ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู,พุทธศาสนิกชน,ปฏิสัมพันธ์,จังหวัดชายแดนภาคใต้
Author รัตติยา สาและ
Title การปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกที่ปรากฏในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเนเชี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 260 Year 2540
Source สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
Abstract

ผู้คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปัจจุบันโดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่สืบทอดความเป็นทายาททางวัฒนธรรมมลายูที่อิงความเชื่ออันเนื่องด้วยลัทธิและศาสนาเป็นหลักสำคัญ โดยมีการผสมผลานระหว่างความเชื่อดั้งเดิมที่นับถืออำนาจของภูตผีและวิญญาณ กับหลักศาสนาฮินดู หรือ ศาสนาพุทธ และหรือ ศาสนาอิสลามตามลำดับ ผลที่ได้คือทำให้ลักษณะของความเป็นวัฒนธรรมมลายูแบบดั้งเดิมเกิดพลวัตเรื่อยมาในลักษณะการทับซ้อนด้วยระลอกคลื่นวัฒนธรรมอิงศาสนา และวัฒนธรรมต่างชาติอื่น ๆ จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ซ่อนเร้นอยู่ในตัวศาสนิก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของไทยทั้งสองกลุ่มสำคัญในปัจจุบัน คือ มุสลิม และไทยพุทธ (หน้า 185)

Focus

ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการปฏิสัมพันธ์ และการรอมชอมระหว่างมุสลิมและพุทธศาสนิกชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำพลังทางวัฒนธรรมไปใช้สำหรับประโยชน์ในงานพัฒนา (หน้า 7)

Theoretical Issues

ไม่มีข้อสรุปหรือประเด็นเชิงทฤษฎีที่ชัดเจน

Ethnic Group in the Focus

ผู้วิจัยระบุว่า เป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลไทย เรียกว่า "ไทยมุสลิม" แต่เขาเรียกตัวเองว่า "ออแรนายู" หรือ คนมลายู (หน้า 60) ส่วนอีกกลุ่มคือคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาแตกต่างกันตามหมู่บ้านที่ศึกษา คือ - บ้านบูแม ตำบลยี่งอ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส : ภาษาที่เป็นสื่อกลางในการติดต่อของชาวบ้านบูแมมีทั้งภาษามลายูถิ่นปัตตานี และภาษาไทย (ภาษาไทยกลางและภาษาไทยถิ่นใต้) (หน้า 80) - บ้านปาลัส ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี : บ้านปาลัสมีการใช้ภาษามลายูถิ่นปัตตานี ประชากรไทยพุทธมีประมาณ 20 ครัวเรือนเท่านั้น ซึ่งบางคนใช้ภาษามลายูถิ่นปัตตานีได้ดีเท่า ๆ เจ้าของภาษา สภาพดังกล่าวนี้ส่งผลให้หมู่บ้านแห่งนี้มีประเพณีของมุสลิมมากกว่าของชาวพุทธ (หน้า 88) - บ้านราโมง ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา : มุสลิมราโมงใช้ภาษามลายูปตานี อย่างสำเนียงชาวเมืองราห์มันผสมผสานสำเนียงเปรัคและเคดาห์ของมาเลเซีย แต่ใช้ภาษาไทยกลางได้ดีด้วย (หน้า 106) - บ้านธารมะลิ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา : ภาษาที่ใช้กันในชีวิตประจำวันของชาวธารมะลิที่เป็นมุสลิม ได้แก่ ภาษามลายูถิ่นปตานีที่หลากหลายสำเนียงถิ่นเดิมจากถิ่นต้นทาง เช่น มีสำเนียงถิ่น ปาลัส ปูยุด ปรีฆี เป็นต้น สำหรับคนพุทธก็ใช้ภาษาไทยใต้และภาษาถิ่นอีสาน (หน้า 118)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

ไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นมาของหมู่บ้าน แต่มีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติชื่อหมู่บ้าน บ้านบูแม ตำบลยี่งอ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ประวัติหมู่บ้าน "บูแม" เป็นคำภาษามลายูถิ่นปตานี ใช้เรียกชื่อพืช คือ "คล้า" ในบางพื้นที่ออกเป็น "บือแม" หมู่บ้านบูแม ถูกจัดลำดับเป็นหมู่บ้านที่ 1 ในจำนวน 7 หมู่บ้านของตำบลยี่งอ อำเภอ ยี่งอ จังหวัดนราธิวาส หมู่บ้านนี้มีขนาดพื้นที่ 3,069 ไร่ แบ่งเป็นออกเป็น 4 หย่อมบ้าน ได้แก่ 1) บูแมเกียะ 2) บูแมโตะฤอ 3) บูแมโตะคาลี และ 4) บูแมโคกสะตา หย่อมบ้านที่เก่าแก่ที่สุดของหมู่บ้านนี้ คือ บริเวณที่เป็นหย่อมบ้านบูแมโตะคาลีในปัจจุบัน (หน้า 76) มีลักษณะเป็นชุมชนเมือง เพราะเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ (หน้า 75) บ้านปาลัส ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี หมู่บ้าน "ปาลัส" (Palas) เป็นคำภาษามลายูมาตรฐาน ใช้เป็นชื่อพืชคือ กะพ้อ ส่วนคนท้องถิ่นออกเสียงว่า "ปาลัฮ" (Palah) บ้านปาลัส มีพื้นที่ 2,020 ไร่ ผู้ครอบครองส่วนมากได้รับเอกสารสิทธิ์ประเภท นส.3 ก ในจำนวนนี้เป็นที่ดินสำหรับทำการเกษตรประมาณ 1,732 ไร่ ซึ่งมีการใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะปลูกมากกว่า 90 % นอกจากเป็นชื่อเรียกหมู่บ้านหมู่ที่ 1 ของตำบลควนแล้ว ปาลัส ยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชื่อหย่อมบ้านต่าง ๆ ในหมู่บ้านนี้ด้วย ซึ่งมี (1) หย่อมบ้านโพธิ์ (2) บ้านบ่อทุ่งพระ (3) บ้านโตะแน และ (4) บ้านตก หย่อมบ้านปาลัสแท้ ๆ นั้น ได้แก่ บริเวณที่ตั้งร้านค้าและตลาดปาลัสฝั่งตำบลควน อำเภอปะนาเระ และตลาดนัดฝั่งตำบลลางา อำเภอมายอ ในปัจจุบันตลาดนัดทั้งสองแห่งนี้ตั้งอยู่คนละฟากถนน และมีขึ้นในทุกๆ เช้าวันอาทิตย์และวันพุทธเดียวกัน จึงแลดูว่าเป็นตลาดที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่ง (หน้า 87) บ้านราโมง ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ราโมง กลายเสียงจากคำ 'รามง' ในภาษามลายูถิ่นปัตตานี คำนี้ชาวบ้านบอกว่าเป็นชื่อต้นไม้ คือ ไทรย้อย ตรงกับคำ "rambung" (รัมบง) ในภาษามลายูกลาง และปรากฏเป็นชื่อหมู่บ้านนานกว่าร้อยปีมาแล้ว เช่น ในหนังสือ Hulu Perak Dalam Sejarah (ฮูลู เปรัค ดาลัม สึฌารัฮ = เปรัคตอนเหนือในประวัติศาสตร์ ) ได้กล่าวถึงหมู่บ้านราโมง (Rambung) ว่าตั้งอยู่ห่างจากค่ายกาแป๊ะ (Kapeh) ในเขตฌารมของเมืองราห์มัน ประมาณ 3 ไมล์ และเป็นที่ฝังศพของราฌา สาฮิด (Raja Sahid) ซึ่งเป็นแม่ทัพของรัฐเปรัค เมื่อประมาณ พ.ศ.2385 ชาวราโมงปัจจุบันไม่เคยรับรู้เรื่องราวเหล่านี้มาก่อน พวกเขาได้แต่บอกว่า กุโบร์ราโมงนั้นมี ชาวบานเรียกว่า กุโบร์ "ฤาฌอ สาเฮะ" แต่ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ส่วนในทะเบียนกูโบร์ราโมงบันทึกว่า เป็นกุโบร์ของนายหะยี อาเสะ เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ขลังเพราะว่าเคยมีสิ่งเหลือเชื่อปรากฏให้เห็นบ่อย (หน้า102-103) บ้านธารมะลิ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ธารมะลิ แปลมาจากคำ 'อัยเยอร์มือลอร์' ในภาษามลายูถิ่นปัตตานี ซึ่งเป็นชื่อเดิมในที่นี้ 'ธาร' แปลมาจาก 'อัยเยอร์' และ 'มะลิ' แปลมาจากคำ 'มือลอร์' การเปลี่ยนชื่อนามเมืองทำนองนี้เป็นผลงานที่เสมอตัว หรือค่อนข้างลบไม่แพ้นโยบายการห้ามกินหมากของรัฐบาลไทยในยุคหนึ่ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมนิยมชั่วคราวและต้องยกเลิกไปในที่สุด เพราะมันขัดกับธรรมชาติและสำนึกของประชาชนผู้เป็นเจ้าของ (หน้า 111)

Settlement Pattern

ไม่ระบุชัดเจน

Demography

บ้านบูแม ตำบลยี่งอ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส จากข้อมูลเอกสารรายงานสรุปบัญชี 1-8 คน สถานีอนามัยตำบลยี่งอ ประจำงวดที่ 1 ปีงบประมาณ 2543 บันทึกว่าเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2542 บ้านบูแมมีประชากร 984 คน เป็นชาย 533 คน และเป็นหญิง 451 คน มีจำนวน 322 หลังคาเรือน 236 ครอบครัว เพราะมีลักษณะเป็นบ้านเช่าที่ว่าง (หน้า 79) บ้านราโมง ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา หลักฐานจากศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชนปาลัสเมื่อปี พ.ศ. 2542 ระบุว่าหมู่บ้านปาลัสมีประชากรจำนวน 1,327 คน (ชาย 686 คน หญิง 641 คน) จากจำนวน 325 ครัวเรือน 310 หลังคาเรือน (หน้า 88) บ้านปาลัส ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันหมู่บ้านราโมงมีประชากรทั้งหมด 762 คน เป็นชาย 399 คน และหญิง 363 คน (หน้า 106) บ้านธารมะลิ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ในปัจจุบันนี้ธารมะลิมีประชากรรวมทั้งหมด 729 คน (ชายจำนวน 350 คน และหญิง 379 คน) (หน้า 116)

Economy

บ้านบูแม ตำบลยี่งอ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส บ้านบูแมมีการประกอบอาชีพรับจ้าง กรีดยาง ทำนา เป็นข้าราชการในหน่วยงานราชการต่างๆ และทำธุรกิจส่วนตัว เช่น ค้าขายของชำที่บ้าน เปิดร้านอาหารในบริเวณบ้านส่วนตัว ขายอาหาร-เครื่องดื่ม-ขนมหวานตามแผงลอย ขายข้าวแกงหน้าร้านกาแฟไทยพุทธเชื้อสายจีน หรือเร่ขายด้ายรถเข็น ขายของในตลาดเทศบาลตำบลยี่งอ หรือไม่ก็ที่ตลาดในต่างอำเภอ และในต่างจังหวัด (หน้า 82) บ้านปาลัส ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี หมู่บ้านปาลัสมีทำเลที่เหมาะเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับทำการเกษตรประมาณ 1,732 ไร่ จึงทำให้ชาวบ้านที่นี่สามารถทำการเกษตรเป็นอาชีพได้ มีชาวบ้านทีมีที่ทำนามากถึง 129 ครัวเรือน และส่วนใหญ่มีที่ทำนาครอบครองประมาณ 1-5 ไร่ และสูงสุดประมาณ 11 - 20 ไร่ต่อครัวเรือน ทำไร่ปีละครั้ง นิยมใช้พันธุ์ข้าวส่งเสริม นอกจากนี้ มีการประกอบอาชีพทำสวนยาง 45 ครัวเรือน ส่วนใหญ่มีสวนไม่เกิด 16 ไร่ต่อครัวเรือน นอกจากนี้มีอาชีพรับจ้าง เป็นข้าราชการ และค้าขายค่อนข้างหลากหลาย (หน้า89) บ้านราโมง ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา การประกอบอาชีพของชาวราโมงโดยส่วนใหญ่ทำการเกษตรประเภททำสวนยางพารา และปลูกผลไม้และผักเมื่อราคายางตกต่ำก็จะหันไปขายพืชผักผลไม้ และเสื้อผ้าตามแผงในตลาดสดเทศบาลตำบล บางคนมีทุนมากหน่อยก็เป็นคนกลางรับซื้อยางแผ่นและเศษยางภายในหมู่บ้านแล้วนำไปออกขายกับพ่อค้ารายใหญ่ในตลาด (หน้า 106) บ้านธารมะลิ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา อาชีพ ผู้คนธารมะลิที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นประจำนั้นประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร คือทำให้สวนยางและทำสวนผลไม้ มีการเปิดร้านขายของชำบ้างเท่าที่จำเป็นต้องใช้กันในหมู่บ้าน ซึ่งสินค้าที่มีอยู่ก็ซื้อมาจากร้านค้าในตัวอำเภอ แต่อาชีพที่เป็นหลักจริง ๆ คือทำสวนยาง บางคนรับจ้างกรีดยางในหมู่บ้นบางทีก็ไปที่หมู่บ้านอื่น (หน้า 118)

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

- บ้านบูแม ตำบลยี่งอ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส หมู่บ้านแห่งนี้มีมัสยิดและวัดสำหรับศาสนิกผู้ศรัทธาได้ปฏิบัติศาสนกิจ ชาวบ้านมุสลิมใช้มัสยิดสำหรับปฏิบัติการละหมาดทั้ง 5 เวลา และนอกจากนั้นยังใช้เป็นสถานที่เพื่อเพิ่มเติมเสริมความรู้ทางศาสนาอิสลามสำหรับผู้ใหญ่ และเด็กของหมู่บ้านด้วย ส่วนไทยพุทธบ้านบูแมก็จะประกอบศาสนกิจ เช่น การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า การบรรพชา และอุปสมบท การจัดงานฌาปนกิจศพในวัดราษฎร์วิริยาราม (วัดยี่งอ) (หน้า79) - บ้านปาลัส ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี บ้านมุสลิมไม่มีสัญลักษณ์ของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ให้เห็นทุกรูปแบบ แต่จะมีลายลักษณ์ที่เป็นพระนามของอัลลอฮฺ (ศุบหฯ) และพระนามมุหัมมัด (ศอลฯ) ในรูปแบบต่างๆ ให้เห็น มีภาพถ่ายสภาพของมัสฌิดิลฮะรอมในมหานครเมกกะ ปรากฏบนฝาผนังบ้าน ส่วนตามบ้านไทยพุทธจะมีหิ้งบูชาพระพุทธรูปซึ่งมักวางให้เห็นตรงเหนือขอบประตูทางเข้า-ออกภายในบ้าน บริเวณห้องรับแขก หรือไม่ก็ข้างๆ ของประตูส่วนบน หมู่บ้านนี้ไม่มีศาลพระภูมิให้เห็น เพราะเชื่อกันว่าถ้าเจ้าที่ไม่แรงก็ไม่ต้องมีก็ได้ (หน้า88) - บ้านราโมง ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผู้ศึกษาไม่ได้กล่าวถึงการนับถือศาสนาของบ้านราโมงไว้อย่างชัดเจน - บ้านธารมะลิ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผู้ศึกษาไม่ได้กล่าวถึงการนับถือศาสนาของบ้านธารมะลิไว้อย่างชัดเจน

Education and Socialization

หมู่บ้านบูแม : ชาวบ้านบูแมให้ความสนใจกับการศึกษาทางด้านศาสนาอิสลามพอ ๆ กับการศึกษาภาคบังคับ เด็กเล็ก ๆ ได้รับการสนับสนุนให้เรียนภาษามลายูและวิชาศาสนาอิสลามจากโรงเรียนตาดีกา และมีโรงเรียนระดับประถมศึกษาขนาดใหญ่ คือ โรงเรียนบ้านยี่งอ โรงเรียนนี้มีนักเรียนชายหญิงรวม 631 คนในปีการศึกษา 2543 เป็นมุสลิม 623 คน (ชาย 5 คน หญิง 3 คน) นอกจากนี้ผู้ปกครองทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมไม่น้อยยังนิยมให้ลูกหลานไปเรียนที่โรงเรียนในตัวจังหวัด เพราะระยะทางไม่ไกลนัก โรงเรียนบ้านยี่งอ มีครู-อาจารย์ทั้งหมด 29 คน เป็นมุสลิม 7 คน (ชาย 3 คน หญิง 4 คน) และเป็นไทยพุทธ 22 คน (ชาย 4 คน หญิง 18 คน) เมื่อมีการทำบุญวันเกิดโรงเรียนทุกปี จะมีการทำพิธีทั้งทางพุทธและทางอิสลาม ด้านหลักสูตร มีการเรียนการสอนวิชาอิสลามศึกษา โรงเรียนมีอาหารกลางวันสำหรับทำโดยแม่ครัวมุสลิม ทั้งสองอย่างนี้ทำให้ผู้ปกครองมุสลิมพอใจมาก เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้ นักเรียนก็จะไปศึกษาต่อ ซึ่งบ้างก็ไปเรียนในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอหรือมัธยมประจำจังหวัด บ้างก็เข้าศึกษาในโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม และมีไม่น้อยที่ได้เข้าศึกษาต่อในระดับในระดับอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ (หน้า 83) หมู่บ้าน ปาลัส : โดยรวมให้ความสำคัญกับการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ ทั้งวิชาสายศาสนาและสายสามัญ สำหรับเด็กมุสลิมจะเริ่มต้นการศึกษาวิชาศาสนาที่สถานที่ฝึกอบรมทางศาสนาชั้นเด็กเล็ก (ตาดีกา) ที่ตั้งอยู่ในบริเวณมัสยิดประจำหมู่บ้าน และจะเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำตำบลควน เมื่ออายุถึงเกณฑ์ก็จะเข้าเรียนในโรงเรียนวัดควน ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาระดับกลาง ตั้งอยู่ห่างจากหมู่ 1 ประมาณ 3 กิโลเมตร โรงเรียนวัดควนมีแต่ครู-อาจารย์ไทยพุทธ จำนวน 13 คน (ชาย 4 คน หญิง 9 คน) มีแม่ครัวที่ทำอาหารกลางวันเป็นไทยพุทธ เหตุที่ไม่มีครู - อาจารย์มุสลิม ผู้ให้ข้อมูลมุสลิมบอกว่าเป็นเพราะ ที่โรงเรียนวัดควนไม่มีบรรยากาศที่จะประกอบศาสนกิจ อย่างไรก็ตาม ผู้ให้ข้อมูลกล่าวว่า ต้องการให้ลูกมีโอกาสเรียนวิชาสามัญและได้เข้าใจภาษาไทย จึงให้ลูกมาเรียนที่โรงเรียนนี้ มีนักเรียนชายหญิง ป.1 - ป.6 ชั้นละ 1 ห้อง เฉลี่ยห้องละ 30 คน เป็นชาย 143 คน เป็นหญิง 133 คน ชั้นอนุบาลมีไทยพุทธ 36 คน มีไทยมุสลิม 30 คน ชั้น ป. 1 - 6 มีนักเรียนไทยพุทธ 102 คน นักเรียนไทยมุสลิม 108 คน เมื่อจบ ป.6 ที่โรงเรียนวัดควนแล้ว นักเรียนไปเรียนต่อกันที่โรงเรียนวุฒิชัย ตำบลควน โรงเรียนท่าข้ามวิทยาคาร และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้าน ส่วนที่มัสยิดจะมีการเรียนการสอนเสริมวิชาศาสนาอิสลามให้กับผู้ใหญ่ที่สนใจ ซึ่งสอนตอนหัวค่ำหลังละหมาดมักริบและละหมาดอีชา ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง ทุกวันพฤหัสบดี (หน้า 89-90) หมู่บ้านราโมง : ปัจจุบันบ้านราโมงมีโรงเรียนสองโรง ได้แก่ โรงเรียนบ้านราโมง ซึ่งรับเด็ก ๆ จากหมู่ที่ 5 บ้านราโมง ตำบลยะรม และหมู่ที่ 3 บ้านกาแป๊ะซาลัง ตำบลธารน้ำทิพย์ ส่วนอีกโรงเรียน ชื่อว่า โรงเรียนบ้านธารน้ำใส รับเด็ก ๆ จากหย่อมบ้านธารน้ำใสในหมู่บ้านราโมง และที่มาจากหมู่ที่ 4 บ้านจาเราะซูซู ตำบลธารน้ำทิพย์ บ้านราโมงมีมัสยิดเป็นโรงเรียน 2 ชั้น 6 ห้องเรียน สำหรับการเรียนการสอนศาสนาอิสลามตามหลักสูตรตาลีกาของเด็ก ๆ ในละแวกนั้นในวันเสาร์และอาทิตย์ โรงเรียนบ้านราโมงในปีการศึกษา 2543 มีนักเรียน 454 คน เป็นชาย 213 คน เป็นหญิง 241 คน ในจำนวนนี้มีนักเรียนผู้ชายมาจากหมู่บ้านจาเราะซูซู 3 คน ซึ่งเป็นไทยพุทธ มีครูผู้หญิง 17 คน ครูผู้ชาย 4 คน ในจำนวนนี้เป็นครูมุสลิมจำนวน 3 คน มีครูชายมุสลิม 1 คนสอนวิชาอิสลามศึกษา ไม่มีปัญหาเรื่องต่างศาสนา เคยมีปัญหานักเรียนไม่ยอมรับประทานอาหาร เพราะแม่ครัวเป็นไทยพุทธ แต่เมื่อเปลี่ยนแม่ครัวเป็นมุสลิมปัญหาก็หมดไป (หน้า 107-108) หมู่บ้านธารมะลิ : เรื่องการศึกษา ผู้ใหญ่บ้านให้ข้อมูลว่า ต้องการปรับปรุงศรัทธาในการยึดถือศาสนาที่เคร่งครัด เพื่อให้ปลอดภัยจากการรุกรานทางวัฒนธรรมที่อิสลามปฏิเสธ ซึ่งจะเป็นอันตรายกับเด็กมุสลิมรุ่นใหม่และต่อสังคมด้วย วันศุกร์มีการเชิญโต๊ะครูมาสอนศาสนาให้กับชาวบ้านที่มัสยิด ส่วนกลางคืนโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดจะทำหน้าที่สอนชาวบ้านด้วยตัวเอง ทุกบ่ายวันจันทร์มีการรวมกลุ่มสตรี เชิญวิทยากรหรือช่วยกันเป็นครูสอนหนังสือกันเอง ส่วนเด็ก ๆ มีโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนสามัญ คือ โรงเรียนธารมะลิ มีตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ในปีการศึกษา 2543 โรงเรียนธารมะลิมีนักเรียนทั้งหมด 183 คน เป็นผู้ชาย 98 คน และหญิง 85 คน เป็นมุสลิมทั้งหมด (สำหรับเด็กไทยพุทธเรียนที่โรงเรียนวังใหม่ เพราะระยะทางไปโรงเรียนใกล้กว่า) มีครูทั้งหมด 9 คน เป็นผู้ชายมุสลิม 2 คน ผู้ชายพุทธ 1 คน ผู้หญิงพุทธ 6 คน มีแม่ครัวทำอาหารกลางวันเป็นมุสลิม หลังจบ ป.6 แล้ว พ่อแม่จะสนับสนุนส่งลูกกลับไปอยู่ในถิ่นเดิมของตนที่ปัตตานี เพื่อไปศึกษาต่อ (หน้า 121)

Health and Medicine

หมู่บ้านบูแม ชาวบ้านพึ่งพาอาศัยสถานีอนามัยประจำอำเภอ ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลเดียวกัน ถ้าคลอดลูกก็พึ่งพาสถานีอนามัยและโรงพยาบาลในตัวจังหวัด ถ้าจะเข้าสุหนัตเด็ก ๆ ก็พึ่งนายแพทย์มุสลิมที่คลีนิก (หน้า 83) หมู่บ้านปาลัสเป็นที่ตั้งสถานีอนามัยตำบลควน ซึ่งมีศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชนให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีอาสาสมัครสาธารณสุข 7 คนให้บริการข้อมูลข่าวสารและให้ความรู้แก่ประชาชน หมู่บ้านปาลัสไม่มี "บิดั่น" (หมอตำแย) ไม่มีโต๊ะมูเด็ง แต่มีหมอกลางบ้านที่มีฝีมือ หญิงมีครรภ์ส่วนใหญ่ทำคลอดกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มีบ้างที่ทำคลอดกับผดุงครรภ์บ้านที่ผ่านการอบรม ทารกได้รับการฉีดวัคซีน และมีปัญหาเด็กขาดสารอาหารจำนวนน้อยมาก บ้านปาลัสเคยได้รับเลือกเป็นหมู่บ้านสุขภาพดีถ้วนหน้าประจำปี พ.ศ.2539 (หน้า 92) บ้านราโมง มีสถานีอนามัยบ้านราโมง ซึ่งใช้ร่วมกันกับบ้านแป๊ะซาลัง และจาเราะซูซู ส่วนชาวบ้านราโมงก็ได้พึ่งพา "บิดั่น" (หมอตำแย) ในหมู่บ้านทั้งสองนั้นด้วย มีบิดั่นที่เป็นที่ยอมรับอยู่สองคน และยังเป็นที่นิยมอยู่ แม้ผู้หญิงมุสลิมในหมู่บ้านจะหันไปใช้ยาหลวง พึ่งสถานีอนามัย และโรงพยาบาลแล้วก็ตาม แต่ยังฝากท้องกับบิดั่นอยู่ เพราะต้องพึ่งบิดั่นให้ช่วยทำสุหนัตหากคลอดเป็นผู้หญิง แต่ถ้าคลอดเป็นผู้ชาย ปัจจุบันก็พึ่งนายแพทย์มุสลิมได้ (หน้า 109) บ้านธารมะลิมีสาธารณสุขมูลฐาน แต่ยังไม่มีสถานนีอนามัย หากเจ็บไข้ได้ป่วยหรือหญิงจะคลอดลูก ต้องเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลีนิคในอำเภอ มีผดุงครรภ์ชาวบ้านหรือ " บิดั่น" 1 คน ทำคลอดให้แก่ชาวบ้านมาแล้วหลายร้อยคน (หน้า 122)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

ผู้วิจัยกล่าวถึง การละเล่นของบ้านปูแม แต่ไม่ได้เขียนถึงบ้านอื่น ๆ บ้านบูแม ตำบลยี่งอ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส วัฒนธรรมของชาวบูแมจะสะท้อนภาพลักษณ์วัฒนธรรมมลายู-ไทย อิงความเป็นอิสลามมากกว่าความเป็นวัฒนธรรมไทย-พุทธ สังเกตได้จากบรรยากาศและสีสันของงานวัฒนธรรมประจำปีที่หน่วยงานทางราชการของอำเภอจัดขึ้น เช่น การแต่งกายของผู้คนชายหญิงในริ้วขบวนแต่ละกลุ่มเป็นชุดมลายูพื้นเมือง ใช้เครื่องดนตรีและบรรเลงเสียงเพลงทำนองมลายู มีการละเล่น 'สีละ' (บุดีกา) การประกวดการจัด 'พลูบายศรี' การประกวดอาหารคาว-หวานพื้นเมือง เหล่านี้เป็นต้น (หน้า 80)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสในปัจจุบัน ประกอบด้วยผู้คนที่เป็นทายาททางชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น มาลยู ชวา ไทย สยาม จีน อินเดีย อาหรับ เป็นต้น แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ต่างก็มีวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนให้สืบทอดมาก่อนทั้งนั้น ต่อมาเมื่อแต่ละกลุ่มคนดังกล่าวได้มาอยู่รวมกันในสังคมเดียวกันก็ได้มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และมีการกลืนกลายสายพันธุ์โดยกระบวนการทางสังคมอย่างระบบเครือญาติผ่านวิถีการแต่งงานหลาย ๆ ชั่วคน ทำให้ลักษณะความต่างของความเป็นชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่เข้มข้นนั้นเบาบางลงจนยากที่จะบอกว่าใครเป็นชาติพันธุ์ใด การรวมกลุ่มของสังคมดังกล่าวนี้มีความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสมาชิกในสังคมเกิดความศรัทธาที่มีต่อศาสนาสำคัญของสองศาสนา คือ ศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธ บรรดาผู้ที่มีความศรัทธาเหล่านั้นต้องไปเกี่ยวข้องกับศาสนบัญญัติ ศาสนกิจ และศาสนสถานของแต่ละศาสนาซึ่งมีนัยที่แตกต่างกัน ความแตกต่างกันในบริบทของสองศาสนานี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องแยกตัวเป็นกลุ่มศาสนิกที่สำคัญสองกลุ่มได้แก่ ศาสนิกที่นับถือศาสนาอิสลามโดยส่วนใหญ่ และรองลงมาเป็นศาสนิกที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งเรียกกันต่อ ๆ มาว่าเป็น 'มุสลิม' และ 'ไทยพุทธ' ตามลำดับ (หน้า 123)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ตารางมีจำนวน 7 ตาราง แผนที่ประกอบจำนวน 21 แผนที่ แผนภูมิมีจำนวน 3 แผนภูมิ ภาพประกอบ 74 ภาพ

Text Analyst วศิน เชี่ยวจินดากานต์ Date of Report 06 พ.ย. 2555
TAG ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, พุทธศาสนิกชน, ปฏิสัมพันธ์, จังหวัดชายแดนภาคใต้, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง