ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ม้ง,ภูมิปัญญาพื้นบ้าน,การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ,การรักษาความเจ็บป่วย,สมุนไพร,เชียงราย
Author ทรงวิทย์ เชื่อมสกุล
Title ภูมิปัญญาพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากรและการรักษาพยาบาลของม้ง
Document Type - Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Total Pages 43 Year 2542
Source ศูนย์ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

งานวิจัยชิ้นนี้มีเนื้อหาครอบคลุมในหลายประเด็นเกี่ยวกับภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ ที่กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ใช้ในการจัดการทรัพยากรและการรักษาพยาบาลในชุมชนของตนเอง ได้แก่ ประวัติความเป็นมาโดยภาพรวมและเฉพาะบ้านขุนห้วยไคร้, การแบ่งกลุ่ม, ลักษณะการแต่ง, ภาษา, จำนวนประชากรและเครือญาติ, ลักษณะการตั้งถิ่นฐานและที่อยู่อาศัย, องค์กรและหน่วยงานในหมู่บ้าน, ศาสนาและความเชื่อ, อาชีพ, ทรัพยากร, การคมนาคมสื่อสาร, ความเชื่อและระบบการจัดการทรัพยากร, ระบบความเชื่อเกี่ยวกับความเจ็บป่วย, และการใช้สมุนไพรในระบบการรักษาพยาบาลพื้นบ้าน

Focus

ภูมิปัญญาของม้ง ซึ่งได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่ตามธรรมชาติ, ความเชื่อเกี่ยวกับความเจ็บป่วย, และความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีบทบาทต่อการจัดการทรัพยากรและการรักษาพยาบาลของม้งอย่างมาก และในปัจจุบันม้งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านขุนห้วยไคร้ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายก็ยังคงใช้ภูมิปัญญาอันนี้ในการจัดการทรัพยากรและการรักษาพยาบาลในชุมชนของตนอยู่

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกศึกษาในงานวิจัยชิ้นนี้คือ "ชาวม้ง" ในหมู่บ้านขุนห้วยไคร้ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย (หน้า 2)

Language and Linguistic Affiliations

นักภาษาศาสตร์สมัยก่อนนิยมจัดภาษาแม้ว (ม้ง) ไว้ในตระกูลเดียวกับภาษาจีนหรือในตระกูลจีน - ธิเบต เพราะเห็นว่าม้งและเมี่ยนมีวัฒนธรรมคล้ายจีน ต่อมานักภาษาศาสตร์เห็นว่าม้ง - เมี่ยนมีความแตกต่างจากจีน จึงได้แยกกลุ่มภาษาม้งและเมี่ยน ออกเป็นกลุ่มภาษาต่างหาก ภาษาแม้ว (ม้ง) เป็นภาษาคำโดดและเป็นภาษาที่มีเสียงก้อง มีศัพท์จำนวนมากที่นำมาจากภาษาจีนและชนชาติอื่น ๆ ที่ม้งมีความสัมพันธ์ด้วย แม้ว่าม้งจะมีกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในจีนและเวียดนาม แต่ในด้านภาษาแล้ว ยังสามารถติดต่อสื่อสารกันได้หรือพูดเข้าใจกันได้ (หน้า 3 - 4)

Study Period (Data Collection)

ไม่ได้ระบุช่วงเวลาในการศึกษาอย่างชัดเจน แต่ในบทที่ 2 เรื่อง "บ้านขุนห้วยไคร้" หัวข้อ "ประวัติความเป็นมาของชุมชนและการตั้งถิ่นฐาน" ผู้วิจัยเริ่มต้นเล่าประวัติของชุมชนตั้งแต่ปี 2511 (หน้า 7 - 10) ส่วนระยะเวลาที่ศึกษาจริงน่าจะเป็นในช่วงปี 2542 เพราะในบทที่ 1 หัวข้อ "ประชากร" ระบุว่า "ปัจจุบันประชากรทั้งหมดของม้งในประเทศไทยจะมีจำนวนมากกว่าที่ทางการสำรวจได้" ในปี 2541 (หน้า 4)

History of the Group and Community

ประวัติศาสตร์ของจีนกล่าวว่า บรรพบุรุษของม้งอาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำเชียงเจียง ในระหว่าง 220 ปีก่อนคริสตกาลถึง 220 ปี หลังคริสตกาล ม้งอาศัยอยู่ที่อำเภอ "ลำธารห้าสาย" สมัยนั้นม้งเคยต่อต้านการขยายตัวของพวกเฮียซึ่งเป็นพวกจีนโบราณ แต่ในที่สุดก็แพ้และถูกบังคับให้ยอมรับวัฒนธรรมจีนแต่ม้งบางส่วนได้อพยพไปทางทิศตะวันตก ในสมัยราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นราชวงศ์ของพวกแมนจูได้ใช้นโยบายกดขี่ม้งอย่างมาก ในต้นศตวรรษที่ 19 ม้งบางส่วนจึงได้อพยพลงใต้เข้ามาในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณภูเขาทางภาคเหนือของเวียดนาม ลาว ไทย และพม่า หลังสงครามเวียดนามในปี ค.ศ. 1975 ม้งจำนวนมากได้อพยพหลี้ภัยเข้ามาอยู่ในศูนย์อพยพในประเทศไทย ก่อนที่จะอพยพไปอยู่ในประเทศที่ 3 หรือถูกส่งกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมต่อไป ชนเผ่าม้งได้อพยพจากประเทศลาวเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกประมาณปี ค.ศ.1889 โดยเข้ามาทางอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ปัจจุบันพบว่าในประเทศไทยมีม้งประมาณ 124,211 คน กระจายตัวอยู่ใน 12 จังหวัดทางภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ตาก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร พิษณุโลก และสุโขทัย และบางส่วนอยู่ในภาคอีสานคือจังหวัดเลย จังหวัดที่มีม้งมากที่สุด คือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตาก และ เพชรบูรณ์ (หน้า 1 - 2) สำหรับพื้นที่หมู่บ้านขุนห้วยไคร้ ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ตั้งบนเทือกเขาผาหม่น บริเวณรอยต่อชายแดนไทย - ลาวที่ม้งอาศัยอยู่ในปัจจุบันนั้น แต่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านม้งและเมี่ยน ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มานานแล้ว แต่ได้อพยพหนีภัยสงครามการเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับรัฐบาลออกไปตั้งต้นปี 2511 และไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ราบที่รัฐจัดสรรให้ แต่ยังมีม้งบางส่วน คือ กลุ่มที่มาจากบ้านนาหนุนและบ้านห้วยส้านยังเข้าไปทำมาหากินอยู่ในพื้นที่เดิมเพราะห่างจากพื้นที่รัฐจัดสรรให้ประมาณ 4 กิโลเมตรเท่านั้น ต่อมาในปี 2519 ทั้งบ้านนาหนุนและบ้านห้วยส้านก็แตกอีกด้วยภัยสงครามระหว่าง พคท. กับ รัฐบาล ม้งส่วนใหญ่หนีไปอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องในจังหวัดพะเยาและเชียงรายและจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ จนกระทั่งสงครามระหว่าง พคท.กับรัฐบาลยุติลงในปี 2524 ม้งที่แต่เดิมเคยเป็นเจ้าของในพื้นที่ชายแดนไทย - ลาวในเขตอำเภอเทิง และ อำเภอเชียงคำ หรือเชียงของ พยายามกลับมาอยู่ที่เดิม แต่ปรากฏว่ามีคนพื้นราบที่อยู่ใกล้เคียงได้เข้ามาอาศัยอยู่ก่อนแล้ว บางคนที่ไม่ต้องการกลับมาอีกเพราะมีพื้นที่ใหม่แล้ว ก็ขายที่ให้กับญาติพี่น้องและคนใกล้ชิด ในระยะแรกหมู่บ้านขุนห้วยไคร้มีม้งอยู่ประมาณ 30 หลังคาเรือนเท่านั้นและยังไม่ใช่หมู่บ้านที่ถูกกฎหมาย แต่ต่อมาเมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้น ในปี 2538 ทางราชการจึงประกาศให้หมู่บ้านขุนห้วยไคร้ หมู่ 14 ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เป็นหมู่บ้านที่ถูกกฎหมายอย่างเป็นทางการ (หน้า 7 - 10)

Settlement Pattern

ลักษณะการสร้างบ้านของม้งจะสร้างคร่อมดิน ในอดีตบ้านส่วนใหญ่มุงหลังคาด้วยไม้แป้นเกล็ดและฟากทำด้วยไม้เช่นเดียวกัน ปัจจุบันเมื่อไม้มีน้อยลงจึงมุงหลังคาด้วยหญ้าคา คนที่มีฐานะทางการเงินดีจะมุงหลังคาด้วยสังกะสีหรือกระเบื้องลอน ปกติบ้านของม้งจะไม่มีหน้าต่าง เนื่องจากแต่เดิมม้งเคยอาศัยอยู่ในที่ที่มีอากาศหนาวเย็นมาก่อน จึงไม่จำเป็นต้องมีหน้าต่าง สำหรับในประเทศไทย การสร้างบ้านของม้งในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ชุมชนเมือง ภายในตัวบ้านจะมีเตาไฟเล็กตั้งอยู่ด้านขวามือใกล้กับประตูใหญ่ ใกล้เตาไฟเล็กทางขวามือเป็นห้องรับแขก ถัดจากห้องรับแขกไปด้านเหนือจะเป็นที่ตั้งครกกระเดื่อง ด้านซ้ายมือของเตาไฟเล็กระหว่างเสากลางและประตูใหญ่จะเป็นห้องนอนของสมาชิกทุกคนในบ้าน โดยแบ่งห้องนอนตามจำนวนสมาชิกของครอบครัวนั้น ด้านเหนือของที่นอนจะเป็นที่ตั้งเตาไฟใหญ่ บริเวณใจกลางบ้านทางด้านเหนือจะเป็นโต๊ะอาหาร หิ้งผีบรรพบุรุษและหิ้งผีเลี้ยงของหมอผี (เฉพาะครอบครัวที่มีหมอผีเท่านั้น) จะตั้งอยู่ติดกับฝาบ้านทางด้านเหนือ ตรงข้ามประตูใหญ่ บางแซ่สกุลจะมีประตูเล็กอยู่ติดกับเตาไฟใหญ่ บางแซ่สกุลก็ไม่มี สำหรับยุ้งฉางที่เก็บข้าวและข้าวโพด บางบ้านจะสร้างเอาไว้ข้าง ๆ ครกกระเดื่องทางด้านเหนือของห้องรับแขก แต่บางบ้านจะสร้างไว้แยกต่างหาก โดยสร้างไว้รอบ ๆ บริเวณบ้าน ลักษณะการตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยนั้น โดยทั่วไปหากผู้นำแซ่สกุลตั้งบ้านเรือนอยู่ตรงจุดใดแล้ว ญาติพี่น้องก็จะมาตั้งบ้านอยู่รอบ ๆ เพื่อความสะดวกในการประกอบพิธีกรรมและการช่วยเหลือกัน (หน้า 5 - 6)

Demography

ประชากรม้งในประเทศไทยที่ทางการสำรวจได้ในปี 2541 มีประมาณ 124,211 คน โดยกระจายอยู่ในบริเวณ 12 จังหวัดทางภาคเหนือ (ผู้วิจัย) คาดว่าในปี 2542 น่าจะมีประชากรเพิ่มขึ้นจากเดิม (หน้า 4) ส่วนประชากรและเครือญาติของม้งในหมู่บ้านขุนห้วยไคร้ หมู่ 14 ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายนั้น ปัจจุบัน (ปี 2542) มีจำนวน 61 หลังคาเรือน (มีมูเซอ 4 หลังคาเรือน) 73 ครอบครัว ประชากร 482 คน มี 8 แซ่สกุล ดังนี้ แซ่หาง 16 หลังคาเรือน, แซ่ย่าง 16 หลังคาเรือน, แซ่จาง 6 หลังคาเรือน, แซ่ลี 2 หลังคาเรือน, แซ่โซ้ง 2 หลังคาเรือน, แซ่ว่าง 1 หลังคาเรือน, แซ่หมั่ว 1 หลังคาเรือน, และแซ่กือ 1 หลังคาเรือน (หน้า 10)

Economy

ในปัจจุบัน (ปี 2542) ม้งในหมู่บ้านขุนห้วยไคร้ หมู่ 14 ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม คือ ปลูกข้าวไร่ มีที่นาเพียง 15 หลังคาเรือน มีพื้นที่นารวมประมาณ 110 ไร่เท่านั้น ผู้ที่มีมากที่สุด 12 ไร่ มีเพียง 1 ราย โดยเฉลี่ยมีที่น่าเพียง 6 - 7 ไร่ การปลูกข้าวไร่และข้าวนาเป็นการปลูกเพื่อบริโภค ส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่มีข้าวพอกินตลอดปี เมื่อว่างจากงานในไร่นา ก็จะไปรับจ้างทั่วไปทั้งในหมู่บ้านเดียวกันและต่างหมู่บ้าน ส่วนพืชเงินสดนิยมปลูกไม้ผล เช่น ลิ้นจี่ มะม่วง และมีการปลูกขิงบ้าง แต่ไม่นิยมปลูกผัก เพราะมีปัญหาแมลงมารบกวนมาก สำหรับที่ดินที่ใช้ทำไร่นายังเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่เนื่องจากอยู่กันมานานแล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหากับทางราชการมากนัก ส่วนรายได้และรายจ่ายนั้น ชาวบ้านมีรายได้ปีละครั้งจากพืชผลทางการเกษตรเท่านั้น ในขณะที่รายจ่ายมีตลอดแทบทุกวัน ทำให้ชาวบ้านมีหนี้สินกันทุกครอบครัว เฉลี่ยครอบครัวละประมาณ 5-6 หมื่นบาท นอกจากนี้ ยังมีการอพยพไปใช้แรงงานในเมืองทั้งในตัวจังหวัดและต่างจังหวัดด้วย เช่น กรุงเทพฯ ทำให้ในหมู่บ้านไม่มีคนในวัยแรงงานมากนัก ในขณะเดียวกันก็ไม่มีแรงงานอพยพจากภายนอกเข้ามาในหมู่บ้านเช่นกัน (หน้า 11) ในหมู่บ้านมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น ไฟฟ้ามีทุกหลังคาเรือน มีการติดตั้งโทรศัพท์แบบจานดาวเทียม 1 หมายเลข นอกจากนี้ บางครอบครัวก็มีรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ และโทรทัศน์ (หน้า 14)

Social Organization

ม้งในประเทศไทยมีการแบ่งกลุ่มหรือมีการจัดองค์กรทางสังคมเป็น "แซ่สกุล" แบบเดียวกับชาวจีน ระบบแซ่สกุลของม้งมีความสำคัญมากกว่าการแบ่งกลุ่มเป็น ม้งน้ำเงิน และ ม้งขาว เพราะแซ่สกุลเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นม้งนำเงินหรือม้งขาวถือว่าเป็นญาติพี่น้องกันและแต่งงานกันไม่ได้ (หน้า 2) ในแต่ละหมู่บ้านของม้งจะมีจำนวนหลังคาเรือนประมาณ 70 - 80 หลังคาเรือน ม้งยึดถือวัฒนธรรมในการแต่งงานอย่างเคร่งครัด คือ จะไม่แต่งงานกับคนภายในแซ่สกุลเดียวกัน เพราะถือว่าเป็นญาติพี่น้องกันไม่สามารถแต่งงานร่วมกันได้ บุคคลใดก็ตามที่ฝ่าฝืนวัฒนธรรมความเชื่อนี้จะถือว่า เป็นผู้มีสภาพจิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ต่อคนในแซ่สกุลเดียวกันและต่อคนในกลุ่ม ซึ่งจะถูกสังคมรังเกียจหรือถูกขับออกจากแซ่สกุลและสังคมนั้น ๆ ไม่มีใครคบหาสมาคมด้วยตลอดไป โดยปกติในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ จะมีคนแซ่สกุลต่าง ๆ อยู่ด้วยกันประมาณ 5 - 7 แซ่สกุล อย่างไรก็ตาม ม้งถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนในแซ่สกุลเดียวกันเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าคนต่างแซ่สกุล ม้งในประเทศไทยมีแซ่สกุลประมาณ 16 แซ่สกุล คนแซ่สกุลเดียวกันมักจะตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ ๆ กัน เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้สะดวก โดยเฉพาะแซ่สกุลที่นับถือผีตัวเดียวกัน ก็จะมีการประกอบพิธีกรรมร่วมกัน โดยปกติแซ่สกุลหนึ่ง ๆ ในทุกหมู่บ้านจะต้องมีผู้นำสูงสุดอย่างน้อยหนึ่งคน พิธีกรรมและปัญญาต่าง ๆ ที่ดำเนินไปภายในแซ่สกุลหรือกับต่างแซ่สกุลภายนอก จะต้องผ่านคณะผู้นำแซ่สกุลทุกกรณีไป (หน้า 16 - 17) ในส่วนของหน่วยงานหรือองค์กรที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน มีโรงเรียน 1 โรง, สำนักสงฆ์ 1 แห่ง, โบสถ์คริสต์ 1 แห่ง, ศาลาประชาคม 2 แห่ง, และมีหมอผี 1 คน คือ นายปั้งกิ แซ่หาง (หน้า 10 - 11)

Political Organization

ม้งในหมู่บ้านขุนห้วยไคร้ หมู่ 14 ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย บ้านขุนห้วยไคร้ ได้รับการรับรองให้เป็นหมู่บ้านที่ถูกกฎหมายจากทางราชการในปี 2538 โดยถูกตั้งเป็น หมู่ที่ 14 ตำบลตับเต่า จังหวัดเชียงราย(หน้า 9 - 10) หมู่บ้านขุนห้วยไคร้มีทั้งระบบการปกครองของรัฐและระบบการปกครองตามจารีตประเพณี ระบบการปกครองของรัฐก็คือการปกครองที่มีผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ส่วนระบบการปกครองตามจารีตประเพณีนั้น ผู้ที่ถือว่าเป็นผู้นำตามจารีตประเพณีก็คือ "ผู้นำแซ่สกุล" ซึ่งจะเป็นผู้นำด้านต่าง ๆ เช่น เป็นผู้นำในการตัดสินใจเลือกที่ตั้งหมู่บ้าน และเป็นศูนย์รวมของญาติพี่น้อง (หน้า 5 - 6) ขณะเดียวกัน พิธีกรรมและปัญญาต่าง ๆ ที่ดำเนินไปภายในแซ่สกุลหรือกับต่างแซ่สกุลภายนอก จะต้องผ่านคณะผู้นำแซ่สกุลทุกกรณีไป (หน้า 16 - 17)

Belief System

ม้งในหมู่บ้านขุนห้วยไคร้ ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 (ม้ง 49 หลังคาเรือน) ยังคงนับถือวิญญาณบรรพบุรุษซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิม นอกจากนี้ม้งจำนวน 8 หลังคาเรือนและมูเซออีก 4 หลังคาเรือนได้หันไปนับถือศาสนาคริสต์ สำหรับศาสนาพุทธนั้นได้เข้าไปผสมผสานกับกลุ่มที่นับถือวิญญาณบรรพบุรุษมากขึ้นตามลำดับ ทั้งผ่านทางระบบโรงเรียนและพระสงฆ์ที่เข้ามาอยู่เป็นครั้งคราวในหมู่บ้าน (หน้า 11) ความเชื่อที่สำคัญของม้งในหมู่บ้านขุนห้วยไคร้ คือ ความเชื่อที่ว่าทรัพยากรธรรมชาติทุกอย่างมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำอยู่ซึ่งจะต้องให้ความเคารพยำเกรง เช่น เชื่อว่าผีที่ดุร้ายที่สุดมีอยู่ 3 ชนิด คือ ผีจอมปลวก ผีต้นไม้ใหญ่ และผีต้นน้ำ ผีทั้ง 3 ชนิดนี้มีอิทธิพลต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของม้งอย่างมาก (หน้า 15) นอกจากนี้ม้งยังมีความเชื่อที่สำคัญอีกอย่างนั่นคือ ความเชื่อเกี่ยวกับการเจ็บไข้และการรักษาพยาบาล คือ เชื่อว่าสาเหตุของการเจ็บไข้ได้ป่วยของพวกเขามาจาก 1.ผีทำหรือผีแกล้ง ซึ่งได้แก่ ผีจอมปลวก ผีต้นน้ำ ผีต้นไม้ใหญ่ ผีแผ่นดินเลื่อนหรือผีแยกแผ่นดิน 2. ขัวญหาย และ 3. คุณไสยหรือมนต์ดำ เป็นต้นและถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วก็ต้องไปให้ หมอสมุนไพร หมอผี หมอทำนาย หมอดูเวลา และหมอคาถา เป็นผู้รักษาให้ (หน้า 29 - 33)

Education and Socialization

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ามีม้งกี่คนบ้างที่ได้รับการศึกษาจากสถาบันการศึกษาของรัฐและได้รับการศึกษาในระดับใดบ้าง มีข้อมูลเพียงว่า ในหมู่บ้านมีโรงเรียนจำนวน 1 โรง สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 128 คน มีครู 4 คน เป็นชาย 2 คน เป็นหญิง 2 คน ครูทุกคนเป็นคนพื้นราบ โรงเรียนไม่เคยได้รับเงินงบประมาณในด้านการก่อสร้างอาคารเรียน เพราะรัฐถือว่าหมู่บ้านอยู่ในเขตป่าสงวน อาคารเรียนในปัจจุบันมีเพียงอาคารเล็กๆ จำนวน 6 หลัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการออกค่ายอาสาพัฒนาของนักศึกษา 6 สถาบันมาก่อสร้างให้ แต่เป็นไปได้ว่า ม้งที่อยู่ใน "วัยรุ่น" น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่มากที่สุด (หน้า 10)

Health and Medicine

การรักษาพยาบาลของม้งเป็นระบบการรักษาแบบพื้นบ้าน กล่าวคือ สำหรับม้ง สาเหตุของการเจ็บป่วยของพวกเขาเกิดจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่ 1.ผีทำหรือผีแกล้ง คือเชื่อว่าผีทุกประเภททำให้เจ็บป่วยได้และผีมีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ทั้งในป่าและในหมู่บ้าน ได้แก่ ผีต้นไม้, ผีประจำภูเขา, ผีน้ำ, ผีจอมปลวก, ผีถ้ำ, ผีประจำสัตว์ใหญ่บางประเภท เป็นต้น 2.ขวัญหาย 3.คุณไสย หรือมนต์ดำ 4.อากาศเปลี่ยนแปลง 5.ลมไหลย้อนกลับ 6.กินผิด 7.เลือดไม่ดี 8. เชื้อโรค 9. ความประมาทและเคราะห์ร้าย เมื่อเจ็บป่วยม้งจะไปหา 1. หมอสมุนไพร 2. หมอผี 3.หมอทำนาย 4.หมอดูเวลา และ 5.หมอคาถา หมอเหล่านี้มีข้อห้ามบางประการที่จะต้องยึดปฏิบัตินั่นคือ 1.ไม่โอ้อวดและไม่ไปหาผู้ป่วยเอง 2.หมอสมุนไพรต้องเซ่นไหว้บูชาเป็นประจำและขออนุญาตผีสมุนไพรทุกครั้งก่อนการรักษา 3. ถ่ายทอดวิชาให้แต่เฉพาะคนดี 4. ต้องมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวหมอ 5. ห้ามหญิงมีครรภ์หรือหญิงมีประจำเดือนจับต้องหรือเก็บสมุนไพรทุกประเภท 6. ขณะหมอผีทำพิธีเข้าทรงห้ามคนหรือสัตว์เดินผ่านด้านหน้าของหมอผี (หน้า 29-38) ส่วนสมุนไพรที่ใช้รักษาพยาบาลม้งแยกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1.สมุนไพรเลี้ยง หรือสมุนไพรที่ปลูกเอง และ 2.สมุนไพรป่าหรือสมุนไพรที่เกิดขึ้นเองในป่า สำหรับโรคและสมุนไพรที่สำคัญ ได้แก่ 1. สมุนไพรต่อกระดูก 2. สมุนไพรที่เพิ่มน้ำนมแก่มารดาหลังคลอดบุตร 3.สมุนไพรแก้แผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง 4.สมุนไพรแก้โรคไส้เลื่อนและมดลูกไม่เข้าอู่ 5.สมุนไพรแก้อาหารเป็นพิษ อย่างไรก็ตาม ม้งมีกระบวนการในการถ่ายทอดความรู้เรื่องสมุนไพรอย่างน้อย 6 วิธี คือ 1. เรียนรู้จากบรรพบุรุษและญาติ 2.เรียนรู้จากเพื่อนและคนใกล้ชิด 3. เรียนรู้จากครูสมุนไพร 4. ยาผีบอก 5.เรียนรู้จากสัตว์ และ 6.เรียนรู้จากการลองผิดลองถูก (หน้า 39-43)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ม้งน้ำเงินผู้ชาย : ใส่กางเกงสีดำขายาวถึงข้อเท้าและมีเป้ายานถึงประมาณน่อง ปลายขากางเกงมีลวดลายปักเป็นรูปก้นหอยหลากสี มีทั้งสีแดง น้ำเงิน ฟ้า ส้ม เขียว และสีบานเย็นสลับกันไปตลอดปลายขอบกางเกง ผู้ชายม้งน้ำเงินสวมเสื้อสีดำหรือสีน้ำเงินแขนยาว เอวสั้นประมาณครึ่งเอว จะปักเป็นรูก้นหอยและดอกหลากสีสันเช่นเดียวกับปลายกางเกง และประดับด้วยเหรียญ ฟรังค์ขนาดเล็ก ราคาตั้งแต่ 5 - 25 เซ็นต์ เพื่อให้สวยงาม และบ่งบอกถึงฐานะของผู้เป็นเจ้าของ กระดุมเสื้อทำด้วยผ้าหรือเหรียญขนาดเล็กโดยกระดุมนี้จะติดบริเวณราวต้นแขนซ้าย ผ้าบริเวณหน้าอกปักเป็นรูปก้นหอย และลายดอกหลากสี ทั้งสีแดง น้ำเงิน ฟ้า ส้ม เขียว ขาว และสีบานเย็น เสื้อผ้าผู้ชายไม่มีปกคอเสื้อ ปลายแขนเสื้ออาจจะมีลายปักรูปก้นหอยเช่นเดียวกัน เสื้อผ้าชุดนี้ถือเป็นชุดที่สำคัญและมีค่าสำหรับผู้ชาย ปรกติจะมีเฉพาะในชายหนุ่มเท่านั้น จะสวมใส่ชุดนี้ปีละไม่กี่ครั้งในงานพิธีกรรมและงานปีใหม่ ม้งน้ำเงินผู้หญิง : ลักษณะเด่นของผู้หญิงม้งน้ำเงิน คือ ใส่กระโปรงจีบถึงประมาณหัวเข่ามีลายดอก และก้นหอยปักด้วยมือหลากสี โดยเฉพาะสีแดง น้ำเงิน ฟ้า ขาว เขียว ส้ม และสีบานเย็น ผู้หญิงม้งน้ำเงินจะมีผ้าสีดำหรือสีน้ำเงินหรือสีฟ้า มีลายปักดอกหลากสีสันบริเวณหน้าอกและชายผ้ารอบเอว ปกคอเสื้อคล้ายแบบทหารหรือมีความกว้างยาวประมาณ 1 คืบปักลายก้นหอยและดอกสีแดง น้ำเงิน เขียว ฟ้า ขาว ส้ม และบานเย็นทั้งด้านในและด้านนอก ม้งขาว : ทั้งผู้ชายและผู้หญิงม้งขาวจะสวมกางเกงขาก๊วยสีดำ ฟ้า หรือน้ำเงิน เป้าไม่ยานเหมือนม้งน้ำเงินและสวมเสื้อแบบชาวจีน สำหรับกางเกงผู้หญิงจะมีผ้าสีฟ้าหรือน้ำเงิน ความยาวประมาณตั้งแต่เอวถึงประมาณครึ่งน่องปิดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหนึ่งของผ้านี้จะต่อเป็นผ้าพันเอวอีกทีหนึ่ง สำหรับผู้หญิงม้งขาวแล้ว เมื่อมีพิธีกรรมที่สำคัญของหมู่บ้านหรือพิธีกรรมในเครือญาติ พวกเธอจะใส่กระโปรงจีบสีขาวที่ทำจากผ้าใยกัญชงไม่มีลายปัก ด้วยเหตุที่ผู้หญิงม้งกลุ่มนี้ใส่กระโปรงสีขาวในโอกาสที่มีพิธีกรรมสำคัญของชุมชนนี้เอง พวกเขาจึงได้ชื่อว่า "ม้งขาว" (หน้า 2 - 3)

Folklore

เรื่องเล่าหรือตำนานของม้งในหมู่บ้านขุนห้วยไคร้ แยกไม่ออกจากความเชื่อ โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วย เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับการกำเนิดของหมอผีม้ง (เน้ง) ที่ว่า ซีหยี่ หรือ ชียี คือ ปรมาจารย์หมอผีผู้ยิ่งใหญ่ หรือ เทพของหมอผีของม้งทั้งปวง กล่าวกันว่า เมื่อครั้งที่มนุษย์ได้เริ่มอุบัติขึ้นมาในโลกนี้นั้น ซีหยี่ คือ หมอผีผู้เป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ มีความสามารถในการรักษาโรคทุกชนิดให้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งมวลแม้กระทั่งมดและปลวก ส่วนบนฟ้า นั้นมี ปู้คลั้ง เป็นผู้ที่มีความรู้ในการรักษาโรคทุกชนิด อย่างไรก็ตาม ทั้งบนโลกนี้และบนฟ้า ยังมี(ต)สื่อหญู่ ซึ่งอยู่บนฟ้าและเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่คอยควบคุมดูแลทั้ง ซีหยี่ และ ปู้คลั้ง อีกขั้นหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง (ต)สื่อหญู่ ได้เรียก ซีหยี่ ไปทำพิธีกรรม รักษาผู้เจ็บป่วยบนฟ้า เป็นเวลา 9 วัน 9 คืน จึงทำให้ ปู้คลั้ง โกรธ(ต)สื่อหญู่ มากและเกิดอิจฉา ซีหยี่ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไร (ต)สื่อหญู่ ได้ ปู้คลั้ง จึงถือโอกาสลงมายังโลกมนุษย์ในขณะที่ซีหยี่กำลังทำพิธีกรรมรักษาผู้ที่เจ็บป่วยอยู่บนฟ้า เมื่อปู้คลั้งลงมายังโลกฆ่าลูกชายคนสุดท้องของซีหยี่ตาย เมื่อซีหยี่ทำพิธีกรรมเสร็จ จึงเดินทางกลับโดยเดินบันไดลงจากบนฟ้าลงมายังโลกมนุษย์ เมื่อก้าวลงบันไดขั้นที่หนึ่ง ซีหยี่ ได้พบวิญญาณหมูตัวผู้ ของเขาที่เขาเลี้ยงไว้ในโลก ซึ่งญาติพี่น้องได้ฆ่าให้ลูกชายเขาในวันงานทำบุญใหญ่ในพิธีศพของลูกชายของเขา และเมื่อเขาก้าวลงบันไดขั้นที่สอง ซีหยี่ได้พบวิญญาณวัวตัวผู้ของเขาที่เลี้ยงไว้บนโลกซึ่งถูกฆ่าให้ลูกชายของเขาในงาน ทำบุญวันสุดท้ายก่อนที่จะเอาศพไปฝัง เมื่อซีหยี่ ลงมาถึงบันไดขั้นที่ 3 ก็ได้พบกับวิญญาณของลูกชายคนสุดท้อง เมื่อซีหยี่รู้ว่าลูกชายคนสุดท้องได้เสียชีวิตแล้ว และมองลงไปยังโลกมนุษย์ก็เห็นญาติพี่น้องและคนจำนวนมากกำลังมาร่วมงานพิธีศพของลูกชายอยู่กลางสนามหญ้าในวันสุดท้าย ทันใดนั้นเอง (ต)สื่อหญู่ได้ดึงเอาบันไดที่เชื่อมเอาระหว่างโลกมนุษย์และบนฟ้าออก ทำให้เส้นทางเชื่อมติดต่อระหว่างโลกมนุษย์และบนฟ้าถูกตัดขาดลง และทำให้ซีหยี่ไม่สามารลงมารักษาผู้ที่เจ็บป่วยบนโลกมนุษย์ได้อีก ซีหยี่ จึงได้ทิ้งเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับทำพิธีกรรมรักษาผู้ป่วยหรือรักษาโรคมายังโลกมนุษย์และผ้าคลุมศรีษะเพื่อให้มนุษย์ได้ใช้สืบทอดทำพิธีกรรมในการรักษาผู้เจ็บป่วยต่อจาก ซีหยี่ ต่อไป ส่วนตัว ซีหยี่ ได้ขึ้นไปอยู่บนฟ้ากับลูกชายคนสุดท้อง และไม่สามารถกลับมายังโลกมนุษย์ได้อีก(หน้า 33 - 34) นอกจากนี้ ม้งยังเล่าด้วยว่า ในอดีตนั้น พวกเขาไม่มีการแบ่งกลุ่มเป็นม้งน้ำเงินกับม้งขาว แต่เนื่องจากมีการสู้รบกับชาวจีนอยู่บ่อยครั้ง ม้งซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าจึงสู้ชาวจีนไม่ได้ ดังนั้น ม้งที่อยู่ใกล้กับชาวจีนจึงต้องแต่งกายคล้ายชาวจีน เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกันจะได้ไม่ถูกฆ่า กลุ่มนี้ในปัจจุบันคือ พวกม้งขาวนั่นเอง (หน้า 2)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของม้งในหมู่บ้านขุนห้วยไคร้ ได้แก่ การเป็นชนชาติที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ลักษณะเสื้อผ้าและการแต่งกายแบบม้ง ภาษาพูดที่อยู่ในตระกูลเดียวกับภาษาจีน ลักษณะการตั้งถิ่นฐานตามภูสูง การจัดระบบองค์กรแบบแซ่สกุล เคารพนับถือวิญญาณบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ตามธรรมชาติ การมุงหลังคาบ้านด้วยไม้แป้นเกล็ดและฟากที่ทำจากไม้ พิธีกรรมการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ ความเชื่อเรื่องโรคและการรักษาพยาบาลด้วยสมุนไพร หมอผี และหมอสมุนไพร รวมทั้งการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ที่เคารพต่อผีต่างๆที่อยู่ตามธรรมชาติ ส่วนความสัมพันธ์กับชนชาติ อื่นนั้น ม้งมีความสัมพันธ์กับชาวจีนในแง่ของประวัติศาสตร์และการสู้รบกันมานาน รวมทั้งระบบภาษาและการจัดองค์กรแบบแซ่สกุล อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันม้งโดยเฉพาะที่เป็นวัยรุ่นที่เข้าสู่ระบบการศึกษาสมัยใหม่ได้ติดต่อสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับคนพื้นราบและเริ่มมีการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์กันมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากหมู่บ้านของคนม้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านของคนพื้นราบเพียง 4 กิโลเมตรเท่านั้น รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่นี้ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดประมาณไม่น้อยกว่าหนึ่งศตวรรษมาแล้ว (หน้า 10)

Social Cultural and Identity Change

ในปัจจุบันนี้จำนวนประชากรม้งในประเทศไทยมีมากกว่าที่ทางการสำรวจได้ในปี 2541 ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมทำให้สภาพชีวิตวัฒนธรรมของม้งเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น ในสมัยปัจจุบันม้งที่อยู่ใกล้ชุมชนเมืองมักนิยมใช้สังกะสีหรือกระเบื้องลอนมุงหลังคาแทนไม้แป้นเกล็ด (หน้า 5 ) ในปัจจุบันม้งโดยเฉพาะที่เป็นวัยรุ่นที่เข้าสู่ระบบการศึกษาสมัยใหม่ได้ติดต่อสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับคนพื้นราบและเริ่มมีการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์กันมากขึ้น นิยมเปลี่ยนไปใช้ชื่อสกุลแบบไทยมากขึ้น(หน้า 10) ม้งในปัจจุบันเริ่มใช้เครื่องอุปโภคบริโภคสมัยใหม่ เช่น ไฟฟ้า, โทรศัพท์, รถยนต์, มอเตอร์ไซค์, โทรทัศน์ (หน้า 14) มีการอพยพแรงงานไปในเมืองทั้งในตัวจังหวัดและต่างจังหวัดมากขึ้น (หน้า 11)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ในงานวิจัยระบุแต่เพียงว่า หมู่บ้านขุนห้วยไคร้ หมู่ 14 ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่บนเทือกเขาผาหม่นบริเวณรอยต่อชายแดนไทย - ลาว (ดูรูปประกอบ หน้า 9)

Text Analyst ธิกานต์ ศรีนารา Date of Report 15 มี.ค 2548
TAG ม้ง, ภูมิปัญญาพื้นบ้าน, การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ, การรักษาความเจ็บป่วย, สมุนไพร, เชียงราย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง