ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ออแรนายู, มลายูมุสลิม, มุสลิมมลายู,วาทกรรมการพัฒนา,จังหวัดชายแดนภาคใต้
Author มูฮัมหมาด ยังหะสัน
Title วาทกรรมว่าด้วยการพัฒนาระหว่างรัฐกับประชาชน: กรณีศึกษาหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเนเชี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Total Pages 319 Year 2547
Source วิทยานิพนธ์ รัฐศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการเมืองและการปกครอง,บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

เป็นศึกษาถึงระบบและกระบวนการสร้างความหมายและเอกลักษณ์ให้กับสิ่งที่เรียกว่า“การพัฒนา” ของฝ่ายรัฐและฝ่ายชาวบ้านในบริบทพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการนำเสนอข้อมูลทางเลือกในการเปลี่ยนแปลงสังคมจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่กรณีศึกษา หมู่บ้านหนึ่งชื่อ “บ้านทุ่งพัฒนา” จังหวัดสตูล  ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์แนวคิดเกี่ยวกับวาทกรรม แนวคิดรัฐกับสังคม และแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนามาอธิบายปรากฏการณ์ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับชาวบ้านผ่านประเด็นทางการพัฒนา(หน้า ง-จ, 39-40) ผู้วิจัยเปรียบเทียบแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเหมือนและความต่างกับงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ใน 5 ประเด็น คือ ตัวตนของหมู่บ้านทุ่งพัฒนา ในเชิงวาทกรรมความหมายของสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา การขยายอำนาจรัฐเข้าสู่ชุมชน และการสถาปนาวาทกรรมของรัฐ การปรับตัวและการต่อสู้ของชุมชน และการพัฒนาทางเลือก(หน้า 315-319) 

Focus

ผู้วิจัยศึกษาเกี่ยวกับช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับสังคมมุสลิมที่มีความห่างไกลกันมาก (หน้า1-2) โดยให้ความสำคัญกับการต่อสู้และความขัดแย้งทางวัฒนธรรมในลักษณะศึกษาปรากฏการณ์การแย่งชิงอำนาจในการนิยามความหมาย ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้าน รัฐ และทุนในกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นผ่านทางแผนงานหรือโครงการพัฒนาของรัฐ มีประเด็นการพัฒนาที่พูดถึงในงานนี้ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการเมืองการบริหาร ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองเพียงอย่างเดียว แต่การพัฒนายังเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับอำนาจและแฝงไว้ด้วยเรื่องของความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย (หน้า39-40) 

Theoretical Issues

ผู้วิจัยใช้แนวคิดเกี่ยวกับวาทกรรม ทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐ และทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนา ศึกษาวาทกรรมว่าด้วยการพัฒนาระหว่างรัฐกับประชาชน โดยใช้กรณีศึกษาหมู่บ้านจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชื่อหมู่บ้าน”บ้านทุ่งพัฒนา” หมู่ที่ 10 ต.ควนสตอ อ.ควนโดน  จ.สตูล อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านในรูปแบบวาทกรรมของการพัฒนา หรือการวิเคราะห์วาทกรรมการพัฒนา (Discourse Analysis) ภายใต้แนวคิด   “ไตรลักษณ์รัฐ” (Three-dimensional State) ซึ่งมองว่าการพัฒนาเป็นหนึ่งในไตรภาคเหตุผลแห่งรัฐที่คอยผลักดันการใช้อำนาจรัฐ โดยแบ่งการศึกษาออกเป็นส่วนการให้นิยาม/ตีความหมาย ทรรศนะและอุดมการณ์ของการพัฒนาฝ่ายรัฐ และส่วนที่เป็นการมองวาทกรรมของฝ่ายชาวบ้าน เพื่อทำความเข้าใจสัมพันธภาพของสาม มิติ คือ มิติด้านความมั่นคง การพัฒนา และการมีส่วนร่วม รวมถึงการนำปัจจัยด้านพื้นฐานที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับความมั่นคง มาอธิบายวาทกรรมการพัฒนาเพิ่มเติม (หน้า 6-37) พร้อมกับเสนอแนวทางในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในรูปแบบที่ฝ่ายรัฐควรมองเห็นความเป็นสังคมพหุลักษณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งควรส่งเสริมให้นำหลักคำสอนทางศาสนาเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคมอย่างจริงจัง (หน้า 314-315)

Ethnic Group in the Focus

คนมุสลิม หรือคนที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรียก “แขก” “แขกตานี “แขกมลายู” “มลายู” หรือ “นายู”

Language and Linguistic Affiliations

ด้วยลักษณะชาติพันธุ์แบบคนมลายู ทำให้มีกลุ่มผู้นำศาสนาและคนแก่ในชุมชนสามารถพูดภาษามลายูได้(หน้า 109)  ซึ่งดั้งเดิมภาษามาลายูเป็นภาษาพูด ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามได้ใช้ภาษาอาหรับเป็นสื่อแพร่หลายเข้ามาในแถบเกาะสุมาตรา เกาะชวา แหลมมาลายู (เมืองมะลักกาเป็นเมืองแรกในมาเลเซียซึ่งได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามเมื่อปี พ.ศ. 1989) หลังจากนั้นภาษามาลายูเลยเทียบเสียงกับภาษาอาหรับกลายเป็นภาษาเขียน เรียกว่า ภาษายาวี โดยอาศัยพยัญชนะและสระของภาษาอาหรับทั้งสิ้น (หน้า 50)แม้ปัจจุบันคนในชุมชนจะไม่พูดภาษามลายูกันแล้วแต่ยังมีชาวบ้านทุ่งพัฒนาหลายคนที่สามารถพูดภาษามลายูได้ ซึ่งศึกษามาจากปอเนาะ ตามมัสยิดหรือบ้านเรียนของโต๊ะครู (หน้า 224) ในอดีต (ก่อนปี พ.ศ.2501)การเรียนการสอนปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาอิสลามชาวบ้านนิยมใช้ภาษามลายู และภาษาอาหรับ( หน้า 191) ส่วนปัจจุบันคนในชุมชนศึกษา (บ้านทุ่งพัฒนา)จะสื่อสารกันด้วยภาษาไทยสำเนียงใต้ท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่

Study Period (Data Collection)

กันยายน 2547 (เก็บข้อมูลภาคสนาม ในช่วงพ.ศ. 2545-2546) 

History of the Group and Community

การศึกษาชุมชน“บ้านทุ่งพัฒนา” หมู่ 10 ตำบลควนสตอ อำเภอควนโดน จังหวัดสตูลเก็บข้อมูลภาคสนาม ในช่วง พ.ศ. 2545-2546 พบว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พื้นที่บริเวณชุมชนเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญในการติดต่อระหว่างคนในชุมชนบริเวณบ้านควนสตอกับชุมชนทางฝั่งมาเลเซียซึ่งเป็นเครือญาติ  มีชาวบ้านส่วนหนึ่งเข้าไปจับจองที่ดินฝั่งมาเลเซียซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ทำการเพาะปลูก บริเวณพื้นที่ดังกล่าว ถูกกั้นด้วยแนวภูเขานครศรีธรรมราช มีช่องว่างสำหรับคนเดินผ่านซึ่งเกิดจากระเบิดภูเขาเรียก “เขาเทศยิง”  ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้ใช้เส้นทางนี้เป็นทางผ่านไปยังมลายูเพื่อสู้รบกับทหารอังกฤษ บ้านทุ่งพัฒนาในอดีต กระทั่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่54 ของ กรป.กลางได้เข้ามาจัดตั้งกองอำนวยการที่ชุมชนบ้านทุ่งพัฒนาเมื่อพ.ศ. 2510อันเป็นผลจากนโยบายป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเพื่อความมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชุมชนที่สะดวกสบายมากขึ้น มีการอพยพ  เข้ามาตั้งถิ่นฐานระลอกใหม่ ชุมชนจึงขยายใหญ่มากขึ้น (หน้า 88-91,93) ช่วงเวลานั้น  ยังมีประชากรอาศัยอยู่ไม่มากจึงเป็นส่วนหนึ่งของหมู่ที่ 5 หมู่บ้านทางงอ ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ถึง 2540 ประชากรในหมู่บ้านเพิ่มจำนวนมากขึ้นพร้อมกับการขยายชุมชนตั้งบ้านเรือน ประกอบกับปัญหาโครงสร้างอำนาจการปกครอง จึงแยกชุมชนออกมาจัดตั้งเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่ง ในปี พ.ศ.2541 ชื่อหมู่บ้านบ้านทุ่งพัฒนา หมู่ที่ 10ตำบลควนสตอ อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล (หน้า 105-106)

Settlement Pattern

ช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2  พื้นที่บริเวณบ้านทุ่งพัฒนายังไม่มีลักษณะเป็นชุมชน เนื่องจากพื้นที่เป็นทุ่งนาสลับกับบึง อีกทั้งยังมีอันตรายจากสัตว์ป่า เมื่อสิ้นสุดสงครามจึงเริ่มมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณบ้านทุ่งพัฒนามากขึ้น เป้าหมายคือการเข้ามาจับจองที่ทำกินจากพื้นที่ป่าโป๊ะและพื้นที่ชุ่มน้ำที่ยังว่างเปล่าอยู่ในปี พ.ศ. 2500 มีประชากรตั้งบ้านเรือนอยู่ประมาณ 20 ครัวเรือน (หน้า 88-91,93) โดยนิยมตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ และกลางเรือกสวนไร่นาแต่หลังจากมีหน่วย นพค.สตูล เข้ามาตัดถนน จึงนิยมปลูกบ้านใกล้กับถนนแทน (หน้า 94)

Demography

ช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พื้นที่บริเวณชุมชนบ้านทุ่งพัฒนามีประชากรอาศัยประมาณ6-7 ครัวเรือน หลังจากสิ้นสุดสงครามมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ปี พ.ศ. 2500 มีประมาณ 20 ครัวเรือน และผลการสำรวจล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2544 ชุมชนบ้านทุ่งพัฒนามี 99 ครัวเรือน รวมประชากรทั้งสิ้น 489 คน เป็นชุมชนขนาดกลาง เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรมีอายุ 18-49 ปีซึ่งทั้งหมดอยู่ในวัยทำงาน        (หน้า 93-94)

Economy

ช่วงก่อน พ.ศ. 2500 ชุมชนบ้านทุ่งพัฒนา เป็นสังคมชุมชนเกษตรกรรมแบบพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก เนื่องจากภูมิประเทศเหมาะสมต่อการเพาะปลูก เกือบ 80% ของพื้นที่ชุมชนทั้งหมดถูกใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ชาวบ้านถือครองที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีฐานะไม่แตกต่างกัน ผลผลิตเน้นพื่อบริโภคภายในครัวเรือนโดยส่วนใหญ่ปลูกข้าว และพืชผักผลไม้ตามฤดูกาล ชาวบ้านมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับรัฐไทรบุรี และเกาะหมาก (ปีนัง) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าในสมัยนั้นอยู่บ้างโดยสินค้าที่จังหวัดสตูลมักส่งไปขายมียางพารา แร่ดีบุก แมงกานีส ผลไม้สด ส่วนสินค้าที่นำเข้าจากมาเลเซียได้แก่ เครื่องจักรกล อุปกรณ์ทำเหมืองแร่ อุปกรณ์ก่อสร้าง ผลไม้กระป๋อง ฯลฯ อย่างไรก็ดี การค้าส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของคนไทยเชื้อสายจีน (หน้า 47-49, 99-103, 145-174)
 
พ.ศ. 2506 หน่วย นพค.สตูล (หน่วยพัฒนาเคลื่อนที่) เข้ามาจัดตั้งในชุมชน ความทันสมัย ของชุมชนจึงค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงพ.ศ. 2508-2510  รูปแบบการผลิตในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป รัฐนำโครงการพัฒนาต่างๆ เข้าสู่ชุมชนและให้การส่งเสริมด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ปรับเปลี่ยนมาเพาะปลูกพืชเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะยางพารา และข้าว วิถีการผลิตของชุมชนจึงเริ่มเชื่อมโยงกับระบบตลาดเป็นต้นมา (หน้า 175-187)ช่วงปี พ.ศ. 2525 มีการสร้างถนนเชื่อมต่อกันหลายจุด และการนำไฟฟ้าเข้ามาในชุมชน ทำให้ให้ชาวบ้านมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้นและได้รับการยอมรับจากสังคมว่าทันสมัย มีอุปกรณ์เครื่องใช้อำนวยความสะดวก รวมถึงเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีทางการเกษตร (หน้า 210-216) อันเป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายการพัฒนาชนบทของประเทศในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-4 ที่เน้นถึงความจำเป็นของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในภาคชนบทมาก (หน้า 244-253) 

ช่วงปี พ.ศ. 2535-2539  ระบบการเกษตรเชิงพาณิชย์ส่งผลเป็นความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของชุมชน ชาวบ้านมีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น รู้จักวิธีปรับปรุงรูปแบบวิธีให้เป็นประโยชน์ในไร่นา เปลี่ยนแปลงจากระบบแบ่งงานกันทำของชุมชนเปลี่ยนไปเป็นแยกกันทำงานแบบตัวใครตัวมัน คนหนุ่มสาวมักหันมาทำธุรกิจส่วนตัว หรือไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างจังหวัด หรือที่ประเทศมาเลเซียส่วนเรื่องการถือครองที่ดิน ชาวบ้านมักตัดสินใจขายที่ดินบางส่วนของตนให้เพื่อนบ้านหรือนายทุนเพื่อนำเงินไปใช้จ่าย (หน้า 269-276)
 
ผู้วิจัยกล่าวถึงเหตุการณ์การเรียกร้องที่ดินทำกินของชาวบ้านทุ่งพัฒนากรณี อุทยานแห่งชาติทะเลบัน ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องขอบเขตของพื้นที่ป่าสงวนซึ่งซ้อนทับที่ดินทำกินของชาวบ้านซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์  (ปัญหาเริ่มต้นช่วงปี พ.ศ. 2504-2504) โดยรัฐใช้อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ. ป่าสงวน และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ในการการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติ ขณะที่ชาวบ้านเรียกร้องความชอบธรรมในที่ดินที่ถือเป็น “สิทธิ” หรือ “กรรมสิทธิ์”  (หน้า 276- 283) 

Social Organization

ชุมชนบ้านทุ่งพัฒนาเป็นชุมชนมุสลิมขนาดกลาง มีความเป็นเอกภาพและปรองดองกันภายในสังคมชุมชนเป็นอย่างดี นอกจากฐานะทางเศรษฐกิจจะเป็นเครื่องแบ่ง กลุ่มคนในชุมชนออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มคนที่มีฐานะปานกลางและฐานะยากจนแล้ว ความรู้ทางศาสนาเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะกำหนดให้เป็นกลุ่มคนระดับบนได้ ระบบเครือญาติเป็นปัจจัยที่สะท้อนโครงสร้างของสังคมชุมชนเด่นชัด กล่าวคือ ทุกคนในหมู่บ้านมีความเชื่อมโยงทางเครือญาติต่อกันทั้งระดับใกล้ชิดและที่ห่างออกไป คนที่เป็นเครือญาติจะปลูกเรือนติดๆ กัน ลักษณะเป็นครอบครัวขยายมีความร่วมมือช่วยเหลือกัน (หน้า 92-93)
 
-ผลจากการเร่งพัฒนาในภาคเกษตรทำให้ระบบเศรษฐกิจภายนอกชุมชนมีอิทธิพลต่อรูปแบบการผลิตในชุมชน จากในอดีตเคยเป็นสังคมชุมชนเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม อาศัยแรงงานในครัวเรือนและญาติๆ เป็นหลัก และชาวชุมชนมีจิตสำนึกของการแบ่งงานกันทำ เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าว เปลี่ยนมาเป็นระบบตลาด และแยกกันผลิตแบบตัวใครตัวมัน (หน้า175,188)  ผู้วิจัยกล่าวถึงกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาด้านเกษตรกรรมเพื่อการพาณิชย์ของรัฐว่ามี 2 ระดับ คือระดับบน ได้แก่กลุ่มผู้กุมอำนารัฐ กลุ่มนายทุนและกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ส่วนระดับชุมชนได้แก่กลุ่มเครือญาติหรือคนที่มีความสนิทสนมกับแกนนำชุมชนซึ่งมักจะได้รับผลประโยชน์ก่อน (หน้า 189-190) 

Political Organization

ก่อนที่อำนาจรัฐจะเข้ามาในชุมชนราว พ.ศ. 2508 โครงสร้างอำนาจชุมชนในสังคมคนมุสลิม ศาสนามีบทบาทชี้นำและกำหนดบุคคลอยู่มาก ผู้บริหารทางการเมืองกับศาสนามักเป็นบุคคลเดียวกัน (หน้า 103-108)ในขณะที่ภาครัฐพยายามเข้าถึงชุมชนด้วยการวางบทบาทของกลุ่มผู้นำศาสนาให้เสมือนหนึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา โดยมีโครงสร้างการบริหารที่เรียกว่าคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด การจัดสรรอำนาจของกลุ่มผู้นำทั้งกลุ่มคณะกรรมการหมู่บ้าน และคณะกรรมการประจำมัสยิดมีความประนีประนอมไม่แตกแยก เนื่องจากมีระบบเครือญาติเป็นฐานสำคัญของชุมชน (หน้า 106-108,236-241) 
 
-ก่อนปี พ.ศ. 2540  ชุมชนบ้านทุ่งพัฒนาอยู่รวมกับชุมชนบ้านทางงอ ในพื้นที่หมู่ที่ 5 เป็นหมู่บ้านเดียวกัน การปกครองของผู้ใหญ่บ้านมีความราบรื่นดี โครงสร้างอำนาจชุมชนยังไม่มีกลุ่มการเมืองในชุมชน (หน้า 91-92) กระทั่งเมื่อมีการกำหนดโครงการพัฒนาหมู่บ้านจากทางภาครัฐ ทำให้เริ่มมีปัญหาในการบริหารงานและงบประมาณ นำไปสู่การขออนุมัติจากกรมการปกครองในปี พ.ศ. 2541 แยกบ้านทุ่งพัฒนาเป็น หมู่ที่ 10 ตำบลควนสตอ อำเภอควนโดน (หน้า104-106) ผู้วิจัยกล่าวว่ากรณีนี้ ถือเป็นการช่วงชิงและต่อรองอำนาจทางการเมืองของชาวบ้าน โดยชาวบ้านพยายามเคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบแบบแผน มีการศึกษาข้อมูล กฎระเบียบทางราชการ เพื่อสามารถต่อรองภาครัฐจนบรรลุวัตถุประสงค์ในการแยกหมู่บ้าน (หน้า 241-243)

Belief System

ราวปี พ.ศ. 1989  ศาสนาอิสลามได้แพร่หลายเข้ามาในแถบเกาะสุมาตรา เกาะชวา แหลมมาลายู มะลักกาเป็นเมืองแรกในมาเลเซียที่ประชาชนในเมืองได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม เคารพต่อพระเจ้าองค์เดียว เชื่อฟังคำสอนที่สอนให้ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมความดี และบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม มีมัสยิด ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมซึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีจำนวนถึง 1,064 แห่ง (หน้า49-50) หลักธรรมปฏิบัติของศาสนาอิสลามถือเป็นธรรมนูญชีวิตของมุสลิมตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้น ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นส่วนใหญ่ของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงคนในชุมชนบ้านทุ่งพัฒนาจึงเป็นการปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม มีประเพณีพื้นบ้านซึ่งสะท้อน “วิถีชีวิตแบบชุมชนมุสลิม” เช่น ประเพณีการเกิด การโกนผม ตั้งชื่อ(แบบอิสลาม) การเชือดสัตว์ การเข้าสุนัต การศึกษาศาสนา การแต่งงาน(นิกะห์) ซึ่งฝ่ายหญิงจะไปอาศัยอยู่บ้านฝ่ายชาย (หน้า 93) เป็นต้น ส่วนวันสำคัญทางศาสนาอิสลามมี เช่น วันฮารีรายอ หรือวันวันอีด (วันตรุษ) วันอีดิ้ล วันฟิตรี เป็นต้น และการรวมตัวกันเป็นหมู่บ้านที่เรียกว่า กัมปง (หน้า 109-110)

Education and Socialization

ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเป็นเอกลักษณ์สูงในเรื่องหลักธรรมปฏิบัติของศาสนาอิสลาม โดยมี “ปอเนาะ” ซึ่งถือเป็นสถานศึกษารูปแบบดั้งเดิมที่สำคัญของชุมชน มีการสอนปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาอิสลามจากผู้ได้รับการศึกษามาจากต่างประเทศแถบตะวันออกลาง ที่เรียกโต๊ะครูต่อมาในปี พ.ศ. 2504  มีการวางระเบียบปรับปรุงปอเนาะให้มีการเรียนการสอนสองวิชาศาสนา วิชาสามัญและวิชาชีพไปพร้อม ๆ กัน รัฐมองว่าการเรียนการสอนตามบ้านเรือน ตามมัสยิดและปอเนาะ อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง จึงมีนโยบายจัดระเบียบเพื่อควบคุมปอเนาะเมื่อปี พ.ศ. 2504 แปรสภาพเป็น โรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ในปีพ.ศ. 2508 ต่อมาและได้เปลี่ยนมาเป็น โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อสอดคล้องกับ พรบ.โรงเรียนเอกชน ในปีพ.ศ. 2528 โดยมีการบริหารกิจการของโรงเรียนอย่างเป็นระบบ พร้อมกับนำเอาหลักสูตรวิชาสามัญมาใช้สอนร่วมกับสูตรศาสนาอิสลาม(หน้า 49,191-194)
 
ก่อนปี พ.ศ. 2501 เป็นความยากลำบากของชาวบ้านที่ต้องเดินทางไกลเพื่อไปยังโรงเรียนบ้านควนโดนซึ่งเป็นโรงเรียนประชาบาลที่อยู่ใกล้ชุมชนที่สุด ชาวบ้านในชุมชนสมัยนั้นจึงไม่ได้เรียนหนังสือสายสามัญที่เป็นภาษาไทย แม้ภายหลังจะมีการตั้งโรงเรียนบ้านทางงอขึ้นแล้ว ชาวบ้านก็ยังไม่นิยมส่งบุตรหลานไปเรียนหนังสือ เพราะต้องการให้อยู่ช่วยทำงาน ประกอบกับได้รับการปลูกฝังค่านิยมจากผู้อาวุโสในหมู่บ้านว่าการเรียนภาษาไทยนั้นขัดกับหลักศาสนา (หน้า 190-192) ปี พ.ศ. 2519 เด็กในชุมชนบ้านทุ่งพัฒนาได้เข้าเรียนในโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่หน่วย นพค.สตูล ได้มาจัดสร้างขึ้นในชุมชน (ปัจจุบันชื่อโรงเรียนบ้านทุ่งพัฒนา)
 
การติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐในยุคสมัยแห่งการพัฒนา (พ.ศ.2500 เป็นต้นมา) ทำให้เกิดค่านิยมใหม่ที่ว่าการเรียนจะทำให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน ไม่ต้องมีอาชีพทำนาทำสวน  และชาวบ้านเริ่มเห็นว่าการเรียนในโรงเรียนสามัญเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม จึงให้ความร่วมมือกับรัฐส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียน  อีกทั้งเป็นการปฏิบัติข้อกฎหมายใน พ.ร.บ. การประถมศึกษา พ.ศ.2523 (หน้า 195-196 ) ต่อมาชาวบ้านเริ่มให้ความสำคัญกับการศึกษาในปอเนาะควบคู่กับการศึกษาสายสามัญ ในชุมชนบ้านทุ่งพัฒนามีโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับอนุบาล ประถมศึกษา ส่วนในระดับที่สูงขึ้นต้องไปเรียนในตัวอำเภอ ข้อมูลด้านการศึกษา (ปี พ.ศ. 2544) พบว่าประชาชนในหมู่บ้านทุ่งพัฒนาส่วนใหญ่จบในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (หน้า 95-96)
 
ผู้วิจัยสรุปว่าการที่รัฐได้เข้ามาจัดระบบ ควบคุม ดูแลการศึกษาในชุมชน นับเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา จากการศึกษาศาสนามาสู่การศึกษาเพื่อให้สามารถออกไปสู่ระบบการทำงานในภาคธุรกิจ นับเป็นกลไกการใช้อำนาจของรัฐในการครอบงำความคิดและวัฒนธรรมของสังคมมุสลิม (หน้า 199-200)

Health and Medicine

รัฐได้ส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตำบลเข้ามาประจำการที่ตำบลควนสตอ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 เพื่อดูแลงานอนามัยและรักษาพยาบาลคนในชุมชน ซึ่งก่อนหน้านั้น ราวปี พ.ศ. 2501 เป็นต้นมา รัฐบาลมีความต้องการที่จะลดจำนวนประชากรเพื่อให้มีทรัพยากรใช้ในจำนวนที่พอเพียงและการมีแรงงานในระบบเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกับการขยายตัวของระบบและมีคุณภาพ โดยใน ปีพ.ศ. 2513 ได้ประกาศใช้นโยบายเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว หรือ โครงการคุมกำหนด กรณีชุมชนบ้านทุ่งพัฒนามีสถานีอนามัยประจำตำบล โรงพยาบาลชุมชน ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการถ่ายทอดความรู้ให้ชาวบ้านหันมาวางแผนครอบครัว ในระยะแรกชาวบ้านไม่เห็นด้วยและแสดงท่าทีต่อต้าน ไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งเป็นผลมาจากหลักคำสอนของศาสนาอิสลามไม่ส่งเสริมการคุมกำเนิด  (หน้า 200-210 ) ต่อมาปี พ.ศ. 2541 นโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จ ชาวบ้านหันมาวางแผนครอบครัวกันมากขึ้นโดยอสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) มีบทบาทสำคัญ (หน้า 261-262) 
ผู้วิจัยสรุปปัจจัยที่มีผลต่อการการยอมรับการคุมกำเนิดของชาวบ้านทุ่งพัฒนาในระยะต่อมาว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือกลุ่มชาวบ้านที่เข้ารับการวางแผนคุมกำเนิดส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่ได้เคร่งครัดศาสนาในระดับสูงมาก และปัจจัยค่านิยมเกี่ยวกับฐานะของครอบครัว (หน้า 263-265) 
 
นอกจากนั้น ชาวบ้านทุ่งพัฒนาให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของรัฐอย่างเต็มที่จนได้ประกาศเป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติดปี พ.ศ. 2543(หน้า 265-268) ปัจจุบันหมู่บ้านทุ่งพัฒนามีศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชนฯ และโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง อย่างละ 1 แห่ง มีบ่อน้ำตื้นทั้งส่วนตัวและสาธารณะ บ่อบาดาล ระบบประปาหมู่บ้าน และสนามกีฬาหมู่บ้าน นับเป็นระบบบริการพื้นฐานที่รัฐจัดให้มีขึ้นตามสิทธิที่ควรจะได้รับ (หน้า 97-98)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ชาวบ้านทุ่งพัฒนามีรูปแบบวัฒนธรรมการแต่งกายเช่นเดียวกับคนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั่วไป คือผู้ชายนิยมนุ่งผ้าถุงหรือสโหร่ง ใส่เสื้อกุหรง (เสื้อคอกลมแขนยาว) ใส่หมวกขาวที่เรียกว่า กะเปี๊ยะ บางคนใช้ผ้าโพกหัวทับเรียกผ้า “สาระบ่าน”ส่วนใหญ่เป็นโต๊ะครู และผู้อาวุโส โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านการไปประกอบพิธีฮัจย์มาแล้ว เรียก “ฮัจยี”  ส่วนผู้หญิงมักนุ่งสโหร่งปาเต๊ะ แต่งกายมิดชิดตามหลักศาสนาที่อนุญาตให้เปิดเผยได้เฉพาะใบหน้าและฝ่ามือ หญิงมุสลิมนิยมใช้ผ้าคลุมศรีษะที่เรียก “ฮิญาบ” ช่วงเวลาที่รัฐพยายามสร้างชาติในสังคมพหุนิยมให้มีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวกันทางการเมืองและวัฒนธรรม โดยประกาศใช้นโยบายรัฐนิยม 12 ฉบับ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2482 - 2500 ซึ่งในเรื่องการแต่งกาย ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายนี้ และไม่เปลี่ยนแปลงเรื่องการแต่งกายตามวัฒนธรรมแบบมุสลิมทั่วไป มีบางส่วนเท่านั้นที่หันมานุ่งกางเกง (หน้า 224-234) 

Folklore

ไม่ปรากฏ

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากผู้อพยพเชื้อสายมาลายู ที่ข้ามฝากมาจากเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียราวปี พ.ศ.1024เจ้าของพื้นที่เดิมเป็นพวกซาไก หรือเซมิง (หน้า 50)
 
-ในอดีตคนมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกตัวเองว่า “มลายู” หรือ “นายู”ปัจจุบันคำที่ใช้เรียกคนมุสลิม หรือคนที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียก “แขก” “แขกตานี หรือ “แขกมลายู”  คนมุสลิมบางคนไม่ชอบชื่อนี้ เพราะสื่อถึงการดูถูกเหยียดหยาม การเรียกชื่อตนเองดังกล่าวของคนในชุมชนศึกษาบ้านทุ่งพัฒนา มีนัยสำคัญในความหมายทั้งในแง่เชื้อชาติมลายู และวัฒนธรรมแบบมลายูมุสลิม รวมถึงความแตกต่างด้านความเชื่อระหว่างพุทธกับอิสลาม ซึ่งผู้วิจัยสรุปว่าคำว่า “แขก” เป็นวาทกรรมเกี่ยวกับเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นแทนที่คำว่า มลายู หรือ นายู (หน้า 227) อย่างไรก็ดี มีความแตกต่างของกลุ่มอายุและการศึกษาของชาวบ้าน ที่ผู้สูงอายุมักจะให้ความสำคัญกับเชื้อชาติ และชาติพันธุ์สูง โดยมองว่าคนมุสลิม เป็นคนมลายูไม่ใช่คนไทย ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่นิยมเรียกตัวเองว่าแขกและยอมรับว่าตนเองคือคนไทย(หน้า 1-3, 223-225)

Social Cultural and Identity Change

ผู้วิจัยกล่าวถึงโครงการพัฒนาที่สำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับชุมชนบ้านทุ่งพัฒนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชื่อมโยงในประเด็นต่างๆ กับกระบวนการ พัฒนาหมู่บ้าน โดยมองว่าการพัฒนาคือการแทรกแซงกิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่งของรัฐเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทให้เป็นไปตามที่รัฐต้องการ โดยเฉพาะโครงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเคลื่อนที่ (นพค.) อยู่ในชุมชนบ้านทุ่งพัฒนา ในปี พ.ศ. 2510 เป็นรูปแบบหนึ่งของนโยบายแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์
 
-ปรากฏว่า เมื่อหน่วย นพค.สตูล มาปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ดำเนินกิจกรรมหลายอย่างที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตชาวบ้าน ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับชุมชน ทั้งด้านการใช้ชีวิต ความทันสมัย การเมือง เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม (หน้า 145- 160 ) รัฐเริ่มเข้าไปจัดระเบียบชุมชนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2458 ด้วยการใช้ พ.ร.บ. ลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 และต่อมาใช้ พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 (หน้า 160-174) และในระหว่างปี พ.ศ.2482 - พ.ศ. 2585  รัฐบาลประกาศ ใช้นโยบายรัฐนิยม 12 ฉบับ มีเจตนารมณ์เพื่อสร้างสร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในสังคมพหุลักษณ์ (สังคมไทย) ให้เป็นหนึ่งเดียวทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้หันมาใช้ภาษาไทย และในเรื่องการแต่งกาย (หน้า 232-234) แต่การใช้นโยบายดังกล่าวไม่เป็นผลและกลับเพิ่มความแตกแยกให้กับสังคมมากขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมของกลุ่มคนมุสลิม เนื่องจากผู้มีอำนาจในสังคมชุมชนมีการปลูกฝัง กล่อมเกลา และสร้างความรักชาติ (มลายู/ปัตตานี) เป็นแนวคิดเกี่ยวกับชาติพันธุ์ในลักษณะลัทธิชาตินิยมที่ต่อต้านรัฐซึ่งมีอยู่ในพื้นที่มานาน (หน้า 225-226, 230-232)

ผู้วิจัยอธิบายกรณีการกระทำของรัฐบางเรื่องขัดแย้งกับความรู้สึกของชาวบ้าน เช่น กรณีเปลี่ยนชื่อ ตั้งชื่อเป็นภาษาไทย การแต่งกาย พระพุทธรูปและเครื่องแบบนักเรียน (หน้า 232-234) ประกอบกับสังคมมุสลิมมีระบบความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ชัดเจน มีเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก (หน้า 233-235) ขณะเดียวกัน บางเรื่องที่รัฐเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ค่อยๆ ได้รับการยอมรับปฏิบัติตามจากชาวบ้านทุ่งพัฒนาและชุมชนใกล้ เช่น การออกกฎหมายเกี่ยวกับสำเนาทะเบียนบ้าน สัญชาติไทย และบัตรประจำตัวประชาชน (หน้า 160-174)
 
-การปรับตัวด้านการผลิตทั้งทางตรงและทางอ้อมตามเนื้อหาสาระของโครงการ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตสำนึกการผลิต เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน การครอบครองปัจจัยการผลิต เปลี่ยนแลงรูปแบบการผลิต และการประกอบอาชีพ ค่านิยมของกลุ่มและสถานการณ์ทางสังคม ส่วนด้านเอกลักษณ์/วัฒนธรรม ชาวบ้านไม่ค่อยปรับตัวตามกระแสนิยม ขณะเดียวกัน ชาวบ้านเรียนรู้ที่จะใช้กฎระเบียบของรัฐเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องสิทธิ โดยจะปฎิเสธโครงการที่เห็นว่าตนเอง/ชุมชนเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ เช่น กรณีที่ดินทำกินของชาวบ้านติดเขตอุทยานแห่งชาติทะเลบัน หรือเป็นความขัดแย้งที่เกิดจากการปฏิบัติที่ขัดกับหลักศาสนา เช่น กรณีนโยบายจัดตั้งพระพุทธรูปในโรงเรียน กรณีกฎระเบียบระเทรวงศึกษาธิการในเรื่องการแต่งเครื่องแบบนักเรียน (หน้า 284-285)
 
อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยสรุปว่า กระแสโลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงของชุมชนไปสู่ลักษณะความเป็นเมืองที่มีความทันสมัย วัตถุนิยม บริโภคนิยม เป็นเรื่องยากที่ชุมชนจะปฏิเสธ และปัจจุบันชุมชนกำลังถูกครอบงำด้วยกระแสวัฒนธรรม ความเชื่อ ความทันสมัย เนื่องจากการปลูกฝังวิธีคิดเหล่านี้สวนหนึ่งเป็นผลมาจากกกระบวนการรับรู้และเลียนแบบผ่านสื่อต่างๆ ทำให้อาณาเขตทางพื้นที่มีความสำคัญน้อยลงไป เป็นผลทั้งด้านดีและไม่ดีต่อชุมชน (หน้า 217-220)

Critic Issues

Other Issues

1. ผู้วิจัยให้ข้อมูลการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐในอดีตที่ผ่านมาเพื่อเชื่อมโยงการศึกษารายละเอียดการพัฒนาหมู่บ้านกรณีศึกษา (หน้า44-50) โดยการปกครองพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นรูปแบบมณฑลมาเป็นจังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูลน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคสมัยใหม่มากที่สุด(หน้า50-51) โดยเฉพาะสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ประกาศนโยบายการปฏิวัติทางวัฒนธรรม นโยบายรัฐนิยม (ระหว่างปี พ.ศ. 2482-2485) ส่งผลต่อการเกิดขบวนการแบ่งแยกดินแดนในเวลาต่อมา

การประกาศใช้แผนการบูรณชนบท (พ.ศ.2491) และการออก พรก.ว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลามปี พ.ศ.2488 และ พ.ศ. 2491 เป็นตัวอย่างของนโยบายด้านสังคมที่ภาครัฐนำมาใช้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้วิจัยให้ความเห็นว่า นโยบายดังกล่าวเป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงเอกลักษณ์ความเป็นคนมาลายูและความเป็นคนมุสลิมของคนในพื้นที่ และเพื่อจัดระเบียบการบริหารกิจการศาสนาอิสลาม ควบคุมประชาชนชาวมุสลิมในพื้นที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น (หน้า52) ดังนั้น ช่วงปี พ.ศ. 2500-2515 จึงเรียกได้ว่า เป็นช่วงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงโดยมีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกออกมาใช้ ช่วงเวลาที่ประเทศกำลังประสบปัญหาลัทธิคอมมิวนิสต์
 
3.ผู้วิจัยเสนอข้อมูลจากการวิเคราะห์วาทกรรม ในส่วนแรกที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องการนิยามความหมายและสัญลักษณ์การพัฒนาของรัฐกับชุมชนบ้านทุ่งพัฒนาจากการเปลี่ยนชื่อชุมชนจากเดิม คือ“บ้านนาบ้านทุ่ง” มาเป็น“บ้านทุ่งพัฒนา” ด้วยเหตุผล ของรัฐด้านความมั่นคง (หน้า 111-118) ขณะที่ชาวชุมชนบ้านทุ่งพัฒนา มีมุมมองในเรื่องความเปลี่ยนแปลงของวิถีชุมชนชาวมุสลิมมากกว่า (หน้า 115-117,125-126,143)และอธิบายถึงความแตกต่างของการให้คำนิยามความหมายของ “การพัฒนา”จากทั้งฝ่ายรัฐและชาวบ้าน (119-141),(หน้า 124-126,142143) โดยสรุปว่ารูปแบบการให้นิยามการพัฒนาของรัฐมักใช้ภาษาโฆษณาชวนเชื่อ สร้างภาพสังคมอุดมการณ์ เพื่อสะท้อนภาพชุมชนอุดมการณ์ของรัฐ ส่วนนิยามการพัฒนาของชาวบ้านจะใช้ภาษาเรียบง่ายไม่ต้องตีความ เสนอภาพความเป็นจริง ติดอยู่กับเรื่องปากท้อง ความเชื่อ ประเพณี (หน้า 144)
 
4. ผู้วิจัยสรุป เป็น 3 ประเภทรูปแบบวาทกรรมของรัฐที่ใช้เสมือนเป็นเทคนิคในการพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจรัฐเองเพื่อการเข้าแทรกแซงชุมชน ได้แก่ (1) การให้ความหมายและการสร้างภาพเกี่ยวกับการพัฒนาของรัฐ (2) การแบ่งแยกประเภท โดยให้นิยามลักษณะด้อยพัฒนา ล้าหลัง ฯลฯ และ (3) การจัดระเบียบควบคุม ชุมชน เช่น การกำหนดให้มีการสำรวจสำมโนประชากร ให้มีทะเบียนบ้าน และ(4)     การปิดกั้น ทำลาย เช่น การใช้นโยบายรัฐนิยมทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นต้น (หน้า 220-221)  และสรุปเป็น 3 แกนหลักทางสังคมที่ชาวบ้านใช้สร้างวาทกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อต้านนโยบายรัฐที่นำมาสู่พื้นที่โดยผ่านโครงการพัฒนารูปแบบต่างๆ  ได้แก่ (1) การอ้างถึงจริยธรรม ศีลธรรมว่าผิดหลักศาสนา (2) อาศัยความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองในการสร้างภาพและการแบ่งแยก เช่น ชาวบ้านพยายามกำหนดให้รัฐเป็นความเป็นอื่นทางสังคม โดยอาศัยความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม และ (3) การอาศัยอำนาจศักดิ์สิทธิหรืออำนาจของพระเจ้าโดยมีคำสอน คัมภีร์ และผู้นำศาสนา (หน้า 285-286)

Google Map

Map/Illustration

ผู้วิจัยได้ใช้แผนที่แสดงที่ตั้ง อาณาเขต ประกอบคำอธิบายประวัติการตั้งถิ่นฐาน ภาษา และสภาพทางภูมิศาสตร์ (หน้า 84-86) ใช้ภาพถ่ายชุมชน ระบบสาสาธรณูปโภคพื้นฐาน สิ่งแวดล้อมสภาพการใช้ชีวิตปัจจุบันของหมู่บ้านกรณีศึกษาประกอบคำอธิบาย (หน้า 95,98,214,216,297 และ 300) และแสดงภาพของสื่อ ภาพกิจกรรมของรัฐ และเอกสารเผยแพร่ เพื่อประชาสัมพันธ์สำหรับโครงการพัฒนาในพื้นที่ (หน้า 151-152,173,206-207,267 และ 283)

Text Analyst นพรัตน์ พาทีทิน Date of Report 27 พ.ค. 2562
TAG ออแรนายู, มลายูมุสลิม, มุสลิมมลายู, วาทกรรมการพัฒนา, จังหวัดชายแดนภาคใต้, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง