ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ, ป่าไม้,ภาคเหนือ นิเวศ ,การเคลื่อนไหว,วัฒนธรรม, การต่อรอง
Author Prasert Trakansuphakon (ประเสริฐ ตระการศุภกร)
Title Space of resistance and Place of Local Knowledge in Northern Thai Ecological Movement
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) Total Pages 293 หน้า Year 2550
Source Prasert Trakansuphakon (2550). Space of resistance and Place of Local Knowledge in Northern Thai Ecological Movement. Doctor of Philosophy (Social Science) Chiangmai University
Abstract

          เป็นการศึกษาเรื่องวิธีการเคลื่อนไหวด้านนิเวศของชนกลุ่มน้อยในภาคเหนือ โดยเฉพาะกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ เพื่อต่อสู้กับนโยบายของภาครัฐโดยใช้วัฒนธรรมและประเพณีของตนเป็นเครื่องมือในการต่อสู้
          จากการศึกษาพบว่าชาวปกาเกอะญอได้นำประเพณีและวัฒนธรรมของตนมาเป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้กับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านทางการเล่าเรื่องและ hta ที่สามารถแปลความหมายโดยนัยถึงสถานการณ์ที่ตนกำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้เป็นแนวทางแก้ไขหรือเพื่อเสริมสร้างกำลังใจ โดยมีกลุ่มผู้นำการเคลื่อนไหวซึ่งมีทั้งผู้หญิงและผู้ชายเป็นผู้เลือกมาเล่าหรือขับร้องและแปลความหมาย โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากชาวปกาเกอะญอต้องการจะแสดงให้เห็นว่าตนไม่ใช่กลุ่มที่ทำลายป่าไม้แต่ในทางกลับกัน เป็นกลุ่มที่สามารถอยู่ร่วมกับป่า และปกป้องป่าไม้ได้ อีกทั้งเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในที่ดินของตนที่ถูกรัฐบาลประกาศว่าเป็นพื้นที่สงวนอีกด้วย

Focus

          เน้นการศึกษาถึงวิธีการเคลื่อนไหวด้านนิเวศของชนกลุ่มน้อยในภาคเหนือ โดยเฉพาะกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ เพื่อต่อสู้กับนโยบายของภาครัฐโดยใช้วัฒนธรรมและประเพณีของตนเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ 

Theoretical Issues

          ใช้การเก็บข้อมูลหลักจากการสัมภาษณ์ผู้นำ ผู้อาวุโส คนหนุ่มสาวทั้งภายในและภายนอกเครือข่าย NGO นักวิชาการ มีการสังเกตและค้นหาข้อมูลจากบทความต่างๆ ก่อนนำมาเรียบเรียงสรุป

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยงปกาเกอะญอในภาคเหนือ

Language and Linguistic Affiliations

          ชาวกะเหรี่ยงมีภาษากะเหรี่ยงใช้สื่อสารกันระหว่างชาวกะเหรี่ยง

          ชื่อสถานที่ของชาวกะเหรี่ยงมักจะบ่งบอกถึงลักษณะของพื้นที่ เช่น Mau Wa hki หมายถึง เกลือที่สัตว์มาอาศัยเป็นแหล่งแร่ธาตุ บางหมู่บ้านมีการใช้ชื่อแม่น้ำหรือต้นไม้เป็นชื่อหมู่บ้าน ซึ่งทำให้มีการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับสภาพทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านตนเอง (หน้า 17-18)

          ภาษากะเหรี่ยงคำว่า hti kauj ซึ่งหมายถึงน้ำและที่ดิน มีความหมายโดยนัยแสดงถึงคนและความสัมพันธ์กับป่า เช่นการล่าสัตว์ สถานที่สำหรับเก็บของป่า ฯลฯ และเป็นสถานที่ที่ชาวกะเหรี่ยงได้ใช้ชีวิตและเติบโตขึ้นพร้อมกับความทรงจำมากมาย จึงอาจจะหมายถึงความรู้สึกและมุมมองของผู้คน (หน้า 18)

          ในระดับท้องถิ่น มีการตั้งชื่อสถานที่ ภูเขา แม่น้ำ โดยเฉพาะของตนเอง เป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์ของชุมชน (หน้า 28)

Study Period (Data Collection)

ไม่มีข้อมูล

History of the Group and Community

          ชาวกะเหรี่ยงได้เข้ามาอาศัยในประเทศไทย ตั้งแต่ 4 ทศวรรษที่แล้ว (ช่วงยุค 1960) และถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาวเขาตั้งแต่ปีค.ศ. 1959

          มีหลักฐานพบว่าชาวกะเหรี่ยงเป็นพวกแรกที่มีการปกครองแบบบรรณาการกับเจ้าเชียงใหม่ และมีหลักฐานถึงการอยู่ในระบบศักดินาของไทยตั้งแต่ปีค.ศ. 1873 โดยผู้ปกครองกะเหรี่ยงมียศเป็นพระศรีสุวรรณคีรี (หน้า 55)

          ก่อนหน้าสมัยร. 5 ชาวกะเหรี่ยงมีภาพพจน์ที่ดีในสายตาของคนไทย และรัชกาลที่ 5 เองก็ได้มีการพบปะกับผู้ปกครองกลุ่มกะเหรี่ยง (พระศรีสุวรรณคีรี) ซึ่งปกครองพื้นที่บริเวณ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรีในปัจจุบัน และชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือต้องได้รับการสักที่ข้อมือเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อประเทศไทย แต่ภายหลัง ในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงครามได้มีการนำวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้ในประเทศ รวมถึงต่อมามีการประกาศสงครามฝิ่นและนโยบายให้กะเหรี่ยงเป็นกลุ่มคนชายขอบ เพราะมองว่าชาวกะเหรี่ยงเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางด้าน
สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประเทศ (หน้า 57)

          ชาวกะเหรี่ยงและชาวเขาหลายกลุ่มต่างก็อาศัยอยู่ในบริเวณที่อยู่ปัจจุบันมานาน และอาจจะนานมากกว่าคนไทยหรือคนล้านนา และไม่เคยอพยพไปยังประเทศอื่นเลย (หน้า 58)

          ในช่วงปี ค.ศ. 1964-1974 ที่มีการทำสัมปทานป่าไม้อย่างถูกกฎหมาย ได้มีคนอพยพมาจากบริเวณพื้นราบ ชาวเขากลุ่มต่างๆ ที่อาศัยอยู่เดิมพยายามปกป้องป่าของชุมชน และการเพิ่มขึ้นของการตัดไม้ ทำให้ผู้นำชาวกะเหรี่ยงหลายคนต้องเสียชีวิต (หน้า 68)

Settlement Pattern

          ชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาทางทิศตะวันตกและทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ โดยปกติจะอยู่ที่ความสูงประมาณ 700-1000 เมตรในป่าดิบบนภูเขาที่ไม่สูงมากนัก (หน้า 4) บริเวณภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 ลูกของชาวกะเหรี่ยง มีการตั้งวัดพุทธ และเจดีย์ที่สร้างขึ้นโดยครูบาศรีวิชัย (หน้า 15)

          ในหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงที่สร้างโดยครูบาวง ใจกลางชุมชนจะเป็นบริเวณของวัดและอาคารต่างๆ (หน้า 61)

          ในช่วงเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบสูงของประเทศไทย พบว่าชาวกะเหรี่ยงและลัวะ คือกลุ่มแรกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยมีการตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบระหว่างหุบเขาในเขตเทือกเขาที่ห่างไกลและเข้าถึงได้ยาก (หน้า 67)

          ในอดีตทุกหมู่บ้านจะมีทั้ง Hif Hkof และ Daihpocauj (หมอผีและบ้านแห่งจิตวิญญาณ) (หน้า 200)

Demography

          พื้นที่ทางการเกษตรของชาวกะเหรี่ยงส่วนมากได้รับผลกระทบจากการประกาศพื้นที่ป่าคุ้มครอง ทำให้ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานจากพื้นที่เดิมที่เคยอยู่ ทำให้ผู้ที่ต้องอพยพได้รับความทรมานทางด้านจิตใจจากการต้องตัดขาดจากพื้นที่ป่าดั้งเดิมของตน (หน้า222)

          ประชากรชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยมีทั้งหมด 438,131 คนหรือคิดเป็น 47.45% ของชาวเขาทั้งหมด (หน้า 4)

          ในช่วงปี 1980 ครูบาวง ได้ตั้งหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงขึ้นที่พระบาทห้วยต้ม ซึ่งในปัจจุบันเป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และผู้ที่อาศัยภายในหมู่บ้านจะต้องเป็นคนกะเหรี่ยงเท่านั้น ชาวกะเหรี่ยงส่วนมากที่ย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนั้นอพยพมาจากจ. ตาก จ. แม่ฮ่องสอน และที่อพยพมาจากชายแดนพม่า (หน้า 62)

Economy

          ชาวเขาถูกมองว่ามีการทำเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย ซึ่งเป็นการทำลายพื้นที่ป่าไม้ (หน้า 4)

          ภายหลังจากการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองทางนิเวศ ทำให้ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติมาตลอดได้ (หน้า 6)

          ชาวกะเหรี่ยงมีการจัดการพื้นที่ป่าไม้โดยการแบ่งเป็นส่วนที่ต้องห้าม เพราะถือเป็นที่อยู่ของวิญญาณ และเป็นบริเวณที่มีการต่อรองระหว่างมนุษย์และธรรมชาติหรือวิญญาณผู้คุ้มครอง โดยพื้นที่ต้องห้ามเรียกว่า doo tax จะไม่สามารถทำอะไรกับพื้นที่บริเวณนี้ได้เลย และ doo lax ซึ่งคือบริเวณที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก จะอยู่ใกล้กับป่าแต่ว่าสามารถนำมาใช้ทำการเพาะปลูกได้ โดยมีผู้ดูแลคือมนุษย์หรือชุมชนเอง ไม่ใช่วิญญาณเจ้าของที่เหมือน doo tax (หน้า 14,266-267)

          การทำไร่หมุนเวียนถือเป็นเอกลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยง เพราะเป็นการเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับธรรมชาติ (หน้า 20)

          ชาวกะเหรี่ยงใช้ปฏิทินตามจันทรคติเพื่อกำหนดช่วงเวลาทำงานและพักผ่อน ซึ่งแต่ละรอบของการทำไร่หมุนเวียนนั้นจะแสดงถึงช่วงชีวิตของคนเช่นกัน มีการตั้งชื่อปีภายในรอบของการ
ทำไร่หมุนเวียนตามช่วงชีวิตของมนุษย์ ตั้งแต่แรกเกิดจนโตเป็นผู้ใหญ่ และเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วก็จะต้องแต่งงาน (หน้า 20)

          การทำไร่หมุนเวียนทำให้ชาวกะแหรี่ยงต้องมีการจัดการที่ดินและดินเพื่อให้ยังคงมีป่าไม้และแม่น้ำคงอยู่ (หน้า 31)

          ชาวกะเหรี่ยงมีการอยู่ร่วมกับป่าและดูแลป่าที่ดีมาก เนื่องจากการอยู่ร่วมกันของชนเผ่าวัฒนธรรมและป่า (หน้า 72-73) การปลูกป่าทดแทนตามนโยบายของภาครัฐนั้น กระทำในพื้นที่ที่ชาวกะเหรี่ยงได้ปล่อยทิ้งไว้ระหว่างการทำไร่หมุนเวียนเพื่อให้มีการสะสมแร่ธาตุขึ้นมาใหม่ตามธรรมชาติ การปลูกป่าทดแทนลงไปบนพื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นการรบกวนวัฏจักรการทำไร่หมุนเวียนและวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง (หน้า 74-75)

          ในช่วงปีค.ศ. 1969-1970 ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ในอ.บ่อแก้วต้องสูญเสียบ้านและที่ดินที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งต่อมาที่ดินบริเวณนี้ได้ถูกนำไปใช้เป็นศูนย์กลางของบริษัทเหมืองแร่ (หน้า 75)

          ชาวกะเหรี่ยงมีการจัดการกับไฟไม่ให้เกิดไฟป่าได้ดี เช่น พื้นที่ที่จะส่งผลกระทบต่อการทำไร่หมุนเวียน จะถูกจัดให้เป็นพื้นที่ของชุมชน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง มีการสร้างแนวกันไฟ ฯลฯ (หน้า 215)

          ในมุมมองของชาวปกาเกอะญอ การทำไร่หมุนเวียนให้ทั้งแง่ของสังคมและวัฒนธรรมและที่ดินคือพื้นที่ของสังคม ผลผลิตที่ได้จากที่ดินจะไม่ใช่ของใครเพียงคนหนึ่งแต่เป็นของทุกคนในชุมชนและต้องแบ่งกัน ซึ่งการแบ่งนั้นไม่ได้แบ่งแต่เพียงมนุษย์แต่ยังรวมถึงเทพเจ้าและวิญญาณต่างๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันกับมนุษย์ (หน้า 276)

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

          ชาวบ้านหลายคนถูกจับระหว่างการทำไร่หมุนเวียนของตนภายหลังจากการประกาศพื้นที่สงวนทางนิเวศ ทำให้ชาวกะเหรี่ยงแถวดอยอินทนนท์และบริเวณโดยรอบกลัวเจ้าหน้าที่
อุทยานแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยแม้จะอาศัยอยู่ภายในบริเวณของตนเอง (หน้า 71)

          เวลาที่ชนเผ่ามีปัญหา มักจะมีกลุ่มของผู้นำที่เข้มแข็งมารวมตัวกัน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา  ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาส่วนมากจะมาจากความเชื่อ วัฒนธรรมและความรู้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายและกลุ่มต่างๆ ที่รวมตัวกันต่อสู้กับกลุ่มที่มีอำนาจมากกว่า เช่น Inter Mountain Peoples Education and Cultural in Thailand Association (IMPECT) , Northern Ecology Movement (NEM) โดยกลุ่มเครือข่ายเหล่านี้มักจะมีการเปลี่ยนผู้นำบ่อย เพื่อไม่ให้ทางการรู้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้นำกลุ่ม (หน้า 80,91)

          ผู้นำการเคลื่อนไหวต้องสามารถแปลความหมายของ hta และสามารถเลือก hta มาเพื่ออธิบายสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนไหว เพื่อขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวต่อไป
ความสามารถในการเลือก hta ที่เหมาะสมและรวดเร็วและส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ฟังเป็นกลไกในการทำงานโดยนัยของ hta ที่กลุ่ม NEM ในการเคลื่อนไหว (หน้า 188-189)

          กลุ่มผู้นำในการเคลื่อนไหวของเครือข่าย ไม่ได้มีเพียงเฉพาะผู้ชายเท่านั้นแต่ยังรวมถึงผู้หญิงกลุ่มแม่บ้านอีกด้วย เนื่องจากกลุ่มแม่บ้านมองว่าที่ดินเหล่านี้อยู่ในความดูแลของกลุ่มผู้หญิง ถ้าผู้หญิงไม่ต่อสู้ด้วยตนเองแล้วใครจะมาสู้แทนตน และถ้าไม่ต่อสู้แล้ว ก็จะไม่เหลืออะไรเลย (หน้า 240)

Belief System

          ชาวกะเหรี่ยงเชื่อในวิญญาณของภูเขา (hti k’caj kauj k’caj) (พระเจ้าแห่งน้ำและผืนดิน) (หน้า 14) Muf qa วิญญาณของต้นตระกูลชนเผ่า เป็นเจ้าของความจริงทั้งหมด และเป็นผู้กำหนดดวงชะตาของปกาเกอะญอทุกคน (หน้า 78,169)

          เชื่อกันว่าแม่ทุกคนล้วนมาจากแม่คนเดียวกันคือ Muf qa Hklej ซึ่งคือย่าของต้นไทร เด็กทุกคนที่เกิดเป็นมนุษย์ต้องผ่านดวงวิญญาณของ Muf qa Hklej ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าออกระหว่างโลกของเผ่าปกาเกอะญอ จึงมีความเชื่อว่าเด็กที่เกิดใหม่แล้วเสียชีวิตก่อนครบสัปดาห์จะไม่ฝัง แต่จะถูกห่อด้วยผ้าและนำไปทิ้งไว้ใต้ต้นไทรเพื่อจะได้กลับมาเกิดใหม่ได้ (หน้า 169-170)

          ชาวปกาเกอะญอวางชีวิตของตนไว้ให้อยู่ในความดูแลของ Taj hti taj tau ผู้คุ้มครองมนุษย์และธรรมชาติทั้งหลาย (หน้า 202)

          ในชุมชนกะเหรี่ยง ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธอาจจะมีการนับถือผีควบคู่กันไปด้วย โดยทุกคนต่างก็เคารพในความเชื่อของแต่ละคน (หน้า 15)

          พวกเขาเชื่อว่าป่าไม่ได้ประกอบขึ้นจากดิน ต้นไม้ และสัตว์เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่ของวิญญาณและสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหลาย (หน้า 21)

          ชาวกะเหรี่ยงมีความรู้สึกต่อความเป็นเอกลักษณ์ของตน โดยเฉพาะสถานที่และหมู่บ้าน ทั้งทางด้านสังคมและวัฒนธรรม (หน้า 28)

          ชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยในทุ่งใหญ่นเรศวรเชื่อว่าการจัดการและดูแลพื้นที่บริเวณทุ่งใหญ่นเรศวรนี้อยู่ภายใต้อำนาจของฤาษี (aethae) ที่คอยดูแลทำให้มีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์มามากกว่าสองร้อยปี (หน้า 33)

          ชาวกะเหรี่ยงในต.แม่วาง อ.สะเมิง เริ่มรู้จักศาสนาพุทธจากการเผยแผ่ศาสนาของครูบาศรีวิชัย ซึ่งนำสู่การสร้างเจดีย์และศาสนาสถานมากมาย และในช่วงที่มีโครงการก่อสร้าง
สาธารณสมบัติของครูบาศรีวิชัยและครูบา Khao Pi นั้นได้มีชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากไปช่วยเหลือเป็นแรงงานเพราะเชื่อว่าการกระทำนี้จะทำให้แผ่นดินที่อยู่อาศัยสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ (หน้า 59)

          ในยุค 1960 ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากศรัทธาในครูบา Khao Pi และยกย่องให้เป็นหัวหน้าของชาวกะเหรี่ยงทั้งหมด โดยหนึ่งในคำสอนนั้นคือการบอกให้ชาวกะเหรี่ยงปฏิบัติตนภายใต้วิถีชีวิตแบบกะเหรี่ยง ซึ่งจะทำให้คนนับถือ และการปฏิบัติตนภายใต้ธรรมะจะช่วยให้อนาคตดียิ่งขึ้น (หน้า 61)

          ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่า Htaux mai paj เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและจะกลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้งสักวันหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ชาวกะเหรี่ยงมีอำนาจและได้รับสิทธิของตนคืนกลับมา และเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะสำหรับชาวปกาเกอะญอ (หน้า 65,242)

          พิธีบนบานศาลกล่าว (Luj dof taj)เป็นพิธีกรรมพิเศษโดยจะใช้วัวเป็นเครื่องบูชายัญให้กับดวงวิญญาณ (หน้า 76)

          ปกาเกอะญอเชื่อว่าต้องมีการร้อง hta ในหมวดสำหรับงานศพเพื่อส่งคนตายสู้โลกใหม่และชีวิตใหม่ที่มีแต่ความสงบสุข (หน้า 152)

          มีความเชื่อว่าเมื่อมีผู้เสียชีวิต ห้ามทิ้งศพไว้โดยไม่มีคนอยู่เฝ้า และศพนั้นจะต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสม (หน้า 154)

          เอกลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงอย่างหนึ่งคือการเก็บเมล็ดพันธุ์หลากหลายชนิดจากการทำไร่หมุนเวียน เพราะการที่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ ก็หมายความว่าตนเองจะสามารถดำรงการทำไร่หมุนเวียนและดำรงชีวิตเป็นชาวกะเหรี่ยงได้ (หน้า 29)

          ภายในหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงที่ครูบาวงสร้างนั้น ห้ามมีการรับประทานเนื้อสัตว์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่ย้ายเข้ามาใหม่ต้องดื่มยาสูตรพิเศษที่ครูบาวงเป็นผู้คิดขึ้น เพื่อให้เป็นอิสระจากวิญญาณของบรรพบุรุษ และหากรับประทานเนื้อสัตว์และแอลกอฮอล์ก็จะทำให้วิญญาณเหล่านั้นกลับมา (หน้า 62)

          Htauf seif saf (พิธีปีนต้นไทร) เป็นส่วนหนึ่งของงานศพแต่จัดแยกกัน มีลักษณะกึ่งพิธีกรรมกึ่งละคร โดยใช้ที่ฝัดข้าวซึ่งภายในทำเป็นตารางหมากรุกเพื่อเล่น hkei pluz (หมากรุกคนตาย) ในการเล่นจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายเสือสิงโตและฝ่ายลูกไก่ โดยปกติแล้วทีมลูกไก่จะต้องเป็นผู้ชนะ เพื่อความสงบสุขของชุมชน แต่ถ้าฝ่ายเสือสิงโตเป็นผู้ชนะ หมู่บ้านจะลุกเป็นไฟและไม่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัย ภายนอกของที่ฝัดข้าวจะใช้สำหรับการปีนต้นไม้ โดยมีการวาดรูปต้นไม้และกิ่งก้านสาขาที่มีผลไม้อยู่บนนั้น ในระหว่างที่เล่นหมากรุกนั้น ผู้เล่นจะใช้ก้านไม้ไผ่เป็นตัวเดิน และระหว่างที่ทำการปีนต้นไม้ จะมีการร้อง hta htauf seif saf (hta สำหรับการปีนต้นไม้) ไปด้วย (หน้า 170-171)

          มีการนำต้นไทรมาแขวนเหนือผู้ตาย โดยแขวนไว้บนผ้าที่เพิ่งทอเสร็จ เพราะเชื่อกันว่าต้นไทรจะสามรรถให้ร่มเงาแต่ผู้ตายระหว่างการพักเพื่อเดินทางไปยังอีกโลกหนึ่ง (หน้า 172)

          ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าความมีการกระทำในสิ่งที่ดีจะทำให้ชนะสิ่งชั่วร้ายได้ (หน้า 174)

          เมื่อมีคนจะออกเดินทางไปนอกหมู่บ้าน จะมีการประกอบพิธีกรรม Hpoov his และ s’yau av hti (จุ่มขมิ้นและ acacia ในน้ำ) นำไปประกอบพิธีโดยหมอผี มีการสวดมนต์ตลอดเวลาที่หมอผีพรมน้ำมนต์ให้กับผู้ที่กำลังจะเดินทาง เพื่อให้เดินทางปลอดภัยและมีพละกำลัง ภายหลังจากที่คนกลุ่มนี้เดินทางออกนอกหมู่บ้าน หมอผีจะไปสวดมนต์ต่อที่บ้านแห่งจิตวิญญาณ มีการจุดเทียนขี้ผึ้งและถวายดอกไม้ เพื่อขอให้วิญญาณคุ้มครองผู้เดินทาง ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสก็จะกลับไปจุดเทียนที่บ้านและอธิษฐานเผื่อลูกหลาน (หน้า 175)

          Hif hkof (หมอผี) เป็นผู้ครอบครอง Kauj และเป็นผู้เดียวที่สามารถประกอบพิธีกรรมต่างๆ ได้ ในปัจจุบัน Hif hkof เป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณของชุมชน (หน้า 201)

          ในการเข้าไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จะต้องประพฤติตนอยู่ในคุณธรรม เช่น ห้ามดื่มแอลกอฮอล์หรือเนื้อสัตว์ (หน้า 212)

          เชื่อว่าพื้นดินคือบริเวณที่มีจิตวิญญาณทั้ง 37 ดวงของมนุษย์แต่ละคนอาศัยอยู่ ผู้ใดที่พยายามจะขโมยที่ดิน ก็เปรียบเสมือนว่าต้องการขโมยชีวิตด้วย (หน้า 214)

          พิธีกรรมต่างๆ ที่กลุ่ม NEM ได้นำมาใช้ในการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้าน
                    1. P’cauj taj-lujkeiz taj (พิธีสาบาน สัญญา ขอบคุณและเสนอ) ปกติจะทำเมื่อมีเหตุร้ายขั้นรุนแรงหรือมีการข่มขู่ เช่น เมื่อมีโรคระบาดหรือมีผู้บุกรุก ซึ่งในการประกอบพิธีนั้น ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนจะต้องจริงจังกับพิธีมากๆ ถือเป็นกฎของการประกอบพิธี จุดประสงค์ของการประกอบพิธีคือเพื่อขอให้วิญญาณต่างๆ ให้อะไรตอบแทนกับสิ่งของที่ได้มอบถวายให้ และให้คนได้ถวายสิ่งของแก่วิญญาณผ่านพิธีกรรมและมีการสาบาน สัญญาถึงของตอบแทนที่จะได้รับเมื่อการต่อรองประสบผลสำเร็จ (หน้า 191-200)
                    2. Luj Kauj และ Buad paa (พิธีฉลองดินแดนและการบวชป่า) ตามธรรมเนียมนั้น พิธีฉลองดินแดนจะทำเพื่อขอให้วิญญาณปกป้องหมู่บ้าน ผู้คน และวิถีชีวิตภายในชุมชน ในปัจจุบันมีการแปลความหมายว่าเป็นพิธีเพื่อคืนป่าให้เจ้าที่ และพิธีบวชป่าเป็นการดัดแปลงจากการบวชในศาสนาพุทธรวมกับความเชื่อในเรื่องวิญญาณ เพื่อแสดงให้เห็นว่าชาวปกาเกอะญอเป็นผู้ดูแลป่า ไม่ใช่ผู้ทำลายป่า (หน้า 200-208)
                    3. Suv Nif Suv La (พิธีสืบชะตาป่า) เป็นพิธีกรรมที่กระทำโดยผู้อาวุโสที่ใต้ฐานของต้นไม้ที่ตายแล้ว ซึ่งเชื่อว่าเป็นบริเวณที่มีการใช้เป็นสื่อกลางระหว่างชีวิตและความตาย นอกจากการ
สืบชะตาป่าแล้วนั้นยังมีการทำพิธีสืบชะตาอย่างอื่นด้วยเช่น สืบชะตาให้กับหมู่บ้าน สืบชะตาน้ำ ฯลฯ (หน้า 209-212)
                    4. Luj meif to (พิธีเพื่อเทพเจ้าแห่งไฟ) มีการทำพิธีขอการดูแลและสนับสนุนจากเทพเจ้าแห่งไฟในทุกปีเพาะปลูก ในการประกอบพิธี หมอผีจะเป็นผู้สวดมนต์ขอพร ขั้นตอนหนึ่งของการประกอบพิธีคือการสาบานลงบนดาบเพื่อขอให้สิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหลายลงโทษผู้ที่ทำให้เริ่มเกิดไฟอย่างรุนแรง (หน้า 212-218)

          ในวันปีใหม่จะมีการทำพิธีผูกเชือกรอบข้อมือ (หน้า 228)

          มีความเชื่อถึง Ywa ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวปกาเกอะญอ ซึ่งก่อนที่จะจากไป เขาได้ทิ้งหนังสือ 3 เล่มให้กับลูก 3 คนคือคนขาว คนดำ และชาวปกาเกอะญอ แต่ Ywa จะกลับมาเมื่อชาวปกาเกอะญอมีดินแดนของตนเองที่สงบสุข (หน้า 242)

          Tau plaj คือดอกไม้วิเศษจากดินแดนที่สงบสุข ซึ่งถ้าเกิดว่าเราสามารถนำดอกไม้นี้มาประดับที่ผมนั้นก็หมายถึงว่าเราจะกลับมาสู่บ้านเกิดอันสงบสุขของเรา (หน้า 243)

          ชาวปกาเกอะญอมีการประกอบพิธีกรรมตลอดปี เช่น งานปีใหม่, La hkoov pooz (ช่วงกลางปี) ที่จะมีการประกอบพิธี deif siv hkwaiv siv (pray for the head and bottom of the rice wine) ที่กระทำโดยผู้อาวุโสในหมู่บ้านและหมอผีโดยจะเดินทางไปตามบ้านต่างๆ ในหมู่บ้าน ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวและปัญหาของสมาชิกในชุมชน (หน้า 243)

          นกพิราบเป็นสัญลักษณ์ของการส่งสารและการติดต่อสื่อสาร (หน้า 257)

          ก่อนที่ผู้ชุมนุมจะออกไปเคลื่อนไหวในแต่ละครั้ง จะมีการขอให้หมอผี (hif hkof) ประกอบพิธี Luj tajให้ หากว่าผู้ชุมนุมนับถือศาสนาอื่น ก็มีการขอให้คนในชุมชนร่วมกันอธิษฐานให้ ภายในครอบครัว มีการประกอบพิธี Kij Cu (ผูกด้ายรอบข้อมือเพื่อเพิ่มกำลังให้กับดวงวิญญาณ) เพราะเชื่อว่าพิธีกรรมเหล่านี้จะทำให้ผู้ชุมนุมเต็มไปด้วยกำลัง มีการขอให้ผู้ที่มีเวทมนต์ช่วยปกป้องผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกคนจากศัตรูและภัยอันตรายต่างๆ โดยใช้ hpoov & hsif s’yau (ขมิ้นกับ acacia)  (หน้า 259)

          ในงานแต่งงาน ผู้อาวุโสที่รู้เรื่องเวทมนต์ที่มาเข้าร่วมงานจากทั้ง 2 ฝ่ายจะเรียกทุกคนมารวมกันที่บ้านของเจ้าสาวหรือเจ้าบ่าว เพื่อให้ได้รับเวทมนต์ป้องกันและจะได้มีความมั่นใจว่าจะอยู่ร่วมงานอย่างปลอดภัย (หน้า 259)

          เชื่อว่า Nauj Yoov nauj hsauf เป็นเครื่องดนตรีวิเศษที่จะใช้ได้เมื่อมีใครตกอยู่ในอันตราย (หน้า 262)

          มีการปฏิบัติอย่างหนึ่งภายในชุมชนที่กระทำต่อผู้ที่หลับระหว่างประกอบพิธีกรรม นั่นคือการเอาเลือดไก่สดๆ มาทาที่หน้าของคนที่หลับ เพื่อให้ตื่น (หน้า 262)

          ชาวปกาเกอะญอมีแนวความคิดว่าผืนดินและต้นไม้เปรียบเสมือนพื้นที่แห่งความหวัง และการปลูกป่าใหม่นั่นจะทำได้อย่างยั่งยืนหากกระทำผ่านการทำไร่หมุนเวียน (หน้า 275)

          ปฏิทินของชาวกะเหรี่ยงนั้นเริ่มที่การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นการทำไร่หมุนเวียน และสิ้นสุดเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว (หน้า 280)

Education and Socialization

          ชาวกะเหรี่ยงถูกบังคับให้เข้าเรียนในระบบโรงเรียน เพื่อให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของคนไทย ซึ่งการเข้าเรียนในระบบโรงเรียนมีส่วนทำให้ความรู้ของชนเผ่าค่อยๆ หายไป (หน้า 5,24) และมีการเรียนรู้ที่จะประยุกต์นำความรู้ท้องถิ่นให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อสร้างแผนที่เพื่อแสดงอาณาเขตของป่าของชุมชน พื้นที่เพาะปลูก ฯลฯ (หน้า 7)

          มีการถ่ายทอดความรู้โดยการใช้ hta นิทานและเรื่องราวต่างๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอดวามทรงจำและเรื่องของการต่อสู้ของบรรพบุรุษเพื่อป้องกันพื้นที่ที่ทุกคนใช้อยู่อาศัย (หน้า 14)

          พิธีกรรมของชาวกะเหรี่ยง เช่น Kicu คือการผูกด้ายรอบๆ ข้อมือพร้อมกับอธิษฐานในหัวข้อต่างๆ , Luj pgaj คือพิธีที่เกี่ยวกับการเสียสละเพื่อป่า ซึ่งปฏิบัติกันทุกวัน แต่เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการแย่งทรัพยากรหรือการตั้งถิ่นฐาน พิธีกรรมจะถูกยกระดับเป็นการบวชต้นไม้ เพื่อปกป้องป่า(หน้า 26)

          ชาวกะเหรี่ยงมีเอกลักษณ์ที่หลากหลายขึ้นกับแนวทางการปฏิบัติ ชาวกะเหรี่ยงแต่ละคนสามารถสร้างเอกลักษณ์ของตนเองได้หลายรูปแบบในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน (หน้า29)

          มีการถ่ายทอดความรู้ผ่านการให้เด็กรุ่นใหม่เข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ในฐานะผู้เข้าร่วมแบบห่างๆ เพื่อให้ได้ฝึกฝนรับรู้องค์ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ของชนเผ่า ซึ่งจะทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตในแบบของชนเผ่า (หน้า 30)

          Hta เป็นเครื่องมือในการหาเพื่อนใหม่หรือแสดงความสนใจต่อเพศตรงข้าม (หน้า 152)

          มีการจับอันดับผู้ที่สามารถร้อง hta ได้ดีที่สุดโดยชุมชน ผู้ที่มีความสามารถมากทั้งชายและหญิงจะเรียกว่า Moj Hsov (หน้า 156)

          ชาวปกาเกอะญอจะถ่ายทอดตำนานระหว่างการจัดงานศพ (หน้า 166)

          ในการต่อสู้ทางสิ่งแวดล้อมและการเมือง เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกสอนโดยตรงทีละขั้นจากผู้ใหญ่ แต่จะถูกสอนผ่านทาง hta และองค์ความรู้อื่นๆ ของปกาเกอะญอ มีการจัดตั้งหลักสูตรพิเศษเพื่อศึกษา hta เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน hta และเป็นชาวปกาเกอะญอเต็มตัวในขณะเดียวกัน (หน้า 186)

          นิทานและเรื่องเล่าต่างๆ ของชาวปกาเกอะญอทำให้สร้างจิตสำนึกในการดูแลแผ่นดินของบรรพบุรุษ (หน้า 214)

          Hta เป็นเครื่องมือในการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง (หน้า  247)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

          ชาวกะเหรี่ยงมีการสร้าง hta (กลอนหรือเพลงท้องถิ่น) นิทานและเรื่องราวที่แสดงถึงขอบเขตของตน Hta เป็นการรวบรวมความรู้ท้องถิ่นของชาวกะเหรี่ยงให้อยู่ในการแสดงออกทางการพูดหรือการร้องเพลง เป็นการแสดงถึงทุกด้านของชีวิตและมีบทบาทสำคัญต่อกิจกรรมภายในช่วงชีวิต และยังเป็นการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับทุกระดับชั้นในสังคม โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ใช้ hta เป็นสื่อในการพัฒนาความสัมพันธ์ หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความรู้ ค่านิยม และเอกลักษณ์ของชีวิตสำหรับเด็กชาวกะเหรี่ยง (หน้า 24-25)
          Hta เป็นโคลงประกอบด้วย 2 บรรทัด บรรทัดละ 7 พยางค์ โดยสามารถใช้ประกอบการเล่านิทานได้ hta มีหลายรูปแบบ บางประเภทไม่มีการกำหนดจำนวนบรรทัด เช่น hta dau bo นักร้อง hta นั้นส่วนใหญ่จะมีเป็นการแปลความหมายของ hta ให้เข้ากับสถานการณ์ hta มีอยู่จำนวนมาก แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มคือ hta htoo hta ywaz (hta สำหรับสิ่งมีชีวิตขั้นสูง, hta miz hta pgaj (บทเพลงจากผู้อาวุโส), hta auf moov (เพลงแต่งงาน) และ hta taj ca (บทเพลงในงานศพ),hta hsgei hta dei (บทเพลงทั่วไปและเบ็ดเตล็ด) โดยอาจจะเพิ่มอีก 1 กลุ่มคือ hta maz miz hposaf ho (บทเพลงกล่อมเด็ก) (หน้า 151-152)
          ความรู้เกี่ยวกับ hta ได้ลดลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980เป็นต้นมา โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่และชาวกะเหรี่ยงที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ (หน้า 24)
          ชาวกะเหรี่ยงมีการถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นและความลำบากที่ได้รับภายหลังการประกาศพื้นที่สงวนผ่านทาง hta  (หน้า 71)
          ตัวอย่าง hta เช่น Au hti k’tau hti auf kauj k’tauz kauj =ใช้น้ำ ต้องดูแลน้ำ, ใช้ที่ดินและป่าก็ต้องดูแลที่ดินและป่า (หน้า 14)
          ผู้ที่คิดค้นบทกลอน หรือวลีต่างๆเรียกว่า Wi หรือศาสดา และเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการแปลความหมายของสำนวนต่างๆ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งเมื่อชุมชนเกิดปัญหา wi จะเลือกและแปลสำนวน เพื่อปลอบประโลมจิตใจคนในชุมชน ซึ่งในกรณีของการต่อสู้ทางสิ่งแวดล้อมและการเมืองนั้น ผู้นำการเคลื่อนไหวจะทำหน้าที่เป็น  Wi ด้วยในเวลาเดียวกัน เพื่อแปลสำนวนตามความหมายหรือแปลให้เป็นแนวทางในการต่อสู้ ทำให้องค์ความรู้ในอดีตของชุมชนยังคงอยู่และถูกปรับให้เข้ากับยุคสมัย โดยมักจะมีการอ้างอิงถึง hta ต้นฉบับก่อนที่จะมีการเริ่มแปลความใหม่ (หน้า 151,156)
          Hta ส่วนมากจะสั้น แต่มีความหมายคลอบคลุมในทุกมุมมอง มีการใช้คำที่นุ่มนวลแต่กลับมีพลังต่อผู้ฟังเพราะว่า hta นิทาน และกลอนต่างๆ มาจากคำสั่งสอนและความรู้ของบรรพบุรุษ เชื่อกันว่า hta บทหนึ่งสามารถแปลความหมายได้ 7 แบบ ซึ่งผู้แปลจะเป็นคนเลือกความหมายที่เข้ากับสถานการณ์ในตอนนั้นๆ มากที่สุด (หน้า 153)
          เนื้อหาของ hta ประกอบด้วยข้อความที่ต้องการบอกว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ เป็นสิ่งที่แสดงถึงค่านิยมและองค์ความรู้สำหรับชุมชนและเผ่า (หน้า 156)
          Hta ถูกใช้เพื่อส่งเสริมชาวกะเหรี่ยงให้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวต่างๆ โดยทำให้ชาวกะเหรี่ยงรู้สึกด้วยตนเอง, สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเพื่อที่จะเข้าใจและเตรียมพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลง ทำให้ hta มีส่วนร่วมในขบวนการสร้างอำนาจในการต่อต้านผู้ที่มีอำนาจมากกว่า เช่นกลุ่ม NEM ก็มีการนำ hta มาใช้ (หน้า 156-157,163)
          ในอดีต hta ถูกใช้เพื่อท้าทายในการต่อสู้กับศัตรูหรือในการแข่งขันระหว่างผู้ที่มีความรู้ทางด้าน hta แต่ในการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมและการเมือง hta ถูกใช้เพื่อท้าทายอำนาจของผู้ที่เหนือกว่าเพื่อเรียกร้องสิทธิ์เหนือทรัพยากรธรรมชาติ การแปลความหมายของ hta เปรียบเสมือนการสร้างพื้นที่ในการต่อต้านอำนาจของผู้ที่เหนือกว่า (หน้า 166)
          Hta เป็นเครื่องมือที่ทรงอำนาจในการเสนอแนวทางแก้ไขของปัญหาในชุมชน (หน้า 166)
          การขับร้อง hta เป็นความพยายามในการสร้างพื้นที่ทางสังคมของผู้แสดง ซึ่งเนื้อหาภายในนั้นเป็นได้ทั้งนามธรรมและรูปธรรม และสามารถให้ผู้ฟังเข้าถึงได้โดยตรงและโดยนัย โดยนัยเช่นการประกอบพิธีกรรมโดยการใช้ hta เพื่อเล่าเรื่องและสร้างฐานอำนาจในการต่อต้าน โดยตรงเช่นการจัดประชุมเสวนาเป็นต้น (หน้า 167)
          ชาวกะเหรี่ยงมีเครื่องดนตรีท้องถิ่นชิ้นหนึ่งเรียกว่า Tei Naj เป็นเครื่องดนตรีลักษณะคล้ายพิณ ประกอบด้วยสาย 6-8 สาย (หน้า 180,280)
          ชาวกะเหรี่ยงรุ่นใหม่มีการนำ hta มาปรับให้เป็นบททเพลง มีการแปลเป็นภาษาไทยเพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นที่ไม่ใช่กะเหรี่ยงได้ (หน้า 184)
          Hta htauf hsoof (hta สำหรับการท้าทายอำนาจ) เป็น hta ที่นำมาใช้ในการต่อรองกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ในอดีตจะใช้ในการทักทายระหว่างกลุ่ม 2 กลุ่มที่ต่างกัน ซึ่งสามารถนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างกลุ่มได้ ทั้งด้วย hta หรือเวลาจะต่อสู้กัน โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ ผู้ชายหนุ่มมักจะชอบชับร้อง hta เหล่านี้ต่อสู้กันเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเป็นคนที่เก่งที่สุดในกลุ่ม หรือเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง หรือในบางครั้งก็ทำเพื่อสร้างบรรยากาศครื้นเครงให้กับงานเทศกาล (หน้า 264)

Folklore

          เรื่องของดอยม่อนเปีย (Doi Mon Pia) ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่น มีเรื่องเล่าว่ามีผู้หญิงกะเหรี่ยงชื่อ Nauj Hsaf Iv Klez ถูกส่งลงมาจากสวรรค์เพื่อเกิดเป็นมนุษย์อยู่บนยอดเขา พญานาคที่เดินทางผ่านมาตามแม่น้ำขานได้พบเธอที่ริมแม่น้ำแล้วเกิดตกหลุมรัก จึงพยายามจะพาตัวเธอไป โดยการโอบรัดภูเขา ปู่ของเธอพบเข้าจึงเข้าปกป้องเธอด้วยการส่งฟ้าผ่าลงมาที่ตัวพญานาค ทำให้เธอปลอดภัยและอาศัยอยู่บนยอดเขาเพื่อปกป้องที่ดินและผู้คนบริเวณโดยรอบมาตั้งแต่นั้น (หน้า 17)
          ตำนานของ Hta : เชื่อกันว่าในตอนแรกนั้นยังไม่มี hta แต่ว่า Cau Hpof qai เป็นผู้ที่เริ่มเขียนขึ้น (หน้า 154)
          ตำนานของต้นไทร (legend of the Banyan Tree) เป็นตำนานที่แสดงความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างโลกของชาวกะเหรี่ยง โดยเชื่อว่าในตนแรกมีเพียงน้ำ พระเจ้าจึงได้เปลี่ยนฟองน้ำให้กลายเป็นต้นไม้ เมื่อมีต้นไทรกำเนิดขึ้น ก็มีปลวกอยู่บนต้นไม้ ทำหน้าที่สร้างดินให้กับโลก แสดงถึงความเชื่อที่ว่าน้ำเป็นต้นกำเนิดของชีวิต ต้นไทรเป็นต้นกำเนิดของโลกและปลวกเป็นต้นกำเนิดของดิน (หน้า 169)
          มีเรื่องเล่าถึงภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 แห่ง ประกอบไปด้วย Doi Nguan Pia, Wat Lueng และ Klau Maw Hkof ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียงกันในลักษณะขาตั้งเตาหุงอาหาร เชื่อกันว่าทั้ง 3 ภูเขานี้จะคอยปกป้องหมู่บ้านจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ (หน้า 212)
          มีนิทานเรื่อง K’hsau tij หรือจ่าฝูงช้าง ที่เล่าถึงหญิงผู้หนึ่งที่เดินตามรอยเท้าช้างและได้ดื่มกินน้ำในรอยเท้า แล้วทำให้ตั้งครรภ์ เมื่อเธอคลอดลูก และลูกโตขึ้น เธอก็อนุญาตให้ลูกชายเดินทางออกตามหาช้างตนนั้น ซึ่งเมื่อเจอกับช้างที่เป็นพ่อซึ่งเป็นจ่าฝูงของช้างทั้งหมด พ่อช้างก็ได้มอบเขี้ยววิเศษให้กับลูกชาย และเมื่อลูกชายเดินทางกลับมายังบ้าน เขาก็ได้สร้างเมืองขึ้นมาชื่อว่า Weij Kif Mai หรือที่รู้จักกันในชื่อเชียงใหม่ (หน้า 234-235)
          มีนิทานเรื่อง Do k’o qai kwauj (นกฮูกทนายความที่เก่งกาจ)  ซึ่งเล่าถึงความสามารถของนกฮูกทนายความที่ช่วยตัดสินความเป็นธรรมให้กับเด็กกำพร้าที่ถูกพระราชาใช้อำนาจบังคับเอาลูกม้าที่เพิ่งเกิดไป (หน้า  243-245)
          มีนืทานเรื่อง tiv loo laที่เล่าถึงเด็กชายคนหนึ่งที่รับประทานอาหารเยอะมาก จนแม่เลี้ยงไล่ออกจากบ้านไป เขารู้ตัวเองว่าไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง ดังนั้นเขาจึงต้องหาเพื่อนเพื่อช่วยสนับสนุนเขา (หน้า 251)
          มีนิทานเรื่อง Htof maiv hkof (นกทราย) เล่าถึงแม่นกที่วางไข่ไว้แต่ถูกช้างเหยียบไข่แตกหมด แม่นกจึงเดินทางไปขอให้สัตว์ตัวอื่นๆ ช่วยเหลือจนทำให้ช้างตัวนั้นตกหน้าผาตาย (หน้า 253)
          นิทานเรื่อง Mauj Liv Tij (ลิงตัวใหญ่) กล่าวถึงผู้ชายที่แต่งงานกับลูกสาวเจ้าเมืองแล้วอพยพไปอยู่นอกเมืองด้วยกันเนื่องจากญาติฝ่ายหญิงไม่พอใจกับการแต่งงาน ทั้งสองคนต้องการพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกขนาดเท่ากับต้นไทรเมื่อล้ม จึงหยุดที่ต้นไทรต้นหนึ่งเพื่อรอที่จะให้ต้นไทรแห้งเหี่ยวแล้วจะได้เผาต้นไม้ทิ้งได้ แต่เมื่อเผาทีไร วันรุ่งขึ้นก็ต้นไทรก็จะกลับฟื้นมาใหม่อีกครั้ง เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ทุกวัน จนทั้งคู่ตัดสินใจไปพบกับ Wi ซึ่งบอกทางแก้ให้กับคนทั้งคู่ว่าให้ไปมอมเหล้าลิง แล้วตัดอัณฑะของลิงออกมาใช้เป็นเครื่องต่อรองกับลิงให้ช่วยเหลือ (หน้า 260-261)
          มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ Nauj wa Seij ที่ไปตัดต้น Naval ซึ่งถือว่าเป็นการฆ่าบุตรแห่งป่า  และชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้ก็จะทำให้มีคนหนึ่งตาย (หน้า 268)
          นิทานเรื่อง Hswif dauv Htauv (หมาและหมู) เล่าว่ามีในบริเวณที่เพาะปลูก มีหมากับหมูอยู่ตัวหนึ่ง หมูนั้นทำงานตลอด แต่หมานั้นไม่ทำอะไรเลยนอกจากกันเดินไปเดินมาและทิ้งรอยเท้าไว้ทุกแห่ง ซึ่งเจ้าของก็เห็นแล้วนึกว่าหมานั้นทำงานอยู่ตลอด (หน้า 272)
          มีเรื่องเล่าของ Htof bi qaj ที่เล่าว่าสมัยก่อนนั้นการทำไร่หมุนเวียนเป็นสิ่งต้องห้าม (หน้า 276)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          การที่ชาวกะเหรี่ยงถูกมองว่าเป็นกลุ่มหนึ่งของชาวเขานั้นทำให้ถูกมองในแง่ลบจากคนไทยเพราะถือว่าชาวเขานั้นไม่ใช่คนไทยแต่เปรียบเสมือนข้าหรือคนต่างด้าว โดยเฉพาะนักวิชาการและนักเขียนในช่วงศตวรรตที่ 19 ที่พร้อมใจกันมองชาวป่าชาวเขาในแง่ลบ (หน้า 53) นอกจากนั้นคนไทยยังเชื่อกันว่าชาวเขาเป็นกลุ่มที่มีการเพาะปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอยซึ่งทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลง ล้าหลัง และสกปรก (หน้า 31-32,54)

          ในการต่อสู้กับหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อให้ได้สิทธิในการถือครองที่ดินภายในพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตคุ้มครอง ทำให้ชาวกะเหรี่ยงมีการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่าย โดยมีการรวมกลุ่มกับชาวเขากลุ่มอื่นด้วยเช่น ละหู่ หรือม้ง หรือเกษตรกรชาวไทยพื้นราบ (หน้า 6,91)

          ชาวกะเหรี่ยงมีการสื่อสารกับกลุ่มอื่น เพื่อการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ (หน้า 26) ตลอดการเจรจากับหน่วยงานรัฐบาลหรือกับคนในชุมชน มีการใช้ความรู้ท้องถิ่นมารวมกับความรู้สมัยใหม่ เป็นส่วนหนึ่งทำให้ชาวกะเหรี่ยงสามารถเอาชนะในการเจรจา (หน้า 27)

          การสร้างภาพลักษณ์ให้กับชาวกะเหรี่ยงว่าเป็นผู้พิทักษ์ป่าและนักอนุรักษ์นั้นทำให้สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือและสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับนโยบายของภาครัฐ โดยชาวกะเหรี่ยงนำความรู้ท้องถิ่นและวัฒนธรรมมาปรับเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทั้งคนนอกและคนในเผ่ามองว่าชาวกะเหรี่ยงนั้นเปรียบเสมือนบุตรแห่งป่าหรือเป็นผู้ที่ห่วงใยและคุ้มครองป่า (หน้า 38,39)

          กลุ่ม NEM มีการนำวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงมาปรับใช้เป็นยุทธวิธีในการต่อสู้กับรัฐบาล โดยเฉพาะ Hta เพราะว่า 1. hta สามารถส่งข้อความที่สำคัญออกไปได้ 2. Hta สามารถส่งสารที่ไม่อาจส่งได้ด้วยทางอื่น 3. ข้อความที่ส่งด้วย hta นั้นจะไม่ถูกฝ่ายตรงข้ามเข้าใจได้โดยง่าย (หน้า 184,186)

Social Cultural and Identity Change

          การที่เด็กรุ่นใหม่ต้องเข้าโรงเรียนทำให้ไม่ได้อยู่ในชุมชน จึงทำให้การเรียนรู้ถึงองค์ความรู้ที่เป็นของชนเผ่าน้อยลง (หน้า 30)

          ปัจจุบันการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวผ่านทางการร้อง hta ในงานศพลดลงเหลือเพียงมีกี่ชุมชน แม้ว่าเมื้อ 20 ปีที่แล้วจะสามารถพบเห็นได้ในทุกหมู่บ้าน (หน้า 35)

          ในอดีตชาวกะเหรี่ยงจะให้ศรัทธากับผู้นำทางศาสนา เช่น ครูบาต่างๆ และมีการเคลื่อนไหวในทางศาสนา แต่ในปัจจุบันมีการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมและการเมือง ซึ่งชาวกะเหรี่ยงต้องเป็นผู้นำด้วยตนเอง (หน้า 95)

          ในอดีต Hif hkof (หมอผี) เป็นผู้ครอบครอง Kauj และเป็นผู้เดียวที่สามารถประกอบพิธีกรรมต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบัน Kauj เป็นของชุมชนและทุกคนมีสิทธิที่จะใช้และดูแลทรัพยากรเหล่านั้น (หน้า 201)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

          การประกาศพื้นที่สงวนทางนิเวศได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกของชาวกะเหรี่ยงอย่างมาก ทำให้ชาวกะเหรี่ยงไม่พอใจกับมาตรการนี้ เนื่องจากวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงสามารถอยู่ร่วมกับป่า คุ้มครอง ปกป้องป่าได้ และไม่มีการทำลายป่าเพื่อการเพาะปลูกอย่างที่คนเมืองเข้าใจ ทำให้มีการรวมกลุ่มกันเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านนโยบายดังกล่าว

          ชาวกะเหรี่ยงได้ใช้หลายวิธีในการต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิและที่ดินของตนเองกลับมา เช่นการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ ใช้อุบายและแผนการให้คนงานเหมืองกลัว และการพูดคุยกับผู้ที่มีอำนาจสูงกว่า 

Google Map

Map/Illustration

แผนที่แสดงบริเวณลุ่มแม่น้ำแม่วางและแม่ขาน

Text Analyst กรกนก ศฤงคารีเศรษฐ์ Date of Report 28 เม.ย 2559
TAG ปกาเกอะญอ, ป่าไม้, ภาคเหนือ นิเวศ, การเคลื่อนไหว, วัฒนธรรม, การต่อรอง, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง