ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject เมี่ยน,สังคม,เศรษฐกิจ,การเมือง,ความเชื่อ,วัฒนธรรม,ประเทศไทย
Author โรงเรียนสงครามจิตวิทยา กรมยุทธการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด
Title ชาวเขาเผ่าเย้า
Document Type หนังสือ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity เมี่ยน อิวเมี่ยน, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) Total Pages 79 หน้า Year 2518
Source สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ
Abstract

งานเขียนเล่มนี้ผู้เขียนได้ศึกษาเรื่องเย้า ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรมซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะทางชาติพันธุ์ โดยไม่ได้เจาะจงลงไปว่าเป็นเย้าพื้นที่ใดในภาคเหนือของประเทศ สำหรับจุดมุ่งหมายของงานศึกษาวิจัยนี้ก็เพื่อใช้เป็นคู่มือในการแก้ปัญหาชาวเขา ซึ่งในสมัยนั้นชาวเขาหลายกลุ่มอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ โดยหน่วยงานราชการได้ดำเนินนโยบายเพื่อมุ่งแก้ปัญหาชาวเขา ทำให้ชาวเขารวมกันอยู่เป็นหมู่บ้าน ให้เลิกปลูกฝิ่นและเปลี่ยนมาปลูกพืชอื่นทดแทน และดำเนินนโยบายเพื่อให้ชาวเขามีความรู้สึกว่าเป็นคนไทย และมีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติไทย

Focus

เพื่อใช้เป็นเอกสารรายงานการศึกษาพื้นที่เกี่ยวกับชาวเขาในประเทศไทย การพิมพ์หนังสือเล่มนี้ก็เพื่อใช้เป็นคู่มือประกอบการปฏิบัติงานแก้ปัญหาเกี่ยวกับชาวเขาในส่วนที่เกี่ยวกับด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการทหาร (หน้า คำนำ)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

เย้า อยู่ในตระกูลภาษาจีน-ธิเบต (sino-tibetan stock) เมื่อก่อนนี้ตั้งที่อยู่ในทางตอนใต้ของจีน ในมณฑลกวางสี และยูนนาน ภายหลังได้อพยพมาที่ตั๋งเกี๋ย เวียดนาม ลาว และประเทศไทย (หน้า  2) เย้าที่อยู่ในประเทศไทยส่วนใหญ่อพยพมาจากจังหวัดน้ำทา ประเทศลาว โดยได้อพยพเข้ามาทางจังหวัดน่านและเชียงรายเนื่องจากมีชายแดนติดกับประเทศลาว  (หน้า3) เย้าได้แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะอาชีพ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่อยู่อาศัยและความเชื่อ เช่น ในประเทศจีนมีเย้ากลุ่มต่างๆ คือ พวกแพนเย้า (PAN YAO) เป็นกลุ่มเย้าที่มีอาชีพสลักไม้  พวกฮุงเย้า (HUNG YAO) เป็นกลุ่มเย้าที่พันหัวด้วยผ้าสีแดง  พวกนานติงเย้า (NAN TING  YAO) เป็นกลุ่มเย้าที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีน้ำเงิน สำหรับเย้าที่อยู่ในประเทศไทยมีเฉพาะฮุงเย้าที่โพกหัวด้วยผ้าสีแดงเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น (หน้า 4)             
           
ผู้ชายมีรูปร่างสันทัด ริมฝีปากบาง มีความสูง 55-70 นิ้ว ผิวขาวเหลือง ส่วนผู้หญิง ผิวค่อนข้างขาวแต่งตัวสะอาดสะอ้าน (หน้า 27) เย้ามีความขยันอดทน จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อัธยาศัยดี (หน้า 28) 

Language and Linguistic Affiliations

เย้ามีภาษาของตนเอง ภาษาเย้าคล้ายภาษาจีนกลางมาก มีเสียงสูงต่ำคล้ายภาษาจีน แต่ไม่มีอักษรของตนเอง ใช้ตัวหนังสือจีนเขียนและอ่านเป็นภาษาเย้าแทรก สาเหตุที่เย้าไม่มีภาษาเขียนเป็นของตัวเองนั้น ตามเรื่องเล่าของผู้เฒ่าเย้าบอกว่า เดิมเย้ามีหนังสือของตัวเอง ในอดีตนั้นเย้าสู้รบกับจีน ขณะที่หลบหนีนั้นก็ได้บรรทุกหนังสือไว้บนหลังม้าเมื่อถึงหุบเขาแห่งหนึ่งจึงได้ซุกซ่อนหนังสือเอาไว้ในโขดหิน เนื่องจากเกรงว่าทหารจีนจะตามมาทัน เมื่อหนีลงมาทางตอนใต้ก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปเอาหนังสือนั้นอีกเลย นอกจากนี้ผู้สูงอายุที่จำตัวหนังสือของเย้าได้ก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว ดังนั้นเย้าจึงไม่มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง (หน้า 10-11)
            
สำหรับเย้าที่อยู่ในประเทศไทยสามารถพูดภาษาเหนือได้ บางคนก็พูดภาษาไทยได้ ส่วนคนที่มีอายุก็สามารถพูดภาษาจีนกลางและจีนฮ่อ ทั้งนี้ในหมู่บ้านเย้าบางแห่งก็มีการสอนทั้งภาษาจีนกลางกับจีนฮ่อ สำหรับครูผู้สอนนั้นเป็นชาวจีนฮ่อหรือทหารฮ่อจากกองพล 93 ที่เย้าจ้างมาสอน (หน้า 11) (ได้แสดงหมวดศัพท์ภาษาเย้าที่น่ารู้เป็นตัวอย่างไว้ระหว่างหน้า 11-24)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุเวลาที่ชัดเจน

History of the Group and Community

ในอดีตเย้าถูกเรียกในชื่อต่างๆ ตามยุคสมัยของประวัติศาสตร์จีน เช่น เชียงแมน (ราชวงค์ชู), นานแมน วูลิงแมน ชังชาแมน (ฮั่น), ชิงแมน ยุงแมน ยูซูแมน วูชีแมน (6 ราชวงค์ต่อมา), ตุงแมน ชีแมน และแมนเย้า (ถังและซุง), แม้วแมน (หยวน) และตั้งแต่ราชวงศ์หมิงเป็นต้นมาได้ชื่อว่า “แม้ว” ในหนังสือ AN INTRODUCTION TO THE SOUTH-WESTERN PEOPLE OF CHINA ของ THE WEST CHINA UNION UNIVERSITY MUSEUM (ค.ศ.1945) ระบุว่า “แม้ว” และ “เย้า” ถูกจีนกลืนชาติในสมัยราชวงศ์ถังและซุง บางส่วนที่ต่อสู้ก็ถูกบังคับให้อพยพไปทางใต้และตะวันตก โดยกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในมณฑลไกวเอา รู้จักกันในชื่อ “แม้ว” ส่วนอีกกลุ่มเข้าไปในมณฑลกวางสีและกวางตุ้งได้ชื่อว่า “เย้า” กลุ่มเย้าเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วมณฑลกวางสี และมีมากในมณพลกวางตุ้ง แต่ภายหลังได้อพยพไปอยู่มณฑลไกวเอาและยูนนานด้วย (หน้า 3-4)

ประวัติการอพยพของเย้า
เมื่อก่อนนี้เย้าตั้งที่อยู่ในทางตอนใต้ของจีน ในมณฑลกวางสี และยูนนาน ภายหลังได้อพยพมาที่ตังเกี๋ย เวียดนาม ลาว และประเทศไทย (หน้า 2) สำหรับเย้าที่อยู่ในภาคเหนือชองไทยนั้นได้โยกย้ายที่อยู่มาจากจังหวัดน้ำทา ประเทศลาว โดยเข้ามาอยู่ในหลายจังหวัดเช่น เชียงราย เชียงใหม่ และอื่นๆ (หน้า3) 

Settlement Pattern

บ้านเย้า สร้างเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ ยาว และกว้างขวางกว่าบ้านของชาวเขาเผ่าอื่นๆ บ้านจะสร้างโดยใช้ดินเป็นพื้นบ้าน ลักษณะบ้านเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มุงหลังคาด้วยหญ้าคา บางครั้งก็มุงด้วยใบหวาย ฝาบ้านกั้นด้วยไม้ ไม้ไผ่สาน หรือฟางข้าวผสมดินโคลน จำนวนห้องจะกั้นตามจำนวนสมาชิกในบ้านหากมีหลายคนก็จะกั้นหลายห้อง  ส่วนหลังของตัวบ้านจะทำประตูเข้าทางด้านข้างทั้งสอง และทางด้านหน้าจะมีประตูหนึ่งประตู เรียกว่า ประตูผีซึ่งปกติจะปิดตาย การใช้สอยจะเปิดเมื่อส่งตัวลูกสาวไปแต่งงานบ้านผู้ชาย หรือไม่ก็ตอนนำตัวลูกสะใภ้เข้าบ้าน นอกจากนี้จะใช้เมื่อยกศพออกจากบ้าน สำหรับผู้ที่ออกจากประตูนี้ เย้าถือว่าเป็นผู้ที่ขาดจากการนับถือผีของบ้านนี้อีกต่อไป ตรงกับประตูหน้าหรือประตูผี บริเวณฝาห้องกลางบ้าน จะติดหิ้งผีสูงระดับศีรษะที่เรียกว่า “เมี้ยน ป้าย”  อันเป็นหิ้งผีบรรพบุรุษ บ้านเย้าบางแห่งที่มีรูปผีใหญ่ ” จุ๊ ซ้ง เมี้ยน” ก็จะทำหิ้งผีที่มีรูปแบบคล้ายตู้เรียกว่า “เมี้ยน เตี่ย หลง” ด้านหน้าของบ้านชอบสร้างยื่นออกไปเล็กน้อย เพื่อวางแคร่ใช้นั่งพักผ่อน  ทางหน้าแคร่จะทำเป็นกองไฟเพื่อต้มน้ำสำหรับคนในครอบครัวและต้อนรับแขกที่มาเยี่ยม ส่วนในบ้านจะมีเตาไฟ 2 เตา เตาหนึ่งเอาไว้ทำอาหาร ส่วนอีกเตาเอาไว้ต้มข้าวให้หมู ทางด้านหน้าจะเว้นไว้ประมาณ 1 เมตรเพื่อเป็นทางเดินรอบบ้าน (หน้า 25) ส่วนบริเวณด้านข้างจะทำเป็นคอกม้า คอกหมู เล้าไก่ และยุ้งข้าว ส่วนด้านหลังของบ้านนอกจากรางส่งน้ำแล้ว ไม่นิยมให้มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ ไม่ให้มีต้นไม้ใหญ่หรือเสาไม้ใหญ่ปักอยู่บนดิน เย้านิยมให้ด้านหลังของบ้านสะอาดไม่รกรุงรัง เพราะมีความเชื่อว่าหลังบ้านเป็นที่มาของผีน้ำหรืองู(นาค) ซึ่งจะมาให้ความร่มเย็นแก่บ้านเรือน (หน้า 26)
           
สำหรับบ้านที่ร่ำรวยก็อาจสร้างบ้านแบบยกใต้ถุนสูงมุงด้วยกระเบื้องไม้หรือสังกะสี กั้นฝาและปูพื้นด้วยไม้กระดาน (หน้า 25)

Demography

ประชากร เย้ามีทั้งหมดประมาณ 800,000 คน อยู่ในจีน 660,000 คน ในลาวและเวียดนามเหนือ 125,000 คน ในประเทศไทยประมาณ 10,000 คน และจากสำมะโนครัวประชากรของจีนในปี ค.ศ.1953 มีเย้าในมณฑลกวางสี 469,000 คน ในกวางตุ้ง 41,000 คน (หน้า 4) จากข้อมูลชาวเขาของศูนย์วิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ พ.ศ.2515 เย้าในประเทศไทยมีจำนวนทั้งหมด 15,107 คน ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย 14,712 คน และอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ รวม 395 คน  (หน้า 4 และตาราง หน้า 5,6

Economy

เย้ามีอาชีพหลักคือการเพาะปลูก เป็นการเพาะปลูกแบบทำไร่เลื่อนลอย พืชที่ปลูกเป็นจำนวนมากในอดีตได้แก่ฝิ่น (หน้า 57) ซึ่งทุกวันนี้รัฐบาลได้สั่งห้ามปลูกแล้ว พืชที่ปลูกกันมากในการทำไร่เลื่อนลอยได้แก่ข้าว โดยจะปลูกเพียง 1 ปี จากนั้นก็จะไปปลูกบนที่ดินแปลงใหม่เพื่อให้พื้นดินคืนสภาพให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิมโดยจะใช้เวลา 5-10 ปี จึงจะกลับมาปลูกซ้ำที่เดิมอีกครั้ง (หน้า 58) นอกจากนี้ก็ยังปลูกข้าวโพดเพื่อขาย ประกอบอาหาร และมีความสำคัญในการใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ไก่ และม้า เป็นต้น โดยเฉพาะหมูและไก่ต้องเลี้ยงเป็นจำนวนมาก เพราะมีความจำเป็นในการใช้ประกอบพิธีกรรม ส่วนพืชอื่นที่ปลูกได้แก่ มันฝรั่ง งา และอื่นๆ ส่วนสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้นอกจากเพื่อเป็นอาหารและใช้ประกอบพิธีกรรมแล้วยังใช้เป็นแรงงาน เช่น  ม้า วัว ควาย หรือเลี้ยงเพื่อใช้แทนม้า เป็นต้น (หน้า 59) นอกจากนี้เย้ายังมีความสามารถในการทำเครื่องเงินและการเย็บปักถักร้อย ดังนั้นเย้าจึงมีรายได้จากการค้าขายเครื่องประดับ เช่น สร้อย ต่างหู กำไล เสื้อผ้า และสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน ฯลฯ  (หน้า 61)
           สำหรับปฏิทินการเพาะปลูกของเย้ามีดังนี้ (หน้า 60)
มกราคม               กรีดฝิ่น เก็บยางฝิ่น ดายหญ้าในไร่ฝิ่น ขนข้าวเข้ายุ้งฉาง
กุมภาพันธ์            กรีดฝิ่น เก็บยางฝิ่น โค่นเผาป่าเพื่อเตรียมปลูกข้าวและข้าวโพด
มีนาคม                 โค่นและเผาป่าเพื่อเตรียมปลูกข้าวและข้าวโพด, หมดฤดูเก็บฝิ่น
เมษายน                โค่นและเผาป่าเตรียมสำหรับฤดูหว่าน, ปลูกมันฝรั่งและข้าวโพด
พฤษภาคม            ปลูกข้าว พริก ถางหญ้าในไร่ข้าวโพด
มิถุนายน               ถางหญ้าในไร่ข้าวและข้าวโพด, ปลูกพืชผสม
กรกฎาคม              ถางหญ้าในไร่ข้าว เก็บเกี่ยวข้าวโพด, เก็บเกี่ยวพืชที่ปลูกผสม, เตรียมดินปลูกฝิ่น
สิงหาคม                  เก็บข้าวโพด เก็บผลผลิตพืชอื่นๆ ที่ปลูกเช่นมันฝรั่ง, เตรียมดินปลูกฝิ่น
กันยายน                ปลูกพืชต่างๆ (หน้า 60)
ตุลาคม                  ปลูกฝิ่น  เก็บเกี่ยวข้าวและพืชอื่นๆ (หน้า 61)
พฤศจิกายน           ถางหญ้าในไร่ฝิ่น เกี่ยวข้าว นวดข้าว
ธันวาคม                กรีดฝิ่น เก็บฝิ่น ถางหญ้า นวดข้าว ขนข้าวไปเก็บในยุ้ง (หน้า 61)

Social Organization

ครอบครัวของเย้าเป็นทั้งครอบครัวเดี่ยว ซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูกและครอบครัวขยาย ได้แก่ พ่อ แม่ ลูก และลูกสะใภ้หรือเขย คือเมื่อแต่งงานแล้วผู้หญิงจะมาอยู่ที่บ้านของฝ่ายชาย แต่ถ้ากรณีครอบครัวใดมีแต่ลูกผู้หญิงถ้าแต่งงานแล้ว ลูกเขยอาจมาอยู่ที่บ้านของฝ่ายหญิงตามวันเวลาที่กำหนดเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าสินสอดที่ยังจ่ายไม่ครบ แต่ถ้าผู้หญิงเป็นลูกสาวคนเดียวถ้าแต่งงานกันแล้วผู้ชายต้องมาอยู่ที่บ้านของผู้หญิงไปตลอดชีวิตหรือจนกว่าพ่อตา แม่ยายจะเสียชีวิต ซึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวก็ ได้รับสิทธิ์โดยไม่ต้องจ่ายค่าสินสอดในการแต่งงาน ในกรณีที่ฝ่ายชายต้องมาอยู่บ้านฝ่านหญิงไม่ว่าจะอยู่ตลอดชีวิตหรือชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ตาม ลูกที่เกิดมาต้องใช้ตระกูลของฝ่ายแม่ และนับถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายแม่ด้วย (หน้า 30)
 
การแต่งงานของเย้า
ในการเลือกคู่ครอง หนุ่มสาวเย้ามีอิสรเสรีในการเกี้ยวพาราสี หนุ่มสาวที่ถูกใจกันก็อาจมีเพศสัมพันธ์กันได้ โดยถือว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าหากตั้งท้องแล้วไม่ชอบกันก็อาจเลิกติดต่อกันได้ โดนฝ่ายหญิงก็ไม่ว่าอะไร ถ้าหากฝ่ายชายไม่ยอมรับก็อาจเสียค่าปรับ 200 บาท หรืออาจพิจารณาตามฐานะของฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายหญิงก็รู้สึกพึงพอใจมากที่มีลูก (หน้า 31) เพราะถือว่าผีได้มอบให้ กรณีผู้ชายอยากแต่งงานก็ต้องเสียเงินเพิ่มก็จะได้รับการให้อภัย (หน้า 32) ถ้าหากผู้ชายตกลงใจแต่งงาน ผู้ชายก็จะดำเนินการเพื่อสู่ขอและหมั้น  โดยผู้ชายจะนำเอา เดือน ปี เกิด ของผู้หญิงมาคำนวนดูดวงเนื้อคู่ว่ามีความสมพงษ์กันหรือไม่ ถ้าหากดวงไม่สมพงษ์กันก็จะไม่แต่งงานกัน แต่ถ้าดวงถูกโฉลกสมพงษ์กันฝ่ายชายก็จะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอ แล้วก็จะนำกำไลเงิน 1 คู่ ไก่ 1 ตัว และเหล้า 1 ขวด ไปด้วย สำหรับกำไลเงินคู่นั้นถ้าหากผู้หญิงรับไว้ก็เป็นเครื่องหมายว่าผู้หญิงตกลงที่จะแต่งงานด้วย แต่ถ้าไม่รับก็แสดงว่าไม่เต็มใจที่จะแต่งงาน (หน้า 33)
          
หากตกลงกันได้ว่าจะแต่งงานทั้งสองฝ่ายก็จะนัดหมอผีและหัวหน้าหมู่บ้านมาเป็นพยานเพื่อกำหนดค่าสินสอดและมอบเงินสินสอดทองหมั้นให้กับฝ่ายหญิง ในช่วงนี้ถ้าหากฝ่ายชายประพฤติตัวไม่ดี ผู้หญิงก็มีสิทธิ์ที่จะถอนหมั้นและไม่คืนเงินหมั้น แต่ถ้าฝ่ายหญิงทำตัวไม้เหมาะสมก็ต้องคืนสินสอดทองหมั้นให้กับฝ่ายชายและปรับเงินอีก 1 เท่าของสินสอด  ช่วงเวลาที่หมั้นนี้ ผู้ชายก็อาจไปช่วยงานที่บ้านของฝ่ายหญิงตามสมควร หรือพาคู่หมั้นมาทำงานที่บ้านก็ได้ในการแต่งงานถ้าหากไม่พร้อมก็อาจเลื่อนกำหนดการแต่งงานออกไป ส่วนเงินสินสอดครึ่งหนึ่งจะมอบให้พ่อของเจ้าสาวเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในงานแต่งงาน และอีกครึ่งจะให้เจ้าสาวเก็บไว้ สำหรับวันจัดพิธีแต่งงานนั้นจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสม (หน้า 33) โดยจะอยู่ห่างจากวันหมั้นประมาณ 6 เดือน - 1 ปี  (หน้า 34 )
           
การแต่งงานมี 2 อย่างได้แก่ การแต่งงานเล็ก(หรือแต่งงานน้อย) กับแต่งงานใหญ่ สำหรับการแต่งงานเล็กจะจัดที่บ้านเจ้าสาว ซึ่งฝ่ายเจ้าสาวจะเป็นเจ้าภาพทั้งหมด โดยจะเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความนินดีเพียงหนึ่งมื้อ และในช่วงที่จัดเลี้ยงนั้นเจ้าบ่าวก็จะเดินแจกบุหรี่ ส่วนเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาวก็จะทำหน้าที่แจกน้ำชา ในการจัดพิธีจะไม่มีการให้โอวาทกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว (หน้า 34)
            ส่วนการแต่งงานใหญ่จะจัดพิธีที่บ้านเจ้าบ่าว โดยจะจัดเลี้ยงเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน หากเจ้าสาวบ้านอยู่ไกล ถ้าเดินทางถึงหมู่บ้านใด จะไม่ให้เดินผ่านเข้าไปในหมู่บ้านที่ผ่าน โดยจะให้เดินอ้อมไปทางด้านล่างของหมู่บ้าน ส่วนเพื่อเจ้าสาวนั้นเดินผ่านหมู่บ้านนั้นได้ไม่เป็นไร พอถึงบ้านเจ้าบ่าว ในคืนแรกจะพักที่กระท่อมที่ปลูกไว้ใกล้ประตูบ้าน วันรุ่งขึ้นจะส่งเจ้าสาวเข้าบ้านเจ้าบ่าว โดยจะเข้าทางประตูด้านหน้าหรือประตูผี ส่วนตอนเที่ยงคืนกระทั่งถึงรุ่งเช้าของวันที่สามก็จะทำพิธีไหว้ซึ่งแขกผู้หลักผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานก็จะอวยพรและว่ากล่าวให้คู่บ่าวสาวทราบถึงการครองเรือนตามแบบฉบับเย้าที่เคยปฏิบัติกันมา  ซึ่งเมื่อแต่งงานแล้วเจ้าสาวจะไปอยู่ในความดูแลของวิญญาณบรรพบุรุษของฝ่ายชายและไม่เป็นสมาชิกของบรรพบุรุษของตนอีก แต่ยังใช้แซ่หรือสกุลของตนอยู่ (หน้า 34)
            
สำหรับการแต่งงานเของเย้า มักจะไม่แต่งในกลุ่มคนที่มีแซ่เดียวกัน ถ้าจะแต่งต้องเป็นลูกพี่ลูกน้องรุ่นที่สองสามลงไป การแต่งงานนนั้นถ้าหากภรรยาคนแรกไม่สามารถมีลูกได้ ผู้ชายสามารถมีภรรยาใหม่ได้ (หน้า 35) ส่วนการหย่าร้างร้างไม่ค่อยมีในสังคมเย้า แต่ถ้ากรณีผู้หญิงมีชู้ ชายชู้จะต้องเสียเงินค่าปรับให้สามีเก่าและให้รับผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยาและให้เสียค่าตัวเจ้าสาวให้กับสามีเก่าทุกบาททุกสตางค์ อย่างไรก็ดีการมีชู้ในสังคมเย้าไม่ค่อยปรากฏเพราะเย้าถือว่าเป็นเรื่องน่าขายหน้า ผู้หญิงอาจถูกไล่ออกจากบ้านและให้นำไปได้เฉพาะเสื้อผ้าชุดเดียวเท่านั้น (หน้า 37) 

Political Organization

ในอดีตนั้นเย้าเคยมีกษัตริย์ปกครองแต่เมื่อรบแพ้จีน หลังจากนั้นก็ไม่มีเย้าตั้งตัวเป็นกษัตริย์อีกเลยดังจะเห็นหลักฐานที่บ้านเย้าจะมีหิ้งบูชากษัตริย์ของตนหรือหิ้งนี้เรียกว่า “ฮูงเมี้ยนป้าย” อันเป็นหิ้งบูชาบรรพบุรุษของกษัตริย์ ที่เย้าจะทำการเซ่นไหว้หากต้องไปรบหรือจับโจรผู้ร้าย เป็นต้น  สำหรับการปกครองในปัจจุบันนั้น หมู่บ้านเย้าจะมีหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้นำซึ่งผู้ที่จะมีดำรงตำแหน่งจะมาโดยการคัดเลือกของคนในหมู่บ้าน (หน้า 62) บางแห่งก็ได้รับการสืบทอจากบรรพบุรุษให้มาเป็นผู้นำ สำหรับหน้าที่ของหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีหน้าที่ตัดสินคดีความกรณีที่คนในหมู่บ้านมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน (หน้า 63)
             
ส่วนผู้ที่มีบทบาทในชุมชน ก็มีหมอผี เนื่องจากเป็นผู้นำด้านการประกอบพิธีกรรมของหมู่บ้าน    นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุ เนื่องจากสังคมเย้านั้นให้ความเคารพกับผู้สูงอายุมากดังนั้นหากคนสูงอายุว่ากล่าวตักเตือนเย้าที่มีอายุน้อยกว่าจะต้องเชื่อฟัง (หน้า 63)

Belief System

ศาสนาและความเชื่อ
เย้านับถือผี (animism) เป็นความเชื่อที่ฝังแน่นและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ภายหลังได้รับอิทธิพลของศาสนาคริสต์และพุทธ จึงมีทั้งการนับถือศาสนาและนับถือผี ซึ่งจากการศึกษาระบุว่าทุกวันนี้มีเย้าที่นับถือศาสนาคริสต์ประมาณ 200 คน  ส่วนคนที่นับถือศาสนาพุทธมีประมาณ 5,000 คน สำหรับการนับถือถือผีซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมนั้นประกอบด้วยผีต่างๆ ได้แก่ ผีเรือนซึ่งก็คือดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับ โดยเย้าจะทำแท่นบูชาไว้ที่บ้านหรือเรียกว่า “เมี่ยนเตีย” (หน้า 49, 56) ซึ่งดวงวิญญาณของบรรพบุรุษจะกลับมาเยี่ยมเยียนลูกหลานเดือนละ 2 ครั้งคือตอนกลางเดือนกับตอนสิ้นเดือน ผีบรรพบุรุษจะให้ทั้งคุณและโทษถ้าหากลูกหลานไม่เชื่อฟัง หรือเลี้ยงดู (หน้า 50) ซึ่งตามปกติแล้วทุกวันเย้าจะจัดอาหารเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ โดยจะจัดถ้วยข้าว  ถ้วยอาหาร ถ้วยน้ำ และจุดธูปบูชา (หน้า 49)
             นอกจากนี้ยังมีผีที่เย้านับถือ ผีที่มีความสำคัญสูงสุดได้แก่ ผีใหญ่ หรือ “จุ๊ ซ้ง เมี่ยน” ซึ่งมีทั้งหมด 18 ตน สำหรับผีที่มีอำนาจที่สุดมี 3 ตน เรียกว่า “ฟาม ชิ้ง “ หรือ “สามดาว”(หรือ สามด๋าว)  ผีทั้ง 18 ตน  เย้าจะวาดภาพเอาไว้ศึ่งเปรียบเหมือนเสื้อของผีโดยเย้าจะห่อผ้าเก็บเอาไว้ซึ่งเรียกว่า “เมี้ยน คับ”และจะนำออกมาเพื่อประกอบพิธี ได้แก่พิธีบวช พิธีศพ  (หน้า 50)
            สำหรับผีใหญ่ทั้ง 18 ตนประกอบด้วย   เล่งสี่,  เล่งปุ , โตต๊ะ ,หยุดฮูง ,สิงเจี๊ยว ,เจี้ยงถิ่น ,เหลยถิ่น ,ถิ่นโฟ้ว ,เต๋ยโฟ้ว ,ยั้งกิ้น  ,สุยโฟ้ว ,จ้าฟิ่นฝัง  ,ป้าต้านสวย  ,เจียบตีนฮูง  ,ต้าโต่วเจี้ยว ,ห้อยฟาน ,ท้ายไหว และแห้งเฟย (หน้า 50)
           ทั้งนี้ ผี 18 ตน นั้น ผีสามดาวมีอำนาจมากที่สุดซึ่งคล้ายกับคณะรัฐมนตรีซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอื่นๆ  (หน้า 50)ได้แก่ หยุดฮูง เปรียบว่าเป็นนายกรัฐมนตรี  ถิ่นโฟ้วผู้บัญชาการกองทัพอากาศโดยมีนกเป็นพาหนะ   เต๋ยโฟ้วเป็นผู้บัญชาการกองทัพบก มีเสือเป็นพาหนะ สุยโฟ้วเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือโดยมีงูเป็นพาหนะ  ส่วนตำแหน่งอื่นๆได้แก่ เจียบตีนฮุง แป็นัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมดูแลสวรรค์ นรก คอยพิจารณาว่าคนที่ตายแล้วควรขึ้นสวรรค์หรือลงนรก (หน้า 51)
           นอกจากนี้เย้ายังเชื่อว่าผีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เช่นตามป่าเขาอยู่ที่ไร่นา อยู่ในพื้นดิน สำหรับพิธีอื่นๆ เช่น การไหว้ผีหลวงซึ่งถือว่าเป็นผีหมู่บ้านหรือผีประจำเมือง ที่มีหน้าที่คุ้มครองรักษาหมู่บ้านให้มีความสงบสุข สำหรับพิธีเซ่นไหว้ผีเรือนจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เย้าจะฆ่าหมูทำพิธีและหยุดงานในไร่นาเป็นเวลา 3 วัน ฯลฯ (หน้า 51)
 
 ความเชื่อเรื่องขวัญ
เย้าเชื่อว่าในร่างกายของคนมีขวัญประจำโดยอยู่ตามอวัยงะต่างๆ ได้แก่
ดาว ว่วน อยู่ที่หัว,   หงาน ว่วน  อยู่ที่ตา ,  หยี ว่วน  อยู่ที่ หู ,  ปิ๋ ว่วน อยู่ที่จมูก
หาว ว่วน อยู่ที่ปาก , เก้ง ว่วน อยู่ที่คอ, ป๋อ  ว่วน อยู่ที่บ่า , สาว ว่วน  อยู่ที่แขน
ชัง ว่วน อยู่ที่อก,  ตู๋ ว่วน อยู่ที่ท้อง,  จั้ว ว่วน อยู่ที่เท้า (หน้า 51)

ทั้งนี้เชื่อว่าถ้าขวัญออกจากร่างกายจะทำให้เจ็บป่วย (หน้า 51) การรักษาจะให้หมอผีอัญเชิญผีใหญ่หรือผีบรรพบุรุษมาไล่ผีร้ายออกจากร่างกายแล้วเรียกขวัญมาเข้าร่างกายเหมือนเดิมก็จะหายป่วย พิธีนี้เย้าเรียกว่า “ดาว ว่วน หรือ “ฮ้องขวัญ” สำหรับสิ่งของที่ใช้ในการทำพิธีได้แก่ เหล้า  (หน้า 52) กระดาษเงินเป็นค่าเดินทางไปมา ไม้คู่สำหรับสอบถามผี (ทำจากหน่อไม้แห้งผ่า 2 ซีก) โดยจะทำการเสี่ยงทายโยนลงพื้น 3 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกจะให้ไม้ทั้งสองข้างหงาย ครั้งที่ 2 ให้คว่ำหนึ่งและหงายหนึ่ง  ส่วนครั้งที่ 3 คว่ำทั้งหมด หากเป็นเช่นนี้ก็เหมือนเครื่องหมายว่าผีที่เชิญมาแล้วหรือผีอนุญาต หากไม่เป็นตามนี้ก็ถือว่าไม่ดี ผีไม่อนุญาตหรือผีไม่มา ส่วนของเซ่นไหว้อื่นๆ ได้แก่ ไก่และหมู การทำพิธีเรียกขวัญจะเรียกเวลาไหนก็ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวก (หน้า 53)
 

พิธีวันขึ้นปีใหม่ 
จะจัดเป็นเวลา 3 วัน วันแรกแต่ละบ้านจะฆ่าหมู 1 ตัว และไก่ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ก็จะตำข้าวปุกทำด้วยข้าวเหนียวตำคลุกเคล้ากับงา และมีการต้มเหล้าข้าวโพดและเหล้าข้าวเปลือก หลังจากต้มไก่และหมูแล้วก็จะยกไปเซ่นไหว้ผีเรือน “เมี่ยนเตีย”  พร้อมด้วยข้าวปุกและเหล้า 1 ถ้วย แล้วเขียนชื่อบรรพบุรุษพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย แล้วเผาไฟ  ในวันนี้จะนำอาหารจำนวนหนึ่งไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ป่าช้า เมื่อกลับมาบ้านในตอนเย็นก็จะยิงปืนขึ้นฟ้า (หน้า 46) ในวันที่ 2 จะยิงปืนขึ้นฟ้าจำนวน 4 นัด หรือถ้าหากมีลูกปืนมากก็ยิงหลายนัดก็ได้ จากนั้นก็นำดอกไม้มาบูชาหิ้งบรรพบุรุษ นอกจากนี้บางคนก็จะเก็บก้อนหินในลำน้ำ โดยสมมุติว่าก้อนหินเป็นก้อนเงินก้อนทอง แล้วนำมาวางไว้ใต้หิ้งบูชา เพื่อเป็นการขอให้วิญญาณบรรพบุรุษช่วยทำให้ร่ำรวย   อย่างไรก็ดีในวันขึ้นปีใหม่เย้าจะไม่ทำงานในไร่หรือไปในเมือง โดยจะใช้เวลาไปเยี่ยมเยียนเพื่อบ้านแต่ละหลัง แล้วดื่มฉลองและจัดงานเฉลิมฉลอง เมื่อครบจำนวน 3 วัน จึงจะทำงานตามปกติ  (หน้า 47)
 
พิธีขึ้นบ้านใหม่
ก่อนทำพิธีคนที่เป็นเจ้าของบ้าน จะไปตัดเสาและไม้ไผ่จากนั้นก็จะหาฤกษ์เพื่อปลุกบ้าน โดยจะให้เพื่อนบ้านมาช่วยสร้างบ้านโดยจะใช้เวลา 1 ถึง 2 วัน เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะหาฤกษ์เพื่อทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ (หน้า 47)  เจ้าบ้านจะฆ่าหมู 1 ตัวและต้มเหล้าข้าวโพด เพื่อเซ่นไหว้ผีเรือนจากนั้นก็จะเลี้ยงอาหารคนที่มาช่วยสร้างบ้าน (หน้า 48)
 

พิธีกินข้าวใหม่
พิธีนี้จะทำหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวไร่เรียบร้อยแล้ว โดยในวันนี้จะฆ่าหมู 1 ตัว ไก้ 1 ตัว และปลา 1-2 ตัว มาทำอาหารเพื่อเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ จากนั้นก็จะกินข้าวใหม่และข้าวที่ทำพิธี (หน้า 48)
 
งานศพ
ในงานเขียนกล่าวว่า ถ้ามีคนเสียชีวิตในหมู่บ้าน ญาติพี่น้องจะแต่งตัวให้ศพด้วยเสื้อผ้าที่ใส่เป็นประจำ แล้วนำลงนอนในโลง และนำข้าวของเครื่องใช้ใส่ลงในโลงด้วย โดยจะตั้งศพไว้ที่บ้าน 1 วัน และจะเคลื่อนย้ายศพเมื่อตะวันตกดิน  โดยจะให้คนแบกโลง 4 คน ไปยังจุดที่จะทำการเผา ส่วนญาติพี่น้องที่แห่ขบวนศพก็จะแต่งชุดขาว โดยที่หน้าขบวนจะมีหมอผีเดินถือธงสีขาวนำขบวนและเดินโปรยกระดาษเงิน กระดาษทองที่สมมุติว่าเป็นเงินตลอดทาง เมื่อไปถึงนอกหมู่บ้านที่ไม่ไกลมาก ก็จะวางโลงไว้บนฐานที่เป็นหินแล้วสร้างหลังคามุงด้วยฟาง โดยจะมุงเป็นที่เก็บโลงศพและจะตั้งไว้ตรงนั้น 3-4 เดือน  เมื่อถึงเวลาเผาก็จะเผาทั้งหลังคานั้นด้วย ส่วนกระดูกของผู้ตายจะนำใส่โกฏ แล้วไปฝังที่ป่าช้า โดยมีหมอผีเป็นผู้ชี้สถานที่ที่จะฝัง (หน้า 41) อย่างไรก็ตาม ในกรณีการประกอบพิธีศพของเย้านี้ ในเย้ากลุ่มย่อยต่างๆ ก็อาจมีการทำพิธีศพที่แตกต่างกันไปตามพื้นฐานความเชื่อของแต่ละกลุ่ม (หน้า 42)
           
ในหนังสือ “ชาวเขาในไทย”ของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ เขียนถึงงานศพเย้าว่า ถ้าเด็กเย้า เสียชีวิตก็จะฆ่าไก่ 1 ตัว  เพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณ แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะเซ่นไหว้ด้วยหมู 1 ตัว โดยจะตั้งศพไว้ 2-3 คืน และนำผ้าห่มห่อศพรองด้วยไม้กระดาน 1 แผ่น  สำหรับคนที่ร่ำรวยก็จะบรรจุศพไว้ในโลง (หน้า 43)

Education and Socialization

การศึกษา
เย้าที่มาจากประเทศจีนสามารถอ่านและเขียนภาษาจีนได้ เย้ารุ่นใหม่มีความสนใจที่จะเรียนภาษาไทย เพราะเห็นว่าการอ่านออกเขียนภาษาไทยได้นั้นมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ในบางพื้นที่หัวหน้าชุมชนได้สร้างโรงเรียนเพื่อต้องการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยส่งครูไปสอนหนังสือในหมู่บ้าน  อย่างไรก็ดีในงานเขียนนี้ผู้เขียนยังไม่ทราบอย่างชัดเจนว่าเย้านั้นรู้หนังสือมากน้อยสักเท่าไรเพียงแต่แสดงความเห็นโดยรวมว่า เย้าแต่ละพื้นที่มีความสนใจที่จะเรียนหนังสือไทยไม่เท่ากัน บางแห่งก็อยากให้ลูกหลานเรียนภาษาไทย แต่บางแห่งก็ไม่อยากให้ลูกหลานได้เรียนเนื่องจากให้เหตุผลว่ากลัวถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร เป็นต้น (หน้า 39)

Health and Medicine

สุขภาพอนามัยและการรักษาพยาบาล
            เย้ามีสุขภาพอนามัยที่ดีชอบดูแลร่างกายให้สะอาดอยู่เป็นประจำ ส่วนโรคที่พบ ได้แก่ มาลาเรีย โรคคอหอยพอก เนื่องจากขาดอาหารที่มีธาตุไอโอดีน และอื่นๆ สำหรับการรักษาจะมีทั้งแบบพื้นบ้านและซื้อยามากินเอง (หน้า 27) ส่วนการรักษาด้วยวิธีไสยศาสตร์จะเชิญหมอผีมาเสี่ยงทายว่าการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากสาเหตุใด หากหมอผีบอกว่าผีทำให้เจ็บป่วยก็จะรักษาโดยทำพิธีเซ่นไหว้ สำหรับสิ่งของที่นำมาทำพิธีประกอบด้วย หมู ไก่ เหล้า 1 ขวด ธูป ดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้เย้ายังรักษาด้วยพืชสมุนไพร ส่วนคนที่ร่ำรวยก็จะไปรักษาที่โรงพยาบาล (หน้า 40)
 
การเกิด
            หนุ่มสาวเย้า มีอิสรเสรีในเรื่องเพศหากมีการท้องก่อนแต่งงาน หากฝ่ายชายไม่รับเป็นพ่อเด็ก ครอบครัวของฝ่ายหญิงก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องน่าเสียหายเนื่องจากเด็กที่เกิดมาจะเป็นคนที่ช่วยเหลือครอบครัวต่อไปในวันหน้า  แต่กรณีฝ่ายชายต้องการจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ตั้งท้องก็ต้องเสียค่าสินสอดมากขึ้น เนื่องจากฝ่ายหญิงได้แสดงให้เห็นว่าสามารถให้กำเนิดบุตรได้ (หน้า 38)
             การทำคลอด หมอตำแยจะทำคลอดให้  หลังจากคลอดแล้วก็จะนำรกของเด็กไปแขวนที่กิ่งไม้ หลังคลอดแม่เด็กจะต้องไม่กินเนื้อสัตว์ตัวผู้เป็นเวลา 3 วัน  โดยให้กินข้าวกับไข่ ขิง และไม่ให้ดื่มน้ำ 3 วัน หลังเด็เกิดให้ฆ่าไก่ตัวผู้เพื่อเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ เมื่ออายุได้หนึ่งเดือนจะมีการโกนผมเด็ก จะไม่ตั้งชื่อเด็กจนอายุ 6 หรือ 7 ขวบ หากเด็กเป็นชายจะตั้งชื่อตามทวด ถ้าเป็นหญิงจะตั้งชื่อตามลำดับการเกิด สำหรับการอยู่ไฟจะใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน (หน้า 38) 

Art and Crafts (including Clothing Costume)

งานศิลปหัตถกรรมและดนตรีในหมู่ชาวเขาด้วยกัน เย้ามีฝีมือในด้านการช่างมากที่สุด เช่น เป็นช่างเหล็กฝีมือดี เป็นต้น ทำกระดาษจากต้นข้าวและประดิษฐ์เครื่องประดับต่างๆ ผู้หญิงเย้าทุกคน “เย็บดอก” คือปักลวดลายลงบนผ้า เป็นลวดลายเย็บดอกจะมีลักษณะเฉพาะของเย้า มีสีสันสวยงาม (หน้า 28) สำหรับด้านดนตรี มีเครื่องดนตรีแบบคนจีน เช่น พิณ ปี่ ฆ้อง ผ่าง ฯลฯ (ไม่มีแคนอย่างมูเซอหรือ “แม้ว”) ใช้เฉพาะเวลาแจ้งให้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ หรือผู้ตายมารับเครื่องเซ่น หรืองานในพิธีอื่นๆ เช่น งานปีใหม่ งานแต่งงาน เป็นต้น ส่วนผู้หญิงมีเครื่องดนตรีแห่งความรัก เป่าด้วยปากอันเล็กๆ ทำด้วยทองแดงขนาดไม้ขีดไฟ ใช้เป็นอาณัติสัญญาณระหว่างหนุ่มสาวออกไปพบกันในเวลากลางคืน (หน้า 28)
 
การแต่งกายของเย้า
ผู้หญิง  พันศีรษะด้วยผ้าสีแดงซึ่งมีขนาดกว้างยาว 12 คูณ 15 นิ้วจากนั้นก็จะพันทับด้วยผ้าสีน้ำเงินเข้มที่มีความกว้างประมาณ 90 เซนติเมตรส่วนความยาวประมาณ 4-5 เมตร ปักปลายทั้งสองด้านด้วยลวดลายผ้าหลากสีสัน การโพกศรีษะแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน  สวมเสื้อ คลุมรูปคอวี สีดำหรือน้ำเงินเข้ม ยาวถึงข้อเท้า ด้านหน้าผ่าตลอดแนว แล้วติดไหมพรมสีแดงเป็นพวงที่อกเสื้อรอบคอลงมาถึงหน้าท้อง ผ่าด้านข้างตั้งแต่เอวลงมา ดังนั้นชายเสื้อด้านล่างจึงมี 3 แผ่น  ได้แก่แผ่นหน้า 2 แผ่น กับแผ่นด้านหลังอีก 1 แผ่น เมื่อสวมชายผ้าด้านหน้าทั้งสองด้านจะนำมาไขว้ผูกรอบเอวแล้วผูกไว้ทางด้านหลัง ส่วนแผ่นหลังจะยังคงปล่อยไว้ใช้รองนั่ง  บริเวณอกเสื้อนั้นจะติดแผ่นเงินสี่เหลี่ยมผืนผ้าเท่าหัวเข็มขัด ประมาณ 7-8 อันตั้งแต่อกลงมาถึงเอว  สวมกางเกงผ้าสีน้ำเงินเข้มหรือดำ ทั้งสองด้านของขากางเกงจะปักเป็นลวดลายสวยงาม คาดเอวด้วยผ้าที่มีรูปแบบคล้ายกับผ้าโพกหัว โดยจะพันหลายรอบแล้วผูกปลายทั้งสองไว้ทางด้านหลัง (หน้า 44) สำหรับเครื่องประดับ จะสวมต่างหู และห่วงคอที่ทำด้วยเงิน สำหรับต่างหูนั้นจะเป็นวงกลมมีศรผ่ากลาง สวมห่วงคอตั้งแต่ 1 ห่วงถึง 5 ห่วง ส่วนเครื่องประดับได้แก่แหวน และกำไลข้อมือ เป็นต้น (หน้า 45)
           
ผู้ชาย  สวมกางเกงสีดำหรือน้ำเงินเข้มลักษณะเหมือนกางเกงจีน ชายขากางเกงขลิบด้วยไหมสีแดง สวมเสื้อสีดำหรือน้ำเงินเข้ม ผ่าอกเสื้อแล้วไขว้ป้ายไปทางด้านข้างบริเวณเสื้อที่ผ่าประกับด้วยแถบลวดลาย ติดกระดุมกลมๆ ทำด้วยเงิน  เสื้อยาวคลุมถึงเอว สวมต่างหูเงินรูปวงกลมตรงกลางผ่าเป็นรูปลูกศร ไม่สวมห่วงคอและกำไล  อย่างไรก็ดีในการแต่งงานของชายเย้าทุกวันนี้นิยมแต่งกายด้วยชุดสมัยนิยมเหมือนคนไทยหรือคนไทยพื้นราบ (หน้า 45) 

Folklore

นิทานการเกิดเย้า
 นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องราวการเกิดของชาติพันธุ์เย้า เย้าเล่าว่า มีเทวดาตนหนึ่งชื่อ “เปี้ยนโกฮูง” ได้สร้างโลกและสวรรค์ การสร้างโลกได้สร้างแบบทรงแบนรูปสี่เหลี่ยม โดยได้สร้างสวรรค์หรือท้องฟ้าให้มีรูปแปดเหลี่ยมจำนวน 33 ชั้น ส่วนโลกมีจำนวน 48 ชั้น และได้สร้างภูเขา ทะเล แม่น้ำลำคลอง ทุ่งนาและต้นข้าว ตลอดจนมนุษย์ชายหญิงขึ้นบนโลกด้วย โดยให้ผู้ชายสวมหมวก แล้วให้ผู้หญิงทาผมด้วยขี้ผึ้งมวยผมพันด้วยผ้าแดง และอนุญาตให้มนุษย์ชายหญิงแต่งงานเป็นสามีภรรยากันได้  นอกจากนี้แล้วเทวดาอีกองค์ที่ชื่อว่า “ตั๊วฮูง” ได้สร้างไฟ เทวดาชื่อ “โต้งฮูง” ได้สร้างเงิน และเทวดาอีกองค์ได้สร้างช่างเพื่อมาปลูกบ้านไว้อยู่อาศัย ต่อมามีผู้หญิงอีกคนชื่อ “นางเลี่ยวฟาม” เป็นผู้สร้างบทเพลงต่างๆ และขงจื้อเป็นคนสร้างโรงเรียนเพื่อสอนความรู้ด้านการปกครองทั้งหลาย (หน้า 7)

กระทั่งถึงวันที่แปด เดือนสี่ของปีหนึ่ง น้ำได้ท่วมโลกยาวนานถึง 7 วัน 7 คืน  ผู้คนเสียชีวิตหมดทั้งโลก คงเหลือเพียงพี่น้องชายหญิง 2 คน ซึ่งรอดชีวิตเนื่องจากเข้าไปอยู่ในน้ำเต้าใหญ่แล้วลอยขึ้นไปบนสวรรค์ เมื่อน้ำลดน้ำเต้าก็ลอยลงมายังโลกอีกครั้งหนึ่ง พอออกจากน้ำเต้าเดินหาญาติพี่น้อง และมนุษย์คนอื่นๆ ค้นหาอยู่หลายวันก็ไม่เห็นมีใครอยู่บนโลกเลย กระทั่งเดินไปเห็นเต่าตัวหนึ่ง เต่าตัวนั้นบอกสองพี่น้องว่า คนบนโลกนี้ตายหมดแล้ว แต่สองพี่น้องไม่เชื่อที่เต่าพูด จึงเกิดโต้เถียงกันขึ้น ด้วยความโมโหชายคนที่เป็นพี่จึงคว้าไม้ตอกลงกระดองเต่าจนแตกเป็น 12 ชิ้น จมสู่พื้นดิน หลังจากนั้นสองพี่น้องก็เดินทางค้นหาคนอื่นๆ ต่อไป แต่ก็ไม่เห็นใครเลยสักคน จากนั้นก็เดินกลับมาหาเต่าแล้วยกเต่าขึ้นจากดิน ในเวลานั้นมีเทวดาองค์หนึ่งแปลงกายเป็นชายชราผมยาวสีขาว เดินถือไม้เท้าสวนทางมา บอกให้สองพี่น้องแต่งงานกัน เพื่อสร้างมนุษย์ต่อไป ในตอนแรกนั้นทั้งสองรู้สึกว่าเป็นพี่น้องกันจึงไม่นอนด้วยกัน ภายหลังทั้งสองได้ปลูกไผ่คนละต้น แต่เมื่อต้นไผ่โตยอดไผ่ก็เอนไหวเข้ามาเกี่ยวรัดกันไว้ และเมื่อก่อไฟหุงข้าวควันจากกองไฟของคนทั้งสองก็ลอยไปรวมกันบนท้องฟ้าอีก ดังนั้นทั้งสองจึงเชื่อว่าสวรรค์ปรารถนาให้ทั้งสองเป็นสามีภรรยากันเพื่อมีลูกหลานสืบเผ่าพันธุ์บนโลกนี้ ดังนั้นทั้งสองจึงตกลงแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน (หน้า 7)
             
ภายหลังน้องสาวที่เป็นภรรยาได้ตั้งท้องแล้วคลอดลูกออกมาเป็นลูกฟัก จากนั้นก็มีเทพธิดาองค์หนึ่งเสด็จลงมาจากสวรรค์แล้วผ่าลูกฟักผลนั้น จากนั้นก็สั่งให้โยนเมล็ดฟักลงไปยังพื้นราบ และให้โยนเนื้อฟักไปบนดอยสูง แต่ระหว่างทางที่จะไปทำตามคำสั่งของเทพธิดานั้นพี่ชายที่เป็นสามีได้ล้มลงจึงได้จำคำสั่งนั้นผิดพลาด โดยได้โยนเนื้อฟักลงพื้นราบภายหลังได้กลายมาเป็นคนที่หาเลี้ยงชีพในพื้นที่ราบ สำหรับเมล็ดฟัก ที่โยนขึ้นไปตกบนดอยสูงนั้นได้กลายเป็นชาติพันธุ์เย้าและชาติพันธุ์ชาวเขาอื่นๆ อีกมากมายที่หาเลี้ยงชีวิตอยู่บนป่าดอยและได้เกิดเป็นผู้ชายกับผู้หญิงจำนวน 6 คู่และได้แต่งงานกันจนกลายเป็นบรรพบุรุษของชาติพันธุ์ต่างๆ บนป่าดอย (หน้า 8)                  
             
พวกเย้าได้หาเลี้ยงชีพตามภูเขากระทั่งมาตั้งเมืองของตนชื่อว่า “เมืองนามกิ๋ง” ที่ตั้งอยู่ชายทะเลเวลาดำเนินไปจนมาถึงปีขาลและปีเถาะในปีนั้นฝนแล้งและมีไฟไหม้ ทำไร่ปลูกข้าวไม่ได้ผล ทำให้มีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ผู้ชายจะตายไวกว่าผู้หญิง 2 วัน เมื่อหิวโหยผู้ชายจะมีชีวิตอยู่ได้ 5 วัน ในส่วนผู้หญิงซึ่งมีหน้าที่ตำข้าวจะอยู่ได้ 7 วัน เพราะมีรำข้าวติดตามร่างกาย กระทั่งถึงวันที่ 15 เดือน 7 มีเย้า 12 ตระกูลได้ต่อเรือแล้วอพยพไปทางทะเลในการเดินทางได้ใช้เวลา 7 วัน 7 คืน การเดินทางก็ยังไม่เห็นฝั่งและแล้วเรือก็หยุดนิ่งไม่อาจเดินหน้าหรือถอยหลังไปไหนได้ มีเรือสำหรับของกลุ่มที่ไม่นับถือผี 3 ดาว ที่เย้าเชื่อว่าเป็นดาว 3 ดวง เมื่อก่อนเป็นคน 3 คน แต่เนื่องจากมีบุญมากจึงได้ลอยไปอยู่บนสวรรค์และมีความเป็นอมตะ เรือลำดังกล่าวถูกคลื่นยักษ์พัดไปตกถึงหูทะเลหรือสะดือทะเล ส่วนเย้ากลุ่มที่อยู่ในเรือลำอื่น ต่างพากันตื่นตกใจจึงได้อ้อนวอนขอให้ผี 3 ดาว ช่วยดลบันดาลให้ข้ามทะเลไปถึงฝั่งได้สำเร็จ  หากไปถึงฝั่งก็จะฆ่าหมูแก้บน  หลังจากบนบานเรียบร้อยแล้วเรือก็สามารถแล่นต่อไป โดยใช้เวลา 3 วัน 3 คืนก็เดินทางถึงฝั่งในพื้นที่อำเภอเลาะเชียง จังหวัดเล่าเจี้ยว  มณฑลกวางตุ้ง จากนั้นก็ไปล่าหมูป่าเพื่อมาฆ่าแล้วนำไปแก้บนผี 3 ดาว  แล้วก็แยกย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่บนภูเขาในหลายพื้นที่  (หน้า 8)
             
สำหรับเย้า 12 ตระกูลที่อพยพมาทางเรือนั้นได้เป็นบรรพบุรุษของเย้าในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยแซ่ต่างๆ ดังนี้  แซ่เติน (แซ่ตั้ง แซ่ต่าง หรือแซ่เติ๋น) แซ่พ่าน, แซ่จ๋าว, แซ่ฟ่ง,แซ่ลี้ (หน้า 8) แซ่หยั้ง, แซ่เจียว, แซ่จั่น, แซ่ว่าง, แซ่ลิ่ว, แซ่ฉิ้น และแซ่ต้อง (หน้า 9)
 
นิทานเย้า 12 พี่น้อง
 เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เย้าสามีภรรยาคู่หนึ่งแต่งงานกันมานานแต่ไม่มีลูก คนที่เป็นสามีเลยโมโหภรรยาหาว่าเป็นหมันจึงไม่สามารถมีลูกได้ เขาประชดภรรยาว่าจะหาภรรยาใหม่หลายๆ คนเพื่อที่จะได้มีลูก ภรรยาจึงร้องไห้เสียใจ เดินสะอึกสะอื้น ไปตามรางน้ำที่ต่อไปถึงต้นน้ำบนเขา เธอนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น  ต่อมามีชายชราผมขาวเดินมาถามเธอว่าเป็นอะไรถึงได้ร้องไห้ เมื่อเธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง  ชายชราคนนั้นจึงช่วยเหลือโดยมอบผลไม้จำนวน 12 กลีบ แล้วบอกว่าเอาไปให้สามีกินแล้วจะมีลูกตามที่หวังไว้ เมื่อกลับถึงบ้านเธอจึงนำผลไม้นั้นให้สามีกิน ต่อมาไม่นานภรรยาก็ตั้งท้องเมื่อคลอดออกมาก็เกิดเป็นลูกชายทั้งหมด 12 คน ลูกชายทั้งหมดมีหน้าตาเหมือนกัน พ่อจึงตั้งชื่อลูกคนที่ 1 ว่า เลาเก๊า และตามด้วย เลาตะไหน, เลาซาน,เลาสู, เลาอู, เลาหลู่,เลาซี่, เลาป่า, เลาโจ้ว, เลาซิบ ตามลำดับ (หน้า 9)

ต่อมาเจ้าเมืองจีนจะทรงสร้างวังใหม่ ดังนั้นจึงสั่งให้เกณฑ์ประชาชนมาตัดต้นไม้เพื่อนำไปทำเสา พ่อของลูกชายทั้ง 12 คนเป็นไข้จึงให้เลาเก๊า ลูกชายคนโตไปทำงานตัดไม้แทนตน เลาเก๊าตัดไม้ไปส่งที่บริเวณที่สร้างวัง หลังจากนั้นก็กลับบ้าน แต่ปรากฏว่าไม้ท่อนนั้นไม่มีใครสามารถยกได้ ดังนั้นเจ้าเมืองจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปตามตัวเลาเก๊ามายกเสา หลังจากยกไม้เรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ได้รับรางวัล เนื่องจากเจ้าเมืองจีนเกรงว่าเงินในท้องพระคลังจะร่อยหรอ

หลังจากสร้างวังเรียบร้อยแล้ว เจ้าเมืองจีนก็จัดงานเฉลิมฉลอง เลาตะไหนลูกคนที่ 2 เดินเข้าไปในเมือง เมื่อเดินเหยียบพื้นถนนในเมืองยุบ เจ้าเมืองจีนจึงสั่งให้จับตัวแล้วขังไว้ แต่เลาตะไหนรูดโซ่ตรวนออกมาได้ กษัตริย์จะนำตัวไปเผาไฟ เลาตะไหนจึงแกล้งร้องไห้ แล้วบอกว่าขอตัวกลับไปลาพ่อแม่ที่บ้านก่อน เจ้าเมืองรู้สึกเวทนาจึงยอมให้กลับบ้าน (หน้า 9) เมื่อเลาตะไหนมาถึงบ้านจึงเปลี่ยนให้เลาซานผู้เป็นน้องชายไปแทน  เจ้าเมืองจึงสั่งให้นำไปย่างบนกองไฟ แต่เลาซานก็ไม่เป็นอะไร ดังนั้นเจ้าเมืองจึงสั่งให้นำตัวไปใส่หม้อนึ่ง เลาซานจึงใช้แผนขอกลับมาที่บ้านแล้วให้เลาสูน้องชายคนที่ 4 ไปแทน เมื่อกลับเข้าเมืองเลาสูถูกนึ่งก็ไม่เป็นอะไร เจ้าเมืองจึงสั่งมัดเลาสูแล้วใช้ควายลากไปกับพื้นดิน เลาสูจึงขอตัวกลับบ้านเพื่อให้เลาอูไปแทน เมื่อไปถึงเอาอูจึงแปลงกายให้ตัวใหญ่ร่างกายหนักมาก ควายจึงลากไม่ได้ ดังนั้นเจ้าเมืองจึงให้นำไปถ่วงน้ำ เลาอูจึงขอตัวกลับไปลาพ่อแม่ที่บ้าน เมื่อไปถึงเลาอูจึงให้เลาหลู่มาแทน เลาหลู่นั้นคงกะพันชาตรี ถ่วงน้ำไม่จม ถูกทำร้ายก็ไม่เป็นอะไร (หน้า 10)
            
เจ้าเมืองจีนมีความหวั่นเกรงฤทธิ์เดช ดังนั้นจึงยกลูกสาวกับบ้านเมืองให้กับ 12 พี่น้อง ซึ่งนับจากนั้นเป็นต้นมาทั้ง 12 พี่น้องก็ช่วยเหลือในการป้องกันเมืองจีน หากมีศัตรูยกทัพมาโจมตีก็แพ้พ่ายกลับไปทุกครั้ง 12 พี่น้องเย้า มีพลังมากไม่มีใครมีฝีมือเทียบเท่าดังนั้นจึงเหาะไปสู้กับเทวดาบนสวรรค์ หลังการต่อสู้ทั้ง 12 พี่น้องเสียชีวิตทั้งหมด เหลือเพียงวิญญาณที่ลอยไปมาไม่ไปผุดไปเกิด เทวดาเห็นใจจึงสั่งสอนตักเตือนให้ทำตัวดีๆ แล้วจึงมอบหน้าที่ให้ไปเป็นผู้บันทึกตรวจสอบความประพฤติของคนบนโลก เพื่อพิจารณาว่าถ้าคนใดตายไปแล้ว ใครสมควรตกนรก ขึ้นสวรรค์ ให้เป็นผีไม่มีที่อยู่หรือให้ไปเกิดใหม่ (หน้า 10)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

กลุ่มเย้ามีอัธยาศัยดี หากมีบุคคลนอกหมู่บ้านมาเยี่ยมก็จะต้อนรับด้วยความมีน้ำใจ หากมีการค้างคืนในหมู่บ้านถ้าไปพักที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติกับผู้นำและคนในหมู่บ้าน (หน้า 45)ที่เย้าไม่ค่อยชอบและมักปกปิดก็คือเรื่องไร่ฝิ่นเพราะกลัวว่าคนภายนอกอาจเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปสืบค้นข้อมูลเพื่อปราบปราม แต่ถ้ามั่นใจว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะพาไปชมไร่ฝิ่นด้วยความเต็มใจ (หน้า 46)

Social Cultural and Identity Change

ไม่มีข้อมูล

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ข้อพิจารณาในการให้ความช่วยเหลือ
          เป็นนโยบายของรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรี มีมติ เมื่อ 14 สิงหาคม พ.ศ.2516 เพื่อแก้ปัญหาชาวเขา โดยได้ดำเนินการนโยบายใหม่ ได้แก่นโยบายระยะสั้น ให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือชาวเขาอย่างเร่งด่วน เพื่อปลูกฝังให้จงรักภักดีต่อประเทศไทย เพื่อทำให้สามารถต้านการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ (หน้า 65)ส่วนนโยบายระยะยาว จะดำเนินการเพื่อช่วยเหลือ ชาวเขาให้เลิกปลูกฝิ่นและปลูกพืชอื่นทดแทนและให้เลิกตัดไม้ทำลายป่า โดยให้ชาวเขาอยู่เป็นหมู่บ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมและหาที่อยู่ให้กับกลุ่มที่ต้องหนีภัยคอมมิวนิสต์ และดำเนินการให้ชาวเขามีความจงรักภักดีต่อรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการชาวเขาให้มารับผิดชอบ ซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม  ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอื่นๆ ตลอดจนผู้แทนกรมกองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก (หน้า 66- 67) ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้ทำการศึกษาเพื่อให้ทราบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขา ซึ่งจะช่วยให้แก้ไขปัญหาชาวเขาได้อย่างถูกต้อง และทำให้รู้สึกว่าเป็นคนไทยและรักผืนแผ่นดินไทย (หน้า 76,77)

Google Map

Map/Illustration

ภาพ            สาวเย้าถวายช่อดอกไม้ในโอกาสที่เสด็จเยี่ยมเยียนหมู่บ้านชาวเขา,พระราชทานสิ่งของแก่เด็กเย้าที่เฝ้ารับเสด็จฯ ,ครอบครัวชาวเย้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย,เย้าบนดอยเล่าซีก๋วย จังหวัดเชียงราย,เย้าสองแม่ลูก,เย้าลงจากดอยเอาของมาขายในเมือง, หญิงเย้ามีฝีมือเย็บปักลายผ้าสวยงามมาก,สาวเย้า,หมู่บ้านเย้า,เตาหุงข้าว,ป่าถูกถางเพื่อใช้เป็นที่ทำไร่,สาวเย้าทำงานในไร่ถั่ว,หน่วยสงเคราะห์ชาวเขาของรัฐบาลประจำหมู่บ้านเย้า,เย้าได้รับการส่งเสริมให้ทำการเกษตร,สาวเย้าแต่งชุดเย็บปักลวดลายสวยงาม,เครื่องแต่งกายหญิงชุดประจำเผ่าเย้า,เด็กเย้า,การกีดฝิ่น,เด็กเย้าช่วยแม่ปักลายผ้า, เย้าเรียนหนังสือไทย,
                 ที่เซ่นไหว่ผีประจำหมู่บ้านเย้า,ผู้ใหญ่บ้านเย้าทำพิธีไหว้ผีบรรพบุรุษ,ไร่ฝิ่น,ครกน้ำตำข้าวในหมู่บ้านเย้า, ชาวเขาเผ่าเย้า,เย้าใช้ผ้าพันลูกน้อยไว้บนหลังขณะทำงาน,งานแต่งงาน, หญิงเย้าแบกกระบุงใส่ของไว้บนหลัง, หนุ่มเย้าช่วยกันนวดข้าวด้วยมือ,สาวเย้าแบกกระบอกไม้ไผ่กลับบ้าน, ฬ่อเป็นสัตว์พาหนะที่เย้าใช้แบกของและเดินทางไกล, หนุ่มเย้าเล่นเครื่องดนตรีพื้นเมือง,สาวเย้าตำข้าวที่ลานบ้านด้วยครกกระเดื่อง,เสื้อผ้าที่ชาวเย้าสวมใส่เย็บปักด้วยมือ,สาวเย้าช่วยกันโม่แป้งประกอบอาหาร ชาวเย้าทำพิธีศพก่อนผัง (ภาพทั้งหมดอยู่หลังหน้า คำนำ)
แผนภูมิ        การสืบเชื้อสายของชาวเขาในภาคเหนือของไทย (หลังหน้า คำนำ)
แผนที่           ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าเย้า (หลังหน้า คำนำ)
ตาราง          บัญชีชาวเขาเผ่าเย้า จังหวัดเชียงราย (หน้า 5)บัญชีชาวเขาเผ่าเย้า จังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 6), แสดงหมวดศัพย์ภาษาเย้าที่น่ารู้ (หน้า 11-24)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 23 ก.พ. 2558
TAG เมี่ยน, สังคม, เศรษฐกิจ, การเมือง, ความเชื่อ, วัฒนธรรม, ประเทศไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง