วิดีโอชาติพันธุ์

แสดง 1-10 จากทั้งหมด 11 รายการ

ประเพณีปีใหม่อาเค๊อะ

พิธีปีใหม่  (บ้านห้วยน้ำขุ่น ต.ท่าก๊อ อ.แม่สลวย จ.เชียงราย)

          เป็นพิธีกรรมการเลี้ยงผีบรรพบุรุษในวันปีใหม่ ก่อนวันงานจะเป็นการเตรียมของเซ่นไหว้ผีบรรพบุรูษ คือ ไก่ต้ม เหล้า น้ำชา และข้าวใส่ในขันโตก กล่าวเชิญบรรพบุรุษให้มากินร่วมกัน  โดยมีจยื่อมาและผู้ช่วยเป็นผู้ทำพิธี รวมทั้งนิยมทำข้าวต้มมัด ขนมบัวลอย และวันงานจะมีการตำข้าวปุก หรืออ่อก่อถ่อแหะ เพื่อเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานอีกด้วย...

วิธีการพันผ้าโพกศีรษะของสตรีอาเค๊อะ

การพันผ้าโพกศรีษะแบบตระกูลก๊อ (บ้านห้วยน้ำขุ่น ต.ท่าก๊อ อ.แม่สลวย จ.เชียงราย)

ลักษณะการโพกผ้าศรีษะของชาวอาเค๊อะจะแตกต่างกันออกไปตามสายตระกูลและวัยของผู้สวมใส่...

 

แนะนำประวัติและเครื่องแต่งกายไตหย่า

ประวัติและเครื่องแต่งกายไตหย่า

          ไตหย่ามีถิ่นเดิมอยู่ที่เมืองหย่า หรือในภาษาจีนเรียกตำบลโมซา (Mosha County) อำเภอซินผิง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของแม่น้ำแดง เริ่มแรกไตหย่าได้เดินทางอพยพเข้ามาพร้อมกับคณะมิชชันนารี 10 ครอบครัว เนื่องจากประเทศจีนกีดกันและควบคุมการนับถือศาสนาคริสต์ของไตหย่า

         ในเรื่องการแต่งกาย  เมื่ออพยพมาไทย แม้จะนำเสื้อผ้าอันเป็นอัตลักษณ์ของไตหย่ามาด้วย แต่ในภายหลังเมื่อหาวัสดุตามแบบเดิมไม่ได้ จึงเปลี่ยนมาใส่ชุดแบบคนพื้นเมืองทางเหนือแทน จนลูกหลานที่สืบต่อมาก็ไม่เคยเห็นชุดดั้งเดิมของไตหย่าเลย...

เครื่องแต่งการญัฮกุร

          การแต่งกายของชาติพันธุ์ญัฮกุร  มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองแตกต่างกันออกไปทั้งหญิงและชาย  ถึงจะเป็นเพียงชุดการแต่งกายแต่ก็แฝงไปด้วยสัญลักษณ์รายละเอียดปลีกย่อยเอาไปมากมาย...

ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุร

ชาติพันธุ์ญัฮกุร

         ความหมาย  ญัฮ = กลุ่มคน , กุร = ภูเขา

         ดั้งเดิมชาวญัฮกุรอาศัยอยู่บนที่ราบสูง เช่น อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ, บ้านน้ำเลา จ.เพชรบูรณ์, อ.ปักธงไชย จ.นครราชสีมา

         การแบ่งหน้าที่กลุ่มคนญัฮกุร ผู้หญิงมีความรู้ทางด้านการเสี่ยงทาย ส่วนผู้ชายเข้าป่าล่าสัตว์ทำไร่ทำสวน ก่อนที่จะทำไร่ทำสวน จะมีการทำพิธี และเสี่ยงทาย ลักษณะการทำไร่จะทำเป็นวงกลมหรือวงรีและในไร่ก็จะปลูกทุกอย่าง เช่น ข้าวโพด เผือก ข้าว เป็นต้น...

พิธีแต่งงาน กลุ่มชาติพันธุ์โพล่ง

          กลุ่มชาติพันธุ์โพล่ง ที่บ้านห้วยแห้งส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ  โดยมีพิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีแต่งงาน คือ  “การไหว้พระเจดีย์” ทั้งนี้ชาวกะเหรี่ยงโปเรียกพระพุทธเจ้าว่า “เก่อชากล่อง”  โดย “เก่อชา”  มีความหมายว่า “พระเจ้า”  ส่วน “กล่อง. มีความหมายว่า “เจดีย์”  ดังนั้น การไหว้พระเจดีย์ของชาวกะเหรี่ยงจึงหมายถึง  “ไหว้พระพุทธเจ้า” (อาภรณ์ สุนทรวาท, 2551)  ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าเจดีย์ที่บ้านห้วยแห้ง  จ.เพชรบุรสร้างโดยผู้ใดและสร้างขึ้นเมื่อใดแต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน เจดีย์องค์นี้ชาวโพล่งให้ความเคารพบูชามาก เพราะถือว่าเป็นที่บรรจุอัฐิของพระพุทธเจ้า  ด้วยเหตุนี้ ก่อนพิธีแต่งงานคู่บ่าวสาวจะต้องไปไหว้เจดีย์องค์นี้เพื่อให้เป็นพยานในการชีวิตคู่

          พิธีแต่งงานของชาวกะเหรี่ยงนิยมจัดกันประมาณเดือน 4-5 และเดือน 12 ของทุกปี  คู่บ่าวสาวจะแต่งกายด้วยชุดกะเหรี่ยงอันเป็นเอกลักษณ์  ในพิธีแต่งงานฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องเตรียมถุงย่ามที่แม่ฝ่ายชายทอให้  หมอน  ขันน้ำ  เสื่อ และชามกินข้าวอย่างละ 1 (สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึง, 2016)  ส่วนแม่ฝ่ายหญิงก็จะเย็บชุดที่เจ้าสาวต้องใส่ในพิธีเช่นกัน  เมื่อถึงวันงานฝ่ายเจ้าบ่าวจะมาทำพิธีบ้านเจ้าสาว  โดยจะเชิญเพื่อนและญาติพี่น้องมาร่วมขบวน  มีผู้อาวุโส (นายพุฒิ ไพรเที่ยง) ขับร้องนำขบวนเจ้าบ่าวเข้าสู่พิธีแต่งงาน  พร้อมกับมีการตีฆ้องกลองประโคมส่งเสียงโห่ร้องไปตลอดทางจนถึงบ้านเจ้าสาว  หน้าบ้านจ้าสาวจะมีกระบอกไม้ไผ่และฟักวางอยู่  เจ้าบ่าวจะต้องกระทืบกระบอกไม้ไผ่และฟักให้แตก เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าจะปกป้องดูแลฝ่ายหญิงและสามารถเป็นหัวหน้าครอบครัวได้  หากกระทืบไม่แตกแสดงว่าเป็นคนไม่มีความสามารถ  เมื่อจะเข้าบ้าน ฝ่ายเจ้าสาวจะนำน้ำเปล่า (ขณะล้างใช้วิธีลูบมือลง) และน้ำขมิ้น (ลูบมือขึ้น) มาล้างเท้าเจ้าบ่าว  เชื่อกันว่าเป็นการขจัดชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีออกไป  พร้อมกันนั้นเจ้าสาวจะยกมือกราบเท้าเจ้าบ่าวสามครั้งแล้วจึงพากันเข้าไปในบ้าน  ขั้นตอนต่อมาเป็นพิธีผูกข้อมือ โดยบ่าวสาวจะยกขันดอกไม้ ธูป เทียน เพื่อขอพรแล้วให้ญาติผู้ใหญ่ผูกข้อมือแก่คู่บ่าวสาว  ถ้ามีคนนำเงินมาช่วยงานบ่าวสาวจะรับไว้นับเป็นเงินสินสอด  เมื่อทำพิธีเสร็จเรียบร้อยจะเชิญแขกที่มาร่วมงานรับประทานอาหารพร้อมกัน 

          กะเหรี่ยงภาคกลางเมื่อแต่งงานแล้วส่วนมากใช้นามสกุลของภรรยา  ถือว่าในโลกนี้ภรรยาเป็นใหญ่  การหย่าร้างมีน้อย  เพราะพ่อหม้ายมักหาคู่ครองใหม่ยาก  ด้วยเกรงว่าเมื่อแต่งงานกันไปแล้วจะทอดทิ้งเหมือนกับภรรยาคนแรก  หลังแต่งงานกันแล้วฝ่ายชายต้องมาอยู่ช่วยงานทำไร่  ทำสวนพ่อตาแม่ยายอย่างน้อย 1 ปี  แล้วค่อยแยกไปตั้งบ้านเรือนเป็นของตนเอง (สถาบันวัฒนธรรมภูมิภาคตะวันตก, 2537)

          ในปัจจุบัน ประเพณีการแต่งงานที่บ้านห้วยแห้งได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากอดีต  ตัวอย่างเช่น ในอดีตจะมีประเพณีการย่องสาวก่อนมีพิธีแต่งงาน หรือคู่บ่าวสาวจะต้องตำข้าวและมุงหลังคาให้แขกดู เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่แล้วสามารถดูแลครอบครัวตนเองได้ อย่างไรก็ดีเนื่องจากสังคมสมัยใหม่เข้ามามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น  ประกอบกับชาวโพล่งดั้งเดิมที่รู้ขั้นตอนพิธีกรรมก็ล้วนเสียชีวิตหรือสูงอายุกันแล้ว  ด้วยเหตุนี้ ประเพณีดั้งเดิมจึงค่อยๆ เลือนไปหายตามกาลเวลา ท้ายที่สุดจึงถูกลดตัดทอนออกไปจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม

 

พิธีเลี้ยงผีประตูหมู่บ้าน กลุ่มชาติพันธุ์อาเค๊อะ

พิธีกรรมเลี้ยงผีประตูหมู่บ้าน

          ในเดือนเมษายนของทุกปี “จยื่อมา” หรือผู้นำทางพิธีกรรมจะเป็นผู้กำหนดวันฤกษ์ดีคือ วันไก่ (การนับวันของกลุ่มชาติพันธุ์อาเค๊อะ 1 สัปดาห์มี 12 วัน โดยใช้สัตว์ 12 ตัว เป็นชื่อเรียก ได้แก่ ไก่ หมู หนู วัว เป็นต้น) และประกาศวันที่จะทำพิธีไหว้ผีประตูหมู่บ้าน ซึ่งเป็นวันที่คนในชุมชนต้องเว้นจากการทำไร่ ทำสวน พิธีกรรมนี้มีเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงไม่สามารถเข้าร่วมได้

          ช่วงเช้ามืดของวันทำพิธี ผู้ชายในหมู่บ้านจะช่วยกันถางหญ้า เตรียมพื้นที่สำหรับทำพิธีกรรมทางประตูตะวันออก ช่วยกันนำไม้ไผ่มาสานเป็นคบไฟและตะแหลว นำไปติดที่ต้นไม้ทางประตูตะวันตกซึ่งเป็นทางไปสุสาน ขณะเดียวกันที่บ้านของจยื่อมา (คนปัจจุบันชื่อ ยูปอ เฮปู) ไก่ถูกนำมาฆ่าและนำไปใช้ในการทำอาหารสำหรับจยื่อมาและผู้ช่วยประกอบพิธี หลังจากนั้นจะทำนายดวงของหมู่บ้านโดยใช้กระดูกคางไก่ ถ้ามีจุดสีขาว หมายความว่า หมู่บ้านจะมีความอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี ส่วนกระดูกน่องไก่ถูกอธิบายถึงความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้าน โดยดูจากรูบนกระดูกต้องมีสี่รู ข้างละสองรู กระดูกด้านซ้าย หมายถึง ความสามัคคีกลมเกลียวของคนในหมู่บ้าน กระดูกด้านขวา หมายถึง ชะตาของเจ้าบ้านว่าจะเกิดสิ่งดีหรือร้ายขึ้นกับตัวเอง หากไม่มีรูบนกระดูกไก่ด้านขวาแสดงว่าจะมีคนปองร้ายกับครอบครัวเจ้าบ้าน เมื่อทำนายกระดูกไก่และทานอาหารเสร็จจยื่อมาและผู้ช่วยจะเดินขึ้นไปที่ประตูตะวันออกบริเวณที่จัดพิธีต่อไป

          ส่วนผู้ชายที่มาร่วมพิธี ช่วยกันทำแท่นประกอบพิธี แก้วน้ำและสร้อยเงินสร้อยทองซึ่งทำจากไม้ไผ่ ในระหว่างนั้นก็จะจัดเตรียมอุปกรณ์ในการทำครัว เตรียมก่อไฟและต้มน้ำรอ ประมาณ 11.00 น. จยื่อมาเดินขึ้นมาบริเวณที่จัดพิธีพร้อมกับไก่สองตัว (ตัวผู้และตัวเมีย) ส่วนผู้ชายที่มาร่วมพิธีต่างช่วยกันจับหมูและมัดขาไว้(ต้องเป็นตัวเมียเท่านั้น เพราะสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้ เปรียบเสมือนความเจริญรุ่งเรืองไปข้างหน้า) จากนั้นจยื่อมาท่องบทสวดบูชาพร้อมกับดึงขนไก่และขนหมูวางไว้บนแท่นประกอบพิธี แล้วใช้ไม้ตีหัวไก่จนตายนำเลือดหยดไว้รอบๆ แท่นประกอบพิธี ส่วนหมูถูกนำมาเชือดและนำเลือดใส่ชามวางหน้าแท่นประกอบพิธีเช่นกัน บนแท่นประกอบพิธีกรรมจึงประกอบไปด้วย 

               1.จานใส่ข้าวสารและเกลือ 

               2.เลือดหมูที่ได้จากการฆ่าหมูในพิธี              

               3.ขนไก่และขนหมูที่ถูกฆ่าในพิธี เพื่อเป็นการส่งวิญญาณไก่และหมู

           หลังจากนั้น ชาวบ้านจะนำตับหมูมาวางหน้าแท่นประกอบพิธีเพื่อให้จยื่อมาทำนาย ซึ่งได้ทำนายว่า เงินทองในหมู่บ้านจะดี ทำมาค้าขายขึ้น คนในหมู่บ้านมีความสามัคคีดีและจะมีอายุยืน ซึ่งถือได้ว่าในปีนี้มีแต่สิ่งดีๆ ไม่มีสิ่งร้ายใดๆ เมื่อทำนายเสร็จนำไก่และหมูมาต้มให้สุกแล้ววางหน้าแท่นประกอบพิธีอีกครั้งเพื่อให้จยื่อมาท่องบทสวดบูชา เสร็จแล้วจึงนำไก่และหมูไปประกอบอาหารเพื่อเลี้ยงคนที่มาร่วมงาน โดยมีการจับกลุ่มนั่งล้อมวงตามลำดับอาวุโส จยื่อมาและผู้ช่วยจะนั่งอยู่กลุ่มเดียวกัน ในขณะที่รับประทานอาหารจยื่อมาจะนำกระดูกไก่ส่วนน่องและคางมาทำนายสภาพฝนฟ้าอากาศและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว จยื่อมาจะสวดหน้าแท่นประกอบพิธีอีกครั้งและนำตะเกียบที่รับประทานอาหารมาทำนาย ด้วยการวางไขว้กันไปมาดูตำแหน่งการวางสุดท้ายว่าจะเป็นอย่างไร ลงท้ายพอดีหรือไม่ จึงเป็นอันเสร็จพิธี 

ประเพณีกินข้าวห่อ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง

          ประเพณีกินข้าวห่อ เป็นประเพณีของชาวกะเหรี่ยงโปว์ หรือโพล่ง จัดขึ้นในช่วงเดือน 9 ของทุกปี  คืออยู่ในราวเดือนสิงหาคมจนถึงกันยายน ส่วนใหญ่ชาวกะเหรี่ยงในแถบภูมิภาคตะวันตกในเขตจังหวัดราชบุรี  เพชรบุรี จะทยอยจัดงานประเพณีกินข้าวห่อเวียนไปตามหมู่บ้านต่างๆ ตลอดทั้งเดือน

          ในภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า “อั้งมี่ถ่อง” อั้งแปลว่า กิน มี่ถ่องแปลว่า ข้าวห่อ อั้งมี่ถ่อง แปลว่า กินข้าวห่อ  อย่างไรก็ดีในอดีตชาวกะเหรี่ยงจะเรียกประเพณีนี้ว่า “ไค่จุ้งหล่าค่อก”  ไค่จุ้ง แปลว่า ผูกแขนหรือผูกข้อมือ  หล่า แปลว่า เดือนหรือขวัญ ค่อก แปลว่า เลขเก้า  ซึ่งโดยรวมมีความหมายว่า “พิธีสู่ขวัญเดือนเก้า” การผูกแขนหรือผูกข้อมือ เปรียบเสมือนการผูกขวัญหรือเรียกขวัญนั่นเอง

          ประเพณีอั้งมีถ่อง หรือ ประเพณีกินข้าวห่อ ใช้เวลาประกอบพิธีราว 2-3 วัน  โดย 2 วันแรก (วันก่อนกินข้าวห่อซึ่งเป็นวันห่อและวันต้ม) เป็นการเตรียมทำข้าวห่อ เตรียมวัตถุดิบได้แก่ ข้าวเหนียว ใบตอง ใบฝาก มะพร้าว น้ำตาล น้ำผึ้ง ตอกไม้ไผ่ โดยลูกหลานจะช่วยกันห่อข้าวเหนียวด้วยใบตองหรือใบผาก (ใบไผ่ชนิดหนึ่ง) ให้เป็นรูปคล้ายกรวยแล้วมัดแน่นด้วยเส้นตอกที่ทำจากไม้ไผ่ ส่วนข้าวห่อที่จะใช้ทำพิธีนั้นจะทำเป็นพิเศษ ด้วยการนำไม้ไผ่ท่อนเดียวมาซอยซี่เป็นเส้นตอก แล้วมัดใบตองที่ห่อข้าวเหนียวไว้เป็นพวงเดียวกัน (มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย) นำไปต้มให้สุกในกระทะหรือปี๊บ  ส่วนเครื่องเตรียมด้วยการนำน้ำตาลมะพร้าวมาเคี่ยวแล้วใส่มะพร้าวขูด กวนเป็นหน้ากระฉีก สำหรับใช้จิ้มรับประทานเป็นคำๆ
          หลังจากเตรียมข้าวห่อและน้ำจิ้มไว้เสร็จแล้ว ชาวกะเหรี่ยงจะทำพิธีเรียกขวัญและผูกขวัญ 2 ครั้ง คือ เรียกขวัญในตอนเย็นก่อนวันที่จะกินข้าวห่อ 1 ครั้ง และตอนเช้าก่อนทำพิธีกินข้าวห่ออีก 1 ครั้ง

          ในตอนพลบค่ำก่อนวันกินข้าวห่อ (เวลาประมาณ 19.00 น. - 20.00 น.) ทุกครัวเรือนจะฟังเสียงปืนจากบ้านกำนันหรือผู้นำชุมชน  เมื่อเสียงปืนดังขึ้น แต่ละบ้านจะขานรับด้วยการเคาะปี๊บ ตีกลอง จุดประทัดหรือยิงปืน เกิดเสียงดังไปทั้งหมู่บ้านแล้ว ผู้อาวุโสในบ้านจะเอากระบุงที่เตรียมไว้ ซึ่งประกอบไปด้วย

                   -ข้าวห่อ หมายถึง ความเหนียวแน่น ความสามัคคีกลมเกลียว การรวมญาติวงศ์ตระกูล

                   -ขันน้ำ หมายถึง ความซื่อสัตย์

                   -ด้ายแดง หมายถึง ความดี ความบริสุทธิ์ใจ และการมีอายุมั่นขวัญยืน

                   -เครื่องประดับ (กำไล, สร้อยเงิน) หมายถึง ความมั่งคั่ง ทรัพย์สิน เงินทอง

                   -กล้วยสุก หมายถึง ความรักและการขยายเผ่าพันธุ์

                   -อ้อย หมายถึง การพัฒนาชีวิตไปสู่เป้าหมาย

                   -เทียน หมายถึง แสงธรรม

                   -ยอดดาวเรือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง

                   -ทัพพีหรือไม้ขัดหม้อข้าว

          มาเตรียมไว้ที่หัวบันไดบ้าน แล้วใช้ทัพพีหรือไม้ขัดหม้อไปเคาะที่หัวบันไดบ้านเพื่อเรียกขวัญลูกหลานทุกคน เคาะจากบันไดแล้วก็เคาะที่ขอบประตูห้องอีกครั้งหนึ่ง ตลอดทั้งคืนทุกบ้านจะเปิดประตูบ้านไว้ เชื่อว่าลูกหลานที่พลัดหลงไปอยู่ตามที่ต่างๆ จะได้กลับเข้ามาอยู่ในห้องในหอ ได้มาอยู่กับพระกับเจ้า ครองเรือนครองหอด้วยกัน ในระหว่างที่เคาะก็กล่าวคำเรียกขวัญซึ่งมีความหมายทำนองชักชวนขวัญที่กระเจิงไปตามที่ต่างๆ ให้กลับมา คำกล่าวนี้มักจะคล้ายกันทุกบ้าน (คำแปล)

               “ขวัญเอย ขวัญอยู่ในดงมา อยู่ในป่ามา อยู่กับผีมา อยู่กับสางมา ขวัญจงอย่าไปอยู่กับผีสาง ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่พวก ไม่ใช่ฝูงเรา ขวัญอยู่ในดงมา อยู่ในห้วยมา อยู่ในหนองมา อยู่ในทุ่งมา มาอยู่กับพ่อแม่ มาอยู่กับลูกกับเมีย(ผัว) มาผูกแขนมากินข้าวห่อ อย่าได้ไปเที่ยวจนไกล”

          พิธีเรียกขวัญจะประกอบพิธีอีกครั้งในตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น (เวลาประมาณ 05.00 น.) โดยแม่เฒ่าจะเคาะหัวบันไดบ้านและกรอบประตู พร้อมกล่าวเรียกขวัญที่ไปอยู่ในที่ต่างๆ ให้กลับมา จากนั้นลูกหลานจะมานั่งรวมกันเพื่อให้แม่เฒ่าผูกด้ายแดงรับขวัญที่ข้อมือ ก่อนจะผูกด้ายพันสามรอบแล้วผูกด้วยเงื่อนตายนั้น แม่เฒ่าจะดึงเส้นด้ายจุ่มน้ำเล็กน้อย มาถูที่แขนพร้อมพึมพำเรียกขวัญด้วย เชื่อว่าถ้าใครผูกติดข้อมือไว้ได้จนชนปีก็ยิ่งดีเป็นสิริมงคล เมื่อผูกเสร็จแล้วแม่เฒ่าจะเอาข้าวห่อใบ ยอดดาวเรือง (หรือดอกไม้อะไรก็ได้) กับเศษด้ายแดงที่เหลือจากผูกข้อมือแต่ละคนวางบนศีรษะซึ่งเชื่อว่าเป็นตำแหน่งที่อยู่ของขวัญ จะได้รับรู้ว่าขวัญได้กลับมาแล้ว  ผู้รับขวัญจะหยิบของบนศีรษะมาถือไว้แล้วเอาใบไม้เหน็บไว้ที่หู  และเชื่อว่าคนที่เกิดเดือน 9 ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเดือนไม่ดี ต้องผูกด้ายแดงทั้งขาและแขน 2 ข้าง แล้วรับข้าวห่อที่ใช้ทำพิธีเรียกขวัญไว้ ในวันนั้นถ้ามีแขกมาเยือน ก็จะได้รับการเชิญให้ร่วมพิธีกรรมรับการผูกข้อมือทุกคน เป็นการให้เกียรติถือว่ามีความสัมพันธ์กับพวกเขาด้วย     หลังจากผูกข้อมือเสร็จ ชาวกะเหรี่ยงทุกครัวเรือนต่างนำถาด ขัน หรือถ้วยชามใส่ข้าวห่อพร้อมเครื่องจิ้ม มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน เพื่อเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ  เรียกผีให้มากินข้าวห่อ พร้อมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว เสร็จพิธีเรียกขวัญชาวบ้านก็มาร่วมกินข้าวห่อ ในปัจจุบันกะเหรี่ยงส่วนใหญ่หันมานับถือศาสนาพุทธ ก็จะนำข้าวห่อไปถวายแด่พระสงฆ์ที่วัดแทน

          อย่างไรก็ดีประเพณีเดือนเก้ากินข้าวห่อนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามสภาวะแวดล้อมในชุมชน บางหมู่บ้านอาจได้รับผลกระทบจากกระแสวัฒนธรรมการท่องเที่ยว จากเดิมที่เคยจัดกันภายในหมู่บ้าน กลายมาเป็นการจัดระดับชุมชนและระดับอำเภอ ประเพณีนี้จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความพยายามและความแข็งแกร่งทางวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง บ้านแซ่ จ.ราชบุรี ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

          

บรรณานุกรม

  • กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). ประเพณีอั้งมีถ่อง. กรุงเทพฯ : ศูนย์พัฒนาหนังสือ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

  • ศิริธร สาวเสม. (2555). ดนตรีกะเหรี่ยง กรณีศึกษาหมู่บ้านโป่งกระทิงบน ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี. ปริญญานิพนธ์ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (มานุษยดุริยางควิทยา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

  • สุรินทร์  เหลือลมัย. "เดือนเก้ากินข้าวห่อกะเหรี่ยง." ใน วารสารเมืองโบราณ 19,3 (กรกฎาคม-กันยายน 2536), 49-56.

  • ปณิตา สระวาสี. "กินข้าวห่อ สู่ขวัญเดือนเก้า". ในฐานประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย. http://www.sac.or.th/databases/rituals/detail.php?id=1 (เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม 2559).

พิธีกรรมการจัดงานศพ (เฟ่ะซ่าง) กลุ่มชาติพันธุ์มอญ

          คนมอญให้ความสำคัญกับพิธีกรรมที่เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดจนตาย อีกทั้งศรัทธาในพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการถือผีบรรพบุรุษ ก่อให้เกิดรากฐานของประเพณี พิธีกรรม ที่สืบทอดปฏิบัติกันมา ดังนั้นคนมอญจึงมีรูปแบบพิธีกรรมที่แฝงความหมายและปริศนาธรรมต่างๆ ตามโลกทัศน์ของคนมอญมีการแบ่งประเภทการตายแตกต่างกันตามสาเหตุและสถานภาพของผู้ตาย อีกทั้งข้อปฏิบัติพิธีกรรมที่จำเพาะกับรูปแบบการตาย โดยยึดถือคามคัมภีร์โลกสมมุติ ซึ่งในกรณีนี้จะกล่าวถึงเฉพาะงานศพที่ตายดี และมีการจัดงานศพเป็นแบบเผาศพ

          การตายดี ต้องมีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ ประการแรก เสียชีวิตจากความชราหรือเจ็บป่วย ประการที่สอง ต้องเป็นการเสียชีวิตในบ้านของตนเท่านั้น เพราะจะห้ามนำศพเข้าบ้านโดยเด็ดขาดหากเสียชีวิตนอกบ้าน ทำให้ไม่สามารถจัดงานศพที่บ้านได้ ดังนั้นเมื่อชาวมอญที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหมดโอกาสที่จะรักษาแล้ว ญาติจะนำตัวผู้ป่วยกลับบ้านทันที เพื่อไม่ให้มีผลต่อการจัดพิธีศพ

          ในสมัยก่อนเมื่อมีคนตายขึ้นญาติพี่น้องต้องรีบจัดศพด้วยการต่อแท่นหรือแคร่วางศพ ก่อนเอาศพขึ้นวางบนแท่นวางศพ ต้องจัดการทำความสะอาดร่างกายศพเสียก่อน ซึ่งจะทำในตอนบ่ายหรือเย็น โดยใช้ประคำดีควายมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำขมิ้นกับใยส้มป่อย แล้วจึงเอามาอาบศพ เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวศพใหม่ ภาษามอญเรียกว่า ปังมอย (ผ้า 1 ชิ้น ทบกันเป็นรูปสามเหลี่ยมเย็บติดกันเก็บไว้สำหรับช่วงขา 2 ข้าง คล้ายๆ กางเกงลิง) แล้วนำเสื้อผ้าตามประเพณีนิยมมาสวมทับอีกชั้นหนึ่ง ต่อจากนั้นหวีผม ทาแป้ง ประพรมน้ำอบ เสร็จแล้วใช้ด้ายดิบมัดศพ ตามธรรมเนียมมอญมีข้อห้ามไม่ให้นำโลงศพขึ้นบ้าน ดังนั้นการตั้งศพต้องตั้งอยู่ในเขตเสาผี โดยจะต้องทำแคร่ไม้สำหรับวางศพที่เรียกว่า “โจ้งเหน๊ะ” มอญบางท้องถิ่นเรียก “โจ๊งเนี๊ยะ” หรือ ”โจ่งเจี้ยะ” (แปลว่า เตียงชนะ คือให้ผู้ตายเอาชนะต่ภูมิทั้ง 4 ได้แก่ อบายภูมิ สุคติภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ)มีลักษณะคล้ายเตียงทำด้วยไม้ไผ่ ตกแต่งสวยงาม มีเสา 6 ต้น ส่วนใหญ่เป็นไม้กลม แล้วผูกเชือกห้อยจกเพดาน ปลายเชือกกับจีบพลู 1 จีบ แหวน 1 วง กรรไกรหนีบหมาก 1 อัน ผูกติดกันห่างพอสมควรต่อจากนั้นให้ก่อไฟไว้ที่ปลายเท้าของศพที่วางบนแท่น ใช้เตามอญ มี 3 เต้า 1 ใบ เอาหม้อดินใส่น้ำต้มไว้ปล่อยให้ไฟมอดไปเอง จุดตะเกียงไว้ที่ด้านหัวนอน 1 ดวง แล้วนิมนต์พระมาบำเพ็ญกุศล แสดงธรรมเทศนาต่อไป ตกกลางคืนมีญาติมิตรมาอยู่เป็นเพื่อนศพโดยมีการเล่นหมากรุก หรืออ่านหนังสือมอญเป็นเพื่อนศพด้วย

          การทำศพลักษณะนี้ตามปกติแล้วจะเก็บศพไว้ในบ้านไม่เกิน 5 วัน ในวันเผานำหีบศพตั้งไว้บริเวณนอกบ้าน ห้ามนำหีบศพเข้าบ้านเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นเสนียดจัญไร แล้วพรมด้วยน้ำขมิ้นผสมใบส้มป่อยซึ่งเชื่อว่าทำให้โลงสะอาด ในการเคลื่อนศพมีพิธีปฏิบัติดังนี้ การเคลื่อนศพออกจากบ้านจะทำกันในช่วงบ่าย เรียกว่า “ตะวันบ่ายควาย” (ตะวันยามบ่ายที่ร่มเงาของบ้านทอดยาวพอให้ควายนอนหลับได้ 1 ตัว) เวลาเคลื่อนศพลงต้องเอาด้านเท้าลงก่อน แล้วให้หญิงอาวุโสราดน้ำส้มป่อยผสมขมิ้นตามด้วยน้ำเปล่า เมื่อศพเคลื่อนถึงพื้นดินจะโยนหม้อน้ำส้มป่อยให้แตกบริเวณหน้าบันไดบ้าน  ส่วนหม้อน้ำให้คว่ำไว้ เมื่อนำศพใส่โลงเรียบร้อยแล้ว ให้เตรียมของแต่งตัวมี กระจก หวี หมากพลู มีด เสื้อผ้า ใส่กระจาดแล้ว ให้ลูกคนสุดท้องถือกระจาดทนไว้บนศีรษะ เดินนำขณะจูงศพออกจากบ้านไปโดยไม่ต้องเหลียวหลัง การจูงศพมีพระภิกษุสงฆ์ถือสายสิญจน์นำขบวน เรียกขบวนนี้ว่า “ขบวนนำศพ” ตามด้วยลูกหลานเป็นขบวนส่งศพ คนที่ทูนกระจาดต้องแต่งตัวนุ่งผ้าขาว เสื้อสีขาว ผ้าคลุมศีรษะสีขาว เมื่อแห่ศพไปถึงศาลาวัด ยกศพขึ้นตั้งบนโจ๊งเหน๊ะ เหมือนเดิมเช่นเดียวกับการตั้งศพที่บ้าน ให้นำเอาหม้อดินที่ใส่น้ำตั้งไว้ปลายเท้าศพนั้นมาตั้งไว้ด้วย แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาให้ศีล เชิญผู้ร่วมงานรับศีลโดยทั่วกัน รอการฌาปนกิจศพต่อไป ครั้นเวลากลับบ้านต้องเทน้ำต้มในหม้อที่เอามาด้วยทิ้ง และให้ผู้ถือกระจาดเครื่องใช้ที่นำมาจากบ้านคว่ำทิ้งเสียที่สุสานหรือป่าช้านั้นด้วยเป็นอันเสร็จพิธี

          ในปัจจุบัน การจัดงานศพที่บ้านและการสร้าง ”โจ๊งเหน๊ะ” สำหรับวางศพ หาดูได้ยากยิ่ง ส่วนใหญ่หันไปนิยมจัดกันที่วัดและเผาในเมรุถาวร พิธีกรรมและข้อปฏิบัติหลายอย่างจึงถูกลดทอนลงตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป  

 

บรรณานุกรม

  • พระครูปลัดสุรพจน์ สันหรักษ์. (2553). แนวทางการพัฒนาเครือข่ายชุมชนผ่านพิธีศพของชาวมอญ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

  • จวน เครือวิชฌยาจารย์. (2548). ประเพณีมอญที่สำคัญ. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

  • สุรินทร์ ทับรอด. (2541). พิธีรำผีเนื่องในงานศพของชาวมอญพระประแดง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (วัฒนธรรมศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.

  • สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์, สรินยา คำเมืองและอธิตา สุนทโรทก. (2550). วัฒนธรรม ความตาย กับความหลากหลายทางชาติพันธุ์. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ.

พิธีรำผีมอญ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

          ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์มอญได้อพยพเข้ามาในอาณาเขตประเทศไทยด้วยเหตุหลายประการ ยุคสมัยเปลี่ยนผ่านก่อตัวเป็นชุมชนกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคกลาง พื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีระบบความเชื่อ วิถีชีวิต รวมถึงประเพณีท้องถิ่น ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาพุทธและการนับถือผีบรรพบุรุษควบคู่กัน

          คติความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ ยังปรากฏในสังคมชาวมอญ กล่าวกันว่าการนับถือผีจะทำให้มนุษย์ได้รับคำแนะนำช่วยเหลือ ทำมาหากิน เจริญรุ่งเรืองและมั่นคง ในทางกลับกันหากมีการละเมิดข้อห้ามหรือ “ผิดผี” เชื่อว่าผีบรรพบุรุษจะไม่พอใจ นำมาสู่การบันดาลภัยพิบัติ โรคภัยไข้เจ็บ ในตระกูลผีเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงได้จัดพิธีขอขมา คือ “พิธีรำผีมอญ” ขึ้น มักจัดในเดือนคู่ กำหนดวันโดย “โต้ง” (ผู้นำในการประกอบพิธี) ซึ่งเป็นพิธีที่มีความซับซ้อนทั้งกระบวนการขั้นตอนและความหมาย ใช้เวลาอย่างน้อยสองวันด้วยกันในการเตรียมและประกอบพิธี

          ก่อนพิธีรำผีหนึ่งวันหรือที่เรียกกันว่า วันสุกดิบ “ต้นผี” (บุตรชายในตระกูล ที่ได้รับการสืบทอดผีบรรพบุรุษ) และบรรดาญาติพี่น้องจะมาช่วยกันเตรียมอาหารคาวหวาน เครื่องเซ่นไหว้ ปะรำพิธีหรือโรงพิธี ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ด้วยเสาไม้ไผ่ หลังคามุงตับจาก ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันตก ด้านหลังทำแท่นสำหรับวางเครื่องเซ่นและอุปกรณ์การรำ ตรงกลางของโรงพิธียกพื้นสูง จำลองโจ๊งเหน๊ะ ที่ตั้งศพของคนมอญ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมวิดีโอ พิธีกรรมการจัดงานศพ (เฟ่ะซ่าง) กลุ่มชาติพันธุ์มอญ) ด้านหน้าของโรงพิธีจะปักกิ่งต้นโพตุ้ม โอ่งใส่น้ำ สำหรับใช้ประกอบพิธี ส่วนโต้งจะเป็นผู้จัดเตรียมอุปกรณ์ เช่น บายศรี หมากพลู กรวยดอกไม้ เชี่ยนหมากทองเหลือง เป็นต้น แต่สิ่งที่จะขาดเสียมิได้ คือ เต่า เพราะนอกจากนับถือผีบรรพบุรุษแล้วยังมีการนับถือผีอื่นๆ ตามสายตระกูล เช่น ผีงู ผีเต่า ผีข้าวเหนียว เป็นต้น กระทั่งสร้างโรงพิธีเสร็จ ในกรณีที่ผ้าผีบรรพบุรุษไม่ได้อยู่ที่บ้านที่จะประกอบพิธี ต้นผีและเครือญาติจะแห่ขบวนไปเชิญผีบรรพบุรุษหรือปาโหนก กลับมายังบ้านที่จัดพิธีบริเวณเสาผีเรือน เมื่อปาโหนกเข้าสิงร่างคนในตระกูล จึ่งได้ซักถามถึงสาเหตุการผิดผี พิธีทำถูกต้องหรือไม่ ฯลฯ

          เช้ามืดของวันที่สอง ภายในโรงพิธีถูกประดับด้วยผ้าลักษณะยาวถึงพื้น มีไว้สำหรับให้คนทรงจับ เตรียมข้าวตอกดอกไม้ที่จะต้องใช้ในพิธี นำเต่ามายำทำโดยลูกสาวในตระกูล เครื่องเซ่นถูกจัดเป็นชุด (เช่นกล้วย,ปลาย่าง,ขนมผี, ขนมแป้งทอด, มะพร้าว) ส่วนโต้งจะทำพิธีเบิกเนตรแต่เช้าตรู่ นำเครื่องเซ่นไหว้ขึ้นหิ้ง โดยมีวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงประกอบตลอดพิธี จากนั้นลูกชายในตระกูลจะสวมชุดผี แห่ขบวนไปยังบริเวณเสาผี โต้งทำพิธีจุดธูปบอกกล่าวปาโหนกพร้อมกับโปรยข้าวตอก เสร็จแล้วจึงแห่กลับมายังโรงพิธี โต้งจะคอยกำกับผู้ที่สวมชุดผีรำดาบหน้าหิ้งในพิธี เมื่อรำเสร็จจึงถอดเสื้อผ้าผีออก สะใภ้ในตระกูลแต่งตัวพาดผ้าตามแบบวิถีมอญ ทยอยนำเครื่องเซ่นคนละ 1 กะละมัง ไปบอกกล่าวบริเวณต้นโพตุ้ม โดยการจุดธูปเทียนไหว้ หยิบเครื่องเซ่นบางส่วนใส่ในเข่งบริเวณต้นโพตุ้ม (ลักษณะเป็นไม้ไผ่สาน คล้ายเข่งปลาทู) จากนั้นเพื่อเป็นการรำแก้บนและบูชาผี สะใภ้จะต้องรำชุด (รำด้วยอุปกรณ์ทั้งสี่อย่าง คือ ใบไม้ ดาบ หอก ธนู/กระสวย กี่ทอผ้า) โดยแต่งกายนุ่งซิ่น คล้องสไบ ร่ายรำตามการนำของโต้งและจังหวะดนตรีที่ค่อยๆ เร็วขึ้น จากนั้นจะให้ลูกสาวในตระกูลทำพิธีเลี้ยงผี เริ่มรำโดยหยิบขันครู ต่อด้วยการรำชุดเป็นจังหวะ บางครั้งระหว่างพิธีกรรมผีบรรพบุรุษจะเข้ามาสิงร่างลูกหลาน ขณะถูกผีจับผู้รำจะไม่รู้สึกตัว ผู้ที่มาร่วมงานจะปรบมือเป็นจังหวะพร้อมๆ กับดนตรี เมื่อผีพอใจในการร่ายรำและกินเครื่องเซ่นไหว้แล้วก็จะออกจากร่างของลูกหลานโดยจะขึ้นไปบนโรงพิธี แล้วจับผ้าผี อาการต่างๆ ก็จะค่อยๆ สงบนิ่งลง

            ยามที่ตนเองหรือครอบครัวต้องเผชิญต่อโชคชะตาหรือชะตากรรมร้ายๆ ตามความเชื่อมักปรากฏพิธีสะเดาะเคราะห์ เช่น การตัดต้นกล้วยและการอาบน้ำ โดยพิธีตัดต้นกล้วย ลูกหลานผู้ชายแห่ต้นกล้วยเข้าไปในโรงพิธี โต้งนำมาวางพาดไว้กับขอบสำรับไม้ นำกล้วย ข้าวเหนียว วางคั่นสลับกันบนต้นกล้วย แล้วให้ลูกหลาน (ผู้ชาย) ใช้น้ำส้มป่อยลูบ หยิบข้าวตอกโปรย ทำเช่นนี้จนครบคน จากนั้นผู้ช่วยโต้งจะตัดต้นกล้วยให้ขาดเป็นท่อนๆ คล้ายกับการสะเดาะเคราะห์ หมายถึง การตัดสิ่งชั่วร้ายให้พ้นไป โดยท่อนยอดจะวางไว้ใต้หิ้งเครื่องเซ่นไหว้ ท่อนโคนเหน็บหลังคาโรงพิธีไว้ และท่อนกลางผ่าไส้ในนำออกมายำทำโดยลูกสาวในตระกูล นำไปใส่ในกะละมังสำหรับรำ เสร็จแล้วเปลี่ยนชุดหน้าโรงพิธี ชุดที่เปลี่ยนนี้จำลองคล้ายชุดนักรบตอนออกป่า แล้วรำหน้าหิ้งในโรงพิธี ป้อนข้าวเหนียวผสมน้ำตาลให้กับคนในตระกูล

          ส่วนในช่วงการอาบน้ำ ส่วนใหญ่จะให้ลูกหลานที่อายุยังน้อยมาทำพิธี บริเวณต้นโพนำผ้าแดงมาล้อมเปลี่ยนผ้าจำลองเป็นมุมหนึ่งในการอาบน้ำ คนที่ถูกอาบน้ำจะตักน้ำล้างมือให้กับญาติผู้ชายในพิธี จากนั้นชายในตระกูลก็จะตักน้ำที่อยู่ในหม้อทั้งสามใบอาบน้ำให้ หลังจากนั้นก็คว่ำหม้อไว้ที่โคนต้นโพ โต้งเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวให้คนที่ประกอบพิธีใหม่ นุ่งผ้าขาว กระแจ๊ะแป้ง ใช้อุปกรณ์ในภาชนะทองเหลืองแต่งตัว ถือพานบายศรีรำตามจังหวะปี่พาทย์ หลังจากนั้นเป็นการรำที่เรียกส่า ผีแขกกัดปลา โต้งนุ่งผ้าขาวมีผ้าคล้องคอโพกหัว ลูกชายในตระกูลหนึ่งคนนั่งถือดาบไขว้กันบนเข่า โต้งนำปลาห่อใบตองกลางตัวเอาปลายมีดเสียบ รำตามจังหวะ จุ่มหัวปลาในน้ำมะพร้าว เสร็จแล้วโต้งจะรำรอบต้นโพหน้าโรงพิธี

          ส่วนช่วงบ่ายเป็นการปัดเป่ารังควาน รักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนในตระกูล มีคนทรงประจำหมู่บ้านเป็นผู้ประกอบพิธี โดยการรักษาโรคภัยนี้จะใช้ไพล ขมิ้น  กระด้งและดาบ ใส่ขนมผีเครื่องเซ่นอย่างละนิดในกระด้ง คนทรงจะใช้อุปกรณ์การรำจี้ไล่ตามตัวจากศีรษะสู่เท้าที่ละคน หลังจากนั้นคนทรงจะใช้เท้าเตะกระด้งออกมาให้คว่ำหน้าโรงพิธี แล้วรำรอบต้นโพหน้าโรงพิธี

          นอกเหนือจากพิธีกรรมที่ดูมีขั้นตอนเคร่งครัดแล้วยังปรากฏการละเล่นเพื่อเป็นการผ่อนคลาย สร้างความบันเทิง ให้กับผู้ที่มาร่วมงาน เช่น การละเล่นชนไก่ จะใช้ไก่จริงในการประกอบพิธีโดยใช้ 2 ตัว แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ผู้ที่อุ้มไก่จะต้องมีผ้าโพกหัว จับไก่ชนกันไปมา โห่ร้องอย่างสนุกสนานเป็นการจำลองการละเล่นของคนมอญสมัยโบราณเหมือนบรรพบุรุษเล่นในสมัยก่อน การละเล่นเก็บฝ้าย โดยการนำสำลีหรือฝ้ายมาติดไว้บนต้นโพตุ้มหน้าโรงพิธีไว้ก่อน จากนั้นจะต้องมีคนถือกาบมะพร้าวขัดขวางไม่ให้ใครมาหยิบสำลีไป เป็นการจำลองวิถีชีวิตในการเก็บฝ้าย เมื่อเข้าป่าก็มักเจอกับสัตว์ร้าย ส่วนการละเล่นคล้องช้าง เป็นการจำลองวิถีชีวิตของคนมอญในการไปคล้องช้าง จะมีคนแสร้งทำเป็นช้าง และให้สะใภ้หรือลูกมาทำพิธีจับช้าง ผู้ที่ร่วมประกอบพิธีต้องจับช้างคล้องไว้กับต้นไม้หน้าโรงพิธีให้ได้ สร้างความสนุกสนานได้เป็นอย่างดี

          ช่วงท้ายของพิธีกรรมรำผีมอญ โต้งรำถวายปาโหนกเป็นครั้งสุดท้าย นำเครื่องเซ่นอย่างละนิดใส่กระด้ง ร่ายรำ พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยกระด้งออกมาให้คว่ำหน้าโรงพิธี จากนั้นจึงทุ่มมะพร้าวเป็นการเสี่ยงทาย เชื่อกันว่าหากทุ่มมะพร้าวแล้วแตกทันทีถือว่าดี ทั้งนี้การทุ่มจะไม่ทำเกิน 3 ครั้ง จบพิธีด้วยการเปิดดูเทียนเสี่ยงทาย พบว่า เมื่อดึงเทียนขึ้นมาหากมีข้าวสารติดโคนต้นเทียนเป็นทรงกลมและใหญ่ จะถือว่าครอบครัวสงบสุข มีความสามัคคี ทำมาหากินขึ้น ส่วนของที่เหลืออยู่ในสำรับไม้และข้าวของที่รวมๆ ไว้นำไปเททิ้ง คว่ำหม้อข้าวหม้อแกงข้างในโรงพิธี ล้มต้นโพตุ้ม นำเสาแขวนเสื้อและผ้าแดงลง โรงพิธีจะไม่ทิ้งไว้จนถึงเช้าเป็นอันขาด ของทั้งหมดที่รื้อมาจะถูกนำเอาไปลอยน้ำ แต่ปัจจุบันมีการอนุโลมขออนุญาตผีนำไปมอบให้คนยากจนต่อไป

 

บรรณานุกรม

  • กาญจนา ชินนาค. (2543). การศึกษาประเพณีและพิธีกรรมการรำผีมอญ บ้านวัดเกาะ ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี. รายงานวิจัย, สถาบันราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.
  • เฉลิมพล โลหะมาตย์. (2551). วิทยานิพนธ์ เรื่อง ดนตรีประกอบพิธีรำผีมอญของหมู่บ้านบางกระดี่ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  • พิมพ์เพ็ญแข วรรณป้าน. (2549). การศึกษาความเชื่อเรื่องพิธีกรรมการรำผีของชาวมอญ : กรณีศึกษาชุมชนมอญบางกระดี่. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.