ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ไทแถง,ไทเมือง,สังคม,วิถีชีวิต,เมืองกว่า,เหงะอาน,เวียดนาม
Author สุมิตร ปิติพัฒน์, ฮวง เลือง
Title คนไทเมืองกว่า ไทแถงและไทเมืองในประเทศเวียดนาม
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) Total Pages 79 Year 2543
Source สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Abstract

กล่าวถึง สังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต การเมือง เศรษฐกิจของ ไทแถง ไทเมือง ที่อยู่เมืองกว่า ซึ่งทุกวันนี้ คือ ตำบล มุนเซิน อำเภอกอนกวง จังหวัดเหงะอาน ประเทศเวียดนาม โดยมุ่งศึกษาความรู้พื้นฐานทางภาษากับวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทในเมืองกว่า และการปรับตัวอันเนื่องมาจากสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศเวียดนาม ว่ากลุ่มคนไทได้มีการปรับตัวในการดำรงชีวิตอย่างไร

Focus

ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับชนชาติไททั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยรวมทั้งกลุ่มคนไทยที่อยู่นอกประเทศไทย เช่น ลาว เวียดนาม จีน พม่า อินเดีย ซึ่งกลุ่มคนไทยต่างๆ นั้นมีพื้นฐานภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมเหมือนกันมาตั้งแต่อดีต (หน้าถ้อยแถลง)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ประชากรศึกษาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทที่อยู่ในเมืองกว่า จังหวัดเหงะอาน ประกอบด้วย 1) ไทเมือง “Tai Muong” 2) ไทแถง “Tai Thanh” ส่วนชาติพันธุ์ไทอีกกลุ่มที่อยู่ในจังหวัดนี้ คือ ไทเมือย “Tai Muoi” (หน้า 4)

Language and Linguistic Affiliations

ทั้งไทแถงและไทเมืองมีภาษาพูดที่อยู่ในตระกูลภาษาไท มีความแตกต่างกันที่สำเนียงแต่ก็สามารถติดต่อสื่อสารกันรู้เรื่อง (หน้า 57) สำหรับตัวอย่างภาษาไทแถงและไทเมืองมีดังนี้ ไทย ไทแถง ไทเมือง ปู่ โม่ยา โม่ยา ย่า แม่อ๋าว ยา ตา โอ๊ง หมอ ยาย โอ้งนาย นาย พ่อ อ้อ.อ้าย(ขึ้นกับตระกูล) อ้อ,อ้าย (ขึ้นกับตระกูล) แม่ แม่ แม่ (ฯลฯ ดูตัวอย่างคำศัพท์ทั้งหมด หน้า 77) เส้นผม ผม ผม หน้าผาก หน่าแดน หน่าแดน คิ้ว ขนตา ขนตา ตา มัด มัด จมูก ดั่ง ดั่ง ใบหู หู หู ปาก ปาก ปาก ฟัน แข่ว แข่ว ลิ้น ลิ้น ลิ้น (ฯลฯ ดูตัวอย่าง หน้า 78) หนึ่ง นึง นึง สอง สอง สอง สาม สาม สาม สี่ ซี่ ซี่ ห้า ห่า ห่า หก หก หก เจ็ด เจ๊ด เจ๊ด แปด แป๊ด แป๊ด เก้า เก่า เก่า สิบ ซิบ ซิบ ยี่สิบ ซาว ซาว หนึ่งร้อย ฮ้อยนึง ฮ้อยนึง (ดูตัวอย่างทั้งหมด หน้า 79)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุระยะเวลาอย่างชัดเจน

History of the Group and Community

ประวัติเมืองกว่า คนไทในจังหวัดเหงะอานแต่เดิมมีบรรพบุรุษตั้งที่อยู่บริเวณพื้นที่ด้านตะวันตกของเวียดนามและประเทศลาว โดยได้ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดเหงะอาน ในช่วงคริสตศักราชที่ 15 ซึ่งจากการโยกย้ายที่อยู่มาครั้งแรกนั้น ได้มีเรื่องเล่าในกลุ่มคนไทว่า ครั้งแรกที่มาอยู่บริเวณนี้มีกลุ่มคนที่มีรูปร่างเล็กๆ หน้าตาคล้ายเงาะป่า อยู่ในบริเวณนี้ มาก่อนกลุ่มคนไท (หน้า 8,9)

Settlement Pattern

บ้านไทแถง บ้านส่วนมากเป็นแบบใต้ถุนสูง หลังคาทรงจั่ว มีชานเรือน การใช้สอยบริเวณด้านหน้าเป็นที่ต้อนรับแขกเหรื่อเรียกว่า “ห้องฮ้อง” สำหรับฝาเรือนด้านในจะทำเป็นหิ้งผีบรรพบุรุษ ใกล้บริเวณนี้เป็นที่นอนของลูกชายคนโต บริเวณห้องกลางเรือนมีชื่อว่า “ห้องจึ่ง” บริเวณนี้เป็นที่กินข้าว บริเวณห้องนอนของลูกสาวอยู่บริเวณท้ายเรือนชื่อว่า “ห้อง กวง” และบริเวณติดฝาเรือนจะกั้นฝาเรียก “ห้องส้วม” เป็นห้องนอนของเจ้าของบ้าน (หน้า 10-11) ในส่วนขื่อของห้องกวงจะปูฟากไม้ไผ่เพื่อเก็บผลผลิตต่างๆ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด และอื่นๆ ส่วนบริเวณด้านหลังเรียกว่า “เฮือนเบ็บ” (ครัวไฟ) ส่วนบริเวณเหนือเตาไฟ (จี่ไฟ) ก็จะทำเป็นถ้าหรือห้างไม้อยู่ใต้หลังคา จะใช้เก็บสิ่งของมีค่าและพันธุ์ข้าว บริเวณด้านล่างของบ้าน จะทำไม้ไผ่สานหรือ “สา” ซึ่งจะผู้เชือกติดกับบ้าน ตรงนี้จะเก็บเกลือและขวัญข้าว เพราะเชื่อว่าถ้าอยู่ใกล้ไฟจะทำให้ผีไม่มารบกวน ต่อจากครัวไฟ คือ ชานเรือน จะมีบันไดลงทางนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนหน้าต่าง(ฮูต่าง) จะมี 5 บาน คือ หน้าบ้าน 1 บาน ห้องนอน 3 บาน กับฝั่งตรงข้างจะทำไว้อีก 1 บาน พื้นหรือ “ฟาก” กับฝาเรือน ส่วนมากเป็นไม้ไผ่และบางบ้านจะทำจากไม้จริง (หน้า 11 แผนผัง หน้า15 ภาพ หน้า 12,65) บ้านไทเมือง เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง หลังคาคลุมระเบียงบ้าน บริเวณด้านหน้ากับด้านข้างไม่กั้นฝาบ้านเพียงทำราวระเบียงไว้เท่านั้น บันไดอยู่ทางด้านหน้าทางซ้ายมือของตัวบ้าน ตัวบ้านกั้นด้วยรั้วไม้ บริเวณบ้านปลูกต้นไม้หลายชนิด (ดูจากภาพหน้า 9,62,64) การเรียกส่วนประกอบต่างๆ ของบ้านไทเมืองจะต่างจากไทแถง เช่น ตรงพื้นหัวบันไดเรียก “เกื่อย” ครัวไฟเรียก “ตังเฮอ” พื้นที่กลางเรือนเรียก ”กวงเฮือน” ห้องนอนเจ้าของบ้านเรียก “กวงส้วม” สำหรับห้องด้านหน้าของเรือนเรียก “ห้องฮ้อง” โดยจะทำหิ้งไหว้บรรพบุรุษไว้ตรงมุมห้อง (หน้า 11)

Demography

ไทแถงกับไทเมือง ในตำบลมุนเชินมีประชากร 5,354 คน (90 %) จากจำนวนประชาชนในตำบล 6,840 คน ส่วนประชากรที่เหลือเป็น คนกิง(เวียดนาม) คน Dan Lai Ly Ha “เวียต-เมือง “(ข้อมูล พ.ศ.2538, หน้า 7)

Economy

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองนับจาก ค.ศ.1954 ไร่นาและสัตว์เลี้ยงถูกนำเข้ามารวมในระบบสหกรณ์ (Commune) กระทั่ง ค.ศ.1986 ทางการเวียดนามได้ดำเนินนโยบาย “ดอยมอย” โดยเน้นการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจโดยยกเลิกการช่วยเหลือจากทางการ ดังนั้นนับจากนั้นทางการจึงดำเนินการเพื่อจัดสรรที่ดินให้กับประชาชน อาชีพหลักส่วนมากทำนา ทำไร่ ทำสวนปลูก มะม่วง มะพร้าว ส้มโอ และอื่นๆ เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ (หน้า 32-36)

Social Organization

ครอบครัว ไทแถงกับไทเมืองจะนับถือสายตระกูลฝ่ายชาย เมื่อแต่งงานแล้วผู้หญิงจะไปอยู่บ้านผู้ชาย ลูกที่เกิดก็จะนับถือผีของทางฝ่ายผู้ชาย สำหรับรูปแบบครอบครัวมี 2 อย่างคือ ครอบครัวขยาย ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก และปู่ ย่า และครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก สำหรับเครือญาติ คนไทเมืองกว่า ประกอบด้วยตระกูลหรือ “สิง” ที่สำคัญๆ ได้แก่ สิงเลือง สิงวี สิงคา สิงลอ และสิงเงิน (หน้า 17) การแต่งงานของไทแถง มีขั้นตอนดังนี้ ฝ่ายชายจะให้ ”พ่อล่าม” หรือเถ้าแก่ไปที่บ้านฝ่ายหญิงโดยจะนำสิ่งของต่างๆ ไปด้วย ได้แก่ ข้าวต้มมัดกับเหล้า 1 ขวด ไปถามในตอนกลางคืน หากฝ่ายหญิงไม่คืนสิ่งของเหล่านี้ หมายถึงฝ่ายหญิงตอบรับคำขอแต่งงาน ต่อมาถึงบ่ายอีกวัน ฝ่ายหญิงก็จะเชิญฝ่ายชายไปคุยที่บ้านเรียกว่า “โจมความ” และวันถัดมาพ่อล่ามก็จะไปที่บ้านฝ่ายหญิงอีกหรือเรียกว่า “ยามเดือน” ขั้นตอนนี้จะทำอยู่ 3 ครั้ง ดังต่อไปนี้ ครั้งแรกฝ่ายชายจะไปบ้านฝ่ายหญิงพร้อมด้วยข้าวต้ม 30 อัน เหล้า 2 ขวด ใบชา 1 มัด กับหมากพลู ครั้งที่สองพ่อล่าม พ่อของฝ่ายชาย และน้าหญิง จะไปเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงแต่จะไม่เอาอะไรไปด้วย โดยจะไปทุกเดือนกระทั่งถึงเดือนที่ 6 ส่วนครั้งที่สามก็จะเป็นการแต่งงานแบบสมมติหรือ “ดองไหว้” เถ้าแก่ฝ่ายชายจะไปที่บ้านฝ่ายหญิงโดยจะเอาข้าวต้ม 120 อัน เหล้า 6 ขวด หมากพลู หมู 1 ตัว ไก่ 2 ตัวกับเงินไปมอบให้ฝ่ายหญิง ต่อมาทั้งสองฝ่ายจะเรียกกันว่า “ดอง” และจะเรียกผู้หญิงว่า “เป้อ” ส่วนผู้ชายจะเรียกว่า “เขย” ต่อไประยะเวลาไม่ถึงปีฝ่ายชายก็จะให้เถ้าแก่ไปตกลงค่าสินสอดและวันแต่งงาน กระทั่งถึงวันกินดองฝ่ายชายก็จะไปบ้านฝ่ายหญิงพร้อมด้วย หมู 1 ตัว ไก่ 2 ตัว เหล้า 8 ขวด กับข้าวสารประมาณ 20 ถึง 30 กิโลกรัม สำหรับบ้านฝ่ายชายก็จะทำอาหารเลี้ยงแขก เหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดี ขั้นตอนการส่งตัวญาติฝ่ายหญิงจะมาส่งตัวเจ้าที่บ้านฝ่ายชาย แต่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะไปไปด้วย ต่อมาคู่บ่าวสาวก็จะทำพิธีเสนขวัญและเสนผีเรือนและเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงาน สำหรับคนที่เป็นสะใภ้แม่สามีก็จะเกล้าผมให้ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงว่าจะมีคู่ครองแล้ว วันรุ่งขึ้นญาติของฝ่ายชายก็จะนำสิ่งของมามอบให้พ่อล่าม เชิญพ่อแม่เจ้าสาวมากินข้าวที่บ้าน จากนั้นเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็จะมาที่บ้านฝ่ายหญิงก็จะได้รับอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เพื่อนำไปใช้ต่อไป (หน้า 42-44) การแต่งงานของไทเมือง มีขั้นตอนดังนี้ หากชายหญิงตกลงที่จะแต่งงานมีครอบครัว ฝ่ายชายก็จะให้พ่อล่ามไปติดต่อที่บ้านฝ่ายหญิง และทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยเรื่องการแต่งงานอีกครั้งเรียกว่า “ดองน้อย” ส่วนครั้งที่สามพ่อล่ามและพ่อของผู้ชายไปไปที่บ้านผู้หญิง โดยจะนำเหล้าไปด้วย 2 ขวดเพื่อกำหนดวันแต่งงาน เรียกว่า “ดองเอ็ด” เพื่อตกลงได้แล้วก็จะกลับมาบอกข่าวกับญาติพี่น้อง เมื่อถึงวันแต่งงานก็จะจัดที่บ้านเจ้าสาวในช่วงเช้าส่วนตอนบ่ายจะจัดพิธีที่บ้านฝ่ายชาย เมื่อแต่งงานแล้วเจ้าสาวจะมาอยู่ที่บ้านเจ้าบ่าว และสะใภ้จะนำซิ่น หมอน กางเกง ฯลฯมอบให้กับพ่อแม่สามี ส่วนการแต่งงานของไทเมืองนั้นจะเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว (หน้า 44-45)

Political Organization

นับจาก ค.ศ.1954 เรื่อยมา หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงเป็นคอมมิวนิสต์ (หน้า 36) เมืองกว่า ได้ถูกจัดการปกครองใหม่ให้อยู่ในระดับตำบลและเปลี่ยนชื่อว่า “มุนเซิน” รูปแบบการปกครองมี 2 ส่วน ได้แก่ การปกครองจากส่วนกลางในรูปเลขาธิการพรรคหลายระดับ และการปกครองส่วนท้องถิ่น การปกครองของตำบลมุนเซินจะมีกำนัน เป็นผู้นำและมีคณะบริหารอันประกอบด้วย รองกำนัน ฝ่ายการเงิน ผู้ประสานงานประจำสำนักงานตำบล และเจ้าหน้าที่ประจำตำบล ในการทำงานเลขาธิการกับกรรมการพรรคฯระดับตำบลทำหน้าที่ควบคุมเชิงนโยบาย ส่วนในระดับหมู่บ้านมี “เจ้าบ้าน” (เทียบเท่าผู้ใหญ่บ้าน) เป็นผู้นำและมีเลขาธิการพรรคฯ ระดับหมู่บ้านควบคุมการทำงาน สำหรับตำแหน่งวาระ ละ 1 ปี คนที่มาทำหน้าที่เจ้าบ้านอาจอยู่ได้หลายวาระ (หน้า 37) เมืองกว่าหรือตำบลมุนเซิน อยู่ในอำเภอกอนกวง จังหวัดเหงะอาน ตำบลนี้ประกอบด้วยหมู่บ้านทั้งหมด 24 หมู่บ้าน (หน้า 7) เช่น บ้านหล่อ บ้านลัน บ้านเจื่อง บ้านพาลาย เป็นต้น (หน้า 8)

Belief System

ประเพณี หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ รัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้คนไทจัดงานประเพณี “กินเจียง”(พิธีขึ้นปีใหม่) ได้เพียงอย่างเดียว พิธีนี้อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์แบ่งการจัดงานเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับครอบครัว ระดับหมู่บ้าน และระดับเมือง ขั้นตอนการจัดงานในระดับครอบครัวจะจัดในระหว่างวันที่ 1-4 โดยจะฆ่าหมูฆ่าไก่ทำอาหาร หลังจากการกินเลี้ยงก็จะมีการละเล่น เช่น เล่นตึกเอียน หรือตีขนไก่ด้วยมือ เล่นลูกข่าง เต้นรำและร้องเพลง (หน้า 38-39) วันที่ 5 หรือ 5 ค่ำคนในหมู่บ้านจะนำอาหารมากินด้วยกันที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน หรือตุ้มเมือง แต่จะไม่มีการร้องเพลงและการละเล่นต่างๆ ในวันที่ 10 หรือ 10 ค่ำเดือนเจียง คนในเมืองก็จะนำอาหารมาจัดเลี้ยงที่บ้านเจ้าเมือง (เห่าบง) แล้วหมอเมืองก็จะทำพิธีเสนผีฟ้า ผีดิน ผีน้ำ เพื่อช่วยดูแลประชาชนให้มีแต่ความสุขความเจริญ ส่วนตอนกลางคืนก็จะมีการละเล่นต่างๆ และใน 15 ค่ำเดือนเจียง จะนำอาหารมากินด้วยกันที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านอีกครั้งซึ่งในวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน (หน้า 39,40) ความเชื่อ คนไทเมืองกว่า มีความเชื่อในเรื่องดังต่อไปนี้ 1) จักรวาลวิทยา 2 ) ผี 3) ขวัญ สำหรับจักรวาลวิทยาแบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่ 1.เมืองบน 2.เมืองบัง เมืองเปียงหรือเมืองลุ่ม 3. เมืองใต้ลุ่ม คือเมืองที่อยู่ใต้เมืองที่คนอยู่อาศัย (หน้า 51-52) เมืองบนหรือเมืองฟ้า คือเมืองที่เป็นที่อยู่ของผีบรรพบุรุษหรือผีโคตรตระกูล การอยู่ในเมืองบน จะมีข้อห้ามที่สำคัญคือ หากเห็นอะไรก็ไม่ให้ทักท้วง เพราะถ้าทำก็จะทำให้สิ่งดังกล่าวสูญหายในที่สุด หากคนที่อยู่เมืองบนของ “สิง” หรือ “ตระกูล” ไหน ไปทักท้วงถ้าสิ่งของนั้นหาย ลูกหลานของคนที่อยู่ “สิง” หรือ “ตระกูล” ดังกล่าวที่อยู่เมืองลุ่มก็จะทำให้เป็นไข้ไม่สบาย หากเป็นเช่นนี้ ก็จะเสนให้ผีบรรพบุรุษและมอบของใช้ต่างๆ ไปให้ ซึ่งตามความเชื่อของคนไทเมืองกว่า เชื่อว่าคนที่อยู่เมืองบนของทุก ”สิง” มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ยังเชื่อว่า แถนคืออำนาจธรรมชาติของเมืองฟ้าที่มักช่วยเหลือคนให้ทำความดี แถนเป็นเพียงอำนาจอย่างหนึ่งและไม่มีตัวตน (หน้า 52) เมืองลุ่ม คือเมืองที่คนอยู่อาศัย ส่วนกึ่งกลางของเมืองลุ่มและเมืองบนจะเป็น “เมืองกางหาว” คือ เป็นเมืองผีที่ไม่มีผู้ใดเสน และตายอัปมงคล ผีในเมืองนี้เรียกว่า “ผีกางหาว” บางครั้งก็เรียก “ผีกินย้อน” ชอบไปกินสิ่งของต่างๆ ของผู้อื่น เป็นผีร้าย เมืองใต้ลุ่ม(เมืองใต้ดิน) เป็นที่อยู่ของคนอัปลักษณ์ ร่างเล็กกินดินหล่อเลี้ยงชีวิต (หน้า 52) ผี แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ ผีดีที่คอยดูแลคุ้มครองผู้คน กับผีไม่ดี คือผีที่คอยรบกวนรังคราญทำให้คนเป็นไข้ไม่สบาย (หน้า 52) สำหรับผีดีแบ่งออกเป็นผีชนิดต่างๆ ดังนี้ 1) ผีบ้าน ทำหน้าที่ดูแลคนในหมู่บ้านให้อยู่อย่างสันติสุข ในหมู่บ้าน มีศาลผีบ้าน การประกอบพิธีเซ่นไหว้จะทำเมื่อถึงวันปีใหม่ คนในหมู่บ้านจะนำเนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา วัว ควาย มาทำพิธีเซ่นไหว้ คนที่เข้าทำพิธีจะอนุญาตเฉพาะผู้ชาย (หน้า 52) 2) ผีเมือง ทำหน้าที่คุ้มครองรักษา ประชาชนในเมือง เมื่อก่อนนี้ศาลตั้งอยู่บ้านเชียง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมือง ภายหลังพิธีเซ่นไหว้ผีเมืองถูกยกเลิก เมื่อปี ค.ศ.1954 ตามนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ (หน้า 53) 3) ผีบรรพบุรุษ ได้แก่ ขวัญของผู้ล่วงลับ ที่เชิญให้มาอยู่ที่บ้านเพื่อให้ความคุ้มครองรักษาคนในบ้าน (หน้า 53) ผีร้าย แบ่งออกเป็นชนิดต่างๆ เช่น 1) ผีสะง่า คือผีเจ้าป่าไร้รูปร่าง มีขนาดใหญ่เหมือนฟ้า แต่เป็นท้องฟ้าสีดำ ถ้ามีใครมายืนอยู่ใต้ท้องฟ้าสีดำนี้ก็จะเจ็บไข้ ผีชนิดนี้มักสร้างความเจ็บป่วยให้ผู้คน 2) ผีกางกอย ผีชนิดนี้หัวเข่าจะอยู่ด้านหน้า อุปนิสัยชอบลักกินอาหารที่คนลืมไว้ จะอยู่ตามพุ่มไม้เตี้ยและภูเขาหิน วิธีกำจัดผีกางกอยก็ให้ผลักจนล้มเพราะผีชนิดนี้ถ้าล้มจะไม่สามารถลุกขึ้นเอง (หน้า 53) 3) ผีน้ำ(ตัวเงือกหรืองูมีหงอน) เป็นผีที่คอยช่วยคน เช่น การสร้างเมือง สำหรับการสร้างบ้านเมืองนั้นคนไทจะทำ “ดงเสื้อ” กับ “วังน้ำ” เพื่อเป็นที่อยู่ของเงือก 4) ผีพง คือผู้หญิงสวยที่มักแปลงตัวเป็นผีพง หากมีคนตายหรือคลอดลูกก็จะไปกินเลือด จากนั้นก็จะกลายร่างเป็นผู้หญิงสวยอีกครั้ง (หน้า 53) 5) ผีแสงลาว อยู่ตามป่าเขา ไม่มีตัวตนเป็นเพียงแสงไฟ หากแสงนั้นลอดหว่างขาของใครก็จะทำให้เป็นไข้ไม่สบาย (หน้า 53) 6) “ผีเอ้ม” “ผีปอบ” ส่วนใหญ่จะอยู่ในร่างผู้หญิงจะทำอันตรายต่อคนด้วยวิธีเข้าไปทัก ก็จะทำให้คนๆ นั้นไม่สบาย (หน้า 53) 7) ผีหัวกุดหัวด้วน คนที่ตายด้วยเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ได้แก่เสือกัดและอื่นๆ ก็จะมาเป็นผีชนิดนี้ (หน้า 53) ขวัญ มองด้วยตาไม่เห็น จะอยู่ตามร่างกายของคน (หน้า 53,54) ถ้าขวัญหนีจากร่าง มีขวัญไม่ครบคนนั้นจะเป็นไข้ไม่สบาย แต่ถ้าออกจากร่างจนหมด ขวัญในร่างกายมีไม่เท่ากันคือบางกลุ่มจะมี 32 ขวัญ บางกลุ่มมี 80 ขวัญ ทั้งนี้ขวัญจะรวมเป็นกลุ่มแบ่งเป็น 3 อย่าง คือ (หน้า 54) “ขวัญกก “ คือ ขวัญหัวจะอยู่ใรศีรษะ ถ้าคนตายก็จะไปอยู่เมืองฟ้ากับบรรพบุรุษ “ขวัญเรือน” คือ ขวัญที่อยู่ในบ้านเรือน ทำหน้าที่ดูแลคุ้มครองคนที่อยู่ในบ้าน “ขวัญเงา” คือ อยู่ตามป่าช้าหรือป่าแหว ขวัญเงาทำให้คนเป็นไข้บางครั้งอาจถึงตาย ทำให้คนไม่กล้าเข้าไปในป่าช้าเพราะเกรงอันตรายจากขวัญเงา (หน้า 54) ไทแถง ความเชื่อเรื่องขวัญ เชื่อว่าร่างกายมีขวัญในร่างกาย คือ 30 ขวัญ อยู่ด้านหน้า และ 50 ขวัญอยู่ทางด้านหลัง เจ้าขวัญจะอยู่จอมขวัญ (หน้า 54) ถ้าตายเจ้าขวัญก็จะกลายเป็นผีขวัญ เพื่อไปอยู่เมืองบน (หน้า 55) ไทเมือง เชื่อว่าคนมีขวัญตามร่างกาย 81 ขวัญ 30 ขวัญอยู่ด้านหน้าของร่างกาย และ 50 ขวัญอยู่ทางด้านหลัง กับ “ขวัญจุงจัง” จะอยู่ตรงสีข้าง (หน้า 55) ผู้ประกอบพิธีกรรม ได้แก่ “หมอ” เป็นคนประกอบพิธีกรรม เมื่อมีการเจ็บป่วย เนื่องจากผีทำให้ไม่สบาย “หมอ” แบ่งออกเป็น 3 อย่างคือ 1) หมอหลวง หรือ “หมอตางยาว” ทำหน้าที่ประกอบพิธีเสนบ้าน เสนเมือง และงานศพ (หน้า 54) 2) หมอมนต์ รักษาคนเจ็บป่วยที่เกิดจากเวทมนต์ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย 3) หมอมด ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ทำหน้าที่เรียกขวัญ รักษาเมื่อเจ็บป่วยเพราะเกิดจากขวัญ การทำพิธีส่วนใหญ่จะเป่าปี่หรือเป่าแคนเพื่อทำพิธี (หน้า 54) (หน้า 55) (หน้า 56) งานศพของไทแถง หากมีคนในครอบครัวเสียชีวิต คนในบ้านก็จะไปเชิญ ”องหมอ” เพื่อทำประกอบพิธี ส่วนญาติก็จะนำร่างของผู้เสียชีวิต ใส่ลงในโลง วางไว้ในพื้นที่ส่วนหน้าของบ้าน คลุมโลงด้วยผ้า เหนือโลงในส่วนปลายเท้าของคนตาย ก็จะวางซิ่นใหม่ 3 ผืน ซิ่นทั้งหมดจะเป็นของลูกสะใภ้ ด้านมุมบ้านของส่วนหัวของผู้ตาย จะวางเสื้อใหม่ 1 ตัวกับซิ่นใหม่ 1 ผืน ไว้ที่ราวไม้ไผ่ ที่พื้นบ้านจะวางตั่งไม้ไว้ 1 อัน ปูด้วยผ้าสีขาววางถุงย่ามใส่อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ของผู้ตาย เช่น อุปกรณ์ตำหมาก ฯลฯ ส่วนใกล้ๆ กันนั้นจะเป็นถาดที่ใส่เทียนขี้ผึ้ง 3 แท่ง เหล้า 1 ขวด จอกเหล้า หมากพลู และมีที่ปักธูปบริเวณพื้นบ้านทางส่วนบนและล่างของโลงจะปักมีดไว้ที่พื้น จะตั้งกระป๋องใส่เหล้าไว้ 1 กระป๋อง เมื่อ”องหมอ”มาถึง (หน้า 47) ก็จะปักมีดลงพื้นแล้วท่องมนต์ ต่อมา”องหมอ”ก็จะทำพิธีเสน โดยใช้อุปกรณ์ที่ลูกเขยของผู้ตายเตรียมไว้ทำพิธี เช่น เหล้า 1 ขวด จอกเหล้า 4 ใบ หมากพลู จานใส่ขิงและข่าที่หั่นเป็นแผ่น กับผ้าสีขาว ขณะที่ทำพิธีเสน ลูกเขยจะยกถาดใส่ไก่ต้ม 3 ตัว หมากพลู และข้าว เอามาไหว้ผู้ที่เสียชีวิต ผู้เป็นลูกหลานก็จะบอกให้ผู้ตายมากินไก่ ส่วนองหมอก็จะเล่าถึงประวัติผู้ตายตั้งแต่เกิดเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัวกระทั่งเสียชีวิต (หน้า 48) ต่อมาลูกเขยก็จะเอาหมู (หากฐานะร่ำรวยก็จะใช้ควาย) มาทำพิธีเซ่นไหว้ผู้ล่วงลับ ตอนเย็นก็จะเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ตายเพื่อให้นำไปใช้ในชาติต่อไป ซึ่งจะเอาไปวางบนหลุมฝังศพ ช่วงก่อนจะฝังศพลูกหลานก็จะเดินทางไปป่าช้าเพื่อเสี่ยงทายด้วยไข่ไก่หากโยนตกพื้นแตกตรงไหนก็จะขุดหลุมตรงนั้น ตอนที่จะหามศพลงจากบ้าน ก็จะหามศพข้ามหัวของลูกหลานโดยให้นั่งเรียงตามอายุ ผู้ชายนั่งอยู่หน้าผู้หญิง โดยจะหามข้าม 3 ครั้ง ในครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สอง ลูกหลานจะนั่งหันหน้าไปด้านที่เป็นป่าช้า จากนั้นจะหามจากด้านหลังที่เป็นผู้หญิงมาหาผู้ชายที่อยู่ด้านหน้า และในครั้งที่สามก็จะนั่งหันหน้ามาที่บ้าน แล้วจะหามผ่านผู้ชายมาทางผู้หญิง (หน้า 49) พอมาถึงทางเข้าป่าช้าก็จะวางโลงแล้วลูกเขยก็จะนำข้าวและไก่ต้มที่ห่อมาจากนั้นก็จะทำพิธีเชิญวิญญาณผู้ตายมากินอาหาร จากนั้นก็จะหามไปทำพิธีฝัง เมื่อฝังเรียบร้อยแล้ว ลูกหลานก็จะสร้างบ้านให้ผู้ล่วงลับ โดยจะผ่าไม้ไผ่วางบนดินวางอาหาร จากนั้นก็จะทำส่วนต่างๆ โดยสมมติให้เหมือนบ้านจริงๆ เหมือนเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่เช่น บ้านมีบริเวณบ้านที่เลี้ยงสัตว์ สวนปลูกผัก ต่อมาลูกหลานก็จะเชิญวิญญาณมากินข้าวแล้วกราบ 5 ครั้ง จากนั้นเมื่อมาที่บ้านก็จะประกอบพิธีเพื่อนึกถึงบุญคุณ ถ้าคนที่เสียชีวิตเป็นแม่ก็จะให้ลูกชายสมมติว่าเป็นแม่ขณะคลอดลูกอยู่ไฟ ส่วนญาติผู้หญิงก็จะเตรียมอาหารเหมือนตอนอยู่ไฟทุกอย่าง เพื่อให้ลูกชายทราบว่าตอนที่แม่คลอดลูกนั้น แม่ต้องทุกข์ทรมานเพียงใด ผ่านไป 3 วันจึงจะเชิญวิญญาณผู้ที่ล่วงลับ มาสถิตที่ “จองเซอ” หรือ “หิ้งผี” (หน้า 48,50) งานศพของไทเมือง สำหรับการจัดพิธีของสามีและภรรยาจะต่างกันดังนี้ ถ้าภรรยาตายก่อน ก็จะตั้งโลงศพไว้ “ห้องกวง” หรือ “พื้นที่กลางบ้าน” กรณีสามีตายก่อนก็จะตั้งโลงไว้ที่ห้องฮ้องหรือพื้นที่หน้าเรือน แต่ถ้าภรรยาตายหลังผู้เป็นสามี ก็จะตั้งโลงไว้ที่ห้องฮ้อง เช่นกัน และหันหัวศพไปทางหน้าบ้าน สำหรับลูกชายจะสวมชุดขาวนั่งอยู่ด้านหัวนอนกับปลายเท้าผู้ตายหรือเรียก “นั่งค้อ” ระหว่างที่ตั้งโลงศพไว้บนบ้านลูกเขยและสะใภ้จะถือถาดอาหารมาวางให้ผู้เสียชีวิต โดยในหนึ่งวันจะทำตอนเช้า เที่ยงและตอนเย็น ซึ่งตอนที่เดินไปที่โลงจะเดินถอยหลัง การยกศพลงจากบ้านหากเป็นสามีก็จะหามผ่านช่องฝาเรือนด้านหน้าหรือ”ทางเหนือ”ฝาบ้านส่วนที่เป็นหิ้งผีบรรพบุรุษ กรณีภรรยาจะหามลงด้านหลังหรือ “ทางเตอะ” ที่อยู่ติดบันได (หน้า50) การตั้งโลงศพไว้ที่บ้านจะตั้ง 2-3 วันจึงจะเคลื่อนย้ายศพไปยังป่าช้า ตอนที่หามโลงศพไปนั้นจะยกข้ามลูกชายซึ่งนอนอยู่บนพื้น 3 ครั้ง แต่ถ้าเป็นลูกสาว กับลูกสะใภ้จะให้เดินลอดโลง 3 ครั้ง เมื่อถึงป่าช้าก็จะโยนไข่เพื่อเสี่ยงทายถ้าไข่แตกตรงไหน ก็จะฝังศพในที่ดังกล่าว หลังจากฝังศพก็จะวางก้อนหินไว้ตรงด้านศีรษะกับด้านปลายเท้าของผู้ล่วงลับ ต่อมาก็จะวางของใช้ต่างๆของผู้ล่วงลับไม่ว่าจะเป็นหมอน ซิ่น ที่นอน วางบนหลุมศพ จากนั้นก็จะสร้างเรือผีคลุมเอาไว้ ผ่านไป 3 วันลูกหลานก็จะนำอาหารมาเลี้ยงผู้ล่วงลับ แล้วก็ปลูกต้นไม้ไว้ข้างหลุมซึ่งหมายถึงการทำสวนให้แก่ผู้เสียชีวิต 7 วันผ่านไปก็จะให้ ”หมอเหย้า”ประกอบพิธีเชิญวิญญาณให้ไปอยู่ “จองเซอ” (หิ้งผี –หน้า 48) ซึ่งจะประกอบพิธีที่บ้านของผู้ล่วงลับ (หน้า 51)

Education and Socialization

ไม่มีข้อมูล

Health and Medicine

การรักษาด้วยสมุนไพร ทุกวันนี้คนไทเมืองกว่ายังรักษาด้วยพืชสมุนไพร โดยจะนำพืชต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ เช่น ปวดท้อง รักษาด้วย ใบโอ้ยหรือใบฝรั่ง รากต้นหนิม ใบอะ ใบชา, มีดบาดจะใช้สมุนไพร เช่น ปากหมั่น ใบปุงปิง หรือใบสาบเสือ, รักษางูกัด จะนำใบส้มโอมาเคี้ยวปิดที่แผล,ตะขาบกัดให้นำใบพริกขี้หนูมาเคี้ยวปิดที่แผลนั้น ฯลฯ (หน้า 30) การเกิด ไทแถง ขณะมีครรภ์นั้นมีข้อห้ามหรือ “กำ” หลายอย่างเช่น ห้ามหญิงมีครรภ์ไปในที่ที่มีคนเสียชีวิตเนื่องจากจะทำให้เด็กเสียขวัญ ห้ามกินเนื้อตะพาบน้ำเนื่องจากจะทำให้ลูกคอสั้น ฯลฯ (หน้า 40) ตอนทำคลอดคนที่เป็นผัวจะมาพยุง บางครั้งก็นั่งให้เมียนั่งพิง เพราะไม่มีหมอทำคลอด คนที่มาช่วงทำคลอดอาจเป็นแม่ยายหรือแม่ย่า หลังจากคลอดแล้ว แม่ย่าก็จะถือมีดไปเฉือนไม้กอนที่อยู่หลังคาบ้านนำมาตัดสายสะดือให้ทารก จากนั้นก็จะนำรกใส่ลงในไม้ไผ่นำใบตองมาปิด จากนั้นก็จะนำไปแขวนที่กิ่งไม้ ต่อมาแม่ย่าก็จะอุ้มทารกมาที่หัวบันไดบ้านและกล่าวเพื่อเป็นเคล็ดว่าหากเป็นลูกผีก็ให้ผีมารับไป ถ้าหากไม่ใช่ก็จะเลี้ยงดูกันต่อไป จากนั้นก็จะนำทารกไปชำระล้างร่างกาย วางลงที่กระด้ง ที่อยู่ข้างแม่ที่อยู่ไฟ ส่วนใกล้กระด้งก็จะนำสิ่งของต่างๆ มาวาง เช่น เด็กผู้ชายจะวางแห และหน้าไม้ แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงก็จะวางตะกร้าและเครื่องมือปั่นฝ้ายไว้ใกล้ๆ ฯลฯ (หน้า 41) ผ่านไป 7 วันจะประกอบพิธีโจมขวัญตั้งชื่อ สำหรับใครที่ให้เงินเด็กมากที่สุดก็จะได้รับสิทธิ์ให้เป็นคนตั้งชื่อ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นปู่ ย่า ตา ยาย จากนั้นก็จะพาเด็กมาที่บันไดเพื่อโกนผมแต่จะเหลือไว้เฉพาะกลางกระหม่อม แม่เด็กจะอยู่ไฟ 1-3 เดือนแต่ละวันจะดื่มน้ำร้อนเพื่อให้มีเหงื่อกับดื่มน้ำต้มเปลือกไม้ รากไม้เพื่อให้มีน้ำนม เป็นต้น (หน้า 41-42) ไทเมือง ขณะมีครรภ์จะไม่ให้กินน้ำอ้อย ผักที่ปลูกบริเวณบ้านเพราะเชื่อว่าเป็นผักสกปรก เพราะอาจมีมูลสัตว์ปนเปื้อน เมื่อคลอดแล้วก็จะใช้ผิวไม้ไผ่เฮี่ยตัดสะดือทารกทำความสะอาดร่างกายแล้วนำมาวางในกระด้ง สำหรับแม่เด็กจะอยู่ไฟ 3 วัน ส่วนเด็กเมื่ออายุ 3 วันก็จะจัดพิธีสู่ขวัญให้เด็ก ตัดผมเด็กใส่ใต้หม้อนึ่งหรือรูไม้ในบ้าน เพราะเชื่อว่าถ้าเด็กโตก็จะทำให้ตัดผมไม่ลำบาก เป็นต้น (หน้า 40-41)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ปัจจุบันการแต่งตัวของคนไทเมืองกว่าได้เปลี่ยนไปจากอดีต คือ ผู้ชาย สวมกางเกง สวมเสื้อเชิ๊ต ใส่รองเท้าแตะ วัยกลางคนขึ้นไปมักแต่งตัวเหมือนเครื่องแบบทหารสีเขียว เมื่อประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อจะสวมกางเกงสีดำ สวมใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาวแขนสั้นและแขนยาว ผู้หญิง นุ่งกางเกงผ้าและสวมเสื้อแขนกระบอก หรือสวมเสื้อยืด เด็ก สวมเสื้อยืดก่งเกงขาสั้น,เด็กนักเรียน สวมกางเกงขายาวสีดำ สวมเสื้อเชิ๊ตสีขาว (หน้า 24) การแต่งกายในอดีต ไทแถง ผู้ชาย สวมเสื้อผ้าฝ้ายคอเล็กสีดำ มีความยาวถึงขา นุ่งกางเกงผ้าฝ้ายขากว้าง ย้อมจากต้นจามหรือต้นห้อมจาเป็นสีดำ พันหัวด้วยผ้าเปียวสีดำ ต่อมาจะเปลี่ยนมาสวมหมวก ผู้หญิง สวมเสื้อตัวที่อยู่ด้านในมีชื่อว่า “เสื้อสั้น” บริเวณเสื้อด้านหน้าจะผ่าติดกระดุม ย้อมสีดำด้วยต้นจามหรือต้นห้อม ประดับผ้าสีแดงที่บริเวณคอและแขนเสื้อ (หน้า 17) ส่วนเสื้ออีกชนิดหนึ่งมีชื่อว่า “เสื้อหมากแหนก” เป็นเสื้อไม่ติดกระดุม ปักลายบริเวณสาบเสื้อทั้งสองด้านจึงเรียกว่า “ลายดอกผักลำนา” แขนเสื้อประดับลายผ้าสีต่างๆ อาทิ เขียว แดง เสื้อชนิดนี้เป็นเสื้อที่สวมทับเสื้อด้านใน เมื่อก่อนจะสวมเมื่อมีงานเทศกาลสำคัญและเมื่ออากาศหนาว (หน้า 18) ซิ่นไทเมือง ซิ่นจะปักลายหลวงหรือลายใหญ่ ตัวซิ่นแบ่งเป็นหัวซิ่นและตีนซิ่น บริเวณหัวซิ่นไม่มีลวดลาย จะมีลวดลายตรงบริเวณตีนซิ่น ส่วนด้านในก็ขลิบแถบผ้าแดง สำหรับสวดลาย ได้แก่ ลายสี่เหลี่ยม ลายขวางและลายตัวสัตว์ (หน้า 18-20) ซิ่นไทแถง แบ่งเป็น 4 แบบ ได้แก่ 1 ) ซิ่นลาน คือ จะมีพื้นสีดำ มีแถบสีแดงทางด้านในตรงชายซิ่นและด้านนอกประดับลายเป็นแถบขนาดเล็ก ลายหางปลามีสีแดง เขียว และขาว ซิ่นแบบนี้จะใส่ทำงานในไร่นา 2 ) ซิ่นมุก หมายถึง ซิ่นลายขวางจากหัวถึงชายซิ่น เป็นลายดอกไม้เป็นแถว บนิเวณชายซิ่นด้านนอกเป็นแถยสีแดง ตัวซิ่นสีดำ 3 ) ซิ่นแซ่ว มี 2 แบบคือ แซ่วหรือปักเส้นไหมกับทอเป็นลายที่ซิ่น จะใส่ไปงานบุญ 4 ) ซิ่นแซ่วมุก ตีนซิ่นประดับเป็น 3 ขั้นหรือ 5 ขั้น (หน้า 19,20) นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับเสื้อผ้าอื่นๆ เช่น “สายรัดเอว” โดยจะเอาเส้นฝ้ายมาฝั้นเป็นสายขนาดใหญ่มาทำเป็นสาบรัดเอว “ผ้าเปียว” (ผ้าพันหัว) มี 2 แบบคือ สีดำ ใช้เมื่อไปงานเทศกาลกับมีลวดลาย (หน้า 21 ภาพหน้า 23) ดนตรีและการแสดง ส่วนการขับร้องและฟ้อนรำแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น การร้องเพลงหรือ “การขับ” แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ คือ การขับของหนุ่มสาว ใช้เมื่อร้องเกี้ยวพาราสี ขับล่องทุ่ง การร้องคนเดียว ขับโจม ส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุร้องเวลามีงานสำคัญ เช่นวันปีใหม่ ขับสือ คือการอ่านหนังสือแล้วร้องเป็นทำนอง (หน้า 29-30) สำหรับการฟ้อนแบ่งเป็นประเภทต่างๆ เช่น แซวอง ได้แก่การจับมือเป็นวงเต้นตามจังหวะกลอง รำวง ได้อิทธิพลจากลาว เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แซวี การฟ้อนพัดหรือวี แซเปียว การฟ้อนผ้าเปียว เป็นต้น (หน้า 30)

Folklore

ตำนานการสร้าง “เมืองกว่า“ ชื่อ”เมืองกว่า” น่าจะหมายถึง “เมืองอีกา” ซึ่งมาจากนิทานที่เล่าว่า เมื่อกาลครั้งหนึ่ง ได้มีอีกาตัวหนึ่งได้ช่วยชีวิตผู้ชายคนหนึ่งที่ตายไปแล้วโดยชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมามีลมหายใจอีกครั้ง ต่อมาชายคนนี้ไปไปตั้งเมืองใหม่โดยให้ชื่อว่า “เมืองกว่า” เป็นชื่อเมืองแห่งนั้น (หน้า 8) ส่วนความเป็นมาของการสร้างเมืองกว่าของกลุ่มคนไทมีที่มาตามความเชื่ออยู่ 2 อย่างคือ เมื่อก่อนมีชายผู้หนึ่งชื่อ “ขุนบง” ซึ่งเป็นคนที่มีความสามารถรอบด้านทั้งในด้านประเพณีต่างๆ รวมทั้งด้านการพยากรณ์ ดังนั้นจึงทำให้ประชาชนนิยมชมชอบในตัวขุนบาง ภายหลังทางการเวียดนามในสมัยนั้นจึงจับขุนบง เนื่องจากเห็นว่าเป็นคนมีไหวพริบและสามารถเป็นผู้นำ ต่อมาภายหลังทางการจึงปล่อยตัวขุนบงให้ไปปกครองเมืองกว่า ให้เป็น “ต้าว”หรือ”ท้าว” ผู้นำคนแรกของเมืองกว่า (หน้า 8) ส่วนอีกเรื่องบอกว่า “ขุนบง” ป็นคนต่างถิ่นที่เดินทางโดยใช้หวายข้ามภูเขาสูงลงมาจนถึงเมืองกว่า คนในเมืองจึงจับขุนบงไปให้กษัตริย์เวียดนาม เมื่อไปถึงกษัตริย์เวียดนามจึงให้โอกาสขุนบงเพื่อใช้ความสามารถในการรักษาชีวิตตนเองคือ ถ้าขุนบงยิงปืนถูกต้นไม้ก็จะเป็นอิสระ หากยิงไม่ถูกก็จะประหารชีวิต จากเงื่อนไขนั้นผลปรากฏว่าขุนบงยิงปืนถูกต้นไม้ กษัตริย์ จึงรักษาสัญญาโดยปล่อยตัวขุนบงให้กลับมาตั้งเมืองในที่สุด (หน้า 9) นิทาน ต้นกำเนิดคนไทเมืองกว่า กับคำถามที่ว่า “ตอยอ้ำออกน้ำดิน” คือ “ทำไมจึงมีน้ำไหลออกจากดิน” คำถามนี้ทำให้เกิดนิทานว่า ในอดีตคนเกิดจากแม่เดียวกัน คนที่เป็นแม่ของกลุ่มคนต่างๆ มี 2 ท้อง ท้องที่อยู่ทางด้านหน้าคลอดลูกออกมา 30 คน กลุ่มนี้ทั้งหมดเป็น “คนไท” สำหรับท้องทางด้านหลังก็ให้กำเนิดลูกอีก 30 คน ลูกที่เกิดมาคือ กลุ่ม “ข่า” หรือ ส่า ได้แก่ “ขมุ” หรือส่าเกล้า “ขาง” หรือ ส่าขาว “หม่าง” หรือ ส่ากางไล “ฮายี” หรือ “อาข่า” หรือ ส่าเปื่อย “ซิงมุน” หรือ ส่าปวก และอื่นๆ (หน้า 25) คนตัวใหญ่ (อ้ายเลิกเกิก) นิทานบอกว่า “อ้ายเลิกเกิก” คือ ผู้สร้างแผ่นดินของคนไท ซึ่งมีที่มาดังนี้ ในช่วงที่น้ำท่วมโลกบนโลกไม่มีคนและสัตว์ใดๆ ดังนั้นแถนจึงส่งอ้ายเลิกเกิกจากเมืองฟ้าให้ลงมาตั้งเมือง โดยในเวลานั้นอ้ายเลิกเกิกได้ลงมาอยู่ลุ่มน้ำแม่ทา ในจังหวัดแทงหัว กับลุ่มน้ำปาว พื้นที่จังหวัดเหง่อัน ในนิทานบอกว่าอ้ายเลิกเกิกมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “ลุงกวานขา” ตอนนั้นลุงกวานขาได้สู้กันกับอมนุษย์ ชื่อ “เมือยหมีกวานส่อ” ทั้งสองต่อสู้กันโดยใช้ครกตำข้าวเป็นอาวุธ จากผลของการต่อสู้ทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ตามมาคือ เมื่อครกตกจึงเกิดเป็นหมู่บ้านชื่อ “จก” สากกระเด็นตกกลายเป็นหมู่บ้านชื่อ “สาก” ในอำเภอเมืองแดง จังหวัดแทงหัว สำหรับ “แม่น้ำมา” เกิดจากรอยท้าวของลุงกวานขา (หน้า 25) เมืองกายา ชายคนหนึ่งถูกผีน้ำฆ่าตาย ต่อมาได้ชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมา ชายคนนี้จึงตั้งเมืองชื่อ “เมืองกายา” ทุกวันนี้คืออำเภอกวนฮัว จังหวัดแทงฮัว (หน้า 25) คำแพง (กำเนิดเมืองคอง) เป็นเรื่องของชายชื่อคำแพง ซึ่งเป็นคนขยัน ภายหลังแต่งงานมีครอบครัวและตั้งเมืองชื่อเมืองคอง คำแพงมีลูกสาว และมีคนอยากครอบครองเมือง มีชายคนหนึ่งมาทำดีกับคำแพงทุกอย่างจนคำแพงตายใจยกลูกสาวให้ ต่อมาลูกเขยจึงทรยศ ฆ่าคำแพง เมียและญาติๆ แต่เมียของน้องชายคำแพงรอดตาย เมื่อมีลุกจึงกลับมาแก้แค้นและยึดเมืองคองคืนมาได้สำเร็จและอยู่อย่างมีความสุขเรื่อยมา (หน้า 25-26) ท้าวอินกับนางแก้ว เป็นเรื่องราวของท้าวอินคนเมืองดินไปรักกับนางคำแก้วคนเมืองฟ้า ทั้งสองได้แต่งงานกันและผ่านอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต สุดท้ายก็ปรับความเข้าใจและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข (หน้า 27, 28) นางผมหอม (ที่มาของชื่อห้วยผมหอม) เป็นเรื่องราวของสาวสวยที่มีผมหอม เธอมีคนรักอยู่แล้ว ต่อมามีคนนำผมหอมของเธอไปให้เจ้าเมือง ต่อมาเจ้าเมืองจึงส่งทหารมารับเธอไปเป็นนางสนม สุดท้ายเธอจึงกระโดดน้ำตาย บริเวณนั้นจึงมีชื่อว่า “ห้วยผมหอม” ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่กล่าวในงานเขียนเช่น สุภาษิต ที่สอนคนในการดำเนินชีวิตเช่น คนที่เป็นสามี ภรรยา ต้องช่วยกันทำงาน ฯลฯ (หน้า 28,29) สิ่งเคารพของแต่ละตระกูล ตระกูลต่างๆ จะมีข้อห้ามดังนี้ “สิงเลือง” ห้ามกินเสือและฆ่าเสือ ซึ่งมีความเป็นมาว่าในช่วงที่ฟ้ากับดินต่อกัน คนจากสิงเลือง เดินทางไปเมืองฟ้า พอเห็นกลองก็เลยตี แถนจึงบอกให้แมลงวันมาดู ส่วนแมลงวันไม่ได้ดูเพราะมัวแต่ห้วงกินซากสัตว์อยู่ริมทางจากนั้นจึงกลับไปบอกแถนว่าไม่มีอะไร ต่อมาแถนจึงบอกให้เสือออกมาดู พอออกมาดู เห็นคนตีกลอง เสือจึงบอกให้คนไปซ่อนอยู่ในกลองจากนั้นก็กลับไปบอกแถนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อแถนออกมาดูก็เป็นความจริง คนจึงมีชีวิตรอด ดังนั้นนับจากนั้นเป็นต้นมา คนในตรกูลจึงให้ความเคารพนับถือเสือ เพราะเคยช่วยชีวิต “สิงลอ” ห้ามทำร้ายนกตังลอ เรื่องมีอยู่ว่านานมาแล้ว เมื่อมีคนไปล่าสัตว์แล้วหลงป่า นกตังลอได้ช่วยเหลือจนสามาหาทางออกจากป่าได้ คนสิงลอจึงเคารพนับถือนกตังลอ เพราะเคยช่วยเหลือคนหลงป่า “สิงวี” ห้ามเกี่ยวกับการพัดวี เรื่องเล่ามีดังนี้นานมาแล้วมีครอบครัวหนึ่ง นากจนเพราะมีลูกเยอะ อาหารไม่พอเพียงสำหรับเลี้ยงลูก มีอนู่วันหนึ่งแม่ไปหาอาหารกลังว่าพ่อจะอดกิน จึงใช้พัดตีลูกจนเสียชีวิต นับจากนั้นเป็นต้นมา คนสิงวีจึงไม่ให้นำพัดมาตีสิ่งต่างๆ “สิงคา” ห้ามเรื่องนกกดคา คือนกที่อยู่ในป่าคา เรื่องเล่ามีดังนี้ เมื่อคนเข้าไปในป่าได้ถูกงูกัด นกกดคาได้หายามาช่วยรักษา ดังนั้นนับจากนั้นเป็นต้นมาคนจึงให้ความเคารพนับถือ “สิงเงิน” ห้ามเกี่ยวกับเสือและนกเอี้ยง สำหรับเรื่องเล่าจะเป็นการช่วยเหลือชีวิตให้รอดจากเรื่องเลวร้าย เหมือนกับคนสิงเลืองกับสิงคา (หน้า 55-56)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

ไม่มีข้อมูล

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มีข้อมูล

Google Map

Map/Illustration

ภาพ แม่น้ำปาว (หน้า 3,60) ริมสายน้ำโมในเหง่อัน ใกล้ชายแดนลาว (หน้า 3) การจับปลาแบบโบราณของคนไทตามชายฝั่งแม่น้ำโม (หน้า 4,61) ชาวบ้านไทเมืองนำสินค้าจากหมู่บ้านไปขายในเมือง,หมู่บ้านไทเมืองริมฝั่งแม่น้ำเนิน (หน้า 5,62) หมู่บ้านคนไทยริมฝั่งน้ำปาวใกล้เมืองกอนกวง (หน้า 6) บ้านเรือนของไทเมืองในตำบลมุนเซิน เมืองกว่า (หน้า 9) ทุ่งนาและภูเขารอบๆ เมืองกว่า (หน้า 10) บ้านของไทแถงที่เมืองกว่า (หน้า 12,โครงสร้างหน้า13-15) สามีและภรรยาชาวไทเมืองที่เมืองกว่า (หน้า 17) เปรียบเทียบเสื้อของไทเมืองกว่า ไทดำและไทขาว (หน้า 18) การแต่งกายของสตรีไทเมือง (หน้า 19) ตัวอย่างซิ่นของไทเมือง (หน้า 20,21) สตรีสูงอายุชาวไทเมืองในเหง่อัน (หน้า 22) ตัวอย่างผ้าเปียวของไทเมือง,ไทแถง (หน้า 23) การทอผ้าแบบเดิมของไทแถง,ผู้หญิงชาวไทเมืองกำลังปักชายซิ่นที่อำเภอเตืองเยือง จังหวัดเหง่อัน (หน้า 24) แม่และลูกชาวไทเมืองที่คณะผู้วิจัยไปพักอาศัยด้วยระหว่างการเก็บข้อมูลที่เมืองกว่า (หน้า 25,63) ผู้หญิงไทแถง (หน้า 32,34,35,71,73) ผู้หญิงไทเมือง (หน้า 33,64,65) การนำผลไม้ข้ามฝั่งแม่น้ำปาวไปขายริมถนนแก่พ่อค้าคนกลางชาวเวียดนาม (หน้า 36) คณะผู้วิจัยกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเวียดนามที่ตำบลมุนเซิน (เมืองกว่า) อำเภอกอนกวง จังหวัดเหง่อัน (หน้า 37,74) พิธีดื่มเหล้าจากไหเพื่อต้อนรับแขกของชาวไทเมือง (หน้า 38) ผู้ชายไทแถง,ผู้หญิงไทเมือง (หน้า 39) ผู้หญิงไทแถง (หน้า 43,46,47) ขบวนส่งตัวเจ้าสาวไปบ้านเจ้าบ่าวของไทเมือง (หน้า 44) ผู้ชายผู้หญิงไทแถงในงานศพ (หน้า 48,49,66-68) หมอหลวงผู้ประกอบพิธีกรรมที่สำคัญในหมู่บ้านไทแถง (หน้า 54,69) ตัวอย่างผ้าไหม (หน้า 71) ซิ่นมุกแบบเดิมของไทแถง (หน้า 72) แผนที่ ที่อยู่ของไทขาว ไทดำ ไทแดง ในเวียดนาม (หน้า 76) ตาราง คำศัพท์ของกลุ่มคนไท ”เมืองกว่า “(หน้า 77-79)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 00 543
TAG ไทแถง, ไทเมือง, สังคม, วิถีชีวิต, เมืองกว่า, เหงะอาน, เวียดนาม, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง