ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มูเซอ,เย้า,อาข่า,ยาเสพติด,ฝิ่น,งานพัฒนา,เชียงราย
Author สนิท วงศ์ประเสริฐ
Title ประสบการณ์ในการพัฒนา ศึกษาเฉพาะกรณีการเสพฝิ่นของชาวเขาเผ่ามูเซอ
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาหู่ ลาฮู, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) Total Pages 37 Year 2530
Source สถาบันวิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย
Abstract

จากประสบการณ์ที่ทีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเป้าหมายให้ชาวเขาเลิก ลดปลูกฝิ่นและเสพฝิ่นเพียงด้านเดียวนั้น กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จน้อย ทั้งนี้เพราะชาวเขามีความคุ้นเคยต่อเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งมักจะให้อภัยแก่ชาวเขา ในการอ้างอิงถึงความจำเป็นในการใช้ฝิ่นเป็นที่พึ่งครั้งสุดท้ายในชีวิตของบรรพบุรุษ เป็นยากลางบ้าน และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียม หลังจากกองกำลังติดอาวุธของทางราชการหนุนช่วยด้วยวิธีบีบบังคับให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น รวมทั้งได้กระทำการปราบปรามผู้ลักลอบทำการค้าและลำเลียงอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ประชากรชาวเขาที่เสพฝิ่นติดในช่วงทศวรรษที่แล้วร้อยละ 12 ลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 3 ในปีการวิจัยนี้ เมื่อมีฝิ่นน้อย ชาวเขาก็จะเสพน้อย และเมื่อไม่มีฝิ่น ชาวเขาก็จะไม่ดิ้นรนที่จะเสพ ผลจากการศึกษา ผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะด้านการดำเนินงานปราบฝิ่นอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง พร้อมกับขยายกระบวนการส่งเสริมให้ชาวเขาผลิตพืชผักเมืองหนาว และกึ่งเมืองหนาวให้ทั่วถึง พืชผักดังกล่าวจะผูกพันระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวเขาให้ดำเนินงานร่วมกันในเรื่องเทคนิคการผลิตและการตลาดอย่างใกล้ชิด จากประสบการณ์พบว่า ความใกล้ชิดนี้ส่งผลทำให้ชาวเขาเข้าใจและยอมรับวัฒนธรรมไทยดีขึ้น ส่วนเจ้าหน้าที่ก็มีความเข้าใจแนวทางที่จะโน้มน้าวชาวเขาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นเช่นกัน (หน้า 2)

Focus

ศึกษาค้นคว้าประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานพัฒนาชาวเขาเผ่ามูเซอที่ชี้ให้เห็นถึงจุดเด่น จุดบกพร่อง เพื่อให้ทราบถึงตัวชาวเขา สภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปวิเคราะห์และเสนอแนะโดยถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงในชีวิตของชาวเขา อันก่อให้เกิดการประหยัดเวลาและงบประมาณของทางราชการ (หน้า 2)

Theoretical Issues

ไม่มีข้อมูล

Ethnic Group in the Focus

มูเซอ หมู่บ้านห้วยน้ำริน ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เย้า หมู่บ้านห้วยแก้ว จังหวัดเชียงราย

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ถึง กันยายน พ.ศ. 2529 (หน้า 3)

History of the Group and Community

ไม่มีข้อมูล

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ปัจจุบันมีชาวเขาเผ่ามูเซอในประเทศไทย ประมาณ 58,696 คน ส่วนหมู่บ้านห้วยน้ำรินมี 41 หลังคาเรือน รวม 199 คน (หน้า 5) ในจำนวนดังกล่าวมีหัวหน้าครัวเรือนเสพฝิ่นจำนวน 14 หลังคาเรือนหรือ 1 ใน 3 ของครัวเรือนทั้งหมด (หน้า 23) ปี พ.ศ. 2526 หมู่บ้านห้วยรินมีผู้เสพฝิ่น 22 คน หมู่บ้านห้วยโป่ง 36 คน และหมู่บ้านดอยมด 21 คน (หน้า 24) ปลายปี พ.ศ. 2529 หมู่บ้านหนองหอยใหม่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีประชากร 562 คน 59 หลังคาเรือน (หน้า 10)

Economy

ชาวเขาเผ่าเย้า หมู่บ้านห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ปลูกฝิ่นแบบขั้นบันได ควบคู่กับการปลูกข้าวโพดบนที่ดินบริเวณเดียวกัน (หน้า 10) มูเซอบ้านห้วยน้ำรินมีอาชีพปลูกพืชไร่ หาของป่า และเลี้ยงสัตว์เพื่อจำหน่าย อาทิ ไก่ หมู วัว และควาย (หน้า 31) โดยเฉลี่ยมีฝิ่นดิบประมาณ 190 กรัม มูลค่า ประมาณ 950 – 1,900 บาทสำหรับจำหน่ายและบริโภคในครัวเรือน (หน้า 26) ครัวเรือนของผู้เสพติดฝิ่นและไม่เสพฝิ่นต่างเข้าร่วมในการผลิตพืชผักเมืองหนาวของโครงการหลวงเนื่องจากได้รับผลตอบแทนเป็นเงินสดในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งทางโครงการหลวงให้ยืมทุนในรูปของวัสดุ โดยได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ย 1,670 บาทต่อครัวเรือน(พ.ศ. 2529) มีหัวหน้าครัวเรือนที่ไม่เสพฝิ่น เพียงร้อยละ 15 และหัวหน้าครัวเรือนที่เสพฝิ่น ร้อยละ 17 ที่ไม่รับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจร่วมกับโครงการ (หน้า27 - 28,33) ปลายปี พ.ศ. 2529 คาบเกี่ยวต้นปี พ.ศ. 2530 รายได้จากการขายฝิ่นเทียบเท่ากับ 1 ใน 4 ก่อนที่จะมีการพัฒนา โดยในขณะที่กำลังดำเนินงานพัฒนาหมู่บ้าน ชาวเขาผลิตฝิ่นได้ในปริมาณน้อยกว่าก่อนจะมีการพัฒนาเกือบ 6 เท่า (หน้า 30)

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

พระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาได้ทรงพยายามแก้ไขปัญหาฝิ่นด้วยการห้ามปรามการค้าขาย และลงโทษผู้เสพฝิ่นมาโดยตลอด ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ได้พยายามปราบปรามการค้าฝิ่นเถื่อนอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องหรือนายก็ต้องถูกยึดทรัพย์และประหารชีวิต ในสมัยรัชกาลที่ 4 ปัญหาฝิ่นเริ่มซับซ้อนจนเกิดปัญหาการค้าระหว่างประเทศ ทำให้มหาอำนาจทางตะวันตกบุกรุกและแบ่งแยกดินแดนของจีน ชาวจีนจึงอพยพเข้ามาเป็นกรรมกรมากขึ้น จึงมีการตรากฎหมายอนุญาตให้มีการซื้อขายฝิ่นเฉพาะในหมู่คนจีนเท่านั้น แต่ด้วยการแก้ไขปัญหาด้านการเมืองระหว่างประเทศ ด้านภาษีที่รัฐควรได้และเรื่องเงินตราที่รั่วไหลออกนอกประเทศ รัชกาลที่ 4 จึงให้คนจีนสูบฝิ่นในโรงฝิ่นที่ทางราชการอนุญาตให้ตั้งขึ้น ส่วนชนเชื้อชาติอื่น ไม่อนุญาตให้สูบฝิ่น และมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตสำหรับผู้สูบ กิน และจำหน่ายฝิ่น ในรัชกาลปัจจุบัน สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการออกกฎหมายห้ามสูบฝิ่นและห้ามจำหน่ายฝิ่น ในปี พ.ศ. 2501 และ พ.ศ. 2502 ตามลำดับ โดยให้เหตุผลว่า “การเสพฝิ่นเป็นที่รังเกียจในวงการสังคม และเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยอย่างร้ายแรง ประเทศต่างๆได้พยายามเลิกการเสพฝิ่นโดยเด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการสมควรได้เลิกการเสพฝิ่นและการจำหน่ายฝิ่นในประเทศไทย” แต่มูเซอหมู่บ้านห้วยน้ำรินเพิ่งทราบข่าวจากทางราชการว่ามีกฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดเสพฝิ่นดังกล่าว เมื่อปี พ.ศ. 2510 (หน้า 6 - 7)

Belief System

มูเซอบ้านห้วยน้ำรินนิยมใช้ฝิ่นเป็นสื่อกลางในการเซ่นผีและในโอกาสต่างๆ เช่น เป็นสินไหมตอนแต่งงาน แจกให้สูบในงานศพ ทำบุญผูกข้อมือ ในวันปีใหม่จะนำฝิ่นมาเซ่นผีเรือน ใช้เป็นค่าจ้างหมอตำแย สำหรับเซ่นผีดอยในไร่ข้าว และเซ่นผีดอยในไร่ฝิ่นช่วงเตรียมดินปลูกฝิ่น และช่วงก่อนเริ่มกรีดฝิ่น เป็นต้น (หน้า 24 - 25) มูเซอบ้านห้วยน้ำรินมีการนับถือ “เทวราชกือซา” โดยมีการสวดมนต์ขอพร และมีวิธีป้องกันสัตว์เลี้ยง ผู้บุกรุก ตลอดจนป้องกันสัตว์ป่าหรือคนแอบขโมยกรีดฝิ่นด้วยพิธีกรรมทางศาสนา นอกจากนี้ยังมีมูเซอและอีก้อหมู่บ้านใกล้เคียงจำนวนหนึ่งนับถือศาสนาคริสต์ (หน้า 27,31)

Education and Socialization

การผลิตข้าวไร่และการปลูกฝิ่น ชาวบ้านได้รับการเรียนรู้ที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ส่วนการปลูกพืชเมืองหนาว ชาวบ้านได้รับการอบรมจากโครงการหลวง(หน้า 32)

Health and Medicine

ราวปี พ.ศ. 2510 – พ.ศ. 2529 มูเซอหมู่บ้านห้วยน้ำริน จำนวนมากได้ไปรับการรักษาและบำบัดการติดฝิ่นตาม โรงพยาบาลต่างๆในเมือง อาทิ โรงพยาบาลจังหวัดลำปาง โรงพยาบาลจังหวัดเชียงใหม่ และวัดถ้ำกระบอก จังหวัดสระบุรี เป็นต้น บางครอบครัวอดฝิ่นด้วยวิธีดั้งเดิม เช่น การออกไปล่าสัตว์ป่าและค้างแรมในป่าเป็นเวลา นาน บ้างก็อดฝิ่นโดยการใช้ยาสมุนไพรผสมผสานกับคาถาอาคม (หน้า 21,23-24)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

เผ่าอีก้อ มีนิทานเกี่ยวกับเรื่องการกำเนิดของฝิ่นว่า ในอดีต มีสตรีงานเหนือสตรีอื่นใด เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทุกหมู่บ้าน แต่นางเป็นคนจิตใจรวนเร ไม่สามารถตัดสินใจแต่งงานกับชายคนใด จนวันสุดท้ายก่อนจะเสียชีวิต นางได้บอกกับชายหนุ่มทุกคนที่มาหลงรักนางว่า ขอให้ชายทุกคนสังเกตที่หลุมฝังศพนาง ถ้ามีต้นไม้ใดงอกขึ้นมาก็ให้ดูแลรักษาเอาไว้ เมื่อต้นไม้โตจะให้ดอกสวยงามดุจตัวนาง เมื่อดอกโรยจะเกิดผล ขอให้ชายเหล่านั้นจงนำยางจากผลมาทดลองเสพ และแล้วก็ปรากฏว่าหลังจากที่ชายทั้งหลายทดลองเสพ เกิดความมึนเมา ลุ่มหลง ไม่อาจเลิกได้ ดุจความหลงใหลในเสน่ห์แห่งตัวนางตราบทุกวันนี้ ส่วนเผ่าแม้วมี ”ตำนานประวัติของฝิ่น” ว่า ต้นฝิ่นกำเนิดขึ้นโดยหญิงสาวชาวเขาเผ่าแม้วคนหนึ่งต้องการมีคู่ครองโดยวิ่งตามหาชายหนุ่มถึงสามวัน อดน้ำอดอาหารจนเสียชีวิต โดยก่อนเสียชีวิตนางได้สาปแช่งไว้ว่า “ตัวฉันเกิดมาเป็นสาวมาทั้งคน ทำไมไม่มีใครชอบฉันเลย ต้องมาวิ่งตามผู้ชายจนตัวตาย ครั้งนี้ฉันไม่ตายก็แล้วไป แต่ถ้าฉันตาย ฉันขอสาปแช่งไว้ห้าร้อยชาติ ฉันจะเกิดมาเป็นยาชนิดหนึ่ง หญิงกินให้หญิงเมา ชายกินให้ชายเมา นายสูบนายก็ติด เจ้าสูบเจ้าก็ติด สำหรับคนที่เคยลิ้มลองฉัน ไม่ว่าฉันอยู่แห่งหนใดก็จะต้องวิ่งไล่ไขว่คว้าฉัน เหมือนกับฉันที่ต้องวิ่งไล่ตามผู้ชาย” นอกจากนี้ชาวเขาเผ่าเย้าก็มีการเปรียบฝิ่นเสมือนหญิงงามเช่นเดียวกันกับเผ่าอีก้อและแม้ว ส่วนกะเหรี่ยงบนดอย อินทนนท์ก็มีตำนานคล้ายคลึงกับตำนานของแม้วแต่จะมีความต่างในเรื่องเนื้อหาบ้างเล็กน้อย (หน้า 8 - 11)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ปี พ.ศ. 2506 ชาวเขาเผ่าแม้วได้สอนให้กะเหรี่ยงบนดอยอินทนนท์ปลูกฝิ่น (หน้า 11) ปีพ.ศ. 2525 โครงการหลวง หมู่บ้านห้วยน้ำริน มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยชาวเขา เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดเชียงราย และอาจารย์จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการสำรวจสภาวะทางเศรษฐกิจของหมู่บ้านห้วยน้ำรินและหมู่บ้านใกล้เคียง (หน้า 29) อีกทั้งยังได้รับฝึกหัดและอบรมเรื่องการปลูกพืชผักเมืองหนาวจากโครงการหลวง (หน้า 32)

Social Cultural and Identity Change

ในอดีตมูเซอบ้านห้วยน้ำรินมีการปลูกข้าวไร่และฝิ่น ปัจจุบันการปลูกฝิ่นเริ่มลดน้อยลงเนื่องจากทางโครงการได้สนับสนุนให้ปลูกพืชผักเมืองหนาว (หน้า 32 - 33)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มีข้อมูล

Google Map

Map/Illustration

- แผนที่แสดงแหล่งอดฝิ่นที่ชาวเขาเผ่ามูเซอหมู่บ้านห้วยน้ำรินมีประสบการณ์ (หน้า 23 - 24)

Text Analyst สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ Date of Report 10 เม.ย 2556
TAG มูเซอ, เย้า, อาข่า, ยาเสพติด, ฝิ่น, งานพัฒนา, เชียงราย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง