ, เชียงราย, การพัฒนาท้องถิ่น, โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส), องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ), กลยุทธ์ในการดำรงชีวิต, อัตลักษณ์, เครือข่ายสังคม, ชุมชนชายแดนไทย-ลาว
Author ผกากรอง มากพันธ์
Title Voices from the Mekong: Social Networking and Identity Negotiation in the Era of regional development in a Thai-Lao border community.
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
Total Pages 180 Year 2551
Source Pakakrong Makpun. Voices from the Mekong: Social Networking and Identity Negotiation in the Era of regional development in a Thai-Lao border community.Chiang Mai : Graduate School, Chiang Mai University, 2008
Abstract

          วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษากลยุทธ์ในการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ช่วงปลายแม่น้ำโขงทั้งในฝั่งไทยและลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนบ้านปากอิง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้เข้ามาหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากแม่น้ำโขงและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตริมแม่น้ำของชาวบ้านอย่างมาก ทั้งจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ต้นน้ำของประเทศจีนและการระเบิดแก่งในแม่น้ำ ชาวบ้านต้องเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนปลาจนต้องหากลยุทธ์ในการดำรงชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง โดยชาวบ้านได้สร้างและรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวบ้านด้วยกัน และพัฒนาความสัมพันธ์กับองค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ เพื่อรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และเรียกร้องสิทธิของตนเอง

Focus

          กลยุทธ์ในการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงในบ้านปากอิง โดยการต่อรองกับอำนาจและนโยบายทั้งจากภาครัฐและจากโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อที่จะสามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงและรักษาชีวิตความเป็นอยู่ของตนไว้ได้ท่ามกลางวิกฤตการขาดแคลนปลาและทรัพยากรธรรมชาติ

Theoretical Issues

          ในปี พ.ศ. 2535 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB: Asian Development Bank) ได้ก่อตั้งโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (จีเอ็มเอส) ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงขึ้น โดยมีประเทศสมาชิก ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม และมณฑลยูนนานของประเทศจีน การพัฒนาท้องถิ่นได้เปิดโอกาสให้จีนสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ต้นน้ำซึ่งทำให้ระดับน้ำในช่วงปลายแม่น้ำโขงลดต่ำลงอย่างมากและเปลี่ยนแปลงระเบบนิเวศเดิมจนชาวบ้านไม่สามารถจับปลาในแม่น้ำโขงได้เหมือนก่อน ชุมชนริมแม่น้ำโขงต้องสร้างและรักษาความสัมพันธ์ใน ‘แนวนอน’ กับชุมชนอื่นทั้งฝั่งไทยและลาว เพื่อที่จะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันในด้านแรงงาน และในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ใน ‘แนวตั้ง’ กับองค์กรพัฒนาเอกชน (กลุ่มเอ็นจีโอ) เพื่อที่จะได้มีสิทธิ์มีเสียงในการต่อรองกับอำนาจรัฐและเหล่าประเทศสมาชิกของจีเอ็มเอส
          แม้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ในบ้านปากอิงจะเกิดที่ฝั่งไทย แต่ก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์ในระดับ ‘แนวนอน’ กับเครือญาติในฝั่งลาวไว้อย่างดี เนื่องจากชาวลาวเป็นแรงงานสำคัญที่ช่วยเพาะปลูกและทำงานบ้าน ชาวบ้านปากอิงอ้างว่าตนกับชาวลาวนั้นเป็น ‘ลาวคือกัน’และดูแลแรงงานเหล่านั้นเสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันก็ให้เงินค่าจ้างต่ำมากเมื่อเทียบกับแรงงานไทย ชาวบ้านบางคนใช้ความสัมพันธ์ในระดับ ‘แนวนอน’ นี้ในการค้าขายระหว่างฝั่งไทยกับฝั่งลาวกับเครือญาติในฝั่งจะเกิดที่ฝั่งไทย แต่ก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับเครือญาติในฝั่งลาว
          นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับ ‘แนวตั้ง’ กับกลุ่มเอ็นจีโอซึ่งเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการก่อสร้างเขื่อนต้นน้ำ การระเบิดแก่ง และการอนุรักษ์ปลา “กลุ่มรักเชียงของ” ก่อตั้งขึ้นในปี  พ.ศ. 2538เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ชาวบ้านได้ร่วมมือกับเครือข่ายนี้เพื่อต่อสู้กับโครงการต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐและจีเอ็มเอสที่จะมีขึ้นในแม่น้ำโขง เนื่องจากพวกเขาไม่อาจมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในระดับประเทศได้ การเข้าร่วมกับกลุ่มเอ็นจีโอจึงเป็นช่องทางให้ชาวบ้านเข้ามามีบทบาทในการต่อรองมากขึ้น
          กลุ่มเอ็นจีโอได้ช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็น “ลูกแม่น้ำโขง” ของชาวบ้าน ทำให้ผู้คนทั่วไปเห็นความสำคัญของวิถีชีวิตริมแม่น้ำมากขึ้น และทำให้สังคมหันมาฟังเสียงของชาวบ้านกันมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มเอ็นจีโอยังได้ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายรัฐและแผนการพัฒนาทั้งหลาย รวมทั้งยังช่วยเชื่อมโยงผู้คนจากหมู่บ้านริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำอิงให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้หมู่บ้านต่าง ๆ เหล่านั้นได้มีโอกาสร่วมถกเถียงพูดคุยถึงปัญหา วิธีการแก้ไข และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน นอกจากด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว กลุ่มเอ็นจีโอยังมีบทบาททางด้านวัฒนธรรมอีกด้วย โดยพยายามรื้อฟื้นและริเริ่มพิธีกรรมความเชื่อที่จะร้อยรัดวิถีชีวิตของผู้คนกับแม่น้ำเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น พิธีสืบชะตาแม่น้ำอิง
          อย่างไรก็ดี แม้ชาวบ้านจะร่วมมือกับกลุ่มเอ็นจีโอในท้องถิ่น แต่บางครั้งก็ไม่ได้มีทัศนคติตรงกันเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น กลุ่มเอ็นจีโอกำหนดเขตอนุรักษ์ปลาขึ้นและมีกฎห้ามตกปลาในเขตดังกล่าว แต่ชาวบ้านคิดว่าการหาเลี้ยงครอบครัวที่หิวโหยของตนย่อมสำคัญกว่าการอนุรักษ์ปลา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเอ็นจีโอ เพราะสมาชิกในกลุ่มจะคัดเลือกญาติมิตรของตนเข้าไป หรือให้หัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้เลือกสรร ซึ่งหัวหน้าก็จะเลือกคนสนิทของตนเข้าไปทำงานเท่านั้น ทำให้ชาวบ้านอีกจำนวนมากไม่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเอ็นจีโออย่างแท้จริง

Ethnic Group in the Focus

ไทย, ลาว, ไทย-ลาว

Language and Linguistic Affiliations

Study Period (Data Collection)

พ.ศ. 2549

History of the Group and Community

          ในอดีตนั้น แม่น้ำโขงไม่ได้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนประเทศอย่างเช่นทุกวันนี้ พญามังรายเป็นผู้รวบรวมอำนาจจากหัวเมืองทั้งหลายในลุ่มแม่น้ำกกรวมทั้งเมืองเชียงของด้วย และตั้งเมืองเชียงใหม่ขึ้นโดยมีพระองค์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งนครล้านนา ในศตวรรษที่ 16-18 เชียงรายตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า และในราวปี พ.ศ. 2437 เชียงของถูกใช้เป็นเมืองหน้าด่านของเมืองน่านเนื่องจากเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางค้าขายระหว่างเมือง
          ในยุคล่าอาณานิคม เชียงของกลายเป็นเขตกันชนระหว่างสองจักรวรรดิใหญ่ คือ ฝ่ายฝรั่งเศสในอินโดจีน และฝ่ายอังกฤษในพม่า ในปี พ.ศ. 2436 แม่น้ำโขงถูกใช้เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างดินแดนสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2ระหว่างปี พ.ศ. 2483 – 2489 เชียงของยังคงเป็นเขตกันชนที่ต้องปะทะกับอำนาจจากแนวคิดสังคมที่ยมที่แพร่มาจากจีน เวียดนาม และลาวงอำนาจนให้เมืองน่าน เนื่องจาก
          ในปี พ.ศ. 2531 รัฐบาลของนายชาติชาย ชุณหะวัณมีแผนการเปลี่ยนแปลงสนามรบให้กลายเป็นตลาดการค้าเพื่อกระตุ้นการลงทุนในภูมิภาคนี้ มีการก่อตั้งสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจขึ้นในปี พ.ศ. 2536 ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกคือ ไทย ลาว พม่า และจีน ทำให้มีการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
            แผนการการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ 8 แห่งในประเทศจีนบริเวณต้นแม่น้ำโขงนำมาซึ่งความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนปลายน้ำ ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเชียงของและอำเภอใกล้เคียงรวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มเอ็นจีโอท้องถิ่นในปี พ.ศ. 2545 เพื่อจัดการกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม โดยใช้ชื่อว่า “เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา”  ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มย่อย 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มรักเชียงของ ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำอิง และโครงการเพื่อแม่น้ำและชุมชน เครือข่ายใหม่ที่ตั้งขึ้นนี้ครอบคลุมเขตอำเภอเชียงของ เชียงแสน เวียงแก่น ขุนตาล และเทิง ในจังหวัดเชียงราย

Settlement Pattern

ชาวบ้านปากอิง ตำบล ศรีดอนชัย อำเภอ เชียงของ จังหวัด เชียงราย
ตั้งบ้านเรือนริมแม่น้ำและรวมตัวกันเป็นหมู่บ้านชาวประมง

Demography

          ชาวบ้านปากอิงเป็นลูกหลานของบรรพบุรุษชาวลาวที่อพยพหนีภาวะสงครามจากหลวงพระบางและเขตอื่น ๆ ของลาวมาตั้งรกรากในประเทศไทย ช่วงเวลาที่มีการอพยพมากคือระหว่างปี พ.ศ. 2476-2530
 
          ประชากรมีทั้งสิ้น 202 คน เป็นชาย 96 คน หญิง 106 คน อยู่กันทั้งหมด 50 ครัวเรือน แต่มีเพียง 43 ครัวเรือนเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในบ้านปากอิงจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีแรงงานชั่วคราวจากลาวเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านอีก 71 คนด้วย

Economy

          เมื่อประมาณ 50-70 ปีที่แล้ว ชาวบ้านในเชียงของปลูกข้าวเพื่อบริโภคและปลูกต้นยาสูบเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้หลัก แต่ในปี พ.ศ. 2531-2534 สมัยรัฐบาลนายชาติชาย นักลงทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดินแถบชนบทรวมทั้งในบ้านปากอิงด้วย ทำให้ชาวนาไม่มีที่ดินเพาะปลูกเป็นของตนเองและต้องเช่าที่ดินทำกินจากนายทุน หลังจากนั้นจึงมีการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด ถั่ว กาแฟ และอ้อย มากขึ้น
          ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ชาวบ้านจะใช้เวลาส่วนใหญ่เด็ดใบยาสูบและเก็บเกี่ยวถั่วที่ปลูกไว้ ในเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ชาวบ้านจะเริ่มปลูกข้าวโพดและช่วงเวลานี้ชาวบ้านจะต้องการแรงงานลาวมาช่วยงานในไร่อย่างมากเพราะราคาถูกกว่าแรงงานไทย แรงงานลาวส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง บางคนก็มาทำงานตอนเช้าและกลับฝั่งลาวตอนเย็น บางคนก็อยู่อาศัยและทำงานที่บ้านนายจ้างที่ฝั่งไทย 3 เดือน
            บ้านปากอิงตั้งอยู่บริเวณที่แม่น้ำทั้งสองสายมาบรรจบกัน ทำให้ชาวบ้านสามารถตกปลาเพื่อเป็นรายได้เสริม บางคนก็ตกปลาเฉพาะยามว่าง บางคนก็ทำเป็นอาชีพหลัก ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนถือเป็นฤดูกาลตกปลาของหมู่บ้าน ซึ่งนอกจากชาวบ้านปลาจะนำไปขายได้แล้ว ปลายังเป็นอาหารหลักและเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของทุกครอบครัวอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากอาหารที่ชาวบ้านนิยมรับประทานกัน ไม่ว่าจะเป็น ลาบปลา ปลาทอด ปลาย่าง ต้มยำปลา แจ่วปลา ห่อหมกปลา หรือจะนำไปตากแห้งเพื่อเป็นการถนอมอาหารก็ได้

Social Organization

          ความสัมพันธ์อันไม่เท่าเทียมกันในหมู่บ้านไม่ว่าจะด้านชนชั้น อายุ เพศ และเชื้อชาติ ทำให้ชาวบ้านมีกลยุทธ์มากมายในการอยู่รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น ชาวบ้านในบ้านปากอิงที่มีเชื้อสายลาวมักจะบอกว่าตนเองเป็นพวกเดียวกับคนลาว ทำให้ได้แรงงานลาวมาช่วยงานได้ง่ายขึ้น และแรงงานเหล่านั้นก็มักเรียกนายจ้างของตนว่า “พ่อ” และ “แม่”  ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แต่ชาวบ้านจะจ่ายเงินค่าจ้างให้แรงงานเหล่านี้ต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าจ้างแรงงานไทย สะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงยังมีการแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติอยู่ แต่แรงงานลาวก็ไม่มีทางเลือกเพราะการเข้ามาทำงานในประเทศไทยเช่นนี้ยังนับว่าผิดกฎหมาย ความสัมพันธ์อันซับซ้อนในความเป็น ‘เครือญาติ’ กับ ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ นี้มีเส้นบาง ๆ ขั้นอยู่ระหว่างการอุปถัมภ์ค้ำจุนกับการเอารัดเอาเปรียบ 

Political Organization

หัวหน้าหมู่บ้านเรียกว่า “พ่อหลวง”

Belief System

          1. เทศกาลลงหนอง จัดขึ้นปีละ 2 ครั้งเพื่อให้ชาวบ้านจากบ้านปากอิงเหนือและบ้านปากอิงใต้ได้มาจับปลาจากหนองน้ำเดียวกัน นับเป็นโอกาสที่ผู้คนจะออกมาพบปะสังสรรค์และดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน โดยปกติแล้วหนองน้ำนี้จะไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาจับปลา แต่ในวันเทศกาลจะยกเว้นให้ทุกคนเข้ามาจับปลาได้อย่างเท่าเทียมกัน
 
          2. พิธีออกเดือน คือการเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวที่มารดาเพิ่งคลอดทารก โดยชาวบ้านปากอิงจะข้ามไปยังฝั่งลาวเพื่อร่วมพิธีนี้โดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดไป พวกผู้ชายจะเตรียมอาหารไว้ต้อนรับแขกที่มาให้ศีลให้พรแก่ทารกแรกเกิด หลังจากนั้นจะมีการตั้งวงเล่นไพ่ โดยปกติแล้วพิธีนี้จะดำเนินไปประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง
 
          3. พิธีสืบชะตาแม่น้ำ มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542และจัดต่อเนื่องมาทุกปีในเดือนเมษายน ชาวบ้านจะเข้าร่วมพิธีนี้เสมือนว่าแม่น้ำเป็นสิ่งมีชีวิต มีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์และให้พรแก่แม่น้ำเพื่อให้มีอายุยืนยาว
 
          4. พิธีสืบชะตาแม่น้ำอิง ริเริ่มขึ้นโดยกลุ่มเอ็นจีโอท้องถิ่นภายใต้ความเชื่อทางพุทธศาสนาและความเชื่อท้องถิ่น ชาวบ้านจะทำพิธีโดยเปรียบแม่น้ำอิงเป็นผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเยียวยาเพื่อให้กลับมาดีอีกครั้งและมีอายุยืนยาวต่อไป
 
          5. พิธีบวชนาค ชาวบ้านแต่ละคนจะจัดพิธีในบ้านของตนเองก่อนออกไปร่วมพิธีกลางที่วัดด้วยกัน แต่ละครอบครัวจะฆ่าควาย วัว หรือหมูเพื่อนำไปประกอบอาหารเลี้ยงคนที่มาร่วมพิธี และมักรับประทาน ‘ถั่วเน่า’ ซึ่งเป็นถั่วหมักของท้องถิ่นในงานนี้ พิธีบวชนาคถือเป็นงานรื่นเริงเพราะมีทั้งดนตรี การฟ้อนรำ การกินเลี้ยง และการดื่มเหล้ารำ ในงานจะมี ‘ต้นไม้บุญ’ ซึ่งใบทำจากธนบัตรพับอย่างประณีต มีผงซักฟอก ยาสระผม และของใช้อื่น ๆ เป็นของประดับต้นไม้เพื่อให้นาคและครอบครัวของนาคได้นำไปใช้ต่อไป

Education and Socialization

ไม่มีข้อมูล

Health and Medicine

          ชาวบ้านส่วนใหญ่ในบ้านปากอิงไม่มีบัตรประชาชนแม้ว่าจะเกิดในประเทศไทย ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้ารับบริการด้านสุขภาพจากภาครัฐได้

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

         1. ตำนานนกกาเหว่าเล่าไว้ว่า พ่อลูกคู่หนึ่งออกไปตกปลาด้วยกันในแม่น้ำโขง ผู้เป็นพ่อลงไปปลดแหที่ติดอยู่ใต้แม่น้ำแต่ไม่กลับขึ้นมาอีกเลย ลูกชายเสียใจมากได้แต่ร้องไห้เศร้าโศกและเมื่อเขาตายก็ได้ไปเกิดเป็นนกที่ส่งเสียงร้อง “กาเหว่า... กาเหว่า...” ชาวบ้านเชื่อว่าหากได้ยินเสียงเศร้าโศกของนกกาเหว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมแสดงว่าจะมีปลาในแม่น้ำโขงในหน้าแล้ง
 
          2. ชาวบ้านเชื่อว่า ‘ผีเงือก’ เป็นผู้คอยปกปักษ์รักษาแม่น้ำ ลำน้ำ และห้วยหนองคลองบึงทั้งหลาย ซึ่งผีเงือกจะมีนิสัยดุร้ายกับชาวบ้านที่ทำสิ่งไม่ดีแก่สายน้ำ เชื่อกันว่าผีเงือกนี้อาศัยอยู่ในถ้ำบริเวณที่แม่น้ำโขงไหลแรงและลึก

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          ด้วยความที่บ้านปากอิงเป็นชุมชนชายแดนไทย-ลาว ชุมชนเพาะปลูก และชุมชนชาวประมง ทำให้ชาวบ้านปากอิงสามารถปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์และบทบาททางสังคมของตนเองได้ตามสถานการณ์ ดังจะเห็นได้ว่า แม้ชาวบ้านจะอาศัยอยู่ที่ฝั่งไทยมาหลายสิบปีแต่ก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับญาติมิตรฝั่งลาวไว้อย่างแน่นแฟ้นเพื่อประโยชน์ในด้านแรงงาน นอกจากนี้ทัศนคติเชิงบวกต่อชาวลาวยังทำให้ชาวบ้านสามารถเข้าไปค้าขายในฝั่งลาวได้ง่ายอีกด้วย
          นายจ้างไทยและแรงงานลาวมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเนื่องจากนายจ้างมักอ้างว่าแรงงานลาวเป็นเสมือนลูกหลานของตน แต่กลับจ่ายเงินค่าจ้างที่ต่ำมากคือประมาณ 1,000 บาทต่อเดือนซึ่งน้อยกว่าค่าจ้างแรงงานไทย แสดงให้เห็นว่ามีการแบ่งแยกเชื้อชาติและชนชั้นระหว่างคนไทยกับคนลาวอยู่ ในบ้านปากอิงมีการรับแรงงานลาวเข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ในบ้านประมาณ 40 ครัวเรือน และบางบ้านก็รับคนงานมากถึง 5 คนในคราวเดียว ฝ่ายแรงงานหญิงชาวลาวนั้นส่วนใหญ่เข้ามาทำงานหาเงินและหาสามีชาวไทยไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่หญิงลาวที่แต่งงานกับชายไทยไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ไกลเพราะไม่มีสถานะที่ถูกต้องในประเทศไทย นอกจากชาวลาวแล้วยังมีชาวขมุ ม้ง และลื้อที่เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านโดยการขายแรงงาน แต่งงานกับชาวไทย หรืออาศัยร่วมกับญาติพี่น้องที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในฝั่งไทย อย่างไรก็ดี แม้ว่าชาวบ้านปากอิงจะมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงกว่าแรงงานลาว แต่เมื่อเทียบกับเกษตรกรที่อื่นแล้ว ชาวบ้านที่นี่นับว่าเป็น ‘ชาวนาชายขอบ’ เนื่องจากไม่สามารถปลูกพืชสำคัญคือ ข้าว ได้เพราะภูมิประเทศที่เป็นหิน ประกอบกับนายทุนเจ้าของที่ดินต้องการให้ชาวบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจมากกว่า
          ชาวบ้านใช้อัตลักษณ์ความเป็นคนลาวในการหาแรงงานลาวราคาถูก แต่ก็อยากจะได้ประโยชน์จากความเป็นคนไทยในการหางานดี ๆ และเข้ารับบริการทางด้านสุขภาพจากภาครัฐ จนถึงตอนนี้ ชาวบ้านปากอิงหลายคนยังคงไม่มีบัตรประชาชน และลูกหลานของพวกเขาที่เกิดและเติบโตในฝั่งไทยก็ยังไม่ได้บัตรประชาชนเช่นกัน
          นอกจากด้านเชื้อชาติแล้ว ชาวบ้านปากอิงยังปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนให้เป็นชาวนาในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก เป็นชาวประมงในช่วงที่มีปลามาก และเมื่อประสบปัญหาขาดแคลนปลาก็ร่วมมือกับกลุ่มเอ็นจีโอในฐานะ “ลูกแม่น้ำโขง” เพื่อเรียกร้องสิทธิของตน

Social Cultural and Identity Change

          แม่น้ำโขงถูกมองเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจเพื่อผลิตไฟฟ้า แต่ผู้มีอำนาจทั้งหลายไม่ได้มองถึงผลกระทบจากโครงการต่าง ๆ ที่มีต่อชาวบ้านในชุมชนริมแม่น้ำ ประเทศจีนกำลังต้องการพลังงานอย่างมากเพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัวและเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การสร้างเขื่อนครั้งแรกที่ต้นน้ำในปี พ.ศ. 2536 ทำให้แม่น้ำโขงแห้งลงอย่างมาก และในปี พ.ศ. 2546 ยังมีการสร้างเขื่อนที่สองซึ่งใหญ่กว่าเดิมอีก ขณะนี้จีนกำลังก่อสร้างเขื่อนเพิ่มอีก 2 แห่ง และมีแผนการเตรียมจะสร้างเพิ่มอีก 4แห่งต่อไปรวมทั้งหมดเป็น 8 แห่ง นอกจากการสร้างเขื่อนที่ต้นน้ำแล้วยังมีการระเบิดแก่งในแม่น้ำเพื่อปรับปรุงเส้นทางคมนาคม แต่ที่จริงแล้วแก่งเหล่านั้นเป็นที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งทำประมงอันอุดมสมบูรณ์ของชาวบ้าน
          โครงการพัฒนาท้องถิ่นได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวบ้านลุ่มแม่น้ำโขงอย่างมากทั้งด้านการประกอบอาชีพและวัฒนธรรม ชาวบ้านไม่สามารถตกปลาได้เหมือนแต่ก่อนเพราะรูปแบบการย้ายถิ่นฐานของปลาได้เปลี่ยนแปลงไปตามระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านตกปลาได้น้อยลง 400 ตันหรือคิดเป็นมูลค่า 27ล้านบาท ในวิกฤตขาดแคลนปลาเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับหมู่บ้านอื่นใกล้เคียงเพื่อให้ได้แรงงานราคาถูกมาช่วยในการเพาะปลูก ในขณะเดียวกันก็ต้องร่วมมือกับกลุ่มเอ็นจีโอและองค์กรสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เพื่อต่อรองกับอำนาจของโครงการพัฒนาท้องถิ่น ชาวบ้านต้องเน้นย้ำความเป็น “ลูกแม่น้ำโขง” ของตนเพื่อให้สังคมหันมาเห็นความสำคัญของวิถีชีวิตริมแม่น้ำ
          ความเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่งที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของหมู่บ้านคือเรื่องการเพาะปลูก จากเดิมที่ชาวบ้านเคยอยู่ได้ด้วยตนเอง มีที่ดินเป็นของตนเอง และสามารถปลูกพืชแบบผสมผสานและหมุนเวียนได้ ปัจจุบันชาวบ้านต้องเช่าที่ดินทำกินจากนายทุนและหันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ทำรายได้มากกว่า เช่น ข้าวโพด ถั่ว อ้อย และกาแฟ แต่การเกษตรเชิงเดี่ยวเช่นนี้ทำให้พืชมีความเสี่ยงต่อแมลงและโรคมากกว่าระบบเกษตรแบบผสมผสาน ทำให้ต้องมีการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง และยาฆ่าวัชพืช

Critic Issues

Other Issues

         แม้ชาวบ้านปากอิงจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่การที่บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นชาวลาวทำให้ชาวบ้านไม่รู้สึกถึงเส้นแบ่งเขตระหว่างทั้งสองประเทศ พวกเขายังคงเดินทางข้ามฝั่งไปมาอย่างเสรีราวกับไม่มีเขตแดน ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติและเพื่อนฝูง การค้าขาย การเข้าร่วมพิธีแต่งงาน พิธีบวช หรืองานศพ ซึ่งในทางการเมืองแล้วการกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการละเลยและท้าทายกฎเกณฑ์การแบ่งเขตแดนอย่างยิ่ง
         นอกจากนี้ ชาวบ้านปากอิงยังฟังวิทยุจากสถานีของลาวอีกด้วยเพราะเพลงลาวและข่าวสารเกี่ยวกับประเทศลาวนั้นเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับชีวิตของชาวบ้านมากกว่าข่าวสารและเหตุการณ์ในกรุงเทพฯหรือภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ

Google Map

Map/Illustration

-  แผนที่โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (หน้า 3)
-  แผนที่ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง(หน้า 6)
-  แผนที่ประเทศไทย(หน้า 15)
แผนที่อาณาจักรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงกลางศตวรรษที่ (หน้า 43)

Text Analyst อภิสรา คูหาสุวรรณ Date of Report 08 มิ.ย 2562
TAG แม่น้ำโขง, บ้านปากอิง, เชียงของ, เชียงราย, การพัฒนาท้องถิ่น, โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส), องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ), กลยุทธ์ในการดำรงชีวิต, อัตลักษณ์, เครือข่ายสังคม, ชุมชนชายแดนไทย-ลาว, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง