ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
| |
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร 

     

    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 

    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)


    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาหู่ ลาฮู,ดนตรี,พิธีฉลองปีใหม่,เชียงใหม่
Author เจตชรินทร์ จิรสันติธรรม
Title ดนตรีชาวเขาเผ่ามูเซอ กรณีศึกษาหมู่บ้านห้วยหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาหู่ ลาฮู ลาหู่นะ ลาหู่นาเมี้ยว ลาหู่ซิมี, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 165 Year 2545
Source
Abstract

สภาพทั่วไปของชุมชนหมู่บ้านห้วยหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีการพัฒนาจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างดีและต่อเนื่อง ทำให้หมู่บ้านมีความเจริญในด้านต่างๆมากขึ้น ในด้านวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับดนตรี ได้มีการสืบทอดมาช้านาน ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นในยุคสมัยใด บทเพลงใช้บรรเลงประกอบการเต้นรำเป็นส่วนใหญ่ โดยมูเซอถือว่าดนตรีกับการเต้นรำนั้นเป็นสิ่งควบคู่อย่างแยกไม่ออก ดนตรีและการเต้นรำ สำคัญที่สุดของมูเซอคือการเต้นรำในช่วงเทศกาลปีใหม่ การวิเคราะห์ดนตรีที่ใช้ประกอบในพิธีฉลองปีใหม่ ผลการวิจัยพบว่า เครื่องดนตรีหลักที่ใช้ในการดำเนินทำนองคือ “หน่อ” มีความสำคัญในการเป็นผู้นำการเต้นรำของมูเซอ อยู่ในดนตรีตระกูลเครื่องลมที่มีระบบการเทียบเสียง 5 เสียง คือ ซอล ลา ที โด เร หน่อมีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ ตัวน้ำเต้า ท่อเสียง 5 ท่อ และลิ้น สำหรับกรรมวิธีการ สร้าง ใช้วัสดุและเครื่องมือที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น ธรรมชาติของเพลงดนตรีชาวเขา เป็นเพลงที่มีทำนองสนุกสนาน โครงสร้างของเพลงมีท่อนเดียวบรรเลงซ้ำวนไปวนมา แต่ละเพลงมีองค์ประกอบดนตรีครบถ้วนทั้งทำนองเพลง การประสานเสียงและจังหวะ นักดนตรีมีอิสระในการสร้างเสียงสูง ต่ำ แตกต่างจากทำนองเดิม โดยเกิดจากการควบคุมลมหายใจ อันเป็นลักษณะพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ในบทเพลง ทำนองขึ้นต้นและลงจบมีลักษณะแตกต่างจากทำนองอื่นภายในบทเพลง ส่วนเครื่องดนตรีประกอบได้แก่ แจ้โก่(กลอง) บูลูโก่(ฆ้อง) และแป๋แฮะตู(ฉาบ) ทั้งนี้เป็นการบรรเลงในแนวเดียวกันทุกเพลง ลักษณะกระสวนจังหวะที่ปรากฏให้เห็นในบทเพลงทั้งหมดมีอยู่ลักษณะเดียว คือ การบรรเลงด้วยจังหวะสม่ำเสมอตลอดทั้งเพลง ดนตรีมูเซอได้สะท้อนสภาพวัฒนธรรม ทั้งด้านลักษณะโครงสร้างของสังคมที่ค่อนข้างเท่าเทียมกัน และด้านการละเล่นรื่นเริงในพิธีกรรม ที่ก่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชน และความบันเทิงในสังคม ความสำคัญของดนตรีชาวเขาเผ่ามูเซอ มีบทบาทและความสำคัญมากสำหรับพิธีกรรมฉลองขึ้นปีใหม่ ซึ่งเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมูเซอ

Focus

ศึกษาดนตรีในวัฒนธรรมมุขปาฐะที่คงอยู่ในพิธีฉลองปีใหม่ของชาวเขาเผ่ามูเซอ กรณีศึกษาหมู่บ้านห้วยหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

Theoretical Issues

ไม่มีข้อมูล

Ethnic Group in the Focus

มูเซอดำ

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาพูดของเผ่ามูเซอ กล่าวกันว่า เป็นภาษาธิเบโตเบอมัน เป็นตระกูลคำโดด ออกเสียงพยางค์เดียว ส่วนภาษามูเซอ เป็นภาษาที่ไม่มีตัวอักษรหรือระบบการเขียน (หน้า 40)

Study Period (Data Collection)

ไม่พบข้อมูล

History of the Group and Community

มูเซอเป็นชาวไทยภูเขาในตระกูลธิเบต-พม่า เช่นเดียวกันกับลีซอและอีก้อ สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “มกโซ” ในภาษาพม่าซึ่งแปลว่า พรานป่าชาวมูเซอ การตั้งถิ่นฐานเดิม เชื่อว่ามูเซอมีความเจริญรุ่งเรืองด้วยการปกครองอย่างอิสระตามประเพณีนิยมและความเชื่อของเผ่าพันธุ์อยู่ในจีน-ธิเบตมาก่อน ต่อมาจึงได้อพยพมาทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนในช่วง 2,000 – 3,000 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อตั้งหลักแหล่งที่มณฑลยูนนาน แต่ด้วยผลจากการขัดแย้งด้านการปกครองกับจีน จึงทำให้มูเซออพยพเข้าสู่ไทย โดยอพยพเข้ามามากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การอพยพของมูเซอยังมีสาเหตุอื่น เช่น เพื่อแสวงหาที่ทำกินแห่งใหม่ทางตอนใต้ เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์กว่า เป็นต้น ชุมชนหมู่บ้านห้วยหลวงก่อตั้งเมื่อราว 50 ปีที่ผ่านมา โดยมูเซอดำหรือลาฮูนะ ที่อพยพมาจากบ้านห้วยตาก ตำบลบ้านโป่ง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 9 ครัวเรือน ราว 50 คน โดยการนำของนายปอเอะ จะลอ และนายจะมู แสงฟู ต่อมาจึงได้มีมูเซออีกหลายครัวเรือนอพยพเข้ามาสมทบ การอพยพแต่ละครั้งจะอพยพโดยใช้เส้นทางเดียวกันคือ เดินทางตามป่าสันดอยปู่หมื่น (หน้า 35)

Settlement Pattern

มูเซอดำบ้านห้วยหลวงนิยมตั้งบ้านเรือนตามที่ราบสันเขา ผังของหมู่บ้านสร้างบ้านเรือนรวมกันเป็นกลุ่มอย่างไม่มีระเบียบ(หน้า 49)

Demography

บ้านห้วยหลวงมีประชากร 112 หลังคาเรือน 613 คน จำแนกเป็นชาย 322 คน และหญิง 291 คน (หน้า 37) โรงเรียนบ้านห้วยหลวงปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน 324 คน ครูผู้สอน 12 คน ครูอัตราจ้าง 1 คน นักการ 1 คนและอาจารย์ใหญ่ชื่อนายประทวน ชัยแก้วมี (หน้า 42)

Economy

ปัจจุบันมูเซอบ้านห้วยหลวง ทุกครัวเรือนยังชีพด้วยการเกษตร พืชหลักที่ทำการเพาะปลูกคือ ข้าวไร่ และข้าวโพด ด้านปศุสัตว์ นิยมเลี้ยงหมู ไก่ และเป็ดไว้ในครัวเรือนสำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ นอกจากนี้มูเซอบ้านห้วยหลวงยังดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และหาของป่าเพื่อจำหน่าย (หน้า 39)

Social Organization

โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมของมูเซอดำบ้านห้วยหลวง เป็นระบบครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นลักษณะครอบครัวเดี่ยว รวมกลุ่มเป็นหมู่บ้านที่มีความเกี่ยวพันด้วยระบบเครือญาติ ตั้งบ้านเรือนรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มตระกูล ฝ่ายหญิงต้องพึ่งพาผู้ชายในการหาอาหาร ส่วนผู้หญิงต้องเลี้ยงดูบุตร ทำงานบ้าน ทำอาหาร และดูแลสมาชิกในครอบครัว สังคมมูเซอบ้านห้วยหลวงยกย่องผู้ชายเป็นใหญ่ มีการสืบทอดตระกูลฝ่ายชาย แต่ละหมู่บ้านมีหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้รักษากฎหมาย ส่วนระเบียบและจารีตประเพณีต่างๆภายในหมู่บ้าน ผู้อาวุโสในชุมชนเป็นผู้มีบทบาทและมีความสำคัญต่อชุมชน อาทิ การประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของชุมชน เป็นต้น (หน้า 47 - 49)

Political Organization

ในอดีต สังคมมูเซอบ้านห้วยหลวงใช้ระบบผู้นำอาวุโสของหมู่บ้านเป็นผู้ปกครองภายใต้ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชน ต่อมาทางราชการได้นำระบบการปกครองท้องถิ่น โดยมีตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและกรรมการหมู่บ้าน ทั้งนี้ก็ยังคงยึดถือกฎของชุมชนตามจารีตประเพณีดั้งเดิม (หน้า 48)

Belief System

มูเซอประมาณสองในสามของประชากรทั้งหมดที่อาศัยในประเทศไทยนับถือศาสนาดั้งเดิม หรือศาสนามูเซอ ส่วนมูเซอบางกลุ่มนับถือคริสต์ศาสนา มูเซอดำบ้านห้วยหลวงนับถือศาสนาคริสต์มากกว่าศาสนามูเซอแบบดั้งเดิม พิธีกรรมมูเซอที่นับถือศาสนาคริสต์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทุกวันพระของเดือน เรียกว่า “วันชียี” ส่วนพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่สำคัญที่สุดในรอบปีของมูเซอคือการฉลองวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งจะเริ่มในเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปีโดยแบ่งช่วงเวลาประกอบพิธีเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงส่งท้ายปีเก่า 2 วัน คือ วันแรม 14 ค่ำและ 15 ค่ำ ส่วนช่วงขึ้นปีใหม่มีกำหนดเวลา 7 – 12 วัน นับแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ต่อจากส่งท้ายปีเก่าเป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงเทพเจ้ากื่อซา โดยทุกคนจะร่วมทำบุญด้วยการทำ "ข้าวปุ๊ก” ซึ่งทำจากข้าวเหนียวร้อนตำละเอียดคลุกกับงาถวายเทพเจ้า เพราะเชื่อว่าเป็นขนมที่เทพเจ้าโปรดปราน นอกจากนี้ภายในงานยังมีการเต้นรำรื่นเริงอย่างสนุกสนาน (หน้า 53 - 54) ด้านความเชื่อเรื่องขลุ่ยของมูเซอพบว่า เมื่อมีผู้หญิงเสียชีวิตในหมู่บ้านเสียชีวิตญาติจะนำกระบอกน้ำและขลุ่ยวางใกล้ศพจากนั้นนำไปฝังหรือเผาพร้อมกับผู้ตายสำหรับเป็นเครื่องใช้ในชีวิตหน้า(หน้า 81) นอกจากนี้การเป่าเพลงแคนในพิธีกรรมทางศาสนาจะเป่าโดยฝ่ายชายเท่านั้น ส่วนการเป่าเพื่อการเกี้ยวพาราสี ผู้หญิงมีสิทธิ์เป่าได้ ยกเว้นแคนขนาดใหญ่“หน่อกู่มา” ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเคารพบูชา จึงไม่อนุญาตให้ผู้หญิงมูเซอเป่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ (หน้า 89)

Education and Socialization

หมู่บ้านห้วยหลวง เริ่มมีการเรียนการสอนเมื่อปี พ.ศ. 2508 – 2509 โดยนายศิริพันธ์ จะลอ ทำการสอนภาษาไทยเป็นคนแรกของหมู่บ้าน มีนักเรียน 14 คน ต่อมาค่ายดารารัศมี อำเภอแม่ริมได้ส่งตำรวจตระเวนชายแดนมาสอนหนังสือแก่เด็กในชุมชน โดยจัดสร้างโรงเรียนขนาดเล็ก ชื่อเดิมว่า โรงเรียนชายแดนบำรุงที่ 49 เมื่อปี พ.ศ. 2513 ต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 ได้รับพระราชทานชื่อโรงเรียนจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเมื่อ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 ว่า “ประพันธ์ – อารีย์ หงษ์สกุล โรงเรียนบ้านห้วยหลวง ” ปัจจุบันทำการสอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ณ โรงเรียนแม่อายวิทยาคม อำเภอแม่อาย โรงเรียนฝางชนูปถัมภ์ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มีการเรียนการสอนในรับดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 มูเซอบางส่วนศึกษาต่อในสายอาชีพและระดับอุดมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ สถาบันราชภัฏจังหวัดเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หน้า 41 - 42)

Health and Medicine

มูเซอบ้านห้วยหลวงในอดีตใช้ฝิ่นเป็นยาสมุนไพรบรรเทาอาการของโรคหลายชนิด เช่น โรคหืดหอบ โรคปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อตลอดจนบรรเทาอาการเจ็บป่วยจากโรคภัยต่างๆ บ้างก็รักษาโดยหมอผีประจำหมู่บ้าน ปัจจุบันมูเซอบ้านห้วยหลวงนิยมไปพบแพทย์และใช้ยาแผนปัจจุบันในการรักษาโรคมากขึ้น โดยไปรับการรักษาที่สถานีอนามัยประจำหมู่บ้านหรือโรงพยาบาลแม่อาย อำเภอแม่อาย และโรงพยาบาลฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 39)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของหญิงมูเซอดำ นิยมตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือสีดำ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ ประกอบด้วย เสื้อ ผ้าถุงและผ้าคาดเอว เสื้อ เป็นเสื้อคอกลมตัวใหญ่ผ่าอกตลอด มีความยาวถึงเอว แขนทรงกระบอก ตกแต่งด้วยริ้วแดง เหลืองและฟ้าเล็กน้อยบริเวณตัวเสื้อด้วยลวดลายสวยงาม ผ้าถุง เป็นผ้ายาวถึงเข่า เชิงผ้าถุงตกแต่งด้วยริ้วสีแดง เหลืองและฟ้าด้วยลวดลายสวยงาม ผ้าคาดเอวหรือเข็มขัดเป็นผ้าสีดำสำหรับพันรอบเอวหรือคาดเอวเพื่อให้ผ้าถุงกระชับกับผู้สวมใส่ ส่วนเครื่องประดับ นิยมประดับเฉพาะงานพิธีสำคัญ เช่นพิธีแต่งงานและฉลองปีใหม่ เครื่องประดับดังกล่าวได้แก่โลหะเงินหรือเหรียญเงินประดับบนตัวเสื้อ บ้างก็มีการประดับห่วงคอและกำไลเงิน(แต่ไม่นิยมในมูเซอบ้านห้วยหลวง) ตลอดจนต่างหู แหวนและสร้อยเงิน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของชายชาวมูเซอดำ ถูกกำหนดให้ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือสีดำเช่นเดียวกับผู้หญิง เสื้อของผู้ชายมีขนาดใหญ่แขนยาวผ่าอกกลาง ตัวเสื้อสั้น คลุมเอว มีลวดลายประดับเป็นแถบแคบๆตามแนวที่ผ่าลง ติดกระดุมเงินรูปกลมหรือกระดุมเปลือกหอยประดับเป็นแนวลงไปถึงชายเสื้อ กางเกงมีลักษณะขา กว้าง ยาวคลุมเข่า คล้ายกางเกงขาก๊วย แต่ส่วนบนบานแล้วลีบเล็กลงมาตามลำดับ เป้ากางเกงกว้างเกือบเท่ากับความยาวของขากางเกง ผ้าคาดเอวมีลักษณะเป็นผ้าผืนยาวสำหรับพันรอบเอวหรือใช้คาดเอวแล้วผูกเป็นปมด้านหน้าตัวเสื้อ (หน้า 43) เรือนดั้งเดิมของมูเซอบ้านห้วยหลวงสร้างด้วยวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น นิยมปลูกเรือนแบบยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตรเศษ โดยใช้ไม้ไผ่ทำพื้นฟาก ฝาเรือนและโครงสร้างหลังคา หลังคามุงด้วยแฝก ฝังเรือนแบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญคือ ชานหน้าเรือน และห้องภายในซึ่งถูกจัดแบ่งตามประโยชน์ใช้สอยเป็นส่วนต่างๆ คือ พื้นที่สำหรับก่อไฟหุงข้าว พื้นที่หลับนอน รับแขก เก็บของ และพื้นที่ส่วนตัวสำหรับประกอบพิธีกรรมสำหรับครอบครัวซึ่งจะมีการกั้นฝาไม้ไผ่(หน้า 49) ดนตรีและบทเพลงที่ใช้บรรเลงในกลุ่มชาวเขาเผ่ามูเซอ เกิดจากพิธีกรรมเซ่นสรวง เทวราชกื่อชาด้วยผลิตผลจากการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีป่า ผีดอย ผีน้ำ ซึ่งในพิธีมีการเซ่นสรวงด้วยปืน มีด ขวาน หน้าไม้และของมีคมทุกชนิด เพลงและการเต้นรำจึงสอดคล้องกับการใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการล่าสัตว์ มีบทเพลง ดนตรีและจังหวะการเต้นที่สนุกสนาน เช่น การกระทืบเท้า เตาะกระโดด ย่อตัว และหมุนไปมา เลียนแบบธรรมชาติของการใช้ชีวิตในป่าเขา การแต่งกายของนักดนตรีเมื่อบรรเลงดนตรีในพิธีกรรมสำคัญจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า เนื่องจากเครื่องดนตรีของมูเซอมีเพียงไม่กี่ชนิด ได้แก่ หน่อ ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีหลักที่ใช้บรรเลง และมี แจ้โก่ บูลูโก่ และแป๋แฮะตู เป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ดังนั้นการประสมวงดนตรีจึงเป็นการรวมเอาเครื่องดนตรีทุกชนิดมาบรรเลงร่วมกัน การถ่ายทอดดนตรีของมูเซอ ถ่ายทอดด้วยวิธีปากเปล่าและประสบการณ์ที่ได้ฟังและได้เห็นวิธีบรรเลงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดมาตั้งแต่วัยเยาว์ เครื่องดนตรีสำคัญของมูเซอ ได้แก่ อาถ่า ”หน่อ”หรือแคนน้ำเต้า ขลุ่ย(ปิกกะลุย) แจ้โก่ บูลูโก่ แป๋แฮะตู “อาถ่า” เป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดอยู่ในเครื่องดนตรีประเภทเป่า ทำจากไม้ไผ่ ลักษณะภายนอกเหมือน “จองหน่อง” หรือที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า “หุน” หรือ ”หืน” หนุ่มสาวนิยมเล่นอาถ่าเพื่อเกี้ยวพาราสี โดยเฉพาะเวลาเดินทางไปทำไร่หรือยามพักผ่อน อาถ่าสามารถทำเสียงได้ประมาณ 3 – 5 เสียง มีข้อจำกัดคือไม่สามารถทำให้เป็นทำนองเพลงที่ชัดเจนและเป็นบันไดเสียง เวลาเล่น ผู้บรรเลงต้องทำให้เกิดเสียงโดยการสอดส่วนลิ้นของอาถ่าไว้ในช่องปากระหว่างเพดานบนและลิ้นคล้ายกับคาบไว้ โดยให้กระพุ้งแก้มเป็นกล่องเสียง จากนั้นใช้มือขวาจับปลายที่ใช้จับแตะกับริมฝีปาก ส่วนนิ้วมือซ้ายดีดตรงปลายอีกด้านหนึ่งเพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือนให้เกิดเสียง การจะทำให้เกิดเสียงสูงหรือเสียงต่ำขึ้นอยู่กับการบังคับปริมาณความถี่และความแรงในการดีดอาถ่า “หน่อ” หรือแคนน้ำเต้า ในประเทศไทยมีชาวเขา 4 เผ่า ที่ใช้แคนน้ำเต้าเป็นเครื่องดนตรีประจำเผ่าและใช้ในพิธีกรรม ได้แก่ ชาวเขาเผ่ามูเซอ เผ่าลีซู เผ่าอาข่าและเผ่าม้ง เป็นเครื่องดนตรีที่มีใช้มาแล้วไม่น้อยกว่า 2,000 ปี “หน่อ” เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลม กำเนิดเสียงโดยการเป่าหรือดูด “หน่อ” ทำขึ้นจากวัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ เช่น ลูกน้ำเต้า สำหรับทำน้ำเต้า ลำไม้ซางสำหรับทำท่อเสียงหรือเลาแคน และใบไผ่ ใบอ้อหรือโลหะแผ่นบางสำหรับทำลิ้น ระบบเสียงของหน่อจะเสียงทุ้มหรือเสียงแหลมขึ้นอยู่กับขนาดของน้ำเต้า ”หน่อ” มีทั้งหมด 3 ประเภทซึ่งมีความต่างกันที่ขนาดได้แก่ ”หน่อเมอะตู่” เป็นแคนที่มีขนาดเล็ก นิยมใช้ประกอบการเต้นจะคึในพิธีฉลองปีใหม่ “หน่อ” เป็นแคนขนาดกลาง และ ”หน่อกู่มา” ถือเป็นแคนขนาดใหญ่ “หน่อ” ของมูเซอ สามารถจำแนกส่วนประกอบสำคัญได้ 3 ส่วนคือ เต้าแคน กู่แคนหรือเลาแคน 5 เลาและ ลิ้นหรือที่เป่า โดยทั่วไป ”หน่อ”ของมูเซอแต่ละชุมชนส่วนใหญ่มีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ “หน่อ” ของมูเซอเฌเล จะมีขนาดใหญ่มาก ปัจจุบัน”หน่อ” ของมูเซอบ้านห้วยหลวงมีแคน 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กและขนาดใหญ่(หน้า65 - 80) “ปิกกะลุย”หรือขลุ่ย เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าดั้งเดิมที่ไม่ได้รับการพัฒนามากนัก เป็นขลุ่ยสั้น ขนาด 10 – 12 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ไม่มีดากหรือรูปากนกแก้วเช่นขลุ่ยไทย มีรูบังคับเสียงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพียง 2 – 4 รู ด้านปลายทางปากเป่าเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่หนุ่มสาวนิยมเป่าในไร่ข้าวช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยว และใช้เรียกหาสาวคนรักในยามค่ำคืน “แจ้โก่” เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีที่มีมาแต่ครั้งโบราณ ได้รับอิทธิพลแบบอย่างจากพม่า “แจ้โก่” ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญคือ ตัวกลองและหนังกลอง ปัจจุบันบ้านห้วยหลวงมีแจ้โก่ 2 ใบ วัดเส้นผ่านศูนย์กลางของหน้ากลองได้ 11 นิ้ว ตัวกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง ส่วนหนังกลอง ในอดีตทำจากหนังเลียงผา ปัจจุบันเลียงผาเป็นสัตว์ป่าสงวนจึงหันมาใช้หนังเก้งหรือหนังวัวแทนโดยขึงให้ตึงด้วยหวายหรือเชือก วิธีบรรเลงจะใช้สะพายโดยการใช้เชือกผูกกับตัวกลองและใช้มือทั้งสองข้างตีลงบนหน้ากลองตามความถนัดของผู้บรรเลง “บูลูโก่” หรือฆ้อง ทำจากทองเหลือง มีลักษณะเหมือนฆ้องทั่วไปคือมีปุ่มนูนตรงกลาง “แป๋แฮะตู”หรือฉาบ ทำจากทองเหลืองมีลักษณะคล้ายฉาบของไทย บรรเลงโดยใช้มือแต่ละข้างสอดเข้าไปในหูที่ทำจากผ้าร้อยเข้ากับตัวแป๋แฮะตูอีกข้างหนึ่งแล้วตีกระทบเข้าหากัน (หน้า 80 - 87) การบรรเลงเพลงแคนปีใหม่ประกอบการเต้น ”จะคึ” มีการเป่าหน่อนำในขบวนเต้นรำ มี 3 ขั้นตอนคือ ตอนที่ 1 ผู้นำเป่าหน่อนำชาวบ้านกลุ่มใหญ่ขึ้นไปบนบ้านทีละหลังเพื่อบรรเลงเพลงอวยพรปีใหม่และเต้นรำ ตอนที่ 2 เป็นการบรรเลงดนตรีโดยมีกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ หนุ่มสาวและเด็กๆในหมู่บ้านร่วมเต้นรำ ณ ลาน ”จะคึ” รอบต้นวอ โดยงานฉลองปีใหม่แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ปีใหม่หญิงและปีใหม่ชาย ปีใหม่หญิง เป็นพิธีบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อขอบคุณที่ให้ผลผลิตจากการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เพลงที่ใช้จะเป็นเพลงที่ชายหญิงเต้นรำด้วยกัน เพลงดังกล่าว อาทิ เพลง “หน่อมึแหละ อ่อฉ้อกู่เว”แปลว่า เชิญมาร่วมสนุก เพลง ”ออลิเตตู่เว หน่อมิเว” แปลว่า แสดงความเคารพรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เป็นต้น ส่วนปีใหม่ชายเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับผีดอย ผีป่า ผีน้ำที่คุ้มครองไร่นา ป่าเขาและสัตว์ป่า มีการเซ่นสรวงเครื่องมือเกษตรและเครื่องมือล่าสัตว์ เพื่อขอบคุณผีเครื่องมือและขอร้องมิให้ทำอันตรายต่อผู้ใช้ ในพิธีดังกล่าวมีลักษณะท่าเต้นและจังหวะค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นท่าเต้นที่เลียนแบบสัตว์ป่า เช่น กระทืบเท้า กระโดด เตะ ย่อตัว เป็นต้น เพลงที่ใช้บรรเลงในพิธี อาทิ เพลง “หน่อสู้กะคึแล่ อ่อจอตีแหละคึไก่เว” แปลว่า เชิญทุกคนเต้นรำพร้อมกัน เพลง “หน่อมึ ไปซึเว” แปลว่า เต้นรำด้วยท่าทางเลียนแบบสัตว์ป่า เป็นต้น ส่วนการบรรเลงเพลงแคนปีใหม่ตอนที่ 3 เป็นการเป่าเพลงหน่อในหมู่บ้านใกล้เคียง โดยมีพิธีดำหัวหรือและเปลี่ยนบุญกัน ทั้งนี้เพื่อยังผลให้เกิดความสามัคคีรักใคร่ระหว่างหมู่บ้าน (หน้า 87 – 88,90-91) นอกจากนี้ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และเก็บข้อมูลบทเพลงที่บรรเลงเนื่องในพิธีฉลองวันขึ้นปีใหม่ “เข๊าะจ๊าวา” ของมูเซอบ้านห้วยหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 13 เพลง จำแนกเป็นบทเพลงในพิธีฉลองปีใหม่หญิง 5 เพลง และเพลงในพิธีฉลองปีใหม่ชาย 8 เพลง ด้วยการนำบทเพลงมาบันทึกในระบบโน้ตสากล (Transcription) และวิเคราะห์จำแนกเป็นประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประวัติและที่มาของเพลง รูปพรรณหรือพื้นผิว(ความสัมพันธ์ของทำนองและการประสานเสียง) รูปแบบ ทำนอง จังหวะทำนอง กระสวนจังหวะเพลง การประสานเสียง การขึ้นต้นและลงจบ (ส่วนนำของบทเพลง และส่วนปิดท้ายของบทเพลง) (หน้า 90 -91)

Folklore

มีตำนานว่า เทวราชกื่อชาอันเป็นเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเป็นผู้สร้างโลก โดยใช้ไม้เฆี่ยนตีลงบนพื้นดินและหิน จนกระทั่งเกิดน้ำไหลออกมา ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นบนโลก โดยเทวราชกื่อชาเป็นสร้างมนุษย์ผู้ชายและสรรพสัตว์ ต่อมาจึงสร้างมนุษย์ผู้หญิงคู่กับมนุษย์ผู้ชาย มีร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นปลา ต่อมาเกิดน้ำท่วมโลก ชายหญิงคู่นี้และสรรพสัตว์ทั้งหลายได้หนีอพยพไปอยู่ในผลน้ำเต้ายักษ์ในป่า จนกระทั่งมนุษย์ผู้หญิงตั้งท้องนาน 3 ปี และได้ให้กำเนิดบุตรหลายคน ซึ่งถือเป็นบรรพบุรุษรุ่นแรกของมูเซอ (หน้า 35,63) ความเชื่อเกี่ยวกับตัวอักษรของมูเซอ เชื่อว่า “เทวราชกื่อชา” เคยมอบตัวอักษรเขียนลงในข้าวปุ๊กงาให้แก่บรรพบุรุษ แต่เผลอกินเข้าไป มูเซอจึงมีการพูดเสมอว่า ความรู้อยู่ในท้อง ไม่ต้องเรียนก็สามารถพูดได้ (หน้า 41) มูเซอบ้านห้วยหลวงไม่รับประทานเนื้อชะนี เพราะมีความเชื่อว่า บรรพบุรุษหญิงคนหนึ่งได้สัมผัสน้ำทิพย์ที่เทวราชกื่อชาให้แก่สามีของนางน้อยเกินไป แทนที่จะลอยขึ้นสวรรค์ แต่กลับกลายเป็นชะนีปีนป่ายตามต้นไม้ เรียกหาสามีจนทุกวันนี้ (หน้า 51)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

ในอดีตมูเซอบ้านห้วยหลวงมีการปลูกฝิ่นเพื่อจำหน่าย ต่อมารัฐบาลรณรงค์เพื่อความมั่นคงของราชอาณาจักรทำให้เลิกปลูกฝิ่น และได้ส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตร มูเซอจึงหันมาปลูกพืชชนิดอื่นมากขึ้น พืชที่นิยมปลูกได้แก่ ฝรั่ง กาแฟ กล้วย กะหล่ำปลี พริกและแตงกวา เป็นต้น (หน้า39) ปัจจุบันมูเซอดำ ทั้งหญิงและชายส่วนใหญ่ไม่นิยมแต่งกายแบบดั้งเดิม โดยหันมานิยมแต่งกายแบบคนไทยพื้นราบ เนื่องจากมีการติดต่อกับสังคมภายนอก กอปรกับความชอบในสีสันและรูปทรงที่มีความหลากหลาย แต่เมื่อมีโอกาสพิเศษหรือพิธีสำคัญ ก็ยังคงนิยมแต่งกายแบบดั้งเดิมอยู่บ้าง (หน้า 44) ปัจจุบันมูเซอบ้านห้วยหลวงนิยมปลูกเรือนตามแบบคนไทยพื้นราบมากขึ้น (หน้า 49) ในอดีตก่อนการเรียนเครื่องดนตรี”หน่อ” จะต้องทำพิธีไหว้ครู โดยการฆ่าไก่ 1 ตัวและนำเหล้ามาเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษเพื่อให้ได้รับทราบและขอให้ครูรับเป็นสิทธิ์ ปัจจุบันผู้เรียนสามารถเรียนกับครูได้โดยไม่ต้องทำพิธีไหว้ครูก่อน (หน้า 65)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มีข้อมูล

Map/Illustration

- แผนภาพแสดงการอพยพของชาวเขาเข้าสู่ประเทศไทย (หน้า 8) - แผนที่แสดงที่ตั้งของหมู่บ้านห้วยหลวง ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 36) - ภาพหมู่บ้านห้วยหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่(หน้า 37) - แสดงการแต่งกายของชาย – หญิงชาวมูเซอดำ(ลาฮูนะ) หมู่บ้านห้วยหลวงในปัจจุบัน(หน้า 47) - บ้านแบบดั้งเดิมของชาวเขาเผ่ามูเซอ บ้านห้วยหลวง(หน้า 50) - บ้านมูเซอในปัจจุบัน(หน้า 50) - อาหารและการนั่งรับประทานอาหาร(หน้า 52) - ผู้วิจัยและครกสำหรับตำข้าวปุ๊ก(หน้า 56) - การเต้นรำในวันสิ้นปี(หน้า 57) - ดนตรีที่บรรเลงประกอบการเต้นรำในวันสิ้นปี(หน้า 57) - หน่อเมอะตู แคนขนาดเล็กที่นิยมบรรเลงประกอบในพีกรรมและการเต้นรำ(หน้า 71) - ท่อเสียง แคนน้ำเต้า ”หน่อ” ของมูเซอ (หน้า 71) - หน่อแคนน้ำเต้าทั้ง 3 ขนาด(หน้า 72) - ลิ้น “หน่อ”(แคน) (หน้า 75) - วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ทำหน่อ(หน้า 76) - ขณะกำลังใช้มีดเจาะท่อเสียงหรือเลาแคนให้ทะลุปล้อง(หน้า 76) - ขณะกำลังประกอบลิ้นเข้ากับหน่อ(แคน)(หน้า 77) - ขณะกำลังทดลองเป่าแคนหลังจากสร้างเสร็จ(หน้า 77) - การจับหน่อ(หน้า 79) - วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้สร้างแจ้โก่(หน้า 83) - แสดงท่าทางการบรรเลงแจ้โก่(หน้า 84) - แสดงท่าทางการบรรเลงแป๋แฮะตู(หน้า 87) - การเต้นรำในพิธีดำหัวหรือแลกเปลี่ยนบุญกันระหว่างหมู่บ้าน(หน้า 89) - โน้ตเพลงรวมเครื่องดนตรีทั้งหมด(Score)ของชาวเขาเผ่ามูเซอ (หน้า 176 - 234)

Text Analyst สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ Date of Report 27 พ.ค. 2562
TAG ลาหู่ ลาฮู, ดนตรี, พิธีฉลองปีใหม่, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง