ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ม้ง,เอกลักษณ์,วัฒนธรรม,การเปลี่ยนแปลง,พิษณุโลก
Author ปรารถนา มงคลธวัช
Title เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชาวเขาเผ่าม้งบ้านห้วยน้ำไซ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
สถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Total Pages 252 Year 2541
Source หลักสูตรปริญญารัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

มีเนื้อหาครอบคลุมหลายประเด็น อธิบายความเป็นมา วิถีชีวิต ความเชื่อและประเพณี เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ของม้งบ้านห้วยน้ำไซ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก โดยเน้นที่ปัจจัยภายในและภายนอกที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม

Focus

ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ม้งบ้านห้วยน้ำไซ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก (สมมติฐานในการวิจัย หน้า 36-44)

Theoretical Issues

ใช้กรอบแนวทฤษฎีสังคมและวัฒนธรรม 8 กรอบแนวคิดได้แก่ 1.มโนภาพวัฒนธรรม (Culture) 2.การติดต่อทางวัฒนธรรม (Cultural Contract) 3. การผสมผสานทางวัฒนธรรม (Assimilation) 4. ชุมชน (Community) 5. การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม (Culture Change) 6. ความทันสมัย (Modernization) 7.ผู้นำ (Leadership) 8. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (National Economic and Social Development) โดยมีสมมติฐานว่า ปัจจัยภายใน - ผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางศาสนา ผู้นำทางการศึกษา ผู้นำทางเศรษฐกิจ ผู้นำทางศิลปะและนันทนาการ การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และปัจจัยภายนอก - นักท่องเที่ยว ผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ หน่วยงานราชการและสื่อสารมวลชน ช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของม้งบ้านห้วยน้ำไซ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ผลการวิจัยพบว่า จากสมมติฐานปัจจัยภายใน - ภายนอก 10 ข้อ มี 8 ข้อที่เป็นไปตามสมมติฐาน และปัจจัยภายนอก 2 ข้อไม่เป็นไปตามสมมติฐาน ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1. ปัจจัยภายในช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยผู้นำทั้ง 5 ด้านของหมู่บ้านห้วยน้ำไซได้ช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมใน 14 ข้อมากน้อยแตกต่างกันไป (ดูตารางที่ 76 หน้า 200, ค่าอัตราส่วนร้อยละหน้า 225) แต่มี 4 เรื่องที่เหมือนกัน คือ ภาษาพูด การแต่งกาย ประเพณีการเล่นลูกช่วงในงานปีใหม่ม้ง และประเพณีการคารวะผู้อาวุโส เนื่องจาก ภาษาพูดเป็นสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และหมู่บ้านห้วยน้ำไซเป็นหมู่บ้านม้งทุกครัวเรือน การติดต่อสื่อสารกันจึงต้องใช้ภาษาม้งเป็นหลัก ในเรื่องการแต่งกายชุดประจำเผ่า แม้ว่าม้งในหมู่บ้านจะไม่ได้ใส่ชุดประจำเผ่าทุกวัน แต่ก็มีการรณรงค์ให้ใส่ทุกวันพุทธและวันเทศกาลปีใหม่ ตลอดจนงานประเพณีสำคัญของหมู่บ้าน สำหรับประเพณีการเล่นลูกช่วงในงานปีใหม่ม้ง นอกเหนือจากความสนุกสนานแล้ว ยังเป็นโอกาสที่หนุ่มสาวใช้เลือกคู่ครองและผู้เฒ่าเป่าแคน อันเป็นประเพณีดั้งเดิม ส่วนประเพณีการคารวะผู้อาวุโส ครอบครัวม้งจะเคร่งครัดระบบอาวุโส ทั้งนี้มีวัฒนธรรม 1 ข้อที่ผู้นำทั้ง 5 ด้านเห็นว่าควรเปลี่ยนแปลง คือ ความเชื่อและการปฏิบัติเกี่ยวกับรกเด็กในประเพณีการเกิดของม้งแบบโบราณ เนื่องจากมีอันตรายกับแม่และเด็ก อาจดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ในอดีต แต่ปัจจุบันการแพทย์เจริญและเข้าถึงโรงพยาบาลได้ง่ายขึ้นแล้ว และข้อสุดท้ายของปัจจัยภายในคือ การเพิ่มประชากรช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม เนื่องจากสถาบันครอบครัวของม้งมีความแน่นแฟ้นในระบบเครือญาติ ระบบอาวุโส เด็กที่เกิดใหม่จะได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมม้ง ฉะนั้น ม้งมีจำนวนมากขึ้น จะทำให้เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของม้งยังสืบต่อไปเรื่อย ๆ 2. ปัจจัยภายนอกช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม : 2.1 นักท่องเที่ยวช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม เนื่องจาก ความแปลกแตกต่างของวัฒนธรรมม้งทำให้นักท่องเที่ยวสนใจ และบ้านห้วยน้ำไซเป็นทางผ่านไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า นักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะบ้านห้วยน้ำไซทุกครั้ง การดำรงวัฒนธรรมไว้ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ 2.2. หน่วยงานราชการช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาและโรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซรณรงค์ให้ม้งแต่งกายชุดประจำเผ่า จัดคู่มือการเรียนการสอนภาษาไทย - ม้ง ส่งเสริมงานฝีมือการปักผ้าให้สตรีและเด็ก ... มีปัจจัยภายนอก 2 ข้อที่ไม่ช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของม้งบ้านห้วยน้ำไซ คือ ผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ เนื่องจาก มุ่งเน้นเผยแพร่ศาสนาเป็นหลัก ไม่ได้เข้าร่วมประเพณีและพิธีกรรมกับม้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนับถือผี และสุดท้ายคือ สื่อสารมวลชนไม่ได้ช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม เพราะทำให้ม้งได้รับวัฒนธรรมใหม่มากขึ้น เช่น พฤติกรรมประจำวัน การแต่งกาย การพูดภาษาไทย เป็นต้น (หน้า 224 - 228)

Ethnic Group in the Focus

ผู้เขียนเรียกชาติพันธุ์ที่ศึกษาว่า "ม้ง" เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายมงโกลอยด์ (Mongoloid) ตระกูล จีน - ธิเบต (Sino - Tibetan) ที่เป็นจีนเดิม (Main Chinese) ชาวจีนเรียกม้งว่า "Miao" ม้งเรียกตัวเองว่า "ม้ง" (Mong) หรือ "ฮม้ง" (Hmong) และไม่ชอบให้ใครเรียกว่า "แม้ว" (Meo) (หน้า 1, 2, 24, 45) นอกจากนี้ ในบางส่วนของเนื้อหา ผู้เขียนเรียกชาติพันธ์ที่เขียนถึงว่า "แม้ว" ปนกับคำว่า "ม้ง" และคำว่า "ชาวเขา"

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาม้งจัดอยู่ในตระกูล จีน - ธิเบต สาขา แม้ว - เย้า มีแต่ภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน ภาษาม้งที่พูดกันในประเทศไทย แบ่งออกเป็นภาษาถิ่นย่อยที่สำคัญ 2 ภาษาถิ่น คือ 1. ภาษาม้งจั๊วะ (Hmong Njua) หรือภาษาไทยเรียกว่า ภาษาม้งน้ำเงิน ม้งดำ ม้งเขียว หรือม้งลาย และ 2. ภาษาม้งเต๊อะ (Hmong Daew) หรือภาษาไทยเรียกว่า ม้งขาว ภาษาม้งทั้งสองภาษาถิ่น มีลักษณะคล้ายกันทั้งด้านระบบเสียงและระบบไวยกรณ์ ม้งที่พูดภาษาถิ่นย่อยคนละถิ่น สามารถสื่อสารกันเข้าใจ (หน้า 56) ส่วนภาษาเขียน มีผู้พยายามคิดประดิษฐ์ขึ้นภายหลัง มีทั้งใช้ตัวสัญลักษณ์ ใช้ภาษาไทย และใช้อักษรโรมัน (ซึ่งเป็นที่ยอมรับใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน) (หน้า 61)

Study Period (Data Collection)

ไม่ได้ระบุรายละเอียด แต่ระบุไว้ว่า การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม (Participant Observation) ในหมู่บ้านห้วยน้ำไซ เริ่มเดือนธันวาคม พ.ศ. 2540 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 (หน้า 46) ใช้เทคนิควิจัยทางมานุษยวิทยา เช่น การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การสำรวจลักษณะทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชน และการสัมภาษณ์ เป็นต้น (หน้า 5-23, 46-48)

History of the Group and Community

ม้งโดยทั่วไปจะรู้จักประวัติของตนเอง โดยการบอกเล่าเป็นนิทานหรือตำนานถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น จากตำนานสามารถเดาได้ว่า ถิ่นกำเนิดของม้งอาจอยู่ในแถบมงโกเลีย ธิเบต ประวัติศาสตร์จีนกล่าวถึงม้งเมื่อ 4,675 ปีมาแล้วว่า ชาว "เหมียว" หรือ "Miao" ถูกจีนเนรเทศออกจากศูนย์กลางของที่ราบลุ่มหยางเจ (Central Yangtza Plain) ไปภูเขาทางทิศตะวันตก และพื้นที่บริเวณไกวโจ มณฑลหูหนาน มณฑลกวางสี ม้งทำสงครามกับจีนเสมอมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ม้งอพยพลงใต้และตะวันตกเฉียงใต้ ในสมัยราชวงค์แมนจู จีนพยายามผสมกลมกลืนม้งมากขึ้น ม้งบางส่วนจึงอพยพเข้าสู่บริเวณตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ลาว รัฐฉานในพม่าและไทย ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 การอพยพเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ม้งกลุ่มแรกที่อพยพเข้าสู่ประเทศไทยอยู่ในราวปี พ.ศ. 2383-2413 (ค.ศ.1840 -1870) และอพยพเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้นราว พ.ศ.2503 - 2520 อันเนื่องมาจากสงครามภายในลาว เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ในระยะแรก ม้งแยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตามภูเขาสูงในเขตจังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ น่าน แพร่ เชียงราย ตาก และเชียงใหม่ จากนั้น ขยายไปจังหวัดพะเยา สุโขทัย กำแพงเพชร แม่ฮ่องสอน และลำปาง นอกจากนี้ ราว พ.ศ. 2518 ประเทศไทยได้จัดตั้งศูนย์อพยพม้งขึ้นที่จังหวัดเลยบริเวณชายแดนไทย-ลาว เพื่อช่วยเหลือม้งที่เดือดร้อนจากสงคราม และองค์การสหประชาชาติได้จัดส่งม้งเหล่านั้นบางส่วนไปยังประเทศที่ 3 เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เป็นต้น (หน้า 2-4, 23, 49-51) ม้งที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอนครไทยเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากดอยปัว จังหวัดน่าน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2493 เพราะต้องการหาพื้นที่อุดมสมบูรณ์แห่งใหม่ เริ่มต้นจากการส่งคณะเดินทางไปเลือกพื้นที่ก่อน โดยเดินทางไปตามสันเขาตั้งแต่จังหวัดน่านมาจนถึงจังหวัดพิษณุโลก และพบว่าบริเวณพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัย คือ บริเวณภูหินร่องกล้าในเขตอำเภอนครไทย จากนั้น มีครอบครัวม้งประมาณ 300 ครอบครัวเดินทางอพยพมา โดยเดินทางมาตามสันเขาใช้เวลาประมาณ 45 วัน จึงมาถึงภูหินร่องกล้า และจัดตั้งหมู่บ้าน 3 หมู่บ้าน หมู่บ้านละประมาณ 100 ครอบครัว และหมู่บ้านห้วยน้ำไซเป็นหมู่บ้านม้งแห่งหนึ่งในจำนวนนั้น (หน้า 98, 100)

Settlement Pattern

บ้านเรือนของม้งจะปลูกเป็นโรงคลุมพื้นดิน ใช้พื้นดินเป็นพื้นเรือน จะยกพื้นสูงเพียงที่นอน ด้านหน้าของบ้านจะหันออกทางลาดเขา วัสดุที่ใช้ในการปลูกบ้าน เป็นวัสดุที่มีอยู่ในธรรมชาติ หาได้จากบริเวณนั้น ฝาบ้านอาจใช้ไม้แผ่นหรือใช้ฟากตั้งเรียง ๆ กัน เสาบ้านจะเป็นไม้เนื้อแข็ง วัสดุที่ใช้ทำหลังคามีหลายแบบ เช่น แผ่นเกล็ดไม้ที่ใช้ขวานถากเป็นแผ่น ๆ กว้างประมาณ 1 คืบยาวประมาณ 1 ศอก หรือใช้ใบเหียง ใบค้อ บางแห่งมุงด้วยหญ้าคา เป็นต้น บ้านของม้งขาวจะมี 2 ประตู คือประตูหน้า เป็นประตูเข้าออกธรรมดาในชีวิตประจำวัน เรียก "ขอตั้งจั่ว" และประตูข้าง เรียก "ขอตั้งต้า" ประตูด้านข้างถือเป็นประตูหลัก เป็นประตูสำคัญ เป็นพื้นที่ต่ำหรือลาดชันกว่าตัวบ้าน จะใช้ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญ ๆ เช่น พิธีแต่งงาน พิธีศพ เป็นต้น ภายในบ้านม้งดั้งเดิม จะมีบริเวณมุมหนึ่งที่ยกพื้นสูงสำหรับเป็นที่นอน อีกมุมหนึ่งจะใช้เป็นที่เก็บพืชผล เช่น ข้าวโพด ฟักทอง อีกมุมหนึ่งของบ้านใช้เป็นที่หุงหาอาหาร และมุมที่เหลืออาจจะยกพื้นใช้เป็นที่นอน ตรงกลางบ้านจะเป็นเตาไฟก่อที่พื้นดินสำหรับผิงไฟหรือต้มน้ำชา และเป็นที่นั่งคุยรับแขก ส่วนแท่นบูชาบรรพบุรุษหรือสิ่งเคารพบูชา จะแขวนอยู่บนข้างฝาตรงข้ามกับประตูทางเข้าหน้าบ้าน ถ้าเป็นบ้านของหมอผี จะมีหิ้งบูชาที่เรียกว่า "หิ้งลงชฎา" แขวนอยู่ข้างฝาบ้านด้วย ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ม้งที่เป็นเครือญาติกันจะปลูกบ้านอยู่ใกล้ ๆ กันกับญาติพี่น้อง จำนวนคนในครอบครัวหนึ่ง ๆ จะมีประมาณ 20 - 30 คน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ม้งในหมู่บ้านห้วยน้ำไซจำนวนไม่น้อยปลูกบ้านแบบคนไทยพื้นราบ (หน้า 61, 65, ดูรูปหน้า 64, 101-103)

Demography

จากการวิจัยของสถาบันวิจัยชาวเขา (2532) กล่าวว่ามีประชากรม้งอาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 82,356 คน (หน้า 3) อำเภอนครไทยมีม้งอยู่ 4 หมู่บ้าน จำนวน 432 หลังคาเรือน รวม 2,829 คน ส่วนหมู่บ้านห้วยน้ำไซ มี 153 ครัวเรือน (หน้า 98) ประชากรม้งบ้านห้วยน้ำไซปี พ.ศ.2541 มีจำนวน 919 คน แยกเป็นชาย 485 คน หญิง 434 คน (ดูตารางที่ 6 หน้า 136)

Economy

ม้งบ้านห้วยน้ำไซส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก มีการเพาะปลูกได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มะม่วง มะขาม ขิง กระหล่ำปลี เป็นต้น และเลี้ยงสัตว์ เช่นหมู ไก่ ม้าต่าง เป็นต้น เดิมเลี้ยงไว้ขาย (หรือฆ่ากินในช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือตอนเตรียมฟันไร่เกี่ยวข้าว) เนื่องจาก ม้งบริโภคสัตว์ป่าเป็นอาหารหลัก แต่ปัจจุบันจะเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภคด้วย เพราะสัตว์ป่าบริเวณภูหินร่องกล้าลดน้อยลง ม้งทุกคนจะมีไร่ของตนเองตั้งแต่ 1 ไร่ไปจนถึง 70 ไร่ ที่ดินจะอยู่ทั้งในบ้านห้วยน้ำไซ และนอกหมู่บ้าน วิธีทำไร่ คือจะถางป่าพื้นที่ที่เลือกไว้ในฤดูแล้ง ถางหมดแล้วจะทิ้งไว้ให้แล้ง จากนั้นจะเผา เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนจึงเริ่มเพาะปลูก ทุนที่ใช้จะเป็นทุนของตนเองเป็นส่วนใหญ่ หากไม่มีก็ยืมจากญาติโดยไม่เสียดอกเบี้ย (ซึ่งมีน้อย) หากแรงงานในครอบครัวไม่พอ จะจ้างแรงงานภายในหมู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ค่าจ้างวันละ 100 - 120 บาท หากที่ดินหรือเครื่องมือในการผลิตไม่เพียงพอ อาจเช่าจากคนอื่นหรือยืมจากเพื่อนบ้าน ผลผลิตจากการเกษตรจะขายที่ตลาดอำเภอนครไทย ตลาดอำเภอด่านซ้าย อำเภอภูเรือจังหวัดเลย ตลาดอำเภอหล่มสัก อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ... ปัจจุบัน การปลูกฝิ่นบนภูหินร่องกล้าลดน้อยลงและหมดไป เนื่องจากการปราบปรามของรัฐบาลและมีการปลูกพืชทดแทน (หน้า 103, 105, 110, 173, รูปหน้า 104, 106, ตารางหน้า 141-153) ทรัพย์สินในครัวเรือนของม้งบ้านห้วยน้ำไซ จากการศึกษาผู้เขียนสรุปว่า มีวิทยุเทปมากที่สุด เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวเขานิยมฟังข่าวและหาความบันเทิงจากวิทยุเทป (ไฟฟ้าเพิ่งเข้าในหมู่บ้านเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2541) มีรถกะบะเป็นอันดับสอง เนื่องจากประกอบอาชีพเกษตรกรรม รถกะบะใช้ใส่ผลผลิตไปขายยังตลาดสดด้วยตนเอง (หน้า 154)

Social Organization

ครอบครัวม้งในประเทศไทย มีลักษณะเป็นครอบครัวขยายในแนวนอน ประกอบด้วยครอบครัวหลายครอบครัว ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นพี่น้องกัน (siblings) อยู่ร่วมกันในครอบครัวเดียวกัน เช่น ครอบครัวของพี่ชายและครอบครัวของน้องชายอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน และมีหัวหน้าครอบครัวคนเดียวกัน อำนาจการตัดสินใจปัญหาสำคัญ ๆ ของครอบครัวอยู่ที่ฝ่ายชาย ผู้อาวุโสสูงสุดที่เป็นหัวหน้าและเป็นผู้นำ ครอบครัวหนึ่ง ๆ มีสมาชิกจำนวนมาก เกี่ยวพันโดยสายเลือดและแต่งงาน หลังแต่งงานฝ่ายหญิงจะอยู่บ้านฝ่ายชาย (patrilocal residence) ทำให้เกิดครอบครัวขยายที่มีแกนอยู่ที่กลุ่มญาติผู้ชาย มรดกตกทอดและการสืบตำแหน่งต่าง ๆ จากพ่อจะไปยังลูกชาย และใช้สกุลของพ่อ สังคมของม้งอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยามากกว่า 1 คนได้ และไม่ให้มีการแต่งงานในแซ่สกุลเดียวกัน เพราะถือว่าเป็นพี่น้องกัน ความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่ใกล้ชิดของม้ง พิจารณาได้จากศัพท์ 3 คำ 1) "แซ่เดียวกัน" (ตั้วลู้เซ่ง) คือ ม้งที่มีแซ่เดียวกันถือเป็นพี่น้องกัน แม้จะอยู่ต่างถิ่นฐานกันหรือไม่ได้เป็นญาติกันโดยตรงก็ตาม อาจจะนับถือผีบรรพบุรุษเดียวกันหรือไม่ก็ได้ 2) "ลูกพี่ลูกน้อง" (กื๋อตี้) คือมีแซ่เดียวกัน เป็นญาติพี่น้องกัน สามารถปรึกษาหารือให้คำแนะนำซึ่งกันและกันได้ แต่อาจทำพิธีกรรมบางอย่างร่วมกันไม่ได้ เพราะนับถือผีบรรพบุรุษไม่เหมือนกัน 3) "นับถือผีเดียวกัน" (ตั้วตู่กลั้ง) เป็นความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ใกล้ชิดกันมากที่สุด เพราะนับถือผีบรรพบุรุษเดียวกัน เป็นญาติพี่น้องกันจริง ๆ สามารถตายและจัดพิธีศพในบ้านของกันและกันได้ ความสัมพันธ์ทางเครือญาติของม้งจึงสามารถวิเคราะห์ผ่านพิธีกรรมงานศพได้ (หน้า 67 - 69) สำหรับบ้านห้วยน้ำไซประเภทครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยวมากกว่าครอบครัวขยาย คือร้อยละ 75.82 และ 24.18 (จากตารางที่ 8 หน้า 137-138) การแต่งงาน : ม้งมีการแต่งงานหลายแบบ เช่น การฉุด การพาหนี การสู่ขอ และการหมั้นตั้งแต่ยังเด็ก แต่วิธีแต่งงานที่นิยมกันมากคือการฉุดหรือหนีตามกัน เมื่อทำมาหากินจนมีเงินทองแล้ว จึงไปสู่ขอและจัดทำพิธีแต่งงาน ส่วนการหมั้นตั้งแต่เด็กอาจเปลี่ยนใจได้ภายหลัง แต่ฝ่ายที่เปลี่ยนใจต้องเสียค่าปรับเป็นเงินค่อนข้างสูง (ปัจจุบันมีไม่มาก) ประเพณีการเกี้ยวสาวของหนุ่มม้งจะไม่ทำในที่สาธารณะหรือต่อหน้าผู้ใหญ่ เพราะจะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ใหญ่ หรือไม่ทำในบ้าน เพราะถือว่าเป็นการผิดผี ฝ่ายชายจะรอจนกว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงหลับ จึงเรียกฝ่ายหญิงออกไปพบกันนอกบ้าน การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานจึงเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมม้ง หากเกิดตั้งครรภ์ขึ้นในขณะที่พบกับ ผู้ชายหลายคน แต่ไม่ทราบว่าตั้งครรภ์กับใคร หญิงสาวอาจบอกพ่อแม่เพื่อจะได้หาทางทำแท้ง หรือหญิงสาวอาจบอกชื่อของชายหนุ่มที่เธอรักมากที่สุดว่าเป็นพ่อของเด็กในท้อง ชายหนุ่มอาจยอมแต่งงานด้วย หรือปฏิเสธโดยยอมเสียค่าปรับเป็นค่าทำคลอดก็ได้ การตั้งครรภ์ในลักษณะนี้จะคลอดในบ้านไม่ได้ พ่อจะสร้างกระท่อมเล็ก ๆ ใกล้บ้านเพื่อคลอดลูก หลังคลอดลูก 1 เดือนจึงกลับเข้าอยู่ในบ้านได้ ส่วนการฉุด มักกระทำเมื่อสนใจหญิงสาวแล้วไม่ได้รับการสนใจตอบ การฉุดต้องทำนอกบ้านเพื่อไม่ให้ผิดผี หากมีผู้พบเห็นก็ไม่มีใครช่วยแม้จะได้รับการร้องขอจากฝ่ายหญิงก็ตาม พ่อฝ่ายหญิงและญาติพี่น้องฝ่ายชายตลอดจนคนนอกจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยว คนที่จะช่วยจะมีแต่แม่ฝ่ายหญิงหรือญาติที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น หากการฉุดสำเร็จ ภายใน 3 วันฝ่ายชายจะไปขอขมาต่อพ่อแม่ฝ่ายหญิงและตกลงค่าสินสอดการแต่งงาน (หน้า 72, 78, 80) หลังแต่งงานฝ่ายหญิงต้องทำงานหนัก การแบ่งงานกันทำภายในครอบครัวในอดีต ฝ่ายหญิงจะทำงานหนัก ต้องรับผิดชอบทั้งงานบ้านและงานในไร่ เมื่อตื่นขึ้นมาจะทำหน้าที่ตำข้าว สับผักหมู ต้มข้าวหมู หุงข้าวและทำอาหาร พอเช้าตรู่จะออกไปทำไร่ ในขณะที่ฝ่ายชายจะอยู่เฝ้าบ้าน นั่งล้อมวงพูดคุยและสูบฝิ่น แต่ในปัจจุบันนี้สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะช่วยกันทำไร่ (หน้า 105) ปัจจุบันม้งที่หมู่บ้านห้วยน้ำไซ ถ้าฝ่ายชายชอบหญิงคนใดจะไปบอกพ่อแม่ พ่อแม่จะทำพิธีเซ่นผีด้วยธูปและไก่ต้ม โดยอธิฐาน หากลูกชายของตนแต่งงานแล้วจะมีความสุข มีเงินมีทอง ขอให้สำแดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการพิจารณาจากลิ้นไก่และขาไก่ หากลิ้นและขาไก่ไม่มีปัญหา พ่อแม่ฝ่ายชายจะส่งเถ้าแก่ไปสู่ขอตกลงสินสอด ซึ่งนิยมเป็นเงินแท่ง (หน้า 80-81)

Political Organization

หมู่บ้านม้งในจังหวัดพิษณุโลกส่วนใหญ่เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ซึ่งทางราชการได้จัดสรรพื้นที่ทำกินให้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ๆ และให้การสงเคราะห์และพัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษาและสาธารณสุข เป็นต้น (หน้า 3) หมู่บ้านห้วยน้ำไซเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งที่ตั้งถิ่นฐานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คือ ได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำหนดเขตและประกาศตั้ง ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในหมู่บ้าน สภาตำบล และที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ ในการปกครองหมู่บ้านจะมีผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ทำหน้าที่รับผิดชอบบริหารและพัฒนาชุมชนร่วมกัน บุคคลเหล่านี้ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกของชุมชน และได้รับการแต่งตั้งจากหน่วยราชการ นอกจากนี้ ในวัฒนธรรมจารีตของม้ง จะมีบุคคลสำคัญที่เป็นผู้นำทางจารีตมีบทบาทและมีสถานภาพในหมู่บ้าน ซึ่งได้แก่ "ผู้นำการอพยพ" จะได้รับความเคารพเชื่อฟังในฐานะผู้นำการสร้างหมู่บ้าน "ผู้อาวุโสของแต่ละแซ่สกุล" มีความสำคัญเป็นตัวแทนของแซ่สกุล มีความรู้ด้านจารีตประเพณีในการประกอบพิธีต่าง ๆ ของแซ่สกุล "หมอผี หมอคาถา หมอสมุนไพร" มีบทบาทเป็นผู้ให้บริการทางพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตและอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ผู้นำตามจารีตเหล่านี้ ม้งในหมู่บ้านจะให้การยอมรับนับถือและรับฟังคำชี้แนะ (หน้า 65, 124, 126, รูปหน้า 125) ในส่วนของหน่วยงานหรือองค์กรที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน มีโรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ 1 โรง ฐานปฏิบัติการบ้านห้วยน้ำไซ 1 ฐาน ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา 1 ศูนย์ และอาคารคริสตจักร 1 หลัง (ตารางหน้า 121, แผนที่หมู่บ้านหน้า 99)

Belief System

ศาสนา : ม้งนับถือวิญญาณและผีต่าง ๆ (Animism) การนับถือผีของม้งอาจจัดได้เป็นหลายระดับดังนี้ 1) ผีระดับเทพหรือเทวดา เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง ดูแลโลกทั้งหมด ตัดสินดีชั่วและกำหนดอายุของมนุษย์ 2) "เน้ง" เป็นผีที่คอยต่อสู้กับผีร้ายและมีบทบาทสำคัญในการรักษาคนเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับเรื่องของ "ขวัญ" และ "วิญญาณ" 3) "ด๊า" เป็นผีทั่วไป จะให้ทั้งคุณและโทษ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 3.1 ผีเรือน เป็นผีที่สิงสถิตอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน หรือสิ่งที่อยู่ในบ้าน เช่น ประตู เสา คาน เตาไฟ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผีบรรพบุรุษสถิตอยู่ที่เสา หรือคานหลักของบ้าน ผีเรือนมักให้คุณแก่ครอบครัว 3.2 ผีทั่วไป เป็นผีที่อยู่ทั่วไป เช่น ผีป่า ผีน้ำ ผีจอมปลวก ผีถ้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีผีเร่ร่อน ซึ่งม้งเชื่อว่าเกิดจากคนที่ตายโดยไม่มีญาติพี่น้องทำพิธีศพให้ วิญญาณจึงล่องลอยไป เรื่อย ๆ ผีทั่วไปเหล่านี้จะให้โทษมากกว่าคุณ (หน้า 69, 71) ปัจจุบัน (2541) ม้งบ้านห้วยน้ำไซยังคงนับถือผีเป็นส่วนใหญ่คือ 75 ครัวเรือนใน 110 ครัวเรือน ผีที่นับถือ ได้แก่ ผีบรรพบุรุษและผีบ้านผีเรือน และยังคงปฏิบัติพิธีกรรมเกี่ยวกับผีในงานประเพณีสำคัญๆ เช่น งานศพ การเกิด งานแต่งงาน เป็นต้น แต่ในสำเนาทะเบียนบ้านจะระบุว่านับถือศาสนาพุทธ บางครอบครัวเคยปฏิบัติศาสนกิจในพุทธศาสนา เช่น ใช้เงินทำบุญ ตักบาตร เป็นต้น มีม้ง 17 ครัวเรือนนับถือศาสนาคริสต์ ม้งที่นับถือคริสต์จะไม่นับถือผี (หน้า 175, ตารางหน้า 169-172) พิธีกรรม : ส่วนใหญ่เกี่ยวกับวงจรชีวิต เช่น การเกิด การตาย แต่งงาน การรักษาพยาบาล เป็นต้น การเกิด : สังคมม้งไม่มีผู้ทำหน้าที่หมอตำแยอย่างเป็นทางการ เมื่อจะคลอด นอกจากสามีแล้ว จะมีแม่สามีหรือญาติเพศหญิงเป็นผู้ช่วยทำคลอด การคลอดเป็นไปโดยธรรมชาติ หลังจากเด็กคลอดแล้ว หากเป็นเด็กชาย จะนำรกฝังไว้บริเวณเสากลางบ้าน ซึ่งมีผีเสาสถิตอยู่ เพราะเด็กชายควรจะรู้เรื่องผี ผู้ชายจะต้องเป็นผู้สืบสกุลและรับภารกิจของครัวเรือนต่อจากบิดา หากเป็นเด็กหญิงจะฝังรกไว้ใต้เตียงในห้องนอนของคู่สามีภรรยานั้น เพราะผู้หญิงจะแต่งงานออกเรือนไป เมื่อเกิดได้ 3 วัน บิดาจะเรียกขวัญและทำพิธีตั้งชื่อให้ ทำพิธีขอบคุณพ่อแม่ที่ส่งเด็กมาเกิด บอกผีบ้านให้คุ้มครองเด็กและรับไว้เป็นสมาชิกของครัวเรือนและวงศ์ตระกูล ม้งเชื่อว่าเด็กที่เกิดมายังไม่ถึง 3 วัน ยังไม่เป็นมนุษย์ หากตายลงศพจะถูกฝังอย่างง่าย ๆ ไม่มีพิธีทำบุญศพตามประเพณี (หน้า 76) การตาย : ประเพณีการจัดงานศพของม้งจะแตกต่างกันตามตระกูลหรือท้องถิ่น เมื่อมีคนตาย ญาติพี่น้องจะช่วยกันล้างหน้าทาแป้งและแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ให้กับศพ (โดยประเพณี ลูกสาวทุกคนจะต้องเย็บผ้าอย่างสวยงามให้พ่อแม่คนละ 1 ผืน และแม่จะเย็บผ้าเหล่านี้ประกอบกันเข้าเป็นชุดสำหรับตนเองและสามี เพื่อใช้สวมเมื่อตาย) แล้ววางศพขนานกับฝาผนัง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูหน้าบ้าน และมีพิธีสวดส่งวิญญาณ เพื่อให้คนตายทราบว่าตนตายไปแล้ว และกำลังเดินทางไปอีกโลกหนึ่ง ศพจะถูกตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 3 วัน หรืออาจมากกว่านั้นแล้วแต่กรณี เพื่อรอญาติพี่น้องและรอวันดีที่เหมาะแก่การฝังศพ เพื่อให้คนตายไปเกิดในที่ดีมีความสุข และลูกหลานจะร่ำรวยมีความสุขด้วย แต่หากตายด้วยโรคติดต่อจะฝังทันที ศพจะวางอยู่บนแคร่ในขบวนแห่ศพจากบ้าน ส่วนโรงศพจะถูกนำไปประกอบไว้ในหลุมศพ หลุมศพจะเป็นหลุมตื้น ๆ เมื่อปิดฝาโลงศพแล้วก็เอาดินกลบ การฝังศพจำเป็นต้องเลือกทำเลที่ดี เพราะทำเลที่ดีหรือไม่ดี จะส่งผลต่อความเจริญรุ่งเรืองหรือเคราะห์กรรมของชีวิตภรรยาและบุตรที่อยู่ข้างหลัง เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นในงานศพ ได้แก่แคนและกลอง เพลงแคนที่ใช้เป่าบันเลงในงานศพ ห้ามนำมาเป่าบันเลงเล่นในโอกาสอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการตาย ส่วนกลอง การตีกลองมีความหมายเพียงประการเดียว คือใช้ตีในงานศพเท่านั้น กลองที่ใช้ในงานศพมี 2 ลักษณะ อย่างแรก คือกลองที่มีผีกลอง ทำขึ้นใช้ถาวรโดยสืบทอดสู่รุ่นลูกต่อ ๆ กันมา และต้องทำพิธีเซ่นผีกลองทุกปี หมู่บ้านหนึ่งอาจมีกลองนี้เพียงใบเดียว จะยืมกันใช้เมื่อมีงานศพ ในกรณีที่ทั้งหมู่บ้านไม่มีกลองจริง ๆ จะทำกลองขึ้นใช้ชั่วคราวเฉพาะงานศพนั้น เมื่อใช้เสร็จแล้วจะต้องทำลายทิ้ง ไม่นำกลับมาใช้อีก หลังจากฝังศพครบ 13 วัน จะมีการเชิญวิญญาณผู้ตาย จึงจะไปเกิดใหม่ได้ ญาติของผู้ตายจะไว้ทุกข์ให้ประมาณ 13 วัน ไม่มีการแต่งตัวเป็นพิเศษ แต่ห้ามปฏิบัติบางอย่างซึ่งจะทำให้ผู้ตายไปเกิดไม่ได้ หากสามีหรือภรรยาตาย ห้ามแต่งงานใหม่ทันทีจนกว่าจะพ้น 13 วันไปแล้วเพราะจะทำให้ผู้ตายกังวลในสามีหรือภรรยาของตน (หน้า 73, 81, 84, รูปหน้า 82-83) พิธีส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่ : ในตอนเย็นของวันส่งท้ายปีเวลาประมาณ 17.00 - 18.00 น. จะเป็นการรวมสมาชิกของตระกูลแซ่ เพื่อประกอบพิธีกรรมร่วมกัน เริ่มจากการเตรียมต้นไม้ปีใหม่ คือต้นไม้มีหนามดอกสีชมพูเข้ม เรียกว่า ต้นปอริเซียะ เป็นต้นไม้นำโชคนำความอุดมสมบูรณ์มาให้ และป้องกันผีร้ายไม่ให้ทำร้ายคนในตระกูล หลังจากนั้น นำหญ้าคามามัดเป็นเกลียวให้เป็นเถาวัลย์ความยาว 20 เมตรและมัดเป็นบ่วง เพื่อกั้น-มัดสิ่งชั่วร้ายไว้และพันเงินพันทองให้ไหลมาเทมา นำเถาวัลย์ผูกที่ยอดและโคนต้นปอริเซียะ แล้วนำไก่มัดขาไว้กับยอดของต้นปอริเซียะให้หัวห้อยลงมา ม้งเชื่อว่าไก่เป็นสัตว์ที่จะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย จากนั้น สมาชิกทุกคนในตระกูลแซ่จะเดินวนรรอบเถาวัลย์ 3 รอบไป-กลับ จากนั้นนำไก่ลงมาฆ่าเอาเลือดเช็ดต้นไม้ตั้งแต่ยอดถึงโคนต้น จากนั้นผู้ใหญ่ในตระกูลแซ่จะให้พรแก่ลูกหลาน แล้วขว้างไก่ให้ชนยอดต้นปอริเซียะไปทางทิศตะวันตก เพื่อให้สิ่งเลวร้ายหายไปกับตะวันตกดินในวันส่งท้ายปีเก่า ถือเป็นเสร็จพิธี ในคืนส่งท้ายปีเก่า หมู่บ้านห้วยน้ำไซจะจัดเวรยามซึ่งเป็นผู้เฒ่าผู้แก่มานั่งคุยกันให้ถึงเวลาเที่ยงคืน เพื่อรอรับเสียงในวันปีใหม่ ถ้าเวลาเที่ยงคืนได้ยินเสียงสัตว์บ้าน เช่น หมูไก่ สุนัข เป็นต้น เชื่อว่าปีใหม่นี้จะอุดมสมบูรณ์โชคดีตลอดปี ถ้าเป็นเสียงสัตว์ป่า เช่น หมูป่า เสือ ฯลฯ เชื่อว่าปีใหม่นี้ชาวบ้านต้องระวังเพทภัยที่จะเกิดขึ้น ในวันขึ้นปีใหม่ม้งจะแต่งกายสวยงามร่วมสังสรรค์กัน โดยเฉพาะหนุ่มสาวจะเป็นการพบปะเลือกคู่กัน (หน้า 110 -111, รูปหน้า 112-113, 117-120)

Education and Socialization

บ้านห้วยน้ำไซ มีโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ 1 แห่ง คือ โรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ เป็นการให้บริการด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3) มีครูทั้งหมด 18 คน มีนักเรียนทั้งสิ้น 525 คน ปัจจุบัน ม้งบ้านห้วยน้ำไซเรียนหนังสือระดับการศึกษาภาคบังคับ และขณะนี้มีแนวโน้มที่เด็กม้งจะศึกษาต่อในระดับมัธยมมากขึ้น (หน้า 121, รูปหน้า 122-123) สำหรับม้งที่นับถือคริสต์ มีศูนย์รวมในการทำศาสนกิจคือ คริสตจักรที่สร้างขึ้นในหมู่บ้านห้วยน้ำไซ เป็นศูนย์รวมแหล่งพบปะกันเพื่อสวดมนต์และฟังคำสอนจากหมอสอนศาสนาในทุกเช้าวันอาทิตย์ (หน้า 121)

Health and Medicine

สำหรับม้ง ความเจ็บป่วยมีหลายสาเหตุ เช่น สาเหตุจากเวทย์มนต์ (Magical Cause) สาเหตุจากธรรมชาติ และสาเหตุจากร่างกาย เป็นต้น ม้งเชื่อว่า ในร่างกายมีวิญญาณ 3 ดวงซึ่งอยู่ด้วยกันในร่างกาย เมื่อใดที่ดวงวิญญาณดวงใดหรือสองดวงแยกออกไปนาน ๆ จะทำให้เจ็บป่วย การล่วงละเมิดและทำอะไรไม่ดีกับวิญญาณอื่น ๆ เช่น วิญญาณบรรพบุรุษ (Ancestor Spirits) ผีบ้าน (House Spirits) ผีป่าผีดอย (Nature Spirits) และวิญญาณร้าย (Evil Spirits) จะทำให้เจ็บป่วยด้วยเช่นกัน วิธีการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยของม้ง หากเป็นการรักษาอาการผิดปกติทางร่างกายอาจใช้สมุนไพร โดยเชื่อว่าในตัวยาสมุนไพรนั้นมีวิญญาณ (Medical Spirits) ควบคุมอยู่ ส่วนการรักษาด้วยการเรียกวิญญาณที่ออกจากร่างกายให้กลับเข้าสู่ร่างของผู้ป่วยอีกครั้งจะใช้วิธีการเข้าทรง (Sharmacism) ด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วแต่การวินิจฉัยอาการป่วย ซึ่งวิธีรักษาอาการต่าง ๆ จะเป็นไปด้วยความสลับซับซ้อน ม้งบ้านห้วยน้ำไซ เมื่อป่วยจะไปรักษาพยาบาลที่สถานีอนามัยห้วยตีนตั่งที่อยู่ใกล้ ๆ ห่างหมู่บ้านเพียง 7-9 ก.ม. ปัจจุบันหญิงม้งมีครรภ์บ้านห้วยน้ำไซจะไม่คลอดลูกที่บ้านเหมือนอดีต จะไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชในอำเภอนครไทย สาเหตุเพราะม้งในปัจจุบันได้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ในเรื่องสุขอนามัย เพราะได้รับข่าวสารความรู้อย่างสม่ำเสมอ และโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน (30 ก.ม.) มีถนนลาดยางตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ หญิงม้งเข้าใจถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนให้ลูก จึงพาไปพบเจ้าหน้าที่อนามัยตำบลตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลา ปัจจุบัน (2541) บ้านม้งในบ้านห้วยน้ำไซมีส้วมซึมใช้เกือบทุกครัวเรือน (หน้า 174, รูปหน้า 127, ตารางหน้า 161-162)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกาย : ม้งขาว (Hmong Daew) - หญิงม้งขาว เสื้อสีดำแขนยาว มีลวดลายที่ปลายแขน สาบเสื้อและปกเสื้อ สวมกางเกงแบบกางเกงจีน ในช่วงเทศกาลปีใหม่เท่านั้นจึงจะสวมกระโปรงที่ทำจากใยกัญชาสีขาวล้วน มีเครื่องประดับเพิ่มเติมเป็นเครื่องเงิน มีสายสะพายเฉียงไหล่ทั้งสองข้าง มีผ้ามัดเอวสองชิ้น ชิ้นหน้าและชิ้นหลัง ชิ้นหลังไม่ปักลวดลาย ชิ้นหน้าปักลวดลายอย่างสวยงามและกว้างกว่าชิ้นหลัง สวมหมวกทรงกระบอกปักลายไว้ด้านหน้า สวมถุงน่องคล้ายหญิงม้งน้ำเงิน - ชายม้งขาว เสื้อเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือดำ แขนยาวจรดข้อมือ ขลิบขอบข้อมือด้วยผ้าสีฟ้าหรือน้ำเงิน ชายเสื้อมักจะสั้นกว่าม้งน้ำเงิน เป็นเสื้อไม่มีคอปก สาบเสื้อด้านขวาป้ายทับด้านซ้าย แนวสาบเสื้อปักลวดลาย แต่ไม่กินเนื้อที่มากเท่าของม้งน้ำเงิน กางเกงทรงจีนสีน้ำเงิน คาดเอวทับกางเกงด้วยผ้าแดง และอาจมีเข็มขัดเงินหรือหนังคาดทับ (หน้า 56, รูปหน้า 57-60) การแต่งกาย : ม้งน้ำเงิน (Hmong Njua) - หญิงม้งน้ำเงิน เสื้อสีดำแขนยาว ปักลายที่ปลายแขน สาบเสื้อและปกเสื้อ กระโปรงเป็นผ้าใยกัญชาทอแล้วเขียนลาย ย้อมด้วยสีกรม ชายกระโปรงเป็นผ้าปักลายต่อกับกระโปรงผ้าเขียนลาย กระโปรงจับจีบเล็ก ๆ สวมโดยการพันแล้วมัด ผ้ามัดเอวกว้างประมาณ 1 ฟุตปักลวดลาย ส่วนบนทั้ง 2 ข้างมีสายต่อยาว ๆ เพื่อใช้พันเอว ส่วนปลายสายทั้งสองข้างปักลวดลายและติดพู่ด้วยไหมพรม สวมถุงน่อง - ชายม้งน้ำเงิน - เสื้อนิยมใช้สีดำหรือน้ำเงินเข้ม แขนยาวจรดข้อมือ ขลิบขอบข้อมือด้วยผ้าสีฟ้าหรือน้ำเงิน ชายเสื้อสั้นระดับเอว เสื้อแบบไม่มีคอ ปกสาบเสื้อด้านขวาจะป้ายเลยมาทับซีกซ้ายของตัวเสื้อ ตลอดแนวสาบเสื้อจะใช้ด้ายสีและผ้าสีปักลวดลายกางเกงสีเดียวกับเสื้อมีลักษณะขากว้างมากแต่ปลายขาแคบลง เป้ากางเกงยานต่ำกว่าระดับเข่า รอบเอวมีผ้าสีแดงยาวประมาณ 4-5 เมตรเคียนทับกางเกงไว้ ที่ชายสองข้างปักลวดลาย การพันผ้าแดงนี้จะพันหลายทบและห้อยชายทั้งสองไว้ด้านหน้าอวดลวดลายปัก นิยมคาดเข็มขัดเงินทับผ้าแดง (หน้า 55, รูปหน้า 53-55, 66, 79)

Folklore

ไม่ได้ระบุชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง แต่ในส่วนของการละเล่น ม้งมีการละเล่นที่เป็นประเพณีในงานฉลองปีใหม่ทุกปีคือ การจับคู่โยนลูกช่วงระหว่างหนุ่มสาวม้ง โดยฝ่ายหญิงจะอยู่แถวหนึ่ง ฝ่ายชายอยู่อีกแถวฝั่งตรงข้าม เล่นโยนรับลูกช่วงกันระหว่างคู่ของตนเอง ลูกช่วงฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ทำขึ้น โดยใช้ผ้าดำเย็บเป็นลูกบอลขนาดเท่ากำปั้นยัดเศษผ้าไว้ข้างใน ฝ่ายหญิงจะวานเพื่อนหญิงนำลูกบอลมอบให้แก่ชายหนุ่มที่ตนจะเล่นด้วย เมื่อได้รับแล้วชายหนุ่มจะเดินไปหาหญิงสาวเจ้าของบอลผ้านั้น และจับคู่โยนรับลูกช่วงกัน หากฝ่ายใดแพ้จะถูกปรับเป็นเครื่องประดับหรือผ้าเช็ดหน้า และมักมีการไถ่ถอนกันในเวลากลางคืน (หน้า 76,รูปหน้า 77, 114) พิพิธภัณฑ์บ้านห้วยน้ำไซ - เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของผู้ใหญ่บ้านห้วยน้ำไซ สะสมวัตถุทางวัฒนธรรมที่บอกถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของม้งบ้านห้วยน้ำไซ เช่น เครื่องทอผ้า เครื่องแกะข้าวโพด เครื่องรีดผ้า เครื่องปั่นเปลือกใยกัญชา กระบอกสูบเป่าลมตีเหล็ก สว่านเจาะเหล็ก เครื่องหินโม่ข้าวโพด ครกกระเดื่อง เครื่องไม้ตำขนมเปี๊ยะ ครกกระเดื่องน้ำ กะทะนึ่งข้าว ช้อนชาม ที่บูชาเจ้าที่เจ้าทาง หน้าไม้ (เครื่องจับสัตว์) แคน (เครื่องดนตรี) เครื่องเป้สัมภาระ (ใช้บรรทุกของ) เครื่องเป้พื้น (ใช้บรรทุกฟืน) ต้ำม้า (ใช้บรรทุกของบนหลังม้า) (หน้า 129, รูปหน้า 131-135)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม : ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ม้งบ้านห้วยน้ำไซ พบว่าเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ยังคงปฏิบัติอยู่ในหมู่บ้านมีทั้งหมด 14 เรื่อง ได้แก่ 1) ภาษาพูด 2) การแต่งกาย 3) แคนเครื่องดนตรีของม้ง 4) เพลงม้งเดิม 5) การปลูกเรือนแบบม้ง 6) ประเพณีการเล่นลูกช่วงในงานปีใหม่ม้ง 7) ประเพณีงานศพม้ง 8) ประเพณีในงานแต่งงานม้ง 9) ประเพณีการคารวะผู้อาวุโส 10) ความเชื่อเกี่ยวกับการผูกข้อมือกับเด็กแรกเกิด 11) ความเชื่อเกี่ยวกับการเรียกขวัญ 12) ความเชื่อเกี่ยวกับผี 13) ความเชื่อและการปฏิบัติเกี่ยวกับรกเด็ก (การเกิด) 14) กฎข้อห้ามเรื่องแซ่เดียวกันจีบกันและแต่งงานกันไม่ได้ (หน้า 177) ความสัมพันธ์กับชนชาติอื่น : ม้งมีความสัมพันธ์กับชาวจีนมานาน ทั้งในฐานะคู่ค้า ชาวจีนจะมีฐานะเหนือกว่า ซึ่งม้งเรียกว่า "ลอป๋า" หรือเฒ่าแก่ และฐานะคู่สงคราม แม้ม้งอพยพเข้าสู่ประเทศไทยแล้ว ก็ยังถูกข่มขู่ขูดรีดจากทหารจีน (ผู้เขียนสันนิฐานว่าเป็นทหารจีนกองพล 93) ม้งเรียกว่า "ฉัวตร่อ" (Suav Rog) นอกจากนี้ ม้งยังมีความสัมพันธ์กับชาวจีนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ "ฉัวตรั่ว" (Suab Ruam) คนจีนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมคล้าย ๆ วณิกพกของไทย จะไปยืนอยู่หน้าประของม้งที่มีฐานะดีแล้วร้องเพลงอวยพร "อาเซี่ยเม่ง" (Tsa Txhlaj Meej) เจ้าของบ้านต้องจ่ายเงินให้ จึงยอมจากไป (หน้า 24)

Social Cultural and Identity Change

ปัจจุบัน ม้งบ้านห้วยน้ำไซมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อันเนื่องมาจากการผสมผสานทางวัฒนธรรม ระหว่างวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายม้ง มีการเปลี่ยนสัญชาติเป็นคนไทย ได้รับการรับรองสิทธิทางกฎหมาย การคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้รับการบริการขั้นพื้นฐานด้านการศึกษา สาธารณสุข และสาธารณูปโภค จากรัฐบาลไทย พูดภาษาไทย รวมทั้งการนับถือศาสนาพุทธ ทำให้เกิดการปรับตัวให้เข้ากับสังคมชุมชนของคนไทย การดำรงชีวิตตามแบบวัฒนธรรมไทย มีค่านิยมแบบไทย (หน้า 230) สื่อสารมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ เป็นสิ่งที่ทำให้ม้งหมู่บ้านห้วยน้ำไซเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมมากที่สุด สื่อที่เผยแพร่เข้าไปในหมู่บ้าน ทำให้ได้รับวัฒนธรรมใหม่มากขึ้น การประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไป เช่น การแต่งกายตามสมัยนิยม การพูดภาษาไทย เข้าเรียนในโรงเรียนไทย เป็นต้น (หน้า 228)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

แผนที่ - จังหวัดพิษณุโลก (86) อำเภอนครไทย (91) ตำบลเนินเพิ่ม (96) หมู่บ้านห้วยน้ำไซ (99) รูปภาพ - การแต่งกายของม้งน้ำเงิน (52-55) การแต่งกายของม้งขาว (57-60) บ้านเรือนม้ง (62,64,101-102) ฝีมือปักผ้าของหญิงม้ง (63,66,107-109) การแต่งทรงผมของหญิงม้ง (70) งานปีใหม่ (77,79,112-114,117-120) โรงเรียน (122-123,221-222) งานศพ (82) ภาพเป่าแคน (83) การขนฟืน (104) สัตว์เลี้ยง (106) การประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน (125) สถานีอนามัยห้วยตีนตั่ง (127) ถนนลาดยาง (128) วัตถุทางวัฒนธรรม (131-135) แผนผังแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่บนภูหินร่องกล้า (205-208) คริสตจักร (211) ตาราง - ระยะทางการคมนาคม (89) ประชากรและครัวเรือน (95,121,136-137,202) การสมรส (138-140) อาชีพ-เศรษฐกิจ (141-154) อนามัยและสาธารณสุข (155-162) นันทนาการ (163-168), ศาสนา (169-172) ผู้นำกับการรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม (179,184,187,190, 195) สรุปเปรียบเทียบการรักษาเอกลักษณ์ (200) กิจกรรมในแผนงานหมู่บ้าน (213) สรุปผลการพิสูจน์สมมติฐาน (231)

Text Analyst บุญสม ชีรวณิชย์กุล Date of Report 18 พ.ย. 2548
TAG ม้ง, เอกลักษณ์, วัฒนธรรม, การเปลี่ยนแปลง, พิษณุโลก, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง