ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, สิบสองจุไท , หนองแฮด, หนองปรง, เพชรบุรี
Author บุญยงค์ เกศเทศ
Title “ไทดำ” เมืองแถง “ทรงดำ”ถิ่นสยาม จากหนองแฮด ถึง หนองปรง
Document Type หนังสือ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 235 หน้า Year 2554
Source บุญยงค์ เกศเทศ.ไทดำ” เมืองแถง “ทรงดำ”ถิ่นสยาม จากหนองแฮด ถึง หนองปรง .อินทนิล.กรุงเทพฯ.232 หน้า
Abstract

หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมความรู้และนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ ไททรงดำ หรือลางโซ่ง ในแง่มุมต่างๆของการดำรงชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรม ทั้งทางด้านภาษา วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรมและศาสนาของของชาวไทดำ พบว่า ผู้ไท หรือ ไทดำ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แต่ถูกเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น
ขณะที่อยู่เมืองแถง เรียกว่า ผู้ไท แต่เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในสยามก็จะถูกเรียกชื่อต่างๆออกไป อาทิ ไทดำ ไททรงดำ โซ่ง ลาวโซ่ง ซ่ง เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามในสำนึกของแต่ละคนล้วนเข้าใจตรงกันว่าเป็น “ผู้ไท”

Focus

เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ “ไทดำ ผู้ไท ไททรงดำหรือลาวโซ่ง”ที่ได้จากประสบการณ์ตรงที่ผู้เขียนได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆจนเกิดความผูกพันและถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานชิ้นนี้

Theoretical Issues

ผู้เขียนได้ใช้ประสบการณ์จากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มไทดำ ผู้ไท ไททรงดำหรือลาวโซ่ง และถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชาวไทดำในพื้นที่ต่างๆ
วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณีพิธีกรรมและศาสนา ความเชื่อ รวมถึงภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ “ไทดำ ผู้ไท ไททรงดำหรือลาวโซ่ง” 

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ ทรงดำ ไททรงดำ ผู้ไท โซ่ง หรือลาวโซ่ง ในเวียดนามและไทย

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาไทดำ ไททรงดำ หรือลาวโซ่ง

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำนั้น มีหลักฐานเส้นทางการอพยพทั้งในกรณีถูกกวาดต้อน และแสวงหาที่อยู่อาศัยตามแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ต้องเดินทางโดยใช้ทางน้ำเป็นหลัก เดิมประเทศสยาม ลาว และเวียดนามเป็นผืนดินเดียวกัน ชาวไทดำจึงได้มาสร้างดินแดนสิบหกเจ้าไท จนที่สุดเหลือเพียงสิบสองเจ้าไท เนื่องจากอยู่ท่ามกลางศูนย์กลางอำนาจจากสยาม ลาว เวียดนามจึงทำให้เกิดการกวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยในดินแดนต่างๆ
 
จากหลักฐานในหนังสือเจ้าชีวิต ของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงบันทึกข้อความไว้ว่า ผู้ครองนครอาณาจักรเวียงจันทน์ทูลขอพลเมืองที่เป็นลูกหลานของไทดำ ซึ่งถูกกวาดต้อนมาสู่ประเทศสยามในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชคืนเมืองลาว แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยืนยันว่า พลเมืองนี้เป็นของไทยมาแต่เดิม เพิ่งจะถูกกวาดต้อนไปเมืองลาวภายหลัง จึงไม่ยอมคืนให้ และมีปรากฏให้พงศาวดารไทยว่า โซ่ง เป็นคนไทยแท้เพราะมีแซ่หรือนามสกุลมาแต่เดิมตามแบบชาวจีน
 
ด้วยเหตุผลดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดให้ยกทัพไปกวาดเอาพลเมืองในเมืองแถงและสิบสองจุไทที่เป็นไทดำลงมากรุงเทพฯหลายครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มไทดำที่อยู่เมืองเพชรบุรี (หน้า 44)
 
ปัจจุบันไทยทรงดำกระจายตัวอยู่ในจังหวัดต่างๆ จ.เพชรบุรี อยู่ที่บ้านสะพานยี่หน(บ้านตาล) เวียงคอย วังตะโก หนองพลับ และทุ่งเฟื้อ ในเขตอำเภอเมือง 
อำเภอเขาย้อย บ้านเขากระจิว แม่ประจันต์ ท่าโล้ บ้านห้วยท่าช้าง หนองเข้ หนองปรง หนองจิก ทับคาง ดอนทราย เขาย้อย หนองชุมพล หนองประดู่ หนองปลาไหล หนองกระพ้อ หนองซอ และเขาหัวจีน 
อำเภอบ้านลาด บ้านห้วยข้อง หนองโสน และบ้านกรวย 
อำเภอชะอำ บ้านชะอำ 
อำเภอบ้านแหลม บ้านท่าช้าง
 
จังหวัดราชบุรี
อำเภอจอมบึง ต.ดอนคลัง ต.บัวงาม
อำเภอดำเนินสะดวก ต.โคกตับเป็ด
อำเภอบางแพ บ้านดอนคา
อำเภอปากท่อ บริเวณภูเขาทอง
 
จังหวัดนครปฐม
อำเภอเมือง บ้านดอนขนาด บ้านสะแกราย ต.ดอนยายหอม บ้านดอนทราย ต.สระกระเทียม
อำเภอกำแพงแสน บ้านยาง ต.ทุ่งตระพังโหม  บ้านหนองขาม ต.ทุ่งขวาง บ้านชาวไร่ ต.กระตีบ บ้านห่าง ต.ห้วยม่วง บ้านไผ่คอย บ้านไผ่สงคราม บ้านไผ่โทน ต. ดอนข่อย บ้านดอนทอง บ้านดอนมะกอก บ้านบ่อน้ำจืด ต. สระสี่มุม บ้านสระ บ้านหัวซุกบัว บ้านหนองหมู บ้านหนองกเทียม บ้านไร่ใหม่ บ้านหนองพงนก ต. สระพัฒนา บ้านกำแพงแสน ต. รงพิกุล
อำเภอดอนตูม บ้านหัวถนน ใน ต.ดอนพุทรา บ้านแหลมกระเจา ต.ลำลูกบัว
อำเภอสามพราน บ้านลำเอียก บ้านตากแดด บ้านหนองอีแบน ต.ตลาดจินดา
อำเภอบางเลน บ้านหนองพิสมัย ต.บางไทรป่า บ้านดอนขมิ้น บ้านทรายไหม บ้านหัวทรายลาว  ต.ดอนตูม บ้านเกาะแรด ต.บ้านหนองปรง บ้านปลายคลองบางเลน บ้านไผ่หูช้าง
ต.ไผ่หูช้าง
 
จ. สุพรรณบุรี
อำเภอเมือง ต.บางกุ้ง
อำเภออู่ทอง ต สระยายโสม ต.บ้านดอน ต.หนองโอ่ง ต.ดอนมะเกลือ ต.บางโข้ง
อำเภอบางปลาม้า
 
และยังกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ กาญจนบุรี สมุทรสาคร ลพบุรี พิษณุโลก กำแพงเพชร สุโขทัยอุตรดิตถ์ เลย ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ และพิจิตร(หน้า 38-39)

Settlement Pattern

สำหรับรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน ลักษณะการตั้งบ้านเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ ทรงดำ ไททรงดำ ผู้ไท โซ่ง หรือลาวโซ่ง สามารถสรุปได้ดังนี้
       
บ้านเรือนของชาวไทดำนั้นมักอยู่รวมกับเป็นชุมชนมีจำนวนตั้งแต่ 20 หลังคาเรือนไปจนถึง 200 หลังคาเรือน มักตั้งอยู่ใกล้หนองน้ำใหญ่ หรืออ่างเก็บน้ำที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้อย่างเพียงพอ ส่วนลักษณะของบ้านนั้นชาวไทดำจะปลูกสร้างบ้านเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 9 เมตร ยาว 15 เมตร เป็นลักษณะเรือน 5 ห้อง ใต้ถุนสูงและใช้ใต้ถุนเป็นที่เก็บเครื่องมือ
เครื่องใช้ในการเกษตร เป็นคอกวัวควาย เป็ด ไก่ และเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมอื่นๆ
       
ส่วนหลังคาจะมุงด้วยหญ้าคา ดินขอ ดินเผา สังกะสี หรือกระเบื้อง นิยมทำบันไดขึ้นบ้านสองทาง ฝาบ้านกั้นด้วยไม่ไผ่สาน หรือไม้ฝาจริง มีหน้าต่างและประตูเพียงไม่กี่บาน ใช้บันได 7-9 ขั้นตามความเชื่อ รูปทรงบ้านเรือนของชาวไทดำบ้านหนองแฮดนั้นเป็นลักษณะการสร้างบ้านแบบดั้งเดิมซึ่งมีความแตกต่างจากการสร้างบ้านเรือนของชาวไททรงดำหรือลาวโซ่งที่เพชรบุรี ที่มีการปรับเปลี่ยนจนแทบไม่หลงเหลือร่องรอยเดิมอยู่เลย
       
ทั้งนี้อาจจะเป็นผลมาจากการได้รับอิทธิพลทางด้านต่างๆที่ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสร้างบ้านเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ไททรงดำหรือลาวโซ่งที่เพชรบุรี รวมถึงภาคอีสานด้วย เพื่อให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน (หน้า 173-181)

Demography

ไม่มีข้อมูล

Economy

ชาวไทดำนิยมประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยการทำนา และทำไร่เป็นหลัก โดยจะปลูกทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว อีกทั้งยังเลี้ยงสัตว์ทั้งที่เลี้ยงไว้เพื่อใช้งานและใช้ในการบริโภคต่างๆ รวมถึงมีการนำผลผลิตที่ผลิตได้ไปขาย เช่น พืชไร่ พืชสวน ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่ว งา สับปะรด มะละกอ หน่อไม่สด หน่อไม้ส้ม มะเขือ และผลไม้ต่างๆ มีทั้งข้าสาร ฟืน ไม้ไผ่ และอีกมากมายไปขายยังตลาดของชุมชนเพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับครอบครัว 

Social Organization

ชาวไทดำนับถือและศรัทธาผีแถนหลวง ผีเฮือน ผีด้ำ ซึ่งถือว่าเป็นผีดี และช่วยป้องกันผีร้ายซึ่งจะมีพิธีกรรมเลี้ยงผีทุกครอบครัว สำหรับการรักษาพยาบาล ชาวไทดำจะรักษากับ แม่มด หรือหมอมด เป็นผู้ที่มีหน้าที่ปัดรังควาน สะเดาะเคราะห์ ต่ออายุ รักษาโรค หมอนั้นจะทำหน้าที่ต่างจาก มด ตรงที่เป็นผู้ปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม โดยทำหน้าที่ใช้ปี่ หรือแคนเป่าเรียกขวัญ (หน้า 135)
 
ส่วนหมอเยื้อง ทำหน้าที่เสี่ยงทายเพื่อหาสาเหตุของโรคหรืออาการเจ็บป่วย และหมอปัด หมอเป่า ทำหน้าที่บำบัดรักษาผู้เจ็บป่วยด้วยเวทมนต์ คาถา และยาสมุนไพร มีบทบาทสำคัญมากในการประกอบพิธีกรรมและรักษาโรคต่างๆ และเป็นผู้ที่มีความสำคัญทางสังคมและการดำรงชีวิตของชาวไทดำเป็นอย่างมาก
        
ส่วนสถานภาพทางครอบครัวนั้นพ่อมีอำนาจชี้ขาด มีการสืบทอดวงศ์ตระกูล มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สำหรับการแต่งงานนั้นหลังจากแต่งงานแล้วจะต้องไปอยู่บ้านเจ้าสาว หลังจากที่มีผู้สืบสกุลแล้วสามารถย้ายไปอยู่บ้านเจ้าบ่าวได้

Political Organization

มีความเชื่อถือศรัทธานับถือศาสนาพุทธ และนับถือผีบรรพบุรุษ ซึ่งถือเป็นกรอบหรือแนวทางสำคัญในการดำรงชีวิตทั้งนี้ถือเป็นการปกครองในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการที่เป็นที่ยอมรับและยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด
 
ส่วนแม่มด หรือหมอมดจะมีบทบาทสำคัญในการประกอบพิธีกรรมและรักษาโรคต่างๆ ทั้งยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตของชาวไทดำอย่างมาก

Belief System

ชาวไทดำยังคงดำรงวิถีวัฒนธรรมความเชื่อดังเดิมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยมีความเชื่อศรัทธาเรื่องผี ผีฟ้า พญาแถนหรือเทพผู้เป็นใหญ่บนท้องฟ้า (หน้า 64) และยังมีแถนหลวงซึ่งเป็นใหญ่กว่าแถนทั้งปวงเป็นผู้กำหนดบทบาทให้กับแถนต่างๆ แต่ช่วงหลังชาวไทดำเริ่มได้รับอิทธิพลของพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูเข้ามา ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวคิดและระบบความเชื่ออย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเชื่อเกี่ยวกับพระอินทร์เพิ่มเป็นเทพอีกองค์หนึ่งด้วย หรือที่เรียกว่า แถนอินทร์ อีกด้วย
 
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ชาวไทดำเชื่อและยึดเป็นหลักปฏิบัติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น ความเชื่อเรื่ององค์ประกอบในการสร้างบ้านที่สำคัญ คือ เสาเรือนสองเสา ได้แก่

-เสาแฮก หรือเสาเอก ซึ่งคนไทดำเชื่อถือว่าเป็นเสาสำคัญที่จะนำความยั่งยืน และความอุดมสมบูรณ์มาให้ จึงนิยมห้อยหรือแขวนกระดองเต่า ข้าวโพก ฝ้าย ไม้ไผ่สาน หรือปลัดขิกไว้ที่
เสาต้นนี้
 
-เสาเจ้าเสื้อ เป็นเสาต้นด้ำ เสาวิญญาณหรือเสาขวัญของเจ้าของบ้าน สำหรับไว้เป็นที่ตั้งหิ้งบูชาผีเรือน (หน้า 181)

ในส่วนของพิธีกรรมที่ชาวไทดำยืดถือและปฏิบัตินั้นมีหลายพิธีกรรม เช่น พิธีลงข่วง ซึ่งเป็นธรรมเนียมทีเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้พบปะพูดคุยกัน  หรือเรียกว่าธรรมเนียมโอ้สาว ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจเลือกคู่ครองของหนุ่มสาวไทดำ (หน้า 89)

พิธีสู่ผัวสู่เมีย หรือกินดอง ชาวไทดำจะมีการกำหนดเกณฑ์อายุ โดยกำหนดให้ผู้ชายมีอายุ 20 ปี และผู้หญิงมีอายุตั้งแต่ 16-19 ปี แต่ชาวไทดำถือว่าอายุ 18 ปีเป็นอายุที่เหมาะสมที่สุด(หน้า 88)

พิธีเรียกขวัญ สู่ขวัญ หรือรับขวัญ เช่น เมื่อมีแขกต่างถิ่นมาบ้าน หรือลูกหลานไปเรียน หรือไปทำงานเมื่อกลับมาบ้านผู้ใหญ่ที่บ้านก็จะทำพิธีรับขวัญแขกที่มาบ้านหรือลูกหลานที่กลับบ้าน
 
นอกจากนี้ยังมีพิธีเซ่นสรวงผีบรรพชน พิธีเซ่นสรวงหอผี เซ่นไหว้ผีเรือน พิธีเสนเคราะห์ พิธีไหว้เฮา พิธีศพ พิธีเชิญวิญญาณ และอีกมากมาย

Education and Socialization

ชาวไทดำใช้ภาษาไททรงดำ หรือลาวโซ่ง และมีอักษรเป็นของตนเองตั้งแต่โบราณ เรียกว่า อักษรหางหนู และอักษรไทดำ หรือไททรงดำ

Health and Medicine

ชาวไทดำมีภูมิปัญญาในการรักษาโรค หรือการเจ็บป่วยต่างๆ โดยจะรักษากับ แม่มด หรือหมอมด เป็นผู้ที่มีหน้าที่ปัดรังควาน สะเดาะเคราะห์ ต่ออายุ รักษาโรค  หมอนั้นจะทำหน้าที่ต่างจาก มด ตรงที่เป็นผู้ปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม โดยทำหน้าที่ใช้ปี่ หรือแคนเป่าเรียกขวัญ (หน้า 135)
 
ส่วนหมอเยื้อง ทำหน้าที่เสี่ยงทายเพื่อหาสาเหตุของโรคหรืออาการเจ็บป่วย และหมอปัด หมอเป่า ทำหน้าที่บำบัดรักษาผู้เจ็บป่วยด้วยเวทย์มนต์ คาถา และยาสมุนไพร
 
กล่าวได้ว่า เมื่อเกิดความเจ็บป่วยต้องทำพิธีเรียกขวัญ โดยมีมดเป็นผู้ทำพิธี ทำหน้าที่ต่ออายุ และแก้ไขการกระทำต่างๆที่ผิดผีอันเป็นสาเหตุให้เกิดความเจ็บป่วย หรือเมื่อรักษาด้วยยาพื้นเมืองแล้วยังไม่หาย ต้องไปหามด หรือหมอ เพื่อทำพิธีเสกเป่าเยียวยาแก้ไข แต่ถ้ายังไม่หายอีก ก็ต้องขอร้องมด ให้รักษาด้วยการขับมด และเสี่ยงทายด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้ทราบสาเหตุด้วยการเจ็บป่าย ซึ่งพิธีขับมดนั้น เป็นการเชิญผีมดให้มาช่วยในการวินิจฉัยสาเหตุของการเจ็บป่วย โดยสุ่มถามสาเหตุว่า ถูกผีอะไรทำ และก็จะเสี่ยงทายหาคำตอบด้วยวิธีการสาดข้าวลงพื้น
สามครั้ง ให้ได้จำนวนคู่หรือ คี่สลับกัน จนกระทั่งทราบถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยว่าถูกผีใดทำ จึงเริ่มรักษาตามอาการ เป็นต้น

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ลักษณะของบ้านนั้นชาวไทดำจะปลูกสร้างบ้านเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 9 เมตร ยาว 15 เมตร เป็นลักษณะเรือน 5 ห้อง ใต้ถุนสูงและใช้ใต้ถุนเป็นที่เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร เป็นคอกวัวควาย เป็ด ไก่ และเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมอื่นๆ หลังคาจะมุงด้วยหญ้าคา ดินขอ ดินเผา สังกะสี หรือกระเบื้อง นิยมทำบันได้ขึ้นบ้านสองทาง ฝาบ้านกั้นด้วยไม่ไผ่สาน หรือไม้ฝาจริง มีหน้าต่างและประตูเพียงไม่กี่บาน ใช้บันได 7-9 ขั้นตามความเชื่อ จากการศึกษาพบว่า ในช่วงหลังมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสร้างบ้านเรือน ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากชาวไทดำได้รับอิทธิพลจากภายนอก ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสร้างบ้านเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ไททรงดำหรือลาวโซ่ง เพื่อให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน (หน้า 173-181)
       
งานหัตถกรรมของชาวไทดำนั้นนิยมทอผ้าในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำงาน โดยจะทอไว้ใช้เอง เช่นเสื้อฮี เป็นเสื้อที่ถักทอจากผ้าดิบ ย้อมด้วยคราม หรือมะเกลือให้เป็นสีเทาดำ หรือ
น้ำเงินหม่น ด้านในของเสื้อจะเย็บเป็นแถบริ้วสีสันต่างๆ ได้แก่ แดง เหลือง เขียว สอดสลับเป็นลวดลายสวยงาม
       
การแต่งกายชาวไทดำนิยมนุ่งผ้าซิ่นลายแตงโม หรือ ผ้าซิ่นสีดำ โพกผ้าเปียว และสวมเสื้อก้อม เสื้อฮี โดยชาวไทดำแต่ละคนนั้นจะต้องมีเสื้อฮีสามชุด ถ้ามีไม่ครบสามผืนก็อาจจะถูกนินทาเอาได้ เนื่องจากชาวไทดำต้องมีเสื้อฮีสามตัว ไว้สำหรับนุ่งตัวหนึ่งตอนตาย ใช้คลุมโลงสองตัว ส่วนเสื้อเอมนั้นไว้คลุมหัว เผาเฉพาะตัวที่นุงอยู่ ส่วนตัวที่คลุมโลงอยู่เราต้องเก็บกลับมาไว้บ้าน ส่วนชุดบ่าวสาวจะมีจุดเด่นที่งอบ หรือหมวกสาน ย่ามแดง ฝักมีด และชุดเจ้าสาวต้องมีฟืมทอผ้า ต้องมีกระบอกน้ำก่อนจะขึ้นบ้านสามี เพราะต้องล้างหน้าล้างเท้าให้สะอาด นอกจากนี้หญิงสาวยังเคร่งครัดเรื่องการแต่งกายและทรงผมอย่างมาก เนื่องจากเป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม และยังเป็นตัวบ่งชี้ความแตกต่างระหว่างหญิงที่แต่งงานแล้วกับหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน(หน้า 191-193)

Folklore

ชาวไทดำมีนิทาน ตำนาน กลอนร้อง มีการขับเพลงเพื่อใช้ในการประกอบกิจกรรมต่างๆในสังคมมีทั้ง ในส่วนของความเป็นมาของชาวไทดำ ตำนานพญาแถน ตำนานเมืองแถนของ
ชาวไททรงดำ(หน้า 111) เช่น การร้องเพลงในการเก็บเกี่ยวข้าว การเกี้ยวพาราสีสำหรับหนุ่มสาวไทดำ หรือที่เรียกว่าการโอ้สาว มักจะไม่มีการล่วงเกินกัน กลัวว่าจะผิดผี จึงทำให้หนุ่มสาวชาวไทดำมีการขับเพลง ในส่วนของเนื้อเพลงจะเป็นการถ่ายทอดเกี่ยวกับ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์การทำมาหากิน นิทาน ตำนาน เรื่องเล่าที่สืบทอดมาจากบรรพชน เช่น ขับเมือง ขับฟั่น ขับเต่าน้อย อีหลานอี หลำ ขับไต่ปู่เศิก ขับขุนลูนางอั้ว ขับบ่าวสาว เป็นต้น (หน้า 90-91)

นอกจากนี้ชาวไทดำยังเชื่อเรื่องแถนแพนหรือเทพแห่งดนตรี มาสอนให้รู้จักเล่นดนตรี และฝึกทำเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ เช่น ฆ้อง กลอง กรับ ปี่ พาทย์ ดีดพิณ เป่าแคน เป็นต้น (หน้า 118)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

จากการศึกษาพบว่า ผู้ไท หรือ ไทดำ เป็นกลุ่มชาติพันธ์เดียวกัน แต่ถูกเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น ขณะที่อยู่เมืองแถง เรียกว่า ผู้ไท แต่เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในสยามก็จะถูกเรียกชื่อต่างๆ
ออกไป อาทิ ไทดำ ไททรงดำ โซ่ง ลาวโซ่ง ซ่ง เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามในสำนึกของแต่ละคนล้วนเข้าใจตรงกันว่าเป็น “ผู้ไท”

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมของชาวไทดำนั้น พบว่า เมื่อเทียบกับในอดีตสังคมและวัฒนธรรมของชาวไทดำได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน รวมถึงธรรมเนียมแบบดั้งเดิมนั้นก็ได้ปรับเปลี่ยนไป คงไว้เพียงการบอกปากต่อปาก การบอกเล่า ส่วนการเซ่นสรวงผีฟ้าพญาแถน และผีบรรพชนเท่านั้นที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อถือ เคารพ และศรัทธาที่ยังดำรงไว้ในปัจจุบัน

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ทรงผมของผู้หญิงชาวไทดำ หรือไททรงดำนั้นมีความหมายแตกต่างกันไป ซึ่งเป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์ที่เป็นตัวบ่งชี้ความเป็นตัวตนของผู้หญิงชาวไทดำหรือไททรงดำไว้อย่างชัดเจน เช่น ทรงผมเอื้อมไหล่ เป็นทรงผมของหญิงที่เริ่มเป็นสาว ทรงผมขอดกะต๊อก เป็นทรงผมของผู้หญิงวัย 16-17 ปี ทรงผมขอดซอย เป็นทรงผมของหญิงสาววัย 17-18 ปี สามารถเกล้าผมได้ และทรงผมปั้นเกล้า เป็นทรงผมสำหรับผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไปจนตลอดชีวิต (หน้า 93-95)

นอกจากนี้ยังมี “ปิ่น”ซึ่งถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างหญิงที่แต่งงานแล้วกับหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน(หน้า 93)

Google Map

Map/Illustration

1. รูปอนุสาวรีย์เท่าตัวจริงของ ครูสมัย อ่อนวงศ์ “ยอดขุนพลแคนแดนสยาม”(หน้า 22)
2. รูปหนู ไหมสีทอง มือกลองของวง “สมัย อ่อนวงศ์”เพื่อร่วมรุ่นของผู้เขียน (หน้า 23)
3. รูปการไว้ผม “ปั้นเกล้า”ของคนไททรงดำในอดีต (หน้า 29)
4. รูปภาพจากผ้าเปียวสีดำปักไหมสีสันสดใสของคนไทดำบ้านหนองแฮด และบ้านอื่นๆที่อยู่รายรอบเมืองแถง ซึ่งใช้ผ้าโพกศีรษะเป็นหลักมาเป็นสีขาวของคนไททรงดำบ้านหนองปรงใช้พาดบ่าคล้องคอ หรือเป็นสไบเฉียงตลอดจนมาเป็นผ้าแพรวาของคนผู้ไทในอีสาน (หน้า 51)
5. รูปภาพลักษณะบ้านเรือนและภูมิประเทศของเมืองแถง (หน้า 59)
6. รูปภาพเส้นทางเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยของไทดำ จากเมืองแถงสู่บ้านหนองปรง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี มีบางกลุ่มเดินทางกลับเมืองแถงจึงตั้งชุมชนอยู่ในจังหวัดต่างๆ (หน้า 73)
7. รูปภาพไม้ฟื้นเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่แม่บ้านไทดำในหมู่บ้านรอบเมืองแถงพ่วงท้ายรถถีบนำมาเสนอขาย (หน้า 84)
8. รูปภาพกลุ่มผู้หญิง “ไทดำ”บ้านหนองแฮด บ้านหนองสามหมื่นและบ้านอื่นๆในละแวกเมืองแถง นำผลผลิตจากชุมชนทั้งข้าวสาร หน่อส้ม(หน่อไม้ดอง) รวมไปถึงพืชผักผลไม้ต่างๆมาวางขายในตลาดเช้า และตลาดแลง (หน้า 85)
9. รูปภาพเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว คนไทดำบ้านหนองแฮดและบ้านอื่นๆรอบเมืองแถงยังคงใช้วิธี “เอาเหื่อ”(ลงแขก)ช่วยกัน (หน้า 115)
10. รูปภาพวิถีทอผ้าของผู้หญิงไทดำยังคงปฏิบัติอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง (หน้า 115)
11. รูปภาพ พิธี “กินดอง”ของแขกเหรื่อญาติมิตรที่มาร่วมงานแต่งงานของคนไทดำบ้านหนองรวง (หน้า 122)
12. รูปภาพการเดินทางไปไร่นาเรียกว่า “ไปตีน”ของคนไทดำในเมืองแถงยังดำเนินอยู่เป็นวิถีชีวิตประจำวัน  (หน้า 122)
13. รูปภาพวิธีกระเตงลูกหลานไว้ข้างหลัง (หน้า 123)
14. รูปภาพ “เฮือนแก้วตั้งไว้บนหลุมฝังศพของไทดำ บ้านหนองแฮด” (หน้า 131)
15. รูปภาพการทำพิธี “เสนเคราะห์”ของคนไททรงดำบ้านหนองปรง (หน้า 137)
16. รูปภาพหมอเสนกำลังทำพิธี “เสนเฮือน” ด้วยเครื่องเส้นไหว้ผีบรรพชน (หน้า 145)
17.รูปภาพเฮือนไททรงดำบ้านหนองปรงในอดีต (หน้า 171)
18. รูปภาพลักษณะบ้านเรือนแบบต่างๆของไทดำ ที่อยู่รายรอบเมืองแถง บริเวณใต้ถุนบ้านยังคงใช้เป็นคอกวัว ควาย เป็ด ไก่ ทอผ้า หรือทำกิจกรรมอื่นๆ (หน้า 183)
19. รูปภาพการต้มเหล้าตามวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่นยังคงดำเนินอยู่ในบ้านหนองแฮด (หน้า 183)
20. รูปภาพเขยกำลังสอนให้ลูกเขย หลายเขยและลูกสะใภ้ หลานสะใภ้ที่สวมใส่เสื้อฮีของไททรงดำ จังหวัดพิจิตร ให้ทำ “พิธีไหว้เฮา” เพื่อส่งผีขึ้นกองฟอนหรือเมรุ เป็นการอำลาครั้งสุดท้าย (หน้า 200)
21. รูปภาพห้องผีบรรพชน “กะล่อห้อง” มีประจำทุกครัวเรือน (หน้า 204)
22. รูปภาพไม้กาว หรือกกกาว ธงจ้าวฟ้า นก และร่ม รวมทั้งเสื้อฮีที่คนไทดำประดิษฐ์และปักไว้ เหนือหลุมศพ บริเวณเรือนแก้วในป่าเห้ว (หน้า 205)
23. รูปภาพตัวอักษรไททรงดำ-ไทดำ (หน้า 212)
23. รูปเจ้าจอมแสในรัชการที่ 5 เจ้าจอมโซ่ง (หน้า 220)

Text Analyst สุนิษา ฝึกฝน Date of Report 23 ก.พ. 2558
TAG ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, สิบสองจุไท, หนองแฮด, หนองปรง, เพชรบุรี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง