ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลัวะ,การตั้งถิ่นฐาน,ผังหมู่บ้าน, น่าน
Author อรรถรัตน์ ฆะสันต์
Title คติความเชื่อและภูมิปัญญาซึ่งสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐาน ผังหมู่บ้าน และบ้านเรือนของชุมชนชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลัวะ, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเอเชียติก(Austroasiatic)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
(เอกสารฉบับเต็ม)
Total Pages 125 หน้า Year 2553
Source หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ภาควิชาสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
Abstract

วิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นการนำเสนอคติความเชื่อและภูมิปัญญาซึ่งสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐาน ผังหมู่บ้านและบ้านเรือนของชุมชนชาติพันธุ์ลัวะ 3 พื้นที่ในจังหวัดน่าน
 
ผลการศึกษาพบว่า ชาวลัวะมีความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมและมีบางส่วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน ซึ่งเป็นผลมาจากการอพยพหนีการปราบปรามคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงผังหมู่บ้านมีผลให้เกิดการขยายตัวของจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ พื้นที่ทำเกษตร การถูกจำกัดพื้นที่และความเชื่อในการเลือกพื้นที่ปลูกเรือนเป็นสำคัญ
 
ด้านสถาปัตยกรรมมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพสังคมภายนอก ค่านิยม ความเชื่อเรื่องการสร้างเรือนบางข้อที่เฉพาะจงจงเกินไป ในบางพื้นที่ก็จะละเว้น ทำให้บางความเชื่อบางพิธีกรรมเลือนลางหายไปในที่สุด

Focus

เพื่อศึกษาคติความเชื่อและภูมิปัญญาซึ่งสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐาน ผังหมู่บ้าน และสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นชาวลัวะในพื้นที่จังหวัดน่าน ที่ได้รับผลจากความเชื่อและภูมิปัญญา รวมถึงปัจจัยต่างๆที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่  (หน้า ง )

Theoretical Issues

ผู้เขียนใช้ประสบการณ์จากการทำงานภาคสนามในพื้นที่ชุมชนลัวะจังหวัดน่าน 3 พื้นที่  ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคติความเชื่อและภูมิปัญญาซึ่งสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐาน ผังหมู่บ้านและ
บ้านเรือนของชุมชนชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย

Ethnic Group in the Focus

ลัวะ

Language and Linguistic Affiliations

ลัวะเป็นชาติพันธุ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มตระกูลย่อย มอญ-เขมร ของกลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (หน้า  13)
 
ลัวะในบริเวณนี้แบ่งตามความแตกต่างของภาษาได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ลัวะไปร  ลัวะมัล  และลัวะอะจูล  (หน้า 13)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

ชาวลัวะมีการอพยพเข้ามาในไทยถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2419 เนื่องจากโดนทางการลาวปราบปราม ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2517-2518 เนื่องจากหนีคอมมิวนิสต์ในประเทศลาว ลัวะจะอาศัยอยู่ตามแม่น้ำสายต่างๆ ซึ่งลำน้ำต่างๆ จะแยกจากแม่น้ำน่าน (หน้า 1)
 
ชาวลัวะในประเทศลาวมีการอพยพข้ามมาประเทศไทยบริเวณจังหวัดน่านถึง 2 ครั้ง
 
ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2419 เนื่องจากชนกลุ่มน้อยในประเทศลาวถูกกดขี่จากฝ่ายปกครองในเรื่อง ภาษี ส่วย ทำให้ชนกลุ่มน้อยทำการต่อต้าน จึงถูกทางการปราบปราม และได้หลบหนีอพยพ
เข้ามาในประเทศไทย
 
ครั้งที่สองได้ อพยพมาในปี พ.ศ. 2517-2518  เนื่องจากหนีภัยคอมมิวนิสต์ในประเทศลาว ครั้งนี้ชาวลัวะที่อพยพมาได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพบ้านน้ำยาว อำเภอปัว และศูนย์สบตอง อำเภอแม่ริม จังหวัดน่าน (หน้า 13)
 
ชาวลัวะบ้านน้ำแพะในมีประวัติการอพยพถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกคือย้ายมาบ้านป่ากำ ตำบลดงพญา เนื่องจากพื้นที่ทำไร่ ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่มากขึ้น จึงได้รวมตัวกันอพยพย้ายมาบริเวณพื้นที่ตำบลบ่อเกลือใต้ซึ่งห่างจากหมู่บ้านปัจจุบันประมาณ 3 กิโลเมตร ในการอพยพครั้งนี้มีชาวลัวะอีกกลุ่มหนึ่งที่แยกกันตั้งหมู่บ้านก็คือ “หมู่บ้านน้ำแพะนอก” (หน้า 83)
 
ชาวลัวะบ้านน้ำแพะในมีการอพยพอีกครั้งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยย้ายให้เข้ามาใกล้ถนนปัว-บ่อเกลือ เพื่อความสะดวกในการคมนาคม (หน้า 84 )

Settlement Pattern

บ้านน้ำแพะในมีลักษณะการอยู่อาศัยแบบครอบครัวใหญ่มีเรือนแถวเป็นเรือนลัวะดั้งเดิม ปลูกสร้างอยู่อาศัยหลายครอบครัว (หน้า 4) บ้านน้ำแพะในมีลักษณะเป็นเรือนแถว ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหลายครอบครัวมักจะเป็นญาติพี่น้องกัน สืบสายเลือดจากพ่อแม่เดียวกัน (หน้า 32)
 
ลักษณะบ้านเรือนของชาวบ้านบ้านจูนจะมีลักษณะที่เกาะกลุ่มกันบริเวณหลักๆ อยู่สองกลุ่มคือ ทางทิศเหนือและทิศใต้ มีบางส่วนทางทิศเหนือที่บ้านเรือนเรียงรายตามถนน ซึ่งเป็นทางไปไร่และสวน (หน้า 34)

ลักษณะบ้านเรือนของชาวบ้านบ้านสกาด มีการอาศัยอยู่ค่อนข้างหนาแน่น ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง พื้นที่แรกของที่ตั้งหมู่บ้านสกาดคือ บ้านสกาดกลาง เมื่อมีประชากรมากขึ้นก็ขยายตัวเป็นบ้านสกาดเหนือ สกาดใต้และบ้านภูกอกตามลำดับ (หน้า 37)
 
บ้านเรือนชาวลัวะบ้านสกาดปลูกสร้างไล่เรียงกันตามระดับสูงต่ำตามพื้น ที่เรือนแต่ละหลังมีการปรับพื้นที่หน้าดินให้เหมาะสมกับกิจกรรมในครัวเรือน (หน้า 37)
 
ลักษณะบ้านเรือนชาวลัวะบ้านน้ำแพะใน จะเกาะตัวตามถนนลดหลั่นลงไปตามระดับของสันเขา บริเวณเรือนของแต่ละหลังก็จะปรับหน้าดินให้ได้ระนาบเพื่อความสะดวกในการใช้งาน และพื้นที่ท้ายหมู่บ้านจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ซึ่งทางรัฐได้จัดสร้างให้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว (หน้า 39-40)
 
ลักษณะพื้นที่ที่ชาวลัวะบ้านน้ำแพะในตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่นั้น พื้นที่โดยรอบของหมู่บ้านเป็นภูเขาที่สลับซับซ้อน ซึ่งเป็นทิวเขาหลวงพระบาง และพื้นที่หมู่บ้านก็อยู่บนสันเขา ซึ่งก็เป็นลักษณะพื้นที่ที่ชาวลัวะชอบตั้งถิ่นฐานอยู่ (หน้า 40)
 
เรือนแบบดั้งเดิมของชาวลัวะ มีลักษณะเป็นเรือน 2 ชั้น ยกพื้นมีใต้ถุน หลังคาเรือนมุงด้วยหญ้าคาปกคลุมด้านหนึ่งจนติดพื้นดิน ไม่มีหน้าต่างหรือช่องเปิดเลย  ขึ้นเรือนไปจะเป็นพื้นที่ชาน
ใต้หลังคาซึ่งเป็นส่วนกึ่งกลางระหว่างชานแดดกับพื้นที่ภายในเรือน ภายในเรือนจะมีเตาไฟอยู่ทางซ้ายมือหรือถ้ามีหลายครอบครัวอยู่รวมกันอาจจะมีหลายเตาไฟแบ่งแยกกันของแต่ละครอบครัวเลยก็ได้ (หน้า 43)
 
เรือนแบบผสมผสานระหว่างเรือนดั้งเดิมกับเรือนคนพื้นราบของชาวลัวะ มีลักษณะเป็นเรือนยกพื้นมีใต้ถุน ผนังเป็นฝาขัดแตะ หรือบางหลังก็ใช้ไม้จริง แต่เรือนรูปแบบนี้ยังไม่มีหน้าต่างหรือถ้ามีก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนหลังคาเป็นหลังคาจั่วธรรมดา ไม่มีด้านใดด้านหนึ่งจรดพื้น แต่ยังใช้หญ้าคาในการมุงเหมือนดั้งเดิม หรือเรือนบางหลังได้ต่อเติมโดยมีเรือนคนพื้นราบ
อีกหลังหนึ่งคู่กันซึ่งมีชานเป็นตัวเชื่อมระหว่างเรือนทั้งสองรูปแบบนี้
 
เรือนคนพื้นราบของชาวลัวะ มีลักษณะเหมือนกับเรือนทั่วไป เป็นเรือนไม้จริง 2 ชั้น ยกพื้นมีใต้ถุนหรือบางหลังอาจทำผนังปิดล้อมชั้นล่างเป็นพื้นที่ใช้สอย โครงสร้างมีทั้งปูนและไม้เนื้อแข็ง ผนังไม้ หลังคาสังกะสีหรือกระเบื้องลอนคู่ เรือนรูปแบบนี้จะมีช่องเปิดกว้างและมากกว่าเรือนทั้งสองแบบ (หน้า 43)
 
เรือนชาวลัวะทั่วไปจะเป็นเรือนยกพื้นสูงประมาณ 1-1.5 เมตร ทางขึ้นเรือนจะเป็นบันไดขึ้นนอกชานซึ่งมีระดับต่ำกว่าตัวเรือนชั้นใน ความกว้างไม่มีข้อจำกัดแน่นอน ฝั่งตรงข้ามของบันไดจะเป็นที่วางน้ำดื่มซึ่งทำเป็นชั้นสูง ถัดจากระเบียงชั้นล่างส่วนนี้จะเป็นระเบียงชั้นในซึ่งพื้นมีระดับเดียวกับตัวเรือน มีความกว้าง 1-1.5 เมตร ระเบียงนี้จะใช้เป็นที่รับแขกที่ยังไม่รู้จักสนิทดีและใช้เป็นที่นอนของแขก นอกชานชั้นในจะมีเฉพาะเรือนที่มีขนาดใหญ่เรือนที่มีขนาดเล็กจะไม่มี เรือนชั้นในจะถูกแยกด้วยฝามีประตูเข้า 2 ประตู ภายในถูกแยกออกเป็นห้องอาจจะมี 1-2 ห้อง ที่กั้นด้วยฝา นอกนั้นเป็นโถงโล่ง มุมหนึ่งของโถงจะถูกแบ่งเป็นห้องครัวโดยจัดทำเตาไฟไว้มุมหนึ่ง เตาไฟนี้จะทำเป็นกะบะสี่เหลี่ยม ภายในบรรจุด้วยทรายมีเหล็กสามขาหรือหินสามก้อนวางไว้และบริเวณนี้จะเป็นที่รับประทานของคนในครอบครัว และส่วนที่เหลือจะใช้เป็นที่นอนของคนในครอบครัวด้วย เหนือเตาไฟจะมีไม้ไผ่สานกันแขวนไว้เพื่อเป็นที่วางเครื่องครัว (หน้า 44)
 
ลักษณะเรือนในหมู่บ้านสกาดเป็นลักษณะเรียงราย ลดหลั่นตามพื้นที่ลาดเอียงทางฝั่งทิศเหนือของเทือกเขา ลักษณะผังหมู่บ้านเป็นรูปแบบกลุ่มเรือนขนาดใหญ่ที่กระจายตัวกันตามพื้นที่ที่เหมาะสมตามสภาพภูมิศาสตร์ ซึ่งแยกเป็นสองกลุ่มเรือนใหญ่ได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มทางทิศเหนือและทิศใต้ ภายในหมู่บ้านมีถนนหลักที่ทอดยาวผ่านกลุ่มเรือนทั้งสองกลุ่ม (หน้า 105 )
 
ลักษณะผังหมู่บ้าน เป็นแบบเรือนเกาะตัวสองข้างของถนนเพราะว่าหมู่บ้านตั้งอยู่บนสันเขาขนาดเล็กที่ทอดตัวยาวจากถนนปัว-บ่อเกลือ ซึ่งเปรียบเหมือนถนนหลักของหมู่บ้านและการปลูกเรือนจึงปลูกบนสันเขาเช่นกันเพราะพื้นที่ด้านข้างมีความลาดเอียงมากเกินไปไม่สามรถปลูกเรือนได้ ซึ่งเป็นเหมือนการบังคับผังหมู่บ้านไปในตัวให้การปลูกเรือนลาดหลั่นไหลตามสันเขาเรือนจึงไม่กระจายเป็นกลุ่มจะกระจายตัวตามความยาวของสันเขาแทน (หน้า 106)
 

Demography

บ้านสกาดมีประชากรเป็นจำนวนมากก็เปรียบได้กับอายุของหมู่บ้าน จากการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ อายุ 70 ปี กล่าวว่าพ่อแม่ของท่าน ก็ได้เกิดที่หมู่บ้านนี้ไม่ได้อพยพมาจากไหน ก็อาจจะพอทราบอายุของหมู่บ้านได้ว่ามากกว่า 90 ปีขึ้นไป (หน้า 38 )
 
บ้านจูน หมู่ที่ 4 เป็นหมู่บ้านชาวลัวะที่อาศัยในตำบลป่ากลาง ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ 3 ชาติพันธุ์ คือ ชาวม้ง ชาวเมี่ยน และชาวลัวะ  (หน้า 47) บ้านจูนเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่ปานกลางมีจำนวนประชากรที่เป็นชาวลัวะประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์  (หน้า 48)
 
บ้านสกาด เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่แบ่งเป็น 4 หมู่บ้าน มีทั้งหมด 632 หลังคาเรือน หมู่บ้านมีอายุประมาณ 90 ปี (หน้า 66) หมู่บ้านสกาดเป็นหมู่บ้านชาวลัวะที่มีขนาดใหญ่ มีอาณาเขตหมู่บ้านเป็นบริเวณกว้างมีจำนวนประชากรตามเขตพื้นที่ อบต. ทั้งหมด 2,908 คน (หน้า 67)
 
บ้านน้ำแพะใน ประชากรในหมู่บ้านมีจำนวนไม่มากและการมีอยู่อาศัยอย่างครอบครัวใหญ่หลายครอบครัวอาศัยในเรือนเดียวกัน จำนวนเรือนในหมู่บ้านจึงมีไม่มาก (หน้า 116)

Economy

ชาวลัวะเป็นชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทำเกษตรกรรมและเป็นการทำเพื่อยังชีพเป็นส่วนใหญ่ คือ การทำไร่ข้าว รองลงมาก็หาของป่า ล่าสัตว์
 
สมัยก่อนอาชีพที่ทำรายได้ให้แก่ชาวลัวะก็คือ การหาของป่าและการล่าสัตว์ แต่ปัจจุบันการล่าสัตว์แทบจะหมดไปแล้วเหลือเพียงการจับปู จับปลา ตามห้วยหนองต่างๆเท่านั้น แต่การเก็บของป่ายังดำรงอยู่คือ การตัดไม้ หาน้ำผึ้ง หาต้นอ่อนพืชหรือสมุนไพร (หน้า 14)
 
ชาวลัวะทำไร่ข้าวเหนียวและข้าวโพด เว้นจากการทำไร่ก็จะหาของป่า ล่าสัตว์ ผลผลิตส่วนใหญ่ก็จะนำมาบริโภคและเลี้ยงสัตว์ ถ้าเหลือก็จะนำไปจำหน่ายภายในหมู่บ้านหรือหมู่บ้าน
ข้างเคียง (หน้า 1)
 
นอกจากการปลูกข้าวไร่แล้ว ยังปลูกข้าวโพดด้วยหรืออาจจะมีผักอย่างอื่นเช่น ถั่วแขก  พริกแดง แตงกวา ผลผลิตจากการทำเกษตรกรรมก็จะนำมาบริโภคภายในครอบครัว ถ้าเหลือก็จะนำไปจำหน่ายภายในหมู่บ้านหรืออาจจะมีพ่อค้ามารับซื้อนำไปขายในตัวเมือง (หน้า 14)

ชาวลัวะเลี้ยงสัตว์มีทั้ง หมู  ไก่ เนื่องจากต้องใช้ในการประกอบพิธีกรรมและไว้บริโภคหรือขายในหมู่บ้าน บางหมู่บ้านเลี้ยงสุนัขเพื่อไว้เฝ้าบ้านและเพื่อใช้ในการประกอบพิธีในการบูชาผีเจ้าที่ของบางหมู่บ้าน (หน้า 14)
 
ถ้าเป็นหมู่บ้านที่ไกลหรืออยู่บ้านดอยสูงจะเลี้ยงม้าไว้ใช้เพื่อในการขนของ และถ้าหมู่บ้านไหนทำนาก็จะเลี้ยงควายไว้ด้วย นอกจากนี้ในช่วงว่างเว้นจากการทำไร่ผู้ชายชาวลัวะบางคนยังสานกระบุง ตะกร้าหรือแอบใส่ข้าวเหนียวไว้ใช้ในครัวเรือนหรือขายในหมู่บ้าน (หน้า 14)
 
อาชีพของชาวลัวะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศตามฤดูกาล ช่วงเว้นว่างจากการทำเกษตรกรรมก็จะล่าสัตว์หาของป่าแต่เนื่องจากสภาพป่าปัจจุบันลดน้อยลง ชาวลัวะผู้ชายจึงนิยมเดินทางไปทำงานรับจ้างภายในตัวเมืองจังหวัดน่านหรือจังหวัดใกล้เคียง หลังจากฤดูกาลเพาะปลูกเก็บเกี่ยวแล้วภายในหมู่บ้านก็จะพบเห็นแต่คนแก่ ผู้หญิงและเด็กน้อย เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ไปรับจ้างกัน แต่ก็จะเป็นตามฤดูกาลเท่านั้น เพราะเมื่อถึงฤดูเพาะปลูกที่จะต้องเริ่มทำไร่ทำนา ผู้ชายลัวะก็จะเดินทางกลับหมู่บ้านตนเอง (หน้า 14)
 
ชาวลัวะบ้านจูนจะใช้พื้นที่โดยรอบของหมู่บ้านทำการเกษตร (หน้า 35) บางครอบครัวปรับเปลี่ยนจากการทำไร่ข้าวมาเป็นการทำสวนแทน เช่น สวนมะม่วง สวนลำไย และบางครอบครัวก็ทำแปลงผักควบคู่ไปกับการทำสวนอีกด้วย แต่ก็มีบางครอบครัวที่ยังคงทำไร่อยู่ (หน้า 36) มีหลายครอบครัวที่ทำการเกษตรเพื่อยังชีพ และการเดินเก็บท่อนไม้ที่ไร่ของตนเองหรือบริเวณพื้นที่รอบๆหมู่บ้านเพื่อนำมาเป็นฟืนใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหาร และรวมถึงให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายในยามฤดูหนาว ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่เห็นจนชินตาในสังคมชาวลัวะ รวมถึงการเก็บหญ้าคามาจับเป็นตับเพื่อมาใช้เปลี่ยนหลังคาเมื่อหลังคาเกิดการผุพัง แต่ปัจจุบันได้ทำเพื่อนำไปจำหน่ายอีกด้วยซึ่งก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการดำรงชีวิต (หน้า 36) ชาวลัวะบ้านจูนจะนิยมปลูกต้นไผ่กันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะปลูกกันในพื้นที่ตนเอง รวมไปถึงป่าชุมชน (หน้า 36)
 
ชาวลัวะบ้านสกาดจะใช้พื้นที่โดยรอบของหมู่บ้านทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ (หน้า 37) วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวลัวะบ้านสกาด คือ การทำไร่ข้าวหรือข้าวโพด (หน้า 38) ชาวลัวะบ้านสกาดหลายครอบครัวหันมาปลูกพืชสวนกัน อาทิ กาแฟ ลิ้นจี่ แต่ที่เห็นเด่นชัดและนิยมปลูกกันมากก็คือ การปลูกเมี่ยง (หน้า 38) บางครอบครัวไม่ได้ทำไร่ข้าวแล้วมารับจ้างเก็บใบเมี่ยงหรือปลูกพืชสวนเพียงอย่างเดียว แต่การทำไร่ข้าวชาวลัวะบ้านสกาดบางครอบครัวก็ยังคงอยู่เพราะถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และยังไว้กินไว้ใช้ในครัวเรือนได้อีกด้วย (หน้า 39)

การหาฝืนเศษไม้ตามไร่หรือป่าเขาละแวกหมู่บ้านเพื่อมาเป็นเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหารหรือไว้สร้างความอบอุ่น เป็นวิถีชีวิตที่ชาวลัวะบ้านสกาดยังคงปฏิบัติอยู่ทุกครัวเรือน (หน้า 39)
 
ชาวลัวะบ้านน้ำแพะใน ใช้พื้นที่โดยรอบหมู่บ้านเป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรม เป็นการทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นวิถีชีวิตแต่ดั้งเดิม (หน้า 40) ชาวลัวะบ้านน้ำแพะใน ยังคงทำไร่ข้าวเพื่อยังชีพ หาของป่าและล่าสัตว์ (หน้า 116) ชาวลัวะบ้านน้ำแพะในไม่ถนัดในการเพาะปลูกพืชผักต่างๆ ถนัดแต่การทำไร่ข้าวอย่างเดียว สำหรับผักผลไม้นั้นจะเป็นผลผลิตจากการหาของป่าเป็นส่วนใหญ่ (หน้า 117)
 
ชาวลัวะบ้านน้ำแพะในดำรงชีวิตโดยการทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นไร่ข้าว ไว้กินภายในครัวเรือนซึ่งครอบครัวไหนมีผู้ชายจำนวนมากก็จะมีแรงมีกำลังในการทำไร่มากกว่าครอบครัวอื่น ผู้หญิงก็มีหน้าที่หุงหาอาหาร กิจกรรมต่างๆในครัวเรือนหรือถ้ามีลูกอ่อนก็จะเลี้ยงควบคู่ไปด้วย นอกจากทำไร่ข้าวแล้วปัจจุบันมีบางครอบครัวได้ปลูกเผือก ปลูกมัน เพื่อนำมาขายเล็กๆน้อยๆ รวมถึงการเก็บของป่าซึ่งเป็นวิถีของชาวลัวะเมื่อว่างจากการทำไร่ก็จะเดินป่าหาผลไม้ หน่อไม้ เผือก มัน มาบริโภคในครัวเรือน บางครัวเรือนได้เลี้ยงวัวก็จะนำวัวไปปล่อยไว้บริเวณไร่ พื้นที่ที่เว้นจากการทำไร่ เป็นการเสริมรายได้ให้กับครอบครัว แต่วิถีชีวิตที่เห็นเป็นประจำก็คือการเดินเข้าป่าหรือที่ไร่ของตนเองเพื่อเก็บฟืนมาสะสมไว้ให้ความอบอุ่นและเป็นเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหาร (หน้า 41)

Social Organization

การนับถือผีของชาวลัวะมีข้อสังเกตว่า การนับถือผีบรรพบุรุษนั้นล้วนสืบต่อกันตามสายแม่ โดยมีพิธีมอบไหเหล้าประจำตระกูลโดยทายาทฝ่ายหญิงคนหัวปี จะได้รับสิทธินี้ก่อนคนอื่น (หน้า 17)
 
ประเพณีโบราณ ฝ่ายชายยังต้องทำพิธีไหว้ของฝ่ายหญิง ซึ่งเท่ากับเป็นพิธีโอนนามสกุลมาถือประจำตระกูลของฝ่ายหญิง (หน้า 19)
 
พิธีแต่งงานของชาวลัวะ ฝ่ายหญิงจะมาสู่ขอฝ่ายชาย โดยพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับถือประจำหมู่บ้านมาทำพิธีสู่ขอ (หน้า 18)

Political Organization

ชาวลัวะส่วนมากยังเชื่อและยังกลัวผีกัน ผีจึงมีบทบาทกับชีวิต รวมไปถึงพิธีกรรมต่างๆ ต้องมีเรื่องของผีเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ จึงทำให้หมอผีผู้ประกอบพิธีกรรมจึงมีบทบาทในสังคมลัวะเป็นอย่างสูง (หน้า 17)

มีผู้นำที่เป็นทางการก็คือ ผู้ใหญ่กันศักดิ์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านจูน หมู่ที่ 4 ซึ่งเป็นที่รู้จัก และชาวลัวะให้การยอมรับนับถือเป็นอย่างมาก (หน้า 50)
 
มีผู้นำที่เป็นทางการก็คือ ผู้ใหญ่รุณ เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านน้ำแพะ เป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้าน เป็นคนที่ช่วยประสานงานการช่วยเหลือจากทางรัฐกับหมู่บ้าน (หน้า 87)

Belief System

ความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรม

ชาวลัวะมีความเชื่อและนับถือผีอยู่ 2 ประเภท คือ ผีที่มีอำนาจและผีบรรพบุรุษประจำตระกูล (หน้า 17) การนับถือผีของชาวลัวะมีข้อสังเกตว่า การนับถือผีบรรพบุรุษนั้นล้วนสืบต่อกันตามสายแม่ โดยมีพิธีมอบไหเหล้าประจำตระกูลโดยทายาทฝ่ายหญิงคนหัวปี จะได้รับสิทธินี้ก่อนคนอื่น (หน้า 17)
 
ชาวลัวะเชื่อในเรื่องผี วิญญาณ ความเชื่อนี้จึงทำให้ชาวลัวะกลัวคนตาย ไม่นิยมยินดีกับการทำศพ นอกจากจำเป็นจริงๆ เช่นเป็นญาติพี่น้องกัน จึงไปร่วมงานศพ งานศพชาวลัวะจึงมีผู้คนร่วมงานไม่มาก (หน้า 19)

ชาวลัวะจะมีพิธีในงานศพบางประการที่น่าสนใจคือ เมื่อมีการตายเกิดขึ้นในบ้านและบังเอิญมีคนภายนอกเข้ามาจะกลับไปไม่ได้จนกว่าพิธีทำศพจะเสร็จสิ้น และก็เช่นเดียวกับสมาชิกในครอบครัวของผู้ตายก็ออกนอกบ้านไม่ได้จนกว่าพิธีจะเสร็จสิ้น (หน้า 19)

ในพิธีงานศพ ในช่วงที่หามศพไปที่หลุมศพ จะมีประเพณีที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ คือ ผู้หญิงในหมู่บ้านจะร้องไห้เดินตามศพไปจนถึงหลุม การแต่งกายของผู้หญิงนี้ก็จะแต่งด้วยชุดที่สวยงามพิเศษกว่าปกติ จะไม่ใส่สีขาวหรือดำตามประเพณีของคนไทย ถ้ามีดอกไม้สีสดก็จะนำมาแซมผม จะมีเสียงร้องไห้เท่านั้นที่ดูหดหู่ พอศพถึงหลุมก็หย่อนศพลงหลุมและนำเสื้อผ้าลงหลุมไปด้วย (หน้า 19)
 
ความเชื่อเรื่องการเพาะปลูก

ชาวลัวะได้ประยุกต์พิธีกรรมคนเมืองเข้ากับพิธีกรรมดั้งเดิมที่เกี่ยวกับการปลูกข้าว คือ “พิธีทำขวัญควาย” ก่อนการไถนา แทนการทำพิธีไหว้ผี เชิญผีเข้าไร่ ก่อนการปลูกข้าว (หน้า 16)
 
ในฤดูการผลิตมาถึงแต่ละปี ชาวลัวะจะประกอบพิธีเซ่นไหว้ผีหลายครั้งในช่วงเวลาต่างๆกัน (หน้า 20) พิธีทำโสลดเป็นพิธีสำคัญพิธีหนึ่งของชาวลัวะ (หน้า 21)
 
การทำพิธีเซ่นทรวง เพื่อให้ข้าวเจริญงอกงามไม่เสียหายให้ผลผลิตดีและผู้ที่เข้ามาทำไร่หรือเจ้าของไร่ไม่ถูกผีไร่ต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นกระทำให้เกิดการเจ็บป่วยในภายหน้า จะเห็นได้ว่าไก่ที่ใช้เซ่นผีใช้ ไก่ 4 ตัว แต่ถ้าไร่นั้นผีแรง จำนวนไก่ก็อาจจะต้องใช้มากขึ้น ซึ่งจำนวนเท่าใดนั้นแล้วแต่หมอผีจะเป็นผู้กำหนด (หน้า 22)
 
เมื่อทำพิธีที่ไร่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในตอนเย็นจะมีการทำพิธีบอกผีเรือน 1 ครั้ง โดยหมอผีคนเดิมจะมาประกอบพิธี การบอกผีเรือนก็เพื่อที่จะให้ผีเรือนช่วยคุ้มครองสมาชิกในครัวเรือนนั้นๆ (หน้า 22)
 
ความเชื่อเรื่องการตั้งถิ่นฐาน

คนลัวะเชื่อว่า ทุกหนทุกแห่งมีผีสิงสถิตอยู่หรือที่เรียกว่าผีเจ้าที่ (ปรองเจ้าตี้) การลงตั้งหมู่บ้านผู้เฒ่าผู้แก่จะต้องทำพิธีถามผีเจ้าที่อีกครั้งหนึ่งว่าเจ้าที่ที่สิงสถิตอยู่ ณ ที่นั่นยินยอมให้ตั้งหมู่บ้านได้หรือไม่ (หน้า 24)
 
ชาวลัวะจะไม่สร้างเรือนคร่อมจอมปลวก เรือนจะสร้างห่างจากจอมปลวกประมาณ 2 วา เพื่อกันไม่ให้เด็กไปเล่น เพราะผีจอมปลวกอาจจะทำให้เด็กที่ไปเล่นหรือสมาชิกของเรือนที่สร้างคร่อมจอมปลวกถูกผีจอมปลวกทำให้เจ็บป่วยอยู่ไม่สบาย (หน้า 26)
 
ชาวลัวะจะไม่สร้างเรือนที่เป็นกิ่วหรือสันเขาที่แคบๆ เพราะชาวลัวะถือว่าเป็นทางถนนของผี ผู้อยู่จะไม่สุขสบาย อาจจะเกิดการเจ็บป่วยและอาจถึงตายได้ (หน้า 26) ชาวลัวะมีความเชื่อว่า ก่อนสร้างเรือนจะต้องสร้างยุ้งข้าวก่อน เพราะลัวะถือว่าข้าวเป็นสิ่งสำคัญ และผีขวัญข้าวเป็นผีที่แรงพอสมควร หากไม่สร้างยุ้งข้าวก่อน ผีขวัญข้าวอาจจะทำให้คนในเรือนเกิดการเจ็บป่วยได้ (หน้า 26)
 
ชาวลัวะเชื่อว่าการสร้างเรือนขวางถนนจะทำให้คนในเรือนนั้นเกิดการเจ็บป่วย (หน้า 27) จะไม่สร้างเรือนหันหน้าเข้าหากัน ให้หน้าจั่วเรือนตรงกัน โดยเฉพาะถ้าเรือนหนึ่งอยู่สูงกว่าอีกเรือนหนึ่ง คนลัวะถือว่าผีเรือน (ปรองเจิง) ของเรือนหนึ่งจะไปทำให้คนอีกเรือนหนึ่งเกิดการเจ็บป่วยได้ (หน้า 27)
 
ชาวลัวะสร้างเรือนจะต้องคำนึงถึงทิศหัวนอนของคนในบ้าน เพราะคนลัวะถือว่าจะไม่ให้หันหัวนอนไปทางทิศตะวันออก เพราะเป็นทิศที่ร้อน คนที่นอนเอาศีรษะไปทางทิศนี้จะร้อนหรืออาจจะเกิดการเจ็บป่วยได้บ่อยๆ (หน้า 27)

Education and Socialization

เด็กๆจากบ้านน้ำแพะไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนในอำเภอบ่อเกลือซึ่งห่างจากหมู่บ้านไป 4 กิโลเมตร

Health and Medicine

ชาวลัวะมีความเชื่อเกี่ยวกับการคลอด ผู้หญิงชาวลัวะเมื่อตั้งท้องจะไม่อยู่นิ่งเฉย เพราะมีความเชื่อว่าถ้าอยู่เฉยจะทำให้คลอดลำบาก ต้องเดิน ทำงาน เคลื่อนไหวตัวเองตลอด (หน้า 18)
 
เมื่อถึงกำหนดคลอด หมอผีจะมาช่วยทำคลอด หมอผีทั้งหมดจะเป็นผู้ชาย สิ่งแรกที่หมอผีต้องทำก่อน คือ ช่วยบีบท้องให้หญิงท้องที่กำลังจะคลอด การบีบท้องจะช่วยให้หมอผีรู้ว่าเด็กในท้องนอนอยู่ท่าไหนและนานเท่าไรกว่าจะคลอด ต่อจากนั้นก็ร่ายคาถาหรือคำที่เป็นมงคลเป็นภาษาลัวะ โดยเนื้อหาก็คือ ขอให้ผีไม่มารบกวนให้คลอดได้ง่ายและให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูก (หน้า 18)
 
เมื่อคลอดออกมาแล้ว ผู้เป็นพ่อต้องรีบเอารกไปฝังที่จอมไผ่ที่ใกล้บ้านที่สุดทันที  ซึ่งมีความเชื่อว่าถ้าไม่นำไปฝังจะเป็นอันตรายต่อเด็ก อาจเจ็บไข้ โตไม่เต็มที่ หรือจะเลี้ยงดูยาก (หน้า 18) และต้องมีการทำขวัญเด็ก จะเอาทารกไปลนไฟ จากนั้นจะพาเด็กออกนอกเรือน หมอผีจะพูดคำทำขวัญเด็กว่า “ถ้าเป็นลูกผี ผีจงมาเอาไป ถ้าไม่มาเอาไป ก็เป็นลูกเรา” พูดซ้ำเช่นนี้ 2-3 ครั้ง จึงพาทารกกลับเข้าเรือน (หน้า 18)
 

Art and Crafts (including Clothing Costume)

บ้านสกาด

เรือนชาวลัวะบ้านสกาดมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความเชื่อที่เปลี่ยนไป เช่น เรือนกรณีศึกษาทั้ง 3 หลัง พบว่าครัวไฟจะย้ายมาอยู่ชั้นล่างของเรือนซึ่งมีการลดบทบาทการใช้สอยและ
ความเชื่อที่ลดน้อยลง ซึ่งเป็นเพราะว่ารูปแบบเรือนที่ไม่เหมาะแก่การใช้สอยเตาไฟภายในเรือน เมื่อย้ายครัวลงมาชั้นล่าง เตาไฟก็ได้เปลี่ยนไปเป็น เตาถ่านทั่วไป
 
การจัดวางครัวไฟของชาวลัวะทั้ง 3 หลัง วางอยู่ตำแหน่งทิศตะวันตกของเรือนซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกัน แม้ว่าตำแหน่งนี้จะมีลมพัดตลอด แต่ก็มีการแก้ปัญหาโดยการปิดผนังด้านนี้ไม่ให้ลมพัดเข้ามาได้ ซึ่งการวางตำแหน่งครัวไฟหรือเตาไฟนี้ เป็นลักษณะเฉพาะของเรือนชาวลัวะดั้งเดิมอยู่แล้วที่เตาไฟอยู่ในตำแหน่งซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าจั่วเรือน (หน้า 83)
 
บ้านจูน

ลักษณะผังบริเวณบ้านจูนนั้นมีเอกลักษณ์คืออาณาเขตเรือนแต่ละหลังจะมีรั้วไม้ไผ่ที่สามารถหาได้ทั่วไปเป็นการบอกอาณาเขตอย่างชัดเจน (หน้า 111)
 
รูปแบบเรือนของชาวลัวะได้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 20 ปี มานี้เนื่องจากมีถนนตัดผ่านแม้ในช่วงแรกจะเป็นถนนลูกรังก็ตาม แต่ก็มีการติดต่อค้าขายกับคนพื้นราบ รวมทั้งการแต่งงานกับคนพื้นราบและนำเอาวัฒนธรรมต่างๆ มาเผยแพร่ให้ชาวลัวะบ้านสกาด อาจรวมถึงรูปแบบการสร้างเรือนแบบคนพื้นราบด้วย (หน้า 113)

Folklore

บ้านสกาดมีเรื่องเล่าขานต่อๆกันมาหลายรุ่นว่า มีกลุ่มชาวลัวะได้เดินทางอพยพจากดงพญา เพราะว่าผลผลิตทางการเกษตรลดน้อยลงเป็นเรื่องที่ไม่ดีจึงต้องย้ายหมู่บ้าน เดินทางหาที่สร้างหมู่บ้านหลายวันไม่มีพื้นที่เหมาะสม อยู่มาวันหนึ่งมีหญิงชราได้มาบอกว่าพื้นที่บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานเป็นที่อยู่อาศัย แล้วหญิงชราก็พาเดินทางมายังพื้นที่บ้านสกาดปัจจุบันนี้ และเมื่อตกลงจะอยู่อาศัย ณ บริเวณนี้แล้ว ก็ได้ทำพิธีต่างๆขอเจ้าป่าเจ้าเขาเพื่อขอพื้นที่นี้เป็นที่อาศัย เมื่อเสร็จพิธีและชาวลัวะได้อยู่อาศัยแล้ว หญิงชราคนนั้นก็ได้หายตัวไป และไม่มีใครพบอีกเลย (หน้า 66)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

บ้านจูนมีชุมชนชาวลัวะเหมือนกัน แต่อพยพมาจากต่างที่ต่างถิ่นกัน การนับถือผีก็คนละสายกัน วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆก็ไม่สามารถทำร่วมกันได้ (หน้า 35)
 
ชาวลัวะได้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อไปจัดทำแนวกันไฟ โดยการถางป่าไม่ให้มีอาณาเขตติดกัน เพราะในฤดูแล้งจะมีไฟป่าเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นความร่วมมือของชุมชนและการสนับสนุนจากทางภาครัฐด้วย ซึ่งแสดงถึงความหวงแหนป่าไม้ที่ชาวลัวะให้ความเคารพและดูแลรักษาดั่งในอดีตกาล (หน้า 42)
 
การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต จากการทำเกษตรเพื่อยังชีพ มาเป็นเพื่อการค้าขายหรือการได้ออกไปรับจ้างภายในเมืองใหญ่ทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมนั้นเปลี่ยนแปลงไป การติดต่อกับคนพื้นราบเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวลัวะรับเอาวัฒนธรรมและความเชื่อของคนพื้นราบเข้ามา (หน้า 124)

Critic Issues

 -

Other Issues

 -

Google Map

Map/Illustration

- ภาพตำแหน่งชาวลัวะในพื้นที่ต่างๆ  (หน้า 2)
- ภาพพื้นที่มีน้ำล้อมรอบ  (หน้า 23)
- ภาพพื้นที่มีภูเขาล้อมรอบ  (หน้า 24)
- ภาพตำแหน่งพื้นที่ทำการศึกษา (หน้า 33)
- ภาพตำแหน่งบ้านจูน หมู่ 4 ตำบลป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน (หน้า 34)
- ภาพแสดงภาพตัดของบ้านจูน  (หน้า 35)
- ภาพตำแหน่งบ้านสกาด หมู่ 2 ตำบลสกาด อำเภอปัว จังหวัดน่าน (หน้า 37)
- ภาพตำแหน่งบ้านน้ำแพะใน หมู่ 13 ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน (หน้า 40)
- ภาพแสดงภาพตัดของบ้านน้ำแพะใน  (หน้า 41)
- ภาพแผนผังเรือนลัวะดั้งเดิม (หน้า 46)
- ภาพองค์ประกอบภายในบ้านจูน  (หน้า 48)
- ภาพตำแหน่งเรือนกรณีศึกษาและส่วนต่างๆของหมู่บ้านจูน  (หน้า 49)
- ภาพองค์ประกอบภายในบ้านน้ำแพะใน (หน้า 84)
- ภาพแผนผังแสดงชุมชนบ้านจูน  (หน้า 103)
- ภาพแผนผังแสดงชุมชน บ้านสกาด (หน้า 104)
- ภาพแผนผังแสดงชุมชนบ้านน้ำแพะใน (หน้า 106)
- ภาพแผนผังแสดงแบบการขยายตัวของบ้านจูน (จากซ้ายไปขวา) (หน้า 107)
- ภาพลักษณะการวางเรือนตามพื้นที่ลาดเอียงของชุมชนบ้านสกาด (หน้า115)
- ภาพการพัฒนาและรูปลักษณ์ของเรือนทั้ง 3 ชุมชน (หน้า 120)

Text Analyst สุนิษา ฝึกฝน Date of Report 28 มิ.ย 2560
TAG ลัวะ, การตั้งถิ่นฐาน, ผังหมู่บ้าน, น่าน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง