ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ไต คนไต ไตโหลง ไตหลวง ไตใหญ่,ภาคเหนือ, ความเป็นอยู่,อัตลักษณ์
Author Sachiko Yasuda
Title Shan on the Move: Negotiating identities through spatial practices among Shan Cross-Border migrants in Northern Thailand
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ไต คนไต ไตโหลง ไตหลวง ไตใหญ่, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
Total Pages 189 หน้า Year 2551
Source Sachiko Yasuda. (2551). Shan on the Move: Negotiating identities through spatial practices among Shan Cross-Border migrants in Northern Thailand. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการพัฒนาอย่างยั่งยืน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
Abstract

          เป็นการศึกษาถึงการต่อรองเพื่อสร้างจุดยืน ฐานะทางสังคมและอัตลักษณ์ของชาวไทใหญ่พลัดถิ่นที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตามชายแดนไทย– พม่า และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทั้งทางด้านการเมืองและสังคมของชาวไทใหญ่พลัดถิ่น 

          จากการศึกษาพบว่าชาวไทใหญ่พลัดถิ่นมีการรวมกลุ่มกันอยู่ภายใต้วิถีชีวิต หลักปฏิบัติทางศาสนาและประสบการณ์พลัดถิ่นที่เหมือนกัน แม้ว่าการที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้นจะมีกฎระเบียบบังคับและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระโดยเฉพาะทางด้านการเมือง แต่ชาวไทใหญ่พลัดถิ่นก็ยังสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมของตนเองได้ และสามารถนำมาใช้แสดงจุดยืนของตนในสังคมไทยอีกด้วย ซึ่งการปฏิบัติตนเหล่านี้รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่เช่นโทรทัศน์และวิทยุต่างก็เป็นสื่อในการทำให้ชาวไทใหญ่ยังคงผูกพันกับบ้านเกิดของตนในรัฐฉาน

Focus

          เน้นการศึกษาถึงการต่อรองเพื่อสร้างจุดยืน ฐานะทางสังคมและอัตลักษณ์ของชาวไทใหญ่พลัดถิ่นที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตามชายแดนไทย– พม่า และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทั้งทางด้านการเมืองและสังคมของชาวไทใหญ่พลัดถิ่น

Theoretical Issues

          ใช้การเก็บข้อมูลจากหลายสถานที่ เพื่อให้เห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวไทใหญ่พลัดถิ่น ส่วนมากจะเป็นการบันทึกเรื่องราวชีวิตและสังเกตผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคน จากนั้นจึงนำมาอธิบายการพลัดถิ่น และโครงสร้างทางสังคม และให้เห็นถึงการเคลื่อนที่ของวัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสารด้วย ที่ต่างก็ข้ามผ่านพรมแดนของประเทศ ศึกษาเอกสารบทความ เพื่อให้เห็นขอบเขตสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจของกลุ่มชาวไทใหญ่พลัดถิ่น

Ethnic Group in the Focus

ไทใหญ่

Language and Linguistic Affiliations

          ชาวไทใหญ่อยู่ในกลุ่มที่พูดภาษาไท (Tai-language speaking group) (หน้า 3)

          ชาวไทใหญ่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าฉาน ตามที่ชาวอังกฤษใช้เรียกเมื่ออยู่ในช่วงการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แต่จะเรียกตนเองว่า ไท แล้วจึงตามด้วยคำขยาย เพื่อแยกตนเองออกจากผู้ใช้ภาษาไทกลุ่มอื่น แต่ละกลุ่มย่อยมีภาษาถิ่นเป็นของตนและได้พัฒนาระบบการเขียนเฉพาะของตนขึ้นมา (หน้า 4)

          ดอยไตแลง มีความหมายว่าอนาคตที่สดใสจะมาถึงยังชาวไทใหญ่ ณ ดอยแห่งนี้ (หน้า  80)

          ภาษาไทใหญ่แบบใหม่ (lik Tai mau) ถูกเรียบเรียงขึ้นมาโดยอิงจากภาษากลางของรัฐฉาน เพื่อให้สามารถรวมชาวไทใหญ่ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างไทใหญ่กลุ่มต่างๆ ที่กระจายอยู่ในรัฐฉาน และรักษาวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ไว้ (หน้า 104-105)

Study Period (Data Collection)

พฤษภาคม – ธันวาคม 2007

History of the Group and Community

          ภายหลังจากการแบ่งเขตประเทศอย่างชัดเจนพบว่ากลุ่มผู้ใช้ภาษาไทอาศัยอยู่ภายในประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนามตอนเหนือ จีนตอนใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย (หน้า 4)

          ยุคก่อนการตั้งอาณาจักร ขาวไทใหญ่ได้สร้างเมืองเล็กๆ ซึ่งถูกปกครองโดยผู้นำที่สืบทอดกันทางสายเลือด เรียกว่า Sao pha แต่เนื่องจากเป็นเมืองเล็กๆ ทำให้ถูกอาณาจักรใหญ่ๆ เช่น จีน พม่าและล้านนาเข้ามาควบคุมและกลายเป็นรัฐบรรณาการให้กับอาณาจักรเหล่านี้ ในทำให้ชาวไทใหญ่มีบทบาทสำคัญมากในการเป็นเส้นทางทางการค้าที่สำคัญและเป็นจุดยุทธศาสตร์ให้กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งจีน พม่า และล้านนา (หน้า 47)

          ภายหลังจากที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในช่วงปลายศตวรรตที่ 18 ชาวไทใหญ่ได้มีการอพยพและย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยภายในอาณาจักรล้านนาเพิ่มขึ้นจากการทำสงคราม และเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้ากาวิละได้มีการกวาดต้อนชาวไทใหญ่เข้ามาอาศัยในล้านนาจำนวนมาก โดยชาวไทใหญ่ที่ส่วนมากค้าขายนั้นจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในย่านเศรษฐกิจของ Chang Phuak และ Chang Moi ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปจะตั้งถิ่นฐานอยู่รอบนอกตัวเมือง และประกอบอาชีพทำนา เช่น กลุ่มไทยอง Tai Yong ในจังหวัดลำพูน และ ไทขึน(Tai Khun) ในอำเภอสันทรายและดอยสะเก็ด (หน้า 48)

          ชาวไทใหญ่มีวิถีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับการปลูกข้าว และค้าขายระหว่างมณฑลยูนนาน ล้านนา และพม่า นำขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง เมี่ยง พริกแห้ง ฝ้ายจากรัฐฉานไปขาย ทำให้มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนล้านนาและมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและศาสนาซึ่งกันและกัน (หน้า 49)
 
          ภายหลังจากการแบ่งเขตประเทศ ทำให้ชาวไทใหญ่ที่อาศัยในพม่านั้นแตกต่างจากชาวไทใหญ่ที่อาศัยในไทย การค้าขายที่เคยมีก็ลดความสำคัญลงเพราะเปลี่ยนไปเป็นการค้าขายผ่านแม่น้ำทางกรุงเทพฯ ทำให้พ่อค้าชาวจีนมีบทบาทแทน (หน้า 51)
 
          ภายหลังจากการที่อังกฤษเข้ามาปกครองพม่า ทำให้ชาวไทใหญ่ยังสามารถปกครองตนเองภายใต้การปกครองของ sao pha เช่นเดิมแต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของอังกฤษ ชาวไทใหญ่มีการรวมกันเป็นรัฐฉานและเมืองหลวงคือตองอูในปีค.ศ. 1922 แต่ว่าภายใต้การปกครองของอังกฤษนั้นทำให้รัฐฉานพัฒนาล้าหลังกว่าภาคกลางของพม่า (หน้า 52)
 
          ต่อมาตัวแทนของคะฉิ่น ไทใหญ่ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาปางโหลง (Panglong) ที่แสดงว่าชนเผ่าเหล่านี้จะร่วมอยู่ในสหภาพพม่าภายใต้เงื่อนไขว่าจะได้รับสิทธิเท่ากันกับชาวพม่า และมีสิทธิในการปกครองตนเอง (หน้า 53)

          สถานะการทางการเมืองของรัฐฉานอยู่ในขั้นวิกฤตเมื่อปี 1948เมื่อพรรคก๊กมินตั๋งได้เข้ามารุกราน ตามด้วยทหารพม่าที่เข้ามาในรัฐฉาน ต่อมาเมื่อถึงเวลาตามที่สนธิสัญญาปางโหลงได้ให้ไว้ เพื่อให้ชาวไทใหญ่ตัดสินใจว่าจะยังรวมอยู่ในสหภาพพม่าหรือไม่ นายกรัฐมนตรีพม่าในขณะนั้นกลับไม่ยอมรับ ทำให้ชาวไทใหญ่ตัดสินใจเริ่มการต่อสู้เพื่อสิทธิและเอกราชของตนเอง โดยเฉพาะภายหลังจากที่รัฐบาลได้ใช้อำนาจกดดันให้ sao pha 34 คนยกเลิกการปกครองด้วยตนเองและมอบอำนาจให้กับรัฐบาลพม่า ในปีค.ศ. 1959 (หน้า 54-55) 

Settlement Pattern

          ชาวไทใหญ่กระจัดกระจายและส่วนมากตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำซึ่งสามารถทำการเพาะปลูกแบบที่ลุ่มได้ (หน้า 47)

          ภายในดอยไตแลง มีสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่นศาสนสถาน อนามัย โรงเรียน หอพัก และบ้านเรือนบางส่วนตั้งอยู่ในเขตประเทศไทย แต่สำนักงงานใหญ่ ค่ายทหาร และบ้านพักทหารจะตั้งอยู่ในฝั่งรัฐฉาน ประเทศพม่า ไม่มีป้ายหรือรั้วที่กั้นเขตแดน มีการตั้งจุดตรวจของทหารไทย อยู่ใกล้หอพักและกองกำลัง United Wa State Army ตั้งค่ายห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร (หน้า 81)

          หมู่บ้านไทยที่ใกล้ที่สุดชื่อว่า บ้านปางคำ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน 84 กิโลเมตร และ 35 กิโลเมตรจากอำเภอปางมะผ้า หากเดินทางโดยใช้ถนนจากบ้านปางคำมายังดอยไตแลงนั้นแค่ไม่กี่กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 30 นาทีโดยรถยนต์และ 1 ชั่วโมงครึ่งโดยการเดินเท้า ในฤดูฝนถนนลูกรังเหล่านี้จะไม่สามารถใช้งานได้แม้จะใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อก็ตาม ตลอดระยะ 25 กิโลเมตรสู่ตอยไตแลงมีการตั้งจุดตรวจหลายจุดโดยกองทัพไทยและตำรวจตระเวนชายแดน หากต้องการเลี่ยงจุดตรวจเหล่านี้ ชาวบ้านจะต้องขี่จักรยานยนต์อ้อมไปตามทางเดินของสัตว์ ใช้ระยะเวลา 3 ชั่วโมงในการเดินทาง (หน้า 82) 

          ดอยไตแลวแบ่งออกเป็น 4ส่วน 2 ส่วนสำหรับทหารและครอบครัว และอีก 2 ส่วนสำหรับผู้อพยพ (หน้า 84)

Demography

          มีแรงงานอพยพจำนวน 980,122 คนที่ได้ขึ้นทะเบียนแรงานต่างด้าวในประเทศไทย และจำนวน 747,727 คนที่มาจากพม่า โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนือซึ่งมีพรมแดนติดกับรัฐฉาน ประเทศพม่า ที่มีแรงงานไทใหญ่พลัดถิ่นมากกว่า 5,000 คนอาศัยอยู่ตามค่ายอพยพตามแนวชายแดน แรงงานเหล่านี้มีการอพยพอย่างต่อเนื่องและย้ายถิ่นฐานอยู่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่สามารถตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งถาวรได้ (หน้า 1-2)

          กลุ่มผู้อพยพชาวไทใหญ่ประกอบด้วยผู้คนที่มีความหลากหลายสูงทั้งในด้านของอายุ เพศ ฐานะ เหตุผลของการอพยพ เวลาที่ต้องการจะอยู่ และฐานะทางสังคมในประเทศไทย (หน้า 6)

          จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดที่มีชาวไทใหญ่มากที่สุดในประเทศ ซึ่งประชากรส่วนมากเป็นชาวไทใหญ่ที่ถือสัญชาติไทย เกิดในไทย รวมกับผู้อพยพชาวไทใหญ่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (หน้า 14)

          การอพยพของชาวไทใหญ่ได้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อศตวรรตที่ 6 ตามแนวแม่น้ำ Shweli จากทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนานไปทางทิศใต้ของหุบเขาทางพม่าตอนบนและกระจัดกระจายไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐฉานในปัจจุบัน บางส่วนอพยพต่อไปทางใต้ เข้าสู่บริเวณของประเทศไทยในปัจจุบัน เลยไปทางตะวันตกจนถึงเวียดนาม บางส่วนอพยพต่อขึ้นเหนือตามแม่น้ำพรมบุตรเข้าสู่รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย การตั้งถิ่นฐานที่แตกต่างกันทำให้ชาวไทใหญ่แต่ละกลุ่มได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกันและมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต่อมา
ที่แตกต่างกัน (หน้า 46-47)

          ตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1996 มีชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ทางตอนกลางของรัฐฉาน จำนวนมากกว่า 1,400 หมู่บ้าน (มากกว่า 300,000 คน) ที่ถูกบังคับให้ย้ายออกจากพื้นที่ โดยไม่ได้รับค่าชดเชย มีการคาดเดาว่าการบ้านถิ่นฐานครั้งนี้ทำให้มีชาวไทใหญ่มากกว่า 100,000 คนที่อพยพเข้าสู่ประเทศไทยแบบผิดกฎหมายและกลายเป็นแรงงานต่างด้าว (หน้า 58)

          ในช่วงปีค.ศ. 1975 ได้มีการอพยพของชาวไทใหญ่จำนวนมากตามผู้นำกองทัพฉานที่ย้ายมาตั้งฐานทัพในอำเภอเพียงหลวง จังหวัดเชียงใหม่  ทำให้อำเภอเพียงหลวงกลายเป็นจุดสำคัญทั้งในการซื้อขายระหว่างพรมแดนและจุดยุทธศาสตร์ทางการทหาร (หน้า 63) ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในหลายประเทศเพื่อนบ้านประเทศไทย ทำให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่อพยพมาหาที่พักพิงในประเทศไทย (หน้า 68)

          ชาวไทใหญ่ได้มีการอพยพเข้ามายังประเทศไทยตั้งแต่ปีค.ศ. 1980 เป็นต้นมา ซึ่งผู้ที่อพยพนั้นบางส่วนเป็นทหารและครอบครัวที่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้ รวมกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ มาตั้งถิ่นฐานบริเวณชายแดนไทย – พม่า และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยตั้งแต่ปีค.ศ. 1988(หน้า 70) จำนวนผู้อพยพชาวไทใหญ่มายังอำเภอฝางระหว่างปี 1997-2002 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่ที่ระหว่าง 8,000-15,000 คนต่อปี ส่วนมากผู้ที่เพิ่งอพยพเข้ามาจะอพยพมาจากภาคกลางของรัฐฉาน ซึ่งมีการบังคับไล่ที่ของรัฐบาลพม่ารวมกับปัญหาทางสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก อพยพมากันทั้งครอบครัวต่างจากเมื่อก่อนที่ผู้อพยพมักจะเป็นชายอายุระหว่าง 20-40 ปี (หน้า 76)

          ดอยไตแลงประกอบด้วย 418 หลังคาเรือน ประชากร 2,042 คน โดยประชากรนั้นเป็นทหารของ SSA-S ครอบครัวของทหาร และผู้พลัดถิ่นจากภาคกลางและใต้ของรัฐฉาน (หน้า 81) ไม่มีองค์กร NGO ต่างชาติตั้งอยู่บนดอยไตแลงอย่างถาวร (หน้า 83)

Economy

การตั้งถิ่นฐานของชาวไทใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำสำหรับการเพาะปลูก (หน้า 4)

          ชาวไทใหญ่พลัดถิ่นถูกจ้างงานภายในสวนส้ม (หน้า 14) ชาวไทใหญ่มีวิถีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับการปลูกข้าว และค้าขายระหว่างมณฑลยูนนาน ล้านนาและพม่า นำขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง เมี่ยง พริกแห้ง ฝ้ายจากรัฐฉานไปขาย (หน้า 47,49) ชาวไทใหญ่ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยส่วนมากได้ข้ามมาประกอบอาชีพเป็นแรงงานไร่ฝีมือราคาถูกให้กับหลายภาคส่วน (หน้า 70)

          ความช่วยเหลือต่างๆ เช่นยา อุปกรณ์การเรียน อาหารและของใช้จำเป็นถูกส่งขึ้นไปยังดอยไตแลงด้วยความช่วยเหลือจาก NGO ท้องถิ่นหลายองค์กร ซึ่งหลายองค์กรบริหารงานโดยชาวไทใหญ่หรือพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย (หน้า 83)

          ผู้พลัดถิ่นทุกคนในดอยไตแลงต่างก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในงานของชุมชนต่างๆ กัน เช่นการเพาะปลูกในไร่ชุมชน หรือการทำงานที่ต้องใช้แรงงานต่างๆ (หน้า 84)

          ปัญหาที่สำคัญของดอยไตแลงคือการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะน้ำที่ใช้สำหรับสถานีอนามัยและการเพาะปลูกในฤดูแล้ง ในช่วงฤดูฝน ชาวบ้านจะเก็บน้ำฝนไว้ในถังหลังบ้าน แต่โดยทั่วไป ชาวบ้านจะต้องเดินขึ้นเขาประมาณ 20-30 นาทีไปยังแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอาบน้ำหรือแบกน้ำกลับมายังบ้านเพื่อใช้ในการทำอาหารและดื่มกิน ซึ่งน้ำจากแหล่งนี้นั้นก็เกิดการปนเปื้อนได้จากความแออัดของชุมชน และยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข (หน้า 84)

          ชาวบ้านในดอยไตแลงต้องเข้าไปในป่าที่เต็มไปด้วยกับดักระเบิดเพื่อเก็บไม้ฟืนมาใช้ทำอาหาร (หน้า 85) ในแต่ละเดือนจะมีการแจกข้าว 1 ถุงให้กับแต่ละครอบครัว ถั่วเหลืองและเครื่องปรุงรสพื้นฐานเช่นเกลือ น้ำมันพืช ผงชูรส จะมีการแจกจ่ายตามโอกาส นอกจากนั้นชาวบ้านยังปลูกพริกและผักรอบๆ กระท่อมหรือเข้าไปเก็บของป่าเพื่อนำมาใช้รับประทาน มีการเพาะปลูกจากเนินเขาและเนื่องจากดอยไตแลงตั้งอยู่ในที่สูงและเป็นเนินเขาชัน ทำให้พื้นที่ไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก ในการหารายได้เข้าให้ครอบครัวชาวบ้านมักจะออกไปทำงานเป็นแรงงานในไร่ในบ้านปางคำ โดยการเดิน 1 ชั่วโมงออกจากดอยไตแลงเพื่อทำงานและได้รับค่าแรงวันละ 50-70 บาทเนื่องจากมีช่องทางการหารายได้น้อยมากภายในค่าย

          ปัจจุบันมีชาวบ้านหลายคนเริ่มประกอบอาชีพเสริมเช่นการทำไม้กวาดขาย สานหลังคาและรับจ้างขนน้ำ บางคนเปิดร้านของชำเล็ก ร้านบะหมี่และร้านเสื้อผ้าตามฐานะและความสามารถของตน (หน้า  85)

          ประชากรส่วนมากในดอยไตแลงเคยเป็นชาวนาในหมู่บ้านแถบภาคกลางและภาคใต้ของรัฐฉาน ก่อนที่จะถูกยึดที่ทั้งบ้านและที่ดินโดยรัฐบาลทหารพม่า (หน้า 87)

          ในดอนไตแลงมีตลาด 2 รูปแบบ แบบที่ 1 คือเป็นร้านขายของชำเล็กๆ และแบบที่ 2 คือพ่อค้าหาบเร่ซึ่งนำสินค้าไปมาระหว่างดอยไตแลงและเมือง Homong ในรัฐฉาน มีตลาดพื้นเมืองในอำเภอปางมะผ้า 2 ครั้งต่อสัปดาห์และร้านค้ารายย่อย ซึ่งร้านค้าจะขายสินค้าหลากหลายประเภทเช่นผัก ไข่ เนื้อแช่แข็ง ปลา น้ำดื่ม ฯลฯ โดยจะใช้เงินบาทไทยเป็นสื่อกลางในการซื้อขาย พ่อค้าหาบเร่บางส่วนจะนำสินค้าเช่นยา บุหรี่พม่า ทานาคา เครื่องสำอาง หรือผ้าซิ่นมาจากเมืองตองอูเพราะว่ามีราคาถูกกว่าเมืองเพียงหลวงหรือแม่ฮ่องสอน (หน้า 98-99)

          ร้านตัดเสื้อในดอยไตแลงนั้นจะขายเสื้อผ้าตัดตามคำสั่งในราคาชุดละ 800 บาท แต่โดยปกติแล้วจะไม่ค่อยได้รับงานประเภทตัดชุดใหม่ทั้งชุดมากนัก แต่จะเป็นงานประเภท ปะ ชุน ซ่อมแซมเสื้อผ้ามากกว่า ผ้าที่ใช้ตัดนั้นจะสั่งจากพ่อค้าหาบเร่ให้นำมาจากเมืองตองอู เพราะถูกกว่าและยังทำขึ้นในรัฐฉาน (หน้า 100)

          ชาวไทใหญ่ในดอยไตแลงมีความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างยากจน เสื้อผ้าที่ใส่นั้นก็แล้วแต่ตามที่ได้รับแจกมา และอาหารก็รับประทานได้แค่เท่าที่สามารถหามาได้ (หน้า 101)

          มีการตั้งตลาดนัดเคลื่อนที่ (Kad na) ทุกๆ 5 วันภายในหมู่บ้าน (หน้า 166)

Social Organization

ไทใหญ่แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มคือ

          1. Tai-Long ซึ่งอาศัยอยู่ในภาคกลางและใต้ของรัฐฉาน, บางส่วนของรัฐ Karenni และทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย
          2. Tai Nii อาศัยอยู่ตามชายแดนจีน – พม่า ซึ่งรวมถึงตอนใต้ของรัฐคะฉิ่น ตอนเหนือของรัฐฉาน กลุ่ม Daikong ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และกลุ่ม TaiMao ทางตอนใต้ของแม่น้ำ Shweli
          3. Tai Khiin อาศัยอยู่ทางตะวันออกของรัฐฉานเช่นเมือง Kengtung
          4. Tai Khamti อาศัยอยู่ในรัฐคะฉิ่นและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
          5. Tai Lue อาศัยอยู่ในรัฐสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน, ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศลาวและภาคเหนือของไทย
          6. Tai Yuan หรือคนเมือง อาศัยอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย (หน้า 4)

          ชาวไทใหญ่อาจจะอยู่กันอย่างกระจัดกระจายแต่ว่ามีวีฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน และมี 3 สิ่งที่ใช้เพื่อแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทใหญ่นั่นคือ 1. นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท 2. การตั้งถิ่นฐานของชาวไทใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำสำหรับการเพาะปลูก 3. รูปแบบการปกครองจะอยู่ในรูปแบบศักดินา คือแต่ละเมืองมีผู้ปกครองที่สืบเชื้อสายกันมาเรียกว่า sao pha (หน้า 4)

          ผู้ที่ทำงานให้กับกองทัพฉานนั้นไม่ได้มีแต่เพียงทหาร แต่ยังรวมถึงครู พยาบาลและเจ้าหน้าที่อนามัยอีกด้วย (หน้า 84)

          ชาวไทใหญ่พลัดถิ่นที่มีญาติหรือครอบครัวอาศัยอยู่ในประเทศไทย จะมีโอกาสที่ดีกว่าครอบครัวที่ไม่มีคนรู้จักอยู่ในประเทศไทยเลย โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งอพยพมาใหม่จะมีช่องทางการติดต่อกับประเทศไทยน้อยกว่า (หน้า 95)

          มีการออกอากาศสดของพิธี Poi sang long ที่วัดกู่เต้าและสัมภาษณ์ sang long ผ่านรายการวิทยุของชาวไทใหญ่ ที่สามารถกระจายเสียงได้ภายในรัฐฉาน ทำให้ชาวไทใหญ่พลัดถิ่นยังคงสามารถติดต่อกับบ้านเกิดของตนเองผ่านประเพณีและวัฒนธรรม (หน้า 162)

Political Organization

          รูปแบบการปกครองจะอยู่ในรูปแบบศักดินา คือแต่ละเมืองมีผู้ปกครองที่สืบเชื้อสายกันมาเรียกว่า sao pha (หน้า 4)

          ภายหลังจากการได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ ไทใหญ่ได้กลายเป็นชนเผ่าที่ครอบครอง 1 ใน 7รัฐที่ประกอบเป็นสหภาพพม่า (หน้า 5)

          เครือข่ายทางสังคมระหว่างผู้พัลดถิ่นนั้นเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการต่อรองอย่างหนึ่ง เช่นพิธี Poi Sang long ได้สร้างความสัมพันธ์ทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจระหว่างชาวไทใหญ่แต่ละกลุ่ม กลุ่มที่ได้รับสัญชาติไทยแล้วก็จะเป็นผู้สนับสนุนในด้านเงินทุน เพราะมีความเชื่อว่าเป็นการทำบุญครั้งใหญ่และจะได้รับการนับถือในสังคม ในขณะที่กลุ่มแรงงานชาวไทใหญ่ที่เข้าร่วมพิธีนั้นก็มีส่วนในการช่วยทำนุบำรุงศาสนาพุทธของชาวไทใหญ่ในประเทศไทย (หน้า  37)

          ประเทศไทยได้มีการออกกฎหมายควบคุมชาวเขาโดยการออกเป็นบัตรประชาชนชาวเขา เพื่อให้สามารถอาศัยอยู่ในไทยได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ชาวเขาเหล่านี้ถูกแบ่งแยกออกจากคนไทยทั่วไป และได้รับสิทธิ์ที่ไม่เท่าเทียมกับคนไทย ทั้งทางด้านสุขภาพ การศึกษาและอิสระในการเคลื่อนไหว นอกจากนั้นยังถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ (หน้า 69-70)

          แรงงานชาวไทใหญ่ในภาคเหนือของประเทศไทยมีสิทธิ์ได้รับบัตรประจำตัวหลายรูปแบบเช่น 1. บัตรผู้พลัดถิ่นที่มีบัตรประชาชนของประเทศพม่า (Displaced person with Burmese nationality card) 2. บัตรประชาชนชาวเขา (Highlander ID card) 3. บัตรประชาชนของชาว Tai Lue 4. บัตรสำรวจประชากรชาวเขา (Highlanders Survey Card) ซึ่งแต่ละบัตรก็แสดงถึงสิทธิที่ต่างกันในสังคมไทย ทำให้มีแรงงานไทใหญ่พลัดถิ่นจำนวนมากที่ต้องการต่อรองเพื่อให้ได้บัตรที่แสดงฐานะที่ดีกว่าเมื่อมีโอกาส ต่อมาได้มีการจัดทำบัตรแรงงานต่างด้าว เพื่อควบคุมผู้อพยพแบบผิดกฎหมายเข้ามาจากประเทศพม่าและหาแรงงานเพิ่มตามความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นของประเทศ (หน้า 73-74)

          ความเข้มงวดของแต่ละจุดตรวจระหว่างทางสู่ดอยไตแลงนั้นจะขึ้นกับสถานการณ์และนโยบายจากรัฐบาลไทย ซึ่งขึ้นกับความมั่นคงของประเทศ (หน้า 82)

          ชาวไทใหญ่พลัดถิ่นมักถูกลืมและไม่ค่อยได้รับความสนใจจากโลกภายนอก เนื่องจากถูกจัดให้เป็นผู้พลัดถิ่นแบบภายในประเทศ คือถูกปฏิบัติเหมือนว่าไม่ได้มีการข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย (หน้า 83)

          ภายในดอยไตแลง ผู้ที่กำหนดกฎระเบียบและดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่ทั้งหมดคือกองทัพรัฐฉาน ซึ่งไม่ได้เพียงควบคุมวิถีชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางในการควบคุมความคิดให้มีแนวคิดทางการเมืองแบบเดียวกัน คือเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว (หน้า 103)

          Shan National Day คือวันที่ระลึกถึงวันแรกที่รัฐฉานได้เข้าเป็นสมาชิกของประเทศในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1949 ซึ่ง sao pha และประชาชนชาวไทใหญ่ได้รวมกันเป็นหนึ่งภายใต้การปกครองของรัฐสภาฉาน มีการใช้ธงชาติ 4 สีของตนเองและเพลงชาติของตนเอง (หน้า 108)

          Shan Resistance Day  เป็นวันที่ระลึกถึงกองกำลังต่อต้านทหารพม่ากลุ่มแรกคือ Noom Suk Han ในวันที่ 21 พฤษภาคม 1958 ภายหลังจากการไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญา Panglong ทำให้เป็นวันที่ระลึกถึงการต่อสู่อันยาวนานเพื่ออิสรภาพของชาวไทใหญ่ (หน้า 108)

          โดยปกติพิธีเฉลิมฉลองจะเริ่มมต้นด้วยขบวนแห่ของทหาร เชิญพระและนายทหารชั้นสูงขึ้นบนเวที ตามด้วยสุนทรพจน์เปิดงานของนายพล Yawd Serk ผู้นำกองทัพรัฐฉาน ซึ่งจะเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ไทใหญ่ และความสำคัญในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากรัฐบาลทหารพม่า (หน้า 108)

          ชาวไทใหญ่ส่วนมากถูกจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็นทางด้านการเมืองต่อสาธารณะ เนื่องจากสถานะทางสังคม ความยากลำบากในการทำงานและความกลัวที่จะถูกจับและส่งกลับประเทศ เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ชาวไทใหญ่ไม่สามารถเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ สังเกตได้จากงาน Shan National day ที่จัดขึ้นในเชียงใหม่ แต่ผู้ที่เข้าร่วมงานส่วนใหญ่กลับเป็นตัวแทนจาก NGO และนักเคลื่อนไหว (หน้า 154)

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยนั้นถูกยกให้เป็นเสมือน sao pha พระองค์หนึ่งของชาวไทใหญ่ อีกทั้งการแสดงความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ไทยนั้นก็เป็นเรื่องจำเป็น หากต้องการอยู่ในประเทศไทยอย่างสงบสุข และเพราะว่าพระองค์ถือเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายที่ยังมีอำนาจในการปกครองอาณาจักรที่รวมเอากลุ่มชาวไทเข้าด้วยกัน (หน้า 155,174)

          นอกจากนั้นยังมีการจัดคอนเสิร์ตเพลงไทใหญ่ขึ้นในสวนสัตว์เชียงใหม่ โดยสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ที่เชียงใหม่ ซึ่งมีการออกอากาศเป็นภาษาไทใหญ่ ซึ่งงานนี้มีผู้เข้าร่วมชาวไทใหญ่ประมาณ 1000 คนเข้ามาชมคอนเสิร์ตแม้ว่าจะไม่ทราบถึงจุดประสงค์ที่จัดว่าเพื่อเป็นการปกป้องสัตว์ป่าก็ตาม (หน้า 155)

Belief System

          ชาวไทใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท (หน้า 3) ภายในชุมชนมีศาสนสถานและเจดีย์สำหรับใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ในแต่ละบ้านจะมีหิ้งบูชาเล็กๆ ซึ่งสมาชิกในแต่ละครอบครัวจะถวายข้าว 1 กำมือ ขนม และดอกไม้ทุกเช้าและเย็น การปฏิบัติตนตามหลักศาสนาพุทธนิกายเถรวาทถือเป็นเรื่องหลักที่ชาวบ้านยึดถือและปฏิบัติชีวิตประจำวันตามหลักคำสอน รวมถึงงานเทศกาลหรือโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น เมื่อมีเด็กเกิดใหม่ งานแต่งงาน งานศพ หรืองานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น (หน้า 86)

          ในทุกๆ เช้าผู้หญิงชาวไทใหญ่จะเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการนั่งหน้าหิ้งบูชา สวดมนต์บทสั้นๆ และถวายข้าวถ้วยเล็กและน้ำ 1 แก้วไว้บนหิ้ง ในวันขึ้น 15 ค่ำหรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชาวบ้านจะไปวัดเพื่อทำบุญ ซึ่งแนวทางปฎิบัติเหล่านี้เหมือนกับคนไทยในภาคเหนือ ยกเว้นแต่วิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไปบ้าง (หน้า 152)

          พิธี poi khu maw lik Tai เริ่มต้นครั้งแรกในเมืองตองอู ปีค.ศ. 1968 โดยเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อสรรเสริญกวีชาวไทใหญ่ ในประเทศไทย ส่วนใหญ่พิธีนี้ถูกจัดขึ้นใน Ban Mai Mok Cham ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และส่วนใหญ่จะจัดในช่วงเดือนธันวาคม เพราะเป็นเดือนเกิดของวีรบรุษหลายท่าน มักจัดพร้อมๆ กับพิธีทอดผ้าป่าและพร้อมกับวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เชื่อว่าการจัดพิธีนี้ขึ้นในประเทศไทยนั้นนอกจากจะจัดเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวไทใหญ่แล้วนั้น ยังจัดงานขึ้นเพื่อแสดงความเคารพถึงพระมหากษัตริย์ไทย (หน้า 153)

          งานปีใหม่ไท กลุ่มผู้ใช้ภาษาไทจะเฉลิมฉลองวันปีใหม่ในวันพระจันทร์เต็มดวงวันแรกตามปฏิทินแบบจันทรคติ (หน้า 153)

          ในรัฐฉาน การจัดงานปีใหม่ไทจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมๆ กับการจัดงาน Poi Khu maw lik Tai ในภาคเหนือของรัฐฉาน การจัดงาน Poi Khu maw lik Tai นั้นจัดขึ้นเพื่อสรรเสริญกวีชาวไทใหญ่และผลงานของแต่ละท่าน เช่น ตำราทางพระพุทธศาสนา ตำราทางการแพทย์ บทกวี ฯลฯ ในขณะที่งานปีใหม่ไทจะหนักไปทางการแสดงทางวัฒนธรรมเช่นการรำหรือดนตรี (หน้า 153)

          วัดป่าเป้าและวัดกู่เต้าเป็นวัดไทใหญ่ที่สำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่จัดงานเทศกาลต่างๆ และเป็นศูนย์รวมของชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง วัดป่าเป้ามีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานกว่าและเป็นที่รวมเหล่าแรงงานไทใหญ่พลัดถิ่นในช่วงก่อนที่โทรศัพท์มือถือจะแพร่หลาย โดยชาวไทใหญ่จะฝากข้อความทิ้งไว้ที่สถานีวิทยุและนัดเจอกันในวัดป่าเป้า นอกจากนั้นวัดยังเปิดชั้นเรียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ในตอนเย็นให้กับชาวไทใหญ่พลัดถิ่นและลูกหลาน วัดกู่เต้าเป็นวัดที่ชาวบ้านละแวกนั้นให้ความเคารพมากและได้กลายมาเป็นวัดประจำของชาวไทใหญ่ในช่วงไม่นานมานี้ คณะกรรมการวัดกู่เต้านั้นประกอบไปด้วยทั้งชาวไทยและชาวไทใหญ่และมีการร่วมมือกับคณะกรรมการวรรณกรรมและวัฒนธรรมไทใหญ่ (Shan Literature and cultural committee) เพื่อจัดพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณีวัฒนธรรมตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003และถือเป็นสถานที่อีกแห่งที่ช่วยให้ชุมชนไทใหญ่สามารถรวมและอยู่ร่วมกับชุมชนคนไทยได้ผ่านความเชื่อและหลักปฏิบัติเดียวกัน (หน้า 156-157)

          ในปัจจุบันมีการจัดงาน Poi Sang long ขึ้นในหลายจังหวัดทางภาคเหนือรวมถึงในวัดป่าเป้าและวัดกู่เต้า ทำให้กลายเป็นเทศกาลที่มีผู้ให้ความสนใจเข้าชมกันอย่างมากมายและเป็นงานเทศกาลที่สื่อทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจ ภายในงาน sang long จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส มีถังใส่เครื่องใช้จำเป็นระหว่างการบวช และจะมีผู้ติดตามให้ sang long ขี่คอรอบพิธี นอกจากนั้นครอบครัวของ sang long ยังต้องเตรียมการในอีกหลายเรื่องเช่นเสื้อผ้า การแต่งหน้า อาหารการกินที่จะนำมาเลี้ยงดูแขกเป็นต้น ทำให้ในการจัดพิธีนี้ ครอบครัวนั้นจะต้องมีเครือข่ายคนรู้จักกว้างขวางพอสมควรเพื่อมาช่วยกันจัดงานและสืบทอดวัฒนธรรมเหล่านี้ต่อไป ในช่วงเย็น จะมีการจัดคอนเสิร์ตและการแสดงท้องถิ่นของชาวไทใหญ่มีการตั้งซุ้มขายของและอาหารภายในบริเวณวัด ซึ่งของส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากรัฐฉานผ่านด่านที่อำเภอแม่สาย การที่มีผู้ให้ความสนใจเข้าชมพิธี Poi sang long จำนวนมากทำให้ทางวัดป่าเป้าได้กำหนดวันจัดงานที่แน่นอนของแต่ละปีคือระหว่างวันที่ 4-6 เมษายนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (หน้า 157-159)

          มีความเชื่อว่าการเป็น sang long เป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการทำบุญให้กับตนเองและพ่อแม่ และการเป็นผู้สนับสนุน sang long นั้นก็คือเป็นการแสดงถึงฐานะทางสังคมและได้บุญมาก
อีกด้วย (หน้า  161)

          งานปีใหม่ไท เป็นช่วงเวลาที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะกลับมาอยู่รวมกัน ผู้อาสุโสจะถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ มีการเต้นรำร้องเพลงรอบกองไฟจนถึงเที่ยงคืน โดยปกติแล้วจะจัดติดต่อกัน 3 วัน เริ่มตั้งแต่คืนสิ้นปี ชาวบ้านจะไปไหว้พระที่วัด อธิษฐานให้มีสุขภาพแข็งแรงและสมาชิกในครอบครัวมีอายุยืนยาว มีการเตรียมอาหารพื้นบ้านเรียกว่า Khao Puk โดยปกติแล้วงานปีใหม่ไทจะอยู่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมและมักจะจัดพร้อมกับพิธี Poi Lhu maw lik Tai ในรัฐฉาน หรือวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในประเทศไทย (หน้า 163-164)

          ในการจัดงานปีใหม่ไทในดอยไตแลง ถือเป็นโอกาสน้อยครั้งที่ชาวบ้านในค่ายจะได้วางมือจากงานและความรับผิดชอบปกติที่ได้รับมอบหมายในชุมชน แต่จะได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่แทน เช่น การสร้างปะรำพิธี การเตรียม khao Puk และอาหารให้กับทุกคนในชุมชนเป็นต้น (หน้า 165)

          ชาวไทใหญ่มีการยกย่องพระมหากษัตริย์ไทยทั้งอดีตและปัจจุบัน แสดงถึงความสัมพันธ์แบบบ้านพี่เมืองน้องระหว่างไทใหญ่กับไทย โดยเฉพาะในกองทัพฉานมีการยกย่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอย่างมาก เพราะมีเรื่องเล่าที่แสดงว่าสมเด็จพระนเรศวรได้เคยช่วยเหลือผู้นำไทใหญ่สมัยนั้นรบและประกาศเอกราชได้สำเร็จในช่วงปีค.ศ. 1600 (หน้า 171) สังเกตได้จากการจัดทำเหรียญเครื่องรางรูปสมเด็จพระนเรศวรแจกจ่ายให้กับทหารไทใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยปกป้องทหารเหล่านี้จากลูกกระสุนและต่อสู้ชนะกองทัพพม่า (หน้า  172)

Education and Socialization

          ประสบการณ์ของการพลัดถิ่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้พลัดถิ่นมารวมกันและสร้างความรู้สึกผูกพันระหว่างกัน เช่นเอกลักษณ์ที่คล้ายกัน มาจากบ้านเกิดเดียวกัน และความรู้สึกพลัดถิ่นเหมือนกัน (หน้า 34,88)

          ชนชาติไทใหญ่มีการเคลื่อนไหวแบบทั้งความเป็นชนเผ่าและความเป็นชาติ มีเครือข่ายข้ามประเทศ มีวัฒนธรรมชุมชนและการปฏิบัติตนตามศาสนา และมีวิถีชีวิตในรูปแบบของตนเอง ทำให้สามารถใช้เป็นเครื่องต่อรองกับอำนาจของรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งฐานะทางสังคมในรัฐชาติที่ตนอาศัยอยู่ (หน้า 43)

          มีการออกนิตยสารรายเดือนชื่อ “independence” โดย Shan Herald Agency for News โดยเนื้อหาส่วนมากเป็นเรื่องราวทางการเมืองภายในรัฐฉานและชายแดนไทยพม่า มี VCD ที่แสดงสารคดีชีวิตของทหารในกองทัพฉานที่เดินทางสู่ดอยไตแลง ทำให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะทางการเมืองและแนวความคิดไปทั่วบริเวณ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ
กองกำลังฉาน (หน้า  97-98)

          อีกช่องทางในการติดต่อกับโลกภายนอกคือผ่านโทรทัศน์และวิทยุ โดยในช่วง 18.00-21.30น. จะเป็นช่วงเวลาที่มีการปั่นไฟ ทำให้สามารถมาจับกลุ่มกันนั่งดูโทรทัศน์ได้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้
ชาวไทใหญ่เหล่านี้สนใจดูละครหรือโทรทัศน์ของไทย เนื่องจากภาพความเจริญของไทยที่สามารถมองเห็นผ่านละคร หรือโฆษณาทางโทรทัศน์ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถซื้อสินค้าได้หลากหลายประเภท เพราะฐานะทางเศรษฐกิจที่ยากจน แต่ละครและโฆษณาเหล่านี้ก็สงผลต่อวิธีการคิดและเกณฑ์ในการตัดสินใจ (หน้า 101)

          วิทยุจะเป็นสื่อที่ใช้กันแพร่หลายกว่าในดอยไตแลงทั้งในแง่ของแหล่งข้อมูลข่าวสารและเพื่อความบันเทิง เช่นเพลงฉานทั้งใหม่และเก่า เพลงไทยสมัยใหม่ ผ่านคลื่นวิทยุ am ที่กระจายเสียงด้วยภาษาไทใหญ่จากเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ซึ่งบทเพลงเหล่านี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวชาวไทใหญ่กับบ้านเกิดของตน นอกจากนั้นการกระจายเสียงผ่านวิทยุก็ยังเป็นอีกช่องทางที่ให้ชาวไทใหญ่สามารถส่งผ่านข้อความออกอากาศและหวังว่าครอบครัวของตนในรัฐฉานจะได้รับ (หน้า 101-102)

          ในปีค.ศ. 1960 ได้มีการจัดทำหนังสือเรียนภาษาไทใหญ่สำหรับชั้นประถมศึกษาขึ้นเป็นครั้งแรก โดยฝ่ายการศึกษาของรัฐฉาน เขียนด้วยภาษาไทใหญ่แบบใหม่ (lik Tai mau) (หน้า 104)

          ปัจจุบันมีนักเรียนในโรงเรียนตามค่ายของกองทัพรัฐฉานจำนวนมากกว่า 700 คนตั้งแต่ชั้นป. 1 ถึงม.3 มีการเรียนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาพม่า ภาษาไทย และภาษาไทใหญ่ หนังสือเรียนจะเขียนด้วยภาษาไทใหญ่โดยอดีตหัวหน้าหน่วยการศึกษาของผู้ปกครองรัฐฉาน (education department of the Restoration Council of Shan State) ทำให้เอกลักษณ์ความเป็นไทใหญ่และสิ่งที่ชาวไทใหญ่ควรจะเป็นถูกควบคุมและกำหนดอยู่ใต้นโยบายของกองทัพรัฐฉาน นอกจากนั้นเด็กนักเรียนในโรงเรียนจะได้รับการฝึกสอนการเต้นรำแบบไทใหญ่เพื่อใช้แสดงในงานสำคัญต่างๆ (หน้า 105-107)

          คนที่เดินทางมายังดอยไตแลงในงานเทศกาลหรือพิธีเฉลิมฉลองนั้นอาจจะไม่ได้มีความคิดก้าวหน้าทางการเมืองแต่สงสารและเห็นใจต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชากรในรัฐฉาน (หน้า 109)

          การจัดงานปีใหม่ไท ทำให้สามารถรวมเอาชาวไทใหญ่แต่ละกลุ่มเข้ามาอยู่ภายใต้เอกลักษณ์ของความเป็นไทใหญ่ (หน้า 169)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

          มีวงดนตรีชื่อ “Freedom’s Way” ซึ่งเป็นวงดนตรีที่แต่งเพลงทางการเมือง ก่อตั้งโดยทหารในกองทัพฉาน (หน้า 98) มีการจัดแสดงคอนเสิร์ตที่วัดป่าเป้า ในความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห้งประเทศไทย โดยมีการเชิญศิลปินชาวฉาน Sai Han Leng และ Sai Jerng Han มาจากรัฐฉานและเก็บค่าเข้าชมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (หน้า 154)

          ในงานปีใหม่ไทจะมีการแสดงระบำพื้นเมืองโดยเด็กนักเรียน โดยมีระบำนกยูง (Ka nok kinnari) ระบำแพะภูเขา (ka toe) และระบำดาบ (หน้า 166) นอกจากนั้นยังมีการแสดงอีกชุดหนึ่งซึ่งเด็กทั้งชายและหญิงจะถือสายคาดเอวสีแดง เขียวและเหลือง เต้นตามจังหวะกลองและมารวมกันเป็นธงชาติฉาน (หน้า 167)

          เพลงไทใหญ่ส่วนมากจะพูดถึงความสวยงามของภูมิประเทศของรัฐฉาน วิถีชีวิตที่เรียบง่ายแต่สงบสุข และความรักระหว่างหนุ่มสาว ทำให้ผู้ฟังนึกถึงบ้านเกิดที่จากมา (หน้า 167)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          ชาวไทใหญ่พลัดถิ่น ไม่ได้รับสถานะว่าเป็นผู้ลี้ภัยหรือการอนุญาตให้ตั้งค่ายพักแรมชั่วคราวตลอดแนวชายแดนไทย – พม่าทำให้ชาวไทใหญ่กลุ่มนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเป็นแรงงานและผู้อพยพแบบผิดกฎหมายของประเทศไทย ในด้านหนึ่งชาวไทใหญ่เหล่านี้ถูกคนไทยมองว่าเป็นแรงงานผิดกฎหมายและทำให้เกิดผลเสียต่อประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน แรงงานเหล่านี้ก็เป็นที่ต้องการในภาคแรงงานเพื่อตอบสนองถึงการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจและความต้องการแรงงานราคาถูก (หน้า 3,75)

          ในปัจจุบันยังคงมีแนวคามคิดเรื่องพี่น้องระหว่างชาวไทใหญ่พลัดถิ่นและคนไทยในระดับหนึ่ง เช่นว่านายจ้างจะอยากจ้างแรงงานชาวไทใหญ่มากกว่าเนื่องจากว่ามีความใกล้ชิดกับรัฐฉาน ทำให้ในหลายครั้งได้มีการนำแนวความคิดเรื่องพี่น้องมาเป็นส่วนหนึ่งในการขอความช่วยเหลือของกลุ่มไทใหญ่ผู้ต่อต้านรัฐบาลพม่า หรือเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสังคมไทย (หน้า 6)

          ความใกล้เคียงทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ เช่นการพูดภาษาเดียวกันและนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชาวไทใหญ่เหล่านี้ให้ปรับตัวเข้ากับสังคมไทย (หน้า8)

          ชาวไทใหญ่ได้มีการต่อสู้เพื่อเรียกร้องดินแดน การปกครองและเอกลักษณ์ของตนต่อรัฐบาลพม่าและชาวพม่าที่ถือเป็นคนส่วนใหญ่ที่ควบคุมประเทศพม่าทั้งหมดมากว่า 50 ปี (หน้า 9)

          การตั้งชุมชนระหว่างกลุ่มผู้ใช้ภาษาไท ทำให้รู้ว่าวัฒนธรรม ศาสนา ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นสามารถข้ามพรมแดนประเทศไทย (หน้า 9-10)

          บริเวณชายแดนไทย – พม่า ถือเป็นจุดที่ถูกจับตามองอย่างเคร่งครัด เพราะมีคนจำนวนมากที่ต้องการอพยพเข้ามายังประเทศไทย (หน้า 10)

          จากการศึกษาพบว่าชาวไทใหญ่นั้นไม่ได้เป็นเหยื่อหรือผู้ที่ถูกกระทำเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำหน้าที่ตัดสินใจ ลงมือทำ และสร้างเอกลักษณ์ของตนผ่านการเคลื่อนไหวและต่อรองจากทั้ง 2ด้านของชายแดน รวมถึงในด้านสังคมโดยไม่ได้ยึดติดกับดินแดนที่ตั้งว่าอยู่ในส่วนของประเทศใด (หน้า 11)

          ในช่วงปี ค.ศ. 1970 การที่มีกองทัพติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแนวชายแดนทำให้ประเทศไทยสามารถใช้ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้เป็นกันชนและช่วยรักษาความปลอดภัยตลอดแนวชายแดน ในขณะเดียวกัน ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ก็สามารถใช้พรมแดนไทยเพื่อตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาลพม่า และมีส่วนร่วมในการสร้างตลาดมืดระหว่างพรมแดน (หน้า 65-66)

          นโยบายของประเทศไทยต่อชาวไทใหญ่พลัดถิ่นนั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ระหว่างการให้ความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ สลับกับความสำคัญทางการเมือง (หน้า 71) การที่แรงงานชาวไทใหญ่เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของไทยทำให้แรงงานเหล่านี้ถูกมองในฐานะแรงงานมากกว่ามองในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง (หน้า 75)

          การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรชาวไทใหญ่พลัดถิ่นทำให้ต้องขยายพื้นที่พักแรมออกไป ทำให้ชาวไทใหญ่ถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุกและทำลายป่าไม้ (หน้า 83)

          ชาวไทใหญ่อยู่ในสถานะที่ไม่สามารถถอยกลับไปยังรัฐฉาน หรือเดินหน้าสู่ประเทศไทยได้ ทำให้ต้องกลายเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่ตามขอบของทั้ง 2 ประเทศ (หน้า 84)

          เมื่อพูดถึงเรื่องพิธี poi sang long ชาวไทใหญ่จะไม่ถูกมองว่าเป็นแรงงานอพยพที่ผิดกฎหมาย หรือมีผลต่อความมั่นคงของชาติ ในทางกลับกัน กลับถูกมองว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่โดดเด่นอีกกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ทำให้ชาวไทใหญ่สามารถสร้างจุดยืนในสังคมไทยได้ (หน้า 160)

          ในงาน Poi sang long จะมีผู้ที่เข้ามามีบทบาทในการจัดงานทั้งชาวไทใหญ่ หน่วนงานภาครัฐระดับท้องถิ่น รวมถึงคนไทย แต่การจัดงานปีใหม่ไท หน่วนงานภาครัฐและคนไทยจำนวนน้อยมากที่มีส่วนร่วมในการจัด ผู้เข้าร่วมงานก็เช่นเดียวกัน ในงาน Poi sang long จะมีผู้เข้าร่วมงานที่หลากหลายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่ในงานปีใหม่ไทผู้เข้าร่วมงานจะจำกัดอยู่แค่กลุ่มชาวไทใหญ่พลัดถิ่นเท่านั้น (หน้า 165)

Social Cultural and Identity Change

          ถึงแม้ว่าในปัจจุบันชาวไทใหญ่บางส่วนเริ่มหันมาซื้อสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยเพราะสะดวกกว่า แต่ก็ยังคงมีค่านิยในการใช้สินค้าที่ผลิตหรือนำเข้ามาจากบ้านเกิดของตนในรัฐฉานอยู่ (หน้า 100)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

          ชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยไม่ได้รู้สึกยินดีกับการต่อสู้เพื่อเอกราชของชนชาติกะเหรี่ยงของ Karen National Union ในรัฐกะเหรี่ยงเพราะว่าชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยซึ่งส่วนมากเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดามองตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและเครือข่ายของชาวเขาที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย (หน้า 26-27)

          ชายแดนไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เส้นแบ่งในแผนที่ระหว่างรัฐชาติ 2 รัฐ แต่เป็นที่ใดก็ได้ที่มีวัฒนธรรม 2 อย่างที่แตกต่างกันมาอยู่ร่วมกันและเผชิญหน้ากัน (หน้า 28)

          การศึกษานี้เชื่อว่าคนถูกแบ่งออกจากกันด้วยพรมแดน แต่ในขณะเดียวกัน ความต้องการทางเศรษฐกิจทำให้เกิดการค้าขายข้ามพรมแดน ลงทุน และการอพยพของแรงงาน ทำให้ชายแดนกลายเป็นสถานที่ที่คนพยายามจะข้ามจากเหตุผลหลายประการ ทำให้เกิดการขัดแย้งและต่อสู้กับอำนาจรัฐ (หน้า 42)

Google Map

Map/Illustration

1. แผนที่ประเทศพม่าและประเทศเพื่อนบ้าน
2. แผนที่แสดงพรมแดนระหว่างรัฐฉานกับประเทศไทย
3. แผนที่ของดอยไตแลง
4. รูปภาพแสดงจุดตรวจระหว่างทางไปดอยไตแลง
5. รูปภาพแสดงประตูทางเข้าดอยไตแลง
6. รูปภาพแสดงบ้านในส่วนของ IDP ภายในเขตดอนไตแลง
7. รูปภาพแสดงผู้หญิงสานหลังคาบ้าน
8. รูปภาพแสดงการทำไร่กาแฟของชุมชน
9. รูปภาพแสดงศาสนสถานในดอยไตแลง
10. รูปภาพแสดงสินค้าที่ขายในตลาดในดอนไตแลง
11. รูปภาพแสดงพ่อค้าหาบเร่จากรัฐฉาน
12. รูปภาพแสดงสถานีวิทยุในดอนไตแลง
13. รูปภาพแสดงจดหมายจากผู้ฟังชาวไทใหญ่
14. รูปภาพแสดงหนังสือภาษาไทใหญ่ที่ใช้ในโรงเรียน
15. รูปภาพแสดงซีดีและแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ของกองทัพรัฐฉาน
16. รูปภาพแสดง Sanglong ในเครื่องแต่งกายเหมือนเจ้าชาย
17. รูปภาพแสดง Sanglong และผู้ติดตาม
18. รูปภาพแสดงงานวัด ณ วัดป่าเป้า
19. รูปภาพแสดงขบวนแห่ที่ประตูท่าแพ
20. รูปภาพขบวนแห่รอบเมืองเชียงใหม่
21. รูปภาพแสดงกลุ่มแม่บ้านจัดเตรียมอาหารสำหรับงานปีใหม่
22. รูปภาพแสดงการทำ Khao Puk
23. รูปภาพแสดงนายทหารของ SSA-S บนเวทีงานปีใหม่
24. รูปภาพแสดงการแสดงของเหล่านายทหาร SSA-S ในงานปีใหม่
25. รูปภาพแสดงเครื่องรางรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
26. รูปภาพแสดงป้ายประกาศที่มีรูปภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและวีรบุรุษไทใหญ่คือ Sao Sua Khan Fa และ Sao Kham Kai Noi
27. รูปภาพแสดงการถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
28. รูปภาพแสดงธงชาติฉานและพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

Text Analyst กรกนก ศฤงคารีเศรษฐ์ Date of Report 27 เม.ย 2559
TAG ไต คนไต ไตโหลง ไตหลวง ไตใหญ่, ภาคเหนือ, ความเป็นอยู่, อัตลักษณ์, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง