ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลีซู,ผู้สูงอายุ, วิถีชีวิต, สิ่งแวดล้อม, อายุยืน, แม่ฮ่องสอน
Author ธัญชุลี เข็มเพ็ชร
Title วิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุชาวเขาเผ่าลีซอที่มีอายุยืนยาว
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลีซู, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
(เอกสารฉบับเต็ม) Total Pages 108 หน้า Year 2551
Source ธัญชุลี เข็มเพ็ชร. (2551). วิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุชาวเขาเผ่าลีซอที่มีอายุยืนยาว. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต, สาขาวิชาการส่งเสริมสุขภาพ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
Abstract

          เป็นการศึกษาเรื่องวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุชาวเขาเผ่าลีซอทั้งในอดีตและปัจจุบัน ด้วยการสัมภาษณ์ สังเกตและสนทนากับผู้สูงอายุชาวลีซอ  
          จากการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุชาวลีซอส่วนใหญ่ยังคงมีวิถีชีวิตแบบเดิมเหมือนในอดีต มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้เงินเป็นหลักมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุบางรายเกิดความเครียด กลัวไม่มีเงิน และกลัวลูกหลานทอดทิ้ง แต่พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่สามารถปรับตัวได้อย่างดี ส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรงจากการรับประทานอาหารแบบดั้งเดิมและดื่มชา และออกกำลังกายโดยการทำไร่ ออกกำลังกายโดยการทำงานบ้านและเดินเล่น เข้านอนแต่หัวค่ำ ตื่นนอนเช้าตรู่ และนอนพักหลังมื้อเที่ยง

Focus

          เน้นการศึกษาถึงวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุชาวเขาเผ่าลีซอทั้งในอดีตและปัจจุบันเน้นการศึกษาถึงวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุชาวเขาเผ่าลีซอทั้งในอดีตและปัจจุบัน

Theoretical Issues

          ใช้การลงพื้นที่สัมภาษณ์ สังเกตและสนทนากับผู้สูงอายุและญาติเพื่อรวบรวมข้อมูลและนำมาเปรียบเทียบกับหลักการและทฤษฏีต่างๆ การตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล (Data Triangulation)

Ethnic Group in the Focus

ลีซอ ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาลีซอไม่มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง แต่มีการนำตัวอักษรโรมันมาประยุกต์
ภาษาพูดเป็นภาษาในกลุ่มธิเบต – พม่า (หน้า 32)

Study Period (Data Collection)

พ.ศ.2550

History of the Group and Community

          ในปี พ.ศ. 2507 มีชาวเขาเผ่าลีซอกลุ่มแรกๆ อพยพเข้ามายังพื้นที่ตำบลสบป่อง โดยมีการตั้งชุมชนเล็กๆ แต่ภายหลังได้มีชาวเขาอพยพเข้ามาอยู่มากขึ้นในอีก 15 ปีถัดมา (หน้า 45)

Settlement Pattern

          ชาวลีซอจะตั้งบ้านเป็นกลุ่มๆ ตามที่ราบเชิงเขาก่อนจะค่อยๆ ขยายออกไปอย่างไม่เป็นระเบียบ (หน้า 52)

          ชาวลีซอมีหลักในการเลือกที่ตั้งถิ่นฐาน คือจะต้องมีภูเขาโอบล้อม 3 ด้าน ด้านหลังเป็นที่ตั้งของศาลผีอารักษ์ชุมชน เป็นสัญลักษณ์ของผี ด้านซ้ายมือเป็นที่ฝังศพบรรพบุรุษ เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงปลอดภัย ด้านขวามือใช้เป็นที่เพาะปลูก แสดงถึงทรัพย์สิน โดยภูเขาด้านขวาจะต้องต่ำกว่าด้านซ้ายจะได้เก็บรักษาทรัพย์สินได้ ด้านหน้าเปิดโล่ง มีน้ำจากลำห้วยที่ผ่านป่ามาโดยตรง (หน้า 88)

Demography

          ประชากรในแต่ละหมู่บ้านตำบลสบป่อง เป็นชาวลีซอร้อยละ 80 ร้อยละ 20 เป็นกะเหรี่ยง มูเซอ ไทยใหญ่ และชาวพื้นเมือง ซึ่งทั้งหมดร้อยละ 40 เป็นผู้ไม่ได้รับสัญชาติ ไม่มีบัตรประชาชน  ผู้สูงอายุชาวลีซอมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าผู้สูงอายุของประเทศ (หน้า 3)

          ชาวลีซออพยพมาจากประเทศพม่าและจีนตามแนวภูเขา พรมแดน จนถึงบริเวณแม่น้ำโขง ปัจจุบันในประเทศไทยพบชาวลีซอใน 10 จังหวัดทางภาคเหนือ (หน้า28)

Economy

          ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่และทำการเกษตรเกือบตลอดทั้งปี (หน้า 3)

          ชาวลีซอจะปลูกพืชเป็นหลัก เช่นข้าว ข้าวโพด พริก ฝ้าย ฯลฯ โดยส่วนใหญ่จะปลูกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน นอกจากนั้นยังมีการเลี้ยงสัตว์ เช่นไก่ หมู วัว แพะ (หน้า 31)

          ทรัพยากรธรรมชาติที่พบได้มากในพื้นที่ คือ ป่าไม้ ถ้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติจากแม่น้ำลางและลำห้วยอูมอง (หน้า 47) มีหมู่บ้านที่ใช้ไฟฟ้าได้เพียง 3 หมู่บ้าน การประปาแบบภูมิภาคมีใน 2 หมู่บ้าน นอกนั้นจะเป็นการประปาแบบภูเขา มีศาลาประชาคมและหอกระจายข่าวประจำในหมู่บ้าน (หน้า 48)

          มีการปลูกขิง ถั่วแดง และเผือกเพื่อขาย โดยรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนก่อนหักค่าใช้จ่ายคือประมาณ 30,000 บาทต่อปี (หน้า 51)

          อาหารที่ชาวลีซอรับประทานนั้นปรุงไม่ยากและใช้เวลาไม่นานโดยจะใช้วัตถุดิบจากภายในท้องถิ่น ซึ่งมาจากไร่หรือป่า มีการรับประทานปลาน้อยมาก ส่วนใหญ่จะประกอบอาหารโดยการแกงผักและเนื้อต่างๆ ถ้ามี โดยมีเครื่องปรุงหลักคือเกลือ พริก และผงชูรส

          นอกจากนั้นเนื้อยังสามารถนำมาคั่ว ปิ้ง หรือย่างให้สุกก่อนนำมากินกับข้าวได้ (หน้า 59)

          ไม่นิยมอาหารประเภทผัด นึ่ง หรือทอด (หน้า 60)

          ชาวลีซอชอบรับประทานน้ำชามากพอๆ กับรับประทานน้ำ เพราะเชื่อว่าดื่มชาแล้วจะทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง เป็นสารต้านพิษ (หน้า 61)

          มีการทำไร่แบบหมุนเวียน มีการพักที่ดินให้ฟื้นตัวเองประมาณ 10-20 ปี ไม่มีการถือกรรมสิทธ์ที่ดิน แต่ในปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐได้เข้ามาจัดการเพื่อป้องกันการบุกรุกป่าสงวน ที่ดินจึงมีจำกัด มีการซื้อขายที่ดิน (หน้า 91)

          ในอดีตมีการปลูกฝิ่นขาย แต่ในปัจจุบันมีการเพาะปลูกพืชเพื่อการพาณิชย์ คือข้าวไร่เป็นพืชหลัก ข้าวโพดเพื่อเลี้ยงสัตว์ ขิง เผือกและถั่วแดงเป็นพืชเศรษฐกิจ (หน้า 93-94)

          ชาวลีซอรุ่นใหม่มีการประกอบอาชีพค้าขายและรับจ้างในชุมชนเมืองมากขึ้น การปลูกพืชพาณิชย์ต้องใช้ต้นทุนที่สูงมากขึ้น มีการตัดเย็บกระเป๋าผ้าจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP (หน้า 94)

Social Organization

          การสืบตระกูลให้ความสำคัญกับฝ่ายชาย คือเป็นการแต่งงานเข้าตระกูลของฝ่ายชาย ซึ่งเมื่อลูกชายคนโตแต่งงานแล้วจะต้องอยู่กับพ่อแม่จนกว่าน้องชายจะแต่งงาน จึงจะสามารถแยกครอบครัวเดี่ยวได้ ลักษณะครอบครัวจึงเป็นแบบครอบครัวขยายซึ่งอยู่รวมกันประมาณ 3 รุ่น มีพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว (หน้า 30)

          สังคมลีซอให้ความสำคัญกับบุตรชายคนสุดท้องซึ่งจะต้องเป็นผู้ดูแลพ่อแม่ เป็นผู้สืบสกุลและรับมรดก ส่วนบุตรสาวที่แต่งงานออกไปแล้วก็จะถือว่าไปเป็นคนของตระกูลฝ่ายชายทันที แต่ยังคงความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเดิมเช่นเดิม (หน้า 67)

          ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุกับครอบครัวอยู่ในแบบพึ่งพิง โดยมีเพียงส่วนน้อยที่ยังสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ (หน้า 68)

          ในสังคมลีซอทุกคนจะนับถือกันเหมือนญาติ มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งจะมากขึ้นเป็นพิเศษหากเป็นญาติกัน โดยจะไม่มีการเอาเปรียบกันแต่ถ้าเป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติจะมีการต่อรองเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์มากที่สุด (หน้า 69)

          ชาวลีซอต้องความมีชื่อเสียงและได้รับความนับถือจากสังคม และไม่ต้องการความอับอายหรือเสียชื่อเสียง (หน้า 86)

          มีการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายลีซอเพื่อส่งเสริมการรักษาประเพณีวัฒนธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ (หน้า 86)
 
          การแต่งงาน กลุ่มตัวอย่างแต่งงานหมดทุกคน สังคมลีซอการแต่งงานจะมี 2 ลักษณะ คือ การฝ่ายชายต้องให้สินสอดตามที่ครอบครัวฝ่ายหญิงกำหนด โดยปกติจะเรียกประมาร 2000-2500 บาท จากนั้นฝ่ายหญิงจะต้องไปอยู่ในครอบครัวฝ่ายชาย ลักษณะที่ 2 คือ ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเรียกสินสอด แต่ฝ่ายชายไม่สามารถหาสินสอดมามอบให้ได้ เมื่อแต่งงานฝ่ายชายจะต้องมาอยู่บ้านฝ่ายหญิงและต้องทำงานจะคิดค่าแรงทำงานจากลูกเขยปีละ 1000 บาท และลูกสาว 500 บาท โดยทั่วไปจะขึ้นเขยประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นฝ่ายชายก็จะแยกไปตั้งบ้านใหม่(หน้า 79)

Political Organization

          ผู้นำหมู่บ้านลีซอจะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย และเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมติดต่อกับเทพเจ้า ซึ่งแต่ก่อนจะมีการสืบทอดทางสายโลหิตแต่ในปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นการคัดเลือกจากความสามารถ โดยมีตำแหน่งดังนี้
          1. ฆว่าทูว์ – ทำหน้าที่ปกครองหมู่บ้าน ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
          2. มือหมือผะ – ผู้นำทางความเชื่อและเป็นผู้ดูแลอาปาโหม่
          3. หนี่ผะ – หมอผีซึ่งทำหน้าที่รักษาอาการเจ็บป่วย
          4. โชโหม่ว – ผู้อาวุโสของชุมชน (หน้า 30)

          ความสัมพันธ์ระหว่างชาวลีซอกับเทพที่ดูแลถูกกำหนดด้วยพิธีกรรมในการใช้ทรัพยากร และกติกาในการใช้ทรัพยากรร่วมกันของชุมชนนั้นมีอำนาจธรรมชาติเป็นตัวกำหนดและควบคุม (หน้า 32)

          ในปัจจุบันมีการปกครองเหมือนหมู่บ้านในชนบททั่วไป คือมีผู้ใหญ่บ้าน และมีการปกครองแบบดั้งเดิมควบคู่ไปด้วย (หน้า 97)

Belief System

          ชาวลีซอที่ ต. สบป่องจะนับถือนับถือเทพและผีบรรพชน มีบางส่วนที่นับถือศาสนาคริสต์ จะมีการตั้งศาลเจ้าให้เคารพ มีหมอเมืองเป็นผู้ดูแลเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ มีวันศีลที่ชาวลีซอจะต้องหยุดงานและเซ่นไหว้ที่ศาล นอกจากนี้ยังมีการนับถือผีตามความเชื่อของเผ่าลีซอ เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีป่าไร่ (หน้า 70)
 
          ชาวลีซอมีการนับถือเทพเจ้าต่างๆ ดังนี้
          1. หวูซาผะโหม่ – ผู้ที่สร้างมนุษย์ให้มาเกิดและอาศัยอยู่บนโลก
          2. อิ๊ดามา – เทพที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติบนโลกให้มีความอุดมสมบูรณ์
          3. อาปาโหม่ – เทพที่ดูแลความสงบสุขของชุมชน

          นอกจากนั้นชาวลีซอยังมีการนับถือบรรพชนตามสายตระกูลฝั่งพ่อ (หน้า 29)

          ชาวลีซอเชื่อว่าคนกับผีอยู่กันคนละโลกแต่มีความรู้สึกและความต้องการที่เหมือนกัน เชื่อว่าวิญญาณที่ได้รับการเซ่นไหว้สมำเสมอจะมีพลังมาก ผีอารักษ์และวิญญาณบรรพชนจึงมีพลังอำนาจเหนือกว่าคน หากมีการทอดทิ้งผี ไม่เซ่นไหว้ ผีอาจจะโกรธ ทำให้เกิดเหตุร้ายกับมนุษย์ได้ (หน้า 84-85)

          มีชาวลีซอบางคนนับถือศาสนาคริสต์ (หน้า 85)

Education and Socialization

          ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษาและไม่เห็นความสำคัญมากนักนอกจากเรียนเพื่ออ่านเขียนภาษาไทยได้เท่านั้น (หน้า 49) ข้อมูลจากรายงานบัญชี 1-8 ประจำปี พ.ศ. 2550 โรงพยาบาลปางมะผ้า พบว่า มีผู้ไม่ได้เรียนหนังสือร้อยละ 60 ผู้จบการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 20 ผู้จบมัธยมศึกษาร้อยละ 18 ผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาขึ้นไปมีเพียงร้อยละ 2 ทักษะการใช้ภาษาไทย พบว่า สามาถฟังและพูดภาษาไทยร้อยละ 50 ไม่สามารถฟังและพูดภาษาไทย ร้อยละ 50 มีเพียงร้อยละ 20 ที่สามารถฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาไทยได้(หน้า 49)

          ชาวลีซอมีประเพณีหลายอย่างเช่น การต้อนรับแขกโดยการดื่มน้ำชา ดื่มเหล้า กินหมาก และสูบบุหรี่ ซึ่งขึ้นอยู่กับแขกที่มาเยี่ยม การแต่งงานซึ่งมี 2 แบบคือการซื้อฝ่ายหญิงและการขอขึ้นเขย วันขึ้นปีใหม่หรือประเพณีกู่เฉียที่ตรงกับวันตรุษจีน ซึ่งจะมีการเต้นรำเป็นวงกลมหมุนรอบๆ ต้นไม้ปีใหม่ตามจังหวะฯลฯ มีวันกินข้าวโพดใหม่ วันไหว้บรรพบุรุษที่หลุมฝังศพ การทำผี (หน้า 77-84)

          เด็กลีซอในปัจจุบันได้รับการศึกษามากขึ้น ทำให้มีการนำความรู้มาถ่ายทอดให้กับชุมชน เช่ นการใช้ห้องน้ำ อาบน้ำบ่อยขึ้น ฯลฯ  แต่ก็มีการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดีมาเช่นกัน (หน้า 93)

Health and Medicine

          ในสมัยก่อนเนื่องจากแหล่งน้ำอยู่ไกล ทำให้ชาวลีซออาบน้ำ 2-3 วันต่อ 1 ครั้ง สระผมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และไม่มีการใช้สบู่หรือแชมพูในการอาบน้ำ และจะมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เมื่อมีการอาบน้ำพร้อมกับการซักเสื้อผ้าชุดเก่าแบบไม่ใช้ผงซักฟอกแต่ใช้การขยี้และฟาดกับก้อนหิน ทำให้พบว่าเสื้อผ้าที่ซักแล้วไม่สะอาดและมีกลิ่นอับ มีการล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าและแปรงฟันด้วยการใช้มือหรือผ้าขัดถูทุกวัน ในปัจจุบันพบว่ามีการดูแลสุขอนามัยที่ดีขึ้นเล็กน้อยโดยพบว่าบางส่วนมีการใช้สบู่และแชมพู ซึ่งพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีกลิ่นตัว ฟันมีคราบดำ แต่ไม่ค่อยพบปัญหาฟันผุ (หน้า 55-56)

          ในอดีตมีการขับถ่ายในป่าหรือพุ่มไม้ ไม่มีการกลบฝังหรือล้างแต่จะเช็ดทำความสะอาดด้วยใบไม้ แต่ในปัจจุบันมีการปรับมาใช้ห้องน้ำในการขับถ่ายมากขึ้น (หน้า 58)

          น้ำดื่มในอดีตเป็นน้ำที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพน้ำ คือตักมาจากน้ำตามธรรมชาติเช่นน้ำฝน น้ำในลำห้วย แล้วนำมาดื่มเลย แต่ในปัจจุบันมีการทำท่อประปาทำให้สะดวกมากขึ้นแต่ยังไม่มีการต้นหรือกรองน้ำก่อนกิน (หน้า 61)

          ชาวเผ่าลีซอไม่มีการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นแบบแผนแต่มีการมีการทำงานและฝึกซ้อมเต้นรำ ทำให้มีรูปร่างสมส่วนทั้งชายและหญิง (หน้า 62)

          ผู้หญิงไม่มีกิจกรรมนันทนาการที่ชัดเจนนอกจากการรวมกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าหรือในช่วงเวลาเทศกาลจึงจะได้รับการผ่อนคลายและสนุกสนาน แต่ผู้ชายมีการรวมกลุ่มดื่มเหล้าข้าวโพด เล่นดนตรี ร้องเพลง และเต้นรำหลังจากเลิกงานจากไร่ (หน้า 62) เมื่อาวุโสขึ้นและไม่ได้ทำงานในไร่เหมือนเมื่อก่อน จึงมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นการเดินเล่น หรือทำงานเล็กน้อยภายในบ้านแทน (หน้า 62)

          มีการนอนหลับอย่างเพียงพอประมาณ 8-9 ชั่วโมง คือเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเนื่องจากเหนื่อยจากการทำงานและตื่นตั้งแต่เช้า เพื่อออกเดินทางไปทำไร่ ผู้สูงอายุหลายคนมีการนอนพักผ่อนช่วงสั้นๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงในตอนเที่ยง (หน้า 63)

          ผู้สูงอายุบางรายที่มีความเครียดอาจเกิดปัญหานอนไม่หลับ โดยจะพยายามคลายเครียดด้วยการจับกลุ่มพูดคุยกัน พยายามไม่คิดมาก และหางานอย่างอื่นทำเพื่อให้ลืม (หน้า 66)

          โดยส่วนใหญ่จะมีการใช้ยาสมุนไพรที่ผู้อาวุโสบอกต่อๆ กันมา เช่น รากต้นอารูซึสื่อและอานาซาจาสามารถนำมารักษาโรคมาลาเรียหรือไข้สั่นได้ ใบอะค่าโมใช้ห้ามเลือด ต้นอูป๊ะนาคูทึกสามารถนำมาทารักษาอาการกลาเกลื้อนได้ เป็นต้น (หน้า 71) ถ้ายังไม่หายจะไปรักษากับหมอผี และประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผี ถ้ายังไม่หายอีกจึงจะพามาโรงพยาบาล (หน้า 72) ในปัจจุบันชาวบ้านมักจะเลือกการรักษาควบกันทั้งแบบท้องถิ่นและไปหาที่โรงพยาบาล มีการลดความสำคัญของยาสมุนไพรลงไป (หน้า 72)

          ด้านอาหารการกิน กลุ่มตัวอย่างมีการรับประทานที่เรียบง่าย พืชผักมาจากในไร่หรือหามาจากป่า  ฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายหาวัตถุดิบและเตรียมอาหาร อาหารส่วนใหญ่ เป็นพืชผัก เช่น  ผักกาด มันฝรั่ง ถั่วฝักยาว แตงกวา ฟักทอง นำมาแกง หากมีเนื้อ เช่น หมู ไก่ ก็ใส่ เครื่องปรุงหลักคือ เกลือ พริก และผงชูรส ชาวลีซอส่วนใหญ่จะกินอาหารรสเค็ม เนื่องจากนิยมใช้เกลือและผงชูรสเป็นหลัก(หน้า 60)

          ชาวลีซอนิยมดื่มน้ำชา ดื่มบ่อยแทนน้ำ โดยเชื่อว่าดื่มชาแล้วทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง(หน้า 60)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

          ชาวลีซอมีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสซึ่งสะท้อนถึงความกล้าในการตัดสินใจและความเป็นอิสระชน (หน้า 28)
          ชาวลีซอนิยมปลูกบ้านที่ติดกับพื้นดิน ภายในแบ่งเป็นห้องโดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นฝากั้นห้อง ตรงกลางด้านในสุดจะเป็นหิ้งบูชาบรรพบุรุษ (หน้า 31)
          ผู้ชายแต่งกายด้วยกางเกงขากว้างยาวเลยเข่าคล้ายกางเกงขาก๊วย เสื้อคล้ายแจ๊กเก็ตสีดำประดับด้วยโลหะเงินรูปครึ่งวงกลมเย็บติดกับตัวเสื้อทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
          ผู้หญิงแต่งกายด้วยกางเกงสีดำยาวเลยเข่าเล็กน้อย มีเสื้อคลุมยาวที่มีสีสันสดใส ตกแต่งด้วยผ้าหลากสีเย็บติดกันเป็นแผ่น คาดเข็มขัดผ้าสีดำขนาดใหญ่ เมื่อมีงานฉลองหรือพิธีกรรมจะสวมเสื้อกั๊กผ้ากำมะหยี่ประดับด้วยโลหะครึ่งวงกลม
          เครื่องประดับของทั้งชายและหญิงทำจากผ้าหลากสีเย็บเป็นเส้นยาว มีไหมพรมตัดเป็นรูปกลมติดอยู่ปลายด้านหนึ่ง ผู้ชายจะประดับไว้ด้านหน้า แต่ผู้หญิงจะประดับไว้ด้านหลัง (หน้า 31-32) โดยปัจจุบันผู้หญิงยังแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าอยู่ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ภายในหมู่บ้าน แต่เมื่อออกนอกหมู่บ้านจะไม่นิยมใส่นัก ส่วนผู้ชายมักจะใส่เพียงครึ่งท่อนคือกางเกง โดยจะแต่งกายครบชุดเมื่อมีเทศกาลสำคัญเท่านั้น (หน้า 50)
          ไม่นิยมสร้างบ้านที่มีหน้าต่างเพื่อป้องกันอากาศหนาวและลมเย็น (หน้า 52)
          นิยมสร้างห้องครัวนอกบ้านและสร้างจากไม้ไผ่ (หน้า 75)
          ชาวลีซอแต่ละคนจะมีเสื้อผ้าประมาณ 2-3 ชุด โดยจะใส่สลับกันไปจนกว่าจะเก่าหรือขาดจึงจะมีการตัดเย็บชุดใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลานานในการตัดเย็บ เฉลี่ยแล้วแต่ละคนจะได้ชุดใหม่ 1 ชุดต่อปี (หน้า 56)
          มีค่านิยมของผู้หญิงที่จะต้องไว้ผมยาว (หน้า 57)
          ในปัจจุบันพบว่ามีการแยกเสื้อผ้าเป็นเสื้อผ้าสำหรับใส่ทำงานกับใส่เพื่ออื่นๆ มีการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามากขึ้น

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          ชาวเผ่าลีซอจะไม่ปฏิเสธวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่างจากของตนโดยที่ยังไม่ทดลอง แต่จะทดลองและเลือกมาปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของชนเผ่า (หน้า 3)
          ในอดีตชาวลีซอไม่นิยมติดต่อกับคนนอกเผ่ายกเว้นเวลาต้องการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือซื้อขาย แต่ถ้าต้องอยู่ร่วมกันก็อยู่ได้ (หน้า 85) กับคนนอกชนเผ่าวลีซอมักจะยึดผลประโยชน์ให้กับตัวเอง มีการต่อรองเพื่อผลประโยชน์มากที่สุด (หน้า 86)

Social Cultural and Identity Change

          ปัจจุบันการตัดเย็บเสื้อผ้าเปลี่ยนจากการเย็บด้วยมือเป็นการเย็บด้วยจักรเย็บผ้า และไม่นิยมทอผ้าเอง โดยเปลี่ยนไปซื้อจากในเมืองแทน ทำให้ใช้เวลาตัดเย็บน้อยลงแต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น (หน้า 57)

          ปัจจุบันวัตถุดิบในการประกอบอาหารมาจากการซื้อมากขึ้น เพราะมีพ่อค้าและร้านค้านำสินค้ามาขาย (หน้า 60)

          ในปัจจุบันชาวลีซอนอนดึกขึ้นเพราะมีกิจกรรมให้ทำ เช่นการดูโทรทัศน์ แต่ยังคงตื่นในเวลาเดิม (หน้า 64)

          ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยพบปัญหาความเครียดแต่เมื่อมีการใช้เงินในชีวิตประจำวันทำให้ปัจจุบันผู้สูงอายุมีความเครียดมากขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม (หน้า 65)

          บางครอบครัวที่สามีไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้เพียงพอ ทำให้ภรรยาต้องมีบทบาทช่วยสามีทำงานหาเงินมากขึ้นเช่นการออกรับจ้างในเมือง ซึ่งเป็นการเพิ่มหน้าที่ให้กับผู้หญิงลีซอมากขึ้นและรู้สึกเท่าเทียมกับสามี จนทำให้เกิดการไม่ยอมกันเมื่อทะเลาะเบาะแว้ง (หน้า 67)

          การที่เด็กรุ่นใหม่ต้องออกไปเรียนนอกหมู่บ้าน ทำให้ขาดแรงงานในการทำไร่ เกิดความห่างเหินกันในชุมชน และเกิดการจ้างแรงงานขึ้น (หน้า 69)

          ครอบครัวขยายในสังคมลีซอในปัจจุบันมีการขาดตอนมากขึ้นเพราะสมาชิกบางคนต้องไปทำงานในเมือง (หน้า 73)

          การสร้างบ้านมีการเปลี่ยนไปโดยใช้ปูน ไม้ กระเบื้องและอิฐตามแบบคนพื้นราบมากขึ้น ทำให้บ้านแข็งแรงมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านมากขึ้นเพื่อบ่งบอกฐานะ (หน้า 75)

          มีการเซ่นไหว้ผีน้อยลงเนื่องจากความยากจนและการที่ต้องออกไปทำงานที่อื่น (หน้า 85)

Critic Issues

Other Issues

ไม่มีข้อมูล

Google Map

Map/Illustration

1. ภาพแสดงแผนที่ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2. ภาพแสดงอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
3. ภาพแสดงการแต่งกายของชาวลีซอ
4. ภาพแสดงการอาบน้ำในบริเวณที่อาบน้ำสาธารณะของหมู่บ้าน
5. ภาพผู้สูงอายุที่ยังทำไร่อยู่ และผู้สูงอายุที่ทำหน้าที่เลี้ยงหลาน
6. ภาพแสดงการพบปะพูดคุยระหว่างผู้สูงอายุกับสมาชิกคนอื่นในชุมชน
7. ภาพหิ้งบูชาบรรพชนกลางบ้าน
8. ภาพแสดงลักษณะบ้านของชาวลีซอ
9. แผนผังบ้านของชาวลีซอ
10. ภาพแสดงการเต้นรำของชาวลีซอในประเพณีปีใหม่
11. ภาพแสดงการทำนายกระดูกไก่โดยหมอผี
12. ภาพแสดงสาลาหลู่
13. ภาพแสดงภูมิประเทศและการตั้งบ้านเรือน

Text Analyst กรกนก ศฤงคารีเศรษฐ์ Date of Report 29 มิ.ย 2560
TAG ลีซู, ผู้สูงอายุ, วิถีชีวิต, สิ่งแวดล้อม, อายุยืน, แม่ฮ่องสอน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง