ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject คะฉิ่น,บ้านใหม่สามัคคี, วิถีชีวิต, ความสัมพันธ์, เชียงใหม่
Author Seng-Maw Lahpai
Title Politics of identity and articulations of belonging: a transnational Kachin community in northern Thailand
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
Total Pages 179 หน้า Year 2550
Source วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการพัฒนาอย่างยั่งยืน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
Abstract

          เน้นการศึกษาถึงความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของชาวคะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคี จังหวัดเชียงใหม่ ที่รวมกันตั้งชุมชนชาวคะฉิ่น ดำรงชีวิตอยู่ใต้ความดูแลของโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และวิถีชีวิตของชาวคะฉิ่นภายในประเทศไทย

          จากการศึกษาพบว่าชาวคะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคีไม่จัดอยู่ในกลุ่มชาวเขาแต่ก็ไม่ได้รับสิทธิ์ในการเป็นพลเมืองของประเทศไทยเช่นกัน ชาวคะฉิ่นจึงเป็นเพียงกลุ่มวัฒนธรรมกลุ่มหนึ่งในอำเภอเชียงดาว ที่ดำรงชีวิตด้วยการทำเกษตรกรรมปลูกพืชเศรษฐกิจตามนโยบายของโครงการฯ แม้จะไม่ได้รับสิทธิ์ในการถือครองที่ดินหรือเคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่ก่อนได้รับอนุญาต และการรับจ้างทำงานนอกพื้นที่ แต่ชาวคะฉิ่นก็มีการรวมกลุ่มและมีเครือข่ายติดต่อหลายช่องทางเพื่อรับความช่วยเหลือและ แก้ปัญหา เช่น เรื่องการขอสัญชาติ เป็นต้น ทั้งกับรัฐคะฉิ่นในประเทศพม่า เครือข่ายทางศาสนาคริสต์และหน่วยงาน NGO

          นอกจากนั้น ชาวคะฉิ่นยังสามารถนำวัฒนธรรมของตนมาใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยวและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และเชื่อมโยงความเป็นคะฉิ่นจากบ้านเกิดมายังที่อยู่อาศัยปัจจุบัน

Focus

         เน้นการศึกษาถึงความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของชาวคะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคี จังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถรวมกันเพื่อตั้งชุมชนชาวคะฉิ่น ดำรงชีวิตอยู่ใต้ความดูแลของโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสามารถนำวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของตนมาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ 

Theoretical Issues

          ใช้การเก็บข้อมูลจากการลงพื้นที่ และสัมภาษณ์ชาวคะฉิ่นที่อาศัยอยู่ในบ้านใหม่สามัคคีเป็นหลัก มีการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและบทความเพื่อให้เห็นถึงกรอบและรูปแบบการทำงาน

Ethnic Group in the Focus

คะฉิ่น บ้านใหม่สามัคคี ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

Language and Linguistic Affiliations

         ชาวคะฉิ่นมีภาษาอยู่ในตระกูล Tibetan-Burman (หน้า 46) แต่ละกลุ่มย่อยของคะฉิ่นต่างก็พูดภาษาที่แตกต่างกัน (หน้า 30) นอกจากกลุ่มคะฉิ่นในประเทศพม่าแล้ว คะฉิ่นที่อาศัยอยู่ที่อื่นจะมีการสะกดคำและการออกเสียงที่ต่างกันแม้จะอยู่ในกลุ่มเดียวกันก็ตาม

         ในประเทศจีนคะฉิ่นจะถูกเรียกว่า จิงพ่อ(Jingpo) ในประเทศอินเดียเรียกว่า Singpho ไทยเรียกว่าคะฉิ่นหรือข้าง มูเซอร์เรียกว่า Khang Cho (หน้า 43,137)

          ชาวคะฉิ่นกลุ่มที่เคยเป็นอดีตทหารที่อพยพมาประเทศไทยในยุคแรกนั้นจะพูดภาษา Azi ซึ่งเป็นภาษาถิ่นแบบหนึ่งของคะฉิ่น แตกต่างจากคะฉิ่นทั่วไปที่พูดภาษา Jinghpaw (หน้า 52)

          ในตลาดหนองอุก มีการใช้ภาษาอย่างน้อย 4 ภาษา คือไทย จีน พม่าและภาษาของชนกลุ่มน้อยต่างๆ เช่นลีซอ ละหู่และอาข่า (หน้า 104) เนื่องจากพื้นที่แถบชายแดนประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ทำให้มีการใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสารระหว่างกัน (หน้า109)

          ชาวคะฉิ่นมีการตั้งชื่อไทยสำหรับตนเองและลูกหลาน แต่ก็ยังคงใช้นามสกุลคะฉิ่นของตนเองและเรียกชื่อกันด้วยชื่อคะฉิ่น (หน้า 168)

Study Period (Data Collection)

มีนาคม ค.ศ.2004 - 2005

History of the Group and Community

          ชาวคะฉิ่นในประเทศไทยได้ตั้งหมู่บ้านถาวรขึ้นบริเวณชายแดนไทยพม่า ในอดีตที่ดินบริเวณนี้เป็นพื้นที่การเกษตรของกลุ่มชาวจีนฮ่อ แต่ต่อมาชาวคะฉิ่นได้มีการสร้างบ้านและหมู่บ้านภายใต้การดูแลของสำนักงานดูแลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมๆ กับมาตรการตามแนวชายแดนที่เข้มงวดขึ้น ทำให้มีการจำกัดการใช้พื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติ (หน้า 26)

          ชาวคะฉิ่นเชื่อว่าบ้านเกิดของตนนั้นคือรัฐคะฉิ่น ซึ่งในทางประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าเป็นบริเวณที่แทบจะไม่เคยเป็นรัฐอิสระ คือมีการปกครองด้วยหัวหน้าเผ่าคะฉิ่นตามขนมธรรมเนียมความเชื่อ แต่ก็จะมีอาณาจักรอื่นที่ปกครองคะฉิ่นอีกทอดหนึ่ง ต่อมาในปี ค.ศ.1885 ภายใต้การปกครองของอังกฤษทำให้มีการรวมกลุ่มคะฉิ่นเข้ากับชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นในพม่าเข้ามาอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ (หน้า 44)

          ชาวคะฉิ่นเป็นกลุ่มชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ทางชายแดนตอนเหนือของพม่า ในเขตที่ราบสูง ของเขตปกครองตนเอง Dai-Jingpo มณฑลยูนนาน ประเทศพม่าและรัฐอัสสัมในประเทศอินเดีย เชื่อกันว่าการมีอยู่ของชาวคะฉิ่นในประเทศอินเดียนั้นสามารถย้อนกลับไปได้ถึงค.ศ. 1160 (หน้า 44-45)

          ชาวคะฉิ่นเริ่มรวมตัวกันตั้งหมู่บ้านเมื่อกลุ่มอดีตทหารคะฉิ่นได้เริ่มรวมกลุ่มปรึกษากันเพื่อตั้งหมู่บ้านหลังจากความพยายามในการตั้งหมู่บ้านครั้งแรกที่ Bang Mayau ล้มเหลวเนื่องจากปัญหาเรื่องที่ดินและการถูกเจ้าหน้าที่ขับไล่ และได้ตกลงตั้งหมู่บ้าน Jinghpaw Kahtawng ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1982 ซึ่งวันที่ 5 กุมภาพันธ์นั้นเป็นวันครบรอบการเริ่มปฏิวัติของชาวคะฉิ่นและการตั้งกองกำลังคะฉิ่น ต่อมาภายหลังจากการเสด็จพระราชดำเนินมายังหมู่บ้านชาวคะฉิ่นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีค.ศ. 1984 ทำให้หมู่บ้านได้ชื่อใหม่ว่าบ้านใหม่สามัคคี เริ่มแรกนั้นหมู่บ้านประกอบด้วย 7 ครัวเรือน (หน้า 60-61)

Settlement Pattern

          บ้านแบบพื้นเมืองของคะฉิ่นสร้างจากไม้ไผ่ หลังคามุงจาก มีเครื่องตำข้าวทำจากไม้ และมีกลองคะฉิ่นแขวนอยู่ที่ผนัง บ้านนี้สร้างบนไม้สูงขึ้นจากพื้นประมาณ 4 ฟุต มีบันไดไม้เล็กๆ นำเข้าสู่บริเวณบ้าน ภายในบ้านประกอบด้วย 3 ห้องนอน ครัวและพื้นที่ก่อไฟ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของบ้านคะฉิ่นแบบขั้นพื้นฐานสำหรับอยู่เพียงครอบครัวเดียว (หน้า 145-146) แต่ในปัจจุบัน บ้านของชาวคะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคีสร้างจากไม้ ไม่ไผ่และซีเมนต์ มีหลังคามุงกระเบื้อง ไม่ได้สร้างบ้านแบบดั้งเดิมอีกต่อไป มีเพียงบ้านแบบพื้นเมืองที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมเท่านั้น (หน้า 146)

Demography

          ชาวคะฉิ่นมีการอพยพตั้งแต่สมัยก่อนการตั้งรัฐชาติแบบปัจจุบัน แต่ในปัจจุบัน ตัวเลขของผู้อพยพนั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งจำนวนคนและรูปแบบที่ใช้ เพื่อแสวงหาพื้นที่ที่ปลอดภัยทางการเมืองและส่งผลดีต่อสภาวะทางเศรษฐกิจของตน (หน้า 44)

          ในประเทศพม่ามีชาวคะฉิ่นอาศัยอยู่ประมาณ 1.5 ล้านคน, ในประเทศจีน 120,000 คนและ 80,000 คนในประเทศอินเดีย เชื่อว่าชาวคะฉิ่นนั้นอพยพมาจาก Majoi Shingra Bum นักวิชาการมีแนวคิดหลายรูปแบบเกี่ยวกับทฤษฎีการอพยพของชาวคะฉิ่น เช่น มีต้นกำเนิดมาจากแถบประเทศมองโกเลีย อพยพมาสู่ทิเบตช่วงปีค.ศ. 600 และอพยพมาถึงที่ตั้งปัจจุบันตั้งแต่ปีค.ศ. 700 ก่อนที่บางกลุ่มจะอพยพต่อไปทางตะวันออกสู่มณฑลยูนนานในช่วงศตวรรตที่ 14

         อีกทฤษฎีหนึ่งคือคะฉิ่นนั้นอาศัยอยู่ในที่ตั้งปัจจุบันตั้งแต่แรก ไม่มีการอพยพมาจากที่ไหน ถึงแม้ว่าทางประวัติศาสตร์จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดถึงการอพยพเข้าสู่ไทยในสมัยก่อน แต่ชาวคะฉิ่นก็เชื่อว่าน่าจะมีชาวคะฉิ่นที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย – พม่ามานานแล้ว (หน้า 44-46,50)

         การอพยพของชาวคะฉิ่นเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงหลังนั้น เริ่มจากกลุ่มแรกคือทหารเก่าที่อยู่ในกองทัพ Pawng Yawng National Defense Force (PNDF) ในช่วงปลายยุค 1940 กองกำลังพรรคก๊กมินตั๋งในช่วงค.ศ. 1950 และกองกำลัง KIA ในช่วงยุค 1960 ส่วนมากจะอาศัยอยู่ในอำเภอเชียงดาว อำเภอฝาง อำเภอชัยปราการ ซึ่งเคยมีศูนย์บัญชาการของพรรคก๊กมินตั๋ง ในช่วงค.ศ. 1950 ชาวคะฉิ่นยังไม่มีการจัดตั้งหมู่บ้านคะฉิ่น อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย แต่ลูกหลานของกลุ่มทหารเหล่านี้มีการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ภายในอำเภอหนองอุก (หน้า 51)

          ต่อมาชาวคะฉิ่นที่คุ้ยเคยกับประเทศไทยผ่านการค้าขายก็ได้เริ่มย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอำเภอเชียงดาว (หน้า 53) ในช่วงค.ศ. 1980-1990 มีชาวคะฉิ่นที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นและส่วนมากเป็นผู้ลี้ภัย ผ่านทางชายแดนผ่านทางเครือข่ายญาติพี่น้องที่ได้ตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยมาก่อน (หน้า 54)

          จากข้อมูลของสำนักงานโครงการตามแนวพระราชดำริหนองเขียว ในหมู่บ้านใหม่สามัคคีฝั่งคะฉิ่นมีทั้งหมด 60 ครัวเรือน 591 คน (หน้า 62)

          คะฉิ่นได้รับหมู่บ้านเป็นของตนเองเนื่องจากว่า ชาวคะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคีมีหลักฐานว่าตนเองนั้นอาศัยอยู่ในประเทศไทยก่อนที่จะมีการอพยพของคนจากประเทศพม่าจำนวนมากในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งแตกต่างกับหมู่บ้านชาวจีนฮ่อที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารตะเวนชายแดน (หน้า 92-93)

          โครงการพัฒนาตามพระราชดำริฯ บันทึกข้อมูลการอพยพเข้ามาประเทศไทยของคะฉิ่นไว้ว่า อพยพมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า โดยมาพร้อมกลับชาวลีซอและอยู่อาศัยร่วมกันเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว คะฉิ่นกลุ่มแรกที่มาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยคือเมื่อปี ค.ศ. 1974 ใกล้ดอยเลา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 137)

          บ้านใหม่สามัคคีจัดตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1982 ชาวบ้านเรียกว่า Jinghpaw Kahtawng (หน้า 139)

Economy

          ช่วงปีค.ศ. 1960 อดีตทหารก๊กมินตั๋งและ KIA เก่าได้สร้างเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนและติดต่อสื่อสารขึ้นเพื่อค้าขายสินค้าเช่นอุปกรณ์ทางการหาร ยา และหยก โดยเฉพาะการค้าหยกที่เริ่มตั้งแต่ชายแดนภาคเหนือของไทยต่อไปถึงฮ่องกง ในช่วงปีค.ศ. 1960-1970 ภาคเหนือของประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์การค้าที่สำคัญของคนจากรัฐคะฉิ่นและที่อาศัยตามชายแดนไทยพม่า (หน้า 52)

          เมื่อสามสิบปีก่อน  ภายในชุมชนไม่มีถนน รถบรรทุกหรือรถปิคอัพ ไม่มีโรงการพัฒนาต่างๆ และมีหน่วยงานทางภาครัฐน้อยมากที่เข้ามาถึงระดับหมู่บ้าน มีการปลูกฝิ่น ล่าสัตว์และถางที่เมื่อต้องการ ชาวบ้านมีอิสระในที่ดินที่อาศัยอยู่ (หน้า 54)

          ตัวอำเภอเชียงดาวนั้นถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนั้นและเป็นพื้นที่ที่สำคัญสำหรับชาวบ้าน เพราะมีโรงพยาบาล โรงเรียน ที่ทำการเขต รวมถึงสถานีตำรวจ ระหว่างทางจากตัวเมืองเชียงดาวมายังหมู่บ้านนั้นจะมีด่านตรวจหลายแห่ง โดยเฉพาะถ้ามุ่งหน้าจากหมู่บ้านเข้าเมือง จะถูกตรวจสอบเข้มงวดเป็นพิเศษเพื่อป้องกันผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายมาจากพม่า (หน้า55)

          ภายหลังจากที่โครงการพัฒนาตามพระราชดำริได้เข้ามายังพื้นที่บ้านใหม่สามัคคี ชาวบ้านจะได้รับการจัดสรรที่ดินครัวเรือนละ 3 ไร่ และที่ดินทั้งหมดอยู่ในความดูแลของโครงการฯ โดยที่ชาวบ้านไม่ได้รับโฉนดที่ดินและอนุญาตให้ใช้ที่ดินดังกล่าวสำหรับทำการเกษตรเท่านั้น แต่ในบ้านใหม่สามัคคี ที่ดินเป็นสิ่งที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนหรือยืมกันได้ เพราะชาวบ้านมีแนวคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดินของตน (หน้า 65)

          ชาวบ้านได้รับการสนับสนุนจากโครงการตามแนวพระราชดำริฯ ให้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่นอะโวคาโด มะม่วง และถั่ว แต่เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว โครงการฯ จะรับซื้อเฉพาะผลผลิตที่ดีที่สุดเท่านั้น เพื่อนำไปขายต่อที่เชียงใหม่และกรุงเทพ (หน้า 66,69)

          ปัจจุบัน ชาวบ้านจะทำเกษตรกรรม โดยปลูกข้าว ข้าวโพด เพื่อใช้ในครัวเรือนและเลียงสัตว์ มีการปลูกพืชเศรษฐกิจเช่น อะโวคาโดและถั่ว บางครอบครัวปลูกดอกไม้สำหรับขาย แต่เนื่องจากรายได้ที่ได้จากการเกษตรนั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับราคาในตลาด รายได้หลักที่ได้จึงมาจากการเป็นแรงงานรับจ้างในช่วงที่ว่างจากการทำการเกษตร เช่นรับจ้างล้างรถ เป็นเด็กเสิร์ฟ มัคคุเทศก์ แรงงานก่อสร้าง แม่ครัว คนใช้ และขายสินค้าใน Chiangmai Night Bazaar (หน้า 74) ชาวบ้านบางคนมีการทอผ้าเพื่อทำโสร่ง ผ้าคลุมโต๊ะและสินค้าอย่างอื่นเพื่อขายในเชียงใหม่ (หน้า 75)

          ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2005 โครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริฯ ได้มีการสนับสนุนโครงการทอผ้าสำหรับกลุ่มแม่บ้าน แต่ว่ามีผู้หญิงเข้าร่วมน้อยกว่า 10 คน เพราะว่าได้รับค่าตอบแทนจำนวนไม่มากนักเพราะเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและแรงงานมาก และไม่มีตลาดที่จะส่งออกไปจำหน่าย ชาวบ้านบางคนมีการทำตุ๊กตาชนเผ่าขึ้นมาขายและจัดการหาช่องทางการจำหน่ายด้วยตนเอง ผ่านช่องทางเช่นเครือข่ายผู้หญิงคะฉิ่นแห่งประเทศไทยและการขายให้กับนักท่องเที่ยวที่มายังหมู่บ้าน (หน้า 76,78)

          ผ้าที่ทอโดยคะฉิ่นนั้นมีราคาค่อนข้างแพงถ้าเทียบกับผ้าที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น (ประมาณ 3,500 บาทสำหรับชุดเล็ก) ทำให้ขายยาก (หน้า 77,80)

          ชาวบ้านบางส่วนเข้าไปรับจ้างใน Chiangmai night bazaar โดยการขายสินค้าที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว บางส่วนเป็ฯเจ้าของร้านหรือรู้จักกับเจ้าของร้านที่จะสามารถฝากสินค้าไปวางขายได้ สินค้าส่วนมากที่ขายจะเป็นสินค้าที่ซื้อราคาส่งมาจากพ่อค้า เช่นโคมไฟ ผ้าพันคอ เสื้อยืดเป็นต้น (หน้า 79)
 
          มีการแลกเปลี่ยนแรงงานระหว่างชาวบ้านในหมู่บ้านในฤดูเก็บเกี่ยวและการเตรียมพื้นที่ แต่ต่อมาเนื่องเริ่มมีการแลกเปลี่ยนแรงงานลดลง และแต่ละครอบครัวพึ่งพาเงินที่ได้จากการขายแรงงานเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงเด็กในช่วงปิดเทอมเพื่อช่วยหาเงินมาจ่ายค่าเรียนของตน (หน้า 81) โดยทั่วไป ทั้งพ่อและแม่จะมีส่วนในการหารายได้เข้าครอบครัว ผู้ชายจะเป็นแรงงานหลักในการทำการเกษตร ในขณะที่ผู้หญิงจะเป็นแรงงานภายในบ้าน และร่วมกับโครงการเพิ่มรายได้อื่นๆ เช่นการทอผ้า ซึ่งไม่สามารถนำเด็กไปทำงานด้วยได้ ทำให้เป็นปัญหาหลักของครอบครัวที่จะต้องหาทางดูแลลูกหลานเวลาออกไปทำงาน ศูนย์รับเลี้ยงเด็กจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับชาวบ้านในปัจจุบัน (หน้า 81-82)

          การขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาใหญ่ของชาวบ้านในบ้านใหม่สามัคคี (หน้า 99)

          ตลาดจีนฮ่อในอำเภอหนองอุก เป็นตลาดที่สำคัญสำหรับชาวบ้าน โดยชาวบ้านจะเดินทางไปซื้ออาหาร ของใช้ในบ้าน ฯลฯ ที่นำเข้ามาจากพม่าและจีน ทุกวันศุกร์จะชาวบ้านจากหลายพื้นที่โดยรอบนำสินค้ามาขายและแลกเปลี่ยนกัน เช่นซิการ์ สมุนไพรและเครื่องเทศ ผงทานาคาจากพม่า บะหมี่ ยาสมุนไพรและเครื่องใช้ในบ้านจากจีน ถือเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของแนวชายแดนและสามารถสร้างเครือข่ายคนรู้จักและความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนได้ ทำให้หนองอุกเป็นสถานที่สำคัญทางเศรษฐกิจ การเดินทางและการศึกษาของชาวบ้านบ้านใหม่สามัคคี (หน้า 104-105)

          ปัจจุบันโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริฯ กำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับบ้านใหม่สามัคคี สังเกตจากการตั้งร้านขายของที่ระลึกเช่นกระเป๋าทอมือ โสร่ง ตุ๊กตา ที่ทำโดยชาวบ้าน บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน มีการสร้างบ้านพักนักท่องเที่ยว แต่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมในการออกแบบหรือก่อสร้างอาคารเหล่านี้ และมีนักท่องเที่ยวจำนวนค่อนข้างน้อยที่เดินทางมายังหมู่บ้านและพักค้างคืน

          นอกจากนั้นโครงการฯ ยังวางแผนจะจัดทำบ้านพักแบบhome stay ขึ้น โดยการให้นักท่องเที่ยวอาศัยยังบ้านของชาวบ้าน รับประทานอาหารท้องถิ่น และเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวคะฉิ่น (หน้า 116-117)
เวลามีกลุ่มทัวร์มาลงที่บ้านใหม่สามัคคี ถ้ามีการแจ้งมาที่โครงการฯ ล่วงหน้า โครงการฯ จะบอกกลุ่มวัฒนธรรมคะฉิ่นให้เตรียมการแสดงต้อนรับ มีการพานักท่องเที่ยวเยี่ยมชมการดำเนินงานของโครงการฯ และให้กลุ่มแม่บ้านนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่าย (หน้า 117)

          โครงการฯ ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านทิ้งที่ดินให้ว่างเปล่า ถ้าเกิดว่ามีการทิ้งที่ดินไว้โดยไม่ทำอะไร จะถูกริบที่ดินคืนและนำไปมอบให้กับครอบครัวอื่นแทน และที่ดินที่ได้รับจัดสรรจะต้องปลูกพืชเศรษฐกิจที่ทางโครงการฯ สนับสนุน (หน้า 120)

          ถนนที่เข้าสู่บ้านใหม่สามัคคีนั้นยังคงเป็นถนนลูกรัง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการเดินทางทั้งฤดูฝนและฤดูร้อน (หน้า 144)ชาวคะฉิ่นมีการรับประทานเบียร์ที่ทำจากข้าว (tsa pyi) (หน้า 154)

Social Organization

          กลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่นหรือที่เรียกรวมกันว่า Jinghpaw Wunpawng สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 6 กลุ่มได้แก่ Jinghpaw, Azi (Zaiwa), Rawang, Maru, Lisu และ Lashi (Ngaw Chang) อาศัยอยู่ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของประเทศพม่า มณฑลยูนนานของประเทศจีน รัฐอัสสัมประเทศอินเดีย

          ในปัจจุบันภายหลังจากการแบ่งเขตประเทศอย่างชัดเจนทำให้ชาวคะฉิ่นกลายเป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศที่ตนอาศัยอยู่ ทั้ง 6 กลุ่มมีบรรพบุรุษ ธรรมเนียมเกี่ยวกับการแต่งงานและระบบกฎหมายที่ค่อนข้างเหมือนกัน และจะใช้ภาษา Jinghpaw ในการประกอบพิธีกรรม การที่คะฉิ่นแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยที่ใช้ภาษาต่างกันนั้นทำให้ คำว่า คะฉิ่นไม่ได้เป็นการรวมกลุ่มคนที่เหมือนกัน หรือรวมกลุ่มคนที่ใช้ภาษาเหมือนกัน (หน้า 27,42-43,139)

          ชาวคะฉิ่นที่อาศัยอยู่ภายในประเทศไทย แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ที่บ้านเกิดของตนแต่ก็ยังคงติดต่อและคงความสัมพันธ์กับรัฐคะฉิ่นในประเทศพม่าอย่างต่อเนื่อง จากการใช้ความทรงจำ ระบบเครือญาติ วัฒนธรรมและศาสนา เช่นการเชิญผู้นำพิธีกรรมมาช่วยเหลือในการงานมะเนาปีค.ศ. 2002,2005 (หน้า 24,27,29)

          ชาวบ้านในบ้านใหม่สามัคคีให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาหมู่บ้านมาก โดยนำมาเป็นแนวทางในการจัดการหมู่บ้านให้เป็นระเบียบ มีการจัดสรรพื้นที่ระหว่างพื้นที่เกษตรกรรม ที่อยู่อาศัย ส่วนของโครงการพัฒนาหมู่บ้านและพื้นที่ป่าสงวนอย่างชัดเจน จนทำให้กลายเป็นหมู่บ้านตัวอย่างภายในพื้นที่ (หน้า 64)

          คะฉิ่นเมื่อเจอกันครั้งแรกจะถามถึงตระกูลและชื่อญาติพี่น้องของอีกฝ่าย เพื่อให้ทราบความสัมพันธ์ระหว่างกัน และใช้คำเรียกได้ถูกต้อง ซึ่งระบบ mayu-dama ยังคงใช้อยู่ทั้งในคะฉิ่นในไทยและคะฉิ่นในพม่า ที่ยังคงติดต่อและเชื่อมโยงกันผ่านระบบนี้ ชาวคะฉิ่นสืบเชื้อสายทางฝั่งพ่อและแต่ละคนจะได้รับนามสกุลจากฝั่งพ่อเท่านั้น ไม่รวมฝั่งแม่ มีการถามถึงชื่อตระกูลและครัวเรือนซึ่งจะบอกถึงสถานที่ที่บรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่ (หน้า 85-86,165)

          ชาวพม่าและอังกฤษเรียกกลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณรัฐคะฉิ่นว่าคะฉิ่น ซึ่งรวมกลุ่มย่อยทั้ง 6 กลุ่ม ก่อนหน้านั้น กลุ่มคนเหล่านี้เรียกตนเองตามกลุ่มย่อยว่า Jinghpaw (หน้า 110)

          การที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่อาศัยอยู่ในชุมชนคะฉิ่นรับเอาชื่อสกุลแบบคะฉิ่นไปใช้นั้น ทำให้พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมคะฉิ่น (หน้า 165)

Political Organization

          ภายในกลุ่มย่อยของคะฉิ่นมีการปกครองทั้งหมด 2 ระบบสับเปลี่ยนกันแล้วแต่ช่วงเวลา ที่เห็นได้ชัดคือแบบศักดินา (gumsa) และแบบประชาธิปไตย (gumlao) (หน้า 30)

          ชาวคะฉิ่นมีการเลือกผู้นำหมู่บ้านของตนเอง แต่ว่าผู้นำบ้านใหม่สามัคคีทั้งหมดเป็นชาวอาข่า (หน้า 57) เนื่องจากบ้านใหม่สามัคคีอยู่ในความดูแลของโครงการตามแนวพระราชดำริฯ  ทำให้ชาวบ้านต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของโครงการฯ ทั้งแผนการพัฒนา การควบคุมทรัพยากร และการเคลื่อนย้ายทั้งเข้าและออกจากหมู่บ้าน และมีคณะกรรมการหมู่บ้าน (หน้า 68,128)

          ชาวคะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคีและเชียงใหม่ได้ตกลงร่วมกันสร้างเครือข่ายของตนชื่อ Kachin People’s Network of Thailand (KPNT) ซึ่งจะทำให้คะฉิ่นมีพลังมากจึ้นในการต่อรองกับหน่วยงานรัฐ เพราะมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายชาติพันธุ์ในประเทศไทย KPNT มีฐานอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยชาวคะฉิ่นที่อาศัยอยู่ถาวรในจังหวัดเชียงใหม่ บ้านใหม่สามัคคี และแรงงานอพยพชั่วคราว เริ่มตั้งเมื่อปีค.ศ. 2003 โดยเรื่องหลักๆ ที่กลุ่มเริ่มทำคือการสร้างเครือข่าวกับกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มอื่นๆ และร่วมมือกันในการจัดการปัญหาด้านพลเมือง สิทธิมนุษยชนและส่งเสริมวัฒนธรรม และการติดต่อกับหน่วยงานภายนอกเช่น NGO ที่ดำเนินงานนเรื่องชนกลุ่มน้อยของประเทศไทย (หน้า 70,138,161)

          เนื่องจากสถานะการอยู่อาศัยของชาวคะฉิ่นนั้นเป็นไปแบบไม่ถูกกฎหมาย ทำให้ชาวคะฉิ่นหลายคนเลือกตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ห่างไกลเพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับหน่วยงานภาครัฐ (หน้า 74)

          งบประมาณที่ได้รับจากหน่วยงานท้องถิ่นนั้นจะถูกนำมาใช้สร้างสาธารณูปโภคระหว่างบ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่นและอาข่า เนื่องจากชาวคะฉิ่นไม่มีสัฐาชาติไทย ทำให้เวลาเลือกตั้งหัวหน้าหมู่บ้านจึงเป็นชาวอาข่าที่ได้รับเลือกตลอด (หน้า 85)

          การติดต่อหน่วยงานปกครองของภาครัฐทั้งหมดของชาวบ้านในบ้านใหม่สามัคคีกระทำผ่านโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริฯ โดยเฉพาะในเรื่องการขึ้นทะเบียนเพื่อให้ได้รับบัตรประจำตัวซึ่งสามารถนำไปสู่การได้รับสัญชาติไทยต่อไป ในปัจจุบัน ชาวคะฉิ่นจะได้รับบัตรผู้อยู่อาศัยต่างด้าวชั่วคราว หรือบัตรประจำตัวชาวเขาที่ประทับตราว่าไม่ใช่ชาวเขาอยู่ด้านบน แต่การที่คะฉิ่นจัดว่าเป็นเพียงผู้อยู่อาศัยชั่วคราวนั้นทำให้สถานะของคะฉิ่นไม่แน่นอน

          นอกนั้นเวลาคะฉิ่นติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐก็จะใช้เอกสารที่ได้รับจากโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริฯ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียน เพราะทางโครงการได้จัดทำการขึ้นทะเบียนชาวบ้านในหมู่บ้านไว้ตั้งแต่ช่วงแรกที่เริ่มเข้ามายังหมู่บ้าน ชาวบ้านที่อพยพมาทีหลังจะต้องติดต่อหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อแจ้งเหตุผลและแสดงหลักฐานว่ามีญาติอาศัยอยู่ในบ้านใหม่สามัคคีนี้ก่อนหน้า จึงจะได้รับการขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมโดยโครงการฯ (หน้า 93-95)

          ในการออกนอกหมู่บ้านแต่ละครั้ง จะต้องใช้สำเนาบัตรประจำตัว สำเนาการขึ้นทะเบียนบ้านและคำยืนยันจากหัวหน้าหมู่บ้าน จากนั้นจึงสามารถเดดินทางไปยังอำเภอเชียงดาวเพื่อขอใบอนุญาตเดินทางได้ (หน้า 96)ชาวบ้านมีการข้ามพรมแดนกลับไปยังฝั่งพม่าด้วยหลากหลายเหตุผล แต่ชาวบ้านไม่ต้องการที่จะผ่านกระบวนการขออนุญาตเดินทางหรือไปข้ามยังชายแดนแม่สาย (หน้า100)

          หัวหน้าหมู่บ้านบ้านใหม่สามัคคีนั้น แม้ว่าจะมีอำนาจจำกัดเวลาต้องต่อรองกับภาครัฐ แต่ก็สามารถปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ถูกต้องได้ (หน้า102)

          คะฉิ่นมีการติดต่อกับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มและระบบการปกครองหลายแบบ ทำให้ส่งผลต่อความเชื่อของชาวคะฉิ่นและอธิบายถึงสถานการณ์ปัจจุบันของคะฉิ่นได้ (หน้า 106)

          ปัจจุบันตามแนวชายแดนไทยพม่านั้นมีทหารไทยดูแลในฝั่งไทยและทหารว้าดูแลในฝั่งพม่า ผู้ที่จะข้ามพรมแดนในช่วงกลางคืนจะเสี่ยงต่อการถูกจับและส่งกลับประเทศ และต้องระวังกระสุนที่อาจจะมาจากค่ายทหารว้า (หน้า 111)

         ชาวคะฉิ่นมีการติดต่อและได้รับการสนับสนุนทั้งด้านสิ่งของและเงินทุนจากเครือข่ายคริสตศาสนิกชนทั้งในไทยและต่างชาติ เช่นจากประเทศเกาหลีที่มักจะมาทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน นำสิ่งของต่างๆ มามอบให้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม หรือจากมาเลเซียที่มาเพื่อเผยแผ่ลัทธิการรักษาของตน (หน้า 124,128-131)

          ในบางครั้งคะฉิ่นยังคงไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ยังคงต้องอยู่ใต้โครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริฯ (หน้า 145)

         ก่อนการจัดพิธีมะเนาของชาวบ้าน มีการขออนุญาตและขอการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานภาครัฐ (หน้า 149)

         คะฉิ่นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของประเทศไทยและหน่วยงานท้องถิ่น แต่ก็ยังคงยึดถือประเพณีในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในสังคม เช่นการตัดสินความผิดโดยผู้อาวุโสในหมู่บ้าน และส่วนมากจะลงโทษโดยการจ่ายค่าปรับ(หน้า 166)

Belief System

          ชาวบ้านเกือบทั้งหมดในหมู่บ้านนับถือศาสนาคริสต์ และมีโบสถ์ทั้งหมด 3 แห่งคือโบสถ์คาทอลิค โบสถ์ Baptist และกลุ่ม Church of Christ ที่รวมกลุ่มกันที่บ้านของศาสนาจารย์ ชาวบ้านที่อยู่กลุ่ม Baptist ยังมีการติดต่อกับกลุ่ม Kachin Baptist Church ในอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย (หน้า 83)

         ชาวบ้านมีการเฉลิมฉลองพิธีข้าวหม่หรือ Thanksgiving ในชุมชน ในช่วงเทศกาล ชาวบ้านจะมีผลิตภัณฑ์จากการเกษตรมาที่โบสถ์ ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ได้รับผลผลิตที่ดี มีการเต้นรำ ร้องเพลงและรับประทานอาหารคะฉิ่นร่วมกัน ชาวบ้านจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุด นอกจากพิธีนี้แล้วนั้นพิธีกรรมอื่นที่สำคัญเช่นงานคริสตมาส ปีใหม่ อีสเตอร์ และงานแต่งงาน วิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชนค่อนข้างจะเกี่ยวเนื่องกับศาสนาและความเชื่อ และพิธีส่วนมากจัดที่โบสถ์ (หน้า 84)

         วันอาทิตย์ถือเป็นวันสำคัญทางศาสนาของชาวบ้านซึ่งชาวบ้านจะต้องไปโบสถ์ (หน้า 102)

          คะฉิ่นเชื่อว่าตนเองได้รับการพัฒนาขึ้นผ่านการเปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนาคริสต์ โดยชาวคะฉิ่นได้รับการเผยแผ่ศาสนาคริสต์จากมิชชันนารีทั้ง Baptist และ Catholic ที่เริ่มงานเผยแผ่ตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1874

          ก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ คะฉิ่นนับถือวิญญาณและสิ่งลี้ลับต่างๆ มีการบูชายัญเพื่อป้องกันอันตรายจากปีศาจ และมีตำนานเกี่ยวกับน้ำท่วมครั้งยิ่งใหญ่และหนังสือที่หายไป (หน้า 107,125-126)

         โบสถ์ Baptist ในบ้านใหม่สามัคคีสามารถรองรับชาวคะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคีและชาวละหู่ที่นับถือ Baptist จากหมู่บ้านหนองเขียว พิธีกรรมส่วนใหญ่จะใช้ภาษาคะฉิ่นแต่ระหว่างการเทศน์ จะมีการแปลจากภาษาคะฉิ่นเป็นละหู่ (หน้า 109)

          พิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ของชาวคะฉิ่นโดยปกติจะประกอบด้วยการสวดมนต์ ร้องเพลง และรับฟังคำเทศน์ของศาสนาจารย์ ภายหลังจากเสร็จพิธี จะมีการนั่งรับประทานอาหารคะฉิ่นด้วยกัน โดยแต่ละครอบครัวผลัดกันทำมาในแต่ละอาทิตย์ (หน้า 131,133)

          ยังคงมีการติดต่อและเครือข่ายทางศาสนาของชาวบ้านกับชาวคะฉิ่นในรัฐคะฉิ่น โดยมีการเชิญศาสนาจารย์จากรัฐคะฉิ่นมานำพิธีกรรมในวันอาทิตย์ (หน้า 132)

          โบสถ์คือเป็นศูนย์กลางของการติดต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์สำหรับแรงงานอพยพชาวคะฉิ่นทั้งหลาย เนื่องจากการที่คะฉิ่นสามารถมารวมตัวกันและถกกันถึงปัญหาต่างๆ ได้ในการมาโบสถ์วันอาทิตย์ ทำให้ชาวคะฉิ่นสามารถสร้างเครือข่ายสนับสนุนที่เข้มแข็ง (หน้า 133)

          ประเพณีของชาวคะฉิ่นที่มีตั้งแต่ก่อนยุคนับถือศาสนาคริสต์ที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันคือมะเนา ประวัติความเป็นมาของมะเนานั้นมีการเล่ามาหลายรูปแบบเช่นการได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์ในธรรมชาตินำมาทำเป็นท่าเต้นรำ เป็นต้น (หน้า 148)

          มะเนามีรูปแบบไม่ต่ำกว่า 10 แบบ แต่ในปัจจุบันนิยมจัดแค่ 5 แบบคือ Sut Manao, Rawt Malan-Padang Manau, Ju Manau, Kum Ran Manau และ Sha Dip Hpawt Manau ซึ่งแต่ละมะเนาก็มีจุดประสงค์การจัดที่แตกต่างกันออกไป ในอดีตการจัดมะเนาจะเกี่ยวข้องกับหัวหน้าเผ่า เพราะเป็นเพียงผู้เดียวที่มีสิทธิ์ในการทำการบูชายัญให้แก่วิญญาณแห่งท้องฟ้าอันยิ่งใหญ่ (Madai) แล้วจึงส่งผ่านไปยังวิญญาณอื่นๆ ได้ เพราะคะฉิ่นเชื่อว่าหัวหน้าเผ่านั้นสืบเชื้อสายมาจากลูกสาวของ Madai และมนุษย์ที่เป็นต้นตระกูลของชาวคะฉิ่น นอกจากหัวหน้าเผ่าแล้วหัวหน้าเผ่ายังสามารถอนุญาตให้คนที่มีอำนาจและเงินกระทำพิธีมะเนาได้

          ในอดีตการทำมะเนานั้นจัดขึ้นในหลากหลายสถานที่ทำให้เสามะเนานั้นเป็นแบบชั่วคราว ตามธรรมเนียมแล้วเสามะเนาและลานเต้นรำจะต้องถูกทำลายภายใน 12 เดือนหลังจากการทำพิธี แต่ในปัจจุบันพบว่าส่วนมากเสามะเนาจะทำแบบถาวรด้วยปูนและมีการวาดลวดลายลงบนเสา (หน้า 149)

          ในการเตรียมงานมะเนา มีการเชิญผู้นำการเต้นรำมะเนา (Nau Shawng) มาจากรัฐคะฉิ่นเพื่อนำการจัดมะเนาให้ได้ถูกต้องตามประเพณี ในงานมีการตั้งร้านขายอาหารและเสื้อผ้าคะฉิ่น มีการแสดงและการเต้นรำ มีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันเช่นการปีนเสาที่ราดน้ำมันเพื่อขึ้นไปเก็บเงินที่แขวนอยู่ด้านบน ก่อนการเต้นรำครั้งสุดท้าย มีการตีกลองคะฉิ่นเพื่อเรียกรวมชาวบ้านให้ออกมาจากบ้านมายังบริเวณเต้นรำ และเตรียมตัวสำหรับการเต้นรำ

         ชาวบ้านทั้งชายและหญิงจะแต่งกายมาด้วยชุดคะฉิ่น ผู้อาวุโสจะสวดมนต์เพื่อพิธีกรรมการเต้นรำ มีผู้หญิงถือตะกร้าใส่ของถวายแด่พระเจ้าวางไว้ใต้เสามะเนา นักดนตรีเริ่มตีกลองและเล่นดนตรีเพื่อเริ่มการเต้นรำ ผู้นำพิธี (Nau shawng) ทั้ง 4 คนที่แต่งกายด้วยเชือกสีเหลืองที่มีลายรูปนกและมีขนนกกาฮังประดับศีรษะ เป็นผู้นำการเต้นรำ ซึ่งนักเต้นคนอื่นต้องคอบดูและทำตามเมื่อมีการเปลี่ยนท่าเต้นหรือจังหวะ การเต้นรำจะใช้เวลามากกว่าชั่วโมงก่อนที่จะจบด้วยการสวดมนต์ขอพรสำหรับอนาคตและสันติภาพของผู้ที่เข้าร่วมงาน นอกจากนั้นยังอาจจะมีการจัดการแสดงดนตรีในตอนกลางคืนโดยศิลปินชาวคะฉิ่น ร้องเพลงภาษาคะฉิ่น (หน้า 150-153)

         สำหรับชาวบ้าน พิธีมะเนาจะจัดขึ้นได้ภายใน 3 ปีต่อครั้ง เพราะเป็นพิธีที่มีความสำคัฐทั้งทางด้านวัฒนธรรมและพิธีกรรม  (หน้า 153)

         พิธีมะเนาในอดีต หัวหน้าเผ่าจะมีการเชือดควาย ไก่หรือหมูตามชนิดของมะเนาที่จัด ผู้นำพิธีการจะเป็นผู้ถวายเครื่องเซ่นตอนเริ่มพิธี และเรียกวิญญาณแห่งท้องฟ้าและวิญญาณอื่นๆ ขึ้นกับชนิดของมะเนาที่จัด (หน้า 157)

Education and Socialization

          การรวมเข้าสู่ศูนย์กลางทำให้การใช้ภาษาไทยและการสนับสนุนให้ลูกหลานเรียนภาษาไทยกลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านในบ้านใหม่สามัคคีให้ความสำคัญ (หน้า 68)

          มูลนิธิ Maryknoll ได้มีการจัดสรรทุนการศึกษาให้กับเด็กภายในหมู่บ้าน ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา รวมทั้งให้ทุนสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มแม่บ้าน (หน้า 69,126)

          ชาวบ้านจำนวนมากได้ตั้งความหวังไว้กับลูกหลานตนเองให้เรียนถึงระดับสูงๆ เพราะมองว่าการศึกษาจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้หลุดพ้นจากความยากลำบากที่เผชิญอยู่ (หน้า 81,128)

          ชาวบ้านบางส่วนส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนในอำเภอหนองอุก บางส่วนเรียนที่อำเภอเชียงดาวในโรงเรียนประจำ Catholic และมีนักเรียนบางส่วนที่วางแผนจะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในเชียงใหม่หรือเชียงราย (หน้า 105)

         ในหนองเขียว มีโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่ชาวคะฉิ่นจะส่งลูกหลานมาเรียนตั้งแต่ก่อนอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครูที่อยู่ในโรงเรียนเป็นคนไทย และสอนตามหลักสูตรกระทรวงการศึกษาไทย (หน้า 108)

         ก่อนหน้านี้คะฉิ่นไม่มีระบบการศึกษาแบบเป็นทางการ จนเมื่อปีค.ศ. 1926 ได้มีมิชชันนารีอเมริกันจัดทำคัมภีร์ไบเบิลภาษาคะฉิ่นขึ้นโดยใช้อักษรโรมันกำกับ ทำให้มีการผลิตหนังสือสำหรับเรียน พจนานุกรมภาษาคะฉิ่น – อังกฤษ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่แยกคะฉิ่นที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์แล้วออกจากคะฉิ่นในสมัยก่อนที่นับถือวิญญาณ (หน้า 126)

         มีการเปิดสอนภาษาไทยสำหรับชาวคะฉิ่นที่โบสถ์ (หน้า 133)

         ขั้นตอนในการจัดงานมะเนาเช่นการเตรียมสถานที่และการเตรียมของถวายนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีเพียงผู้อาวุโสในชุมชนเพียงไม่กี่คนที่รู้รายละเอียด ทำให้ชาวคะฉิ่นต้องการเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้จากผู้รู้ก่อนการจัดงานครั้งต่อไป เช่นการเชิญ Nau Shawng มาจากรัฐคะฉิ่นเพื่อสอนการเต้นรำให้กับชาวบ้านเป็นต้น (หน้า 155) การจัดพิธีมะเนาจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้ชาวคะฉิ่นระลึกถึงอดีตของตนแม้จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ใหม่ในปัจจุบัน (หน้า 158)

           ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มีการนัดรวมกลุ่มตัวแทนของแต่ละชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยเพื่อเขียนหนังสืออธิบายเรื่องประวัติความเป็นมาและเรื่องราวของชนเผ่า เพื่อใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งจะเป็นหลักสูตรแรกที่เกี่ยวกับการศึกษาชนเผ่าที่เกิดจากการเขียนของชนเผ่านั้นเอง (หน้า 163)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

           มีเรื่องเล่า บทเพลงและพิธีกรรมทางศาสนาที่แสดงถึงการอพยพของบรรพบุรุษชาวคะฉิ่น ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และวัฒนธรรมคะฉิ่น (หน้า 45)

          เนื่องจากชาวคะฉิ่นต้องเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวบ่อยครั้ง ทำให้เกิดการตั้งกลุ่มวัฒนธรรมบ้านใหม่สามัคคี เพื่อฝึกซ้อมการแสดงและจัดทำเครื่องแต่งกาย (หน้า 102)

          อาหารพื้นเมืองของคะฉิ่นจะเสิร์ฟด้วยการห่อใบไม้ในแบบเฉพาะ และมีชาวบ้านไม่กี่คนที่ยังสามารถห่ออาหารเหล่านี้ได้ (หน้า 123)

          คะฉิ่นได้ถูกรวมเข้าอยู่ในกลุ่มการแสดงวัฒนธรรมทั้งในระดับอำเภอและระดับจังหวัด (หน้า 140)

          สำหรับเด็กรุ่นใหม่ จะสวมใส่เสื้อผ้าคะฉิ่นเฉพาะเมื่อมีโอกาสพิเศษเท่านั้น นอกจากนั้นก็จะใส่เสื้อผ้าสมัยใหม่ทั่วไป (หน้า 142)

          ในหมู่บ้านมีการตั้งลานแสดงวัฒนธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของเสาถาวรสำหรับงานมะเนา บ้านพื้นเมืองแบบคะฉิ่นและพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าที่โครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริฯ เป็นคนเสนอให้สร้างขึ้นในปีค.ศ. 2003 ภายในพิพิธภัณฑ์มีของที่ชาวบ้านบริจาคเข้ามาจัดแสดง เช่นโสร่ง กระเป๋า กาบ และเครื่อบแต่งกายของกลุ่มย่อยคะฉิ่นกลุ่มต่างๆ แต่ส่วนมากพิพิธภัณฑ์จะถูกปิดไว้ และจะเปิดเมื่อมีบุคคลสำคัญหรือนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่มายังหมู่บ้านเท่านั้น ทำให้พิพิธภัณฑ์ถูกใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและแสดงผลงานของโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริฯ เท่านั้น (หน้า 143-144)

          ชุดคะฉิ่นแบบพิธีการเป็นเสื้อเขนยาวมีกระดุม กางเกงขายาว ผ้าโพกศีรษะและดาบ เครื่องแต่งกายของผู้หญิงมีผ้าโพกศีรษะและเสื้อที่ประดับด้วยเงิน (หน้า151)

Folklore

          เรื่องเล่าหลายเรื่องไม่ใช่ทั้งเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาของคะฉิ่นหรือนิทานตำนาน แต่ว่าเป็นเรื่องเล่าที่แสดงถึงสถานะปัจจุบันของคะฉิ่นในประเทศไทยและการเปรียบเทียบตนเองกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ  โดยใช้การเปรียบเทียบชนกลุ่มที่อยู่รอบๆ ผ่านศาสนา (หน้า107) เช่นเรื่องเล่าที่อธิบายว่าทำไมคะฉิ่นถึงจนแต่มีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ (หน้า 106) เรื่องเล่าว่าทำไมชาวตะวันตก และชาวจีนจึงร่ำรวยแต่คะฉิ่นจน (หน้า 107)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          ชาวคะฉิ่นมีการใช้เครือข่ายทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือต่อรองกับภาครัฐเพื่อให้ได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยและได้รับสัญชาติไทย (หน้า 27)

          ชาวคะฉิ่นเป็นกลุ่มผู้อพยพที่อาศัยในประเทศไทยในสถานะที่คลุมเครือ คือไม่ใช่ชาวเขา ไม่ใช่คนไทย และไม่ใช่ผู้ลี้ภัย แต่เป็นคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ชั่วคราว การจากต่อรองกับรัฐผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ ทำให้ชาวคะฉิ่นในประเทศไทยถูกมองว่าเป็นกลุ่มวัฒนธรรมกลุ่มหนึ่งของประเทศ ถึงแม้ว่าจะยังมีความผูกพันกับบ้านเกิดในประเทศพม่า แต่ชาวคะฉิ่นกลุ่มนี้กลับมีความปรารถนาที่จะอาศัยอยู่ในประเทศไทยและได้รับสัญชาติไทยและต้องการได้รับสิทธิเช่นการถือครองที่ดินเป็นต้น ทำให้สถานะของคะฉิ่นต่อประเทศไทยนั้นค่อนข้างคลุมเครือและถูกจำกัดสิทธิ์ในการเดินทาง (หน้า 33,38,53,140)

         ปัจจุบันชาวเขาได้กลายเป็นศูนย์กลางของโครงการรวมเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการทำสำมะโนประชากร การเก็บข้อมูล การทำแผนที่และโครงการพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้ประเทศไทยเข้าถึงส่วนชายขอบของประเทศ และแสดงว่าประเทศไทยมองกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาจากพม่าว่าเป็นกลุ่มปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข (หน้า 54)

          ก่อนหน้าการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีค.ศ. 1984 ไม่เคยมีการพูดถึงคะฉิ่นหรือมีชื่อกลุ่มคะฉิ่นในเอกสารทางราชการมาก่อนเลย (หน้า 63)

          ชาวบ้านมองเจ้าหน้าที่โครงการตามแนวพระราชดำริฯ ว่าเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตภายในหมู่บ้าน เพราะเป็นผู้ให้การสนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจ รายได้จากทางอื่น และกิจกรรมทางวัฒนธรรม นอกจากนั้นยังมีส่วนในการช่วยเหลือด้านการขึ้นทะเบียนบ้าน เอกสารสำหรับการเดินทาง เอกสารประจำตัว ฯลฯ (หน้า66)

          กลุ่ม IMPECT ซึ่งเป็นหน่วยงาน NGO ที่มีบทบาทมากในพื้นที่แถบภาคเหนือ มีการติดต่อกับกลุ่มคะฉิ่นเหล่านี้น้อยมาก และในตอนแรกจะไม่รวมคะฉิ่นเข้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศไทย จึงไม่ให้คะฉิ่นเข้าร่วมโครงการที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และการสมัครเข้าเป็นพลเมืองของประเทศไทย ชาวคะฉิ่นต้องใช้เวลาและความพยายามมากในระดับหนึ่งเพื่อให้ได้การยอมรับว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยเช่นกัน (หน้า 69)

          ชาวบ้านในบ้านใหม่สามัคคีถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มคนต่างด้าวที่อยู่อาศัยชั่วคราว (temporary alien residents) และถูกควบคุมการเคลื่อนไหวและเข้าถึงบริการของหน่วยงานภาครัฐ เช่นด้านสุขภาพและการศึกษา (หน้า 72)

          คะฉิ่นมองตนเองว่ายังคงล้าหลังและไม่ได้รับการศึกษาดีเท่ากลุ่มอื่นที่นับถือศาสนาคริสต์เช่นชาวตะวันตก (หน้า 107)

          เวลาที่ชาวละหู่มีการเทศกาลปีใหม่ ชาวคะฉิ่นก็จะเข้าร่วม และเมื่อคะฉิ่นมีจัดงาน thanks giving หรืองานมะเนา ชาวละหู่ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่อยู่ในบริเวณใกล้กันก็เข้าร่วมงานเช่นเดียวกัน (หน้า 110)

          มีหน่วยงานภายนอกบางหน่วยงานที่ต้องการมาสัมภาษณ์และดูแลความเป็นอยู่ของชาวบ้านแต่ในการให้ข้อมูล ชาวบ้านจะค่อนข้างระมัดระวังโดยเฉพาะในเรื่องการอพยพเข้าสู่ประเทศไทย เพราะอาจจะส่งผลต่อการขอสัญชาติ (หน้า 123) คะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคีต้องการการยอมรับว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ได้รับสัญชาติไทย ให้เด็กได้เข้ารับการศึกษา มีอิสระในการเดินทาง มีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกและมีสิทธิ์เข้าถึงระบบดูแลสุขภาพ (หน้า 140)

          การทอผ้าและใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองของคะฉิ่นเป็นเครื่องแสดงที่สำคัญในการแสดงถึงเอกลักษณ์ของชาวคะฉิ่น (หน้า142)

          การจัดพิธีมะเนานั้นมีผู้สนใจจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นจุดสนใจและเป็นการแสดงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในอำเภอเชียงดาว ทำให้ภาครัฐสนใจและส่งเสริมการท่องเที่ยวทางชาติพันธุ์ในอำเภอเชียงดาวและโครงการตามแนวพระราชดำริฯ หนองเขียว (หน้า 159)

          ถึงแม้ว่าในพม่า ลีซอและคะฉิ่นถูกรวมอยู่ในกลุ่มใหญ่เดียวกัน แต่ในประเทศไทย ชาวลีซอปฏิเสธที่จะเป็นกลุ่มเดียวกับคะฉิ่น ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากการติดต่อระหว่างกลุ่มที่มีไม่มากในพม่า และการเมืองในประเทศไทย เพราะชาวลีซอได้ต่อสู้จนในปัจจุบันได้รับการยิมรับว่าเป็นชาวเขากลุ่มหนึ่งของประเทศไทยแล้ว และถ้ายอมรับว่าเป็นกลุ่มเดียวกับคะฉิ่น อาจจะส่งผลกระทบต่อการเรียกร้องสิทธิ์ในการขอสัญชาติไทย (หน้า 162)

          คะฉิ่นที่ยังสามารถปฏิบัติตนตามวิถีการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมตามหลักปฏิบัติและธรรมเนียม ถือเป็นคะฉิ่นที่ยังเป็นคะฉิ่นอยู่ แต่หากไม่ปฏิบัติตามก็จะไม่ถือว่าเป็นคะฉิ่นอีกต่อไป (หน้า 166)

Social Cultural and Identity Change

          วัฒนธรรมบางอย่างของคะฉิ่นอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือหายไปตามสถานการณ์การเมืองหรือเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะในช่วงปีค.ศ. 1990แต่ก็ยังพบว่าระบบการแต่งงานแบบ mayu-dama และหลักในการดำเนินชีวิต (Htung Tara) รวมถึงจารีตประเพณียังคงสืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน (หน้า 32)

          ในช่วงแรกที่ชาวคะฉิ่นอพยพมาตั้งถิ่นฐานก่อนที่จะมีการติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐนั้น ชาวบ้านสามารถตัดต้นไม้เพื่อใช้ในการสร้างบ้านหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่ภายหลังจากที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามามีอิทธิพลต่อบ้านใหม่สามัคคี ชาวบ้านกลับถูกหาว่าเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่า และถูกจำกัดการนำผลผลิตจากป่ามาใช้ (หน้า 65)

          ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบ้านใหม่สามัคคีนั้นเช่นการพึ่งพิงพืชเศรษฐกิจมากขึ้น การจำกัดการเคลื่อนไหว มีนโยบายเกี่ยวกับที่ดินทางการเกษตรและการเข้าร่วมโครงการพัฒนาของภาครัฐ (หน้า 86)

          ปัจจุบันการเรียนภาษาไทยถือเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญสำหรับชาวบ้าน ซึ่งทำให้บางคนให้ความสำคัญมากกว่าการเรียนพูดภาษาคะฉิ่น ทำให้มีการตั้งโรงเรียนภาคฤดูร้อนเพื่อสอนภาษาคะฉิ่น เรื่องราวและบทเพลงของชาวคะฉิ่น (หน้า 168)

Critic Issues

Other Issues

          หน่วยงาน NGO หลายกลุ่มที่เข้ามามีบทบาทในชุมชน เช่นการสร้างห้องน้ำและถังเก็บน้ำ ให้การอบรมเรื่องการพัฒนาชุมชน เช่นการดูแลสัตว์ รวมถึงมีบทบาทในเรื่องของสิทธิมนุษยชนและความเป็นพลเมือง ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้จะต้องจ่ายเงินค่าเข้าร่วมก่อน ประมาณ 1,500 บาท (หน้า 69)

          ปัจจุบัน คะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคีเป็นทั้งชุมชนวัฒนธรรม ชุมชนพัฒนา และหมู่บ้านส่งเสริมการท่องเที่ยว (หน้า 91)

Google Map

Map/Illustration

1. แผนที่แสดงพรมแดนระหว่างประเทศไทยและพม่า แสดงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเชียงดาว และที่ที่ทำการศึกษา
2. รูปภาพแสดงพื้นที่ของบ้านใหม่สามัคคี
3. รูปภาพแสดงรัฐคะฉิ่นในประเทศพม่าและพื้นที่โดยรอบ
4. สุสานที่เชื่อว่าน่าจะเป็นของชาวคะฉิ่น อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
5. รูปภาพแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ
6. ป้ายแสดงศูนย์วัฒนธรรมชาวคะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคี
7. รูปภาพแสดงสนามฟุตบอลของหมู่บ้าน
8. รูปภาพแสดงอ่างเก็บน้ำภายในหมู่บ้าน
9. แผนที่แสดงบ้านใหม่สามัคคี
10. รูปภาพแสดงถนนเส้นหลักที่ตัดผ่านในหมู่บ้าน
11. รูปภาพแสดงบ้านในหมู่บ้านและถังเก็บน้ำ
12. รูปภาพแสดงรถทหารภายในหมู่บ้าน
13. แผนที่แสดงขอบเขตอุทยานแห่งชาติเชียงดาวแสดงบ้านใหม่สามัคคีและพื้นที่โดยรอบ
14. รูปภาพแสดงผู้สูงอายุทอกระเป๋าคะฉิ่น
15. รูปภาพแสดงชาวบ้านใช้เครื่องทอผ้า
16. รูปภาพแสดงกลุ่มแม่บ้านทำตุ๊กตาชนเผ่า
17. รูปภาพแสดงตุ๊กตาชนเผ่า สำหรับจำหน่าย
18. รูปภาพแสดงโบสต์คริสต์ Baptist ในบ้านใหม่สามัคคี
19. รูปภาพแสดงบัตรประจำตัวของชาวบ้าน
20. รูปภาพแสดงชาวคะฉิ่นละชาวอาข่าขึ้นรถทหารเพื่อไปแสดงวัฒนธรรมชนเผ่าในอำเภอเชียงดาว
21. รูปภาพแสดงจุดตรวจบริเวณชายดนไทย – พม่าที่ถูกปิดตั้งแต่ปีค.ศ. 2002
22. รูปภาพแสดงบ้านพักนักท่องเที่ยวของโครงการพัฒนาตามพระราชดำริในบ้านใหม่สามัคคี
23. รูปภาพแสดงศูนย์รับเลี้ยงเด็ก
24. รูปภาพแสดงพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าและพื้นที่สำหรับพิธีมะเนา
25. รูปภาพแสดงบ้านแบบท้องถิ่นและพื้นที่สำหรับพิธีมะเนา
26. รูปภาพแสดงพิธีมะเนาในปีค.ศ. 2002
27. รูปภาพแสดงการเต้นรำในพิธีมะเนาปีค.ศ.2005

Text Analyst กรกนก ศฤงคารีเศรษฐ์ Date of Report 27 เม.ย 2559
TAG คะฉิ่น, บ้านใหม่สามัคคี, วิถีชีวิต, ความสัมพันธ์, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง