ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject กะเหรี่ยง,การรักษาพยาบาล,หมอพื้นบ้าน,ภาคเหนือของประเทศไทย
Author สารณีย์ ไทยานันท์ และนิภา ลาชโรจน์
Title กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง การรักษาเยียวยา ผู้คน ชุมชน และสภาพสิ่งแวดล้อม(กะเหรี่ยง)
Document Type ร่างรายงานผลการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) Total Pages 21 Year 2545
Source สถาบันวิจัยชาวเขา ปีที่ 20 ฉบับที่1/2545 กรมประชาสงเคราห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
Abstract

กะเหรี่ยง การรักษาพยาบาลแบบพื้นบ้านตามจารีตประเพณี ฮีโข่หรือผู้นำหมู่บ้านจะเป็นผู้ปกครองชมชนและเป็นหมอผีประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ หมอรักษาโรคประกอบด้วยหมอคาถา หมอทำนายโรค หมอตำแย หมอกระดูก หมอยาสมุนไพร โดยมีความเชื่อถือต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ต้องเคารพยำเกรง แต่จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้ส่งผลต่อวิถีชีวิต รวมถึงการใช้ทรัพยากรป่าไม้ที่มีน้อยลง

Focus

กระบวนการรักษาพยาบาลแบบพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธ์บนที่สูง ที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศวิทยา

Theoretical Issues

ไม่ปรากฏ

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย เรียกตัวเองว่า “ปกากะญอ” หรือมีชื่ออื่นๆ เช่น โพล่ง กะยิ่น มี 4 กลุ่มย่อยคือ กะเหรี่ยงสะกอ(ปกาเกอะญอ) กะเหรี่ยงโปว(โพล่ง) กะเหรี่ยงคะยา(กะยิ่น) กะเหรี่ยงตองสูหรือตองตู (หน้า13)

Language and Linguistic Affiliations

กะเหรี่ยง จัดอยู่ใน กลุ่มตระกูลภาษาจีน-ธิเบต (Sino-Tibetan) (หน้า 13)

Study Period (Data Collection)

ไม่ปรากฏ

History of the Group and Community

กะเหรี่ยง ตั้งถิ้นฐานในประเทศไทยมากว่า 400 ปี มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศพม่า เมื่อเกิดสถานการณ์ทางการเมือง มีการสู้รบกับกองกำลังรัฐบาล จึงอพยพเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ ซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย กะเหรี่ยงมีบทบาทในการร่วมสู้รบจนได้รับการปูนบำเหน็จ แต่งตั้งเป็นขุนนางตามหัวเมืองต่างๆ (หน้า 14)

Settlement Pattern

กะเหรี่ยง ตั้งถิ่นฐานบนหุบเขา พื้นที่ไม่สูงนัก ในระดับต่ำกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล (หน้า 14)

Demography

กะเหรี่ยง ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 15 จังหวัดคือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลำปาง แพร่ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ มี 2,037 หมู่บ้าน 69,821 หลังคาเรือน ประชากร 347,242 คน คิดเป็นร้อยละ 46.18 ของประชากรชาวเขาทั้งหมด (หน้า 16)

Economy

กะเหรี่ยง สภาพเศรษฐิกจแบบดั้งเดิมจะเป็นการเกษตรกรรมเชิงอนุรักษ์ คือ การทำไร่หมุนเวียน (Rotation Cultivation) เนื่องจากมีนิสัยสันโดษเรียบง่าย ปลูกเพียงเพื่อยังชีพ พืชหลักได้แก่ ข้าว พริก ฝ้าย ยาสูบ ผักต่างๆ เช่น แตงกวา ข้าวโพด ถั่ว งา ฟัก มะเขือ มีการรับจ้างทำไม้ หาของป่า รับจ้างอื่นๆ เป็นอาชีพเสริม ในปัจจุบันหลังจากการพัฒนาของภาครัฐและเอกชนทำให้รูปแบบการเกษตรเปลี่ยนไป เป็นการเกษตรเชิงพาณิชย์ ปลูกพืชในเชิงเดี่ยว มีตลาดเป็นตัวกำหนด (หน้า 14-16)

Social Organization

กะเหรี่ยง ลักษณะครอบครัวของกะเหรี่ยงส่วนใหญ่เป็นแบบครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) บางครอบครัวเป็นครอบครัวขยาย ถือระบบสามีภรรยาเดียว (Monogamy) สืบเชื้อสายทางฝ่ายมารดา (Matrilineal) ถือว่าแต่ละครอบครัวเป็นอาณาจักรทางวิญญาณฝ่ายแม่ มีหญิงอาวุโสเป็นหัวหน้าแต่ละสายสกุล ยิ่งมีสมาชิกมากก็จะยิ่งมีการรวมตัวอย่างเหนียวนานและมีบทบาทในการปกครองชุมชน มีลักษณะความสัมพันธ์ของชุมชนแบบเครือญาติ และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเครือญาติที่ต่างกัน จะมีความเป็นชนเผ่า กฏระเบียบทางสังคมเดียวกัน เป็นสิ่งเชื่อมโยงกันไว้ (หน้า 14-16)

Political Organization

ไม่ปรากฏ

Belief System

กะเหรี่ยง มีความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ ที่เกี่ยวกับเรื่องขวัญ วิญญาณ ภูติผี และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเชื่อว่าตามสถานที่ต่างๆ จะมีภูติผีสิงสถิตอยู่ ห้ามล่วงละเมิดหรือทำให้ผีไม่พอใจ จะเป็นการผิดผี ทำให้เกิดความเจ็บป่วย อาเพท ความไม่ปรกติสู่ครอบครัวและชุมชน จะต้องมีการเซ่นไหว้ขอขมา โดยจะมี “ฮีโข่”(หมอผี) เป็นหัวหน้าในการประกอบพิธีกรรม เป็นผู้สื่อสารระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และกำหนดวันเวลาในการประกอบพิธีกรรม นอกจากนี้ ”ฮีโข่” ยังมีบทบาทในการเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ดูแลความสงบเรียบร้อย และตัดสินข้อพิพาทในหมู่บ้าน (หน้า 16-17)

Education and Socialization

ไม่ปรากฏ

Health and Medicine

กะเหรี่ยง หากเกิดความเจ็บป่วยขึ้นแก่สมาชิกในหมู่บ้าน “หมอพื้นบ้าน” จะทำหน้าที่รักษาความเจ็บป่วย โดยอาศัยความรู้ที่ได้รับสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ แบ่งได้ 5 ประเภทคือ 1. หมอคาถา(สะหระตะอู) ใช้เวทมนตร์คาถามในการรักษา อาจใช้เวทมนตร์เป่าบริเวณที่เจ็บปวด หรือเสกเป่าน้ำ(น้ำมนตร์) ให้คนป่วยดื่ม หรือใช้เวทมนตร์ขับไล่ผีร้ายออกไปจากร่างกายผู้เจ็บป่วย โดยหมอคาถามักมีข้อห้ามหลายอย่างในการดำรงชีวิต (หน้า 17) 2. หมอทำนายโรค(สะหระกาตา) ใช้วีธีการทำนายเพื่อหาสาเหตุของความเจ็บป่วย โดยใช้อุปกรณ์เช่น กระดูกไก่ ข้าวสาร ใบไม้ ในการทำนาย หมอทำนายจะมีการฝึกหัดอย่างละเอียด เป็นผู้มีความน่าเชื่อถือ และต้องผ่านบททดสอบความอดทน หมอทำนายมักมีคาถาและข้อห้ามประจำตัว (หน้า 17-18) 3. หมอตำแย(สะหระกว่าฮี) ทำหน้าที่ดูแลรักษาหญิงมีครรภ์ ตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงคลอดบุตร หมอตำแยจะจัดการการคลอดบุตรทุกอย่าง และคอยแนะนำการดูแลสุขภาพของแม่และเด็ก (หน้า 18-19) 4. หมอกระดูก(สะหระต่อเอ่ะเกปาครึย) มีความชำนาญในการเจ็บป่วยที่เกิดจากกระดูก โดยใช้การรักษาด้วยคาถาอาคมเช็ดเป่า ดึงให้เข้าที่ ใช้ผ้าพันด้วยไม้ไผ่สับฟากไม่ให้กระดูกเคลื่อน และรักษาด้วยการพอกทาสมุนไพร หมอกระดูกจะต้องมีความเข้าใจโครงสร้าง สรีระของเส้นประสาทและกระดูกในร่างกายทุกส่วน (หน้า 19) 5. หมอสมุนไพร(สะหระเตอะซีกะเจ่อ) มีความรู้ในเรื่องพืชและสิ่งของจากธรรมชาติมาเป็นยารักษาโรค เรียกว่า “ยาสมุนไพร” โดยใช้ส่วนต่างๆ ของพืชมาใช้รักษาโรคแต่ละอย่าง มีกรรมวิธีการนำมารักษาที่แตกต่างกัน เช่น นำมาต้มน้ำดื่ม บดเป็นผง โดยความรู้ทางสมุนไพรสามารถเรียนรู้ในระดับพื้นฐานได้ทุกครัวเรือน แต่หากเป็นเชิงลึกต้องเรียนรู้จากผู้รู้อย่างเป็นระบบ หมอสมุนไพรจะต้องมีความอดทนในการแสวงหาตัวยา และการจดจำในชื่อลักษณะ สรรพคุณของสมุนไพร มีความเสียสละ นอกจากเรียนกับครูแล้วยังต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือเกิดจากเทพสังหรณ์ การฝัน ที่เรียกว่า “ยาผีบอก” (หน้า 20-21) จรรยาบรรณของหมอพื้นบ้านโดยทั่วไปแล้ว จะไม่มีการเรียกร้องค่ารักษา โดยเมื่อผู้รับการรักษาหายจากการเจ็บป่วยแล้วจะนำสิ่งของมามอบให้เพื่อตอบแทน ต้องเป็นผู้มีศีลธรรม มีความเสียสละ มีน้ำใจโอบอ้อมอารี มีเมตตา ไม่เห็นแก่ค่าจ้าง และมักมีข้อห้ามที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด (หน้า 21-22) สาเหตุความเจ็บป่วย ตามคติความเชื่อของกะเหรี่ยง เชื่อว่าความเจ็บป่วยล้วนแล้วเป็นอำนาจหนือธรรมชาติ เป็นสิ่งเร้นลับ จะต้องอาศัยผู้รู้ทำนายหาสาเหตุ และวิธีการรักษา เชื่อว่าความเจ็บป่วยที่เกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาติ เพราะละเมิดอำนาจของผี วิญญาณ หรือเรียกว่า “ผิดผี(ตะมือล่อออ)” เชื่อว่าผีจะลงโทษผู้ที่กระทำผิด ฝ่าฝืนประเพณีชนเผ่า กะเหรี่ยงเชื่อว่าผีมี 2 ประเภทคือ 1. ผีดี คือผีบรรพบุรุษ ผีเรือนสายมารดา คอยปกป้องสมาชิกในครอบครัว 2. ผีร้าย คือผีที่อยู่นอกบ้านตามป่าเขา ลำห้วย ลำน้ำ ต้นไม้ใหญ่ คอยทำร้ายคนที่ผ่านไปมา ทำร้ายให้เกิดความเจ็บป่วยแก่คนที่ละเมิดหรือทำให้ไม่พอใจ (หน้า22-24) ความเจ็บป่วยที่เกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาติ คือ 1. เกิดจากการละเมิดอำนาจของผีเจ้าที่ กะเหรี่ยงมีการจัดสรรพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือพื้นที่ทำการเกษตร(ดูหละ) และพื้นที่หวงห้ามเป็นพื้นที่สิ่งศักดิ์สิทธิ(ดูตะ) ห้ามเข้าไปรบกวนและลบหลู่ ห้ามตัดไม้หรือบุกรุกเข้าไป ห้ามล่าสัตว์ เช่น ป่าต้นน้ำ ป่าสะดือเด็ก(ใช้เป็นที่นำรกและสะดือทารกใส่กระบอกมาแขวนต้นไม้ไว้ เชื่อว่าขวัญเด็กผูกพันกับป่า) นอกจากนี้มีป่าหวงห้ามที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ทางเข้าออกของสัวต์และภูติผี ซึ่งสถานที่เหล่านี้มีผีคอยครอบครอง หากใครล่วงละเมิดจะถูกผีร้ายลงโทษ (หน้า 24-25) 2. เกิดจากขวัญ(เกอล่า) กะเหรี่ยงเชื่อว่าทุกคนจะมีขวัญประจำตัว ขวัญที่สำคัญจะอยู่ที่ศรีษะ คอ หู และข้อมือทั้งสอง บางครั้งขวัญจะออกจากร่างไปท่องเที่ยวหาทางกลับไม่ถูก หรือถูกผีร้ายจับไว้ ทำให้เกิดความเจ็บป่วย ต้องทำพิธีผูกข้อมือเรียกขวัญ (หน้า25) 3. เกิดจากคุณไสย เกิดขึ้นในกรณีเกิดการทะเลาะเกลียดชัง มีการให้ผู้ทรงคาถาอาคมเสกสิ่งของบางอย่างเข้าท้องคู่อริ ทำให้เกิดการเจ็บป่วย การถูกคุณไสย เรียกว่า “ตู้” (หน้า 25) นอกจากนี้ความเจ็บป่วยอาจเกิดจากะรมชาติ และความเป็นไปตามลักษระสภาพอากาศ คือ 1. อากาศหรือฤดูกาลเปลี่ยนแปลง 2. สิ่งที่เป็นพิษตามธรรมชาติ 3. อาหารเป็นพิษ 4.อาหารแสลงโรค 5. อุบัติเหตุ (หน้า 26) กระบวนการวินิจฉัยโรค กะเหรี่ยงจะใช้การทำนายเพื่อหาสาเหตุการเจ็บป่วย โดยมีอยู่หลายวิธี เช่น ทำนายด้วยกระดูกไก่ โดยใช้กระดูกโคนปีกและกระดูกหน้าแข้งไก่ ทำนายตามลักษณะของการปักไม้ ทำนายด้วยไข่ ด้วยข้าวสาร และใบไม้ ก่อนทำนายจะมีการซักถามการกระทำที่ผ่านมาของผู้ป่วย หากสอบถามแล้วไม่ปรากฏพบว่าทำผิดอะไร อาจจะมีการตรวจในเรื่องขวัญ ที่เรียกว่า “ขวัญหาย” หรือตรวจสอบสาเหตุที่เกิดจากธรรมชาติ (หน้า 27) วิธีการรักษาพยาบาล สามารถสรุปการรักษาได้ 3 วิธีคือ 1. การประกอบพิธีกรรม เมื่อตรวจสอบสาเหตุการเกิดโรคจากหมอทำนายแล้ว ก็จะมีการทำพิธีเรียกขวัญ พิธีเซ่นไหว้ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อขอขมาในสิ่งที่ล่วงเกิน ซึ่งขึ้นอยู่กับคำแนะนำของหมอผีและอาการเจ็บป่วย การรักษาด้วยพิธกรรมอาจจะพิสูจน์ไม่ได้แต่อาจจะมีผลต่อจิตใจผู้ป่วยในด้านขวัญกำลังใจในการดำรงชีวิต (หน้า 27-28) 2. รักษาด้วยคาถาอาคม หมอคาถาจะใช้เวทมนตร์คาถาในการรักษาความเจ็บปวดที่เกิดจากการถูกคุณไสย ขับไล่หรือบังคับให้ของที่ถูกเสกเข้าสู่ร่างกายออกไป ถ้าหากเป็นการรักษาโรคกระดูกจะมีการเสกคาถาเป่าควบคู่กับการใช้ยาสมุนไพร (หน้า 28) 3. รักษาด้วยยาสมุนไพร เป็นการรักษาโรคที่เกิดตามธรรมชาติโดยอาศัยยาสมุนไพร ยาสมุนไพรที่บำบัดอาการเจ็บปวดได้ดีคือ ฝิ่น โดยจะมีหมอยาคอยจัดหา ปรุงให้ แต่สมุนไพรบางอย่างก็มีปลูกไว้รอบบ้าน รักษาโรคบางอย่างได้ (หน้า 29-30) การดูแลในระยะพักฟื้น เมื่อสมาชิกในครอบครัวหรือชุมชนเกิดความเจ็บป่วย กลุ่มเครือญาติจะมาร่วมประกอบพิธี หายาสมุนไพร ให้คำแนะนำ เยี่ยมเยือนอย่างใกล้ชิด เมื่อหายป่วยทุกคนจะมาร่วมยินดี อวยพรในพิธีผูกข้อมือ เพราะถือว่าหากเสาหตุเกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาติจะส่งผลไปยังสังคมโดยรวมด้วย (หน้า 30-31)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่ปรากฏ

Folklore

ไม่ปรากฏ

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่ปรากฏ

Social Cultural and Identity Change

กะเหรี่ยง จากการที่รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก รูปแบบการเกษตรของกะเหรี่ยงเริ่มเปลี่ยนแปลง เกิดการบุกรุกทำลายป่า เป็นสังคมที่ต้องเพิ่งปัจจัยภายนอก ขาดความเคารพในธรรมชาติ อำนาจในการจัดการทรัพยากรน้อยลงจากเรื่องกรรมสิทธิ์ และถูกครอบครองโดยคนบางกลุ่ม สมาชิกในชุมชนวิตกกังวลในการสูญสลายของทรัพยากรป่าไม้ พิธีกรรม และภูมิปัญญาต่างๆ ปัจจุบันมีการร่วมมือกับองค์กรส่วนท้องถิ่น ในการอนุรักษ์ป่าตามกฎเกณฑ์ของจารีตประเพณี ภูมิปัญญาชาวบ้านในการรักษาความเจ็บป่วย ถูกรื้อฟื้นให้เห็นความสำคัยมากขึ้น (หน้า 31-33)

Critic Issues

ไม่ปรากฏ

Other Issues

ไม่ปรากฏ

Google Map

Map/Illustration

รูปภาพได้ปรากฏอยู่ในส่วนต่างๆ ของบทความ แต่ไม่ได้ระบุชื่อภาพ โดยเป็นภาพวิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าต่างๆ ประกอบด้วย หน้าที่ 13-15, 20-25, 29-31

Text Analyst รัฐกานต์ ณ พัทลุง Date of Report 23 ก.พ. 2558
TAG กะเหรี่ยง, การรักษาพยาบาล, หมอพื้นบ้าน, ภาคเหนือของประเทศไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง