ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลีซู,การต่อสู้,วิถีชีวิต,บ้านไทรงาม, แม่ฮ่องสอน
Author Joseph R. Rickson
Title Community and Identities : The Politics of Place of the Lisu in Northern Thailand
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ลีซู, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)
(เอกสารฉบับเต็ม)
Total Pages 204 หน้า Year 2548
Source Master of Arts(Sustainable Development) Chiang Mai Univesity
Abstract

          เป็นการศึกษาถึงการเมืองและสังคมความเป็นอยู่ของชาวลีซูในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ที่ต้องต่อสู้กับหน่วยงานภาครัฐในเรื่องของสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของที่ดิน และสิทธิ์ในการอาศัยอยู่ในที่ตั้งชุมชนดั้งเดิมของตน และผลกระทบของการจำกัดขอบเขต จัดสรรดินแดนและทรัพยากรต่อเอกลักษณ์ของผู้ที่อาศัยในพื้นที่

          จากการศึกษาพบว่าชาวลีซูมีการรวมตัวกันเป็นหมู่บ้าน ชุมชน และรวมกันเป็นเครือข่ายเพื่อเคลื่อนไหวต่อสู้ เรียกร้องจากภาครัฐทั้งในเรื่องโฉนดที่ดิน และมุมมองของคนไทย ที่มักจะมองว่าชาวลีซูและชาวเขาเป็นผู้ทำลายป่าไม้ แต่ที่จริงแล้ว พวกเขาก็สามารถใช้ภูมิปัญญารักษาป่าไม้ได้เช่นกัน มีการเล่าถึงความเป็นอยู่ของชาวลีซูและความเป็นลีซูที่มีลักษณะแตกต่างจากชนกลุ่มอื่นรวมถึงสภาพปัจจุบันของชาวลีซูที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

Focus

          เน้นการศึกษาถึงการเมืองและสังคมความเป็นอยู่ของชาวลีซูในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยที่ต้องต่อสู้กับหน่วยงานภาครัฐในเรื่องของสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของที่ดิน และสิทธิ์ในการอาศัยอยู่ในที่ตั้งชุมชนดั้งเดิมของตน และผลกระทบของการจำกัดขอบเขต จัดสรรดินแดนและทรัพยากรต่อเอกลักษณ์ของผู้ที่อาศัยในพื้นที่

Theoretical Issues

          ใช้การเก็บข้อมูลหลักจากการสัมภาษณ์สมาชิกภายในชุมชน องค์กร  และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน และนำมาวิเคราะห์ถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในชุมชนด้วยบทความต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าชุมชน เอกลักษณ์และสถานที่เป็นสิ่งที่แสดงได้หลากหลายความหมาย

Ethnic Group in the Focus

เผ่าลีซู แม่ฮ่องสอน ภาคเหนือ

Language and Linguistic Affiliations

          ชาวลีซูพูดภาษาในกลุ่มของทิเบต-พม่า และอยู่ในกลุ่มยย่อยโลโล (Lolo) มีการศึกษาพบว่าชาวลีซูมีภาษาถิ่น 5 แบบ แต่ชาวลีซูในประเทศไทยพูดเพียงแค่แบบเดียวซึ่งมีการผสมภาษาจีนยูนนานเข้ามาด้วย (หน้า 16)

          ในภาษาลีซู wa หมายความว่าสถานที่ซึ่งไม่มีขอบเขตชัดเจน ขึ้นกับความเข้าใจและข้อสมมติฐานร่วมกันของพื้นที่ที่ตั้งหมู่บ้านเชื่อมกับโลกของจิตวิญญาณและความเชื่อ (หน้า 61)

          ภาษาไทใหญ่ คำเมืองและไทยภาคกลางเป็นภาษาที่คนส่วนใหญ่ในปายสามารถพูดได้ นอกเหนือจากภาษาประจำเผ่าของตน ขึ้นกับการศึกษาและการติดต่อค้าขาย (หน้า 71)

          Ja zu เป็นคำที่มาจากภาษาจีนซึ่งชาวลีซูได้นำมาปรับใช้ในความหมายของกลุ่มของบ้านเรือนที่อยู่ร่วมกัน แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์แต่ละคน ความสัมพันธ์กับชุมชน และ
ความสัมพันธ์กับ apa mo หรือจิตวิญญาณกับโลกมนุษย์ (หน้า 101)

          Ja ku แปลว่าที่อยู่ Za me แปลว่านาข้าว e da ma ja zu แปลว่าป่าชุมชน (หน้า 119)

          ที่ดินสำหรับดวงวิญญาณต่างๆ เรียกว่า nee kur ที่ดินสำหรับมนุษย์เรียกว่า ngua kur และที่ดินที่ตระกูลอื่นครอบครองเรียกว่า yaw kur (หน้า 119)

          ชาวลีซูไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ชัด (หน้า 156) ชาวลีซูสามารถพูดภาษาของชนเผ่าอื่นได้ เช่น ลาหู่ กะเหรี่ยง ไทใหญ่ ไทย แต่มีแค่คนลีซูเท่านั้นที่สามารถพูดภาษาลีซูได้ (หน้า 182)

Study Period (Data Collection)

ตุลาคม 2546 – พฤษภาคม 2547

History of the Group and Community

          ถิ่นกำเนิดของชาวลีซูยังมีที่มาค่อนข้างคลุมเครือแต่ว่ามีเรื่องเล่า ตำนาน เพลง และพิธีกรรมของชาวลีซูแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของชาวลีซูตั้งแต่มณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน รัฐอัสสัมของอินเดีย รัฐฉานและคะฉิ่นของพม่า และภาคเหนือของไทย แต่หลังจากการแบ่งเขตประเทศและการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของแต่ละประเทศ ทำให้ชาวลีซูในประเทศไทยไม่ได้มีการติดต่อกับชาวลีซูที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่นเลย แสดงให้เห็นถึงการแยกตัวออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ของแต่ละกลุ่มหมู่บ้าน ทำให้เกิดการเรียกกลุ่มที่อาศัยในประเทศไทยว่า ลีซูไทย (Lisu – Thai ) ซึ่งพบเฉพาะภายในประเทศไทยเท่านั้น (หน้า 15-16,60)

          ในช่วงก่อนที่จะเกิดประเทศไทย ชาวลีซูได้รับอิทธิพลจากชาวจีนยูนนานและไทใหญ่ (หน้า 16) 

          มีแนวคิดว่าชาวลีซูอพยพเข้ามาประเทศไทยจากประเทศพม่าในช่วงต้นศตวรรตที่ 20 ผ่านทางดอยแม่สลองเข้ามายังจังหวัดเชียงราย และได้ตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทั้งภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก พะเยา สุโขทัย ลำปาง กำแพงเพชร เพชรบูรณ์และแพร่ (หน้า 61)

          ในอดีต (ปีค.ศ. 1318) กษัตริย์เชียงใหม่ได้นำทัพมายึดครองเมืองปาย (บ้านดอนในสมัยนั้น) ได้สำเร็จโดย Pa Lar Lan Na ผู้ปกครองชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ก่อนได้ยอมแพ้ แต่ขอให้ตนได้อาศัยอยู่ในเมืองต่อไป ทำให้มีกลุ่มคน 2 กลุ่มหลักที่อาศัยอยู่ในเมืองคือชาวไทใหญ่ อาศัยอยู่ทางด้านตะวันตก และชาวไทยญวณ ทางด้านทิศตะวันออก จนถึงปัจจุบัน (หน้า 68) ในปี ค.ศ. 1900 ได้มีประกาศให้เมืองปายและอีก 3อำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางของประเทศไทย (หน้า 71)

          ในอดีต พื้นที่ตั้งของบ้านไทรงามเป็นที่อยู่ของเผ่าลัวะ มาก่อน สังเกตได้จากเครื่องปั้นดินเผาที่พบตามถ้ำรอบๆ หมู่บ้านและสุสานที่สร้างจากหินเรียงซ้อนกันเป็นรูปโดมสูงระดับเอว (หน้า 94)

          หมู่บ้านเดิมของชาวลีซูที่อาศัยอยู่ในบ้านไทรงามนั้นตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1973 เรียกว่า Tang Ngo ห่างจากที่ตั้งปัจจุบันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 2กิโลเมตร ในปี ค.ศ. 1981Pho Yee Ko Lao Yee Pa พร้อมครอบครัวได้ย้ายจากหมู่บ้านเดิมมายังบ้านไทรงามในปัจจุบัน เนื่องจากว่าที่ดินในหมู่บ้านเดิมมีไม่พอทำกิน เดิมพื้นที่ตั้งของบ้านไทรงามเป็นหมู่บ้านของชาวไทใหญ่ที่เรียกว่า Ba Tha Ngua และ Pho Yee Ko Lao Yee Pa ได้ซื้อที่ดิน 10 ไร่ในราคา 7,500 บาท เพื่อเริ่มตั้งชุมชนและเมื่อขายที่ดินให้กับชาวลีซูแล้ว ชาวไทใหญ่ก็ได้ย้ายออกจากบริเวณนี้ ในตอนแรกมีครอบครัวที่เริ่มต้นย้ายมายังที่ตั้งใหม่จำนวน  4ครอบครัว (หน้า 94-95) บ้านไทรงามได้รับการรับรองเป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1986 (หน้า 98)

Settlement Pattern

          ไม่มีการสร้างประตูทางเข้าเวลาเข้าบ้านของชาวลีซู แต่มีการสร้างรั้วล้อมรอบศาลของ apa mo(apa mo hee) และมีทางเข้าชัดเจน (หน้า 64)

          เชื่อว่าชาวลีซูอาศัยอยู่ในแถบภูเขาที่มีป่าดงดิบปกคลุมที่ความสูงงระหว่าง 1,200-1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ในแม่ฮ่องสอนมีการสำรวจพบว่าชาวลีซูอาศัยอยู่ในที่ราบ ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื่อว่าเป็นที่อาศัยของไทยญวน มีการตั้งถิ่นฐานอยู่ใหญ่ตลาดภายในเมือง ซึ่งเป็นลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชาวกะเหรี่ยง คมูและลั้วะ (หน้า 77-78)

          ชาวลีซูเลือกตั้งถิ่นฐานในบริเวณพื้นที่รับน้ำ ทำให้ถูกมองว่าเป็นคนที่ทำให้ป่าเสื่อมโทรม (หน้า 78)

          มีการตั้งโรงเรียนภายในชุมชน บนที่ดินที่บริจาคโดย 2ครอบครัวภายในหมู่บ้าน (หน้า 96)

          สิ่งก่อสร้างถาวรอย่างแรกที่ต้องมีของหมู่บ้านคือศาลของ apa mo (apa mo hee) ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งในเนินเขาที่สามารถมองมายังหมู่บ้านได้ ถ้าเกิดไม่มีการสร้าง ศาลเจ้าเหล่านี้ ก็จะไม่สามารถตั้งชุมชนได้ (หน้า 102)

          มีการสร้างโบสถ์ทางด้านทิศตะวันออกของชุมชน (หน้า 104)

          ในบ้านไทรงามมีถนนเพียงเส้นเดียว และตัดผ่านหมู่บ้าน บ้านทุกหลังจะหันหน้าไปทางทิศใต้ หนีออกจาก apa mo hee ในกลางหมู่บ้านจะมีห้องประชุม และมีนาข้าว ไร่ข้าวโพด และกระเทียมอยู่รอบๆ หมู่บ้าน (หน้า 118)

          บ้านไทรงามมีแม่น้ำไหลผ่าน ซึ่งแบ่งพื้นที่ฟากหนึ่งของแม่น้ำเป็นอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำแดง apa mo hee ป่าชุมชน สุสาน บ้านเรือน และโรงเรียน ในอีกฟากจะเป็นทัตั้งของทุ่งนา ไร่ข้าวโพด กระเทียม ฯลฯ ป่าที่เป็นที่อาศัยของดวงวิญญาณ ถนน และทางเข้าเมือง (หน้า 122)

Demography

ชาวลีซูถูกจัดให้เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียว ไม่มีการเคลื่อนย้าย และเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (หน้า 1)

ปัจจุบันมีชาวลีซูมากกว่า 38,299 คนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ประกอบด้วย 155 หมู่บ้านและ 6553 หลังคาเรือน และภายในจังหวัดเชียงใหม่มีชาวลีซูอาศัยอยู่ 17,946 คนหรือคิดเป็น 47% ของประชากรลีซูทั้งหมด (หน้า 15-16,61-62)

ในบ้านไทรงามประกอบด้วย 61หลังคาเรือน 268 คน เป็นผู้ชาย 145 คนและผู้หญิง 123 คน มี 47 คนที่อายุระหว่าง 1-10 ปี 121 คนระหว่าง 10-30 ปี และ 100 คนที่อายุระหว่าง 30-60 ปี มีหลายครอบครัวที่ได้ย้ายเข้าและย้ายออกจากชุมชนในช่วงปีก่อนหน้าการสำรวจ (หน้า 29-30,111)

มีหลักฐานว่าชาวลีซูอพยพมาจากทางภาคใต้ของประเทศจีนและภาคเหนือของพม่า ก่อนเข้ามาตั้งหมู่บ้านภายในแถบเทือกเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย (หน้า 58)

ผู้ที่อาศัยอยู่ในปายดั้งเดิมคือชาวไทใหญ่ (หน้า 71)

ลีซูมีการอพยพย้ายถิ่นฐานหลายที่และจดจำที่มาของเผ่าตนว่าสัมพันธ์กับหลายสถานที่ (หน้า 75)

เชื่อว่าชาวลีซูเพิ่งอพยพเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณ 60-80 ปีที่แล้ว (หน้า 76)

แล้วจึงมีการตั้งชุมชน มีชาวลีซูอพยพเข้ามายังบ้านไทรงามจากหลากหลายจังหวัด เช่นอำเภอเชียงดาวและอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน (หน้า 95)

เหตุผลในการพิจารณาย้ายถิ่นฐานของชาวลีซู คือการไม่มีที่ดินเพียงพอ การมีข้อพิพาทระหว่างบุคคลและครอบครัว การไม่มีน้ำใช้ และการถูกจำกัดที่ดิน (หน้า 101) คำถามแรกที่ชาวลีซูจะคิดถึงก่อนที่จะย้ายไปยังพื้นที่ใหม่คือว่าพวกเขามีญาติสนิทหรือเพื่อนในที่นั้นหรือไม่ (หน้า 102)

การอพยพอย่างต่อเนื่องของชาวลีซูมีการแอบแฝงความรู้สึกที่ว่าเผ่าตนเองไม่มีที่ดินหรือประเทศเป็นของตนเองอยู่ด้วย (หน้า 103)

การอพยพเข้าเมืองไปทำงาน เริ่มขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1993 โดยอพยพเข้าไปทำงานในโรงงาน สวนผลไม้ หรืองานก่อสร้างในจังหวัดเชียงใหม่และเมืองปาย ต่อมาในปี ค.ศ. 1997 ผู้หญิงเริ่มอพยพเข้าไปในชุมชนเพื่อขายสินค้าหัตถกรรม และปีค.ศ. 1999 เป็นปีแรกที่มีเด็กหญิงย้ายเข้าไปทำงานในเมืองแบบเต็มเวลา จนถึงปัจจุบัน ยังมีเด็กรุ่นใหม่จำนวนมากที่ทะยอยย้ายออกจากหมู่บ้าน (หน้า 163,166)

Economy

          มีการแบ่งที่ดินเป็นผู้ชายและผู้หญิงด้วยการใช้เครื่องหมายบอกทิศ ซึ่งเป็นสิ่งที่สืบทอดผ่านการอพยพจากยูนนานมายังพม่าและประเทศไทย (หน้า 61)

          ชาวลีซูมีการปลูกกระเทียมเป็นพืชเศรษฐกิจหลักภายในชุมชน และมีการส่งเสริมให้ปลูกยางพาราจากนโยบายของรัฐบาล (หน้า 84-85)

          มีชุมชนชาวลีซูหลายชุมชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทิ้งสิ่งปฏิกูล ขยะ และสารเคมีลงในแม่น้ำ (หน้า 86)

          มีชาวลีซูอย่างน้อย 2กลุ่มที่ขายสินค้าหัตถกรรมอยู่ภายในตัวเมืองปาย ซึ่งแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่มีสถานที่ขายแน่นอน มีการตั้งร้านเป็ลหลักหแหล่งตามหน้า guesthouse ร้านอาหาร สถานีขนส่งเป็นต้น มีการจ่ายค่าเช่าที่ให้กับเจ้าของพื้นที่ ยกเว้นกลุ่มที่ตั้งร้านอยู่หน้าธนาคารและสถานีขนส่งที่ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ และกลุ่มที่เร่ขายไปเรื่อยๆ (หน้า 89,170-171) โดยชาวลีซูถือเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มต้นการขายสินค้าหัตถกรรมเหล่านี้ให้กับนักท่องเที่ยว (หน้า 173)

          ชาวลัวะมีการทำเกษตรกรรมแบบไร่เลื่อนลอยและย้ายถิ่นฐานไปรอบๆ ในขณะที่ชาวไทใหญ่ ละฮุ และลีซูทำการเพาะปลูกหมุนเวียน (หน้า 94,153)

          ชาวลีซูได้รับเงินวันละ 12 บาทในการทำงานให้กับบริษัทปางไม้ในจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงที่มีนโยบายสนับสนุนการค้าไม้ของรัฐบาล ปีค.ศ. 1972 (หน้า 94)

          ชาวลีซูในบ้านไทรงามเชื่อว่าที่ดินบริเวณที่ตั้งของชุมชนนี้ดีสำหรับการปลูกข้าว ฝิ่น และ ข้าวโพด ซึ่งจะทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดี (หน้า 95) ที่ดินที่ซื้อมาในการตั้งชุมชนนั้น ถูกแบ่งกันภายใน 4ครอบครัวที่บุกเบิกหมู่บ้านใหม่ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ทั้ง 4ครอบครัวก็ยังคงเป็นผู้ที่ถือครองที่ดินส่วนมากภายในหมู่บ้าน  มีการแบ่งที่ดินให้กับสมาชิกในครอบครัวและครอบครัวอื่นที่ไม่มีที่ดิน เพื่อปลูกบ้าน และเพาะปลูกข้าวและข้าวโพด (หน้า 95)

          ในปัจจุบันชาวลีซูไม่ได้ปลูกฝิ่น แต่เปลี่ยนไปปลูกข้าว พริกและกระเทียม มีการเลี้ยงหมู ไก่ และวัว (หน้า 98)

          มีการสร้างโรงสีข้าวขึ้นภายในหมู่บ้าน และมีการตัดถนนทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านในปี ค.ศ. 1989 (หน้า 98)

          ในอดีตชาวลีซูในหมู่บ้านจะต้องตำข้าวเองทุกวัน ให้พอสำหรับการรับประทาน 2-3 มื้อ เพราะว่าไม่มีเวลาพอสำหรับการตำข้าวที่นานกว่านั้น และการเดินทางมายังบ้านไทรงามนั้นต้องมาด้วยการเดินเท้าเท่านั้น ไม่มีถนน (หน้า 98)

          มีการสานตะกร้าด้วยไม้ไผ่และผลิตสินค้าหัตถกรรมสำหรับขายให้นักท่องเที่ยวในเมืองปายและเชียงใหม่ (หน้า 100,155)

          ลีซูมีการแบ่งที่ดินออกเป็น ที่ดินเย็น (a ja muew) สำหรับใช้ปลูกฝิ่น และที่ดินร้อน (lu muew) ใช้ในการปลูกข้าวและข้าวโพด ซึ่งการมีที่ดินทั้ง 2แบบเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับหมู่บ้านลีซูหนึ่งๆ (หน้า 102)

          ในทุกๆเช้าจะมีคนไทยมาขายของภายในหมู่บ้านโดยตั้งเป็นตลาดเล็กๆ ขายส้มตำและลูกชิ้น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีชาวม้งมาขายส้ม และคนไทยมาขายจักรเย็บผ้า ในบางครั้งจะมีชาวลีซูจากหมู่บ้านอื่นหรือชาวกะเหรี่ยงมาขายเนื้อหมูและหมู ชาวละฮุมีการค้าขายกับบ้านไทรงามเพียงเล็กน้อยโดยขายเครื่องจักสานจากไม้ไผ่ (หน้า 110)

          ในอดีต บ้านไทรงามไม่มีการล้อมรั้วระหว่างแต่ละบ้าน ทุ่งนาและสถานที่เพาะปลูกจะอยู่ห่างจากหมู่บ้านหลายกิโลเมตร แต่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีมาตรการเกี่ยวกับป่าไม้ทำให้ต้องย้ายทุ่งนาและข้าวโพดมาปลูกบริเวณรอบๆ หมู่บ้าน และเพื่อป้องกันไม่ให้หมูที่เลี้ยงไว้มากัดกิน จึงต้องมีการกั้นเป็นคอกๆ มีการกั้นรั้ว (หน้า 121)

          มีการถ่ายมอบที่ดินแบบไม่เป็นทางการให้แก่ผู้ที่อพยพเข้ามาใหม่ในหมู่บ้าน (หน้า 122)

          บ้านไทรงามมีพื้นที่ 1473 ไร่สำหรับการเพาะปลูก 300 ไร่สำหรับที่อยู่อาศัย 8000 ไร่สำหรับป่าสงวน และ 3000 ไร่สำหรับป่าชุมชน (หน้า 128)

          ในปัจจุบันมีเขตความยาว 1 เมตรของแม่น้ำเป็นเขตรักษาพันธุ์ปลา (หน้า 130)

          โทรศัพท์ได้เข้ามาถึงบ้านไทรงามเมื่อปีค.ศ. 1998 ก่อนหน้าที่จะมีโทรศัพท์ การรับข้อมูลข่าวสารจะผ่านทางวิทยุ (หน้า 141) มีการนำ solar cell เข้ามาในหมู่บ้านในปีค.ศ. 1997 (หน้า 141)

          ผู้หญิงลีซูที่จะออกไปขายสินค้าในตลาดจะเริ่มการขายตั้งแต่เช้าถึงเย็น โดนการนั่งและวางสินค้าบนเสื่อบนถนนเส้นหลักของเมืองหรือตามสถานที่ที่มีคนอยู่เยอะๆ

          ปัจจุบันมีบางหมู่บ้านที่บริษัททัวร์จะนำนักท่องเที่ยวมายังหมู่บ้านโดยตรง เช่น Ban Pang Tai  ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่และสมาชิกในหมู่บ้านมักจะทำสินค้าหัตถกรรม ของที่นำมาวางขายเช่นกำไลข้อมือ สร้อยคอ ไม้แกะสลักรูปช้าง เสื้อยืด “เรารักประเทศไทย” ผ้าทอ เป็นต้น (หน้า174)

Social Organization

          ชาวลีซูมีทั้งชื่อไทยและชื่อลีซู โดยจะใช้ชื่อไทยในเอกสารต่างๆ เช่นบัตรประชาชน แต่พบว่า ชาวลีซูส่วนมากรู้สึกว่าการจำชื่อไทยเป็นเรื่องที่ยาก และไม่สามารถจำได้ ในการตั้งชื่อลีซูนั้นจะมีแบบแผนในการตั้งชื่อโดยเรียงตามลำดับการเกิดของลูกแต่ละคน (หน้า 28,167)

          ลีซูแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือลีซูขาว (Pae) ลีซูลาย (Flowery Lisu- hua lisu) และลีซูดำ (hae) ตามเครื่องแต่งกายและภาษาถิ่น ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นลีซูที่อยูในกลุ่มลีซูลาย ลีซูที่อาศัยอยู่ทางตอนบนของภาคเหนือจะเรียกตัวเองว่า Gapumusu และลีซูที่อาศัยอยู่ทางตอนล่างของภาคจะเรียกตัวเองว่า Upumusu (หน้า 61)

          ลีซูให้นิยามอาณาเขตของเผ่าตนผ่านทางการปฏิบัติพิธีกรรม เช่นการสร้างแพไม้ไผ่ (Ko pur) เพื่อส่งวิญญาณชั่วร้ายออกนอกหมู่บ้าน เป็นต้น (หน้า 75)

          ชาวลีซูในหมู่บ้านจะรวมกันอยู่ภายใต้ความจงรักภักดีต่อผู้นำหมู่บ้านคนเดียวกัน นักบวช (moh muer) คนเดียวกัน และเทพพิทักษ์หมู่บ้าน (apa mo) องค์เดียวกัน (หน้า 103)

          เมื่อชาวลีซูเจอหน้ากันครั้งแรกจะทักทายด้วยการถามตระกูลทั้งทางพ่อและทางแม่ก่อน เพื่อว่าจะได้ตัดสินใจเลือกใช้คำสรรพนามที่เหมาะสม ในเทศกาลปีใหม่หรืองานสำคัญต่างๆที่ชาวลีซูจะมีการเต้นรำพื้นเมือง คำถามแรกที่ผู้ชายจะถามผู้หญิงก่อนก็คือมาจากตระกูลอะไร เนื่องจากชายและหญิงจากตระกูลเดียวกันไม่สามารถจับมือกันได้ (หน้า 110)

          บางครอบครัว โครงสร้างของครอบครัวนั้นไม่ได้ขึ้นกับการแต่งงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกเช่น การมีส่วนร่วมของ NGO และช่องทางการติดต่อซื้อขายในเมืองปายและจังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 113)

          มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารภายในชุมชนผ่านการพูดประกาศในห้องประชุม มีการประชุมระหว่างสมาชิกในหมู่บ้านตามแต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งชุมชน และต้องการการอธิบายหรือความเห็น มีการติดประกาศกฎของการอยู่ภายในชุมชนไว้ภายในที่ประชุม (หน้า 125)

Political Organization

          กลุ่มชาวเขาและ NGO ได้มีการรวมกลุ่มทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองและเป็นตัวแทนของกลุ่มชาวเขา (หน้า 9)

          ในการชุมนุม ผู้ที่ช่วยเหลือในการเริ่มคือเหล่านักวิชาการและ NGO ทำให้สามารถประสานงานและบริหารการชุมนุมได้ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มีบทบาทในการเคลื่อนไหวตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับประเทศ สิ่งที่ชาวลีซูต้องการจากรัฐบาลคือการให้สิทธิ์ชาวบ้านในการจัดการและควบคุมทรัพยากรในท้องถิ่นของตน และสิทธิ์ในการเลือกการพัฒนาที่เหมาะสมกับชุมชนของตนเอง (หน้า 13)

          ปัจจุบันมีหมู่บ้านลีซู 10 หมู่บ้านรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายลีซูแม่ฮ่องสอน (Lisu network of Mae Hong Son) ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ. 1995(หน้า 22,133)

          ในปัจจุบันมีสมาชิกในหมู่บ้านไม่กี่คนที่มีความสัมพันธ์ของ NGO และสามารถเข้าร่วมประชุมเครือข่ายลีซูแห่งแม่ฮ่องสอน โดยปัจจุบันมีคนจากตระกูลของ Lao Yee Pa ซึ่งก็ดำรงตำแหน่งบริหารของ NGO หนึ่งด้วยเช่นกัน มีชาวบ้านเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่มีส่วนร่วมในระดับเครือข่าย (หน้า 99,106,114)

          ในปัจจุบันชาวลีซูในบ้านไทรงาม ไม่มีสิทธิ์ทางกฎหมายในที่ดินของตน (หน้า 103)

          ผู้นำหมู่บ้าน (pho luang) จะได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกในหมู่บ้าน ซึ่งมักจะเลือกจากความสามารถและลักษณะนิสัย ชื่อเสียงในชุมชน และความสามารถในการใช้ภาษาไทย  เป็นตำแหน่งที่ต้องรู้จักการวางตัวทั้งในฐานะของตัวแทนชุมชน และตัวแทนของรัฐบาลให้เหมาะสม (หน้า 114)

          ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้จักกับ NGO ที่ทำงานในพื้นที่แต่มีเพียงส่วนน้อยที่รู้ว่ากิจกรรมที่ NGO ทำนั้นคืออะไร (หน้า 114)

          ผู้อาวุโสในหมู่บ้าน (Cho mo cho ti) มีหน้าที่แก้ไขปัญหาภายในครอบครัวและภายในชุมชน รวมถึงอยู่ในฐานะของคนไกล่เกลี่ยและให้คำแนะนำในการจัดงานต่างๆ เช่นงานปีใหม่ (หน้า 115)

          คณะกรรมการหมู่บ้านประกอบด้วยสมาชิกถาวร 7คน ผู้ชาย 5 คนและผู้หญิง 2 คน รวมกับผู้อาวุโสภายในชุมชนซึ่งดำรงตำแหน่งต่างๆ เช่น Pho luang, ตัวแทน SAO ฯลฯ มีการแบ่งการทำงานออกเป็นฝ่ายการเมือง ฝ่ายวัฒนธรรมและการศึกษา ฝ่ายการเงิน ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ฝ่ายผู้นำในงานพิธี ฝ่ายสังคม ฯลฯ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและส่งเสริมการพัฒนาในชุมชน (หน้า 116)

          ชาวลีซูเคยมีปัญหากับหน่วยงามของกรมป่าไม้เมื่อกรมป่าไม้ต้องการมาตั้งสำนักงานบนที่ดินของบ้านไทรงาม แต่ว่าชาวลีซูก็ได้รวมกลุ่มกันต่อสู้ และติดต่อองค์กรสิทธิมนุษยชน จนทำให้ได้รับค่าชดเชยบางส่วน (หน้า 131-133)

          ชาวบ้านได้มีการตั้งจุดตรวจและกั้นถนนทั้งทางเข้าและทางออกจากหมู่บ้าน และมีอาสาสมัครผู้ชายในชุมชนผลัดเปลี่ยนกันมายืนเฝ้า เพื่อรักษาความสงบให้กับหมู่บ้าน (หน้า 134)
ปัจจุบันหมู่บ้านไทรงามถือเป็นหนึ่งในหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งตามนโยบายของรัฐบาลเนื่องจากไม่มีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้ชุดทหารที่เคยถูกส่งมาดูแลด้านยาเสพติด ย้ายออกนอกพื้นที่ (หน้า 135)

          ชาวบ้านในบ้านไทรงามทุกคนถือสัญชาติไทย แต่ไม่มีสิทธิ์ในการได้รับโฉนดที่ดิน (หน้า 136)

          ในอดีตหมู่บ้านหลายหมู่บ้านไม่มีการตั้งองค์กรและไม่มีผู้นำอย่างเป็นทางการ แต่กลับอยู่กันอย่างค่อนข้างเป็นเอกเทศต่อกันในทางการเมือง ผูกพันกันเพียงผิวเผินผ่านทางองค์กรของภาครัฐ และไม่มีการรวมกลุ่มกันมากกว่าระดับหมู่บ้าน (หน้า 152)

          มีการส่งตัวแทนชาวลีซูลงรับสมัครเลือกตั้งของระดับอำเภอ (หน้า 179-180)

Belief System

          มีการจัดพิธี e da ma lua หรือพิธีบวชป่าของชาวลีซู เพื่อสนับสนุนการปกป้องป่าไม้ของชุมชนที่เพิ่งจัดตั้ง มีการตั้งสัญลักษณ์ของพิธีกรรมในเช้าของวันงานในขณะที่แขกทยอยมายังงาน  ผู้อาวุโสในชุมชนร้องเพลงสวดมนต์ มีการถวายหมู ตกแต่งต้นไม้ด้วยผ้าสีเหลืองเหมือนการบวชในศาสนาพุทธและสัญลักษณ์ ta leo ที่ทำจากไม้ไผ่สาน เพื่อแสดงว่าต้นไม้ได้ถูกคุ้มครอง พิธีกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าชาวลีซูสามารถรักษาป่าไม้ได้ (หน้า 14)

          Apa mo เป็นเทพผู้พิทักษ์ของหมู่บ้าน ed dama เป็นเทพแห่งป่าไม้ e ja nea เป็นเทพแห่งสายน้ำ ทั้งสามองค์เป็นเทพผู้พิทักษ์ที่เผ่าลีซูเคารพไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในเขตประเทศอะไร มีการสร้างรั้วรอบศาลเจ้าของหมู่บ้าน และมีถ้วยบรรจุเหล้าข้าวโพดวางอยู่บนหิ้งภายในบ้านเพื่อบูชาดวงวิญญาณบรรพบุรุษ (หน้า 58) เมื่ออาณาเขตของชาวลีซูถูกบุกรุก จะถือว่าเป็นการละเมิดวิญญาณบรรพบุรุษ (apa mo) ที่อยู่ภายในจิตใจของชาวลีซู (หน้า 61)

          ชาวลีซูมีการนับถือศาสนาพุทธ มีการพกเส้นผมของพระพุทธเจ้าไว้ภายในถุงเล็ก,ศาสนาคริสต์ มีภาพของพระเยซูอยู่ภายในบ้าน (หน้า 62)

          ในบ้านไทรงามมีการทำพิธีระลึกถึงวิญญาณแห่งภูเขาในพม่าและดอยหลวงในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างงานปีใหม่ (Chae loseu pha) (หน้า 63)

          ชาวลีซูมีการจุดเทียนไขบนแท่นบูชาภายในบ้านเพื่อใช้สำหรับเคารพบรรพบุรุษและสิ่งเหนือธรรมชาติในความเชื่ออื่น (bya su nei) ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติที่นำมาจากศาสนาพุทธและ
ชาวไทใหญ่ (หน้า 63)

          ต้น som poi เป็นต้นไม้ที่เชื่อว่าบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในการทำพิธีทำความสะอาดเพื่อให้วิญญาณมนุษย์หลุดพ้นจากวิญญาณอันชั่วร้ายซึ่งเหมือนกับการปฏิบัติในศาสนาพุทธ (หน้า 63)

          ความเชื่อเบื้องต้นของชาวลีซูประกอบด้วย apa mo (ผู้ปกป้องหมู่บ้าน) E da ma (ผู้ปกป้องป่าไม้) Wu sap ha (พระเจ้า) วิญญาณอื่นๆ และวิญญาณบรรพบุรุษ (หน้า 64)

          ในงานเทศกาลปีใหม่ ชาวลีซูจะมีพิธีแสดงความเคารพของผู้ปกป้องป่าไม้ (e da ma)ในวันที่ 3 ของเทศกาล โดยทุกคนที่เข้าร่วมในงานพิธีจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดของตน ผู้หญิงสามารถเข้าร่วมงานได้แต่ต้องไม่อยู่ในกลุ่มข้อห้าม (หน้า 64)

          มีการสร้างแพไม้ไผ่ (Ko pur) เพื่อส่งวิญญาณชั่วร้ายออกนอกหมู่บ้าน โดยจะนำแพออกไปวางบนถนนที่ออกจากหมู่บ้านเพื่อให้วิญญาณชั่วร้ายออกจากหมู่บ้านไปยังเมือง (หน้า 75)

          พิธี Mue kua เป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อคืนป่าไม้ให้กลับสู่จิตวิญญาณ (หน้า 82)

          Apa mo มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม เช่นเวลามีม้าตกลูกหรือเด็กเกิดใหม่ในชุมชน ก็มีการนำไก่ไปถวาย เวลามีผู้อพยพเข้ามาใหม่ในชุมชนก็จะต้องพามาหา เวลาที่คนในชุมชนจะเดินทางออกนอกหมู่บ้านไม่ว่าจะระยะเท่าใดก็จะต้องมีการบอกกล่าว apa mo จะได้รับการถวายเนื้อของหมูตัวแรกในแต่ละครอก และเป็นสิ่งสำคัญในการทำพิธีกรรมเรียกขวัญ (หน้า 102)

          ชุมชนลีซูจะต้องมีอย่างน้อย 3ตระกูลจึงจะสามารถตั้งศาล Apa mo hee ได้ เพราะเป็นเงื่อนไขที่มีความสำคัญต่อการแต่งงานและพิธีกรรม แต่ละตระกูลจะมีการรับถือวิญญาณที่แตกต่างกันออกไป แต่ว่าจะต้องมีการนับถือและประกอบพิธีกรรมสำหรับ apa mo และ e da ma เสมอ (หน้า 102)

          ชาวลีซูสามารถประกอบพิธีเรียกขวัญให้กับคนทุกกลุ่มทุกเผ่า (หน้า 103)

          ในการจัดพิธีทำความสะอาดหมู่บ้านจากวิญญาณชั่วร้าย จะมีการนำเลือดไก่มาตั้งไว้หน้าทางเข้าหมู่บ้านและบนถนนออกนอกหมู่บ้าน (หน้า 103)

          มีการกำหนดวันพักผ่อนทุก 15 วันโดยนักบวช ซึ่งคนในหมู่บ้านจะไม่ทำไร่ (หน้า 104)

          ปัจจุบันมีคนนับถือศาสนาคริสต์ประมาณ 108 คนในบ้านไทรงาม (หน้า 104)

          จะมีการทำนายโดย nee pha ด้วยม้ามหมูในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปในชุมชน เช่นสิ่งแวดล้อม สังคม ปัญหา และการประสบความสำเร็จของคนในชุมชน ก็มักจะถูก nee pha ทำนายไว้ก่อนแล้ว ในการทำนายนั้นไม่จำกัดสถานที่ ผู้ที่สามารถอ่านคำทำนายจากกระดูกไก่หรือม้ามหมูก็สามารถทำนายได้ (หน้า 104)

          ปฏิทินของชาวลีซู จะมีการใช้สัตว์เป็นตัวแทนของแต่ละวัน (หน้า 115)

          ก่อนที่จะมีการย้ายหมู่บ้านไปยังที่ใหม่หรือตั้งหมู่บ้านใหม่ได้นั้น จะต้องมี moh mue (นักบวชประจำชุมชน) ซึ่ง apa mo จะเป็นผู้เลือก และเมื่อถูกเลือกแล้วจะมีหน้าที่ในการดูแล
ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษและ apa mo และปฏิบัติหน้าที่ในงานพิธีกรรมต่างๆ ในขณะที่ nee pha จะเป็นผู้ติดต่อระหว่างโลกของจิตวิญญาณ (หน้า 116)

          เวลามีเด็กคลอดในชุมชนจะต้องมีการบอก apa mo และให้ apa mo ตั้งชื่อให้ และในงานปีใหม่ จะมีการทำความเคารพ apa moตลอดพิธีกรรม (หน้า 117)

          ศาลของ e da ma จะตั้งยู่สูงกว่า apa mo และนอกถนนที่มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านถัดไป ประมาณ 1 กิโลเมตรจากบ้านไทรงาม และอยู่ในจุดที่มองเห็นทั้งหมู่บ้านและหุบเขารอบๆ (หน้า 117)

          การมีชู้เป็นเรื่องต้องห้ามภายในชุมชน เนื่องจากว่าจะทำให้วิญญาณบรรพบุรุษโมโห ถ้าเกิดว่ามีการพบเข้า จะมีการจัดพิธีกรรมใหญ่เพื่อขอขมาต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ แต่ถ้าเกิดว่าเป็นกรณีผู้ชายลีซูกับผู้หญิงละฮุนั้นถือว่าไม่เป็นไร เพราะการกระทำนั้นอยู่นอกขอบเขตของ apa mo หมู่บ้าน (หน้า 119)

          มีการประกอบพิธีสำหรับเทพผู้ดูแลแม่น้ำ โดยจัดขึ้นที่ริมตลิ่งของแม่น้ำและแหล่งเก็บน้ำของแต่ละครัวเรือน ถ้าเกิดว่าไม่ทำพิธีกรรมนี้อย่างน้อยปีละครั้ง จะทำให้ผู้คนในหมู่บ้านล้มป่วย เวลามีการสร้างบ้านจะต้องมีการทำความเคารพ e da ma เพราะตนได้ตัดต้นไม้เพื่อนำมาสร้างบ้าน และสำหรับบ้านที่มีหิ้งบูชาจะต้องมีการทำความเคารพบรรพบุรุษด้วย (หน้า 120)

          เวลามีการจัดงานเฉลิมฉลอง จะมีการติดสัญลักษณ์ไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้านและพื้นที่โดยรอบเพื่อแจ้งให้ทุกคนทั้งในและนอกชุมชนได้รับรู้ มีสัญลักษณ์ตาเหยี่ยวอาบด้วยเลือดไก่ติดไว้เพื่อแสดงการห้ามผ่านเข้าออก และบอกขอบเขต เวลาที่มีปัญหารุนแรงเกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน จะมีการติดสัญลักษณ์อันหนึ่งไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน อันที่สองติดที่ถนนที่มุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน  อันที่สามติดที่หลังโรงเรียน และอันที่สี่ติดที่นอกหมู่บ้าน นอกจากนั้นสัญลักษณ์ตาเหยี่ยวยังใช้ติดหน้าบ้านหญิงที่เพิ่งคลอดบุตรเพื่อแสดงว่ามีจิตวิญญาณแรงกล้าอยู่ภายในบ้าน (หน้า 124)

          การทำนายจากการอ่านกระดูกไก่จะทำโดยชาวลีซูเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น วันขึ้นปีใหม่ หรือก่อนที่จะรับคนหรือสิ่งของเข้ามาในบ้าน (หน้า 143)

          ชาวลีซูเชื่อว่า Wu sa pha หรือพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง ตั้งแต่ต้นไม้ น้ำ และมนุษย์ คนกลุ่มแรกที่พระเจ้าสร้างคือคนจีนในทิเบตก่อนที่จะสร้างประเทศจีนแล้วกระจายคนออกไปตาม
ดินแดนต่างๆ ชาวลีซูจึงเชื่อว่าลีซู ละฮุ อาข่านั้นมาจากทิเบต (หน้า 149)

          ชาวลีซูเชื่อในการให้ความเคารพผู้อาวุโส สังเกตได้จากอาหารที่อร่อยที่สุดจะต้องให้ผู้อาวุโสก่อน เป็นต้น และเชื่อว่าต่อให้ไม่มีเงินหรือไม่มีกิน ชาวลีซูก็ยังของเคารพตนเองและผู้อื่น (หน้า 151)

          ความเชื่อของชาวลีซูนั้นแสดงในรูปแบบของระบบคู่ตรงข้าม เช่นกลางวัน-กลางคืน ซ้าย-ขวา ฯลฯ (หน้า 160)

          เป็นธรรมเนียมที่ว่าหากตั้งศาล apa mo hee เสร็จแล้ว จะไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้ามาในบริเวณศาลเจ้าอีก (หน้า 174)

          พิธีการตั้งศาล apa mo hee นั้นเริ่มด้วยการเชือดหมู 1 ตัวและไก่ 5ตัว มีการเลือกนักบวชประจำหมู่บ้านด้วยเช่นกัน โดยให้ผู้ชายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมายืนล้อมศาลเจ้า หมอผีจากหมู่บ้านอื่นถูกเชิญให้มาเป็นผู้ทำพิธี มีการจุดธูป เทเหล้า และเตรียมไม้รูปสามเหลี่ยมสีดำสองชิ้นวางไว้ด้านหนึ่ง หมอผีจะทำการเรียกผู้ชายออกมาทีละคน ถ้าเกิดว่า apa mo hee เลือกใครคนนั้นก็จะเป็นนักบวชของหมู่บ้าน (หน้า 175)

          พิธี chuew lua เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้ายออกจากตระกูลและออกจากผู้ที่เข้าร่วมงาน เพื่อให้มีชีวิตใหม่ที่ร่ำรวย สุขภาพแข็งแรงและมีความสุข ระหว่างพิธีจะต้องมีการฆ่าสุนัขแต่เนื่องจากการฆ่าและกินเนื้อสุนัขถือเป็นสิ่งที่คุกคามต่อ apa mo จึงต้องให้ชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในบริเวณบ้านไทรงามเหมือนกันเป็นผู้กระทำ แสดงให้เห็นว่าพิธีกรรมนี้จะต้องอาศัยคนของเผ่าอื่น เพื่อช่วยในการประกอบพิธีด้วย (หน้า 182)

Education and Socialization

          เด็กชาวลีซูจะเรียนหนังสือเป็นภาษาไทย ทั้งภาษาไทยภาคกลางและไทยภาคเหนือ และสอนโดยอาจารย์คนไทย ที่โรงเรียนภายในชุมชน (หน้า 63,96,156)

          โรงเรียนในบ้านไทรงามก่อสร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1983(หน้า 98)

          สมาชิกในครอบครัวจะต้องกลับมาที่ชุมชนเพื่อประกอบพิธีและงานเลี้ยงในระดับครอบครัว (หน้า 112)

          ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแง่ของการสื่อสารและเทคโนโลยีแต่ไม่กระทบต่อปรัชญาและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้าน (หน้า 143)

          พ่อแม่ชาวลีซูมีการสอนลูกของตนในเรื่องของความละอายและการรักษาชื่อเสียงของครอบครัว ตระกูลและสังคม (หน้า 155)

          สังคมของชาวลีซูเริ่มที่ครอบครัว ตระกูล การสืบเชื้อสาย ประเพณีธรรมเนียม และความสัมพันธ์ภายในสังคม (หน้า 156)

Health and Medicine

          Nee pha คือผู้รักษาทางร่างกายและจิตวิญญาณท้องถิ่นของชาวลีซู (หน้า 93)

          ในปี ค.ศ. 1987ได้มีการตั้งอนามัยชุมชน แต่หลังจากนั้น 3ปีก็ได้มีการยุบทิ้งไป (หน้า 98)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

          เสื้อผ้าของชาวลีซูเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาวลีซูและเป็นสิ่งที่ใช้แสดงขอบเขตของชนเผ่า (หน้า 16-17) โดยผู้ชายจะใส่กางเกงขายาวสีเขียวหรือฟ้า เด็กผู้ชายสามารถใส่กางเกงขาสั้นได้หลากหลายสีสันและรูปแบบ ผู้หญิงจะใส่ชุดกระโปรงสีสดและ legging สีแดงหรือชมพู (หน้า 89)
         
          ในอดีตบ้านของชาวลีซูในบ้านไทรงามสร้างจากไม้ไผ่และใช้หญ้ามุงหลังคา ซึ่งถือเป็นบ้านแบบดั้งเดิมในท้องถิ่น (หน้า 98,173)

          การเต้นรำของหมู่บ้านลีซูในช่วงปีใหม่ได้กลายเป็นเวทีในการแสดงถึงวัฒนธรรมของชาวลีซู (หน้า 103)

          ในเทศกาลปีใหม่จะมีการสานไม้ไผ่ เรียกว่า Ko pur เพื่อส่งสิ่งชั่วร้ายออกนอกหมู่บ้าน (หน้า 124)

          ห้องประชุมเป็นอาคารไม้ มุงสังกะสีและพื้นปูซีเมนต์ มักจะมีเก้าอี้จำนวนประมาณ 50 ตัว โต๊ะ และเครื่องขยายเสียง ซึ่งไฟฟ้าที่ใช้สำหรับหลอดไฟและเครื่องขยายเสียงนั้นมาจากแผง solar cell และแบตเตอรี่ (หน้า 125-126)

          การร้องเพลงของชาวลีซูถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นลีซู (หน้า 155)

          Surbue เป็นเครื่องดนตรีท้องถิ่นของลีซูที่มีลักษณะคล้ายแบนโจ (หน้า 168)

          มีการปรับการเต้นรำพื้นเมืองให้ทันสมัยมากขึ้น จากที่ผู้เต้นจะจับมือกันอยู่ข้างๆ ลำตัว และไขว้มาข้างหน้าลำตัว เหมือนการเต้นรำพื้นเมืองของชาวลีซูในพม่า  เป็นให้เหวี่ยงแขนและปรบมือตามจังหวะดนตรีแทน โดยในการแสดงชุดนี้ใช้แค่เด็กวัยรุ่นผู้หญิงเท่านั้น ส่วนผู้ใหญ่จะยังคงเต้นในแบบเดิมเป็นวงกลม การเต้นรำแบบใหม่นี้อาจจะมีการดัดแปลงมาจากหมู่บ้านอื่นในแม่ฮ่องสอนหรือประยุกต์เข้ากับการเต้นในหลายๆ แบบและใช้จังหวะที่เร็วขึ้นเพื่อให้สนุกสนานมากขึ้น (หน้า 168,169)

Folklore

          ในเพลงและเรื่องเล่าของชาวลีซู muea คือเมืองสมมติของชาวลีซูที่เชื่อกันว่าชาวลีซูได้สูญเสียไปและปรารถนาจะได้กลับมา (หน้า 36)

          มีเรื่องเล่าของผู้อาวุโสในชุมชนเกี่ยวกับแม่น้ำสาละวินและเส้นทางการอพยพเพื่อแสดงความแตกต่างระหว่างกลุ่มต่างๆ ของลีซู และกลุ่มที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย – พม่า (หน้า 59)

          มีเรื่องเล่าว่าเมื่อจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่จะเสด็จมาเยือนที่ดินของแต่ละคน ชาวไทย จีน และลีซูก็ได้รับข่าวให้ทำการกำหนดอาณาเขตของตน ชาวจีนใช้ก้อนหินในการกั้นอาณาเขต คนไทยใช้ท่อนไม้ แต่ชาวลีซูนั้นขี้เกียจเลยใช้เพียงแค่หญ้าถักมาปูเป็นแนวอาณาเขตของตน ต่อมาเกิดไฟไหม้ขึ้นทั้งดินแดน มีเพียงก้อนหินและท่อนไม้ซึ่งชาติอื่นใช้กั้นอาณาเขตเท่านั้นที่เหลืออยู่ จิตวิญญาณนั้นเลยบอกกับชาวลีซูว่าชาวลีซูจะต้องอาศัยอยู่รวมกับคนอื่นๆ พวกเขาไม่มีดินแดนและประเทศเป็นของตนเองอีกต่อไป (หน้า 99)

          ชาวลีซูไม่มีเรื่องเล่าหรือตำนานที่เกี่ยวข้องกับการสืบเชื้อสายที่แน่ชัด (หน้า 152)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          ชาวลีซูถูกจัดให้เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มชาวเขา ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่า ล้าหลัง มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ใช่คนไทยและเป็นกลุ่มที่ยากต่อการพัฒนามากที่สุด ทำให้เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการของทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว (หน้า 7,61) แต่ได้มีความพยายามของชนกลุ่มน้อยหลายๆ กลุ่มเช่นกะเหรี่ยง ม้ง อาข่า ลีซูและละฮุ ในการทำให้ตนเองเป็นผู้คุ้มครองป่าด้วยการใช้ภูมิปัญญาของชนเผ่า (หน้า 51)

          ในปี พ.ศ. 2542  มีชาวลีซูจำนวน 800 คนที่เข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของชาวเขาและชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และสนับสนุนร่างกฎหมายป่าของชุมชน ที่หน้าศาลาว่าการเมืองเชียงใหม่ (หน้า 11-12)

          กฎหมายห้ามตัดไม้ในปี ค.ศ. 1989 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนชาวเขา ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพยากรและวิธีการ ตามมาด้วยการย้ายชุมชนที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ป่าสงวน (หน้า 13)

          ชาวลีซูยังคงมีการติดต่อกับอีกหลายกลุ่มเช่นชาวจีนยูนนาน ไทใหญ่ และคะฉิ่น (หน้า 61)

          ความเป็นไทยของชาวลีซูภายในบ้านไทรงามเหมือนมีเพียงแค่ครึ่งเดียว เนื่องจากว่ามีการเรียกร้องถึงสิทธิของตนและมีการแสดงออกที่น้อยมากถึงลักษณะและเอกลักษณ์ของความเป็นไทย  (หน้า 79)

          เอกลักษณ์ของชาวลีซูได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ของปาย ทำให้ชาวลีซูมีอำนาจมากขึ้นในการขับเคลื่อนชุมชนเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของภาครัฐผ่านทางเครือข่าย (หน้า 89)

          ลีซูจะมองว่าละฮุนั้นต่ำกว่าเผ่าของตน โดยกล่าวว่าชาวละฮุนั้นไม่มีวัฒนธรรม และไม่รู้จักความละอายเหมือนอย่างที่ชาวลีซูรู้ (หน้า 118)

          ชาวลีซูนั้นมีความโดดเด่นแตกต่างจากคนกลุ่มอื่นที่ความเป็นเอกเทศและเป็นตัวเองสูง ความมุ่งมั่น และการต่อต้านอิทธิพลจากโลกภายนอก รวมกับเครื่องแต่งกาย ภาษาที่เป็นแบบเฉพาะ การร้องเพลง และวิถีชีวิต ชาวลีซูภูมิใจในเผ่าของตนว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร และตนเองนั้นแตกต่างจากกลุ่มละฮุ (หน้า 149)

          มีนักวิชาการหลายคนที่กล่าวว่าลีซูเป็นกลุ่มคนที่พัฒนาได้ยากที่สุด (หน้า 151)

          ชาวลีซูหรือกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่าลีซูนั้นจริงๆ แล้วมาจากการรวมกลุ่มของคนจากหลากหลายภูมิหลัง นักวิชาการหลายคนจึงอธิบายลีซูว่าเป็นกลุ่มที่เชื่อในความเสมอภาคของทุกคน ต้องการจะเป็นที่หนึ่งและต้องการที่จะเก่งกว่าคนอื่น (หน้า 152,155)

          ชาวลีซูได้รับการจัดกลุ่มให้เป็นชนพื้นเมืองทั้งในระดับชาติและนานาชาติ และมีการติดต่อกับกลุ่มชนพื้นเมืองอื่นๆ ผ่านทางการเคลื่อนไหวและองค์กรต่างๆ ที่มีหมู่บ้านต่างๆ เป็นสมาชิก (หน้า 197)

Social Cultural and Identity Change

          ในช่วงที่ผ่านมา ชาวลีซูได้พบกับความกดดันในการเปลี่ยนความหมายของชุมชนและวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและระบบการผลิตและแรงงาน แต่ในขณะเดียวกันชาวลีซูก็ได้จุดยืนทางสังคมและทางการเมือง โดยเฉพาะโครงการพัฒนาของภาครัฐที่มีจุดสนใจใหม่เป็นความรู้ในท้องถิ่นและการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นด้วยชุมชน (หน้า 42)

          การตัดถนนถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาชุมชน เพราะทำให้สามารถเข้าถึงโรงพยาบาลและตลาดในตัวเมืองได้ง่ายขึ้น (หน้า 136) มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในครัวเรือนหลายประการ เช่นการซื้อชุดเครื่องเสียง โทรทัศน์ เครื่องเล่นซีดี รถจักรยานยนต์ ฯลฯ เปลี่ยนจากการมุงหลังจากด้วยหญ้าเป็นมุงด้วยสังกะสี และจากนโยบาย 1 ล้านบาทต่อ 1 หมู่บ้านของรัฐบาลทำให้มีการสร้างสะพานและปรับปรุงถนน ซึ่งสิ่งต่างๆ ล้วนทำให้ความพื้นบ้านและท้องถิ่นของชุมชนเกี่ยวข้องกับความสมัยใหม่ของโลกภายนอก (หน้า 141)

          จากระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงานและเดินทางทำให้ชาวลีซูสมัยใหม่พบว่าโลกภายนอกนั้นใหญ่โตกว่าที่คิดมาก ในขณะที่ผู้อาวุโสชาวลีซูยังคงดำรงชีวิตในแบบเดิม แต่ลูกหลาน
ชาวลีซูสมัยใหม่กลับมีการอพยพเข้าไปในเมืองมากขึ้น มีการนำชีวิตแบบคนไทยมาใช้ และเมื่อกลับมายังหมู่บ้านในงานเทศกาลต่างๆ ก็จะมีปัญหากับพิธีกรรมและขนบธรรมเนียมของเผ่า เด็กสมัยใหม่ไม่เชื่อในวิญญาณต่างๆ อีกต่อไป (หน้า 161)

          ในอดีตการที่เด็กหญิงออกจากชุมชนเพื่อหางานทำในเมืองเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างมากทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ตระกูล และชุมชน แต่ในปัจจุบัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นเชิงผสม (หน้า 161)

          อิทธิพลภายนอกเป็นปัจจัยสำคัญมากที่ทำให้วิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านและมุมมองของเด็กรุ่นใหม่เปลี่ยนไป ความสำคัญถูกย้ายไปที่โทรทัศน์ วิทยุ เพลงสมัยใหม่และ แฟชั่น (หน้า 162)

          ในปัจจุบันไม่ได้มีแต่เพียงผู้ชายชาวลีซูที่ออกไปซื้อสิ่งของภายในตลาดในเมืองอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มผู้หญิงที่เดินทางออกไปขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว (หน้า  170)

Critic Issues

Other Issues

          ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ได้มีโครงการพัฒนาพื้นที่ในแถบภาคเหนือหลายโครงการ นำไปสู่การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ป่า การเพาะปลูกแบบ
พื้นบ้าน และอีกหลายมาตรการที่พยายามรวมกลุ่มชนกลุ่มน้อยเข้าด้วยกันและทำการจัดสรรที่ดิน (หน้า 8) 

Google Map

Map/Illustration

1. รูปภาพแสดงเครื่องแต่งกายของชาวลีซู
2. รูปภาพแสดงด่านตรวจระหว่างเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน
3. รูปภาพแสดงป้ายจุดตรวจก่อนถึงถนนเข้าบ้านไทรงาม
4. รูปภาพแสดงเด็กนักเรียนชาวลีซูเข้าแถวเคารพธงชาติ
5. รูปภาพแสดงเด็กลีซูเรียนภาษาไทย
6.รูปภาพแสดงสัญลักษณ์ห้ามเข้าออกของชาวลีซู
7. รูปภาพแสดงจุดตรวจป่าไม้ก่อนเข้าหมู่บ้านไทรงาม
8. รูปภาพแสดงศาลของเทพผู้พิทัษ์ประจำหมู่บ้าน
9. รูปภาพแสดงศาลของเทพแห่งป่า
10. รูปภาพแสดงป้ายของอุทยานแห่งชาติ
11. รูปภาพแสดงแผนที่ 3มิติของหมู่บ้านและป่าโดยรอบ
12. รูปภาพแสดงการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่จาก NGO และสมาชิกในหมู่บ้าน
13. รูปภาพแสดงการอ่านกระดูกไก่ของผู้อาวุโส
14. รูปภาพแสดงการเต้นรำของชาวลีซูในงานเทศกาลปีใหม่
15. รูปภาพแสดงกำไลที่ใช้ในการรักษาแบบท้องถิ่น
16. รูปภาพแสดงก้อนผมที่เชื่อว่าเป็นของพระพุทธเจ้า
17. รูปภาพแสดงผู้หญิงลีซูขายสินค้างานหัตถกรรมให้แก่นักท่องเที่ยวที่เชียงใหม่
18. รูปภาพแสดงการสร้างศาลเทพพิทักษ์หมู่บ้านใหม่
19. รูปภาพแสดงพิธีเปิดงานปีใหม่ของเครือข่ายลีซูจังหวัดแม่ฮ่องสอน
20. รูปภาพแสดงทหารที่กำลังยืนมองงานเทศกาล
21. แผนที่แสดงที่ตั้งของชาวเขาเผ่าลีซูระหว่างพื้นที่ปะเทศจีน พม่า และไทย
22. แผนที่แสดงจังหวัดแม่ฮ่องสอน
23. แผนที่แสดงพื้นที่การสำรวจในเมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
24. แผนที่แสดงขอบเขตของหมู่บ้านไทรงาม

Text Analyst กรกนก ศฤงคารีเศรษฐ์ Date of Report 29 มิ.ย 2560
TAG ลีซู, การต่อสู้, วิถีชีวิต, บ้านไทรงาม, แม่ฮ่องสอน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง