ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject กะเหรี่ยงโปว์,ผ้า,ชุดแต่งกาย,หัตถกรรม,วัฒนธรรม,กาญจนบุรี,ราชบุรี,สุพรรณบุรี
Author ผะอม นะมาตร์,อัญชัน สวัสดิโอ,ระเบียบ สุภวิรี,โกวิท แก้วสุวรรณ
Title ผ้าและการสืบทอดความรู้เรื่องผ้า: กรณีศึกษากะเหรี่ยงโปว์ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและสุพรรณบุรี
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 154 Year 2544
Source สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร
Abstract

งานเขียนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผ้าที่ใช้เป็นเครื่องแต่งกายของกะเหรี่ยงโปว์ ที่อยู่ในพื้นที่กรณีศึกษาได้แก่ ตำบลไล่โว่ อำเภอ สังขละบุรี ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี, ตำบลสวนผึ้ง ตำบลบ้านคา อำเภอสวนผึ้งจังหวัดราชบุรี และ ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี งานเขียนได้ศึกษาถึงประโยชน์ใช้สอยวัตถุดิบที่ใช้ ลวดลาย เทคนิค การทอและวิธีใช้ ซึ่งพบว่า ทุกววันนี้การแต่งกายด้วยชุดกะเหรี่ยงยังนิยมแต่งในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่วนคนหนุ่มสาวได้เปลี่ยนมาแต่งตัวตามสมัยนิยมเหมือนคนพื้นราบ โดยจะแต่งชุดกะเหรี่ยงเมื่อมีงานพิธีทางความเชื่อที่สำคัญ นอกจากนี้เสื้อผ้ารวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้ได้แยกประเภทการใช้งานที่แตกต่างกันเช่น เสื้อผู้ชาย เสื้อผู้หญิง ผ้าซิ่นแบบต่างๆ ผ้าห่ม ผ้าโพกหัว และย่าม สิ่งของต่างๆ นี้ได้บอกว่าควรใช้กับงานประเภทใด เวลาใด เช่น ใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวันหรือในงานพิธี เป็นต้น

Focus

เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผ้าที่ใช้เป็นเครื่องแต่งกายของกะเหรี่ยงโปว์ ในภาคตะวันตกของไทย โดยศึกษาในเรื่องของประวัติความเป็นมาของผ้า ประโยชน์ใช้สอยวัตถุดิบที่ใช้ ลวดลาย เทคนิค การทอและวิธีใช้ และเพื่อเก็บสะสมข้อมูลอันจะเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ การศึกษาและการอนุรักษ์เกี่ยวกับผ้าที่ใช้เป็นเครื่องแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ในท้องถิ่น เพื่อการจัดทำพิพิธภัณฑ์ผ้าของท้องถิ่นในอนาคต (หน้า 14)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยง กะเหรี่ยง คนไทยภาคเหนือเรียกว่า “ยาง” คนไทยภาคใต้และภาคกลางเรียก “กะเหรี่ยง” คนพม่าเรียกกะเหรี่ยงว่า “กะเรน” หรือ “กะยิน” (Kayin) ส่วนกะเหรี่ยงเรียกตนเองว่า “ยาง”หรือ “ปะกะห์” (Pakah) ในประเทศไทยมีกะเหรี่ยงอยู่ 4 กลุ่ม (หน้า 18) สำหรับกะเหรี่ยงกลุ่มที่มีการศึกษาความรู้เรื่องผ้าเป็น กะเหรี่ยงโปว์ (Pwo Karen) คนไทยภาคเหนือเรียกกะเหรี่ยงโปว์ว่า “ยางโปว์” พม่าเรียก”ตาเลงกะยิน”(Taliang Kayin) แปลว่า”กะเหรี่ยงมอญ”(Mon Karen) เนื่องจากกะเหรี่ยงโปว์มีความใกล้ชิดกับมอญได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากมอญ ได้แก่ การนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ภาษาพูดและตัวหนังสือที่ใช้อักษรมอญ ขณะที่กะเหรี่ยงกลุ่มอื่นเขียนด้วยตัวอักษรพม่า กะเหรี่ยงโปว์เรียกตนเองว่า “โผล่ว” (Phlow) หมายถึง “คน” ในประเทศไทยกะเหรี่ยงโปว์มีประชากรมากเป็นที่สอง กะเหรี่ยงสะกอมีจำนวนมากที่สุด (หน้า 19) ส่วนกะเหรี่ยงอีก 3 กลุ่ม คือ กะเหรี่ยงสะกอ (S“ Kaw Karen) มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น ยางกะเลอ ยางขาว ยางป่า คนไทยเรียกว่า กะเหรี่ยงขาวหรือยางขาว กะเหรี่ยงสะกอเรียกตนเองว่า “ปกาเกอะญอ” หมายถึง ”คน” ก่อนที่จะมาอยู่ประเทศไทยกะเหรี่ยงสะกอเคยอยู่พม่ามาก่อน กลุ่มนี้ค่อนข้างสนิทกับพม่า สังเกตจากที่พม่าเรียกกะเหรี่ยงสะกอว่า “ Bama Kayin”แปลว่า “ กะเหรี่ยงพม่า” (Burmese Karen) ตอนที่อยู่พม่า กะเหรี่ยงสะกอตั้งที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำอินวดี กลุ่มกะเหรี่ยงสะกอได้รับการศึกษาดีกว่ากะเหรี่ยงกลุ่มอื่น (หน้า 18)ที่เป็นเช่นนั้นส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการนับถือศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธ (หน้า 19) กะเหรี่ยงบเวหรือคะยา (Bwe หรือ Kayah Karen) ไทยใหญ่กับคนเมืองเรียก”ยางแดง”เนื่องจากสวมชุดสีแดง กะเหรี่ยงบเวเรียกตนเองว่า “แบร” กะเหรี่ยงบเว มีจำนวนเล็กน้อย ตั้งที่อยู่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดแม่ฮ่องสอน (หน้า 19) กะเหรี่ยงตองตูหรือปาโอ (Taungthu หรือ Pao Karen) พม่าเรียกกะเหรี่ยงตองตูว่า”Taungthu” หมายถึง “ชาวภูเขา”เนื่องจากตั้งบ้านเรือนอยู่บนภูเขาสูงในรัฐไทยใหญ่ ไทยใหญ่เรียกกะเหรี่ยงตองตูว่า “ตองสู” กะเหรี่ยงกลุ่มอื่นจะเรียกตองตูว่า “เตาะซู” กะเหรี่ยงตองตูเมื่อก่อนนี้ตั้งที่อยู่ใกล้กับเมืองตองยี เมื่อดูรูปร่างกะเหรี่ยงตองตูจะต่างจากกะเหรี่ยงกลุ่มอื่นคือ กะเหรี่ยงตองตูผิวจะคล้ำกว่ากะเหรี่ยงกลุ่มอื่น กลุ่มนี้ในไทยจะมีจำนวนไม่มากจะอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 19)

Language and Linguistic Affiliations

กะเหรี่ยงโปว์ใช้ภาษาพูดและตัวหนังสือมอญ เพราะมีความใกล้ชิดและได้รับวัฒนธรรมจากมอญ ขณะที่กะเหรี่ยงกลุ่มอื่นเขียนด้วยตัวอักษรพม่า (หน้า 19)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุเวลาที่ชัดเจน

History of the Group and Community

ความเป็นมาของกะเหรี่ยง เมื่อก่อนนี้กะเหรี่ยงตั้งรกรากอยู่ด้านทิศตะวันออกของธิเบต ต่อมาได้อพยพมาอยู่ในประเทศจีน ประมาณ 733 ปีก่อนพุทธศักราช คนจีนเรียกกะเหรี่ยงว่า”ชนชาติโจว” กระทั่ง พ.ศ.207 จีนได้รุกราน จึงอพยพมาอยู่บริเวณฝั่งแม่น้ำแยงซี ภายหลังได้สู้รบกับชนชาติไทยเลยอพยพลงมาอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาละวินในประเทศพม่า กะเหรี่ยงจะอยู่ในพม่ามากกว่าไทย โดยมีรัฐของตนเองได้แก่ รัฐกะยาอันเป็นเขตแดนของกะเหรี่ยงแดงและรัฐก่อตูเลเขตแดนของกะเหรี่ยงขาว อย่างไรก็ดีสำหรับการอพยพเข้ามาในไทยนั้น เชื่อกันว่ากะเหรี่ยงเข้ามาตั้งรกรากในไทยก่อนหน้าชนชาติไทยจะย้ายมาอยู่แหลมสุวรรณภูมิ แต่มีจำนวนที่น้อยกว่ามาก (หน้า 17) สำหรับการอพยพเข้ามาอยู่ในไทยครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2300 ในสมัยพระเจ้าอลองพญากษัตริย์ของพม่าสู้รบกับชนชาติมอญภายหลังที่มอญพ่ายแพ้กะเหรี่ยงซึ่งมีความใกล้ชิดกับมอญหวั่นเกรงอันตราย (หน้า 17) จึงอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก กะเหรี่ยงจะตั้งชุมชนอยู่ตามแนวบริเวณชายแดนไทยพม่า โดยอยู่ในหลายจังหวัดเช่น เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และอื่นๆ (หน้า 18)

Settlement Pattern

บ้านกะเหรี่ยงโปว์ เป็นเรือนเครื่องผูก ส่วนมากเป็นไม้ไผ่มีเนื้อที่ประมาณ 27 ตารางฟุต แนวผนังสูง 18 ฟุต ความสูงถึงอกไก่ 22 ฟุต เสาบ้านเป็นไม้ไผ่มีประมาณ 16 ต้น บางครั้งก็สร้างชานที่หน้าบ้านกับหลังบ้านด้านละ 1 ช่วงเสา พื้นและฝาบ้านกั้นด้วยฟากไม้ไผ่ (หน้า 22) ส่วนผนังด้านทิศตะวันออกจะสร้างหิ้งซึ่งเรียกว่า “ชะโฉ่งโท” หรือ “หิ้งบูชาพระ” โดยเจาะฝาบ้านสู่ด้านนอก พื้นที่หิ้งมีความกว้าง 30-40 เซนติเมตร บนหิ้งจะไม่มีรูปเคารพแต่จะตั้งเพียงว่านหางเสือหรือต้นหมากพลู(กะเหรี่ยงเรียก”โฟวไจ่ย”) อยู่ในแจกัน 2 ใบ เพื่อบูชา ส่วนหลังคาบ้านจะมุงด้วยใบหวาย ใบไผ่ ใบอ้อ ใบพลวง สำหรับหลังคาที่ต่อเป็นปีกนก จะมุงด้วยไม้ไผ่ผ่าครึ่งซีกแล้วนำมาเรียงประกบกันแบบคว่ำหงาย (หน้า 23) สำหรับพื้นที่การใช้สอย พื้นบ้านจะมี 3 ระดับ คือ ระดับล่างจะเป็นทางเดินจะมีระดับเดียวกับชาน และครัวจะตั้งกะบะใส่ดินเพื่อตั้งเตาไฟทำอาหารและทำเป็นชั้นเหนือเตาไฟเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์พืช ระดับที่สอง จะสูงกว่าระดับล่าง 8-12 นิ้วในส่วนนี้จะเป็นห้องโถงกลางใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนละทำเครื่องจักสานต่างๆ และระดับสามจะสูงกว่าระดับสอง 6-8 นิ้ว ส่วนนี้เป็นห้องนอนและพื้นที่ใช้ต้อนรับแขก ระดับที่สามมีความกว้าง 1 ช่วงเสา และมีความยาว 1-2 ช่วงเสา (หน้า 23) ส่วนบริเวณใต้ถุนบ้านจะใช้เป็นที่เก็บสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งเป็นที่เก็บข้าวโดยจะนำไม้ไผ่มาทำเป็นฐานยกพื้นให้สูงจาก พื้นดิน20-30 เซนติเมตรและกว้างประมาณ 2.5 เมตร เพื่อตั้ง “โต่ว” ภาชนะบรรจุข้าวเปลือกที่สานด้วยไม้ไผ่ เป็นทรงกระบอก ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 -2 เมตร นอกจากนี้ บ้านบางหลังก็จะสร้างยุ้งข้าวซึ่งแยกออกจากตัวบ้าน ส่วนบันไดบ้านจะสร้างตามความเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่บันไดเหมือนบ้านมีผีเรือนอยู่อาศัย บันไดทำด้วยไม้ไผ่จะมีลักษณะเหมือนครอบครัวคือทั้งสองข้างจะสั้นยาวแตกต่างกัน คือบันไดต้นที่ยาวจะสมมุติให้เป็นพ่อ ส่วนต้นสั้นให้เป็นแม่ ขั้นบันไดมีจำนวนคี่และสมมุติให้เป็นลูก (หน้า 24)

Demography

ความเป็นมาของกะเหรี่ยง เมื่อก่อนนี้กะเหรี่ยงตั้งรกรากอยู่ด้านทิศตะวันออกของธิเบต ต่อมาได้อพยพมาอยู่ในประเทศจีน ประมาณ 733 ปีก่อนพุทธศักราช คนจีนเรียกกะเหรี่ยงว่า”ชนชาติโจว” กระทั่ง พ.ศ.207 จีนได้รุกราน จึงอพยพมาอยู่บริเวณฝั่งแม่น้ำแยงซี ภายหลังได้สู้รบกับชนชาติไทยเลยอพยพลงมาอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาละวินในประเทศพม่า กะเหรี่ยงจะอยู่ในพม่ามากกว่าไทย โดยมีรัฐของตนเองได้แก่ รัฐกะยาอันเป็นเขตแดนของกะเหรี่ยงแดงและรัฐก่อตูเลเขตแดนของกะเหรี่ยงขาว อย่างไรก็ดีสำหรับการอพยพเข้ามาในไทยนั้น เชื่อกันว่ากะเหรี่ยงเข้ามาตั้งรกรากในไทยก่อนหน้าชนชาติไทยจะย้ายมาอยู่แหลมสุวรรณภูมิ แต่มีจำนวนที่น้อยกว่ามาก (หน้า 17) สำหรับการอพยพเข้ามาอยู่ในไทยครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2300 ในสมัยพระเจ้าอลองพญากษัตริย์ของพม่าสู้รบกับชนชาติมอญภายหลังที่มอญพ่ายแพ้กะเหรี่ยงซึ่งมีความใกล้ชิดกับมอญหวั่นเกรงอันตราย (หน้า 17) จึงอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก กะเหรี่ยงจะตั้งชุมชนอยู่ตามแนวบริเวณชายแดนไทยพม่า โดยอยู่ในหลายจังหวัดเช่น เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และอื่นๆ (หน้า 18)

Economy

การผลิต กระบวนการทอผ้าของกะเหรี่ยง ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ การปลูก ประเภทของฝ้ายที่ปลูกมี 2 อย่าง คือ ฝ้ายตุ่น ซึ่งมีปุยสีน้ำตาลอ่อนกับฝ้ายขาว วิธีการปลูกกะเหรี่ยง จะปลูกปนกับข้าวไร่กับปลูกปนกับพืชสวนครัวในสวน การเก็บฝ้ายจะเก็บเมื่อสมอฝ้ายแตกและแห้ง ฝ้ายที่ปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนสามารถเก็บได้ในช่วงปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม (หน้า 40) การปั่นฝ้าย มีขั้นตอนได้แก่ การตากสมอฝ้าย (ปุยฝ้าย) เพื่อให้ปุยฝ้ายฟูตัว (หน้า 40) โดยจะนำมาใส่กระด้งแล้วตากแดดจนปุยฝ้ายแห้งไม่มีความชื้น (หน้า 41) การหีบฝ้าย(อีดฝ้าย) คือขั้นตอนการแยกเมล็ดฝ้ายออกจากปุยฝ้าย ขั้นตอนจะทำโดยเอาปุยฝ้ายใส่เครื่องหีบฝ้าย( “ลู่งเบ่” แปลว่า การหีบฝ้าย “ขวี่ย” หมายถึง เครื่องหีบฝ้าย,หรือ”ขวี่ยลูงเบ่”) การหีบจะป้อนปุยฝ้ายเข้าไปตรงกลางลูกกลิ้งฟันเฟืองแล้วหมุนด้ามหมุนอีกข้าง พอลูกกลิ้งหมุนก็จะดึงฝ้ายเข้าสู่ตรงกลางแล้วก็จะตกลงด้านหลังที่รองรับด้วยภาชนะและเมล็ดก็จะร่วงลงอีกด้าน (หน้า 41) การสางและวางเส้นใย โดยจะเอาปุยฝ้ายที่หีบเมล้ดออกแล้วมาทำให้เรียงตัวตามแนวขนานและตามความยาวของเส้นใยเพื่อให้ปั่นเป็นเส้นด้ายง่ายๆ (หน้า 41) ส่วนเครื่องมือสำหรับการสางใยจะมีรูปร่างคล้ายคันธนู ทำด้วยไม้ไผ่เหลาแล้วขึงปลายทั้งสองด้วยเชือก ในการสางใยเรียกว่า “เผาะวเบ่” โดยจะใช้มือซ้ายจับทั่นยิงฝ้ายแล้วคว่ำทางสายให้ติดปุยฝ้าย ส่วนมือขวาจับสายดีดสายให้ทั่วปุยฝ้ายเพื่อให้ปุยฝ้ายที่ยิงหรือสางฟูไม่ติดกัน เมื่อฝ้ายฟูแล้วก็จะวางเส้นใยจากนั้นก็จะนำมาล่อฝ้าย(กะเหรี่ยงเรียก “เขล๊เบ่”) ขั้นตอนก็คือจะเอาปุยฝ้ายมาแผ่บางๆ แล้วหมุนรอบไม้ไผ่กลมๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 นิ้ว ยาว 10-15 นิ้ว (เครื่องมือนี้เรียก”ไม้ล่อฝ้าย”) การหมุนปุยฝ้ายรอบไม้ล่อฝ้ายจะหมุนลงมาให้เป็นท่อนยาวจากนั้นก็จะรูดไม้ล่อฝ้ายออกแล้วก็จะเอาไปเรียงในตะกร้า จนพอสำหรับปั่นเป็นเส้นด้าย (หน้า 42) การปั่นฝ้าย หรือเรียกว่า “ไหว้ยเบ่” ขั้นตอนการทำจะนำปุยฝ้ายนำมาวางเรียงตามความยาวหรือตามแนวนอนของเส้นใยแล้วบิดให้รวมตัวเป็นเกลียวเพื่อให้เป็นเส้นด้าย ส่วนอุปกรณ์ในการปั่นด้ายคือ “เขล๊” (ดูภาพหน้า 43) ซึ่งมีส่วนประกอบ 2 ส่วนคือไนสำหรับกรอด้าย (เขล๊ซา) มีรูปร่างเป็นเหล็กแท่งกลมยาว 6 นิ้ว สำหรับวงล้อที่หมุนทั้งสองส่วนประกอบด้วย สายพานโยงถึงกันเมื่อหมุนแกนไนก็จะหมุนไปพร้อมกัน การปั่นจะใช้ “เขล๊” สำหรับที่ปั่นด้ายจะมีลักษณะเป็นเหล็กแท่งกลม ขั้นตอนการปั่นจะมีเส้นด้ายนำเครื่องหรือผูกหัวเครื่อง เมื่อดึงใยฝ้ายจากปุยฝ้ายที่หมุนเป็นหลอดนั้นมาผูกต่อกับเส้นด้าย (หน้า 42) จากนั้นก็จะถือปุยฝ้ายที่ม้วนเป็นแท่งด้วยมือซ้าย แล้วหมุนวงล้อด้วยมือขวา โดยจะหมุนเส้นใยจากหลอดฝ้าย พอได้ความยาวประมาณ 2 ฟุต ก็จะหมุนวงล้อทวนเข็มนาฬิกาและมือซ้ายดึงเส้นด้ายออกจากแกนในจนสุดช่วงแขน(ทำมุม 30 องศากับแกนใน) ดึงเส้นด้ายจนตึงหยุดหมุนวงล้อแล้วก็ดึงด้ายจากมือซ้ายขึ้น(90 องศากับพื้น) แล้วดึงเส้นด้ายให้ตึงและหมุนวงล้อไปตามเข็มนาฬิกาแกนไนจะม้วนพันเส้นด้ายจนหมดใบฝ้ายจากหลอดฝ้าย ต่อมาก็จะเริ่มหมุนวงล้อไปตามเข็มนาฬิกาสักครู่แล้วก็จะหมุนทวนเข็มนาฬิกาแล้วค่อยคลาบด้ายออกสลับกันไปเรื่อยพอฝ้ายเต็มแกนในแต่ละครั้งก็จะคลายเส้นด้ายออกมาพันกับเครื่องพันด้ายมาทำเป็นไจด้าย (หน้า 43) การทำเป็นไจ พอปั่นฝ้ายเป็นเส้นด้าย เมื่อกรอจนเต็มแกนก็จะทำเป็นไจเพื่อให้ง่ายในการเก็บและการใช้งาน (หน้า 44) การย้อมสี ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น เส้นด้ายที่ทำเป็นไจเรียบร้อยแล้ว ขี้เถ้า น้ำมันงา วัสดุย้อมสี เช่น เปลือกไม้ แก่นไม้ สีวิทยาศาสตร์ ฯลฯ สำหรับขั้นตอนการย้อมผ้าตอนแรกจะเอาเส้นด้ายที่เป็นไจไปแช่น้ำขี้เถ้า ที่เป็นเถ้าของไม้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นไม้ทองหลาง ไผ่ตง โดยจะนำมาตำผสมกับใบส้มป่อยจากนั้นก็กรองกากออกจนหมดแช่ด้าย 3 วัน แล้วเติมน้ำมันงาหรือน้ำมันที่ได้จากสัตว์ เช่น น้ำมันหมูและอื่นๆเพื่อทำให้สีติดเนื้อด้ายมากขึ้น จากนั้นก็แช่อีก 5 วัน ต่อมาก็จะเอาไปซักน้ำให้สะอาดแล้วนำมาตากแดดอีกครั้ง 3 ถึง 5 วัน (หน้า 44) สำหรับการย้อมจะมี 2 อย่าง คือ การย้อมสีปกติและการย้อมสีแบบมีลวดลายซึ่งจะมัดด้ายก่อนนำมาย้อม (หน้า 45) ส่วนสีที่นำมาย้อม นอกจากสีวิทยาศาสตร์ที่ซื้อจากร้านค้าก็ยังมีสีที่ได้จากพืชดังนี้ (หน้า 46) สีแดง ย้อมด้วยเปลือกฝาง รากยอป่า รากต้นขุ ดำ ย้อมด้วยเมล็ดต้นคราม ต้นห้อม น้ำเงิน ย้อมด้วยต้นคราม สีดำอมน้ำเงิน ย้อมด้วยเปลือกไม้มะเกลือ เหลืองย้อมด้วยแก่นขนุน,ขมิ้น ฯลฯ (หน้า 46) ส่วนสีผสมจะนำมาปรับใช้กรณีสีธรรมชาติซีดจางเกินไปก็จะนำสีวิทยาศาสตร์มาผสม เป็นต้น (หน้า 46) สำหรับข้อแตกต่างของผ้ากะเหรี่ยงนั้นส่วนมากจะมีสีสันลวดลายขึ้นอยู่ว่าจะนำไปตัดเย็บเป็นสิ่งใด เนื่องจากว่าลวดลายต่างๆ ที่นำไปตัดเย็บเสื้อผ้าที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นถ้าดูที่ลวดลาย สี และขนาดก็จะรู้ว่าคนทอจะนำไปตัดเย็บสิ่งใด ตัวอย่าง เสื้อผู้หญิงจะทอลวดลายบนไหล่อย่างงดงาม ฯลฯ (หน้า 48)

Social Organization

การแต่งงาน การเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวกะเหรี่ยงจะอยู่ในช่วงเวลาต่างๆ กันก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงใจแต่งงาน ได้แก่ ประเพณีย่องสาวที่หนุ่มจะไปเที่ยวบ้านผู้หญิงในตอนกลางคืน โดยจะใช้โอกาสเล่นเครื่องดนตรีที่เรียกว่า “เมตารี่” หรือ “นาเด่ย” เพื่อขอความรักความเห็นใจจากหญิงสาวและร้องเพลงโต้ตอบกันซึ่งเรียกว่า “ต่องถะคู” ที่เป็นเพลงที่ร้องเพื่อทดสอบไหวพริบ นอกจากนี้หนุ่มสาวก็จะได้มีโอกาสได้รู้จักกันในการร้องเพลงที่เรียกว่า “ทา”ในงานศพ การร้องจะถามสภาพความเป็นอยู่และจะบอกความรู้สึกของตนในตอนท้าย (หน้า 25) นอกจากนี้แล้วคนหนุ่มสาว ก็จะได้รู้จักกันเมื่อตอนช่วยกันลงแขกทำงานในไร่นา (หน้า 26) หากทั้งสองฝ่ายตกลงใจที่จะแต่งงานมีครอบครัวก็จะบอกญาติผู้ใหญ่ให้ไปสู่ขอกำหนดวันแต่งงานซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่างเดือน 12-8 (ธันวาคม-กรกฎาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่ต้องทำงานในไร่นา การแต่งงานจะไม่นิยมจัดในช่วงเข้าพรรษา เมื่อถึงวันแต่งงาน ฝ่ายเจ้าสาวจะจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม เช่น ข้าว กล้วย อ้อย ข้าวแดกงา ข้าวห่อ ด้ายผูกแขนและอื่นๆ การประกอบพิธีจะทำในช่วงสายแต่จะไม่เกินเที่ยงวัน เมื่อขบวนเจ้าบ่าวแห่มาถึงบ้านเจ้าสาว พอมาถึงเจ้าสาวจะนำน้ำมาล้างเท้าให้เจ้าบ่าวก่อนขึ้นไปบนบ้าน เมื่อไปถึงบนบ้าน”เกยคู้”หรือผู้ประกอบพิธีก็จะประกอบพิธีเรียกขวัญแล้วเอาด้ายแดงขาวไปแตะที่อาหาร น้ำและอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ในกระด้งที่วางอยู่ด้านหน้าคู่บ่าวสาวจากนั้นก็จะผูกข้อไม้ข้อมือให้เจ้าบ่าว เจ้าสาว ต่อมาจะหยิบกับข้าวที่เตรียมไว้นำไปวางบนศีรษะหรือบนบ่าของคู่บ่าวสาวแล้วอวยพรให้อยู่อย่างมีความสุข ส่วนแขกที่มาร่วมงาน ก็จะผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวและอวยพรเช่นกัน ต่อมาก็จะเอางาดำขัดตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวแล้วจะให้เพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ยังเป็นโสดมาป้อนข้าวให้คู่บ่าวสาวโดยจะสลับกันคือให้ฝ่ายเจ้าบ่าวป้อนให้ฝ่ายเจ้าสาวส่วนฝ่ายเจ้าสาวก็จะป้อนให้ฝ่ายเจ้าบ่าวจากนั้นก็จะเลี้ยงอาหารแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีในพิธีสมรส (หน้า 26) สำหรับการจัดพิธีในอดีตนั้นจะมีการทุบถ้วยชามและรื้อหลังคา,ฝาบ้านเพื่อทดสอบความสามารถให้เจ้าบ่าวซ่อมให้เสร็จในหนึ่งวัน นอกจากนี้จะมีการแต่งงานแบบเรียบง่ายใช้เวลาน้อยซึ่งเรียกว่า ”โปร๊ยที่” โดยจะประกอบพิธีบอก”ผู้ผะดู” (เจ้าที่ประจำหมู่บ้าน) กับ “ซ่งทะเรีย” เจ้าแห่งน้ำ ก็พอถือว่าทำพิธีเรียบร้อยแล้ว (หน้า 26) อย่างไรก็ดี สังคมกะเหรี่ยงเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว หากใครมีชู้จะถูกลงโทษอย่างหนักและถูกไล่ออกจากหมู่บ้านและปรับเงินทั้งชายหญิง การลงโทษจะให้ขอขมาศาลประจำหมู่บ้าน ผีประจำตระกูลและตีให้ลงจากบ้านเมื่อลงทางบันไดก็ให้คลานลงมาเหมือนหมา ที่บันไดก็จะมีคนคอยตี เมื่อลงมาถึงพื้นจะมีคนเทข้าวลงที่รางข้าวที่ให้หมากินแล้วให้คนที่มีชู้คลานไปกินข้าวก่อนที่จะขับไล่ออกจากหมู่บ้าน (หน้า 26)

Political Organization

จังหวัดกาญจนบุรี ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี มี 6 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านเสน่พ่อง บ้านกองม่องทะ บ้านเกาะสะเดิ่ง บ้านไล่โว่ บ้านทิไลป้าและบ้านจะแก (หน้า 33) ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ ประกอบด้วย บ้านพุข่อง บ้านเขาเหล็ก บ้านสามหลัง บ้านท่าลำใย บ้านกลาง บ้านตีนตก และบ้านบึงชะโด (หน้า 34) จังหวัดราชบุรี ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง มี 15 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านทุ่งแฝก บ้านวังส้มป่อย บ้านผาปก บ้านพุระกำ บ้านหนองผาดั้ง บ้านท่ามะกรูด บ้านท่ามะขาม บ้านโกฮก บ้านบ่อเก่า บ้านเริ่มชัย บ้านทุ่งไม้แดง บ้านถ้ำหิน บ้านห้วยคลุม บ้านห้วยผากและบ้านตะโกล่าง (หน้า 35) ตำบลบ้านคา อำเภอสวนผึ้ง ประกอบด้วย บ้านคา บ้านบึงเหนือ บ้านบึงใต้ (หน้า 35) จังหวัดสุพรรณบุรี ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง พื้นที่ศึกษาคือ บ้านกล้วย กับบ้านห้วยหินดำ นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านอื่นๆ ได้แก่ บ้านห้วยเข้ บ้านวังยาว บ้านตะเพินคี่ บ้านเขมรโรง บ้านองค์พระและบ้านป่าผาก รวมทั้งหมด 8 หมู่บ้าน (หน้า 37)

Belief System

ความเชื่อเรื่องบันไดบ้าน บันไดบ้านจะสร้างตามความเชื่อว่ามีเจ้าของอยู่ที่บันได รวมทั้งเป็นทางติดต่อระหว่างบ้านกับผืนดิน การเดินบนขั้นบันไดต้องไม่ประมาท ถ้ามีใครเดินขึ้นบันได ถ้าหากพลาดทำขั้นบันไดหักเจ้าของบ้านจะให้สิ่งของเป็นค่าปรับซึ่งเรียกว่า “อองหลุ” สิ่งที่มอบให้อาจได้แก่ หมากพลู บุหรี่หรืออื่นๆ แต่ถ้ามีใครเดินลงบ้านแล้วเหยียบขั้นบันไดหักคนนั้นจะต้อง “อองหลุ”กับหญิงเจ้าของบ้าน (หน้า 24) กะเหรี่ยงโปว์เชื่อว่า บันไดนั้นก็เหมือนครอบครัวของคนนั่นเอง คือทั้งสองข้างจะต่างกันเรื่องความสั้นยาว คือบันไดต้นที่ยาวจะเป็นพ่อส่วนต้นสั้นให้เป็นแม่ ขั้นบันไดมีจำนวนคี่และสมมุติให้เป็นลูก (หน้า 24) ด้านบนของตัวบันไดจะเป็นรูโดยจะเลื่อยข้อไม่ไผ่ออก ส่วนความสำคัญอื่นๆ ของบันไดนั้นจะมีความผูกพันกับลูกสาวคือถ้าบ้านใดคลอดลูกเป็นผู้หญิงก็จะฝังรกไว้ที่ใต้บันได เนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้ลูกสาวอยู่เฝ้าบ้านเฝ้าเรือนไม่ไปเที่ยวเตร่ที่ไหน นอกจากนี้ลูกสาวต้องทำหน้าที่สืบทอดด้านการทำพิธีตามความเชื่อทั้งหลายที่อยู่บนบ้านเรือนรวมทั้งสืบสายตระกูลต่อจากแม่อีกด้วย (หน้า 25)

Education and Socialization

ไม่มีข้อมูล

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

กะเหรี่ยงโปว์ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เสื้อผู้ชาย จะเป็นแบบเดียวกันตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ สำหรับเสื้อเด็กจะมี ลวดลายไม่มากเท่าเสื้อผู้ใหญ่ แบบเสื้อจะเป็นทรงกระบอกยาวถึงข้อเท้าชายเสื้อจะประดับลายจก เป็นแถบแดงเล็กๆ (ดูภาพหน้า 59) แถบสีแดงจะยาวลงมาบริเวณด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้างทั้ง 2 ข้าง เสื้อผู้ชายกะเหรี่ยงโปว์มี 2 แบบดังนี้ (หน้า 58) 1) ไช่โป่วกี ส่วนใหญ่คนที่ใส่จะเป็นคนอายุมาก เสื้อจะเป็นเสื้อคลุมยาวสีขาว แถบสีแดงยาวลงมาทางด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้างทั้ง 2 ด้าน (หน้า 59) เสื้อไช่โป่วกีจะใส่เมื่อมีงานพิธีกรรมการทอจะเป็นแบบทอพื้นกับทอจก วัสดุที่ใช้เป็นฝ้ายกับด้ายสี สำหรับลวดลายมีหลายแบบเช่น กงูโหว่คู (งูคอแดง) ไกคู้ดุจุง(ยอดผักกูด) ไกพู(โค้งเล็ก) โป่วกี(รวมลาย) หม่าไน๊ถะ(จองไว้)หมิซา(ลูกตา) เสื้อแบบนี้ตอนนี้มีแค่ 3 ตัวและไม่มีใครทอเป็นแล้ว (ตารางหน้า 139 ภาพหน้า 59-64) 2) ไช่โผล่ว จะใส่เมื่อมีงานพิธีกรรม การทอจะเป็นแบบทอพื้นกับทอจก วัสดุที่ใช้จะเป็นฝ้ายกับด้ายสี สำหรับลวดลายมีหลายแบบเช่น กงูโหว่คู (งูคอแดง) ไกคู้ดุจุง(ยอดผักกูด) ไกพู(โค้งเล็ก) หว่านดิคอง (รอยกิ้งกือ) เหว่ยมิ(ตาสวิง) ที่หลื่อกง่า(ลูกน้ำเต้า) เสื้อแบบนี้ยังมีคนสวมกันอยู่คนที่มอเป็นส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน (หน้า 140 ภาพหน้า 63-64) เสื้อผู้หญิง 1) ไช่ขู่กี (เสื้อลายไหล่) เป็นเสื้อ สำหรับเด็กผู้หญิงกระทั่งถึง 15 ปีหรือแต่งงานมี ครอบครัวแล้วรวมทั้งใส่เมื่อมีงานพิธีกรรม การทอจะเป็นแบบทอพื้นกับปักลาย วัสดุที่ใช้เป็นฝ้าย ด้ายสีและไหมพรม ประดับลวดลายกงีจุง (ยอดหวาย) เสื้อแบบนี้มีการสวมใส่อย่างแพร่หลาย ผู้หญิงที่อยู่ในวัยกลางคนทอเสื้อแบบนี้ได้ (หน้า 140 ภาพหน้า 66) บริเวณไหล่ จะประดับด้วยลายเส้นสีแดงหรือลายดอก ที่นิยมปักกันมากคือลายยอดหวายโดยจะเย็บชายเสื้อด้วยไหมพรมสีแดง บางครั้งก็เป็นสีเขียวคอเป็นรูปตัววี(V) (ดูภาพหน้า 66) 2) ไช่อุ่งหรือไช่โหว่ (เสื้อแดงหรือเสื้อจก-หน้า 66) เป็นเสื้อของผู้หญิงสูงวัยหรือ แต่งงานมีครอบครัวแล้ว การทอจะทอแบบทอจก วัสดุที่ใช้ประกอบด้วยฝ้ายกับด้ายสี มีลวดลายต่างๆ เช่น สำหรับลวดลายมีหลายแบบเช่น ไกคู้ดุจุง(ยอดผักกูด) ไกพู (โค้งเล็ก) ที่หลื่อง่า(ตะกร้อ) ผลาดิไข้(หางลูกหน้าไม้) เหว่ยมิ(ตาสวิง) ที่หลื่อกง่า(ลูกน้ำเต้า) เสื้อแบบนี้มีใช้ทั่วไปคนที่มอเป็นมีไม่ค่อยมาก (หน้า 140) ส่วนใหญ่เป็นเสื้อแดงทั้งตัวบริเวณไหล่ประดับลวดลายงดงาม ส่วนคอเป็นรูปตัววี (หน้า 67 ภาพหน้า 68-70) ผ้าซิ่น 1) นี๊งอุ่ง (ซิ่นจก ดูภาพหน้า 71) เป็นผ้าซิ่นของผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว จะใส่ออกงานสำคัญๆ การทอจะเป็นแบบทอพื้นกับทอจก วัสดุเป็นฝ้ายกับด้ายสี มีลวดลายได้แก่ ไกเจียะวฺ(โค้งดึง) ไกเปอะหรือทูไข้คา(โค้งเกี่ยวกันหรือ “คางนกแก็ก”) ทูเด่หยาก่า(นกแขกเต้า) ทู่แก(นกหกเล็ก) เลอวหรือธุเลอว (ก้อนหินหรือ”หินเรียงกัน”-ภาพหน้า 73) ดีหล่อง(ไข่ลง) (หน้า 140 ภาพตัวอย่างลาย หน้า 72-74) 2) นี๊งบุหรือ นี๊งบุออง(ซิ่นยกดอก) เป็นซิ่นที่สวมในกลุ่มผู้หญิงที่สมรสแล้วจะใส่ ช่วงปกติและตอนมีงานเทศกาลส่วนหญิงสาวก็ชอบสวมในวันปกติเช่นกัน การทอจะทอพื้นกับทอยกดอก วัสดุเป็นด้ายสีประกอบด้วยลวดลายต่างๆ เช่น ไกกงหนี่เท่อ (โค้งสองชั้น) ไกผะดู(โค้งใหญ่,ภาพหน้า 77) ไกพู (โค้งเล็ก)(หน้า 140) ข่องหยี่เมผะดูหรือข่องโฉ่วเมผะดู(เขี้ยวแมงมุมใหญ่ หรือเขี้ยวตัวบึ้งใหญ่) พลาดิไข้ (หางลูกหน้าไม้,ภาพหน้า 76) และอื่นๆ (หน้า 141 ภาพหน้า 75-81) ย่าม (เธอว) แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามการใช้งานดังนี้ 1) เธอววา เอาใช้ใส่สิ่งของเล็กๆ น้อยในชีวิตประจำวัน การทอจะทอแบบทอพื้น วัสดุใช้ฝ้ายกับด้ายสี ประดับเป็นแถบลายสีขนาดเล็ก ย่ามแบบนี้มีใช้กันตามปกติและยังมีคนทอเป็น (หน้า 141 ภาพย่าม หน้า 82) 2) เธอววาพู (ย่ามเล็กๆ) ใช้ใส่สิ่งของต่างๆ การทอจะทอแบบทอพื้น วัสดุ ใช้ฝ้ายกับด้ายสี ประดับเป็นแถบลายสีเล็กๆ ย่ามแบบนี้ยังมีใช้ให้เห็นโดยทั่วไปและยังมีคนทอใช้ตามปกติ (หน้า 141 )มีขนาด 10นิ้ว -15 นิ้ว (หน้า 83) 3) เธอวโหว่(ย่ามแดงเล็ก) เป็นย่ามที่เอาไว้ใส่ของมีค่า การทอจะทอแบบทอจก วัสดุเป็นด้ายสีมีหลายลายเช่น เกล่อจี่โพ่(ดอกมะละกอ) ไกคู้ดุจุง(ยอดผักกูด) ดีหล่อง(ไข่ลง) ที่กง่า(จิ้งโจ้น้ำหรือ “แมงมุมน้ำ)ดูหล้าคูคุย(หัวแมลงวัน) ฯลฯ ย่ามแบบนี้คนนิยมใช้อย่างแพร่หลายและมีคนทอเป็นเยอะ (หน้า 141 ภาพหน้า 83-86) ผ้าอื่นๆ (หน้า87) 1) คูเพอ (ผ้าโพกหัวของผู้ชาย) จะใช้ในเวลาปกติและช่วงจัดงานพิธี การทอเป็น แบบทอพื้นกับทอจก วัสดุที่นำมาทำได้แก่ ฝ้าย ด้ายสี ไหมพรม ส่วนลวดลายประกอบด้วย โฉ่มึงกี(ลายงูเหลือม) ผลาดิไข้(หางลูกหน้าไม้)ผ้าโพกหัวทุกวันนี้คนยังนิยมใช้กันอยู่และมีคนทอเป็น (หน้า 142) ผ้าโพกหัวมีขนาดความกว้าง 5 นิ้ว ยาว 40 นิ้ว(ภาพ หน้า 87) 2) ผะไย (ผ้าห่ม) การทอเป็นแบบทอพื้น วัสดุเป็นด้ายสี ลวดลายมีทั้งที่มีลวดลาย ประดับผืนผ้าบางครั้งก็เป็นสีพื้น ผ้าแบบนี้ยังมีการใช้กันอยู่และมีคนทอโดยทั่วไป (ตารางหน้า 142 ภาพหน้า 87) ขนาดของผ้าห่มมีความกว้าง30 ถึง 40 นิ้ว ส่วนความยาวจะอยู่ที่ 60 ถึง 80 นิ้ว หลายปีก่อนกะแหรี่ยงโปว์จะแบ่งสีของการใช้ผ้าห่มคือ ผู้ชายจะห่มผ้าสีแดงส่วนผู้หญิงจะห่มผ้าห่มสีขาว แต่ทุกวันนี้ผู้หญิงชอบห่มผ้าสีแดงเหมือนกัน (หน้า 87) กะเหรี่ยงโปว์ ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เสื้อผู้ชาย ในช่วงปกติจะไม่ค่อยแต่งตัวด้วยชุดกะเหรี่ยง เมื่อมีงาน พิธีกรรม กลุ่มผู้สูงวัยจะสวมโสร่งฝ้ายสีขาว ประดับด้วยแถบขนาดเล็กและสวมเสื้อคอกลมแขนสั้นหรือแขนกระบอกสามส่วนสีขาวที่ซื้อจากตลาด ส่วนคนหนุ่มจะแต่งตัวตามสมัยนิยมและจะแต่งชุดกะเหรี่ยงเมื่อมีงานพิธีที่สำคัญ (หน้า 88) เสื้อผู้หญิง 1 ) ไช่ฉื่อ (เสื้อเผ่าพันธุ์) ผู้หญิงจะสวมเสื้อไช่ฉื่อตั้งแต่เป็นเด็กจนถึง 16-17 ปี การทอเป็นแบบทอพื้น วัสดุเป็นฝ้าย ด้ายสีและไหมพรม ประดับด้วยลวดลาย การใช้จะใส่เมื่อมีงานพิธีกรรม ตอนนี้ยังมีคนทอกันอยู่ (ตารางหน้า 142) รูปแบบเสื้อเป็นทรงกระสอบสีขาวยาวถึงข้อเท้า คอเสื้อเป็นรูปตัววี ปักลายดอกหรือประดับเป็นเส้นๆ ที่หัวไหล (ภาพเสื้อ ไชฉื่อ ดูที่หน้า 90) 2) ไช่อุ่งหรือไช่โหว่(เสื้อจก ชื่อนี้ได้มาเพราะทอด้วยวิธีการจก-หน้า 91) เป็นเสื้อที่สวมใส่ในกลุ่มผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวหรือเลยวัยรุ่นไปแล้ว การทอเป็นแบบทอจก วัสดุที่ใช้เป็นฝ้าย ด้ายสีและไหมพรม มีลวดลายหลายแบบ เช่น เชอคว่องไถ่ย (ที่พันด้ายให้เป็นไจ) เชอเต้อโคลา(หลังดำ) เชอหยื่อเบย (เกล็ดตัวนิ่ม) เชออุ่งไถ่ย(ลายจก) เสื้อไชอุ่งจะสวมเมื่อมีงานด้านพิธีกรรม ทุกวันนี้ยังมีคนทอและสามารถปักลาย (หน้า 142) รูปแบบเสื้อจะเป็นลายดอกตาสีแดงยาวถึงเอว บริเวณไหลจะประดับลายดอกขนาดเล็ก คอเสื้อเป็นรูปตัววี (V) (หน้า 91,ภาพหน้า 92-94) ผ้าซิ่น (นี้ง) 1) นี๊งอุ่ง(ซิ่นจก) เป็นซิ่นของผู้หญิงที่สมรสแล้วหรือเลยช่วงวัยรุ่นไปแล้ว การทอเป็นแบบทอพื้นกับทอจก วัสดุที่ใช้เป็นฝ้าย ด้ายสีและไหมพรม สำหรับลวดลายมีหลายแบบเช่น ไกเอะ(โค้งเกี่ยวกัน) ทู่แก (นกหกเล็ก) เลอวหรือธุเลอว(ก้อนหินหรือหินเรียงกัน) เป็นต้น(หน้า 95) ใช้เมื่อมีงานพิธีทางความเชื่อและยังมีคนทอเป็นอยู่ (หน้า 143) 2) นี๊งไค๊ย (ซิ่นมัดย้อม) เป็นซิ่นของผู้หญิงที่สมรสแล้วหรือเลยช่วงวัยรุ่นไปแล้ว การทอเป็นแบบทอพื้นกับทอจก ทอยกดอก วัสดุที่ใช้เป็นฝ้าย ด้านสี ไหมพรมและมัดย้อม สำหรับลวดลายประกอบด้วย ลายมัดย้อม ลายจก ลายยกดอก หมิซา(ลูกตา) เป็นต้นซิ่นแบบนี้ใช้เมื่อมีงานพิธีทางความเชื่อและยังมีคนทอและปักลายกันอยู่ (หน้า 143) การออกแบบจะคิดลายก่อนจึงนำมาย้อมเพื่อให้ได้ลายที่ต้องการ ลวดลายแบบนี้คนพื้นราบนั้นเรียกว่า “ลายน้ำไหล” สำหรับขั้นตอนทำลวดลายเรียก”การมัดหมี่” (หน้า 96 ภาพหน้า 97) ย่าม (เธอว) 1) เธอวฺอว่า (ย่ามขาว) เป็นย่ามที่ใช้บรรจุเสื้อผ้าและสิ่งของเมื่อตอนเดินทางไกล มีขนาดค่อนข้างใหญ่ 15-25 นิ้ว ลักษณะเป็นแบบทอพื้น มีพื้นสีขาว ประดับแถบสีดำหรือน้ำเงิน บางครั้งก็เป็นสีเขียวหรือฟ้า (ดูภาพหน้า 98)วัสดุที่ใช้เป็นฝ้ายและด้ายสี ลวดลายเป็นแถบสีขนาดเล็ก ย่ามแบบนี้จะมีการใช้ตามปกติและมีคนทอใช้อย่างแพร่หลาย (หน้า 143) 2) เธอวโหว่ (ย่ามแดง) เป็นย่ามที่ใช้ใส่สิ่งของขนาดเล็กที่สำคัญๆ ลักษณะเป็น แบบทอพื้นกับทอจก วัสดุที่ใช้เป็นด้ายสี ลวดลายประกอบด้วยดีหล่อง(ไข่ลง) เอ่อจุ่ง(ยอด) หมิซา(ลูกตา) เชอควาองไถ่ย(ที่พันด้ายให้เป็นไจ) ย่ามแบบนี้จะมีการใช้ตามปกติและทุกวันนี้ยังมีคนทอใช้เช่นเดิม (ตารางหน้า 143 ภาพหน้า 99) ย่ามมีขนาดค่อนข้างเล็กประมาณ 7-12 นิ้ว ทอพื้นด้วยสีแดงมีลายหลายสีเช่น เหลือง เขียว น้ำเงิน ฯลฯ (ภาพหน้า 99-100) กะเหรี่ยงโปว์ ตำบลสวนผึ้งและตำบลบ้านคา อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เสื้อผู้ชาย จะสวมใส่เมื่อมีงานบุญที่สำคัญเท่านั้น การทอเป็นแบบทอพื้น วัสดุที่ใช้เป็นฝ้ายกับด้ายสีโดยจะทอเป็นพื้นสีดำหรือสีน้ำเงินไม่มีลวดลายประดับ (ตารางหน้า 144 หน้า 103) เสื้อผู้หญิง 1) ไช่อั่ว(เสื้อขาว) เป็นเสื้อของเด็กผู้หญิง การทอเป็นแบบทอพื้นกับทอจก วัสดุ เป็นฝ้ายกับด้ายสี ประด้วยลวดลายเช่น ไกดุโพ่ว (โค้งไซดักปลา,หน้า 103) ทูพูดีย (ไข่นก) เสื้อไช่อั่วทุกวันนี้มีจำนวนไม่มากจะมีก็เฉพาะบ้านที่ทอเป็นเท่านั้น (หน้า 144) รูปแบบเสื้อจะทอพื้นสีขาวยาวถึงข้อเท้า คอเสื้อเป็นรูปตัววี ประดับด้วยลวดลายขนาดเล็กที่ชายเสื้อ ( ภาพหน้า 103) 2) ไช่โผล่ว(เสื้อกะเหรี่ยง) เป็นเสื้อสำหรับคนที่ยังไม่แต่งงานกับที่แต่งงานมี ครอบครัวแล้ว การทอจะเป็นแบบทอพื้นปักลาย วัสดุที่ใช้เป็นฝ้าย ด้ายสีมีหลายลายเช่น ไฉยัง(สายรัดเอว) เซียซุ้วไซ(สาหร่าย) ผลิผลองมีหรือเจี่ยวอ่องมี (หางจิ้งเหลนหรือหางจิ้งเหลนเกี่ยวกัน)และอื่นๆ เสื้อแบบนี้ไม่ค่อยมีจะใส่เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและจะเก็บไว้ใส่ในโอกาสพิเศษเท่านั้น (หน้า 144) ลักษณะเสื้อจะทอพื้นด้วยสีดำหรือน้ำเงิน เสื้อทรงกระสอบนาวถึงตาตุ่มประดับด้วยลายต่างๆ เช่น สีแดง เหลือง ขาว (ภาพหน้า 104-106) ผ้าซิ่น (นี้ง) 1) นี๊งไค๊ย(ซิ่นมัดย้อม) เป็นซิ่นสำหรับผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานและที่สมรสแล้ว การทอมีทั้งทอพื้น ทอจก ทกยกดอก วัสดุที่ใช้ประกอบด้วยฝ้าย ด้ายสี ไหมพรม ลูกปัด มีลวดลายหลายอย่างเช่น ลวดลายจก ที่ประกอบด้วย มีซาโปล่หรือเชอโด่งโปล่(ลูกตาเปล่าหรือเมืองร้าง) เชอโด่งบั่งตูตู้มีซา (เมืองร้างสีเหลืองตาตุ๊กแก ภาพหน้า 114) เคล่ยคล้อง (หักศอก)เป็นต้น (หน้า 144) ลายยกดอกเช่น พูขวุ่ย(หักศอกซ้อนกัน) ลวดลายมัดย้อมเช่น หมี่โซ่งน๊ะ(ข้าวหก)เยมึงโปล่ะ(แสงอาทิตย์ห้าเปลาะ) และอื่นๆ (หน้า 145) ซิ่นแบบนี้ไม่ค่อยมีจะใส่เฉพาะในกลุ่มคนมีอายุและจะเก็บไว้ใส่ในงานสำคัญเท่านั้น (หน้า 144 ภาพหน้า 106-115) ซิ่นแบบนี้จะมีลักษณะเด่นคือเน้นสีน้ำตาล ประดับด้วยสีน้ำเงินและดำ(หน้า 107) ย่าม (เธอว) 1) เธอวอั่ว จะใช้ใส่เสื้อ กางเกงและของใช้อื่นๆ เมื่อเดินทาง การทอจะเป็นแบบ ทอพื้นกับทอจก วัสดุที่ใช้เป็นฝ้าย ด้ายสี ไหมพรม ลวดลายประกอบด้วย คูคุย”หัว” มีซา “ลูกตา” อะคั้ง”ขา” เป็นต้น ย่ามแบบนี้เด็กชอบใช้กันมากโดยจะใส่หนังสือตอนไปโรงเรียน (หน้า 145 ภาพหน้า116) 2) เธอวโหว่ ใช้ใส่เสื้อผ้า และของใช้จิปาถะ เมื่อเดินทางไกบ สำหรับการทอจะ เป็นแบบทอพื้นกับทอจก ใช้ฝ้าย ด้ายสี ไหมพรมเป็นวัสดุการทอ ลวดลายมีหลายอย่างเช่น คูคุย ”หัว” มีซา “ลูกตา” อะคั้ง”ขา” ฯลฯ เด็กชอบใช้กันมากโดยจะใส่หนังสือตอนไปโรงเรียนเหมือนกับที่นิยมใช้ย่าม เธอวอั่ว เช่นกัน (ตารางหน้า 145 ภาพหน้า 116) กะเหรี่ยงโปว์ ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เสื้อผู้ชาย ไม่ชอบแต่งตัวด้วยชุดกะเหรี่ยงในชีวิตประจำวัน เมื่อมีงาน พิธีกรรม กลุ่มผู้สูงวัยจะสวมโสร่งฝ้ายสีขาว ประดับแถบขนาดเล็ก สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นหรือแขนกระบอกสามส่วนสีขาว ส่วนวัยรุ่นและคนหนุ่มจะแต่งตัวเหมือนคนพื้นราบและจะแต่งชุดกะเหรี่ยงเมื่อมีงานพิธีตามความเชื่อ (หน้า 117) เสื้อผู้หญิง 1) ไช่ขุ่กี(เสื้อลายไหล่) เป็นเสื้อที่ใส่ตั้งแต่เป็นเด็กจนโตเป็นสาวอายุ 16 ถึง 17 ปี การทอจะเป็นแบบทอพื้นกับปักลาย เสื้อแบบนี้จะสวมใส่เมื่อมีงานพิธีที่สำคัญเท่านั้น ไม่นิยมใส่ในเวลาปกติ (หน้า 146 ) รูปทรงเสื้อเป็นทรงกะสอบสีขาวยาวถึงข้อเท้า คอเสื้อเป็นรูปตัววี ประดับที่บริเวณคอด้วยลายดอกหรือเป็นลายเส้น (ภาพหน้า 119,120) 2) ไช่อุ่ง หรือ ไช่โหว่(เสื้อจก) เป็นเสื้อของผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วและ ผู้หญิงที่โตเป็นผู้ใหญ่เลยช่วงวัยรุ่นมาแล้ว การทอเป็นแบบทอจก วัสดุที่ทอเป็นฝ้าย ด้ายสีและไหมพรม ส่วนลวดลายมีหลายอย่างได้แก่ เชอคว่องไถ่ย ”ที่พันด้ายให้เป็นไจ” เชอเต้อโคล่ ”หลังดำ” เชอหยื่อเบย “เกล็ดตัวนิ่ม” (ตัวอย่างหน้า 123) เชออุ่งไถ่ย ”ลายจก” เสื้อไชอุ่งจะใส่เมื่อมีงานพิธีเท่านั้นทุกวันนี้ยังมีคนทอเป็น (หน้า 146 ) ลักษณะเสื้อเป็นลายดอกตาสีแดงยาวถึงเอว เสื้อผ้าทอด้วยวิธีจกจึงได้ชื่อง่า ไชอุ่งแปลว่า “เสื้อจก” เสื้อแบบนี้นิยมทอด้วยสีแดง ประดับลายที่ไหล่ คอเสื้อเป็นรูปตัววี (หน้า 120 ภาพหน้า 121-128) ผ้าซิ่น (นี้ง) 1) นี๊งอุ่ง คือซิ่นของผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วและที่เป็นผู้ใหญ่เลยช่วง วัยรุ่น การทอเป็นแบบทอจก วัสดุที่ทอเป็นฝ้าย ด้ายสีและไหมพรม สำหรับลวดลายได้แก่ลวดลายจก เช่น ทู่แก “นกหกเล็ก” เลอวหรือธุเลอว ”ก้อนหินหรือหินเรียงกัน” และลายยกดอกเช่น ไกผะดู”โค้งใหญ่” เป็นต้น ซิ่นแบบนี้ผู้หญิงยังใส่ในเวลาปกติ รวมทั้งยังมีคนทอได้ (หน้า 146 ภาพหน้า 128-131) 2) นี๊งบุ หรือ นี๊งบุออง(ซิ่นยกดอก) คือซิ่นของผู้หญิงที่สมรสแล้วและที่เป็นผู้ใหญ่ การทอเป็นแบบทอจก วัสดุที่ทอเป็นฝ้าย ด้ายสีและไหมพรม สำหรับลายประกอบด้วย ลายจก เช่น ดีหล่อง”ไข่ลง” เอ่อจุ่ง”ยอด” ลายยกดอก เช่น ไกผะดู “โค้งใหญ่” ฯลฯ ซิ่นแบบนี้ผู้หญิงยังใส่ในชีวิตประจำวัน และยังมีคนทอได้ (หน้า 146 ภาพหน้า 132-134) 3) นี๊งไค๊ย(ซิ่นมัดย้อม) ใช้ในกลุ่มผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวและที่เป็นผู้ใหญ่ เลยช่วงวัยรุ่น การทอเป็นแบบทอพื้น ทอจก ทอยกดอกกับมัดย้อม วัสดุได้แก่ ฝ้าย ด้ายสี ไหมพรม สำหรับลายได้แก่ ลายยกดอก เช่น ไกผะดู “โค้งใหญ่” ลายมัดย้อม ฯลฯ ซิ่นแบบนี้ผู้หญิงยังใส่ในชีวิตประจำวัน แต่คนทอเป็นมีน้อยมาก (หน้า 147) ในพื้นราบเรียกว่า “ลายน้ำไหล” ซึ่งมาจากการคิดลายด้วยวิธี “การมัดหมี่” (หน้า 135) ย่าม (เธอว) 1) เธอวอว่า(ย่ามขาว) ใช้ใส่เสื้อ ผ้าและของใช้อื่นๆ เมื่อเดินทาง การทอจะเป็น แบบทอพื้น วัสดุที่ใช้เป็นฝ้าย ด้ายสี ลวดลายเป็นแถบสีขนาดเล็ก ย่ามแบบนี้มีให้เห็นอยู่ เพราะมีคนทอเป็นมาก (หน้า 147) ตัวย่ามมีขนาดค่อนข้างใหญ่ 15-25 นิ้ว จุดเด่นของย่ามก็คือทอพื้นสีขาวแล้วประดับด้วยแถบสีดำบางครั้งก็ใช้สีน้ำเงิน (หน้า 136) 2) เธอวโหว่(ย่ามแดง) ใช้ใส่ของใช้เล็กๆ น้อยๆ การทอจะเป็นแบบทอพื้น ทอจก วัสดุที่ใช้เป็นด้ายสี ลวดลายที่พบประกอบด้วย ดีหล่อง”ไข่ลง” เอ่อจุ่ง”ยอด” ฯลฯ ย่ามนี้มีให้เห็นอยู่ และคนทอเป็นเยอะ (ตารางหน้า 147) ลักษณะย่ามมีขนาด 10-15 นิ้วทอด้วยพื้นสีแดง ลายเป็นสีเขียว เหลือง น้ำเงิน ทุกวันนี้เด็กชอยใช้ย่ามแบบนี้ใส่หนังสือตอนไปโรงเรียน (หน้า136 ภาพหน้า 137 -138) เทอลียโตว (หรือคนไทยเรีย “รำตง”) เป็นการแสดงของกะเหรี่ยงที่มีทั้งการร้องและรำ เนื้อร้องจะเกี่ยวกับเรื่องราวของศาสนาพุทธ นิทานและความเชื่อตามประเพณีทั้งหลาย รวมทั้งหนุ่มสาวจะใช้ในการเกี้ยวพาราสี เมื่อมีการแสดง (หน้า 27) สำหรับการแสดงมักจะมีขึ้นในช่วงไม่ต้องทำงานในไร่นา โดยจะจัดในตอนกลางคืนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลานกลางบ้านคนที่มาแสดงส่วนใหญ่จะเป็นหนุ่มสาว ส่วนคนที่มีครอบครัวแล้วก็จะมีการร้องเทอลียโตวเช่นกัน แต่มีจังหวะที่ช้ากว่าเรียกว่า “โตวโอ่หล่อง” บางครั้งก็เนรยกว่า “โตวมึงชา”แปลว่า “เทอลียโตวผู้สูงอายุ” ฯลฯ (หน้า 28)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

ชุมชนกะเหรี่ยงโปว์ที่ตั้งอยู่ในที่ราบซึ่งมีการพัฒนาด้านการคมนาคม จึงทำให้มีการติดต่อกับสังคมภายนอกเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วกว่าในอดีต ดังนั้นจึงทำให้กะเหรี่ยงใช้ชีวิตและมีความเป็นอยู่คล้ายคนไทย (หน้า 29)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

เครื่องมือทอผ้าของกะเหรี่ยง จะเป็นแบบคาดเอว เครื่องมีนี้จะมี “เหน๊”หรือตะกอ คือไม้กลมเรียว มีเส้นผ่าศูนย์กลางสามส่วนสี่เซนติเมตร (หน้า 47) ยาว 20-25 นิ้ว (หน้า 48) เป็นส่วนที่แยกด้ายยืนเมื่อจะสอดด้ายขวาง เครื่องทอของกะเหรี่ยงจะต่างกันตามจำนวนของเหน๊คือ (หน้า 46) เครื่องเหน๊เดี่ยวจะใช้เมื่อมีการทอพื้น เครื่องทอสองเหน๊ จะใช้เมื่อทอจก เครื่องทอที่มากกว่าสองเหน๊ จะใช้ทอยกดอก โดยจะใช้เหน๊ 2 อย่างคือ เหน๊อย่างแรกจะแยกชั้นของด้ายยืน และอีกอันเป็นเหน๊ (หน้า 46) ที่ทอลายผ้า เป็นต้น (ดูส่วนประกอบของเครื่องทอที่ภาพหน้า 47)

Google Map

Map/Illustration

ตาราง พื้นที่ที่มีชาวเขาเผ่าอื่นๆ อาศัยอยู่ด้วย (หน้า 29) ผ้ากะเหรี่ยง พื้นที่ตำบลไล่ไว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี (หน้า 139-142) ผ้ากะเหรี่ยง พื้นที่ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี (หน้า 142,143) ข้อมูลผ้ากะเหรี่ยง พื้นที่ตำบลสวนผึ้ง ตำบลบ้านคา อำเภอสวนผึ้งจังหวัดราชบุรี (หน้า 144-145) ผ้ากะเหรี่ยง พื้นที่ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้างจังหวัดสุพรรณบุรี (หน้า 146-147) แผนที่ จังหวัดกาญจนบุรี (หน้า 32) จังหวัดราชบุรี (หน้า 35) จังหวัดสุพรรณบุรี(หน้า 36) ภาพ เบ่(สมอฝ้ายหรือปุยฝ้าย หน้า 41) เขวี่ย(เครื่องหีบฝ้าย) ลู่งเบ่ (การหีบฝ้ายหน้า 42,43) ที่พันด้าย (หน้า 44,45) ที่ขึงด้าย (หน้า 46) อุปกรณ์ทอผ้า (หน้า 47) เครื่องทอ (หน้า 49) ลายผ้า (หน้า 50-53,60-64) พิธีกรรมในรอบปีในการแต่งชุดกะเหรี่ยง พื้นที่ตำบลไล่ไว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี (หน้า 56,57) ชุดผู้ชาย (หน้า 58,59) เด็กหญิงกะเหรี่ยงกับไช่ขู่กี (หน้า 66) เสื้อจกหรือเสื้อแดง (หน้า 67-70) นี้งหรือผ้าซิ่น (หน้า 71-75) ลวดลายผ้า (หน้า 76-81) ย่าม(หน้า82-86) ผ้าอื่นๆ (หน้า 87) พิธีกรรมในรอบปีในการแต่งชุดกะเหรี่ยง พื้นที่ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี (หน้า 88,89) เสื้อผู้หญิง (หน้า 90) ไชอุ่งหรือเสื้อจก (หน้า 91-94) ซิ่น (หน้า 94-95) ลวดลาย (หน้า 96-97) ย่าม (หน้า 98-99) ผ้าอื่นๆ (หน้า 100) พิธีกรรมในรอบปีในการแต่งชุดกะเหรี่ยง พื้นที่ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้งจังหวัดราชบุรี (หน้า 101-102) เสื้อผู้ชาย ผู้หญิง (หน้า 103) ลวดลาย (หน้า 104-105) ซิ่น (หน้า 106-115) ย่าม (หน้า 116) พิธีกรรมในรอบปีในการแต่งชุดกะเหรี่ยง พื้นที่ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้างจังหวัดสุพรรณบุรี (หน้า 117-118) เสื้อผู้หญิง (หน้า 119) เสื้อจก (หน้า 121) ลวดลาย (หน้า 122-128) ซิ่น (หน้า 128-135) ย่าม (หน้า 137,138)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 23 ก.พ. 2558
TAG กะเหรี่ยงโปว์, ผ้า, ชุดแต่งกาย, หัตถกรรม, วัฒนธรรม, กาญจนบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง