กลุ่มชาติพันธุ์ : อ่าข่า

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : อ่าข่า
  • ชื่อเรียกตนเอง : อ่าข่า
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : อีก้อ, ข่าก้อ, ก้อ, โอนิ-ฮานิ
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ตระกูลภาษาธิเบต-พม่า สาขาโลโล ภาษาอ่าข่ารียกว่า “ยิ” อ่าข่า
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

              ชื่อเรียกตนเอง

              อ่าข่า (Akha) หรือ Aqkaq คือชื่อที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าใช้เรียกตนเอง งานศึกษาของ Hugo Adolf Bernatzik นักมานุษยวิทยาชาวออสเตรีย ที่เข้ามาศึกษากลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าและม้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงปี ค.ศ. 1930 – 1936 (พ.ศ. 2473-2479) ซึ่งนับว่าเป็นงานศึกษาชาวอ่าข่าชิ้นแรก ๆ อธิบายว่า ชาวอ่าข่าเรียกตนเองว่าอ่าข่า

              อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง มีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ข้อมูลที่จัดทำโดยนางสาววิไลลักษณ์ เยอเบาะ กองเลขานุการเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง (มปป.) ระบุว่า ในประเทศไทย พม่า และลาว คนในกลุ่มชาติพันธุ์นี้เรียกตนเองว่าอ่าข่า (Aqkaq) ส่วนในประเทศจีนและประเทศเวียดนาม ใช้คำว่า ซานี (Za-ni) ยานี (Ya-ni) หรือฮาหนี่ (Ha-ni) โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า”ฮาหนี่” (Haniq) แม้จะมีความแตกต่างของชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ หากเมื่อศึกษาบทเพลง บทซอ คำสุภาษิต หรือการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ กลับพบว่าชาวอ่าข่าทุกประเทศเรียกตนเองเหมือนกันว่า “หญ่าหนี่หญ่า” (Zaqnyiqzaq) (วิไลลักษณ์ มปป.)

              อย่างไรก็ดี นาย Jianhua Wang หรือชื่ออ่าข่า Aryoeq Nyawrbyeivq นักวิชาการชาวอ่าข่าจากประเทศจีน ระบุในงานวิจัยซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยาของเขาว่า ชาวอ่าข่าบางทีก็เรียกตนเองด้วยชื่อโบราณเช่น ส่าหนี่ (Zaq-niq) หย่า-หนี่ (Yaq-niq) อ่าหนี่ (Aq-niq) หรือ ฮาหนี่ (Haq-niq) ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเพียงการออกเสียงในหลายแบบของคำ ๆ เดียวกัน แต่ออกเสียงในสำเนียงของแต่ละกลุ่มอ่าข่าต่างกันไป (Wang 2013: 25) ข้อที่น่าสังเกตคือ คนในกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เมื่อเขียนคำนี้ด้วยการใช้ตัวอักษรไทย จะยืนยันให้มีการใช้วรรณยุกต์ ไม้เอก กำกับการออกเสียงทั้งสองคำ คือ อ่าข่า แทนที่จะเป็นอาข่า ดังที่หน่วยงานราชการของไทยในปัจจุบันใช้ ทั้งนี้เพราะเห็นว่าหากต้องการเขียนเพื่อให้ออกเสียงอย่างถูกต้องในภาษาพูดของคนอ่าข่า จะต้องมีวรรณยุกต์ไม้เอก กำกับเสียงไว้ทุกครั้ง เพื่อให้ออกเสียงต่ำ (อ่าข่า) แทนที่จะเป็น อา ซึ่งเป็นเสียงกลาง

              อาข่า อ่าข่า Akha Aqkaq เป็นคำซึ่งคนในกลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง โดยเห็นว่าเป็นคำเรียกที่มีความหมาย และมีความถูกต้องเป็นที่ยอมรับของคนในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ความหมายของคำเรียกนี้ มีผู้ที่ศึกษาและให้ความหมายแตกต่างกันไป งานวิจัยของ Roux (1924 อ้างใน จิตร [2519](2544)) อธิบายว่า การที่ชนชาตินี้ เรียกตัวเองว่า อ่าข่า “เพราะบางทีก็สร้างบ้านแบบกระต๊อบติดดินเหมือนชาวจีน แต่บางทีก็สร้างเป็นเรือน มีเสา ยกพื้น ลักษณะการสร้างที่อยู่เปลี่ยนไปมาระหว่างสองสิ่ง การอยู่ในระหว่างสองสิ่งหรือเป็นกลาง ๆ นี้ ภาษาก้อเรียก อ่าข่า (A-Kha) จึงได้เรียกตัวเองว่าอ่าข่า และบังเอิญไปพ้องกับคำว่า ข่า ของลาวเข้าเท่านั้น” (น. 306 การเน้นเป็นของต้นฉบับ)

              ส่วน Leo Alting von Geusau (2000) เห็นว่า การที่คนอ่าข่า ต้องอยู่ภายใต้กลุ่มอำนาจหลายกลุ่มในประเทศจีน ทั้งชาวไทลื้อและชาวฮั่น ทำให้พวกเขาต้องปรับตัว โดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเรียกตนเองว่าเป็น “คนที่อยู่ตรงกลาง” (People of the middle) Wang (2013) อธิบายว่า ความหมายของคำว่า อ่าข่า ที่หมายถึง “ผู้ที่อยู่ตรงกลาง” นั้น อาจเข้าใจได้ในหลายแง่มุมทั้งในเชิงภูมิศาสตร์กายภาพ ภูมิรัฐศาสตร์ จักรวาลวิทยา นักวิชาการผู้นี้เห็นว่า ในทัศนะของคนอ่าข่าเองที่เคยมีรูปแบบการปกครองแบบรัฐมาก่อน พวกเขาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความสำคัญ เป็นจุดศูนย์กลางของการปกครองและอำนาจ (People of the center) ดังนั้น ความหมายของคำว่า อ่าข่า (Akha) จึงอาจเป็นไปได้ในหลายรูปแบบ ทั้งในแง่ ระยะห่าง (distance) ระหว่างกลาง (middle) หรือ ศูนย์กลาง (center) ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ ตีความว่าอยู่บนเหตุผลใด Wang เห็นว่า ในแง่นี้ ความหมายของคำว่า อ่าข่า (Akha หรือ Aqkaq) จึงอาจมีความหมายได้ทั้ง กลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ หรืออาจหมายถึง คนที่อยู่ตรงกลางของอำนาจ และในอีกความหมายหากมองในบริบทของการอพยพเคลื่อนย้าย ภายหลังจากที่รัฐจาแดของบรรพบุรุษชาวอ่าข่าล่มสลายลง และคนอ่าข่าต้องอพยพถอยร่นลงทางใต้ของประเทศจีน และเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในพม่า ลาว ไทย และเวียดนาม นั่นคือ คนที่มาจากดินแดนที่ห่างไกล

              ชื่อที่คนอื่นเรียก

              การทบทวนงานศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า พบว่าอาจย้อนไปกว่าศตวรรษ ทั้งงานของคนทั่วไปที่มีความสนใจเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น งานศึกษาของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ในจังหวัดเชียงราย (บุญช่วย 2460, 2545) และงานของนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศ เช่นที่ศึกษาโดยนักวิชาการภายใต้สยามสมาคม และนักวิชาการชาวต่างประเทศ เช่น Hugo Adolf Bernatzik (1946) ในประเทศไทย และนักวิชาการอื่นที่ศึกษาในประเทศพม่า เช่น Paul Lewis (1969-1970) Telford J.H. (1937) และในประเทศลาว เช่น Izikowitz (1943) Roux Henri (1924) Roux Henri and Tran Van Chu (1954) งานศึกษาเหล่านี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานบุกเบิกการศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มอ่าข่า มีการอธิบายถึงชื่อเรียกที่หลากหลาย เช่น Ekaw, Hani, Kaw, Kha Ko, Ko, Woni (Lebar et al. 1964: 33)

              อย่างไรก็ตาม การทำงานของนักวิชาการ โดยเฉพาะที่ทำงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับกลุ่มชาติพันธุ์ และการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ต้องแสดงถึงความรู้ ความเข้าใจ และติดตามความเปลี่ยนแปลงในเชิงแนวคิด ทฤษฎีที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับชาติพันธุ์ศึกษา ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ทำให้แม้ตอนแรกงานทางวิชาการยังคงใช้ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าว่า อีก้อ แต่ต่อมาระยะหลังได้มีการปรับเปลี่ยนมาโดยลำดับ เป็น ก้อ อ่าข่า และอ่าข่า ทั้งนี้ นักวิชาการ โดยเฉพาะที่ศึกษาทางด้านสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา มีวิธีวิทยาในการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม สังคม ชุมชน ของผู้คน และกลุ่มชาติพันธุ์ ที่แสดงออกถึงความตระหนักในบริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และประเด็นที่เป็นเรื่องอ่อนไหวทางวัฒนธรรม รวมถึงชื่อเรียกผู้คนในแต่ละวัฒนธรรม ดังนั้น จึงเน้นให้ความสำคัญกับการให้ความเคารพต่อชื่อเรียกที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกกลุ่มตนเอง

              ก้อ, อีก้อ, ข่าก้อ การทบทวนงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับที่มาของชื่อเรียก อีก้อ นี้ ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป นักวิชาการบางคน เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ [2519](2544) ตั้งข้อสมมุติฐานว่า ชื่อเรียก “ก้อ” นี้ อาจเป็นชื่อเรียกแต่เดิมของคนที่เรียกตัวเองว่าอ่าข่าในปัจจุบันก็เป็นได้ (ดังจะได้กล่าวโดยละเอียดต่อไป) หากแต่ที่ผ่านมา ในกรณีของประเทศไทยนั้น การใช้คำเรียก อีก้อ ดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีคำอธิบายในวงกว้างให้เป็นที่ชัดเจนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เมื่อมีการนำไปใช้ในบริบทที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์นี้และกลุ่มอื่น ถูกเลือกปฏิบัติและได้รับการดูหมิ่นในเชิงชาติพันธุ์ ในลักษณะเหมารวม ทำให้เกิดความไม่พอใจ และมีการต่อต้าน ไม่ยอมรับ กลายเป็นคำเรียกที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าเองไม่ชอบใจ และคนอ่าข่าในไทยหลายคนบอกว่ารู้สึกโกรธและไม่พอใจหากถูกเรียกเช่นนั้น ด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป บ้างก็ว่า เป็นชื่อที่ไม่มีความหมายในภาษาอ่าข่า ในขณะที่บางส่วนเห็นว่าเป็นการใช้คำเรียกซึ่งแสดงนัยยะของการดูหมิ่น และการเหยียดทางชาติพันธุ์

              ในแง่ของงานศึกษาทางวิชาการ ลีโอ อัลติ้ง ฟาน เกอเซา (Leo Alting von Geusau) (2000: 124) นักมานุษยวิทยาชาวเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า กลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไต เรียกคนอ่าข่าว่า ข่าก้อ (Kha Kaw) คนจีน-ยูนนาน เรียกคนอ่าข่าว่า อ่าข่า ส่วนคนอ่าข่า เรียกคนไตลื้อและคนไตว่า Bitsm (บิฉุ่ม) หรือ Atsm (อะฉุ่ม) เรียกคนจีนว่า Labui (หล่าบื่อ) และคนจีน-ยูนนานว่า Pehnyoe (หรือพวกเสื้อเขียว)

              งานทางวิชาการที่อธิบายคำเรียกกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าว่า อีก้อ นี้ มีอยู่จำนวนไม่มากนัก หนึ่งในนั้นได้แก่ จิตร ภูมิศักดิ์ [2519](2544) ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม ต่อเนื่องกับคำอธิบายของเขาเรื่อง กลุ่มชนชาติข่าในประเทศลาว ข้อเขียนของจิตร ซึ่งอ้างอิงถึงข้าราชการชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสิบสองปันนา ประเทศจีน เป็นเวลากว่า 30 ปี ระบุว่า พวกอ่าข่าเรียกตัวเองว่า ก้อ จิตรยังตั้งข้อสมมุติฐานว่า การที่ชนชาตินี้เรียกตัวเองว่า อ่าข่า นั้น น่าจะเรียกตามภาษาจีน และจีนก็เรียกอ่าข่าตามคำภาษาไตลื้อ (น.308)

              ส่วนการอธิบายเพิ่มเติมถึงชื่อเรียก อีก้อ นั้น จิตรกล่าวว่า “อีกพวกหนึ่งที่ถูกเรียกว่า ข่า และมีประวัติว่าเป็นผู้อพยพมาอยู่ในสิบสองปันนาก่อนพวกไตลื้อก็คือพวก ข่าก้อ ซึ่งไทยพายัพเติม อี เข้าไปเป็น อีก้อ เรียกกันเช่นนี้อยู่ในเมืองไทย (ไทใหญ่เรียก ก้อ ลาวเรียกข่าก้อ ไม่มีใครเติม อี เลย พวกข่าก้อนี้ เป็นชนชาติในตระกูลภาษาธิเบต-พม่า...จีนเรียกชนพวกนี้ว่า อ่าข่า ” (น. 307)

              เรื่องการที่คนไทยในภาคเหนือเรียกคนอ่าข่าว่า อีก้อ นี้ Leo Alting von Geusau (2000: 126) อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ในขณะที่ชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในประเทศไทย ไม่ได้ถูกเรียกโดยมีคำนำหน้าเพิ่มเติม คนอ่าข่า ถูกคนท้องถิ่นในภาคเหนือเรียกโดยมีคำนำหน้าเพิ่มเติมว่า แมง (Meng) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกแมลง หรือสัตว์ตัวน้อยที่คล้ายแมลง เช่น เรียกคนอ่าข่าว่า แมงอีก้อ (meng i-ko) (การเน้นเป็นของต้นฉบับ) การที่คนไทยในภาคเหนือใช้คำนำหน้าว่า แมง นี้อาจดูเพิ่มเติมในงานของ Wijeyewardene (1968)

              นอกจากนี้ จิตร ได้อ้างถึงเอกสารที่เขาระบุว่าเขียนโดย นายหลี ฟูอี ข้าราชการจีนของรัฐบาลจีนยุคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเคยอยู่อาศัยในสิบสองปันนาเป็นเวลา 30 กว่าปี โดยข้าราชการจีนผู้นี้ กล่าวว่า “พวกอ่าข่าเรียกตัวเองว่า ก้อ ซึ่งพวกไตลื้อนำไปเรียกว่า ข่าก้อ คำว่า ข่า นั้นแปลว่า เชลย หรือ ทาส ทั้งนี้เนื่องมาจากพวกอ่าข่าพ่ายแพ้แก่พวกไตลื้อ และตกเป็นผู้ถูกปกครองตลอดมา...” (น. 307)

              นอกจากอธิบายที่มาของชื่อ ข่าก้อ ในภาษาไตลื้อและลาวแล้ว จิตร ตั้งข้อสมมุติฐานว่า ชื่อที่จีนเรียกว่า อ่าข่า นั้น เป็นคำที่น่าสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับคำว่า ข่า ของไตลื้อ โดยจิตรอ้างถึงหนังสือของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (2506: 478) และ Roux (1924: 373) ที่กล่าวไว้ว่าพวกข่าก้อเรียกตัวเองว่า อ่าข่า หรือ อข่า (Akha) ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งที่ต่างจากที่นายหลี ฟูอี กล่าวว่าเขาเรียกตัวเองว่าก้อ (น.308) อย่างไรก็ตาม จิตรตั้งข้อสงสัยว่า “น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า ที่ชื่อซึ่งจีนเรียก อ่าข่า ไปพ้องกับคำในภาษาก้อเอง” (น.308)

              ข้อสมมุติฐานของจิตรคือ “...การที่ชาวก้อเรียกตัวเองว่า อ่าข่า นั้น น่าจะเรียกตามภาษาจีน และจีนก็เรียกตามคำภาษาไตลื้ออีกทอดหนึ่ง...รู้สึกว่า พวกก้อซึ่งมีชื่อดั้งเดิมของตนเองว่า ก้อ อยู่แล้ว (ดังข้อเท็จจริงที่ได้จากนายหลี่ ฟูอี) จะหันมารับเอาคำว่า อ่าข่า ไปจากจีน...” (น.308) จิตรอธิบายด้วยว่า ตัวอย่างคือ พวกละว้า ซึ่งไตลื้อเรียก ข่าวะ ชาวจีนนำไปเรียกตามว่า ข่าหว่า หรือ คาหว่า ใช้เป็นชื่อเรียกชนชาตินี้มาจนทุกวันนี้ หรือพวกข่าหมุที่ชาวไตลื้อเรียก ข่ามุ ชาวจีนก็เรียกตามว่า ข่าหมอ (น.308) อย่างไรก็ตาม จิตร ออกตัวว่า จะตอบสมมุติฐานของตนเองได้ ต้องเข้าไปศึกษาจากชนชาตินี้ด้วยตนเอง ซึ่งเขาบอกว่าไม่มีโอกาสทำได้

              ในประเทศไทย หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง มีการกำหนดชื่อเรียกรวม และชื่อเรียกแยกตามกลุ่มชาติพันธุ์โดยชื่อเรียกรวมที่ทางหน่วยงานราชการใช้สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงคือคำว่า ชาวเขา และต่อมา มีการปรับเปลี่ยนเป็น ชาวไทยภูเขาบ้าง หรือราษฎรบนพื้นที่สูงบ้าง แต่โดยทั่วไปยังคงใช้ชื่อเรียกรวม ๆ ว่า ชาวเขา ในการระบุถึงชาวอ่าข่าและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตภูเขาในภาคเหนือของประเทศไทย

              อีก้อ ยังเป็นชื่อเรียกที่ทางหน่วยงานภาครัฐใช้เรียกคนอ่าข่า ในระยะแรก ดังปรากฏในเอกสารราชการส่วนใหญ่ ตลอดจนชื่อเรียกสถานที่ หรือหมู่บ้าน ดังตัวอย่างหมู่บ้านในภาคเหนือของประเทศไทยจำนวนมาก ที่ปรากฏคำว่า อีก้อ อยู่ในชื่อหมู่บ้านด้วย (และยังคงใช้ชื่อนั้นอยู่จนถึงปัจจุบัน) ต่อมาเมื่อได้รับการทักท้วง และมีข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ ตลอดจนผู้ทำงานด้านวัฒนธรรมและสิทธิมนุษยชน จึงได้มีการปรับคำที่ใช้เรียกมาเป็นคำว่า อ่าข่า แต่กระนั้นก็ตาม ในเอกสารของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ยังคงคำเรียกเดิมคือ อีก้อ ไว้ ตัวอย่างเช่น ในเอกสารทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูงในประเทศไทย ปี 2559 เมื่อมีการระบุถึงกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า จะใช้คำว่า “อ่าข่า หรือ อีก้อ” ควบคู่กันไป (น. 1) หรือบางครั้งก็ใช้ชื่อเรียก อีก้อ เท่านั้น (น. 2) หรือตัวอย่างระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543 ในส่วนของการให้คำจำกัดความคำว่า “ชาวไทยภูเขา” ได้ระบุชื่อเรียกของคนอ่าข่า ว่า “อ่าข่า หรือ อีก้อ” เช่นกัน  (น.2)

              นอกจากนี้ งานศึกษาวิจัยส่วนใหญ่เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ที่ดำเนินการโดยนักวิจัยของสถาบันวิจัยชาวเขา ยังคงใช้ชื่อเรียกกลุ่มว่า อีก้อ (ดูตัวอย่างอาทิ อุไรวรรณ แสงศร 2542) แม้งานวิจัยเหล่านี้จะระบุไว้เช่นกันว่า กลุ่มชาติพันธุ์นี้เรียกตนเองว่า อ่าข่า (อุไรวรรณ 2542, น.2)

              ในประเทศจีน ลีโอ อัลติ้ง ฟาน เกอเซา (Leo Alting von Geusau) (2000: 124) นักมานุษยวิทยาชาวเนเธอร์แลนด์ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ซึ่งเคยทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มชนชาติฮาหนี่-อ่าข่าในประเทศจีน พม่า ลาว และเวียดนาม เป็นเวลากว่าสิบปี ระบุว่า คนอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเองชาวไต ในสิบสองปันนา ในแคว้น Puer ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองคุนหมิง (Kunming) และในเขตปกครองพิเศษ Lancang (ล้านช้าง) ของชาวลาหู่-ว้า นั้น ทางการจีนเรียกพวกเขาว่า Aini อย่างไรก็ตาม นักวิชาการอ่าข่า-จีน Jianhua Wang ให้ข้อมูลกับผู้วิจัยว่า น่าจะเป็นการเรียกเพี้ยนมาจากคำว่า Aqnyir (อ่า-ยิ) ซึ่งแปลว่า น้องชาย/น้องสาวในภาษาอ่าข่า เขาสันนิษฐานว่า เป็นไปได้ว่า อาจเกิดจากความเข้าใจผิด เมื่อมีการแนะนำตัวซึ่งกันและกันระหว่างคนอ่าข่าและเจ้าหน้าที่จีน ทำให้เจ้าหน้าที่ทางการจีน เข้าใจผิดว่าคำว่า Aini เป็นคำที่คนอ่าข่าใช้เรียกตัวเอง

              ในเรื่องนี้ Leo Alting von Geusau (2000) อธิบายว่า คำว่า Aini หรือ A-nyi เป็นคำที่นักวิชาการด้านชาติพันธุ์และภาษาศาสตร์ของจีน ใช้เรียกคนอ่าข่าในช่วงที่ประเทศจีนอยู่ภายใต้การปกครองของประธานเหมา เจ๋อ ตุง (Mao Zedong หรือ Mao Tse-tung)ผู้นำจีนในช่วงปี 1949-1976 เนื่องจากเห็นว่า คำว่า ข่า (kha) ในคำเรียก Akha นั้น เป็นคำเดิมในภาษาไต ที่หมายถึง ข้า ทาส แต่อย่างไรก็ตาม คนอ่าข่าเอง เห็นว่า คำนี้ แปลว่า “ระยะห่าง” (distance) หรือ “ช่วง” (span) และแปลความหมายชื่อเรียกของกลุ่มตนเองว่า หมายถึง “คนที่อยู่ตรงกลาง” (People in the middle) (น. 125)

              ส่วนในประเทศไทย รัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหลายหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าแตกต่างกันไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบ ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งแต่ทศวรรษ 1950s เป็นต้นมาที่หน่วยงานรัฐ เริ่มเข้าไปทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง หรือที่ภาษาราชการเรียกว่า ชาวเขา นั้น มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ เช่น กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานตำรวจตระเวนชายแดน หน่วยงานป่าไม้ โครงการหลวง หน่วยงานขององค์กรระหว่างประเทศ และสหประชาชาติ ที่ดูแลเรื่องการควบคุมพืชเสพติดและสารเสพติด หน่วยงานเหล่านี้ บางส่วนใช้คำเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ตามความเข้าใจของตนเอง โดยไม่มีเหตุผลอธิบายที่ชัดเจนว่าทำไมจึงใช้ชื่อเรียกเช่นนั้น ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่แตกต่างจากที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์เรียกตนเอง บางหน่วยงานเช่น กองสงเคราะห์ชาวเขา (ซึ่งเคยอยู่ภายใต้กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ก่อนการปฏิรูปการปกครองส่วนราชการในปี 2545) เมื่อทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชนและตัวแทนเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ เริ่มมีความเข้าใจและมีการปรับเปลี่ยนชื่อเรียกที่ใช้ หน่วยงานนี้ ปัจจุบันเป็นหน่วยงานที่ทำงานด้านการพัฒนาและสวัสดิการของกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เช่น กองส่งเสริมการพัฒนาสังคมกลุ่มเป้าหมายพิเศษ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการซึ่งดูแลศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง 16 แห่ง แต่กระนั้นก็ตาม ในเอกสารทางราชการที่ใช้ระบุชื่อกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ก็ยังคงปรากฏชื่อเรียกว่า อีก้อ ควบคู่ไปกับคำว่า อ่าข่า

    นอกเหนือจากนี้ หน่วยงานรัฐที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับความมั่นคง ยังคงใช้ชื่อเรียกแบบเดิม ที่เรียกกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าว่า อีก้อ เช่น หน่วยงานส่วนใหญ่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สภาความมั่นคงแห่งชาติ หน่วยงานตำรวจ ทหาร เป็นต้น โดยที่ไม่เป็นที่ชัดเจนว่า อะไรคือเงื่อนไขหรือที่มา ที่หน่วยงานราชการเหล่านี้ เรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าว่า อีก้อ

              นอกจากนี้ ข้อมูลที่จัดทำโดย วิไลลักษณ์ เยอเบาะ (มปป.. ออนไลน์) ระบุว่า มีการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า โดยคนนอกกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนี้

    • ภาษาไทย เรียกว่าอีก้อ/อ่าข่า
    • ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Akha
    • ภาษาละหู่ เรียกว่า ต่อกอ ย่า
    • ภาษาม้ง เรียกว่า คั่ว
    • ภาษาไต เรียกว่า“ก้อ” หรือ“อีก้อ”

              โอนิ-ฮานิ คำนี้ไม่ปรากฏในเอกสารและการเรียกชื่อ อย่างไรก็ตาม มีเสียงใกล้เคียงกับคำว่า “โวหนี่” ซึ่งหมายถึงคนลีซู กับ คำว่า ฮาหนี่ ซึ่งหมายถึงคนฮาหนี่ ที่นักมานุษยวิทยาจีนชื่อ หลิน หยื่อ ฮวา ได้พูดถึงว่า สองกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับอาข่าในฐานะที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ใช้ภาษาโลโลตระกูลธิเบต-พม่าเหมือนกัน (Lin Yueh-hwa, 1994 อ้างใน ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์ 2555: 33)

              ฮานิ/ฮาหนี่ (Hani) และอาข่าเป็นคนละกลุ่มกันแต่ก็มีการเรียกสลับกลับไปมา เพราะในจีนและเวียดนาม ซึ่งมีประชากรกลุ่มฮานิมากกว่าอาข่า คณะสำรวจกลุ่มชนชาติของรัฐบาลจีนช่วงหลังการปฏิวัติปี ค.ศ. 1949 จึงได้เหมารวมเอากลุ่มชาติพันธุ์อาข่าให้รวมอยู่ภายใต้กลุ่มชนชาติฮานิด้วย จึงไม่แปลกใจที่ชาวอาข่ามักจะถูกเรียกว่าฮานิด้วย (Howard, 2005: 3-4) ขณะเดียวกัน ในพม่าซึ่งมีชาวฮานิจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พวกเขาก็ถูกรัฐบาลพม่าจัดให้อยู่ภายใต้กลุ่มอาข่าด้วยเช่นกัน (Howard, 2005: 83) เมื่อเป็นเช่นนี้ ในมุมมองหนึ่ง อาข่าก็เป็นฮานิได้ แต่ไม่ใช่ฮานิจะเป็นอาข่าได้ (Morton, 2015) 

              ชื่อเรียกในเชิงอคติทางชาติพันธุ์

    อีก้อ  เป็นคำเรียกที่คนส่วนใหญ่ใช้เรียกชาวอ่าข่า เนื่องจาก คนส่วนใหญ่นอกกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับชื่อเรียกที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง และมักเรียกตามความเข้าใจของตนที่ได้รับรู้จากทางราชการ หรือโรงเรียน จากหนังสือเรียน เอกสารราชการ และสื่อต่างๆ สำหรับคนนอกกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าแล้ว อีก้อเป็นชื่อเรียกที่ใช้กันอยู่บ่อยที่สุด ซึ่งเป็นคำที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ไม่ชอบ และไม่พอใจเมื่อถูกเรียกเช่นนั้น เพราะเห็นว่าเป็นการเรียกชื่อที่ไม่ถูกต้อง และมักแฝงไปด้วยน้ำเสียงของการดูถูกดูหมิ่น และการเหยียดทางชาติพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นคำที่ไม่มีความหมายใดๆในภาษาอ่าข่า

     

              ภาษา

              ตระกูลภาษา 

              ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า เป็นภาษาในตระกูลธิเบต-พม่า (Tibeto-Burman) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ (Lahu) และลีซู (Lisu) (Lebar et al. 1964; Young 1962: 1) นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องจีน (Hu et al. 1960, 1988; Bruk 1960: 30 อ้างใน Lebar et al. 1964: ) นำเสนอว่า ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสามกลุ่มนี้ และภาษาของอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนยูนนานของจีนกับพม่า (เช่นในบริเวณ Nakhi และ Minchia) เป็นภาษาที่ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มภาษาโลโล ในฐานะที่เป็นสาขาของภาษากลุ่ม Yi ภายใต้ตระกูลภาษาธิเบต-พม่า

              เช่นเดียวกันกับ Oliver Gordon Young (1962: 1-2) นักวิชาการชาวสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในแถบภูเขาและพื้นที่สูงในภาคเหนือของประเทศไทย ที่อธิบายว่า ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า มีความเกี่ยวโยงกับภาษาโลโล และมีความคล้ายคลึงกับภาษาลาหู่และลีซู ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นที่เข้าใจข้ามกลุ่มก็ตาม เขากล่าวว่า ภาษาของชาวอ่าข่า มีลักษณะที่เป็นพยางค์เดี่ยว มีการกำกับเสียงสูงต่ำ (วรรณยุกต์) และแทบไม่มีพยัญชนะสะกด(พยัญชนะท้าย) บางคำเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาจีน นอกจากนี้ Young (ในสมัยที่เขายังเป็นเด็กและอาศัยอยู่ในภาคเหนือของไทยและพม่า) ยังกล่าวด้วยว่า ชาวอ่าข่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องภาษา เพราะชาวอ่าข่าที่อพยพเข้ามาอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย สามารถพูดภาษาจีนยูนนานและภาษาลาหู่ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้พวกเขายังสามารถพูดภาษาไทใหญ่ (Shan) และเรียนรู้ที่จะปรับสำเนียงนี้ให้เข้ากับภาษาท้องถิ่นในภาคเหนือ หรือภาษาคำเมือง สำหรับ Young แล้ว เขารู้สึกประหลาดใจที่คนอ่าข่าสามารถเรียนรู้ที่จะออกเสียงตัวพยัญชนะสะกดได้เมื่อพูดภาษาไทใหญ่ ซึ่งต่างกับชาวลาหู่ ซึ่งไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ถึงแม้ว่าทั้งภาษาอ่าข่าและลาหู่จะไม่มีการออกเสียงพยัญชนะท้ายเหมือนกันก็ตาม (Young 1962: 2)

              กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า จึงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเพียงภาษาพูด แต่ไม่มีภาษาเขียน หากแต่เมื่อมิชชั่นนารีชาวต่างประเทศเริ่มเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในหมู่บ้านและชุมชนบนพื้นที่ภูเขาสูงในภาคเหนือของประเทศ (โดยเฉพาะในกรณีของประเทศพม่าและประเทศไทย) ทำให้เริ่มมีการพัฒนาคิดค้นระบบภาษาเขียนของชาวอ่าข่า เพื่อวัตถุประสงค์ในการอ่านและศึกษาพระคัมภีร์ทางศาสนาคริสต์ โดยมีการนำระบบตัวเขียนแบบโรมันมาใช้ในการสะกดคำพูดในภาษาอ่าข่า

              ภาษาพูด 

              ภาษาพูดของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ซึ่งอยู่ในตระกูลธิเบต-พม่า มีความคล้ายคลึงกับภาษาของชาวลาหู่ ส่วนในประเทศจีน คล้ายกับภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ฮาหนี่และโลโล ทั้งนี้ ปนัดดา บุณยสาระนัย นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ ซึ่งศึกษากลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ระบุว่า ภาษาอ่าข่าเป็นภาษาหนึ่งในตระกูลภาษาธิเบต-พม่า สาขาภาษาโลโลใต้ ซึ่งมีกลุ่มคนที่พูดภาษานี้ กระจายตัวอยู่ในตอนใต้ของประเทศจีน พม่า ลาว ไทย และเวียดนาม (ปนัดดา 2547: 175) ส่วน Paul Lewis มิชชั่นนารีแบ๊บติสท์ชาวอเมริกัน ซึ่งอาศัยใช้ชีวิตในชุมชนอ่าข่าในเมือง Kengtung ในประเทศพม่า ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1947-1966 (พ.ศ. 2490-2509) ในขณะที่ทำงานภายใต้ American Baptist Foreign Mission Society กล่าวว่า สำเนียงภาษาพูดอ่าข่าที่เขาได้เรียน และที่ถือว่าเป็นมาตรฐานคือสำเนียง Jeu-g’oe (Puli) ซึ่งใช้พูดกันในเขตตอนกลางและตะวันออกของเมือง Kengtung ทั้งนี้ Lewis ระบุว่า ภาษาอ่าข่ามีพยัญชนะ 26 ตัวและสระ 13 ตัว (Lewis 1969) เช่นเดียวกันกับปนัดดา ที่อ้างถึงงานศึกษาของพอล ลูวิส ระบุว่าภาษาพูดของชาวอ่าข่ามีหลายสำเนียง สำหรับสำเนียงที่พบมากในประเทศพม่าและบางส่วนของไทยได้แก่ ภาษาอ่าข่าสำเนียง เจอเกอะ (‘Jeu-g’oe) นอกจากนี้ยังมีสำเนียงอื่นๆที่ใกล้เคียงกัน เช่น สำเนียงเจอจ๊อ (Jeu Jaw) ในเขตปกครองตนเองของชาวฮาหนี่ (Hani) และยี (Yi) ในเมืองลือซืน หงเหอ หยวนหยาง และจินผิง ส่วนอ่าข่าที่อาศัยในไทยมานานหลายชั่วอายุคน ได้พัฒนาภาษาอ่าข่าขึ้นมาจากสำเนียงพื้นฐานที่พูดกันอยู่ในประเทศจีนและพม่า (ปนัดดา 2547: 176-177) 

              อย่างไรก็ตาม ชาวต่างประเทศที่ศึกษาและเคยอาศัยอยู่ในชุมชนชาวอ่าข่าในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น Jim Goodman (1994: 102) เห็นว่า สำเนียงภาษาพูดของคนอ่าข่าในประเทศไทย มีสำเนียงที่แตกต่างกันออกไประหว่างกลุ่มอ่าข่า 3 กลุ่ม คือ สำเนียงภาษาพูดของกลุ่มอ่าข่าอู่โล้ (Ulo) กลุ่มผาหมีอ่าข่า (Pamee) (หรืออู่เบียะ Uqbyaq – ผู้วิจัย) และกลุ่มโล้มี (Lomi)

              ทั้งนี้ ปนัดดา (2547: 176) เห็นว่า การที่คนอ่าข่าไม่มีภาษาเขียน ทำให้การถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาสู่คนรุ่นหลัง ทำผ่านการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทำให้จดจำได้อย่างแม่นยำ เช่น การสืบนับบรรพบุรุษของชาวอ่าข่าจากพ่อสู่ลูกชาย อย่างไรก็ตาม การที่เด็กชาวอ่าข่ารุ่นใหม่ เข้ารับการศึกษาในระบบโรงเรียนของรัฐที่ต้องอ่านเขียนภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ รวมทั้งการดำรงชีวิตตามกระแสสังคมสมัยใหม่ อาจจะส่งผลกระทบต่อการรักษาภาษาและวัฒนธรรม ตลอดจนความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวอ่าข่า (ปนัดดา 2547: 176)

              ตัวอักษรที่ใช้เขียน 

              ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า มิชชั่นนารีผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์เป็นกลุ่มแรกที่ได้พัฒนาคิดค้นระบบภาษาเขียน เพื่อใช้ในการอ่านและศึกษาพระคัมภีร์ในศาสนาคริสต์ จึงทำให้เกิดภาษาเขียนที่เป็นแบบใช้ตัวอักษรโรมันสะกด  (Romainized) จากข้อมูลของ Morton (2010: 112-114) นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1920 เป็นต้นมา ได้มีความพยายามในการพัฒนาตัวอักษรเขียนอ่าข่ามากกว่า 13 แบบ โดยกลุ่มบุคคลต่างๆ ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และนานาชาติ รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ มิชชั่นนารี นักภาษาศาสตร์ นักมานุษยวิทยา นักสิทธิมนุษยชน ซึ่งปนัดดา (2547: 177) เห็นว่า ความพยายามที่จะพัฒนาระบบตัวอักษรเขียนภาษาอ่าข่านี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆด้วยตนเอง หรือเพื่อเผยแพร่ความคิด ความรู้บางอย่างจากภายนอกให้แก่คนอ่าข่า เช่น ความคิดเรื่องการนับถือศาสนา สื่อรณรงค์ด้านสุขภาพ และวัฒนธรรม (ปนัดดา 2547: 177) 

              ทั้งนี้ ปนัดดา อธิบายว่า ระบบการเขียนภาษาอ่าข่าที่ใช้ในประเทศไทยมีหลายระบบ โดยเธอยกตัวอย่าง 4 ระบบ ดังนี้คือ ระบบแรก เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) โดย Dr. Paul Lewis มิชชั่นนารีแบ๊บติสท์ชาวอเมริกัน ซึ่งทำงานกับชุมชนชาวอ่าข่าและฮานี (ฮาหนี่ ก็เรียก – ผู้วิจัย) ในประเทศจีน พม่า และไทย โดยเป็นการพัฒนามาจากภาษาลาหู่ ซึ่งมีความใกล้เคียงกัน ระบบนี้ได้รับการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย เป็นที่รู้จักกันว่า เป็นระบบการเขียนภาษาอ่าข่าแบบแบ๊บติสท์ ซึ่งนอกจากจะมีการนำระบบนี้ไปใช้ในการพิมพ์หนังสือเผยแพร่ศาสนาคริสต์แล้ว ผู้พัฒนาคือ Paul Lewis ยังได้จัดพิมพ์พจนานุกรมภาษาอ่าข่าเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2533) ซึ่งมีการปรับปรุงครั้งที่สองในปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544)

              ส่วนระบบที่สอง เป็นระบบการเขียนภาษาอ่าข่าแบบจีน (ฮานี) ซึ่งผู้พัฒนาคือ หมี่หยี จากเมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา มณฑลยูนนานของจีน ซึ่งเป็นการปรับมาจากภาษาฮานีแบบปินยินในปี ค.ศ. 1957 (พ.ศ. 2500) ระบบนี้ใช้กันแพร่หลายในประเทศจีน โดยมีการพิมพ์หนังสือด้วยภาษานี้กว่า 200 เล่ม และหนังสือพิมพ์อีก 1 ฉบับ (ปนัดดา 2547: 178) ส่วนอีกระบบหนึ่ง พัฒนาโดย ดร.เลโอ อัลติ้ง วอน เกอเซา (Leo Alting von Geusau) นักมานุษยวิทยาชาวเนเธอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2524) เพื่อใช้ในการศึกษาพิธีกรรม ความเชื่อของชาวอ่าข่า อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ยังไม่ได้รับความนิยมและไม่มีการนำไปใช้มากนัก นอกจากนี้ ยังมีระบบการเขียนภาษาอ่าข่า อีกระบบหนึ่ง ที่พัฒนาโดยนายแมธธิว แมคดาเนียล ชาวอเมริกัน ซึ่งเคยใช้ชีวิตร่วมกับชาวอ่าข่าในชุมชนหมู่บ้านอ่าข่าในภาคเหนือของไทยเป็นเวลาหลายปี แต่ระบบนี้ยังไม่มีผู้ใช้มากนัก (ปนัดดา 2547: 178)

              อย่างไรก็ตาม บทความของ Morton (2013) ระบุว่า นับแต่ปีค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) เป็นต้นมา มีความพยายามของชาวอ่าข่าบางส่วนที่ต้องการประชุม พบปะ หารือกันระหว่างชาวอ่าข่าด้วยกันเอง เพื่อพัฒนาระบบตัวอักษรเขียนร่วมกันเพื่อคนอ่าข่าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสามารถใช้ร่วมกันได้ โดยกลุ่มผู้นำชาวอ่าข่า ได้เน้นให้ความสำคัญทั้งตัวอักษรเขียนในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิตัล เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกของความเป็นคนอ่าข่าร่วมกัน ทั้งยังได้มีการผลิตสื่อวิดีโออบรมเรื่องตัวอักษรเขียนร่วมนี้เผยแพร่ในยูทูป (Youtube) ด้วย

              ในช่วงตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) เริ่มมีความพยายามของนักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน และผู้นำชาวอ่าข่าในประเทศพม่า จีน และไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกตนเองว่า Neo-traditionalists ในการพัฒนาตัวอักษรเขียนร่วมของชาวอ่าข่าในภูมิภาคนี้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างชาวอ่าข่าในประเทศจีน ไทย พม่า ลาว และเวียดนาม โดยในเบื้องต้น มีตัวแทนของนักวิชาการ ปัญญาชน และผู้นำชาวอ่าข่าจาก 3 ประเทศ เข้าร่วม คือ จีน พม่า และไทย ความร่วมมือระหว่างชาวอ่าข่าจากประเทศเหล่านี้ ในการพัฒนาตัวอักษรเขียนร่วมกัน (Common orthography) มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่ง ดังที่นาย Jianhua Wang ซึ่งเป็นนักวิชาการชาวอ่าข่าจากประเทศจีน อธิบายว่า “เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างทางสังคมและการเมือง ซึ่งเป็นผลมาจากการแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ และการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ขององค์กรมิชชั่นนารี” (Wang อ้างใน Morton 2013: 44) กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่าการประชุมเพื่อหามติร่วมกันเรื่องตัวอักษรเขียนร่วมของชาวอ่าข่า ไม่อาจหลุดพ้นจากความขัดแย้งทั้งเรื่องศาสนาที่แตกต่างกัน รวมทั้งระบบสังคม การเมืองของตัวแทนแต่ละกลุ่มศาสนา และตัวแทนประเทศที่เข้าร่วม ทำให้ผู้นำชาวอ่าข่าบางคน ซึ่งเป็นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ มองว่า การพยายามพัฒนาตัวเขียนร่วมนี้ เป็นความพยายามที่จะทำให้คนอ่าข่าที่นับถือศาสนาคริสต์ หันกลับไปนับถือศาสนาดั้งเดิม หรืออ่าข่าย้อง เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเบื้องต้นที่ว่า จะไม่นำประเด็นเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ตัวแทนชาวอ่าข่าบางคนที่เข้าร่วมประชุม กล่าวว่าเขาจะไม่ใช้ระบบตัวอักษรเขียนร่วมที่มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่นี้ แต่จะใช้ระบบอักษรเขียนที่คิดค้นโดยมิชชั่นนารีชาวอเมริกัน Paul Lewis แทน (Morton 2013: 46)

              จากข้อมูลวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของนาย Jianhua Wang นักวิชาการชาวอ่าข่าจากประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทหลักในการพยายามพัฒนาภาษาเขียนที่ใช้ร่วมกันของชาวอ่าข่าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ระบบอักษรเขียนร่วมของชาวอ่าข่าที่เป็นระบบ Romanized นี้ เรียกว่า Khanq Haqniq Aqkhaq Sanqbovq (หรือ KHAS) ในภาษาฮาหนี่/อ่าข่า ซึ่งมีการรับรองโดยตัวแทนชาวอ่าข่าจากประเทศจีน ลาว พม่า ไทย ที่เมืองจิ่งห่ง (Jinghong) มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในวันที่ 1 ม.ค. 2009 (พ.ศ. 2552)  

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย ผศ.ดร.มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ ภาควิชาสังคมศาสตร์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ปีงบประมาณ 2562, วันที่อัพโหลด: 24 กันยายน 2562

    เอกสารอ้างอิง

    • กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กลุ่มกิจการชาวเขา.2559. ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูงครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ของประเทศไทย ประจำปี 2559
    • คาราเต้ สินชัยวอระวงส์. (2546). การศึกษาเปรียบเทียบการตั้งถิ่นฐานและสถาปัตยกรรมของชนกลุ่มน้อยเผ่าอ่าข่าระหว่างแขวงหลวงน้ำทาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและจังหวัดเชียงรายประเทศไทย การศึกษาเปรียบเทียบการตั้งถิ่นฐานและสถาปัตยกรรมของชนกลุ่มน้อยเผ่าอ่าข่า ระหว่างแขวง    หลวงแม่ทา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย (A comparative study of settlement and architecture of Akha ethnic group, Between Luang Nam Tha, Laos and Chiang Rai, Thailand), คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    • เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย. 2562. เครื่องแต่งกายกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย. เชียงใหม่: ร้านร่วมเจริญปริ้นท์
    • จิตร ภูมิศักดิ์ [2519] (2544). ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อ ชนชาติฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: บริษัทเคล็ดไทยจำกัด
    • ชุติมา ซุ้นเจริญ. (2563). “อ่าข่าโฮย้า”’ โรงพยาบาลบนดอยที่ใช้ภูมิปัญญารักษาคนและรักษาป่า. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 ม.ค. 2563 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/1418?utm_source=category&utm_medium=internal_referral (สืบค้น 1 เม.ย. 2563)
    • ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ปี 2559. กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขากลุ่มกิจการชาวเขา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
    • ปนัดดา บุณยสาระนัย. (2547). การฟื้นฟูและสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวอาข่าในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน. ใน วาทกรรมอัตลักษณ์. เอกสารทางวิชาการลำดับที่ 37 หนังสือรวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 2 เรื่อง ชาติและชาติพันธุ์ วิถีชีวิตและความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในโลกปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    • ปนัดดา บุณยสาระนัย และหมี่ยุ้ม เชอมือ. (2547). อาข่า หลากหลายชีวิตจากขุนเขาสู่เมือง. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • ปนัดดา บุณยสาระนัย. (2556). การเมืองเรื่องภาษาในสังคมไทย. วารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 2/2556 (กรกฎาคม-ธันวาคม) หน้า 109-135.
    • ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์. (2554). อ่าข่าไนท์บาซาร์ การค้ากับความเป็นชาติพันธุ์. เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ. (2552). อ่าข่าเอเชีย ทำข้อตกลงร่วมปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมดั้งเดิม "อ่าข่าย้อง" ให้ สอดคล้องกับยุคสมัย. สืบค้น 1 เม.ย. 2563 จาก https://prachatai.com/journal/2009/02/20144.
    • วิไลลักษณ์ เยอเบาะ. (มปป.). ข้อมูลพื้นฐานชนเผ่าพื้นเมือง: กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า (Aqkaq) (แก้ไขข้อมูลเพิ่มเติมล่าสุด เดือนธันวาคม 2559) http://www.ikmi.info/knowledge-2/   
    • ศิริโรจน์ ศิริแพทย์. (2562). “อ่าข่าโฮย้า” ภูมิปัญญาชีวิต ฟื้นมรดกวิถี อยู่ไม่เป็น(โรค). หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. วันที่ 15 ธ.ค. 2562 https://www.dailynews.co.th/article/746754 (สืบค้น 1 เม.ย. 2563)
    • ศรีสุวรรณ วรบุตร. (2551). “เพศภาวะ เพศวิถี และเอชไอวี/เอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในสังคมอาข่า : กรณีศึกษาโครงการพัฒนาจากต่างประเทศในเมืองสิงและเมืองลอง แขวงหลวงน้ำทา” วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาสตรีศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    • ศูนย์วิจัยชาวเขา จังหวัดเชียงใหม่ กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย. 2526. บรรณนิทัศน์ 5 สภาพของชาวเขาในประเทศไทย.
    • สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย. (2563). แถลงการณ์เนื่องในวันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลกและวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย“ปันรัก ปันสุข จากภูผาสู่มหานที.” ณ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
    • สุวิชานนท์ รัตนภิมล. (2535). เยือนชนเผ่าอาข่า ฟังภาษาใจ “เพลง – ดนตรี”ใน เพลงดนตรีและชีวิตชาวดอย.
    • อุไรวรรณ แสงศร. (2526). บ้านอีก้อ. ศูนย์วิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย จ.เชียงใหม่
    • อุไรวรรณ แสงศร. (2531). เพลงและการละเล่นของชาวเขาเผ่าอีก้อ. ข่าวสารสถาบันวิจัยชาวเขา.ปีที่ 12 ฉบับที่ 1-2 มกราคม – มิถุนายน: 35 – 53.     
    • อุไรวรรณ แสงศร. (2542). รายงานวิจัย ภูมิปัญญาพื้นบ้านและการรักษาความเจ็บป่วยของชาวอีก้อ. สถาบันวิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
    • อำภา วูซือ. 2562. กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย (กลุ่มอ่าข่า) (ออนไลน์) https://www.sac.or.th/databases/ethnic-groups/ethnicGroups/99 (สืบค้น 1 เม.ย. 2563)
    • Ah Suhn Ghoemeh. (2015). Assessing the Vitality of Akha in Myanmar with the Sustainable Use     Model. M.A. Thesis in Linguistics, Payap University.
    • Asian Development Bank Report. 2000. Lao PDR Country Report June 2000. Health and   Education Needs of Ethnic Minorities in the Greater Mekong Sub-Region. Research Triangle Institute.
    • Bernatzik, Adolf Hugo. [1946] (1970). Akha and Miao. Problems of Applied Ethnography in   Farther India, translated from the German by Alois Negler. New Haven: Human   Relations Area Files.
    • Cohen, Paul and Chris Lyttleton. (2004). “The Akha of Northwest Laos: Modernity and Social Suffering.” Paper presented at the International Conference on Impact of      Globalization, Regionalism and Nationalism on Minority Peoples in Southeast Asia, 15-17 November 2004 at Amity Green Hills Hotel, Chiang Mai, Thailand.
    • Geusau, L. G. M. A. von. (1983). “Dialectics of Akhazang. The interiorizations of a perennial minority group”. In J. McKinnon & Wanat Bhruksasri (Eds.), Highlanders of Thailand      (pp. 243-277). Kuala Lumpur, Malaysia: Oxford University Press.
    • Geusau, L. G. M. A. von. (2000). “Akha internal history. Marginalization and the ethnic alliance system”. In A. Turton (Ed.), Civility and savagery. Social identity in Tai states              (pp. 122-158). Richmond, VA: Curzon Press
    • Haiying, Li. (2557). Neo-Traditionalist Movements: Akha Transformations of Aqkaqghanr in the Upper Mekong Region (ขบวนการเคลื่อนไหวจารีตนิยมใหม่: การปรับเปลี่ยน “อ่าข่าญ็อง”            ในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน), วารสารสังคมศาสตร์ 26(1): 119-146.
    • Hanks, Jane. (1964). Akha Patrilineage. Cornell University, Department of Asian Studies.
    • Hansson, Inga-lill. (1989). "A Comparison of Akha and Hani and Khatu and Pijo." Linguistics of the Tibeto-Burman Area 12(1): 6 - 91.
    • Hansson, Inga-lill. (1982). "A Phonological Comparison of Akha and Hani." In Linguistics of the Tibeto-Burman Area 7(1): 63 - 115.
    • Hansson, Inga-lill. (1983). “Death in an Akha village” in John Mackinnon and Wanat Bhruksasri (eds.) Highlanders of Thailand, pp. 278 – 290. Kuala Lumpur: Oxford University Press.
    • Huang, Shaowen. (2007). From Nuomaamei to Ailao Mountain: Hani Nationality Cultural Geographic Research, Kunming, Yunnan Nationality Press.
    • Jaafar, Syed Jamal and Walker, Anthony R. (eds.). 1975. Farmer in the Hills: Upland Peoples  of North Thailand. The School of Comparative Social Sciences: Universiti Sains       Malaysia Press.
    • Kickert, Robert W. (1967). "Akha village structure" in Tribesmen and Peasants of Northern Thailand: Proceeding of the first symposium of the Tribal Research Centre, Chiang   Mai, Thailand. Chiang Mai, pp. 35 – 40. Tribal Research Center.
    • Lebar, Frank M., Gerald C. Hickey, John K. Musgrave. 1964. Ethnic Groups of Mainland Southeast Asia. New Haven: Human Relation Area Files Press.
    • Leibold, James. (2013). Ethnic Policy in China: Is Reform Inevitable? Honolulu, Hawai’i: East-West Center.
    • Lebar, Frank M., Gerald C. Hickey, John K. Musgrave. 1964. Ethnic Groups of Mainland Southeast Asia. New Haven: Human Relation Area Files Press.
    • Lewis, Paul. (1969). Ethnographic notes on the Akhas of Burma, Volume 1. New Haven: Human Relations Area Files, 1969-1970.
    • Lewis, Paul. 2002. Akha Oral Literature. Bangkok: White Lotus Press.
    • Lewis, Paul. 1992. Basic Themes in Akha Culture. In The Highland Heritage: Collected Essays on Upland Northern Thailand, edited by Anthony Walker, 207-224. Singapore: Suvarnabhumi Books. (Original 1982).
    • Lewis, Paul. (1989). Akha-English-Thai Dictionary. Chiang Rai, Thailand: Development and   Agricultural Project for Akha (DAPA).
    • Lewis, Paul. (1969). Ethnographic notes on the Akhas of Burma. New Haven: Human Relations Area Files, 1969-1970.
    • Lewis, Paul W. and Bai Bibo. 2002. Hani Cultural Themes. Bangkok: White Lotus.
    • Li, Haiying. (2013). Neo-Traditionalist Movements and The Practice of Aqkaqzanr in a multi-religious community in Northern Thailand. M.A. Thesis, Chiang Mai University. pp. 44-49, 87-106, 144-163.
    • Morton, M.  F. (2013). “If you come often, we are like relatives; if you come rarely, we are like strangers”:  Reformations of Akhaness in the Upper Mekong Region” ASEAS – Austrian Journal of South-East Asian Studies, 6(1), 29-59.
    • Morton, Micah. (2010). “Negotiating  the  changing space of Zomia: A Preliminary discussion on the role of Language in Akha identiatarian politics”, Rian Thai: International Journal of Thai studies, 101-122.
    • Mukdawan, Sakboon, Prasit Leepreecha, Panadda Boonyasaranai. 2017. “Khon rai sanchat: Resident aliens and the paradox of national integration in Thailand” in Ooi Keat Gin and Volker Grabowsky (eds.) Ethnic and Religious Identities and Integration in Southeast Asia, pp. 57-104. Chiang Mai: Silkworm Books.  
    • Panadda  Boonyasaranai. (2010). The  Development  and  Use  of  Common  Akha 
    • Orthography  Development. Ph.D. Dissertation in Linguistics, Mahidol University.
    • Sturgeon, Janet. (2005). Border Landscapes: The Politics of Akha Land Use in China and Thailand. Seattle: University of Washington Press.
    • Thongchai Winichakul. (2000). “The Quest for “Siwilai”: A Geographical Discourse of Civilisational Thinking in the Late Nineteenth and Early Twentieth Century Siam” Journal of Asian Studies 59(3): 528-549.
    • Tooker, Deborah. (1988). Inside and Outside: Schematic Replication at the Level of village. Household and Person among the Akha of Northern Thailand. Ph.D. Dissertation,       Harvard University.
    • Tooker, Deborah. (1992). “Identity Systems of Highland Burma: Belief, Akha zan, and a critique of interiorized notions of ethno-religious identity,” Man 27(4): 799-819.
    • Tooker, Deborah. (2004). “Modular Modern: Shifting Forms of Collective Identity Among the Akha of Northern Thailand,” Anthropological Quarterly 77(2): 243-288.
    • Toyota, Mika. (2003). “Contested Chinese identities among ethnic minorities in the China, Myanmar and Thai borderlands,” Ethnic and Racial Studies 26(2): 301-320
    • Vipash Purichanont. (2019). Curators' art picks: Six works you don't want to miss at the upcoming Singapore Biennale 18 Nov 2019 https://www.straitstimes.com/lifestyle/arts/curators-art-picks-six-works-you-dont-want-to-miss-at-the-upcoming-singapore-biennale?fbclid=IwAR2lRMEsSaCvemDIZVCxLriBn3LNyPPiYNd-zLs7REXpuI-iHlgjG-JXC5c (สืบค้น 1 เม.ย. 2563)
    • Walker, Anthony R. (1975). “Review article: Gordon Young, The Hill Tribes of Northern Thailand” Journal of the Siam Society 63(2): 355-370.
    • Wang, Jianhua. (2013). "Sacred and Contested Landscapes:Dynamics of Natural Resource   Management by Akha PeopleIn Xishuangbanna, Southwest China. PhD Dissertation, University of Califormia Riverside.
    • Wijeyewardene, Gehan. (1968). “Address, Abuse and Animal Categories in Northern Thailand” Man New Series 3(1): 76-93.
    • Young, Gordon. (1962). The Hill Tribes of Northern Thailand (A Socio-Ethnological Report). 2nd ed. Bangkok: Siam Society, Thailand.

     

    สัมภาษณ์

    • สาวชุติมา หมี่จู มอแลกู่ ประธานเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง และนักสิทธิมนุษยชนชาวอ่าข่า วันที่ 15 ก.ย. 2563
    • สาววิไลลักษณ์ เยอเบาะ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (สมาคมอิมเป็ค – IMPECT) วันที่ 19 ก.ย. 2563
    • อาทู่ ปอแฉ่ (ไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก) สมาคมการศึกษาและวัฒนธรรมอ่าข่า จังหวัดเชียงราย วันที่ 19 ก.ย. 2563

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง พะเยา แพร่ ตาก เพชรบูรณ์ เป็นต้น50000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              “อ่าข่า” (Akha) หรือ Aqkaq เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า “คนที่อยู่ตรงกลาง” (People of the middle)  Wang (2013)  ชื่อนี้พบมากในประเทศไทย พม่า และลาว ชาวอาข่าเรียกชื่อตนเองแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น ประเทศจีนและเวียดนาม เรียกว่า ซานี (Za-ni) ยานี (Ya-ni) หรือฮาหนี่ (Ha-ni) และในบทเพลงสุภาษิต เรียกว่า “หญ่าหนี่หญ่า” (Zaqnyiqzaq) ส่วนชื่อที่คนกลุ่มอื่นมักใช้เรียก เช่น คนจีน-ยูนนาน เรียกว่า อ่าข่า ชาวจีนฮ่อและชาวไทยในชียงตุง เรียกว่า “ก้อ” (Ko)  คนที่พูดภาษาตระกูลไต เรียกว่า “ข่าก้อ” (Kha Kaw) ซึ่งชาวอ่าข่าไม่ชอบชื่อนี้นัก เนื่องจากคำว่า ข่า ในภาษาไต แปลว่า ข้า ทาส  และคนไทยภาคเหนือ เรียกว่า อีก้อ ทั้งนี้นักวิชาการมีข้อถกเถียงถึงชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ [2519](2544) ตั้งข้อสมมุติฐานว่า ชื่อเรียก “ก้อ” อาจเป็นชื่อแต่เดิมที่คนอาข่าเรียกแทนตนเอง แต่ไม่ปรากฏความหมายและไม่มีที่มาอย่างชัดเจน กระทั่งบุคคลภายนอกเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “อีก้อ” ในเชิงดูหมิ่นชาติพันธุ์ ชาวอาข่าจึงไม่พอใจเมื่อถูกเรียกชื่อนั้น  แต่เดิมเอกสารหน่วยงานราชการไทยก็เรียกชื่อชนกลุ่มนี้ว่า อีก้อ กระทั่งได้รับการทักท้วงจากกลุ่มชาติพันธุ์จึงได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ชื่อ อาข่า

             กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลทิเบต-พม่า สาขาย่อยโลโล ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ ภาคเหนือของพม่าในบริเวณรัฐฉาน ตอนเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของลาว ภาคเหนือของไทย และทางตอนเหนือของเวียดนาม ประวัติศาสตร์ของชาวอ่าข่า บอกเล่าถึงการอพยพเคลื่อนย้ายจากเขตเทือกเขาสูงในธิเบต เข้าไปอยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในเขตสิบสองปันนา ประเทศจีน ก่อนอพยพเคลื่อนตัวลงทางใต้เข้ามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ประชากรชาวอ่าข่าในประเทศไทยกระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง แพร่ ตากและ เพชรบูรณ์ โดยอาศัยอยู่มากที่สุดในจังหวัดเชียงราย  ชาวอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ 7 กลุ่ม ดังนี้ 1) “กลุ่มอู่โล้” (Uqlor) 2) “ลอมี้” (Lawmir) 3) “อู่เบียะ”(Uqbyaq) 4) “อ๊ะจ๊อ” (Arjawr) 5) “หน่าคะ” (Naqkar) 6) “อู่พี” (Uqpi) และ 7) “อะเค้อ” (Aker) ทั้งนี้ ประมาณ 55% ของชาวอ่าข่าส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นกลุ่มอู่โล้ รองลงไปคือกลุ่มลอมี้ (40%) และอู่เบียะ 4%  กลุ่มที่เหลือรวมกันมีจำนวนประมาณ 1% สำหรับชาวอาข่าที่อาศัยอยู่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย นอกจากพบปัญหาเรื่องอคติทางชาติพันธุ์แล้ว ชาวอาข่าจำนวนมากยังไม่ได้รับสัญชาติไทย  ส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ตลอดจนการเดินทาง การเข้าถึงการศึกษา การงานอาชีพ ตลอดจนสวัสดิการทางสังคมและด้านอื่นๆของรัฐ

              ชาวอาข่ามีอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งด้านวิถีชีวิต การประกอบอาชีพ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม อาหาร การแต่งกาย ภาษา โดยเฉพาะระบบการนับสายตระกูลบรรพบุรุษ “จึ” ที่สืบทอดต่อกันมา อย่างไรก็ตาม ภายใต้กระแสโลภาภิวัตน์ การพัฒนาในประเทศ และการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ที่ก่อให้เกิดการติดต่อสัมพันธ์ข้ามพรมแดนรัฐชาติ ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน  ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ต่อชาติพันธุ์อ่าข่าในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ อาจส่งผลต่อการดำรงไว้ หรือปรับเปลี่ยน อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์   

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              ประวัติศาสตร์

              ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์

              ชนชาติอ่าข่าถือเป็นสาขาหนึ่งของชนชาติส่วนน้อย ฮาหนี่ (Hani) ในประเทศจีน (Wang 2013: 3) Wang ระบุว่าในประเทศจีนมีชนชาติส่วนน้อย ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจำนวน 55 ชนชาติ (น.13) แต่ถ้านับรวมกลุ่มชาติพันธุ์ฮั่น ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่แล้ว ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดในประเทศจีนมี 56 กลุ่ม

              สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในรัฐฉาน ประเทศพม่า ทางตอนเหนือของลาว ไทย และเวียดนาม อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน เนื่องจากสงครามและความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้มแข็งกว่า งานศึกษาของไพโรจน์ คงทวีศักดิ์ (2554) ระบุว่า ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เกิดเหตุการณ์จีนมุสลิมต่อต้านราชวงศ์แมนจูและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้าร่วมต่อสู้กับจีนมุสลิมยูนาน ในสงครามซึ่งกินเวลายาวนานถึง 18 ปี (1855 – 1873) ไม่เพียงสงครามจะเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งภายใน หากประเทศมหาอำนาจตะวันตกทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ต่างมีส่วนกระตุ้นให้เกิดสงครามเพราะต้องการทรัพยากรอันมีค่าในมณฑลยูนนาน สภาวะสงคราม ทำให้ชาวอ่าข่าที่ตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้ง และการกดขี่ เริ่มอพยพเพื่อหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ จากนั้น ในปี ค.ศ. 1884 เกิดสงครามระหว่างจีน-ฝรั่งเศส ในยูนนานและกวางสี ราชวงศ์แมนจูพ่ายแพ้ ต่อมาในปีค.ศ. 1949 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศจีน ทหารจีนคณะชาติ (ก๊กมินตั๋ง) จำนวนกว่า 15,000 นาย ถูกขับไล่ออกจากประเทศ และหลบหนีเข้าไปในประเทศพม่า กองทัพก๊กมินตั๋งร่วมกับกลุ่มว้าที่ให้การสนับสนุน รวมตัวขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1951 ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มอื่นที่ไม่เข้าร่วม อพยพลงทางใต้ เข้าไปยังรัฐฉานของพม่า และทางเหนือของประเทศไทย ซึ่งรวมทั้งกลุ่มอ่าข่า ลาหู่ ลีซู และอื่น ๆ (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์, 2554)

              ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประสบการณ์ร่วมกันในเรื่องของการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ทั้งจากดินแดนของบรรพบุรุษในจีน และเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ เรื่องการอพยพโยกย้ายนี้ สะท้อนอยู่ในบทสวดของผู้นำสวด “พิมะ” ในงานพิธีศพ เมื่อมีการท่องนับสายตระกูล สถานะของชาวอ่าข่าในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหล่านี้ คือชนชาติส่วนน้อย หรือชนกลุ่มน้อย ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และกลุ่มชาติพันธุ์หลัก พวกเขาต้องเผชิญกับบริบททางเศรษฐกิจสังคมการเมือง และนโยบายของรัฐชาติที่แตกต่างกันออกไป ทั้งที่ผสมกลมกลืน รวมพวก และกลืนกลายทางวัฒนธรรม

              รูปแบบการตั้งถิ่นฐาน

              การอพยพเคลื่อนย้าย

              กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่ากระจายตัวอยู่ตามแนวชายแดนจีนตะวันตกเฉียงใต้ พม่า ลาว ไทย และเวียดนาม ในประเทศจีน ชนชาติอ่าข่าถือเป็นสาขาหนึ่งของชนชาติส่วนน้อย ฮาหนี่ (Hani) ในประเทศจีน (Wang 2013: 3) Wang ระบุว่าในประเทศจีนมีชนชาติส่วนน้อย ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจำนวน 55 ชนชาติ (น.13) กลุ่มชาติพันธุ์ฮ่าหนี่/อ่าข่า กระจายตัวอยู่มากในเขตการปกครองตนเองหงเหอ (Honghe) บริเวณแม่น้ำแดงตอนเหนือของชายแดนระหว่างจีนและเวียดนาม ในเขตเมืองซือเหมา (Simao) ใจกลางของแคว้นยูนนานตอนใต้ เขตการปกครองตนเองปูเออ (Puer) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองคุนหมิง และเขตปกครองตนเองของลาหู / ว้าที่เมืองหลานซาง (Lanchang) และเขตปกครองตนเองของชาวไตในแคว้นสิบสองปันนา นอกจากนี้ยังมีการอพยพของชาวอ่าข่าเข้าไปตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของประเทศลาว และตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศพม่า และทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย (ปนัดดา บุณยสาระนัย และหมี่ยุ้ม เชอมือ, 2547: 87) ปัจจุบัน กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง จังหวัดตาก จังหวัดแพร่ (ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง 2559)

              ในประเทศจีน ชาวฮั่นซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลัก เห็นว่ากลุ่มที่พูดภาษาตระกูลธิเบต-พม่า เป็นกลุ่มที่มีอารยธรรมต่ำกว่าตนเอง และเรียกกลุ่มเหล่านี้ว่า หมาน หรือเฉียงอู่หมาน หมายถึงกลุ่มชนที่มีผิวสีคล้ำ ชาวอ่าข่าในจีนถูกจัดเป็นกลุ่มย่อยในกลุ่มโลโล ซึ่งมีถิ่นฐานเดิมบริเวณชายแดนด้านตะวันออกของธิเบตในปัจจุบัน (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์, 2554) ในราวกว่าพันปีก่อน กลุ่มโลโลกลุ่มหนึ่งแยกตัวจากถิ่นฐานเดิมมาอาศัยอยู่ที่ราบระหว่างหุบเขาของแม่น้ำแยงซีตอนบนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนติดกับตะวันออกของธิเบต และได้สร้างวัฒนธรรมต่างไปจากกลุ่มเดิม ชาวฮั่นเรียกพวกเขาว่า อี๋ หรือ หยี (Yi) หลังจากนั้น กลุ่มย่อยฮาหนี่ (Hani) และอ่าข่า (Akha) ของกลุ่มอี๋และกลุ่มโลโลอื่น ๆ ได้อพยพลงมาทางใต้ แต่เนื่องจากข้อจำกัดของทรัพยากรบริเวณเทือกเขาแถบธิเบต ทำให้บรรพบุรุษชาวอ่าข่าต้องอพยพไปยังบริเวณที่อุดมสมบูรณ์กว่า ในมณฑลเสฉวนตอนใต้และยูนนานในปัจจุบัน ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์, 2554)

              การตั้งถิ่นฐานของชาวอ่าข่าในประเทศไทย

              การตั้งถิ่นฐานของคนอ่าข่าในประเทศไทย มีทั้งนักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทางการ มิชชั่นนารี นักเดินทางท่องเที่ยว ทำการวิจัย บันทึกข้อมูล และภาพถ่ายไว้ จำนวนมาก งานศึกษาเกี่ยวกับการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าเข้าสู่ประเทศไทย ระบุช่วงเวลาการอพยพเข้ามาแตกต่างกันออกไป งานของ Lebar et al. ในปี 1964 ระบุว่าชาวอ่าข่าเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 20 ปีก่อนหน้านั้น (ราวพ.ศ. 2487) ส่วนการศึกษาของ Paul W. Lewis (1970) มิชชั่นนารีชาวอเมริกัน ที่เข้ามาทำการศึกษาเกี่ยวกับชาวอ่าข่าในประเทศพม่าและประเทศไทยตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1940 อ้างถึงงานศึกษาของ Dellinger (1969: 108) ว่า ชาวอ่าข่าที่อาศัยอยู่ทางใต้ของเมืองเชียงตุง (Kengtung) ในรัฐฉานของพม่า เริ่มอพยพเข้ามายังเขตภูเขาทางตอนเหนือของไทย ราวปี ค.ศ. 1915 (พ.ศ. 2458) ส่วนชาวอ่าข่าในพม่านั้น อพยพมาจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 (พ.ศ. 2423) (Lewis 1970: 30) ส่วน Leo Alting von Geusau นักวิชาการชาวดัตช์ ระบุว่า คนอ่าข่าเริ่มอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในภาคเหนือของไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1903 หรือ พ.ศ. 2446 (von Geusau 1983: 246) บทความอื่นของ Leo Alting von Geusau (2000: 126) ระบุว่า คนอ่าข่าอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในตอนเหนือของประเทศไทย ประมาณ 130-150 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากหลบหนีการสู้รบในประเทศเพื่อนบ้าน ในไทย พวกเขาอาศัยอยู่ร่วมกับชาติพันธุ์อื่น ๆ เช่น ลีซู ลาหู่ คะเรน (Karen หรือ กะเหรี่ยง) ม้ง เย้า/เมี่ยน ในเขตภูเขา สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการอพยพเข้ามาของกลุ่มคนจีน-ยูนนาน ที่มีความเกี่ยวข้องกับกองกำลังก๊กมินตั๋ง (KMT) และการอพยพของคนไทยพื้นราบขึ้นไปอยู่บนภูเขา ทำให้จำนวนกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่เคยเป็นชนกลุ่มใหญ่อยู่ก่อน กลายเป็นชนกลุ่มน้อย 

              งานศึกษาอื่นที่แสดงให้เห็นว่า คนอ่าข่าอาจอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยกว่าร้อยปีแล้ว อาจดูได้จากบทความของธงชัย วินิจจะกุล ในปี 2543 เรื่อง The Quest for “Siwilai”: A Geographical Discourse of Civilisational Thinking in the Late Nineteenth and Early Twentieth Century Siam” ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Asian Studies ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 หน้า 528-549 อ้างถึงข้อมูลที่ตีพิมพ์ในวารสารวชิรญาณวิเศษ ในปี 2429 โดยผู้เขียนคือ ขุนประชาคดีกิจ (ต่อมาได้พระราชทานยศเป็นพระยาประชากิจกรจักร) ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งข้าหลวงที่ถูกส่งตัวให้ไปดูแลหัวเมืองทางเหนือ บทความนี้ชื่อว่า “ว่าด้วยประเภทคนป่าและข่าฝ่ายเหนือ” โดยผู้เขียนระบุวัตถุประสงค์ว่า “เพื่อบอกเล่าถึงคนเดิมที่ยังอาศัยอยู่ในป่าเขาในภาคเหนือ” ทั้งนี้รายชื่อคนเดิมเหล่านี้ ประกอบด้วย ละว้า ยาง (กะเหรี่ยง-ผู้วิจัย) และขมุประเภทต่าง ๆ อาทิ ขมุบ้าน ขมุป่า ข่าประเภทต่าง ๆ เช่น ข่าละเม็ด ละมั่ง ข่าเฮ็ด ข่าแม้ว ก้อ (อ่าข่า-ผู้วิจัย) กุย มูเซอ และผีป่า (ธงชัย 2543: 46-48) ทั้งนี้จะเห็นว่า คนอ่าข่า ซึ่งถูกเรียกว่า ก้อ ในบทความในปี 2429 ดังกล่าว เข้ามาอยู่อาศัยในภาคเหนือของไทยตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว

              สำหรับสาเหตุที่ทำให้ชาวอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในพม่า อพยพเข้าสู่ประเทศไทยนั้น มาจากสงครามภายในประเทศประกอบกับการถูกกดขี่โดยกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่มีกำลังอำนาจเหนือกว่า รวมทั้งการโจรกรรม ฆาตกรรมและการทำลายทรัพย์สิน (Geusau 1983: 247) นอกจากนี้ บริเวณชายแดนไทยที่ติดกับพม่ายังเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ และอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครอง ทั้งยังมีประชากรไม่หนาแน่นมากนัก  (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์, 2550: 42)

              Alting von Geusau (2000) สันนิษฐานว่าชุมชนอ่าข่าแห่งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 คือ บริเวณชายแดนพม่าหรือ บริเวณชุมชนพญาไพรเก่า นักวิชาการเช่น Mika Toyota ที่เข้ามาศึกษาชุมชนอ่าข่าในหมู่บ้านพญาไพร ในเขตอ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย อ้างอิงคำบอกเล่าของผู้นำในชุมชนว่าอยู่หมู่บ้านพญาไพรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2430 ส่วนหมู่บ้านแห่งที่สอง คือ หมู่บ้านค้าแหย่งหรือขาแหย่ง เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2468 ส่วนงานของปนัดดา บุณยสาระนัย (2547) ระบุว่าอ่าข่าในประเทศไทยอพยพมาจากแคว้นเชียงตุงของพม่า เข้ามาชุดแรกที่บริเวณดอยตุง เขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ผู้นำการอพยพรุ่นแรกคือแสนอุ่นเรือน ซึ่งต่อมาเสียชีวิตที่ดอยตุง ส่วนญาติพี่น้องได้แยกย้ายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่นแสนพรม (เสียชีวิต พ.ศ. 2515) ได้ตั้งหมู่บ้านผาหมี อำเภอแม่สาย และแสนใจหลานของแสนอุ่นเรือน (เสียชีวิต พ.ศ. 2515) ตั้งหมู่บ้านและเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแสนใจในเขตอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย (ปนัดดา 2547: 7)

              สภาพแวดล้อมของการตั้งถิ่นฐาน

              การตั้งถิ่นฐานในปัจจุบัน

              นักมานุษยวิทยาชาวดัตช์ Leo Alting von Geusau (2000) เขียนอธิบายไว้เกี่ยวกับชนชาติฮาหนี่-อ่าข่าว่า มีจำนวนประมาณ 2.5 ล้านคน อาศัยอยู่ในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของจีนในมณฑลยูนนาน ตลอดจนภาคเหนือของลาว เวียดนาม ไทย และในภาคตะวันออกของพม่า (เมียนมา) โดยพื้นที่ที่ชนชาตินี้อาศัยอยู่ อยู่ในส่วนที่เรียกว่า Mekong Quadrangle (สี่เหลี่ยมแม่น้ำโขง) ระหว่างตำแหน่ง 19 และ 24 องศาเหนือ 99 และ 105 องศาตะวันออก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 500x600 กิโลเมตร หรือ 3,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในปัจจุบัน เป็นอาณาเขตของ 5 รัฐชาติสมัยใหม่ ชนชาติฮาหนี่-อ่าข่า ส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขา โดยอาศัยร่วมกันกับกลุ่มชนชาติอื่น ๆ และมีการรวมกันอยู่หนาแน่นในบางพื้นที่ (น.123)

     

              การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวของประชากร

              จากข้อมูลพื้นฐานชนเผ่าอ่าข่า ที่จัดทำโดยนางสาววิไลลักษณ์ เยอเบาะ กองเลขานุการเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง ระบุว่า กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่ามีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่บริเวณภูเขาสูงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ปัจจุบันประชากรชาวอ่าข่าอาศัยอยู่หนาแน่นในแคว้นสิบสองปันนาบริเวณมณฑลยูนนานของประเทศจีน นอกจากนี้ ยังมีประชากรชาวอ่าข่าอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ในประเทศพม่า ลาว ไทย และเวียดนาม คาดว่าประชากรชาวอ่าข่าทั่วโลกมีประมาณ 2,200,000 คน โดยในจำนวนนี้ ประมาณ 1,630,000 คน อาศัยอยู่ในประเทศจีน รองลงมาคือประเทศพม่า (250,000 คน) ประเทศลาว 100,000 คน ไทย 80,000 คน และเวียดนาม 40,000 คน (วิไลลักษณ์ มปป., ออนไลน์)

              การสำมะโนประชากรของประเทศลาว ปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) พบว่ามีกลุ่มประชากรชาติพันธุ์ต่าง ๆ 49 กลุ่ม กลุ่มที่มีประชากรมากที่สุดคือ กลุ่มชาติพันธุ์ลาว มีประชากรรวมทั้งสิ้น 3,427,665 คน (คิดเป็น 53.2% ของประชากรที่เป็นพลเมืองประเทศลาว สำหรับประชากรอ่าข่ามีจำนวนทั้งสิ้น 112,979 คน หรือคิดเป็น 1.8 % ของประชากรที่เป็นพลเมืองของประเทศรวม 6,446,690 คน  (การสำรวจสำมะโนประชากรและครัวเรือน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2015: น. 122)

              ในประเทศเวียดนาม ชาวอ่าข่าถูกจัดอยู่ภายใต้กลุ่มฮาหนี่ ซึ่งในข้อมูลปี 1995 จำนวนประชากรฮาหนี่มีทั้งสิ้น 12,489 คน (Khong Dien 1995: 307 อ้างใน Asian Development Bank 2000: 18)

              ประชากรชาวอ่าข่าในประเทศไทยกระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง แพร่ ตากและ เพชรบูรณ์ โดยอาศัยอยู่มากที่สุดในจังหวัดเชียงราย (วิไลลักษณ์ มปป., ออนไลน์) หรือประมาณ 73,810 คน คิดเป็นกว่า 84% ของประชากรชาวอ่าข่าทั้งสิ้น 87,429 ในประเทศไทย (ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง 2559)

              ชาวอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ประกอบด้วยกลุ่มต่าง ๆ 7 กลุ่ม ดังนี้ 1) “กลุ่มอู่โล้” (Uqlor) 2) “ลอมี้” (Lawmir) 3) “อู่เบียะ”(Uqbyaq) 4) “อ๊ะจ๊อ” (Arjawr) 5) “หน่าคะ” (Naqkar) 6) “อู่พี” (Uqpi) และ 7) “อะเค้อ” (Aker) ทั้งนี้ ประมาณ 55% ของชาวอ่าข่าส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นกลุ่มอู่โล้ รองลงไปคือกลุ่มลอมี้ (40%) และอู่เบียะ 4%  กลุ่มที่เหลือรวมกันมีจำนวนประมาณ 1% (เครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง 2556 อ้างในวิไลลักษณ์ (มปป., ออนไลน์)

              ชาวอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้น ในอดีตส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงในจังหวัดทางภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย เชียงใหม่ และลำปาง แต่ในปัจจุบัน ได้มีการกระจายตัวของคนอ่าข่าที่อยู่ในจังหวัดอื่น ๆ ด้วย หรือแม้แต่ที่เดินทางไปทำงานและอาศัยในต่างประเทศ หรือในกรณีที่มีการแต่งงานกับชาวต่างชาติ มีการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ หน่วยงานราชการของรัฐไทย ดำเนินการเก็บข้อมูลการตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร มาตั้งแต่ทศวรรษ 1940s โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบในปัจจุบันคือ กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กลุ่มกิจการชาวเขา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งจัดตั้งเมื่อ 6 มีนาคม 2558 ได้มอบหมายให้ศูนย์พัฒนาชาวเขา จำนวน  16 ศูนย์ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล ครอบคลุม 20 จังหวัดในประเทศไทย และจัดทำทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูงในประเทศไทย ปี 2559

              ทั้งนี้ข้อมูลจากทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ปี 2559 ระบุว่า มีหมู่บ้านบนพื้นที่สูง ใน 20 จังหวัด จำนวน 3,704 หมู่บ้าน หลังคาเรือนทั้งหมด 310,079 ครอบครัวทั้งหมด 342,854 ประชากรบนพื้นที่สูงทั้งหมด 1,441,135 (แยกเป็นชาย 724,257 หญิง 716,878) โดยมีการกระจายตัวของราษฎรบนพื้นที่สูงในจังหวัดเชียงใหม่มากที่สุด รองลงมาคือ จังหวัดเชียงรายและจังหวัดตาก ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ไทยพื้นราบ ม้ง ลาหู่ อ่าข่า ลัวะ เมี่ยน ลีซู ขมุ ถิ่น มลาบรี และเผ่าอื่น ๆ (ไม่ระบุหรืออธิบายว่าเป็นกลุ่มใด) กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดคือ กะเหรี่ยง จำนวน 548,195 คน (38.04 %) รองลงมาคือ คนไทยพื้นราบ (ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง) จำนวน 217,407 (15.08 %) ม้ง จำนวน 207,151 (14.37 %) และกลุ่มชาติพันธุ์ที่พบน้อยที่สุดคือ มลาบรี จำนวน 357 คน (0.02 %) ส่วนชาติพันธุ์อ่าข่า พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 87,429 คน หรือคิดเป็น 6.07 % ของประชากรบนพื้นที่สูงทั้งหมด (น. 7-8)

     

    สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า มีรายละเอียดของการตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร ดังนี้

     

    จังหวัด กลุ่มบ้าน หลังคาเรือน ครอบครัว ชาย หญิง รวม
    เชียงราย 245 12,714 14,027 36,389 37,421 73,810
    เชียงใหม่ 45 2,047 2,433 4,963 5,114 10,077
    ลำปาง 7 341 346 769 794 1,563
    ตาก 2 251 251 751 688 1,439
    แพร่ 2 110 113 289 251 540
    รวมทั้งหมด 301 15,463 17,170 43,161 44,268 87,429

    ที่มา : ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ปี 2559 กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กลุ่มกิจการชาวเขา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

     

              จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า คนอ่าข่า ตั้งถิ่นฐานและกระจายตัวอยู่ในจังหวัดเชียงรายมากที่สุด หรือคิดเป็นกว่า 84 % ของจำนวนคนอ่าข่าทั้งหมดที่กระจายตัวอยู่ในประเทศ รองลงมาคือ จังหวัดเชียงใหม่ ร้อยละ 11.52 และลำปาง ร้อยละ 1.78

              รายงานของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า จากการสำรวจในปี 2002 มีชาวอ่าข่าในหมู่บ้าน 271 แห่งในประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 68,653 ในขณะที่ Wang (2013: 20, 25) อ้างถึงข้อมูลจากนายอาทู่ ปอแฉ่ หรือไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก ผู้อำนวยการสมาคมอ่าข่าเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมในประเทศไทย (AFECT) ระบุว่ามีชาวอ่าข่าในไทยประมาณ 80,000 คน (Wang 2013: 20) ประชากรกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทยอาศัยอยู่กระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทยตามจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ตาก เพชรบูรณ์ และน่าน

              จำนวนครัวเรือน 

              จำนวนครัวเรือนอ่าข่าในประเทศไทย มีจำนวนหลังคาเรือนทั้งหมด 15,463 และจำนวนครอบครัว 17,170 (ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ปี 2559, น.17)

              จำนวนประชากร 

              จำนวนประชากรอ่าข่าในประเทศไทย มีจำนวนทั้งหมด 87,429 คน (ชาย 43,161 หญิง 44,268) (ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ปี 2559, น.17)

              สถานการณ์ด้านประชากร 

              จำนวนประชากรอ่าข่า ที่สำรวจในระหว่างเดือน มิ.ย. 2558 – ก.พ. 2559 ในพื้นที่ 20 จังหวัด (สำหรับการจัดทำทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ปี 2559) พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนหน้านั้น ราวปี 2544-2545 ดังจะเห็นได้จาก จำนวนประชากรอ่าข่าที่ระบุไว้ในทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ปี 2545 มีจำนวนทั้งสิ้น 68,653 คน แต่การสำรวจครั้งล่าสุด มีจำนวนทั้งหมด 87,429 คน

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              อัตลักษณ์ชาติพันธุ์

              อัตลักษณ์ชาติพันธุ์เป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงทางวิชาการค่อนข้างมาก ในแง่ที่เป็นการอภิปรายถกเถียงระหว่างนักวิชาการที่เห็นว่าอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เป็นสิ่งที่มีลักษณะบุพกาล (primordial) หรือเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด มีความสำคัญและมีความยั่งยืน เป็นมรดกสืบทอดต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น ในขณะที่นักวิชาการอีกส่วนหนึ่ง เห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์นั้น เป็นสิ่งประกอบสร้างทางสังคม มีลักษณะที่ยืดหยุ่น ไม่ตายตัว และอาจปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ บริบททางสังคม วัฒนธรรม การเมืองที่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่า ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์จะยังคงมีการถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการ หากแต่ในส่วนของคนในวัฒนธรรมแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขายังคงเชื่อมั่นในสิ่งที่สามารถกำหนด บ่งบอกตัวตนและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของพวกเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ระบบความเชื่อ เช่น การมีที่มาทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน หรือความเชื่อเรื่องบรรพบุรุษร่วมกัน ตลอดจนการปฏิบัติทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี สำหรับกรณีของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่านั้น นักวิชาการชาวดัตช์ Leo Alting von Geusau (2000, 2003: 2-3) เห็นว่า คนฮาหนี่-อ่าข่า ทั้งหมดไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศจีนหรือประเทศอื่น “ต่างเห็นว่าพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษคนแรก คือ ซุมมิโอ (SmrMirOr) เหมือนกัน ซึ่งนับย้อนขึ้นไปกว่า 55-60 ชั่วคน”

              นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เป็นตัวกำหนดอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์คือ ภาษา ชาวอ่าข่ามีภาษาพูด แต่ไม่มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง ภาษาพูดของชาวอ่าข่าจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาธิเบต-พม่า กลุ่มย่อยโลโล สำหรับตำนานที่เล่าถึงการไม่มีภาษาเขียนของคนอ่าข่านั้น นายไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก หรือชื่ออ่าข่า นายอาทู่ ปอแฉ่ ระบุไว้ในงานวิจัยของเขาว่า สมัยบรรพบุรุษเคยมีภาษาเขียนของอ่าข่าเขียนไว้ในหนังควาย แต่เมื่อเกิดศึกสงคราม บรรพบุรุษได้ต้มหนังควายกินและจดจำตัวอักษรไว้ในสมองแทน โดยผู้วิจัยคือนายอาทู่เห็นว่า การที่ไม่มีภาษาเขียน ทำให้คนอ่าข่าสืบสานประเพณี พิธีกรรม โดยใช้ความจำสืบเนื่องกันมากว่า 2,700 ปี

              ในประเทศจีน ซึ่งชนชาติอ่าข่าถือเป็นสาขาหนึ่งของชนชาติส่วนน้อย ฮาหนี่ (Hani) ซึ่งมีเขตปกครองตนเองของชาวฮาหนี่ อยู่บริเวณแม่น้ำแดงในเขตเมืองหงเหอและหยวนหยาง (Honghe-Yuanyang) นั้น ภาษาฮาหนี่ได้รับการรับรองให้เป็นภาษาทางการสําหรับกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า-ฮาหนี่ทั้งหมดในประเทศจีน ซึ่งเป็นภาษาเขียนระบบอักษรโรมัน คล้ายระบบเขียนแบบพินยิน (Pin Yin) ของภาษาจีนกลาง (ปนัดดา 2556: 129) ในประเทศไทย และประเทศพม่า มิชชั่นนารีชาวต่างประเทศได้พัฒนาภาษาเขียนอ่าข่า โดยใช้อักษรโรมัน แต่มีมากกว่าสิบแบบ (ปนัดดา 2556: 130)  ปลายปี พ.ศ. 2552 เกิดการเคลื่อนไหวของชาวอ่าข่าในประเทศไทย พม่า ลาว และจีน เพื่อสร้างอัตลักษณ์ความเป็นคนอ่าข่าร่วมกันทั้งในทางประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกันในการเลือกใช้ภาษาเขียนร่วม(Common language) เพื่อการฟื้นฟูประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมอ่าข่า ซึ่งได้มีการนำไปใช้ในสื่อต่างๆ เช่น จัดพิมพ์หนังสือ ซีดีเรียนภาษา และวัฒนธรรม เว็บไซต์ สื่อภาพยนตร์ สารคดี บทเพลง และการสื่อสารทั้งส่วนตัว และ สาธารณะ (ปนัดดา 2553) เรื่องภาษาเขียนร่วมของคนอ่าข่าใน 4 ประเทศดังกล่าวนี้ Wang (2013: 25) อธิบายว่า คนฮาหนี่และอ่าข่า เรียกภาษาเขียนร่วมนี้ว่า Khanq Haqniq Aqkaq Sanqbovq (KHAS) ซึ่งมีการพัฒนาโดยตัวแทนอ่าข่าจากจีน ลาว เมียนมา และประเทศไทย และเป็นที่ตกลงร่วมกัน ณ เมือง จิ่งห่ง (Jinghong) จังหวัดยูนนาน ประเทศจีน วันที่ 1 ม.ค. ปีค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) ภาษาเขียนร่วมนี้ เป็นระบบภาษาเขียนซึ่งใช้อักษรโรมันในการกำหนดการออกเสียง ซึ่งประกอบด้วย q (ออกเสียงยาว ต่ำ) r (ออกเสียงยาว สูง) v (ออกเสียงสั้น กลาง) vq (ออกเสียงสั้น ต่ำ) และ vr (ออกเสียงสั้น สูง) เช่นคำว่า  “Aqkaq” (Akha) ตัวอักษร q เป็นตัวกำหนดว่าแต่ละพยัญชนะในคำนี้จะออกเสียงยาวและเป็นเสียงต่ำ คือออกเสียงว่า อ่าข่า

              “Aqkaqzanr” กับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อ่าข่า

              นักวิชาการจำนวนมากที่ศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ต่างให้ความสำคัญกับ Aqkaqzanr (อ่าข่าย้อง) ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวอ่าข่า (Toyota 1998: 198/804) คำว่า Aqkaqzanr นี้มีการให้ความหมายแตกต่างกันออกไป อาทิ Paul Lewis (1969, 1970, 1989) มิชชั่นนารีชาวอมริกันอธิบายว่า หมายถึง ศาสนา ขนบธรรมเนียม หรือวิถีการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ส่วนนักมานุษยวิทยาหลายคน เช่น Leo Alting von Geusau (1983) Kammerer (1986, 1989) และ Tooker (1988, 1992) ให้ความหมายว่า หมายถึง วิถีชีวิตของคนอ่าข่า กฎจารีตประเพณีที่กำกับพฤติกรรมที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม ในมุมมองทางมานุษยวิทยานั้น มีความเห็นแย้งกับการอธิบาย Zanr ว่าเป็นศาสนา เนื่องเพราะ Zanr ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเชื่อถือ แต่เป็นสิ่งที่ต้องถือไว้ หรือแบกรับไว้ (carry) (Kammerer 1996; Toyota 1998: 199) แม้ Aqkaqzanr มีความสำคัญ แต่นักวิชาการบางคนเห็นว่า ความซับซ้อนของ Aqkaqzanr ทำให้คนอ่าข่ารุ่นใหม่เห็นว่า เป็นเรื่องยุ่งยากและมีเพียงผู้รู้ไม่กี่คนที่จะเข้าใจและยังถือปฏิบัติและให้ความสำคัญกับ Aqkaqzanr (Toyota 1998) นอกจากนี้นักวิชาการเช่น Toyota ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดว่า Aqkaqzanr เป็นพื้นฐานของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อ่าข่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอ่าข่าที่อพยพเข้ามาอยู่ในเขตเมืองเพื่อทำงาน หรือเรียนหนังสือ

     

              การผลิตอาหาร / การเกษตร / การยังชีพ

              ชาวอ่าข่าส่วนใหญ่ดั้งเดิมนั้นทำการเกษตร และมีการผลิตเพื่อยังชีพ แต่ไม่ใช่เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยน พวกเขายังชีพด้วยการปลูกข้าวไร่ และข้าวนาดำ ตลอดจนปลูกฝิ่นขายแลกเป็นเงินสด ในช่วงที่รัฐบาลยังไม่ประกาศให้ฝิ่นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในไร่ข้าวมีลักษณะการปลูกพืชผสม (Mixed cropping) ที่มีการปลูกพืชผักนานาชนิด ร่วมกับการปลูกข้าวในไร่ อีกทั้งยังนิยมปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคใกล้บ้าน โดยปกติพื้นที่ทำกินของชาวอ่าข่าจะอยู่ไกลจากชุมชนอย่างน้อย 2-5 กิโลเมตร การตัดสินใจเลือกพื้นที่ทำกินของชาวอ่าข่า มีความเชื่อมโยงกับความเชื่อและพิธีกรรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื่อว่าทุกที่มีเจ้าของปกป้องดูแลรักษา ดังนั้นก่อนจะดำเนินการใดๆ ต้องทำพิธี เพื่อขออนุญาตจากเจ้าของที่เสียก่อน เพื่อให้การเพาะปลูกเป็นไปอย่างราบรื่น และพืชผลจะได้เจริญงอกงาม นอกจากนี้ ชาวอ่าข่ายังมีการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู เป็ด ไก่ เพื่อบริโภค และใช้ประกอบการทำพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งมีการเลี้ยงสัตว์ใหญ่ๆ เช่น วัว ควาย และม้า ไว้ใช้งานในครอบครัวอีกด้วย ปัจจุบันชาวอ่าข่าในประเทศไทยส่วนใหญ่ได้รับพืชส่งเสริมเพื่อการค้า เช่น ชา กาแฟ ข้าวโพด ไม้ผลเมืองหนาวและผักต่างๆ นอกจากนี้ชาวอ่าข่ายังทำธุรกิจโดยเฉพาะการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากงานหัตถกรรมในเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น เชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และพัทยา รวมทั้งอาชีพรับราชการ นักธุรกิจ นักการเมืองท้องถิ่น และนักพัฒนาเอกชน (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, มปป., ออนไลน์)

              โครงการพัฒนาพื้นที่สูงของรัฐ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีการผลิตทางการเกษตรของคนอ่าข่า ปัจจุบัน มีพืชผักหลายชนิด รวมทั้งไม้ผลและไม้ยืนต้น ที่ชาวอ่าข่าเริ่มนำมาปลูกด้วยตนเอง หรือรับเข้าไปปลูกในชุมชนภายใต้การส่งเสริมของหน่วยงานรัฐ องค์กรระหว่างประเทศและโครงการความช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ พืชเหล่านี้ได้แก่ กาแฟ ลิ้นจี่ ถั่วนางแดง ถั่วเหลืองพันธุ์ สับปะรด มันฝรั่ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี ถั่วลิสง มะม่วง พริก ขิง มะเขือเทศ มะระหวาน ชา กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ถั่วแขก ฯลฯ ไม้ผลเมืองหนาว เช่น ท้อพลับ บ๊วย เป็นต้น ปัจจุบัน ชาวอ่าข่าส่วนใหญ่ยังทำงานในภาคการเกษตร โดยเฉพาะคนวัยกลางคน ที่ไม่มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระบบโรงเรียนรัฐ ส่วนคนวัยทำงานและวัยรุ่นหนุ่มสาว เข้ามาทำงานรับจ้างในเมือง ส่วนคนที่เรียนในโรงเรียนรัฐหรือระบบการศึกษาของรัฐไทย ทำงานในหน่วยงานรัฐ องค์กรเอกชน บริษัทเอกชน หรือองค์กรระหว่างประเทศ นอกจากนี้ มีคนหนุ่มสาวจำนวนมาก โดยเฉพาะชายหนุ่มชาวอ่าข่า ที่ไปทำงานรับจ้างในต่างประเทศ เช่น ในงานก่อสร้าง หรืองานการเกษตร ในไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น (ในจำนวนที่น้อยกว่า)

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              โครงสร้างครอบครัว และเครือญาติ

              โครงสร้างครอบครัวของชาวอ่าข่า ผู้ชายถือเป็นหัวหน้าครอบครัว การขยายครอบครัวจะผ่านทางฝ่ายชายที่ถือเป็นผู้สืบสายวงศ์ตระกูลของครอบครัว ในสังคมอ่าข่า ระบบครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่เล็กที่สุดในหมู่บ้าน ดังนั้นในระดับครอบครัวของอ่าข่าเน้นให้เห็นความสำคัญแก่ฝ่ายชายเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการสืบสกุล มรดก การแต่งงานเป็นการแต่งเข้าบ้านฝ่ายชาย ผู้ชายอ่าข่าสามารถมีภรรยาได้หลายคนหากภรรยาที่มีอยู่ไม่สามารถมีลูกชายได้ ความสัมพันธ์ทางสังคมของสมาชิกในครัวเรือนจึงมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน โดยให้ความเคารพเชื่อฟังผู้อาวุโสในตระกูล หรือผู้มีความรู้ในทางจารีตประเพณี อ่าข่ามีคำเรียกผู้นำทางครอบครัวที่เป็นพ่อว่า “ยูซองอ่าดะ” และผู้นำทางครอบครัวที่เป็นแม่ว่า “ยูซองอ่ามา” ซึ่งสามารถเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวของตนเองให้สามารถดำรงชีพไปตามวิถีชีวิตของสังคมชาวอ่าข่าได้ การแต่งงานถือว่าเป็นการเชื่อมสัมพันธ์กับสายสกุลอื่น การนับถือเครือญาติจะนับถือกันทั้งสองฝ่ายเท่ากัน คือ ทั้งเครือญาติฝ่ายชายและฝ่ายหญิง โดยเครือญาติทั้งสองฝ่ายจะมีศักดิ์และฐานะทางสังคมเท่าเทียมกัน (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, 2561 อ้างในอำภา วูซือ, 2562, ออนไลน์)

     

              ระบบการนับสายตระกูล และบรรพบุรุษ

              สิ่งที่เป็นลักษณะเด่นเฉพาะในสังคมชาวอ่าข่าคือ ระบบการนับลำดับชื่อบรรพบุรุษอ่าข่า ที่เรียกว่า“จึ” (Tseevq) โดย Jane R. Hanks ซึ่งเข้ามาศึกษากลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทย ภายใต้โครงการสำรวจ Bennington-Cornell ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1964, 1969, 1974 ระบุในหนังสือของเธอชื่อ Akha Patrilineage (1964) ว่า การสืบเชื้อสายของชาวอ่าข่าเป็นการสืบเชื้อสายทางลำดับญาติฝ่ายชาย จากพ่อสู่ลูกชายคนโตเป็นทอดๆไป การท่อง “จึ” นี้ ในพิธีศพ เชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่เสียชีวิต ได้เดินทางกลับไปอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

              “จึ” (Tseevq) เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของชาวอ่าข่า เป็นเครื่องมือในทางสังคมที่แสดงให้เห็นถึงลำดับความเชื่อมโยงของคนจากรุ่นสู่รุ่น โดยจะเห็นได้จากชื่อของลูกที่จะต้องมีส่วนหนึ่งของชื่อมาจากชื่อของบิดา รูปแบบที่พบเห็นทั่วไปในกลุ่มอ่าข่า ก็คือ พยางค์สุดท้ายของชื่อพ่อจะนำมาใช้เป็นพยางค์แรกของชื่อลูกทั้งชายและหญิง เช่น พ่อชื่อ“ซองจ่า” (Sanjaq) ลูกจะถูกตั้งชื่อว่า“จ่าหล่อง” (Jaqlanq) จากนั้นลูกของ“จ่าหล่อง” (Jaqlanq) อาจจะถูกตั้งชื่อว่า“หล่องผ่า” (lanqpaq) เป็นต้น ดังนั้นชาวอ่าข่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงสามารถจดจำบรรพบุรุษของพวกเขาย้อนหลังไปมากกว่า๗๐ รุ่น ด้วยวิธีการจดจำชื่อที่คล้องจองกัน นอกจากนี้ ในพิธีศพของชาวอ่าข่า จะมีการท่องระบบการสืบทอดสายตระกูลนี้ ในการส่งวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้ไปในอีกภพหนึ่ง หรือใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจยามเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, มปป., ออนไลน์)

              นอกจากนี้ “จึ” (tseevq) หรือระบบการนับสายตระกูลยังสามารถอธิบายย้อนไปถึงการก่อเกิดสรรพสิ่งและจักรวาลได้อีกด้วย โดยในพิธีศพ ผู้รู้มีการสวดที่กล่าวถึงการกำเนิดสรรพสิ่ง โดยอธิบายอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจาก“บยุ่ม”(Bymq) คือ การก่อเกิดของสรรพสิ่งในจักรวาล ที่อธิบายถึงสิ่งเล็ก หรือละอองในความว่างเปล่า จากนั้นละอองเหล่านี้เกิดการขยายตัว“เซอ”(Se)และเริ่มมีการเคลื่อนตัวหรือโคจร “ญี” (Nyi) จนเกิดเป็นรูปร่าง“แตะ” (Taev) และแบ่งส่วนเป็นดวงดาวต่างๆ “กา” (Ga) แสดงตัวตนในลักษณะต่างๆ แล้วเริ่มเป็นแหล่งแห่งชีวิต เช่น ดวงอาทิตย์เริ่มให้แสงสว่าง และโลกเริ่มมีภาวะที่เอื้อให้เกิดสิ่งมีชีวิต ด้วยเหตุนี้การท่องลำดับสายตระกูลจึงมีการกล่าวถึงการกำเนิดสรรพสิ่งเหล่านี้ย้อนไปถึงก่อนหน้าการกำเนิดมนุษย์ (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, มปป., ออนไลน์)

              โดยทั่วไปบรรพบุรุษ 12 รุ่นแรก เป็นบรรพบุรุษในตำนาน และจะไม่มีการอ้างถึงในพิธีกรรมปกติทั่วไป ในขณะที่บรรพบุรุษอีก 14 รุ่น นับจากซุ้มมิ้โอะ (Smr-mir-or) จนถึง โจ่วถ่องผ่อง(Dzoeq-tanqpanq) นั่นถือว่าเป็นสายตระกูลของผู้ปกครองเมือง หรือสหพันธรัฐ หรือรัฐเล็กรัฐน้อยที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณของชาวอ่าข่า และนับจากบรรพบุรุษรุ่นที่ 27 ลงมา สายตระกูลแยกออกเป็น 7 สาย ซึ่งเรียกว่า “Tanq panq xivq maer aqnmr” ในภาษาอ่าข่า และยังมีสายเล็กๆน้อยๆอีกจำนวนมาก (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, มปป., ออนไลน์) 

              กรณีที่สมาชิกภายในสายตระกูลกระทำผิดจารีตประเพณีวัฒนธรรมในสังคมของชาวอ่าข่านั้น จะต้องแยกตัวออกไปจากสายตระกูลเดิมของตนที่สืบต่อกันมา (หมายถึงการแยกออกจาก “จึ“ ของบรรพบุรุษ) ซึ่งการแยกสายตระกูลออกไปใหม่นี้ ชาวอ่าข่าเรียกว่า “ผาปา” คือแบ่งตระกูล ซึ่งผาปานั้นเกิดจากการกระทำผิดจารีตประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งเป็นข้อห้ามตามธรรมเนียมของสังคมอ่าข่าดั้งเดิม ที่อ่าข่าเรียกว่า “มาจาคุมแจจา มาด้อคุมแจด้อ” หมายถึง “กินในสิ่งที่ไม่ควรกิน ดื่มในสิ่งที่ไม่ควรดื่ม” ตัวอย่างการกระทำผิดจารีตประเพณีวัฒนธรรม เช่น การแต่งงานกับญาติของตนเอง (แต่งงานภายในสายตระกูลเดียวกัน หรือการเอาภรรยาของอีกคนมาเป็นภรรยาของตนเอง เช่น เอาภรรยาของพี่มาเป็นภรรยาของตนเอง) เป็นต้น ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดดังกล่าวนั้น จะต้องแยกออกไปจากสายตระกูลเดิมแล้วต้องไปเริ่มสายตระกูลใหม่ของตนเอง ซึ่งจะกลายเป็นตระกูลอื่นไป (ผาปา คือ พี่น้องร่วมบิดาทั้งหมดแยกออกไปจากตระกูลเดิมและตั้งตระกูลใหม่เป็นของตนเอง) แต่ถ้าหากพี่น้องร่วมบิดาที่ไม่ได้กระทำความผิดต่อจารีตประเพณีวัฒนธรรมของอ่าข่า และไม่สมัครใจที่จะแยกออกจากสายตระกูลเดิมของตน สามารถให้คู่สามีภรรยาที่กระความทำผิดนั้นแยกออกไปแค่สองคน ซึ่งชาวอ่าข่าเรียกว่า “ผาเจอะ”  (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, มปป., ออนไลน์)

              การสำรวจการกระจายตัวของ จึ (Tseevq) หรือระบบการสืบสายตระกูลของชาวอ่าข่าในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง (NADA) ร่วมกับสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท./IMPECT) ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม พบว่าสายตระกูลของชาวอ่าข่าในประเทศไทยมีจํานวนทั้งหมด 50 สายตระกูล ตระกูลที่มีการกระจายตัวมากที่สุด คือ ตระกูล เชอมื่อ (35) รองลงมาคือตระกูลมาเยอะ (25) ตระกูลแลเชอ (22) ตระกูลเมอแล (19) ตระกูลเมอโป (14) ตระกูลวุ่ยแมและตระกูลอางิ (12)  ตระกูลเยเปียงและเปียงแหล (10) ตระกูลค๊ะแล (7) ตระกูลอะซองและแซพ่า (6) ตระกูลเยส่อและเบเช่ (5) ตระกูลเบทู  (4) ตระกูลอามอและซาเดอ (3) ตระกูลอาจอ ปอแฉ่ วุ่ยแม (ผ่าวอ) วุ่ยยือ โจ่ลือ ละมื่อ โพเมีย เซาะหล่อง แซดู่ แซซอ และแซหลุ่ม (2)

              ระบบครอบครัวของอ่าข่าในไทย มีความคล้ายคลึงกับอ่าข่าในประเทศลาว จากการศึกษาของคาราเต้ สินชัยวอระวงส์ (2546) พบว่า ครอบครัวของอ่าข่าเป็นครอบครัวขยายทางฝ่ายพ่อ ครอบครัวของอ่าข่าครัวเรือนหนึ่งอาจมีหลายครอบครัวอยู่ร่วมกัน แต่ละครอบครัวอาจมี ปู่ ย่า พ่อแม่ ลูก สะใภ้และหลาน ครัวเรือนเป็นศูนย์กลางของการประกอบพิธีกรรมและเศรษฐกิจ เมื่อหัวหน้าครอบครัวตายลง ลูกชายคนโต ที่ยังอยู่ในครัวเรือนจะต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบเป็นหัวหน้าครัวเรือนและรับช่วงหิ้งผีบรรพบุรุษแทนพ่อของตน แต่ในกรณีที่ลูกชายคนโตยังเล็กอยู่ ภรรยาของหัวหน้าครอบครัวจะเป็นหัวหน้าครอบครัวแทน

              ชาวอ่าข่าในลาวมีการสืบสกุลทางฝ่ายพ่อ และผู้ชายอ่าข่าทุกคนต้องมีความรู้เกี่ยวกับสกุลของฝ่ายตนและฝ่ายภรรยา ลูกชายคนโตต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการรักษาสกุลไว้ และต้องถ่ายทอดให้น้องของตนได้รู้ต่อไป ระบบเครือญาติของคนอ่าข่ามีความผูกพันกับบรรพบุรุษ พิธีกรรม และการสืบสกุล คนที่ไม่ใช่อ่าข่า แม้ได้รับการยอมรับให้อยู่ในหมู่บ้าน หรือได้แต่งงานกับคนอ่าข่า แต่จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากผีบรรพบุรุษ และไม่อาจถือสกุลของอ่าข่าได้ สำหรับผู้หญิงอ่าข่าหากแต่งงานไปจะถือว่าขาดจากสกุลเดิม ไปใช้สกุลของฝ่ายสามีแทน หากผู้หญิงนั้นหย่าขาดจากสามีในภายหลัง สามารถกลับไปใช้สกุลเดิมของพ่อตนเองได้ อ่าข่ามีข้อห้ามในการแต่งงาน คือ ห้ามไม่ให้ชายหญิงที่อยู่ในตระกูลเดียวกันแต่งงานกัน ส่วนการจัดพิธีศพ จะต้องจัดให้ถูกต้องตามสายสกุล หากผู้ตายอยู่ในสกุลใด ก็ต้องไปอยู่ตามสายสกุลนั้น เพื่อที่จะได้ขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผีบรรพบุรุษประจำตระกูลได้

              ในระบบสังคมชุมชนหมู่บ้านอ่าข่าในลาว มีช่างตีเหล็ก (บะจี) ทำหน้าที่ผลิตเครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตร ให้กับชาวบ้าน มีผิมะหรือหมอผี คอยทำหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ มีผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน หากคนในหมู่บ้านกระทำความผิด หัวหน้าหมู่บ้านจะเป็นผู้ลงโทษ แต่หากเป็นโทษที่ร้ายแรง ทางราชการจะเป็นผู้ตัดสิน (คาราเต้ สินชัยวอระวงส์ 2546)

     

              การปกครองชุมชน / การจัดการชุมชน

              ในอดีตก่อนการก่อกำเนิดของรัฐชาติและการบริหารการปกครองในรูปแบบสมัยใหม่ โครงสร้างทางสังคมและการปกครองตามจารีตประเพณีของชาวอ่าข่า ให้ความสำคัญกับบุคคลต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่ในด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านกฎจารีตประเพณี (โจ่ว - Dzoeq) ด้านการปกครองและความมั่นคง (คะ - Khav) ด้านช่าง (จิ - Civq) ด้านวิญญาณ (โจ่ว พิ - Dzoeq Pir) และด้านให้คำปรึกษา (คะมา - Khavma) โดยมีรายละเอียด ดังนี้ (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, มปป., ออนไลน์)

              ฝ่ายกฎจารีตประเพณี (โจ่ว - Dzoeq) ประกอบด้วย “โจ่วมา” (Dzoeq-ma) หมายถึงผู้นำด้านกฎจารีตประเพณี และผู้ช่วยคือ โจ่วหย่า (Dzoeq-zaq) (มีหรือไม่มีก็ได้)

              “โจ่วมา” (ผู้นำพิธีกรรมของหมู่บ้าน) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีการสืบทอดผ่านทายาท นับเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมากที่สุดในหมู่บ้านชาวอ่าข่า ทำหน้าที่เป็นผู้นำประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามจารีตประเพณี ของชุมชนทั้งหมด ตลอดจนกำหนดวันสำคัญเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่ม ลงมือทำกิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชนก่อนชาวบ้านคนอื่นๆ เช่น การทำประตูหมู่บ้าน การปลูกข้าว การประกอบพิธีกรรมต่างๆในรอบปีของชาวอ่าข่า

              ชุมชนอ่าข่าตามจารีตประเพณี ที่ถือความอยู่รอดของชุมชนว่าขึ้นอยู่กับการประกอบพิธีกรรมประจำปี ให้ความสำคัญกับ ”โจ่วมา” ที่เป็นผู้นำการประกอบพิธีกรรมอย่างมาก เพราะหากไม่มี”โจ่วมา” ก็ไม่สามารถตั้งเป็นชุมชนหมู่บ้านได้ “โจ่วมา” เป็นบุคคลเพียงผู้เดียวที่มีความรู้เกี่ยวกับขบวนการ ขั้นตอน รายละเอียด ของพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งชาวอ่าข่าที่นับถือความเชื่อดั้งเดิมถือว่า การประกอบพิธีกรรมต่างๆจะต้องดำเนินการอย่างถูกต้องเป็นไปตามกฎจารีตประเพณีโดยเคร่งครัด ซึ่งมีเพียง ”โจ่วมา” เท่านั้นที่เป็นผู้รู้และสามารถประกอบพิธีกรรมได้

              ฝ่ายการปกครองและความมั่นคง ประกอบด้วย

              “บู่แซะ” (Buq saer) หมายถึง ผู้ใหญ่บ้าน

              “หน่าบิ๊/หน่าเหง่อ” (Naq bir/ Naq ngeq) หมายถึง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและกรรมการ

              “บื้อลา/บู่” (Beer la/Buq la) หมายถึง หัวหน้าฝ่ายการจัดการอาหารในงานชุมชน

              บุคคลเหล่านี้ เป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจ หน้าที่ ในการรักษาความสงบและความมั่นคงในชุมชน บังคับใช้กฎระเบียบชุมชน ตัดสินคดีความปรับสินไหมออกแบบการพัฒนาชุมชนและประสานงานกับบุคคลภายนอก ในการศึกษาหมู่บ้านอ่าข่าในจังหวัดเชียงรายของอุไรวรรณ แสงศร (2542, น. 15) ซึ่งเคยทำงานเป็นนักวิจัยของสถาบันวิจัยชาวเขาในขณะนั้น ระบุว่า บางครั้งกลุ่ม “หน่าเหงอะ” มีการตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ (จำนวน 3-4 คน) โดย”โจ่วมา” เป็นผู้แต่งตั้ง มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และทำงานตามคำสั่งของผู้นำตามกฎจารีต หรือตามที่ผู้อาวุโสสั่งการ

              ฝ่ายช่างฝีมือ หรือ “จิ” (Civq) ประกอบด้วย

              “บาจี่” (Bajiq) หมายถึงช่างตีเหล็ก และ“จาข่า” (JAqkaq) หมายถึง ช่างเงินช่างทองทำหน้าที่ผลิตหรือซ่อมแซมเครื่องมือ อุปกรณ์การเกษตรทุกชนิด ให้กับสมาชิกในชุมชน สำหรับ”บาจี่” นับเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมากกับชุมชนเกษตรกรรมแบบชุมชนอ่าข่า เพราะทำหน้าที่ตีเหล็กซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตรให้กับชาวบ้านในชุมชน ตำแหน่งนี้ มีการสืบทอดตามสายตระกูล เพราะถือเป็นสมบัติเฉพาะคนในตระกูล อย่างไรก็ตาม สามารถถ่ายทอดให้คนนอกได้ในทางปฏิบัติ (อุไรวรรณ แสงศร 2542, น. 14)

              ฝ่ายจิตวิญญาณและสุขภาพ หรือ “พิ” (Pir) ประกอบด้วย

              “โบ๊วหม่อ” (Boermawq) หรือบางทีก็เรียกว่า “พิมะ” หมายถึง หมอสวดพิธีกรรม ซึ่งอาจมีผู้ช่วยคือ “พิหย่า” มีหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมและการรักษาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นโดยไม่อาจหาสาเหตุทางกายที่เด่นชัด หรือรักษาด้วยยาไม่หาย

              “ญี้ผ่า” (Nyirpaq) หมายถึง คนทรง หรือ หมอทรง ทำหน้าที่วินิจฉัยโรคด้วยการเข้าทรง หรือเสี่ยงทาย เพื่อหาสาเหตุของความเจ็บป่วย จากนั้น จะทำหน้าที่ส่งต่อให้กับ“โบ๊วหม่อ” หรือผู้ช่วย หรือ หมอสมุนไพร ทำหน้าที่ในการรักษาต่อไป (อุไรวรรณ แสงศร 2542, น. 15)

              “ซามา” (Xavma) หมายถึง หมอทำนาย ทำหน้าที่สื่อสารกับวิญญาณ หรือทำนายทายทัก และรักษาคนไข้ โดยใช้ยาสมุนไพรคาถาอาคม และการเข้าทรง

              “คะมา” (Khavma) หมายถึง ที่ปรึกษา ประกอบด้วย“โจ่วคะ/หม่อคะ” (Dzoeq khav/

    Mawqkhav) หรือบางทีก็เรียกว่า อะบ๊อเชาะหม่อ (คณะผู้อาวุโส) “จิคะพิคะ” (Civqkhav Pirkhav) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้อาวุโส ผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ มีความสำคัญในการตัดสินคดีพิพาทต่างๆ ในชุมชนและมีจิตอาสาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและหนุนเสริมกิจกรรมของฝ่ายงานต่างๆ

              ปัจจุบันระบบการปกครองของชุมชนอ่าข่าเป็นการปกครองแบบผสมผสานระหว่างการปกครองแบบจารีตประเพณีและแบบทางราชการ (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, มปป., ออนไลน์)

  • การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              เสื้อผ้าและการแต่งกาย 

              กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศจีน มีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แสดงอัตลักษณ์ของกลุ่ม และมีความหมายทางสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะการแต่งกายของหญิงอ่าข่า ที่สะท้อนถึงความหมายที่เกี่ยวกับอายุ การเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยรุ่นและผู้หญิงที่พร้อมสำหรับความสัมพันธ์ทางเพศ และการแต่งงาน โดยเสื้อผ้าของแต่ละกลุ่มย่อยของชาติพันธุ์อ่าข่า จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นกับบริบทสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ โดยทั่วไปประกอบด้วยเสื้อผ้าและกระโปรง รวมทั้งหมวกและเครื่องประดับตกแต่งในกรณีของผู้หญิง และเสื้อผ้า กางเกง ผ้าโพกศีรษะ และเครื่องประดับตกแต่งสำหรับผู้ชาย

              ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าออนไลน์ มูลนิธิกระจกเงา ระบุว่าในอดีต คนอ่าข่าจะปลูกฝ้ายเพื่อปั่นฝ้ายใช้เอง แต่ในปัจจุบันจะซื้อฝ้ายดิบจากคนไทยนำมาอัดเป็นก้อนใหญ่ ยาวประมาณ 20 ซม. บรรจุในปล้องหรือกล้องไม้ไผ่ เวลากรอด้ายผู้หญิงจะผูกกล่องฝ้ายไว้กับเอว เกี่ยวใยเข้ากับตะขอกง ซึ่งเกาะไว้กับต้นขาแล้วปั่นอย่างรวดเร็วออกมาเป็นฝ้ายหนา และเหนียวทนทาน ในสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่านั้น ผู้หญิงจะได้รับการสอนให้ปั่นด้ายตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงอายุ 6-7 ขวบ โดยผู้หญิงอ่าข่าทุกวัยจะปั่นด้ายกันตลอดเวลา แม้ระหว่างเดินทางไปไร่ ขณะแบกฟืน หรือหาบน้ำ หรือแม้ขณะที่นั่งผิงไฟอยู่ในบ้านยามค่ำ สาวอ่าข่ามักแข่งขันกันว่า ใครจะปั่นด้ายได้มากที่สุดในแต่ละวัน ด้ายนี้จะถูกนำไปทอผ้าเนื้อแน่นหน้ากว้างประมาณ 17-20 ซม. จากนั้นนำไปย้อมคราม ซึ่งเป็นผลิตผลพื้นบ้าน ใช้เวลาย้อมร่วมเดือน ให้ได้สีน้ำเงินเข้มที่ต้องการ (พิพิธภัณฑ์ชนเผ่าออนไลน์ มูลนิธิกระจกเงา)

              ความขยันขันแข็งในการทำงานของผู้หญิงชาวอ่าข่าไม่ว่าจะเป็นอ่าข่าในประเทศไทย ลาว พม่า หรือจีน ได้รับการนำเสนอในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะการปั่นฝ้ายในระหว่างเดินทางไปไร่ มีให้เห็นจนชินตาในสื่อโทรทัศน์ และภาพยนตร์สารคดีที่นำเสนอวิถีชีวิตของคนชาติพันธุ์อ่าข่าในภูมิภาคนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ที่บันทึกไว้ในหนังสือ “เครื่องแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย” (2562) ระบุว่า ชุดแต่งกายของสตรีชาวอ่าข่าแต่ละกลุ่มย่อยมีลวดลายและลักษณะแตกต่างกัน แต่มีองค์ประกอบหลักของชุดแต่งกายที่เหมือนกันทุกกลุ่ม คือ หมวก เสื้อคลุม เสื้อชั้นในสายเดียว กระโปรง ผ้าคาดเอว (ด้านในทำกระเป๋าลับใส่ของสำคัญ) และถุงน่อง โดยทุกกลุ่มจะมีเครื่องประดับเงินและลูกปัดเป็นเครื่องประดับหลักของชุดแต่งกาย ส่วนชุดแต่งกายของผู้ชายจะมีลวดลายและลักษณะแตกต่างกันตามกลุ่มย่อยเช่นกัน และมีองค์ประกอบหลักของชุดที่เหมือนกัน คือ ผ้าโพกหัว เสื้อ กางเกง เข็มขัด และย่าม มีเครื่องเงินเป็นเครื่องประดับ แต่ไม่ตกแต่งมากเท่าของสตรี สำหรับชุดแต่งกายของเด็กนั้น จะไม่มีองค์ประกอบหลักบางส่วน เช่น เด็กผู้หญิงจะไม่มีเสื้อชั้นในสายเดียวและผ้าคาดเอว ซึ่งจะเริ่มใส่ได้เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว ส่วนเด็กผู้ชายจะสวมหมวกผ้าจนกว่าจะเข้าสู่วัยรุ่นแล้วจึงค่อยเปลี่ยนมาใช้ผ้าโพกหัวเหมือนผู้ใหญ่

              สำหรับผู้หญิงอ่าข่าในเมืองไทยมีแบบแผนการแต่งกายและการสวมหมวกเครื่องประดับศีรษะสามแบบด้วยกัน (พิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ มูลนิธิกระจกเงา, มปป., ออนไลน์)

              แบบแรก "อู่โล้อ่าข่า" สวมหมวกแหลม แบบที่สอง "โลมี้อ่าข่า" สวมหมวกแบน แบบที่สาม "ผาหมีอ่าข่า" สวมหมวกแบนเช่นกันแต่รูปทรงของหมวกต่างกัน เครื่องเงินที่ใช้ตกแต่ง มีความละเอียดกว่าแบบ "โลมี้อ่าข่า"

              การแต่งกายแบบ "อู่โล้อ่าข่า"

              เสื้อผู้หญิงอ่าข่าอู่โล้ เป็นผ้าฝ้ายย้อมคราม แขนยาวตกแต่งด้วยผ้าหลากสี ตัวเสื้อยาวขนาดสะโพก ด้านหลังปักด้วยลวดลาย สาบเสื้อตกแต่งด้วยผ้าสี แผ่นเสื้อด้านหน้าจะไม่ค่อยเน้นปักลวดลายมากเท่ากับด้านหลัง ส่วนกระโปรงเป็นผ้าชนิดเดียวกัน ทำจีบเฉพาะด้านหลัง ยาวเหนือเข่า และมีผ้าชิ้นเล็กตกแต่ง ด้วยเครื่องเงิน และพู่สีแดงสำหรับคาดทับกระโปรงด้านหน้า ส่วนผ้าพันน่องนั้น ตกแต่งด้วยผ้าหลากสีและลูกเดือย

              สำหรับหมวกเครื่องประดับศีรษะเป็นรูปทรงกรวยแหลม แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนฐานซึ่งเป็นผ้าคาดศีรษะประดับด้วย เหรียญตรา กระดุมเงิน และลูกปัดส่วนยอดมี โครงไม้ไผ่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าฝ้ายย้อม ครามตกแต่งด้วยเครื่องเงิน ลูกปัด ลูกเดือย พู่แดงที่ได้จากขนไก่ย้อมสี และของแปลกๆที่สรรหามา ทั้งนี้จำนวนและชนิดของวัสดุตกแต่ง จะแตกต่างกันไปตามฐานะ สภาพ อายุ และการมีบุตร

              ผู้ชายชาวอู่โล้อ่าข่า จะสวมเสื้อแขนยาวตกแต่งด้วยผ้าหลากสี และปักลวดลายคล้ายของผู้หญิง แต่ตัวเสื้อจะสั้นกว่า ส่วนกางเกงคล้ายกางเกงสะดอของชาวไทยภาคเหนือ แต่เป็นผ้าฝ้ายย้อมคราม สำหรับหมวกทำเป็นผ้าหนาแล้วม้วนปลายสองด้านเข้าหากันแล้วเย็บติด นำผ้าฝ้ายย้อมพันอีกที ตกแต่งด้วยพู่สีแดง

              การแต่งกายแบบ "โล้มี้อ่าข่า"

              ผู้หญิงชาวโล้มี้อ่าข่า สวมเสื้อซึ่งด้านหลัง แต่งด้วยลายปะเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยหลากสีสลับกับลายปักงามวิจิตร แต่งด้วยกระดุมเปลือกหอย กระดุมเงิน ลูกเดือย ลูกปัด และพู่ห้อย ส่วนผ้ารัดน่องและย่ามก็ปักแต่งในทำนองเดียวกัน ผ้าผูกเอวจะแต่งด้วยเปลือกหอย และลูกเดือย โดยที่ผ้าผูกเอวของสาวโสดจะกว้างกว่าหญิงที่แต่งงานแล้ว ส่วนกระโปรงนั้นชาวอ่าข่าจะสวมเหมือนกันหมด

              สำหรับหมวกเครื่องประดับศีรษะของผู้หญิงโล้มี้อ่าข่า มีลักษณะแบนและมีแผ่นเงินรูปสี่เหลี่ยมคางหมูเชิดขึ้นมาทางด้านหลัง ด้านหน้าแต่งด้วยแถวลูกปัด สลับกับแถวกระดุมเงิน ล้อมกรอบใบหน้าด้วยลูกบอลเงิน เหรียญและลูกปัดห้อยเป็นสายประบ่า

              ส่วนเสื้อของผู้ชายอ่าข่าโล้มี้ จะมีลายปักประดับชายเสื้อโดยรอบและรอบตะเข็บข้างทั้งซ้ายขวา หรือบางที่ไม่มีปักชาย แต่เปลี่ยนเป็นปักประดับอย่างงดงามที่สาบหน้า

              การแต่งกายแบบ "ผาหมีอ่าข่า" หรือ “อู่เบียะอ่าข่า”

              ผู้หญิงอ่าข่าอู่เบียะ สวมเสื้อซึ่งด้านหลังมักเย็บด้วยแถบผ้าครามเข้มกุ๊นขาวเล็กๆ เรียงซ้อนกัน แต่ละแถบยังปักลายละเอียด เช่นเดียวกับแขนเสื้อ ผ้าผูกเอว และย่าม เสื้อผ้าของอ่าข่ากลุ่มนี้ จะแตกต่างจากอีกสองกลุ่มคือ จะมีตัวเสื้อชั้นในอีกตัวหนึ่ง เป็นผ้าฝ้ายย้อมตกแต่งด้วยกระดุมเงินเหรียญ และแผ่นเงิน

              สำหรับหมวกเครื่องประดับศีรษะ มีรูปร่างคล้ายหมวกเกราะของนักรบโบราณและประดับด้วย กระดุมเงิน เหรียญ ลูกปัด ไม่เว้นช่องว่างเลย ด้านข้างห้อยสายลูกปัดสีแดงร้อยยาวเกือบถึงเอว

              ส่วนผู้ชายสวมเสื้อตัวยาวกว่าอ่าข่ากลุ่มอื่น เย็บด้วยแถบผ้ากุ๊นขาวเรียงซ้อนกัน อาจติดกระดุมหน้าหรืออ้อมไปติดกระดุมข้างซ้าย มักประดับสาบหน้าด้วยเหรียญเงิน หรือสร้อยเงินร้อยลูกกระพรวน กางเกงคล้ายกับกลุ่มอื่น (พิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ มูลนิธิกระจกเงา, มปป., ออนไลน์)

              นอกจากนี้ งานศึกษาของ Jaafar and Walker (1975) ระบุว่า ชาวอ่าข่าสวมเสื้อผ้า ที่ทำด้วยผ้าฝ้ายหรือป่านทอเอง ทอมือและย้อมสีน้ำเงินเข้มหรือดำด้วยสีย้อมที่มาจากพืช ผู้ชายอ่าข่า สวมเสื้อตัวนอกสั้นหลวมๆ และกางเกงหลวมเป้าหย่อน บางครั้งสวมหมวก หรือผ้าโพก ในโอกาสมีงานเทศกาล ผู้ชายจะสวมเสื้อตัวนอกที่มีลายเย็บปักริมขอบที่ประณีตมีสีสันมากขึ้น อาจสวมเครื่องประดับเงินหรือทองเหลืองที่คอและกำไลมือ เด็กชายสวมชุดแบบผู้ใหญ่แต่ตัวเล็กกว่า สวมหมวกผ้าที่มีหลากสีสัน เด็กเล็กไม่สวมกางเกง สำหรับชุดหญิงอ่าข่า จะประณีตมากกว่า สวมเสื้อนอกตัวสั้น และมีแถบรัดหน้าอกเป็นผ้าแถบกว้างสีน้ำเงินเข้ม ผูกไว้ด้านข้างลำตัว กระโปรงสีพื้นน้ำเงินเข้มหรือดำ ด้านหน้าเรียบ ด้านหลังเป็นจีบ ใส่ต่ำกว่าสะดือ ชายกระโปรงมักอยู่เหนือเข่าคล้ายๆ กระโปรงสั้นในชุดสมัยใหม่ ใส่สนับแข้งผ้ายาวจากใต้เข่าถึงข้อเท้า ลักษณะโดดเด่นที่สุดของเครื่องแต่งกายของหญิงอ่าข่าคือ หมวกที่ประดับอย่างประณีตและไม่เคยถอดออก เด็กหญิงสวมหมวกผ้าซึ่งปิดหูทั้งสองข้าง เริ่มแรกหมวกยังไม่มีการประดับ แต่เมื่อเด็กหญิงใกล้ถึงวัยสาว จะแสดงการสร้างสรรค์ของตนด้วยการตกแต่งกระดุมเงินและตุ้มลูกปัดสีและพู่

              หมวกที่มีการประดับมากขึ้นตามวัย เป็นเครื่องหมายของหญิงสาวเต็มวัย สำหรับหมวกของหญิงอ่าข่าส่วนใหญ่ในไทย จะมีทรงกรวยกลม หุ้มด้วยแถวของกระดุมกลม ลูกปัด ไผ่ และตกแต่งด้วยขนลิงย้อมสี ด้านล่างของหมวกเป็นแถบผ้ากว้างที่พันหน้าผากห้อยเหรียญเงินรูปีของอินเดียเป็นแถว นอกเหนือจากผ้าโพกศีรษะแล้ว เครื่องประดับของหญิงสาวยังเปลี่ยนแปลงตามอายุ หญิงสาวที่แต่งงานแล้วใส่เครื่องประดับน้อยกว่าหญิงที่ยังไม่แต่งงาน และหญิงสูงอายุใส่เครื่องประดับน้อยลง (Jaafar and Walker 1975: 170-171)

              การแต่งกายในชีวิตประจำวัน

    การแต่งกายในชีวิตประจำวันของชาวอ่าข่า มีความแตกต่างกันไปตามบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ที่เรียนหนังสือ หรืออาศัยในเขตเมือง ที่มักแต่งตัวตามแฟชั่นสมัยนิยม จะสวมใส่เครื่องแต่งกายที่บ่งบอกอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งของหมู่บ้าน และวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยในเขตชนบทและเขตเมือง ในชุมชนหมู่บ้านอ่าข่าที่ทำการเกษตร ยังพบเห็นการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ทั้งในประเทศจีน พม่า ลาว ไทย เวียดนาม แต่สำหรับชาวอ่าข่าที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในเขตเมือง มักจะสวมใส่เสื้อผ้าทั่วๆไป เนื่องจากความสะดวก และคล่องตัว และเพื่อให้กลมกลืนกับคนอื่นๆในสังคมและชุมชน 

              การประประดิษฐ์เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย

              ในอดีต คนอ่าข่าจะมีการปลูกฝ้ายเพื่อผลิตเส้นฝ้ายที่จะนำมาทำเป็นเสื้อผ้าใส่เอง รวมทั้งมีการประดิษฐ์กี่ทอผ้าเพื่อใช้ในการทอเสื้อผ้า มีการย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น คราม หรือเปลือกไม้อื่นๆ อย่างไรก็ตาม บริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกปัจจุบัน ที่ทำให้เกิดการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่สามารถซื้อหามาสวมใส่ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทำให้มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องการแต่งกายเป็นแบบปัจจุบัน หรือมีการผสมผสานระหว่างเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตามอัตลักษณ์วัฒนธรรม กับเสื้อผ้าตามสมัยนิยม นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำเสื้อผ้า เมื่อมีความจำเป็นลดน้อยลงไป ทำให้มีการผลิตน้อยลง หากยังหลงเหลืออยู่บ้าง ก็เป็นในพื้นที่หมู่บ้านที่ห่างไกลจากตลาดและเขตเมือง เช่น ในหลายเขตในประเทศลาว ที่ยังคงมีการผลิตเสื้อผ้าใช้เอง โดยมีขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่การปลูกฝ้าย ปั่นฝ้าย กรอฝ้าย แยกฝ้ายจากเมล็ดฝ้าย ทอผ้า ย้อมสี จนไปถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ได้ผืนผ้าที่จะนำไปทำเป็นเสื้อ กางเกง หมวก และอื่นๆ ด้วยการปักและประดับตกแต่งตามลายปักที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่ม ดังตัวอย่างในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Laos: The Village Above the Cloud (หมู่บ้านเยี่ยมเมฆในลาว) ที่นำเสนอวิถีชีวิตของคนอ่าข่าในหมู่บ้านในแขวงพงสาลีติดชายแดนจีน ที่ยังคงทำเสื้อผ้าใส่เอง ทำสีย้อมเอง จากส่วนผสมของคราม และปูนขาว (ซึ่งบางครั้งต้องหาซื้อมา) และตอนกลางวันผู้หญิงจะทำงานที่เครื่องแยกฝ้ายจากเมล็ดฝ้าย ก่อนจะปั่น ทอ และย้อมสี หลังจากนั้นต้องตากแดดไว้หนึ่งปีก่อนจะเอามาทำเป็นเสื้อผ้าได้ ในสารคดีชุดนี้ ยังทำให้เห็นถึงการทำงานที่ไม่ปล่อยให้มือว่างของผู้หญิงชาวอ่าข่า ที่ไม่ว่าเด็กหรือสาว เมื่อยามเดินไปไร่ก็ใช้มือปั่นเส้นด้ายไปตลอดทาง (สารคดี Laos: The Village Above the Cloud 2019, ออนไลน์) 

     

    การการทอผ้าดั้งเดิมของชาติพันธุ์อ่าข่า ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2559

    การปักผ้า ภาพโดย Dr. Leo  Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2528

     

  • บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              ที่อยู่อาศัย

              การเลือกพื้นที่ตั้งบ้านเรือน

              การเลือกพื้นที่ตั้งหมู่บ้านและปลูกสร้างบ้านเรือนของชาวอ่าข่าในอดีตนั้น ผู้นำหมู่บ้านหรือ “โจ่วมา” เป็นผู้มีบทบาทสำคัญสูงสุด ที่จะทำหน้าที่ในการเลือกพื้นที่ตั้งหมู่บ้าน โดยการทำพิธีโยนไข่ไก่เสี่ยงทายขอพื้นที่จากผีเจ้าที่ เชื่อว่าหากโยนไข่แตกในพื้นที่ใด ถือว่าเจ้าที่อนุญาตให้ตั้งหมู่บ้านได้ได้ หากโยนไข่ไม่แตกใน 3 ครั้ง แสดงว่าเจ้าที่ไม่อนุญาต ต้องหาพื้นที่จัดตั้งหมู่บ้านใหม่ ซึ่งสะท้อนความเชื่อของคนอ่าข่าว่า สรรพสิ่งทุกสิ่งมีผู้ดูแลรักษาอยู่ การเข้าไปใช้พื้นที่ ต้องขออนุญาต โดยพวกเขาจะไม่ทำกระทำการใด ๆ ที่ถือว่าเป็นการล่วงเกิน หรือหากเกิดขึ้น ต้องทำพิธีเพื่อขอขมา เพื่อไม่ให้ผู้ดูแล เกิดความไม่พอใจ

              อุไรวรรณ แสงศร (2526) อดีตนักวิจัยประจำศูนย์ชาวเขา (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันวิจัยชาวเขา) ซึ่งทำการศึกษาวิถีชีวิต สังคม วัฒนธรรมของชาวอ่าข่าในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ในช่วงตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านอ่าข่า ดังนี้

              ในอดีต การเลือกพื้นที่ภูเขาเป็นที่ตั้งหมู่บ้าน จะเลือกภูเขาลูกที่อยู่กลาง ๆ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผลผลิตดี อยู่เย็นเป็นสุข โดยหมอผีจะทำพิธีเสี่ยงทายดูกระดูกขาไก่ ถ้ามีรูจะดี ถ้าไม่มีรู เชื่อว่าผีไม่อนุญาตให้ตั้งหมู่บ้าน ต้องหาที่อื่น การเลือกที่ตั้งหมู่บ้าน หัวหน้าพิธีกรรมของหมู่บ้าน (เหยื่อมะ หรือ เจ้าฮีต) ช่างตีเหล็กและผู้อาวุโส จะช่วยกันเลือกสถานที่ จากนั้นจะทำการเสี่ยงทาย โดยใช้ไข่ไก่สามฟองโยนทีละฟอง ถ้าไข่ใบแรกที่โยนลงพื้นแตกถือว่าดี ถ้าไม่แตกจะโยนใบที่สอง ถ้ายังไม่แตกอีกต้องโยนใบที่สาม ถ้าไข่ไม่แตกเลยทั้งสามใบจะตั้งหมู่บ้านบริเวณนั้นไม่ได้ (อุไรวรรณ แสงศร 2526 หน้า 5)

              การเลือกที่ตั้งบ้านจะให้หัวหน้าพิธีกรรมเลือกก่อน และชาวบ้านช่วยกันสร้าง เริ่มด้วยพิธียกเสาเอกซึ่งหัวหน้าครัวเรือนหรือบุตรชายคนโตเป็นคนทำพิธี โดยใช้ข้าวสาร น้ำ เกลือ แร่เงินและไข่ไก่ 1 ฟอง ใส่ในหลุม เอาหิ้งผีบรรพบุรุษ หรือ อะพีเปาะเลาะ ผูกติดกับเสาเอก แล้วเซ่นด้วย สุนัข หมูหรือไก่ อย่างละตัว สุราและข้าวเล็กน้อย นำไปปรุงอาหารเลี้ยงชาวบ้านที่มาช่วยงาน จากนั้นชาวบ้านจึงเลือกที่ปลูกสร้างบ้านตามความพอใจ ส่วนมากไม่ชอบให้จอมปลวกอยู่หน้าบ้านเชื่อว่าไม่ดี หรือบางคนถือว่าหากไม่อยู่ในที่สร้างบ้านก็ไม่เป็นไร ก่อนจะปลูกบ้านต้องทำพิธีขอพื้นที่จากผีเจ้าที่ โดยขุดหลุมวางข้าวสารไว้ 3 เมล็ด พร้อมกับทำการอธิษฐานเสี่ยงทาย ทิ้งไว้ 1 คืน หากเมล็ดข้าวไม่เคลื่อนที่ ยังอยู่เหมือนเดิมถือว่าสร้างได้แต่ถ้ามีการเคลื่อนย้ายก็ต้องหาที่ใหม่ (อุไรวรรณ แสงศร 2526 หน้า 19-20)

              สำหรับการขึ้นบ้านใหม่ "หยื่อมะ" จะหาฤกษ์ดีในการขึ้นบ้านใหม่หรือทำบุญ อาจจะหลังจากสร้างบ้านเสร็จ 10-15 วัน "หยื่อมะ" จะทำพิธีเลี้ยงผีภายในบ้าน โดยมีเครื่องเซ่น คือ สุราหนึ่งขวด ข้าวเปลือกและข้าวสารอย่างละ 1 กำใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่และน้ำหนึ่งกระบอก ไปเลี้ยงผีที่ธรณีประตู แล้วหัวหน้าครอบครัวจะทำพิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษด้วยไก่ หมูและสุรา จากนั้นจะเชิญผู้อาวุโสและญาติพี่น้องจากหมู่บ้านอื่นมาร่วมทานอาหารเย็นด้วย (อุไรวรรณ แสงศร 2526 หน้า 20)

              งานวิจัยของอุไรวรรณ (2526 หน้า 20 และ Kickert 1969: 35) ยังให้ข้อมูลด้วยว่า ชาวอ่าข่านิยมปลูกบ้านเป็นแนวตามสันเขา อาจมีสองแถว หรือหลาย ๆ แถว ขึ้นกับขนาดของหมู่บ้าน โดยปลูกหันหน้าไปทางทิศเดียวกัน ตัวบ้านยกพื้นสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร บางแห่งลาดชันมากก็จะยกพื้นบ้านขึ้นครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งใช้พื้นดินเป็นพื้นบ้าน ด้านหนึ่งใช้ผนังภูเขาเป็นฝาบ้าน ภายในมี 2 ห้องนอน มีเตาไฟอยู่ห้องละ 1 เตา ส่วนมากสร้างด้วยไม้ไผ่ ต้นเสาทำจากไม้เนื้อแข็ง ฝาและพื้นทำด้วยไม้ไผ่สับเป็นฟาก หลังคาคลุมด้วยหญ้าคาคลุมยาวเกือบถึงพื้นเพื่อกันลม มีบันไดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขั้นบันไดจะเป็นเลขคี่เสมอ ประมาณ 3-5 ขั้น ระเบียงหน้าบ้านใช้รับแขกและนั่งเล่น ผู้ชายจะจัดหาไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็งและวัสดุต่าง ๆ ในการสร้างบ้านส่วนผู้หญิงจะหาหญ้าคา เอามาตากแห้งและไพคาให้เป็นตับไว้มุงหลังคา

              วิไลลักษณ์ เยอะเบาะ (มปป. ออนไลน์) อธิบายว่า ลักษณะบ้าน หรือ “ยุ้ม” ของชาวอ่าข่ามีสร้าง 2 ลักษณะ คือ 1) บ้านคร่อมติดกับพื้นเรียกว่า “ยุ้มเอาะ” ภายในบ้านบริเวณส่วนใหญ่ที่ใช้ประโยชน์จะเป็นพื้นดิน ส่วนพื้นที่สำหรับนอนจะเป็นชานยกสูงขึ้นมาปูด้วยไม้หรือไม้ไผ่ และ 2) บ้านยกสูงขึ้นจากพื้นทั้งหลังเรียกว่า “ยุ้มโก้” บ้านทั้งสองลักษณะนี้มีหลังคาของบ้านเป็นทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องดินเผาหรือหญ้าคลุมยาวเกือบถึงพื้นดิน จั่วบ้านถูกประดับด้วยไม้แกะสลักเป็นรูปปีกนกห้อยไว้ทั้งสองด้านมีประตูบ้าน 2 ด้าน และมีชานบ้านหรือระเบียงไว้ด้านหน้าของตัวบ้านเพื่อเป็นพื้นที่ในการใช้งานเอนกประสงค์ต่าง ๆ เช่นตากอาหาร ตากเสื้อผ้า นั่งเล่น หรือเป็นที่นั่งคุยกันของหนุ่มสาว

     

    พิธีเลือกพื้นที่สร้างบ้านอ่าข่า

    ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau  ราวปี พ.ศ. 2529 

    บ้านชาติพันธุ์อ่าข่า ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2529

     

              แบบแผนการสร้างบ้านเรือน ลักษณะบ้านเรือน สถาปัตยกรรม

              บ้านชาวอ่าข่านั้นจะมีโครงสร้างและการจัดวางพื้นที่ภายในบ้านเป็นอัตลักษณ์ลักษณะเฉพาะที่ต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ โดยเฉพาะการแบ่งแยกออกเป็นห้องฝั่งชาย และห้องฝั่งหญิง ซึ่งเรื่องนี้ มีตำนานเล่าว่า เทพเจ้าผู้สร้าง หรือ “อ่าโผ่ว หมี่แยะ” ถามกับผู้ชายอ่าข่าว่าอยากแต่งงานหรือไม่ ซึ่งเขาตอบว่า อยากแต่ง ต้องทำอย่างไรหรือ จากนั้นเทพเจ้าบอกให้เขาเดินทางเข้าไปในป่า จนเจอเถาวัลย์ใหญ่ เขาจึงร้องเรียกสามครั้ง ปรากฏร่างของผู้หญิงครึ่งเสือครึ่งผีโผล่ออกมาจากป่า ไม่สวมหมวก ไม่สวมเสื้อผ้า ร่างกายเต็มไปด้วยขน มีเขี้ยวยาวและเล็บมือแหลมคมเหมือนเคียว เล็บเท้าใหญ่เหมือนจอบ เดินส่งเสียงดังสนั่นมาตามทางเดิน ชายหนุ่มอ่าข่าจึงได้ตัดเอาด้านล่างของกระสอบข้าวทำกระโปรงให้กับว่าที่เจ้าสาวของเขา และเอาถุงย่ามสวมคลุมศีรษะเธอไว้ จากนั้นทั้งคู่กลับไปยังหมู่บ้าน หลังพิธีแต่งงานเมียผีก็ฆ่าและกินสามีคนแรกของเธอ แต่หลังจากนั้น เธอต้องการแต่งงานกับผู้ชายคนอื่นในหมู่บ้าน ซึ่งเขาปฎิเสธโดยบอกว่า ฉันไม่กล้าแต่งงานกับเธอหรอก เพราะเธอกินคน ผู้หญิงผีจึงบอกว่า ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันจะไม่กินเธอ จากนั้นก็บอกให้ว่าที่สามีคนที่สองถอดเขี้ยวตัดเล็บที่แหลมคมของเธอออก พร้อมกับบอกว่าพวกเขาทั้งคู่สามารถแต่งงานอยู่กินกันได้โดยที่เธอจะไม่กัดกินเขาจนตาย ถ้าหากเขาจะสร้างพื้นที่ผนังกั้นภายในบ้านที่แยกส่วนที่อยู่ออกจากส่วนของเขา ซึ่งชายหนุ่มก็ทำตามที่เธอบอก ทำให้บ้านคนอ่าข่าแบบเดิมมีการกั้นแยกพื้นที่เป็นฝั่งผู้ชายและฝั่งผู้หญิง (Kammerer 1986: 32-33)

              บ้านของคนอ่าข่านั้น ด้านหน้าบ้านมักจะหันไปทางทิศตะวันออกหรือหันหน้าเข้าหาถนนที่ใช้สัญจรผ่านบ้าน (ห้องทางฝั่งของผู้ชาย) ผังบ้านของชาวอ่าข่ามีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีบันไดขึ้นลงหน้าบ้าน จะมีชานยื่นออกมาหน้าบ้านอ่าข่าเรียกว่า “กื้อกา” พื้นที่ชานหน้าบ้านใช้สำหรับตากผลผลิตจากไร่ เช่น ข้าว ถั่ว หรือ ผ้าห่ม หมอน เป็นต้น ถัดเข้ามาเป็นชานหน้าบ้านอยู่ในร่มของหลังคาบ้านเรียกว่า “กื้อกากายา” ยกพื้นสูงขึ้นกว่าชานหน้าบ้านเล็กน้อยใช้เป็นที่พักผ่อน นั่งเย็บปักถักร้อย ต่อมาจะเป็นประตูหน้าบ้านเรียกว่า “ลาโอะ” ประตูที่อยู่ทางห้องฝ่ายผู้ชาย ภายในบ้านของชาวอ่าข่าจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ห้องนอนฝ่ายผู้ชายเรียกว่า “บ่อเลาะ” ส่วนมากจะหันหน้าไปทางถนนที่ผู้คนใช้สัญจรผ่านไปมา ห้องฝ่ายผู้ชายจะเป็นบริเวณที่ใช้รับแขก มีเตาไฟ เหนือเตาไฟจะมีหิ้งสำหรับเก็บเครื่องใช้ต่าง ๆ เหนือขึ้นไปจากหิ้งจะมีชั้นสำหรับเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องจักสาน เพื่อให้ควันไฟจากการทำอาหารรมกันแมลงมากินเครื่องจักสานต่าง ๆ ส่วนพื้นที่นอนจะยกพื้นสูงเล็กน้อยเรียกว่า “ห่อตะ” (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ มปป., ออนไลน์) ข้อมูลเพิ่มเติมในงานของ Jaafar and Walker (1975: 171-173) ระบุว่าห้องส่วนของผู้ชายจะติดกับเฉลียง แท่นบูชาบรรพชนอยู่ติดผนังด้านของผู้หญิง บางบ้านจะมีเตาไฟตั้งอยู่ทั้งด้านของผู้ชายและผู้หญิง ส่วนบางบ้านอาจมีเตาไฟเตาเดียวตั้งอยู่ตรงกลาง ระหว่างส่วนของผู้ชายและผู้หญิง ทั้งนี้เตาฝั่งผู้ชายจะใช้ต้มชา และเตาไฟฝั่งผู้หญิงใช้หุงข้าว หรือต้มอาหารสำหรับหมู ม้านั่งและโต๊ะกินข้าวจะทำด้วยหวายและไม้ไผ่ นอกจากนี้ ครัวเรือนส่วนใหญ่มีอุปกรณ์ทอผ้า เครื่องปั่นด้าย เครื่องทอ และเครื่องแยกเมล็ดฝ้าย (cotton seeders) มีการล้อมรั้วบริเวณบ้าน ในเขตบ้านยังมียุ้งข้าวไว้เก็บข้าวและข้าวโพด

              ผู้ที่อาวุโสที่สุดของบ้าน (ผู้ชาย) จะนอนเหนือเตาไฟ คือนอนติดผนังกั้นที่แบ่งเขตระหว่างห้องของผู้ชายและผู้หญิง ผนังกั้นระหว่างห้องอาจจะมีชั้นวางของ ถัดจากผนังกั้นจะเป็นส่วนของฝ่ายผู้หญิง ซึ่งมีเตาไฟที่ใช้สำหรับการประกอบอาหาร และเหนือเตาไฟจะมีหิ้งสำหรับเก็บถนอมอาหาร และเก็บเมล็ดพันธุ์พืชต่าง ๆ ที่นอนของผู้หญิงที่อาวุโสที่สุดอยู่บริเวณเหนือเตาไฟ เหนือหัวนอนผู้อาวุโสผู้หญิงจะมีหิ้งบรรพบุรุษอ่าข่าเรียกว่า “อ่าโผ่ว เปาะเลาะ” (Aqpoeq Pawvqlawvq) พื้นที่นอนจะยกพื้นสูงเช่นเดียวกับทางฝ่ายผู้ชาย ด้านล่างจะมีชั้นสำหรับวางข้าวของ เช่น ถ้วย ชาม หม้อ และเครื่องครัวต่าง ๆ

              ประตูหลังบ้านมักเป็นที่ผู้หญิงใช้สัญจรเข้าออกบ้าน (ชาวอ่าข่าผู้หญิงจะนิยมใช้ประตูหลังบ้านมากกว่าประตูหน้าบ้านแต่อาจใช้ประตูหน้าบ้านเมื่อยามจำเป็น) ถัดมาเป็นชานหลังบ้านที่ไว้เก็บข้าวของเครื่องใช้และอาหารสัตว์เลี้ยงของครอบครัว และมีบันไดหลังบ้าน ส่วนใต้ถุนหลังบ้านจะมีครกสำหรับตำข้าวชาวอ่าข่าเรียกว่า “ค่อล่อ” หรือ “ดาเกอเลอ”

              บ้านของชาวอ่าข่ามีอายุการใช้งานประมาณ 4-5 ปี และจะมีการซ่อมแซมปีละครั้งในช่วงเดือน มีนาคมถึงเมษายน (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ มปป., ออนไลน์)

              บริเวณหน้าบ้านของชาวอ่าข่าจะมียุ้งข้าว ชาวอ่าข่าเรียกว่า “ฉจิ” ใช้สำหรับเก็บผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด ข้าว ถั่วต่าง ๆ ขนาดของยุ้งข้าวขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละครัวเรือน ลักษณะเรือนยุ้งข้าวนั้นสร้างยกใต้ถุงสูง มีบันไดขึ้นลงกลางเรือน มีไม้กาแลรูปตัววีประดับเหนือยุ้งข้าวที่เชื่อกันว่ามีความสำคัญสำหรับการประกอบพิธีเลี้ยงผียุ้ง เชื่อว่าหากไม่มีกาแล จะไม่สามารถนำผลผลิตมาเก็บในยุ้งได้ หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ต้องทำพิธีเลี้ยงผียุ้งทุกครั้งก่อนที่จะนำข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วมาเก็บในยุ้ง เพื่อบอกกล่าวให้ผียุ้งข้าวช่วยรักษาข้าวในยุ้งข้าว พิธีเลี้ยงผียุ้งข้าวจะทำอีกครั้ง ก่อนที่จะนำข้าวออกมากิน โดยแต่ละครัวเรือนเลือกวันฤกษ์งามยามดีของครอบครัวของตนเองในการทำพิธีเลี้ยงผียุ้งข้าว

              นอกจากยุ้งข้าวแล้ว ทุกบ้านจะมีศาลขวัญข้าว เรียกว่า “ฉิจิฉิยา” อยู่หน้าบ้าน เมื่อมีการย้ายหมู่บ้านและมีการสร้างบ้านใหม่ เจ้าของบ้านจะต้องสร้างศาลขวัญข้าวด้วยไม้ ไม้ไผ่ และหญ้าคา ลักษณะเป็นเพิงเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนเสาไม้ 4 เสา มีกระบุงสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะใช้ในการทำพิธีช่วงฤดูปลูกข้าว ทุกปีจะมีการทำพิธีเซ่นไหว้ผีพันธุ์ข้าวด้วยไก่ 1 ตัว ที่ศาลขวัญข้าว และหลังเก็บเกี่ยวข้าวไร่จะทำการซ่อมแซมศาลขวัญข้าวและนำเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่มาเก็บไว้ มีข้อห้ามในเวลาปกติทั่วไป ห้ามจับต้องหรือทำให้ศาลขวัญข้าวเสียหายเด็ดขาด หากกระทำผิดจะถูกปรับเช่นเดียวกับการละเมิดต่อประตูหมู่บ้านของชาวอ่าข่า

              เห็นได้ว่า ลักษณะบ้าน องค์ประกอบ และการจัดแยกพื้นที่ใช้สอยทั้งทางโลกและทางจิตวิญญาณสะท้อนให้เห็นถึงระบบของครอบครัว ชุมชน สังคม อ่าข่า รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ในชุมชน และคนนอกครอบครัว และนอกชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงและคนต่างรุ่นวัย การจัดวางพื้นที่ภายในบ้านของชาวอ่าข่าสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว สามี ภรรยา ลูก ผู้อาวุโส ตลอดจนบทบาทหญิงชาย และความสัมพันธ์กับคนภายนอก นอกจากนี้ บ้านยังเป็นหน่วยการผลิตที่มีเครื่องไม้เครื่องมือ มียุ้งข้าว คอกสัตว์ที่เป็นพื้นที่เฉพาะของครอบครัว ที่คนภายนอกต้องให้ความเคารพ

              การแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง เห็นได้จากการแบ่งพื้นที่บ้านเป็น 2 ส่วนที่เท่ากัน คือส่วนของผู้ชายและผู้หญิง ในขณะที่ใช้พื้นที่ส่วนของผู้ชายใช้สำหรับรับแขก ส่วนของผู้หญิงจะเป็นพื้นที่ประกอบอาหาร และเป็นที่เก็บหิ้งและอุปกรณ์บูชาบรรพบุรุษ เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างโลกของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว กับลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ ผ่านพิธีกรรมบูชา ซึ่งเชื่อมถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ทั้งสัตว์เลี้ยงในบ้าน และสัตว์ป่า ดังจะเห็นว่า สัตว์เลี้ยงเช่น หมู ไก่ วัว ควาย แพะ แกะ ม้า สุนัข นั้น สามารถนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ผี เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้ ทั้งนี้การฆ่าสัตว์เลี้ยงเพื่อประกอบพื้นที่จะกระทำในพื้นที่บ้านฝั่งของผู้ชาย ส่วนการชำแหละและปรุงอาหาร จะทำในห้องครัวฝั่งผู้หญิง ส่วนสัตว์ป่าทุกชนิดไม่สามารถนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมใด ๆ ได้ การล่าสัตว์ป่าเป็นหน้าที่ผู้ชาย ซึ่งจะนำสัตว์ที่ล่าได้เข้าทางเข้าหน้าบ้าน และผู้หญิงจะนำไปปรุงอาหาร    

             บ้านชาวอ่าข่าในประเทศไทยในปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนสร้างบ้านเรือนตามความนิยมในชุมชน ท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่ตั้งอยู่ในชุมชนที่อยู่ใกล้เขตเมือง และการคมนาคมสัญจรมีความสะดวกบ้านชาวอ่าข่าในภาคเหนือปัจจุบัน จึงนิยมสร้างบ้านที่มีลักษณะเหมือนบ้านคนพื้นราบ มีรูปแบบที่ดูว่าทันสมัยและใช้อุปกรณ์ที่มีความแข็งแรง ทนทานมากขึ้นกว่าในอดีต เช่น การใช้หลังคากระเบื้อง หรือสังกะสี ตัวบ้านใช้ไม้เนื้อแข็ง หรือก่ออิฐ ฉาบปูน

              วิไลลักษณ์ เยอเบาะ (มปป. ออนไลน์) อธิบายว่า ในหมู่บ้านชาวอ่าข่า มีองค์ประกอบต่าง ๆ ในโครงสร้างทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของชุมชน ที่มีความสำคัญ ประกอบด้วย

              1.“ล้องข่อง” (Lanrkanq) หรือประตูหมู่บ้านซึ่งจะสร้างไว้ก่อนเข้าหมู่บ้าน และท้ายหมู่บ้าน ชาวอ่าข่าเชื่อว่าประตูหมู่บ้านจะปกป้องให้สมาชิกในชุมชนแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง

              2.“หล่ะเฉ่อ” (lavqceq) หรือเสาชิงช้าเป็นสัญลักษณ์ของประเพณี“แยะ ขู่ อ่าโผ่ว” (Yaerkuq Aqpoeq) หรือที่รู้จักกันในภาษาไทยว่า ประเพณีโล้ชิงช้าพิธีนี้ทำในวัน(ที่ชาวอ่าข่าเรียกว่าวันควาย)ที่ 9 หลังจากพิธีปลูกข้าวครั้งแรก เพื่อเป็นการฉลองและระลึกถึงและยกย่องวีรบุรุษอ่าข่าคือแยะขู่ Yaerkuq (แยะขู่) ซึ่งเป็นบุตรชายของบรรพบุรุษผู้สร้าง หรือ อ่าโผ่วหมี่แยะ (Aqpoeq Miqyaer) ผู้ยอมสละชีวิตเพื่อชาวอ่าข่าในอดีตเพื่อต่อสู้กับแมลงศัตรูพืช ในพิธีนี้มีการสร้างและโล้ชิงช้าขนาดใหญ่เรียกว่าหล่ะเฉ่อ(Lavqceq) เพื่อเป็นการฉลองชัยชนะของชาวอ่าข่าที่มีต่อแมลงศัตรูพืช พิธีจัดขึ้นหลังจากการถางหญ้าในไร่นาเสร็จสิ้นลง

              3.“แด ข่อง” (daekhanq) หรือลานวัฒนธรรม เป็นสถานที่ที่หนุ่มสาวชาวอ่าข่าจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาความรู้ท้องถิ่นและประเพณีวัฒนธรรม รวมทั้งแสวงหาความบันเทิงและมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกันกับหนุ่มสาวจากต่างหมู่บ้าน โดยผ่านทางการขับร้องและเต้นรำในตอนกลางคืน ดังนั้นลาน วัฒนธรรมแห่งนี้ จึงควรได้รับการเข้าใจอย่างถูกต้องว่าเป็นทั้งโรงเรียนแบบดั้งเดิมและสถานที่สันทนาการในสังคมอ่าข่า ไม่ใช่ลานเกี้ยวพาราสีอย่างที่คนนอกมักเข้าใจผิด

              4.“อื้อเซาะล้อเขาะ” (Eerxawr Lawrkhawvq) หรือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในการประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อของชาวอ่าข่าจะต้องใช้น้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นในการประกอบพิธีกรรม ผู้ที่ทำหน้าที่ในการตักน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ในวันที่ทำพิธีกรรม ผู้หญิงแต่ละบ้านจะตื่นแต่เช้า แต่งกายด้วยชุดอ่าข่าและเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับไปตักน้ำที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน เมื่อไปถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่มาถึงก่อนจะเป็นผู้ที่ได้ตักน้ำก่อน แต่ก่อนที่จะตักน้ำใส่กระบอก จะต้องตักน้ำมาล้างหน้า มือ และขา ก่อน และในขณะที่ตักน้ำ ต้องสำรวมกิริยาและอยู่ในความสงบ ไม่หยอกล้อ หรือส่งเสียงดัง ไม่พูดหยาบคายหรือถ่มน้ำลาย และไม่ใช้ของมีคมฟันต้นไม้ใบหญ้าบริเวณบ่อน้ำ

              5.“หละฉิชุ้ม” (Lavqcivq Tsmr) หรือสถานที่ตีเหล็กของหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านจะช่วยกันสร้างไว้อย่างคงทน ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกคนในหมู่บ้านต้องช่วยกันดูแลรักษาเป็นอย่างดี บุคคลภายนอก หรือคนในชุมชนไม่ควรทำการใดที่เป็นการลบหลู่

              6.“มี้ ซ้อง ล้อ ดู่”( Mirsanr Lawrduq) (หิ้งบูชาแม่พระธรณี) ชาวบ้านจะสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างหมู่บ้านเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธ์ปกปักรักษาและคุ้มครองหมู่บ้านจากภัยอันตรายและสิ่งไม่ดี ทั้งปวง ห้ามใช้มีดหรือของ มีคมไปฟันสถานที่ดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าที่ ซึ่งอาจทำอันตรายกับคนในชุมชนได้ และหากผู้ใดทำผิดต้องเอาหมูและเหล้าไปขอขมา

              7.หล่อบุ่ม” (Lmqbymr) (สุสาน) จะถูกกำหนดไว้ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน หรือที่คนอ่าข่า เรียกว่า “กา แห่” ซึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก ชาวอ่าข่าถือว่าสุสาน เป็นศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ถ้าไม่มีกิจธุระจำเป็น ห้ามบุคคลทั้งภายในและภายนอกชุมชนหาของป่าบริเวณใกล้กับสุสาน หรือเข้าไปกระทำการลบหลู่ภายใน สุสานเด็ดขาด (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ มปป. ออนไลน์)

     

    “ฉจิ” หรือยุ้งฉานเก็บผลผลิตทางการเกษตร

    ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2529

          

    การประกอบพิธีกรรมประจำปีที่ศาลขวัญข้าวของชาวอ่าข่า

    ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2558

  • อาหารของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              อาหาร 

              แหล่งอาหารหลักของชาวอ่าข่าในอดีตที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ป่าคือแหล่งอาหารที่หลากหลาย ทั้งพืชผักต่างๆ เช่น หน่อไม้ หยวกกล้วยป่า ผักกูด ผักหนาม เห็ดต่างๆ แมลงที่กินได้ รวมทั้งสัตว์ป่าน้อยใหญ่ นก หนู กระรอก อีเก้ง เลียงผา หมูป่า เสือ แมวป่า ฯลฯ ส่วนสัตว์เลี้ยงในบ้านที่มักเลี้ยงไว้เพื่อเซ่นไหว้ประกอบพิธีกรรม เช่น ไก่ หมู สุนัข ควาย จะนำมากินเป็นอาหาร ภายหลังจากที่ประกอบพิธีกรรมเสร็จแล้ว เช่น การฆ่าหมู ไก่ และสุนัข หรือเมื่อมีงานสำคัญ หรือเป็นการเลี้ยงต้อนรับแขกพิเศษ สำหรับชาวอ่าข่าแล้ว อาหารหลักคือ ข้าว ผักและเนื้อ ชาวอ่าข่าปลูกข้าวไร่เพื่อบริโภค ข้าวเป็นข้าวเจ้า เมล็ดสั้นป้อม สีขุ่นลายแดงด่าง มียางเหนียวเล็กน้อยเมื่อหุงสุก ส่วนข้าวเหนียวนั้น ไม่นิยมบริโภคแต่ปลูกไว้เพื่อการทำข้าวปุก ซึ่งเป็นข้าวเหนียวตำผสมกับงา เพื่อเป็นอาหารพิเศษที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม ส่วนกับข้าวหลักคือผักและเนื้อ เป็นผักที่เก็บจากป่าหรือบางครั้งปลูกเองในไร่ข้าว เช่น ผักกาดไร่ แตงกวา ฟักทอง ฟักเขียว มะเขือ หน่อไม้ ผักกูด ผักหนาม ชะอม ผักกาด ผักกวางตุ้ง กระเทียม ฯลฯ ผักที่ชาวอ่าข่านิยมปลูกได้แก่ หอมชู ผักกาดดอย ผักชีฝรั่ง ยี่หร่า ตะไคร้ ขิง ผักกาด กระเทียม ฟักเขียว ฟักทอง แตง งา ถั่วเหลือง ถั่วลิสง กล้วย มันเทศ เผือก เป็นต้น ชาวอ่าข่าจะบริโภคอาหารตามฤดูกาลที่พืชผักให้ผลผลิต ซึ่งการประกอบอาหารในอดีตนั้น มักใช้วิธีการที่ไม่ใช้น้ำมัน เพราะเป็นของหายากและมีราคาแพง ชาวอ่าข่าจะปรุงอาหารด้วยการหมก หรือต้มมากกว่าผัด และใช้เกลือ และพริก ในการปรุงรส (ก่อนที่จะมีการใช้ชูรสมากขึ้นในระยะหลัง)

              ชาวอ่าข่ามีวิธีการถนอมอาหาร 3 วิธี คือ การดอง หมักและรมควัน ผักที่นิยมนำมาดอง คือผักกาดเขียวไร่ ผักกุ่ม ผักหนาม และหน่อไม้ วิธีการดอง คือดองด้วยเกลือ (บางครั้งใส่พริกและข้าวสารลงไปเล็กน้อยด้วย) ในภาชนะกระบอกไม้ไผ่ และใช้ใบกล้วยป่าจุกปิดไว้ หรือดองในโอ่งกระเบื้องเคลือบขนาดกลาง ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 วัน สามารถรับประทานได้ และเก็บไว้ได้นานหลายเดือน นอกจากนี้ ชาวอ่าข่ารู้จักการนำถั่วเหลืองต้มสุกมาหมักกับเกลือคล้ายเต้าเจี้ยว ก่อนนำมาสับให้ละเอียดปรุงรสด้วย ขิง พริก เกลือ (หรือชูรส) ทำเป็นแผ่นๆ ขนาดเท่าฝ่ามือแล้วผึ่งแดดให้แห้งเรียกว่า "ถั่วเน่าแผ่น" เก็บไว้สำหรับปรุงอาหารหรือตำเป็นน้ำพริกสำหรับจิ้มผัก สำหรับการรมควันเพื่อถนอมอาหารนั้น ชาวอ่าข่าจะเอาเนื้อหรือปลาแขวนหรือวางไว้บนหิ้งเหนือเตาไฟ เพื่อให้ได้รับความร้อนและควันไฟ ซึ่งจะรมเนื้อและปลาให้แห้งและเก็บไว้ได้นาน

              อาหารเฉพาะกลุ่ม

              ข้อมูลจากหนังสือบรรณนิทัศน์ 5 สภาพของชาวเขาในประเทศไทย (2526) กล่าวถึงอาหารเฉพาะกลุ่มของชาวอ่าข่าดังนี้

                        1.อาหารสำหรับผู้ป่วย ผู้ป่วยชาวอ่าข่าสามารถกินอาหารได้ทุกอย่าง ยกเว้นอาหารที่เห็นว่าจะทำให้เกิดอาการแสลงและรักษายาก เช่น ส้มทุกชนิด ผักดอง และเนื้อสัตว์ที่มีขนสีขาว เช่น ไก่ เชื่อกันว่าอาหารประเภทหลังนี้ ผีไม่ชอบและทำให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นรักษายาก

                        2.อาหารของหญิงมีครรภ์ หญิงมีครรภจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษด้านอาหาร เช่น ไม่กินเนื้อกระรอกสีดำ เลียงผา ปลาไหล หมีและลิง เชื่อกันว่าจะทำให้คลอดยาก ห้ามกินเนื้อสัตว์พิการหรือสัตว์ที่คลอดลูกผิดธรรมชาติ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ลูกในครรภ์พิการ หรือเป็นฝาแฝด ซึ่งชาวอ่าข่าถือว่าเป็นสิ่งอัปมงคลอย่างยิ่ง และห้ามนำอาหารออกไปกินนอกบ้าน นอกจากอาหารดังกล่าวแล้ว หญิงมีครรภ์ชาวอ่าข่ากินอาหารได้ทุกประเภท

                        3.อาหารสำหรับแม่หลังคลอดบุตร เน้นอาหารที่สดและสุกใหม่ๆ ไม่นิยมรับประทานอาหารที่เหลือจากมื้ออื่นๆ จะเป็นอาหารประเภทต้มเป็นหลัก เช่น เนื้อหมูแดงไม่ติดมันต้ม ไก่ต้ม ปรุงรสโดยเกลือเล็กน้อย ผู้หญิงหลังคลอดจะไม่กินอาหารที่ปรุงโดยการทอด ผัด ปิ้งย่าง เผา เนื่องจากต้องให้นมบุตรและเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับแม่และเด็ก

                        4.อาหารของเด็ก อาหารหลักของเด็กชาวอ่าข่านับแต่เริ่มคลอด คือ “นมแม่” เด็กจะดูดนมแม่ไปเรื่อยๆ จนแม่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ซึ่งปกติแล้วเมื่อถึงเวลานั้น เด็กก็จะมีอายุประมาณ 2 ปี สำหรับอาหารเสริมคือข้าวสุกบดกับเกลือให้ละเอียด จะเริ่มให้เมื่อเด็กมีอายุประมาณ 4-6 เดือน หลังจากเด็กหย่านมแล้วก็จะกินอาหาร เช่นเดียวกับผู้ใหญ่เว้นแต่อาหารที่มีรสจัดเท่านั้น

                        5.อาหารของคนชรา ไม่มีข้อจำกัดพิเศษเกี่ยวกับอาหารของคนชราแต่อย่างใด คนชราชาวอ่าข่าบริโภคสามารถบริโภคอาหารเช่นเดียวกับบุคคลอื่นทั่วไป

              อาหารชาติพันธุ์อ่าข่าในปัจจุบัน

              ชุมชนอ่าข่าที่อยู่บนพื้นที่สูงยังคงมีการหาอาหาร และการปรุงอาหารในแบบวิถีดั้งเดิมอยู่ แต่มีการปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรสต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ผงชูรส น้ำตาล น้ำปลาซอสปรุงรส แต่สำหรับชาวอ่าข่าที่อาศัยใช้ชีวิตและทำงานในเขตเมือง มีโอกาสเข้าถึงแหล่งอาหารที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารและบริโภคอาหารไปมาก นอกจากนี้ ความสะดวกสบายของการเข้าถึงแหล่งอาหาร ที่มีราคาถูก ทำให้มีทางเลือกในการประกอบอาหารมากขึ้น โดยมีการซื้ออาหารจากแหล่งภายนอก แทนการประกอบอาหารด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ตัวแทนชาวอ่าข่าเช่น นายปอทู่ ปอแฉ่ แสดงความกังวลต่อผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดขึ้นเมื่อคนอ่าข่าต้องพึ่งพิงแหล่งอาหารจากภายนอก เขาเห็นว่า รูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยมากขึ้น เมื่อก่อนคนอ่าข่าไม่รู้จักตลาด ไม่รู้จักร้านสะดวกซื้อ อาหารที่บริโภคจะได้มาจากในป่าในธรรมชาติ แต่ปัจจุบันชาวบ้านต้องใช้เงินเพื่อซื้อหาอาหาร และในทุกชุมชนจะมีรถจำหน่ายอาหารที่บรรจุในถุงพลาสติกไปเร่ขายถึงหน้าบ้าน เมื่อไม่ต้องทำอาหารกินเอง ทำให้ไม่ต้องเข้าไปหาพืชผัก สมุนไพรในป่า เรื่องนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือ ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารอีกด้วย เมื่อพิจารณาร่วมกับปัญหาอื่นๆ เช่น ขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้น การสูญหายไปของเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ข้าวไม่พอกิน ที่ดินเสื่อมเพราะใช้สารเคมี และค่าใช้จ่ายที่สูงเพิ่มขึ้น (นายอาทู่ ปอแฉ่ สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 ม.ค. 2563)

  • ประเพณีและเทศกาลสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              คนอ่าข่าดั้งเดิมที่ยังไม่ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาหลัก ต้องปฏิบัติตามประเพณีอย่างเคร่งครัด สิ่งที่คนอ่าข่าดั้งเดิมยึดถือเสมือนเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตในทุกด้าน คือ Aqkaq Zanr ซึ่งมีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลาย บ้างก็ว่าเป็นศาสนาของคนอ่าข่า หรือไม่ก็เป็นวิถีชีวิต แต่ไม่ว่าจะให้ความหมายอย่างไรก็ตาม สำหรับคนอ่าข่าที่ยังยึดถือ Aqkaq Zanr อยู่ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด และประเพณี พิธีกรรมต่างๆ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในสังคม เศรษฐกิจ ทำให้การปฏิบัติตามมีการปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกัน ประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ มีการลดจำนวนลงเหลือเฉพาะที่ยังมีความสำคัญจริงๆเท่านั้น มีผู้กล่าวว่า ในปัจจุบันนี้ พิธีกรรมต่างๆที่คนอ่าข่าเคยทำในอดีตที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในทุกด้านและการทำการเกษตร ลดลงจาก 12 ครั้ง ต่อปี ลงมาเหลือ 9 ครั้ง และบางแห่งอาจจะน้อยกว่านั้น

              งานพิธีกรรมประจำปีของชาวอ่าข่ามีทั้งหมด 18 พิธี รวมถึงพิธีกรรมเกี่ยวกับการบูชาบรรพบุรุษ เรียกว่า“อ่าโผ่วล้อ-เออ” (Aqpoeq Lawr-e) และพิธีกรรมอื่นๆอีก 6 พิธีกรรม ชาวอ่าข่าทำพิธีบูชาบรรพบุรุษ ในทุกขั้นตอน/ช่วงที่ทำการเกษตร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าว) เพื่อแสดงความเคารพนับถือบรรพบุรุษ และ หวังให้บรรพบุรุษปกป้องคุ้มครองและให้พร (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, มปป., ออนไลน์)

     

              ประเพณี เทศกาลและพิธีกรรมสำคัญในรอบปี

              พิธีกรรมบูชาบรรพบุรุษประจำปี จำนวน 12 พิธี เรียงตามลำดับ ได้แก่

    1. “ขึ่มซึ อ่าโผ่วจาแบ” (Khmqxeevq Aqpoeq Dzaqbae) ซึ่งมีการทำพิธีในวันสุดท้ายของเดือน จันทรคติที่สาม คือ เดือน “โบ่วโซ” (Boeqzoq) เป็นการเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของการพัก และการเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ คำว่า “ขึ่ม” (Khmq) หมายถึงฤดูใบไม้ผลิ และ “ซึ” (Xeevq) หมายถึง ใหม่ ในพิธีนี้มีการไหว้บูชาบรรพบุรุษด้วยข้าวปุก“ห่อถ่อง” (hawqtanq) เหล้าที่ทำจากข้าว และน้ำชา

     

    ตำข้าวปุก ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ.  2528

     

    2. “ขึ่มซึ อ่าโผ่ว ล้องดะ” (Khmqxeevq Aqpoeq Lawrdav) เป็นพิธีที่ทำกันในวันแรกของเดือนที่สี่ ของเดือนจันทรคติ“ขึ่มซึ” (Khmqxeevq) เพื่อเป็นการฉลองการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งผู้นำทางพิธีกรรมทุกคน ไม่ว่าจะเป็น“โบ๊วหม่อ” (Boermawq) หรือ“ญี้ผ่า” (Nyirpaq) และ “บาจิ” (Bajiq) จะทำพิธีฟื้นฟู หรือซ่อมแซม เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ และยังเป็นวันที่บรมครูทางด้านการเมือง ศาสนา และช่างเทคนิค จะทำพิธีรับลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ ในพิธีนี้ มีการไหว้บรรพบุรุษด้วยข้าวปุกเรียกว่า “ห่อถ่อง” (hawqtanq) ในภาษาอ่าข่า ส่วนข้าวเหนียวต้ม เรียกว่า“จาแล” (jalae) จะมีการทำไก่ต้ม เหล้าข้าว และน้ำชา แต่ละครอบครัวจะต้มไข่แล้วย้อมสีแดงให้กับ ลูกหลาน หรือเด็กคนอื่นๆที่มาเยี่ยมบ้าน และในวันถัดไปชาวอ่าข่าทุกคนในหมู่บ้านจะหยุดทำงานหนึ่งวัน ซึ่งเรียกกันว่า“ขึ่มซึ ขึ่มเจ ลอง-เออ”(Khmqxeevq Khmqjeiq Lan-e) หมายถึงวันแห่งเทพสายฟ้าของฤดูใหม่(เป็นการขอฝนจากเทพ)

    3. “ขึ่มมี้ อ่าโผ่ว” (Khmqmir Aqpoeq) ชาวอ่าข่าจะทำพิธีนี้ทันทีหลังจากวันแห่งเทพสายฟ้าของฤดูใหม่เพื่อเป็นการฉลองการมาถึงของฤดูใหม่ ซึ่งผู้นำดั้งเดิมของหมู่บ้าน คือ“โจ่วมา”(Dzoeqma) จะทำการฆ่าหมูและจัดงานเลี้ยงให้กับชาวบ้านทุกคน (ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว มีเพียงผู้อาวุโสและคนสำคัญเท่านั้นที่ไปร่วมงานเลี้ยงก็ตาม) เทศกาลนี้ชาวอ่าข่าเรียกว่า“โจ่วยอง ล้อง-เออ” (Dzoeqyan Lawr-e) หมายถึง งานเลี้ยงของผู้นำหมู่บ้าน ชาวบ้านร่วมฉลองด้วยการแสดงการเต้นกระทุ้งไม้ไผ่จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง โดยเริ่มจากบ้านของผู้นำหมู่บ้านก่อน

     

    ต้มไข่แดง ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2528

     

    4. “แชะกา อ่าโผ่ว” (Caerka Aqpoeq) เป็นพิธีที่ทำในวันควายวันแรกของเดือนจันทรคติที่ 5 ของ ปฏิทิน คือเดือน“ฉ่าหง่อ” (Tsaqngawq) ถือเป็นการเพาะปลูกข้าวครั้งแรกที่ทำโดยผู้นำดั้งเดิมของหมู่บ้าน เป็นการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ (หรือหน้าฝน) หลังจากพิธีนี้ มักจะห้ามไม่ให้มีการจัดพิธีแต่งงาน ช่วงหลังจาก “ขึ่มซึ อ่าโผ่ว” (Khmqxeevq Aqpoeq) และก่อน“แชะกา อ่าโผ่ว” (Caerka Aqpoeq) ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ระหว่างช่วงการพักงานในไร่นา และช่วงฤดูฝน

     

    พิธีปลูกข้าวเริ่มแรก ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2559

     

    5. “แยะขู่ อ่าโผ่ว จาแบ” (Yaerkuq Aqpoeq Dzaqbae) พิธีนี้ทำในวันควายที่ 9 หลังจากพิธีปลูกข้าว ครั้งแรก เพื่อเป็นการฉลอง ระลึกถึงและยกย่องวีรบุรุษชาวอ่าข่าคือ“แยะขู่”(Yaerkuq) ซึ่งเป็นบุตรชายของบรรพบุรุษผู้สร้าง หรือ “อ่าโผ่ว หมี่แยะ” (Aqpoeq Miqyaer) ผู้ซึ่งยอมสละชีวิตเพื่อชาวอ่าข่าในอดีตเพื่อต่อสู้กับแมลงศัตรูพืช ในพิธีนี้มีการสร้างและโล้ชิงช้าขนาดใหญ่เรียกว่า“หล่ะเฉ่อ” (Lavqceq) เพื่อเป็นการฉลองชัยชนะของชาวอ่าข่าที่มีต่อแมลงศัตรูพืช ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เทศกาลโล้ชิงช้า ซึ่งจัดขึ้นหลังจากการถางหญ้าในไร่นาเสร็จสิ้นลง

    ทำชิงช้า ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2558

     

    6. “แยะขู่ อ่าโผ่วล้อดะ” (Yaerkuq Aqpoeq Lawrdav) เป็นการบูชาบรรพบุรุษครั้งที่สอง ที่ทำในวันถัดไปหลังจากมีการโล้ชิงช้าในช่วงเทศกาลโล้ชิงช้า

    7. “โยลา (โวลา) อ่าโผ่ว” (Zola (Ghola) Aqpoeq) เป็นพิธีที่ทำในวันควายถัดไปจากเทศกาลโล้ชิงช้า ซึ่งเป็นวันที่ผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้าน หรือ “โจ่วหญ่า”(Dzoeqzaq) ทำการฆ่าหมูและจัดงานเลี้ยงให้กับชาวบ้านทุกคน คนอ่าข่าเรียกพิธีนี้ว่า “โจ่วหญ่า ยองล้อ-เออ” (Dzoeqzaq Yanlawr-e) หมายถึง งานเลี้ยงของผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้าน ในสมัยก่อน มักมีการฆ่าควายเพื่อสังเวยให้บรรพบุรุษในเทศกาลนี้

    8. “ยาจิ (วาจิ) อ่าโผ่ว” (Zaciv (Ghaciv) Aqpoeq) เป็นพิธีที่ทำในวันแกะวันแรกหลังจากพิธี“โซลา อ่าโผ่ว” (Zola Aqpoeq) เป็นการบูชาบรรพบุรุษเจ็ดรุ่น

    9. “คะแยะ อ่าโผ่ว” (Karyaev Aqpoeq) ซึ่งตามตัวอักษรแล้ว หมายถึงเทศกาลรวงข้าว เป็นพิธีที่ทำในวันควายวันแรกหลังจากพิธี “ยาจิ อ่าโผ่ว” (Zaciv Aqpoeq) ในวันที่สอง เด็กๆในหมู่บ้านทุกคนจะทาสีตามลำตัว และวิ่งไล่ภูตผีปีศาจจากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง โดยเริ่มจากบ้านของผู้นำหมู่บ้าน และออกไปนอกบ้านและนอกหมู่บ้าน ในขบวนขับไล่ปีศาจนี้ พวกเด็กๆจะส่งเสียงดัง โดยการใช้ดาบไม้และอาวุธตีผนังบ้านและรั้ว เมื่อขบวนของพวกเด็กๆมาถึงบ้านใด เจ้าของบ้านจะจุดประทัด ดอกไม้ไฟ และยิงปืนขึ้นฟ้าถ้าบ้านไหนมีปืน นอกจากนี้ เจ้าของบ้านยังเตรียมพืชผักผลไม้จากสวน หรือขนมต่างๆ มีไว้ให้เด็กๆกินตามสบาย ทำให้เด็กๆสนุกสนานกับเทศกาลมาก ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านผู้ชายจะมารวมกันที่บ้านของผู้นำหมู่บ้านและทำดาบไม้เล่มใหญ่ยาวประมาณ 2-3 เมตร เรียกว่า“เตาะมา” (Tawvma) หลังจากที่พวกเด็กเสร็จสิ้นการขับไล่ไปตามบ้านต่างๆครบแล้ว จะนำเอามีดดาบและอาวุธมารวมกันที่บ้านของผู้นำหมู่บ้าน และนำไปวางไว้นอกประตูหมู่บ้านบนทางที่จะไปสุสาน ส่วน“เตาะ มา” (Tawvma) นั้น จะนำไปวางไว้บนเสาสองต้นด้านนอกของประตูหมู่บ้าน แห่งเดียวกันนี้ ทำให้กลายเป็นประตูหมู่บ้านแห่งที่สี่ เรียกว่า“เตาะมาล้องข่อง” (Tawvma Lanrkanq) หมายถึงประตูดาบใหญ่ เทศกาลนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปีใหม่เล็ก หรือ“โข่ยา พะ-เออ” (Khovqzaq Par-e) หลังจากทำพิธีนี้ แล้วสามารถจัดพิธีแต่งงานได้

     

    พิธีไล่ผีในหมู่บ้าน ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2528

     

    10. “ห่อซึ อ่าโผ่ว” (Hawqxeevq Aqpoeq) หมายถึงเทศกาลข้าวใหม่ ทำเพื่อแสดงความสำนึกในพระคุณของบรรพบุรุษชาวอ่าข่าที่ช่วยดูแล พืชผล(ข้าว)เป็นอย่างดี ในพิธีมีการมอบข้าวรวงแรกและผลไม้ผลแรกให้กับบรรพบุรุษ จัดขึ้นก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว

     

    กินข้าวใหม่ ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2559

     

     

    11. “คะท้อง อ่าโผ่ว จาแบ” (Kartanr Aqpoeq Dzaqbae) โดยปกติมักทำพิธีนี้ ในวันควายวันสุดท้ายของปี เพื่อเป็นการฉลองการเก็บเกี่ยวและการสิ้นสุดฤดูการทำเกษตร ในวันที่สองมีการจัดการเคลียร์บัญชีทางด้านการเงินให้เสร็จเรียบร้อย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้สินค้างเก่าทั้งหมดในปีที่ผ่านมาจะต้องชำระคืนให้หมดสิ้น เรียกในภาษาอ่าข่าว่า“เจ่ปะ คะข่ออื๊ม-เออ” (Jeiqpav Karkhawq Mr-e)

    12. “คะท้อง อ่าโผ่วล้อดะ” (Kartanr Aqpoeq Lawrdav) พิธีนี้จัดขึ้นภายหลัง“เจ่ปะคะข่อ อื๊ม-เออ” (Jeiqpav Karkhawq Mr-e) เพื่อเป็นการฉลองการเริ่มต้นปีใหม่

     

    เล่นลูกข่าง ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2528

     

              นอกจากพิธีที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมีพิธีกรรมประจำปีอีก 6 พิธี ที่ทำเพื่อแสดงความเคารพต่อเทพ/สตรีต่างๆ หรือเพื่อเป็นการป้องกันวิญญาณร้ายต่างๆ ซึ่งพิธีเหล่านี้ได้แก่

              1) การซ่อมแซมประตูหมู่บ้าน “ล้อข่อง อื๊ม-เออ” (Lanrkanq Mr-e)

              2) พิธีบูชาเทพแห่งท้องฟ้า แม่พระธรณี และเทพแห่งสายน้ำ “มี้ซองล้อ-เออ” (Mirsanr Lawr-e)

              3) “โบ่วโหวะแหยะ เออ” (Boeqovq Nyaevq-e)

              4) พิธีบูชาเจ้าแห่งทุ่งข้าวและแม่โพสพ “ขึ่มผี่ ล้อ-เออ”(Khmqpiq Lawr-e)

              5) พิธีจับตั๊กแตน“แยะบ๊องแหยะ-เออ” (NyaerbanrNyaevq-e)

              6) “บ่องโย ปะ-เออ” (Banqyoe Pyaev-e) (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, มปป., ออนไลน์)

     

              ประเพณี เทศกาลและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับชีวิต

              ประเพณี/เทศกาล/พิธีกรรมเกี่ยวกับการแต่งงาน

     

    เจ้าบ่าวเจ้าสาวในพิธีแต่งงาน

    ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี่ พ.ศ. 2559

     

              ในสังคมชาวอ่าข่า ไม่มีพิธีกรรมอย่างเป็นทางการที่แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยหนุ่มสาว หากแต่ลักษณะและการประดับตกแต่งหมวกที่ผู้หญิงสวมใส่ จะเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเธอถึงวัยที่พร้อมมีเพศสัมพันธ์และแต่งงานได้หรือยัง งานวิจัยจำนวนมาก ให้ข้อมูลเหมือนกันว่า เด็กหนุ่มเด็กสาวชาวอ่าข่าจะผ่านประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย และอายุในการแต่งงานก็น้อยเช่นกัน เด็กหนุ่มชาวอ่าข่าอายุ 15-19 ปี สามารถแต่งงานได้ และเด็กหญิงเมื่ออายุ 13 ถือว่าอยู่ในวัยแต่งงานได้ สถานที่พบปะกันของหนุ่มสาวคือบริเวณลานหมู่บ้านที่ชื่อ แด ข่อง” (daekhanq) ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนหนุ่มคนสาวไปเต้นรำ ร้องเพลง และพบปะกัน

              ข้อมูลของนางสาว อำภา วูซือ (2562) ระบุว่า ในอดีตชาวอ่าข่าเกี้ยวพาราสีกันมักใช้บทเพลงเป็นสื่อเพื่อบอกความในใจของชายหนุ่มที่มีต่อหญิงสาว บทเพลงที่แสดงออกเป็นภาษาอ่าข่าโบราณไม่มีทำนองไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ เป็นการร้องสดแบบโต้ตอบระหว่างหนุ่มสาว มีลักษณะการร้องแบบเอื้อนลูกคอยาวๆ อ่าข่าเรียกว่า อาชี้กู้ มักจะเกิดขึ้นระหว่างทางขณะเดินไปทำไร่ หรือการลงแรงทำไร่ร่วมกัน ในอดีตหากหนุ่มสาวตกลงที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ต่างฝ่ายต่างมอบของที่เป็นเครื่องประดับให้แก่กันและกัน การแลกเปลี่ยนเครื่องประดับระหว่างหนุ่มสาวถือเป็นคำมั่นสัญญาเปรียบได้กับการหมั้นหมาย (จองไว้ก่อน) และเมื่อหนุ่มสาวคู่ใดมีความรักชอบพอกันจนถึงขั้นตกลงจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ฝ่ายชายจะบอกเพื่อนหรือญาติพี่น้องที่เป็นผู้ชายเป็นผู้ไปทาบทามสู่ขอ และสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ คือ การกำหนดฤกษ์โดยดูจากเดือนเป็นหลัก สามารถจัดพิธีแต่งงานได้ทุกเดือน แต่ที่นิยม คือ ช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม เพราะว่าเป็นเวลาที่ว่างเว้นจากการงาน และในแต่ละเดือนจะมีวันที่เป็นข้อห้ามแต่งงาน วันที่ห้ามแต่งงานได้แก่ 1. วันเกิดของ พ่อ แม่ พี่ชาย น้องชาย ของทั้งสองฝ่าย 2. วันแรกที่ พ่อ แม่ ของทั้งสองฝ่ายแต่งงาน  3. วันตายของสมาชิกในครอบครัว ของทั้งสองฝ่าย

              การประกอบพิธีแต่งงานของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าจะจัดที่บ้านของฝ่ายชาย ฝ่ายชายเป็นผู้จัดการเรื่องอาหาร แขก และในงานแต่งงานนั้นญาติของฝ่ายเจ้าสาวจะไม่มาเข้าร่วมพิธีแต่งงาน เพราะชาวอ่าข่าถือธรรมเนียมว่าไม่ควรกินในงานแต่งของครอบครัวตนเอง... เมื่อถึงวันแต่งงานจะมีพิธีการพาเจ้าสาวไปบ้านเจ้าบ่าว ซึ่งชาวอ่าข่าเรียกว่า “ หมีสึเฉ่อหล่ายี้ ” โดยที่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะส่งตัวแทนที่เป็นญาติฝ่ายเจ้าบ่าวและเพื่อนเป็นผู้มารับตัวเจ้าสาว เมื่อถึงเวลาที่เจ้าสาวจะออกเดินทางมาบ้านเจ้าบ่าว ฝ่ายผู้เป็นแม่จะอบรมสั่งสอนบุตรสาวในลักษณะอาการร้องไห้อาลัยอาวรณ์  อ่าข่าเรียกว่า “ช้อเง้วเง้ว” หลังแต่งงานผู้หญิงจะย้ายมาอยู่ที่บ้านพ่อแม่ฝ่ายชายและเป็นคนในสายสกุลวงศ์ของสามี เซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษฝ่ายชาย (ชาติพันธุ์อ่าข่ามีคำพูดที่ว่าลูกสาวของเราเป็นลูกของคนอื่น ลูกสาวของคนอื่นคือลูกสาวของเรา)

              สังคมวัฒนธรรมของอ่าข่า มีข้อห้ามคนในตระกูลเดียวกันแต่งงานกัน (ห้ามคนอ่าข่าที่มีสายบรรพบุรุษเดียวกันแต่งงานกัน) ช่วงที่มีการจัดงานแต่งงาน ห้ามทำพิธีกรรมผิดพลาดเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตคู่ไม่สมบูรณ์ เช่น อาจมีบุตรไม่ได้หรืออาจส่งผลให้บุตรที่เกิดมาไม่สมบูรณ์ เป็นต้น ห้ามทำถ้วยชามแตกหรือทะเลาะวิวาทภายในงานเพราะเชื่อว่าจะทำให้คู่แต่งงานประสบความโชคร้าย หรือหย่าร้างกันได้

              เมื่อบุตรชายแต่งงาน พ่อ แม่ จะปลูกเรือนแยกออกมาไว้ภายในบริเวณบ้านของพ่อแม่ ซึ่งอ่าข่าเรียกว่า (ยุ้มญะ) เป็นเรือนสำหรับหลับนอนของบุตรชาย และลูกสะใภ้ ในสังคมอ่าข่าห้ามสามีภรรยาทั้งคู่ที่แต่งงานใหม่ๆ มีห้องสำหรับร่วมหลับนอนอยู่บนเรือนหลังใหญ่กับพ่อแม่ แต่ดำรงชีวิตโดยปกติทั่วไปสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ เช่น การหุงต้มอาหาร การรับประทานอาหาร การพูดคุย การประกอบพิธีกรรม เป็นต้น ซึ่งจะกินอยู่กับพ่อแม่ที่เรือนใหญ่ได้ บุตรชายและลูกสะใภ้จะสามารถขึ้นมาหลับนอนบนเรือนใหญ่ของพ่อแม่ได้ก็ต่อเมื่อมีบุตรแล้ว หรือเมื่อพ่อแม่ของฝ่ายชายคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้เสียชีวิตลงแล้ว ส่วนในกรณีที่ครอบครัวไหนไม่มีบุตรชาย มีแต่บุตรสาว เมื่อบุตรสาวแต่งงานจะนำสามีเข้ามาอยู่ในบ้านฝ่ายหญิง อ่าข่าเรียกว่า (โลเค้อเค้อ) พร้อมกับเปลี่ยนหิ้งผีบรรพบุรุษใหม่ และในกรณีที่เห็นว่าภรรยาไม่สามารถมีบุตรได้ ผู้ชายอ่าข่าอาจแต่งงานอีกครั้ง (โดยไม่ได้หย่าขาดจากภรรยาคนแรก)

              ในปัจจุบันการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์มีความหลากหลายมากขึ้น การจัดพิธีแต่งงานจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อในศาสนาของทั้งสองฝ่าย (อำภา วูซือ, 2562, ออนไลน์)

              การหย่าร้าง

              ในสังคมอ่าข่านั้น บรรดาผู้อาวุโสจะพยายามพูดคุยไกล่เกลี่ยในกรณีที่มีคู่ที่ต้องการหย่าร้าง และอาจต้องมีการจ่ายค่าชดเชย โดยมีอัตราที่กำหนดตามสถานะเศรษฐกิจของครอบครัว ฝ่ายที่ขอหย่าต้องเป็นผู้จ่าย ในประเทศพม่านั้น ฝ่ายหญิงจะสูญเสียสิทธิทั้งหมดในฐานะสมาชิกของครอบครัวรวมทั้งเรื่องลูก และไม่สามารถกลับไปอยู่กับพ่อแม่ของตนได้ และภายใน 12 วันภายหลังการหย่า เธอจะต้องแต่งงานใหม่หรือออกไปอยู่นอกรั้วหมู่บ้าน เชื่อกันว่า กรณีที่เกิดการตายของหญิงที่หย่าร้างภายในหมู่บ้าน จะทำให้ชุมชนโชคร้าย หญิงชายที่หย่าร้างกันแล้ว จะถูกห้ามไม่ให้พูดคุยกัน หรือห้ามพูดคุยกับคู่ใหม่ของคนที่เคยเป็นสามีหรือภรรยา (Jaafar and Walker 1975: 175-176)

              ประเพณี/เทศกาล/พิธีกรรมเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และคลอดบุตร

              ชาวอ่าข่าให้ความสำคัญกับเรื่องการเจริญพันธุ์ ความสมบูรณ์ของสตรีในการให้กำเนิดลูก โดยเฉพาะลูกชาย เพราะจะเป็นผู้สืบสกุล หากไม่สามารถมีลูกได้ มักมีการซื้อเด็กมาเลี้ยงเป็นลูก หญิงอ่าข่ามักทำงานจนกระทั่งถึงเวลาคลอด เด็กจึงมักเกิดอยู่ในกระท่อมในไร่ หญิงชราอ่าข่าที่มีลูกชายมากๆ จะทำหน้าที่เป็นหมอตำแย ฝ่ายสามีจะช่วยทำคลอดด้วยหากจำเป็น เมื่อเด็กทารกคลอดแล้ว แม่จะยังไม่อุ้มจนกว่าทารกจะร้อง 3 หลังทารกร้องสามครั้งแล้ว หมอตำแยต้องตั้งชื่อให้ทันที ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้ผีแย่งตั้งชื่อเพื่อจะอ้างเอาทารกไปเป็นของตน จากนั้นหมอตำแยจะตัดสายสะดือทารกด้วยไม้ไผ่แผ่นบางและอาบน้ำให้ทารก ส่วนรก พ่อจะนำไปฝังไว้ใต้ถุนบ้านตรงกับใต้แท่นบูชาบรรพบุรุษ (Jaafar and Walker 1975: 176)

              ข้อมูลจากการจัดทำของนางสาวอำภา วูซือ นักศึกษาปริญญาโทชาวอ่าข่า หลักสูตรชาติพันธุ์ศึกษาและการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งสัมภาษณ์นางหมี่โชะ แซ่ล้า ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 ให้รายละเอียดเกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอดลูกของชาวอ่าข่า ดังนี้

              การคลอดลูกของชาวอ่าข่าในอดีตจะคลอดลูกในในเรือนหลังเล็ก หรือ “ยุ้มยะ” โดยหมอตำแย หรือที่อ่าข่าเรียกว่า “หย่าฉี่อ่ามา” เป็นผู้ทำคลอด โดยทั่วไปหญิงที่ตั้งท้องได้ประมาณ 8 เดือน จะต้องจัดเตรียมผิวไม้ไผ่ หรือ “หง่าโหล่” ไว้สำหรับตัดสายสะดือและเชือกที่ใช้มัดสายสะดือ พกติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะแม้ตั้งท้องแต่ยังต้องทำงานในไร่อยู่ หากเกิดเจ็บท้อง คลอดลูกในขณะที่อยู่ในไร่ จะได้ใช้ผิวไม้ไผ่ตัดสายสะดือได้ หากอยู่ที่บ้าน เมื่อมีอาการเจ็บท้องซึ่งสามีรู้แน่นอนว่าภรรยาจะคลอดลูก สามีจะสวมหมวกอ่าข่าและให้คนไปตามหมอตำแยมาที่บ้าน โดยสามีจะเตรียมต้มน้ำและต้มไข่ไก่ “ยาจิยาอุ” ไว้เพื่อให้แม่กินทันทีหลังคลอดลูก หลังทารกคลอดแล้ว หมอตำแยจะใช้ผิวไม้ไผ่ตัดสายสะดือ แล้วมัดด้วยเชือกนำสายสะดือใส่กาบไม้ไผ่นำไปวางที่เสาเอกบนบ้านระหว่างที่กั้นห้องนอนของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง จากนั้นหมอตำแย นำทารกอาบน้ำอุ่น และใช้ผ้าหุ้มห่อให้ความอบอุ่น ก่อนจะทำพิธีตั้งชื่อ

    เรียกขวัญเด็ก

    ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี่ พ.ศ. 2559

     

              พิธีตั้งชื่อเด็ก

              ก่อนทำพิธีจะมีการเตรียมเครื่องประกอบพิธีกรรมดังนี้ คือ  ไก่ตัวผู้ 1 ตัวสำหรับทำพิธีวันแรกและไก่ตัวเมีย1 ตัวสำหรับการทำพิธีกรรมในวันที่สอง กระบอกหมักเหล้า “จิบ่าจิสี่” 1 อัน หลอดดูดไม้ไผ่ 1 อัน  ถ้วย 3 ใบ แก้ว 2 ใบ ช้อนทำจากลูกน้ำเต้า 1 คัน ข้าวสุก 1 กำมือพอประมาณ น้ำชา 1 แก้ว  ขิงเล็กน้อย(ขนาดเท่าหัวแม่มือ) ข้าวสาร 1 ถ้วยเล็ก เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นผู้เป็นพ่อจะทำการฆ่าไก่ตัวผู้ ซึ่งมีลำดับขั้นตอนดังนี้  1. เปิดฝากระบอกหมักเหล้า 2. ใส่หลอดดูดไม้ไผ่และตอก 3. ใช้ช้อนทำจากลูกน้ำเต้าตักน้ำในถ้วยใส่ลงไปในกระบอกหมักเหล้าจำนวน 3 ครั้ง 4. เทน้ำที่อยู่ในกระบอกหมักเหล้าใส่ลงไปในช้อนทำจากลูกน้ำเต้า 5. นำน้ำที่อยู่ในช้อนทำจากลูกน้ำเต้าราดไปที่ขาไก่ที่ปีกและที่หัวจุดละ 3 ที จากนั้นใช้ไม้ตีที่หัวไก่ให้ตาย แต่ต้องระวังไม่ให้เลือดกระเด็นเข้าตา ถือว่าไม่ดี เชื่อว่าจะทำให้เด็กที่เกิดมามีดวงตาผิดปกติ คือ สายตาสั้นหรือตาบอดได้ จากนั้นนำไก่ไปเผาไฟถอนขนทำความสะอาดแล้วจึงนำไปชำแหละ การชำแหละไก่ต้องให้เครื่องในติดทางซี่โครงห้ามติดไปกับหน้าอก และต้องนำหน้าอกไก่ไปแขวนเก็บไว้ที่เก็บของบนเตาไฟ เป็นเวลา 1 รอบปฏิทินอ่าข่า (13 วัน) โดยเชื่อว่า หากมีกรณีที่ตั้งชื่อเด็กแล้วไม่เหมาะสม เพราะเด็กมีอาการเจ็บป่วย ขี้อ้อนงอแง ก็สามารถนำชิ้นส่วนหน้าอกของไก่ที่เก็บไว้ มาทำพิธีตั้งชื่อใหม่ได้ จากนั้นจะนำชิ้นส่วนไก่ทั้งหมดไปต้มรวมกับข้าวสาร เกลือ ขิง เมื่อสุกดีแล้วนำชิ้นส่วนไก่มาใส่ถ้วยรวมกัน นำไปตั้งไว้บนขันโตก โดยชิ้นส่วนไก่มีดังนี้ น่อง 1 น่อง ตับฝั่งตรงข้ามกับหัวใจ 1 ชิ้น และเนื้อ 1 ชิ้น ใช้หลอดดูดไม้ไผ่ดูดน้ำในกระบอกหมักเหล้ามาใส่ถ้วยตั้งไว้บนขันโตก (น้ำที่อยู่ในถ้วยที่ถูกดูดออกมาจากกระบอกหมักเหล้าจะเรียกว่า “จิบ่าจิเชะ”) เมื่อเตรียมอาหารเสร็จ จะนำไปให้แม่รับประทานและใช้ป้อนทารกด้วย

              สำหรับรกของทารกนั้น พ่อจะนำไปฝังยังใต้ถุนตรงเสาเอกของบ้าน โดยทำการขุดหลุมลึกสุดมือเอื้อม แล้วนำไม้ไผ่กว้างประมาณ 2 นิ้ว ยาวเท่ากับสายรกผ่ากึ่งกลาง ส่วนที่เป็นปลายไม้เล็กน้อยเสียบสายรกไปตรงที่ผ่า ปักลงไปในหลุม กลบดินให้แน่น วางกาบไม้ไผ่ที่ใส่สายรกไว้บนปากหลุม นำตะกร้าครอบไว้แล้วจึงหาก้อนหินทับบนตะกร้า เพื่อป้องกันการปลิวหรือขยับเขยื้อนออกจากหลุม จากนั้น ทำการราดน้ำร้อนประมาณ 1 กา ที่หลุมฝังสายรกประมาณ 13 วัน เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้สายสะดือของเด็กไม่เน่าและไม่ปวดท้อง หลังจากนั้น พ่อของเด็กทารกจะไปนำตะกร้าที่ครอบสายรกออกและเก็บกาบไม้ไผ่ที่ใส่สายรกใส่ไว้ในตะกร้า นำไปแขวนไว้กับไม้ง่ามนอกบริเวณบ้านของตน เพราะชาติพันธุ์อ่าข่ามีความเชื่อว่าทั้งตะกร้าและกาบไม้ไผ่นี้ไม่ควรให้สัตว์มากัดกิน หรือมากระทำด้วยอาการต่างๆ เป็นสิ่งไม่ดี หลังจากเสร็จพิธีนี้แล้วฝ่ายสามีจะทำการฆ่าไก่ตัวเมีย 1 ตัวนำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงคนที่มาเยี่ยม

              อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชาวอ่าข่านิยมไปทำคลอดที่โรงพยาบาล ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย และการได้รับเอกสารจากทางโรงพยาบาล

              ความเชื่อเรื่องการคลอดลูกฝาแฝด

              สำหรับความเชื่อเรื่องการเกิดลูกแฝด ในกลุ่มผู้อาวุโสยังมีคติความเชื่อในเรื่องนี้อยู่ลึก ๆ แต่ไม่แสดงออก แต่ในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาในระบอบสังคมไทย เข้าใจในประเพณีวัฒนธรรมและศีลธรรม ทำให้เห็นว่าการคลอดลูกแฝดเป็นเรื่องปกติ เกิดการยอมรับ และถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ได้ลูกแฝด (อำภา วูซือ 2562 ออนไลน์)

     

              ประเพณี/เทศกาล/พิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย และการทำศพ

              ความเชื่อเรื่องความตายของชาวอ่าข่า เชื่อว่า วิญญาณของผู้ที่เสียชีวิต จะกลับไปสู่ดินแดน“แยะ-ล้องข่อง”(Yaer-lanr Khanq หมายถึงแผ่นดินเกิด ของบรรพบุรุษ“แยะ” (Yaer หมายถึงพระเจ้า) โดยมี“พิมา” (Pirma หมายถึงผู้นำพิธีกรรมของชาวอ่าข่า)เป็นผู้ทำหน้าที่นำทางดวงวิญญาณของผู้ตายกลับไปยังสถานที่ที่เรียกว่า ถ่องผ่อง“กาชุ้ม”  (Tanqpanq Gartsmr) ใน “กือ-แยะข่อง” (Gee-yaer Khanq หมายถึงแผ่นดินเกิดทางใต้ของบรรพบุรุษYaer/พระเจ้า) (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ มปป., ออนไลน์)

              สำหรับ“ถ่องผ่อง กาจุม” (Tanqpanq Gartsmr) นั้น ได้รับการอธิบายว่าเป็นสามแยกบนถนนซึ่งวิญญาณผู้ตายจะถูกตัดสิน ได้รับการพิจารณาว่า จะเดินทางต่อไปในเส้นทางไหน โดยเทพบรรพบุรุษ“ถ่องผ่อง” (Tanqpanq) เส้นทางสายกลางนั้น เป็นเส้นทางที่ถูกต้องที่จะนำวิญญาณผู้ตายกลับไปยังดินแดนแห่งบรรพบุรุษใน“ญา-แยะข่อง”(Nya-yaer Khanq หมายถึงแผ่นดินเกิดทางเหนือของบรรพบุรุษYaer/พระเจ้า) ซึ่งเป็นเหมือนแผ่นดินสวรรค์ที่บรรพบุรุษที่ดีทั้งหลายอาศัยอยู่อย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์ ส่วนเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางไปสู่ขุมนรกแห่งห้วงมหาสมุทรเลือดเดือด (ในภาษาอ่าข่าเรียกว่า“สี่บื๊อ ลอง” (มา Xiqbeer Lanma) และเส้นทางที่เหลืออีกเส้นหนึ่ง นำทางไปสู่โลกต่างดาว มีเพียงเฉพาะผู้ที่ทำดีและบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะได้รับการนำทางอยู่กับโลกอันเป็นนิรันดร์ของบรรพบุรุษ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรพบุรุษผู้การุณหรือที่เรียกว“อ่าโผ่ว อ่าผี่” (Aqpoeq Aqpiq)

              ส่วนวิญญาณพวกที่ไม่สามารถ เดินทางกลับไปยังดินแดนของบรรพบุรุษได้ จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่เรียกว่า“แหนะ” (Naevq) โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพวกที่เสียชีวิตด้วยเหตุผิดธรรมชาติ ได้แก่ 1) จมน้ำตาย 2) ถูกยิงตาย3) ถูกสัตว์ป่าโดยเฉพาะเสือหรือเสือดาวกัดกิน และ5) ฆ่าตัวตาย (และอาจมีสาเหตุอื่นๆอีกที่เป็นการตายแบบผิดปกติ) เหล่านี้ จะไม่มีทางที่จะได้เดินทางกลับไปอยู่ในดินแดนแห่งบรรพบุรุษ จนกว่าจะได้ผ่านการทำพิธีให้บริสุทธิ์ ซึ่งหากไม่ได้มีการทำพิธีใดๆ แล้ว ดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตแบบผิดธรรมชาตินั้น จะกลายเป็น“ซาซิ” (Xavxir) หมายถึงวิญญาณร้ายเร่ร่อน ผู้ที่จ้องจะแก้แค้น ทำร้ายมนุษย์ (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ มปป., ออนไลน์)

              ข้อมูลจากการจัดทำของนางสาวอำภา วูซือ นักศึกษาปริญญาโทชาวอ่าข่า หลักสูตรชาติพันธุ์ศึกษาและการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า การตายในทัศนะของชาติพันธุ์อ่าข่า คือ การที่ร่างกายของคนเรานั้นสลายไป แต่ขวัญไม่ได้ตายไปด้วย ขวัญจะไปอยู่กับบรรพบุรุษของตนเอง ความตายในทัศนะของชาวอ่าข่าจึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การสิ้นชีวิตในทางกายภาพ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่มีต่อกันทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม หรือระหว่างคนเป็นและคนตายซึ่งแสดงผ่านทางสัญลักษณ์หรือพิธีกรรม สัญลักษณ์เหล่านี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงและรักษาความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างคน

              สังคมชาวอ่าข่า ไม่มีความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ แต่พวกเขาเชื่อว่าผู้ที่กระทำความดีหลังจากเสียชีวิตไปแล้ววิญญาณจะได้กลับไปอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษ ส่วนผู้ที่กระทำไม่ดีหลังจากเสียชีวิตไปแล้ววิญญาณไม่สามารถที่จะกลับไปอยู่กับบรรพบุรุษได้ จะต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ฉะนั้นการนับถือบรรพบุรุษของชาวอ่าข่าโดยผ่านการประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้บูชา เชื่อฟังพ่อ แม่ ผู้อาวุโส การกตัญญูกตเวที นั้นถือว่าเป็นการทำความดีซึ่งบรรพบุรุษจะให้ความคุ้มครองช่วยเหลือลูกหลานของตน สังคมของชาวอ่าข่า มีความเชื่อเรื่องภพของบรรพบุรุษ ซึ่งคนที่คนเสียชีวิตจะไปอยู่ในภพเดียวกับบรรพบุรุษ ซึ่งในภพนั้น มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม เช่นเดียวกันกับโลกมนุษย์ ทั้งยังมีการทำการเกษตร ทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น วัว ควาย ไก่ สุกร เป็นต้น เมื่อไปอยู่ในภพของบรรพบุรุษนั้นจะมีความสุขสบาย เพราะบรรพบุรุษสร้างฐานะทางบ้านไว้แล้ว (เตรียมความพร้อมเพื่อรอให้ลูกหลานกลับมาอยู่ด้วย) ในขณะเดียวกัน บรรพบุรุษก็ยังคงดูแลสารทุกข์สุขดิบ ของลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันด้วย เช่น ดูแลความเป็นอยู่ให้มีอยู่มีกิน ดูแลพืชพันธุ์ธัญญาหารให้อุดมสมบูรณ์ และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ชาวอ่าข่ามีความเชื่อว่าผู้ที่เสียชีวิตแล้วและไปอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษแล้ว ต้องเป็นคนที่แต่งงานและมีบุตรชายเท่านั้นที่จะสามารถเดินทางกลับไปยังบ้านบนแผ่นดินโลกเพื่อที่จะรับของบูชาจากลูกหลาน และคุ้มครองให้พรกับพวกเขา (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ มปป., ออนไลน์)

              พิธีศพของชาติพันธุ์อ่าข่าเป็นพิธีกรรมที่สำคัญ โดยเฉพาะพิธีศพของผู้อาวุโส การประกอบพิธีศพเพื่อส่งวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้ไปอยู่ร่วมภพกับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว หากประกอบพิธีกรรมครบถ้วนถูกต้อง วิญญาณผู้ที่เสียชีวิตจะอวยพรให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรืองอยู่ดีมีสุข แต่หากการประกอบพิธีศพไม่ดีไม่ถูกต้องจะทำให้วิญญาณผู้เสียชีวิตไม่สามารถไปอยู่ร่วมภพกับบรรพบุรุษได้ และจะทำให้ลูกหลานอยู่ไม่สงบสุข ไม่เจริญรุ่งเรือง มีเรื่องต้องเดือดร้อนไม่จบสิ้น การประกอบพิธีศพของชาวอ่าข่ามีลำดับขั้นตอนและรายละเอียดของพิธี หากกระทำผิดขั้นตอนเล็กน้อยก็จะต้องเริ่มต้นทำพิธีใหม่ทั้งหมด

              การประกอบพิธีศพของชาวอ่าข่าจะแตกต่างกันออกไประหว่างผู้เสียชีวิตที่เป็นผู้สูงอายุกับเด็ก ผู้เสียชีวิตที่แต่งงานกับคนโสด ผู้เสียชีวิตปกติ กับผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ กล่าวคือ ผู้ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจะต้องทำพิธีให้กลายเป็นผู้เสียชีวิตแบบธรรมชาติก่อนแล้วจึงทำพิธีอื่นๆ ตามปกติ ผู้ที่เสียชีวิตด้วยเหตุผิดธรรมชาติ ได้แก่ 1) จมน้ำตาย 2) ถูกยิงตาย3) ถูกสัตว์ป่าโดยเฉพาะเสือหรือเสือดาวกัดกิน และ5) ฆ่าตัวตาย (และอาจมีสาเหตุอื่นๆอีกที่เป็นการตายแบบผิดปกติ) เหล่านี้ จะไม่มีทางที่จะได้เดินทางกลับไปอยู่ในดินแดนแห่งบรรพบุรุษ จนกว่าจะได้ผ่านการทำพิธีให้บริสุทธิ์ ซึ่งหากไม่ได้มีการทำพิธีใดๆ แล้ว ดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตแบบผิดธรรมชาตินั้น จะกลายเป็น“ซาซิ” (Xavxir) หมายถึงวิญญาณร้ายเร่ร่อน ผู้ที่จ้องจะแก้แค้น ทำร้ายมนุษย์ (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ มปป., ออนไลน์) ส่วนวิญญาณพวกที่ไม่สามารถ เดินทางกลับไปยังดินแดนของบรรพบุรุษได้ จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่เรียกว่า“แหนะ” (Naevq) โดยเฉพาะ

              สำหรับทารกที่เกิดมาแล้วตายโดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีตั้งชื่อ จะต้องรีบนำศพไปฝังทันที การฝังศพทำแบบง่ายๆ ผู้ที่นำศพไปฝังมี 2 คน คือ พ่อของเด็กทารกที่ตายและผู้อาวุโสผู้ชายในหมู่บ้าน เมื่อฝ่ายผู้เป็นพ่อรู้ว่าเด็กที่เกิดมาตายแล้ว จะนำไปฝังที่ป่าที่จัดไว้โดยเฉพาะ จะไม่นำไปฝังรวมกับป่าช้าที่เป็นส่วนรวมของหมู่บ้าน โดยมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งไม่ดี จะมีวิญญาณมาหลอกหลอนรังควานคนในหมู่บ้าน ดังนั้นเมื่อมีการตายในกรณีนี้ จะรีบนำไปฝังโดยไม่มีการประกอบพิธีกรรมใดๆ

              โดยทั่วไปการประกอบพิธีศพชาวอ่าข่าจะใช้เวลาประมาณ 3 - 5 วัน แต่หากผู้เสียชีวิตเป็นผู้มีฐานะดี จะเก็บไว้นานหลายวัน ในการทำพิธีศพ จะมีการฆ่าสัตว์เพื่อเซ่นสังเวย เช่น ควาย ม้า จากนั้นนำเนื้อมาปรุงอาหารเลี้ยงแขกที่มาร่วมพิธีศพ การฆ่าสัตว์เพื่อใช้ในการประกอบพิธีศพของชาวอ่าข่า ถือว่าเป็นการให้และขอพรกับบรรพบุรุษ โดยเชื่อว่า บรรพบุรุษจะบันดาลพรให้กลับคืนมามากกว่าเดิม

              เมื่อมีคนตายในหมู่บ้านอ่าข่า คนในหมู่บ้านจะหยุดงานทุกคนเพื่อมาช่วยงานศพจนกว่าจะทำพิธีฝังศพเสร็จ ส่วนเรื่องการทำพิธีขึ้นอยู่กับฐานะของผู้ตาย และความต้องการของญาติผู้ตายที่จะเก็บศพไว้จำนวนกี่วัน โดยปกติทั่วไปมักจะเก็บศพไว้ 3 - 7 วัน เมื่อมีผู้เสียชีวิตในสังคมวัฒนธรรมชาวอ่าข่าจะมีการนับหรือท่อง “จึ” (รายนามบรรพบุรุษ) เพื่อบอกกล่าวบรรพบุรุษว่า ผู้ที่เสียชีวิตจะกลับมาอยู่ร่วมภพกับบรรพบุรุษแล้ว หากไม่สามารถที่จะนับ “จึ” ผู้เสียชีวิตจะไม่สามารถกลับไปหาบรรพบุรุษของตนเองได้ ดังนั้นเอง “จึ” ในทัศนะของชาวอ่าข่า จึงเปรียบเสมือนถนนเส้นหนึ่งที่จะนำพาผู้เสียชีวิตจากโลกปัจจุบันไปสู่ภพของบรรพบุรุษของตนเอง เมื่อมีการนับ “ จึ ” ของผู้ที่เสียชีวิตถูกต้องแล้วนั้น บรรพบุรุษจะรับทราบถึงการเดินทางมาของลูกหลาน และสามารถมารับลูกหลานของตนไปอยู่ด้วยกันได้  (อำภา วูซือ, 2562, ออนไลน์)

     

    การฝังศพแบบดั้งเดิมของชาติพันธุ์อ่าข่า 

    ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2559

     

    การฆ่าควายในพิธีงานศพดั้งเดิมของชาติพันธุ์อ่าข่า 

    ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2559

     

    การให้ม้าในพิธีงานศพดั้งเดิมของชาติพันธุ์อ่าข่า (พาหนะของคนตาย)

    ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2559

     

              ข้อห้ามและข้อปฏิบัติเมื่อมีงานศพ

              เมื่อมีคนตายในหมู่บ้านสมาชิกในหมู่บ้านต้องหยุดกิจกรรมวิถีชีวิตต่างๆ เช่น ห้ามฆ่าสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเชื่อกันว่าคนตายอาจกลับไปเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ ได้ (สมาชิกชุมชนทั่วไปห้ามฆ่าสัตว์ป่าเฉพาะช่วงมีงานศพ แต่สำหรับครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลของผู้ตายต้องไม่ฆ่าสัตว์ป่าทุกชนิดเป็นเวลาอย่างน้อย 5 เดือนหรือ 1 ปี ระยะเวลาดังกล่าวขึ้นอยู่กับกฎของสายตระกูลนั้นๆ เป็นหลัก) ต้องไม่ทำไร่ทำสวน ไม่ตำข้าว ไม่ตัดฟืน (ยกเว้นครอบครัวผู้ตาย) งดการเดินทางออกนอกชุมชน และไม่ประกอบพิธีกรรมที่เป็นมงคลใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งห้ามมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีงานศพเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าผู้ตายอาจจะกลับมาเกิดในครรภ์ได้ และในวันฝังศพสมาชิกในหมู่บ้านจะไม่ซักผ้า ไม่ตากผ้า และไม่ตัดผม เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นการประกอบให้กับคนตาย นอกจากนี้ในงานศพห้ามหญิงตั้งครรภ์เข้าร่วมงาน ยกเว้นหญิงตั้งครรภ์ของครอบครัวและสายตระกูลของผู้ตายสามารถเข้าร่วมงานได้ แต่ห้ามไปร่วมช่วงทำพิธีสำคัญๆ เช่น ช่วงเซ่นควายส่งให้กับผู้ตาย หรือช่วง “พิมา” สวดส่งวิญญาณ เป็นต้น (อำภา วูซือ, 2562, ออนไลน์)

  • ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              ศาสนาและความเชื่อ

              งานศึกษาจำนวนมาก ทั้งโดยนักวิชาการต่างประเทศ และในประเทศ ให้ข้อมูลที่เหมือนกันเกี่ยวกับความเชื่อของชาวอ่าข่าเกี่ยวกับเทพเจ้า บรรพบุรุษ พลังเหนือธรรมชาติ จิตวิญญาณ ภูตผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ดูอาทิ อุไรวรรณ แสงศร, 2542; คาราเต้, 2546; Kammerer, 1986; Lewis, 1969-70)

              ข้อมูลที่จัดทำโดยวิไลลักษณ์ เยอเบาะ (มปป., ออนไลน์) โดยอ้างอิงแหล่งที่มาจาก เครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขงระบุว่า ชาวอ่าข่าเชื่อในเรื่องความเป็นนิรันดร์ของบรรพบุรุษและเชื่อในอำนาจพิทักษ์ของผู้สร้าง และเทพบรรพชนสูงสุด“อ่าโผ่ว หมี่แยะ” (Aqpoeq Miqyaer) จึงมีพิธีบูชาบรรพบุรุษเป็นจำนวน 9 หรือ 12 ครั้ง ในแต่ละปี เพื่อแสดงความเคารพบรรพบุรุษ หรือที่เรียกกันว่า“อ่าโผ่วล้อ-เออ” (Aqpoeq Lawr-e) ในภาษาอ่าข่า โดยพวกเขาเชื่อว่า เพื่อให้บรรพบุรุษคุ้มครองและให้พรแก่พวกเขา นอกจากนี้ ชาวอ่าข่ายังนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งที่เป็นระดับเทพและขวัญวิญญาณทั่วไป โดยมีเทพสูงสุดเรียกว่า “อุ่มซ้อง ซองผ่า” (Mqsanr Sanqpaq หมายถึง เทพแห่งท้องฟ้า)และเทพแห่งความศักดิ์สิทธิ์อื่นๆเรียกว่า“ยอซ้อง” (Yawsanr) เช่น“มี้ซ้อง ซองมา” (Mirsanr sanqma หมายถึง เทพสตรีแห่งผืนดิน)“ฉู่ซ้อง” (Cuqsanr หมายถึงเทพแห่งน้ำ) “คะซ้อง” (Karsanr หมายถึง เทพแห่งพืชพันธุ์) และชาวอ่าข่ามีกฏจารีตที่เรียกว่า“ย้อง” (Aqkaq Zanr) ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ประกอบด้วยการมีพิธีกรรมและประเพณีไม่น้อยกว่า 21 พิธีกรรม ที่ครอบคลุมชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เรียกว่า“แดะย้อง ซี้ย้อง” (Daevq Zanr Xir Zanr)

              ศาสนาและการเปลี่ยนศาสนา

              คำว่า ศาสนา ในแง่ของความเชื่อถือ ศรัทธา ในคำสอนของศาสนาหลักๆ เช่น คริสต์ พุทธ อิสลาม นั้น นับเป็นสิ่งใหม่สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม รวมทั้งอ่าข่า สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ในอดีตมีการปฏิบัติตามความเชื่อในลักษณะที่มีความหลากหลาย ทั้งการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การบูชาบรรพบุรุษ การเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ เทพเจ้า เทวดา นางไม้ ภูติผี และอื่นๆ ซึ่งแตกต่างไปจากสิ่งที่เข้าใจกันว่าเป็นศาสนาหลักในปัจจุบัน เมื่อมีการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาโดยมิชชั่นนารีทั้งชาวต่างประเทศ และในประเทศ ทำให้พวกเขาถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อแบบล้าหลัง ดั้งเดิม ที่ต้องได้รับการเปลี่ยนให้ไปนับถือศาสนาหลักที่ผู้เผยแพร่เชื่อว่าดีกว่า มีความเหมาะสมกับสังคมโลกปัจจุบันมากกว่า ซึ่งการเผยแพร่ศาสนาหลักในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก เกิดขึ้นภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งรวมทั้งบริบทของการแพร่ขยายอาณานิคมโดยประเทศในแถบยุโรปตะวันตก และบริบทของการพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การเข้าไปเผยแพร่ศาสนาในประเทศต่างๆ เป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงโต้แย้งทั้งในเชิงวิชาการ และสาธารณะ ในแง่ของผลกระทบทางสังคม และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความเชื่อ และการเปลี่ยนศาสนา ข้อโต้แย้งสำคัญประการหนึ่งก็คือ การทำให้การปฏิบัติตามความเชื่อเดิม ประเพณี พิธีกรรมบางอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลดความสำคัญลง หรือถูกยกเลิก และสูญหายไป  ประเด็นดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่มีการถกเถียงกันในกลุ่มนักวิชาการ และนักมานุษยวิทยา ตลอดจนตัวแทนองค์กร และผู้นำของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน ข้อมูลในพื้นที่หมู่บ้าน ชุมชน ชาติพันธุ์หลายแห่ง ที่มีการสะท้อนและนำเสนอทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ และในที่ประชุมต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งในเชิงความคิดซึ่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ที่เกิดการแบ่งแยกจากการนับถือศาสนา และความเชื่อที่ต่างกัน (Morton, 2013, 2016; ชุติมา (หมี่จู) มอแลกู่ สัมภาษณ์ 15 ก.ย. 2563)

              ในกลุ่มของเครือข่ายชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทย ที่ตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นนี้ ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนกับตัวแทนเครือข่ายชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งนำไปสู่การทำข้อตกลง เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันของชาวอ่าข่าในภูมิภาคนี้ ในการหาทางลดผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรมที่อาจเกิดขึ้นจากการเผยแพร่ศาสนาในชุมชนชาติพันธุ์อ่าข่า ซึ่งยังคงมีทั้งผู้ที่นับถือความเชื่อแบบดั้งเดิม (traditionalists) ในการประกอบพิธีกรรมเพื่อเป็นการแสดงความเคารพและบูชาบรรพบุรุษ (ancestors’ offerings) และผู้ที่หันไปนับถือศาสนาหลักอื่นๆ

              ชาวอ่าข่าดั้งเดิม นับถือบรรพบุรุษ แต่ปัจจุบันคนอ่าข่าที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาหลัก เช่น ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม และอื่นๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จนแทบไม่เหลือหมู่บ้านอ่าข่าที่ยังคงมีการนับถือบรรพบุรุษแล้ว เรื่องนี้ นายอาทู่ ปอแฉ่ จากสมาคมอ่าข่าจังหวัดเชียงรายให้ข้อมูลว่า ในจำนวนหมู่บ้านอ่าข่ากว่า 200 ชุมชนในจังหวัดเชียงรายนั้น ยังคงเหลือหมู่บ้านที่นับถือความเชื่ออ่าข่าดั้งเดิม และมีการปฏิบัติตาม “อ่าข่าย้อง” เพียงแค่ 23 ชุมชนเท่านั้น (ในจำนวนนี้ที่ถือว่ายังคงปฏิบัติตามประเพณีวัฒนธรรมอย่างเข้มข้นมีเพียง 18 ชุมชน) (นายอาทู่ ปอแฉ่ สัมภาษณ์ 19 ก.ย. 2563)

              ชาติพันธุ์อ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันมีการนับถือศาสนาที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป เช่น  ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ สาเหตุที่ชาวอ่าข่าบางส่วนเปลี่ยนการนับถือศาสนาเนื่องจากวิถีการดําเนินชีวิตได้เปลี่ยนไป ประกอบกับการประกอบพิธีกรรมของอ่าข่ามีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายและงบประมาณจํานวนมาก นอกจากนี้ผู้รู้เรื่องขั้นตอนการประกอบพิธีกรรมในประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ เริ่มเสียชีวิตไปไม่มีใครสืบทอด แต่ก็ยังมีชาวอ่าข่าบางกลุ่มที่ยังคงนับถือบรรพบุรุษแบบดั้งเดิมอยู่บ้าง  ยังคงมีความเชื่อเรื่องการกราบไหว้บรรพบุรุษ ให้ความสำคัญกับวิญญาณบรรพบุรุษ รวมถึงการให้ความเคารพต่อสรรพสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น การทำพิธีเซ่นไหว้ให้กับ ผีน้ำ ผีเจ้าที่ ผีเจ้าป่าเจ้าเขา เช่น ที่ดิน ป่า ไร่ ต้นไม้ สัตว์ป่า...(อำภา วูซือ, 2562, ออนไลน์)

  • ข้อห้าม ข้อปฏิบัติของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              ข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางวัฒนธรรม   

              ข้อมูลของวิไลลักษณ์ เยอเบาะ (มปป., ออนไลน์) ระบุว่า ชาวอ่าข่ามีข้อห้ามและข้อปฏิบัติเพื่อให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขโดยผ่านมิติของกฎจารีตประเพณี วัฒนธรรม ข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติของชาวอ่าข่าบางอย่างไม่ได้มีไว้ให้เฉพาะสมาชิกในชุมชนเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนนอกชุมชนด้วย และในกรณีที่คนภายนอกทำผิดกฎชุมชน จะต้องรับโทษตามกฎของชุมชนเหมือนกับสมาชิกในชุมชน เช่นเดียวกันตัวอย่างเช่น การไปสัมผัสหรือใช้มีดฟันประตูหมู่บ้าน“ล้องข่อง” (Lanrkanq) ผู้กระทำผิดจะต้องฆ่าหมูเพื่อขอขมาที่ได้ล่วงเกินเป็นต้น ดังนั้นเมื่อต้องเข้าไปในหมู่บ้านอ่าข่าจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักข้อห้ามและ ข้อปฏิบัติหรือสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำดังนี้

              1.ข้อห้ามและข้อปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนสถาน

              ศาสนสถานทุกแห่ง เมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมแล้ว ห้ามแตะต้องศาสนสถานนั้น จนกว่าจะครบรอบเพื่อทำพิธีกรรมอีกครั้ง เช่น ประตูหมู่บ้าน บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ศาลเจ้า ชิงช้า และสถานที่ตีเหล็ก ชาวอ่าข่าเชื่อว่าถ้าสัมผัส หรือจับต้องศาสนสถานในช่วงที่ไม่ได้ทำพิธีกรรม จะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตนเองหรือชุมชนได้ ถ้าผู้ใดผิดกฎทั้งตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ต้องทำพิธีขอขมาที่ล่วงเกินต่อศาสนสถานนั้นๆ ตามกฎระเบียบที่วางไว้

              2.ข้อห้ามและข้อปฏิบัติภายในบ้าน

                        2.1 ห้ามเอามีดฟันเสาบ้านเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าเป็นการกระทำที่ทำให้ครอบครัวประสบแต่ความโชคร้ายทำอะไรก็ไม่เจริญ เปรียบเสมือนตัดความโชคดีออกจากบ้าน

                        2.2 การเข้าบ้านของชาวอ่าข่า ต้องเข้าบ้านทางประตูตะวันออก เรียกว่า“บอเลาะ” (Bawvlawv) หรือฝั่ง ผู้ชาย ห้ามแขก(โดยเฉพาะเพศชาย) เดินข้ามเข้าไปฝั่งของผู้หญิง หรือ“ยุ้มมา” (Ymrma) ภายในบ้านอ่าข่า ก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้านเด็ดขาด และเมื่อเข้าบ้านทางประตูไหนต้องออกประตูนั้น ห้ามออกทางด้านอื่นเด็ดขาด ถ้าไม่ปฏิบัติตามที่กล่าวมาเจ้าของบ้านสามารถปรับสินไหมเอาผิดได้

                        2.3 ในบ้านหลังใหญ่ผู้หญิงและผู้ชายต้องนอนแยกกันคนละฝั่ง ผู้ชายจะนอนฝั่งที่เรียกว่า“บอเลาะ”

    (Bawvlawv) ส่วนผู้หญิงจะนอนฝั่ง“ยุ้มมา” (Ymrma) ถ้าบ้านหลังใหญ่มีพ่อกับแม่อาศัยอยู่ ลูกชายที่แต่งแล้วต้องแยกห้องนอนออกจากบ้านหลังใหญ่โดยสร้างบ้านหลังเล็กเรียกว่า“ยุ้มหญ่า” ไว้ใกล้ ๆ บ้านหลังใหญ่ที่พ่อแม่อาศัยอยู่เพื่อใช้หลับนอนกับภรรยา เพราะชาวอ่าข่าห้ามมีเพศสัมพันธ์ในบ้านหลังใหญ่ที่พ่อกับแม่อาศัยอยู่เด็ดขาด ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติพ่อแม่ และเชื่อว่าอาจเกิดสิ่งไม่ดีกับสมาชิกในบ้านได้

              3.ข้อห้ามและข้อปฏิบัติเมื่อมีงานศพ  เมื่อมีคนตายในหมู่บ้าน สมาชิกในหมู่บ้านต้องหยุดกิจกรรมวิถีชีวิตต่างๆ เช่น ห้ามฆ่าสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเชื่อกันว่าคนตายอาจกลับไปเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ ได้ (สมาชิกชุมชนทั่วไปห้ามฆ่าสัตว์ป่าเฉพาะช่วงมีงานศพแต่สำหรับครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลของผู้ตายต้องไม่ฆ่าสัตว์ป่าทุกชนิดเป็นเวลาอย่างน้อย5 เดือนหรือ1 ปีระยะเวลาดังกล่าวขึ้นอยู่กับกฎของสายตระกูลนั้นๆเป็นหลัก)ๆ ไม่ทำไร่ทำสวนไม่ตำข้าวไม่ตัดฟืน (ยกเว้นครอบครัวผู้ตาย) งดการเดินทางออกนอกชุมชน และไม่ประกอบพิธีกรรมที่เป็นมงคลใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งห้ามมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีงานศพเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าผู้ตายอาจจะกลับมาเกิดในครรภ์ได้ และในวันฝังศพ สมาชิกในหมู่บ้านจะไม่ซักผ้า ไม่ตากผ้า และไม่ตัดผม เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นการประกอบให้กับคนตาย นอกจากนี้ในงานศพห้ามหญิงตั้งครรภ์เข้าร่วมงาน ยกเว้นหญิงตั้งครรภ์ของครอบครัวและสายตระกูลของผู้ตายสามารถเข้าร่วมงานได้ แต่ห้ามไปร่วมช่วงทำพิธีสำคัญๆ เช่น ช่วงเซ่นควายส่งให้กับผู้ตาย หรือช่วงพิมาสวดส่งวิญญาณเป็นต้น

              4.ข้อห้ามและข้อปฏิบัติในงานแต่งงาน ช่วงการจัดงานแต่งงาน ห้ามทำพิธีกรรมผิดพลาดเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตคู่ไม่สมบูรณ์มีบุตรไม่ได้ หรืออาจส่งผลให้บุตรที่เกิดมาไม่สมบูรณ์ เป็นต้น ห้ามทำถ้วยชามแตกหรือทะเลาะวิวาทภายในงานเพราะเชื่อว่าจะทำให้คู่แต่งงานประสบความโชคร้ายหรือหย่าร้างกันได้

              5.ข้อห้ามและข้อปฏิบัติในวันสำคัญ วันสำคัญของชาวอ่าข่ามี4 วัน ได้แก่ วันพญานาค“หล่อง” (Lanq) (เป็นวันกำเนิดท้องฟ้า) วันพญาปลวก “แซะ” (Xaer) (เป็นวันกำเนิดแผ่นดิน)วันแกะ“ย้อ” (Yawr) (เป็นวันกำเนิดพระอาทิตย์)และวันเสือ “ข่าหล่า” (Khaqlaq) (เป็นวันกำเนิดพระจันทร์) ใน 4 วันนี้ชาวอ่าข่าสามารถเลือกที่จะเป็นวันหยุดของชุมชนได้ 1วันต่อหนึ่งเดือน ซึ่ง“โจ่วมา” (Dzoeqma) จะเป็นผู้กำหนดวันหยุดและแจ้งให้กับสมาชิกชุมชนทราบในวันหยุด นี้ชาวอ่าข่าจะงดทำกิจกรรมทุกอย่าง ส่วนวันสำคัญที่เหลือ 3 วันนั้นทุกๆ 13 วัน “โจ่วมา” จะกำหนดให้หยุดกิจกรรมบางอย่างในวันสำคัญนั้นๆ เช่น ไม่ตัดฟืน ไม่ทำไร่ ทำสวน ไม่ทำกิจกรรมช่วงกลางคืน เป็นต้น

              6.ข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติเกี่ยวกับงู ชาวอ่าข่ามีความเชื่อว่าเมื่อเห็นงูเลื้อยผ่านถนน ระหว่างการเดินทางไปประกอบพิธีกรรม หรือกิจกรรมมงคลต่างๆ นอกชุมชน ถือว่าเป็นลางบอกเหตุไม่ดี ต้องยกเลิกกิจกรรมนั้นทันที รวมทั้งชาวอ่าข่าจะไม่มองงูที่กำลังเลื้อยขึ้นต้นไม้ หรือผสมพันธุ์กันอยู่ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้พบเห็นประสบความโชคร้ายได้ แต่ในกรณี เห็นงูกำลังลอกคราบ ชาวอ่าข่ากล่าวไว้ว่าให้ถอดเสื้อแล้วนำไปคลุมให้งูได้ลอกคราบภายใต้เสื้อ กรณีนี้ชาวอ่าข่ามีความเชื่อว่าเสื้อที่ใช้คลุมให้งูลอกคราบจะนำความโชคดีมาให้กับเจ้าของ นอกจากนี้ถ้าเห็นงูกำลังกลืนกินกบจากทางขากบอยู่ ให้รีบตัดหัวงู เพราะเชื่อว่าจะเป็นของขลัง เมื่อนำมาพกติดตัวไว้ทำอะไรก็จะเจริญ

              7.ข้อห้ามและข้อปฏิบัติในการครองคู่ ผู้หญิงและผู้ชายชาวอ่าข่าที่แต่งงานแล้วต้องไม่ไปเป็นชู้กับสามีหรือภรรยาของผู้อื่น หากถูกจับได้จะถูกปรับหรือลงโทษอย่างรุนแรง เช่น ทั้งคู่จะถูกจับเปลือยแล้วมัดไว้กลางเสาหมู่บ้านให้ชาวบ้านถ่มน้ำลายรดหรือเทพริกใส่เป็นต้นและต้องทำพิธีขอขมาให้กับสามีและชุมชน ส่วนค่าปรับหรือโทษหนักเบาขึ้นอยู่กับกฎของแต่ละชุมชน ในกรณีของผู้หญิงจะต้องหย่าร้างกับสามี โดยไม่มีสิทธิ์เรียกร้องสมบัติใดๆ จากสามี และต้องทำพิธีแต่งงานกับชายชู้ทันที หลังจากที่ั้ทั้งคู่แต่งงานแล้วจะครองคู่หรือจะหย่าร้างก็สามารถทำได้แล้วแต่ความสมัครใจ โดยค่าใช้จ่ายในการทำพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องฝ่ายชายชู้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ถ้าทั้งคู่ไม่ปฏิบัติตามกฎของชุมชนจะถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน

              8.ข้อปฏิบัติต่อเด็ก

                        8.1 เด็กแรกเกิด เมื่อทำพิธีตั้งชื่อให้เด็กเรียบร้อยแล้ว แม่ของเด็กจะต้องอุ้มเด็กไปรับขวัญภายใน 7 วัน กับตายายก่อนเป็นอันดับแรก ตากับยายจะรับขวัญหลานด้วยเกลือ ข้าว และไข่ พร้อมคำอวยพร “ถี่นองา ยาอุ ฮือ ฮื่อ-อิ๊ ”เด (Tiq nanq yauv hee heeq-ir dei) (แปลว่า ขอให้เด็กโตขึ้นทุกวันเท่าไข่หนึ่งฟอง) และมีสุขภาพแข็งแรง เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในภายภาคหน้า แต่ถ้าตากับยายอยู่คนละหมู่บ้านกับเด็ก ก็จะไปรับขวัญบ้านของญาติฝั่งแม่ที่ใกล้ชิดที่สุด จากนั้นจะไปรับขวัญบ้านญาติคนอื่นๆ ต่อไป และเมื่อเด็กมีอายุครบ 13 วันแม่ต้องอุ้มเด็กพร้อมห่อข้าวไปทำพิธีกรรมที่ไร่ เพื่อไปบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางในไร่ให้ทราบ

                        8.2 ในอดีตชาวอ่าข่าจะมีการต้มไข่ให้กับเด็ก (อายุต่ำกว่า 13 ปี) ที่ติดสอยห้อยตามมาเที่ยวบ้านญาติต่าง ชุมชนกับพ่อแม่ เมื่อถึงเวลากลับผู้ใหญ่ต้องต้มไข่ให้กับเด็ก 2 ฟองโดยฟองที่ 1 ต้องใช้ประกอบพิธีลากลับที่ประตูหมู่บ้านของหมู่บ้านที่มาเยือน โดยฉีกเนื้อไข่ทิ้งลงตรงรูปไม้แกะสลักหญิงชายที่วางไว้ตรงประตูหมู่บ้าน ล้องข่อง (Lanrkanq) 3 ครั้ง ส่วนที่เหลือเด็กสามารถรับประทานได้ ส่วนฟองที่ 2 เมื่อเด็กเดินกลับถึงหมู่บ้านตนเอง เด็กต้องทำพิธีบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำประตูหมู่บ้านของตนเองเช่นกัน โดยปฏิบัติเหมือนกับฟองแรกที่ผ่านมา (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ (มปป., ออนไลน์)

              

              นอกจากนี้ มีข้อห้ามทางวัฒนธรรม ที่ระบุในงานศึกษาของ อุไรวรรณ แสงศร (2539) เกี่ยวกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านและข้อห้ามเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยรวมถึงข้อห้ามในการสร้างบ้านอ่าข่าไว้ดังนี้  

              ข้อห้ามเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในหมู่บ้าน

    • ห้ามแตะต้องหรือแสดงอาการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน เช่น ประตูหมู่บ้าน ศาลผี เสาชิงช้า ไม้ไล่ผี ลานวัฒนธรรม หิ้งผีบรรพบุรุษ ศาลขวัญข้าว
    • ห้ามตัดไม้หรือเก็บหินในป่าสงวนและป่าช้าของหมู่บ้าน
    • ห้ามทำไร่หรือฟันไม้ที่ป่าช้าและป่าสงวนของหมู่บ้าน
    • ห้ามปัสสาวะหรืออุจจาระใกล้ลานวัฒนธรรม

              ข้อห้ามเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย

    • ก่อนจะเข้าไปในบ้านอ่าข่าแขกจะต้องถอดรองเท้าไว้ที่เชิงบันไดไม่ควรสวมรองเท้าเข้าไปในบ้าน
    • ห้ามเข้าไปในห้องนอนของฝ่ายหญิงก่อนได้รับอนุญาต
    • ห้ามแตะต้องหิ้งผีบรรพบุรุษและดะกว้าบรรจุพันธุ์ข้าวได้หิ้งผีบรรพบุรุษ
    • ห้ามใช้มีดไม้ฟันหรือทุบตีบ้านเรือน
    • เตาไฟในบ้านห้ามใช้มีดฟัน หรือบ้วนน้ำลายลงบนเตาไฟ
    • ห้ามตักข้าวในไหนึ่งข้าวเอง จะต้องให้เจ้าของบ้านตักให้

              ข้อห้ามเกี่ยวกับวันกรรม

    • วันกรรมคือวันหยุดทำงานประจำรอบ รอบวันของอ่าข่าจะมี 12 วัน (เหมือนรอบวันของไทยที่มี 7 วัน) ทุกๆ 5 วันจะมีวันหยุดทำงาน 6 วันคือวันเสือกับวันแกะ ซึ่งอ่าข่าเรียกว่าวันกรรม วันกรรมนี้จะต้องหยุดงานในไร่ทุกอย่าง

              ข้อห้ามในการสร้างบ้านอ่าข่า

    • ห้ามบุคคลต่างสกุลปลูกบ้านระหว่างบ้านสองหลังที่เป็นพี่น้องกัน
    • วันแกะ “ย้อ” และวันกระต่าย “หล่อง” ห้ามสร้างบ้านเพราะว่าเป็นวันของ “อะพีมี่แหย่” ถือว่าเป็นวันพื้นดิน จะขุดดินฝังเสาบ้านไม่ได้ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนจะพบกับความหายนะตลอด และยังส่งผลไปถึงลูกหลานด้วย
    • ห้ามสร้างบ้านในวันที่ตรงกับวันเกิดของสมาชิกในครอบครัว ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ๆ ที่มีคนเกิดครบทุกวัน ให้ถือว่าทุกวันเป็นวันดีหมด สามารถสร้างบ้านได้ทุกวัน
    • วันตายของสมาชิกในครอบครัว วันนั้นสร้างบ้านไม่ได้
    • เมื่อเริ่มลงมือปลูกข้าวไปจนถึงวันปีใหม่ ห้ามปลูกบ้าน จะปลูกบ้านและซ่อมแซมบ้านได้ระหว่างเดือนธันวาคม – เมษายนเท่านั้น ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – พฤศจิกายน จะปลูกบ้านไม่ได้
    • ถ้ามีชาวบ้านคลอดลูกฝาแฝด ระยะเวลา 1 เดือน ห้ามปลูกบ้าน แต่ออกไปทำไร่ได้
    • หมูออกลูกตัวเดียวถือเป็นการผิดผี จะต้องฆ่าหมูตัวนี้ วันฆ่าหมูถือเป็นวันกรรม วันนี้จะปลูกบ้านไม่ได้
    • หมูออกลูกในบ้านและสุนัขเข้าไปออกลูกในป่า ถือเป็นการผิดผี ต้องฆ่าทั้งหมูและสุนัข วันฆ่าสัตว์ทั้งสอง ถือเป็นวันกรรมห้ามปลูกบ้าน
    • วัว ควาย สุนัข แพะ ขึ้นไปบนหลังคาบ้านถือเป็นการผิดผี จะต้องฆ่าสัตว์เหล่านี้ วันฆ่าสัตว์ถือเป็นวันกรรมห้ามปลูกบ้าน 

              ข้อห้ามบางอย่างเกี่ยวกับการเกษตร

    • ชาวอ่าข่าก่อนทำไร่จะต้องนำพันธุ์ข้าวไปเข้าพิธีเลี้ยงผีบ่อน้ำประจำหมู่บ้านก่อน ห้ามทำไร่ในวันกรรมคือวันเสือและวันแกะ
    • การปลูกข้าวจะต้องปลูกจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน
    • การเผาไร่จะต้องเผาจากข้างล่างขึ้นข้างบน ห้ามเผาไร่จากข้างบนลงข้างล่าง ถ้าเห็นไม้จับจองที่แล้วห้ามจับจองทับที่คนอื่น
    • เมื่อเก็บข้าวเข้ายุ้งฉางแล้วห้ามนำออกมาทันที จะต้องรอให้ครบ 7 วันก่อน
  • การรักษาของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              การรักษาโรค

              การเจ็บป่วย ความหมายในภาษาอ่าข่า หมายถึง โรค สิ่งไม่ดี สิ่งที่ผิด หรืออาเพศ (ถ่องผ่อง ยอเจาะ – ถ่องผ่อง = ไม่ดี ผิด อาเพศ ยอเจาะ = โรค) เป็นอาการผิดปกติ ผิดธรรมชาติของร่างกาย (อุไรวรรณ 2542, น. 44) ผู้รู้ชาวอ่าข่าอธิบายว่า ชาวอ่าข่าสั่งสมความรู้ที่ยาวนานนับแต่สมัยบรรพบุรุษ ในการดูแลตนเอง เพื่อไม่ให้เจ็บป่วย ทั้งโดยการสังเกตจากการกินอาหารว่าสิ่งใดที่กินได้ หรือเป็นพิษต่อร่างกาย เช่น การนำข้าวสารใส่ลงในหม้อแกง หากข้าวเปลี่ยนสีผิดปกติ แสดงว่าอาหารมีพิษ และในเรื่ององค์ความรู้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยสมุนไพร ซึ่งจะรักษาควบคู่ไปกับการท่องสวดคาถาและพิธีกรรมต่างๆ ในทัศนะของชาวอ่าข่า ความเจ็บป่วยมีทั้งที่รักษาได้ และที่รักษาไม่ได้ การเจ็บป่วยที่รักษาได้ คือมีอาการของการเจ็บป่วยที่มองเห็นได้จากภายนอก รู้สาเหตุแน่นอน เช่น การบาดเจ็บ เป็นไข้ เป็นหวัด ปวดหัว ปวดท้อง ส่วนการเจ็บป่วยที่รักษาไม่ได้ เกิดจากโรคที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกหรือโรคที่ไม่แสดงอาการออกมาให้เห็น หาสาเหตุของการเจ็บป่วยไม่ได้ หรือโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์

              สาเหตุของความเจ็บป่วย

    1. เกิดจากขวัญ ชาติพันธุ์อ่าข่ามีความเชื่อว่า มนุษย์มีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ ร่างกายและขวัญ คนเราแต่ละคนจะมีขวัญอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ชาวอ่าข่าเชื่อว่าคนเรามีหลายขวัญ ขวัญมีความอ่อนไหวง่าย มักชอบออกจากร่างกายแล้วไปเที่ยวในที่ต่างๆ เช่น การฝัน และตื่นเมื่อขวัญกลับเข้าร่าง บางครั้งขวัญที่ออกจากร่างอาจจะกลับเข้าร่างไม่ครบ อาจถูกผีจับขวัญบางส่วนไว้ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ และอาจถึงตายได้ หากขวัญออกจากร่างกายทั้งหมด จึงมีพิธีเรียกขวัญเพื่อรักษาความเจ็บป่วยและผูกข้อมือผู้ป่วย ซึ่งการรักษาจะมีการประกอบพิธี หากยังไม่หายต้องทำอีกหลายครั้ง
    2. การเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำผิดผี การเจ็บป่วยในกรณีนี้ เชื่อกันว่า ผู้ป่วยอาจกระทำให้ผีไม่พอใจ เลยทำให้ผู้ป่วยมีอันเป็นไปต่างๆ ทั้งทางกาย เช่น ปวดหัว ตัวร้อน มีดบาด เป็นต้น และทางใจ เช่น ทานอาหารไม่ได้ หงุดหงิด นอนไม่หลับ จิตใจไม่แจ่มใส ฯลฯ โดยหาสาเหตุการเจ็บป่วยไม่ได้ การรักษาทำโดยการเรียกขวัญผู้ป่วยและทั้งครอบครัว
    3. การเจ็บป่วยจากเชื้อโรค เช่น ปวดท้อง เป็นไข้ ปวดหัว จะรักษาภายในครอบครัว หรือโดยหมอยาภายในหมู่บ้าน
    4. การเจ็บป่วยเพราะมีเคราะห์หรือดวงไม่ดี หากพบว่าสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วยบ่อยๆ
    5. การเจ็บป่วยที่เกิดจากกรรมพันธุ์ เช่น ลมบ้าหมู บ้า ลูกพิการ ลูกแฝด
    6. การเจ็บป่วยที่เชื่อว่าเกิดจากการกินอาหารผิด พืช ผัก เนื้อสัตว์ หรืออาหารบางชนิด ชาวอ่าข่าเชื่อว่าหากกินเข้าไปอาจทำให้เสียสติ ท้องเสีย อาเจียน เสียชีวิตได้
    7. การเจ็บป่วยเพราะถูกคุณไสย กรณีนี้ ผู้ที่ทำการรักษาได้มีเพียงหมอคาถาเท่านั้น

     

              ผู้อาวุโสในครอบครัวจะเป็นผู้วินิจฉัยโรคและทำการรักษาเบื้องต้น กรณีเกิดการเจ็บป่วยขึ้นกับสมาชิกในครอบครัว หากอาการไม่ดีขึ้น จะขอให้คนทรงหรือ “ญี้ผ่า” หรือหมอสวด “พิมะ” เป็นผู้วินิจฉัยหาสาเหตุการเจ็บป่วยผ่านการประกอบพิธีกรรมการเข้าทรง สำหรับ “ญี้ผ่า” นั้น เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ตำแหน่งนี้มีการสืบทอดโดยผ่านการเรียน หรือถูกกำหนดมาให้เป็น ซึ่งไม่ว่าจะสืบทอดในลักษณะใดก็ตาม “ญี้ผ่า” จะต้องเรียนบทสวด คาถา และวิธีการทำสมาธิเพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วย

              การวินิจฉัยหาสาเหตุการเจ็บป่วยนั้น “ญี้ผ่า” จะทำพิธีเข้าทรงในเวลากลางคืน หลังจากรับประทานอาหารเย็นญาติพี่น้องคนไข้จะจัดเครื่องเซ่นไหว้ โดยมีไข่ต้ม เหล้า ข้าว พร้อมของใช้ของผู้ป่วยหนึ่งชิ้น การประกอบพิธีจะมีการท่องบทสวดเรื่อยๆ เพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วย ญาติพี่น้องจะนั่งฟังและจดจำไว้ เมื่อรู้สาเหตุของการเจ็บป่วย “ญี้ผ่า”จะหยุดสวด และญาติพี่น้องจะนำผู้ป่วยไปรักษากับหมอผีหรือหมอสมุนไพรต่อไป

              การรักษาการเจ็บป่วยโดย “พิมะ” นั้น รู้สาเหตุแล้วว่าเกิดจากการกระทำของผีตนใดจากการหาสาเหตุโดย ”ญี้ผ่า” จึงมาให้ “พิมะ” รักษา หากรักษาไม่หาย “พิมะ” จะวินิจฉัยให้อีกครั้งว่าสาเหตุการเจ็บป่วยเกิดจากผีตนนั้นจริงหรือไม่ โดยญาติผู้ป่วยจัดเตรียมเครื่องเซ่น ซึ่งประกอบด้วย ข้าว และไข่ไก่ นำไปให้ “พิมะ”  ตอนเช้าหรือตอนเย็นเท่านั้น แล้วบอกจุดประสงค์ซึ่ง “พิมะ” จะทำการเสี่ยงทายด้วยข้าวสารพร้อมกับท่องบทสวด หากผลการเสี่ยงทายด้วยข้าวไม่เป็นที่พอใจ “พิมะ” จะทำการเสี่ยงทายจากไข่อีกครั้ง แต่การเสี่ยงทายโดยปกติทั่วไป “พิมะ” จะใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้นยกเว้นกรณีที่ผลการเสี่ยงทายออกมาไม่ชัดเจนจึงจะใช้ทั้ง 2 วิธี วิธีการหาสาเหตุของการเจ็บป่วยของ “พิมะ” อาจใช้ข้อมูลในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย เพื่อช่วยให้การหาสาเหตุของการเจ็บป่วยแม่นยำมากขึ้น หากการป่วยไม่ได้เกิดจากการกระทำของผี “พิมะ” จะบอกญาติของผู้ป่วยให้นำไปรักษากับหมอยาสมุนไพร แต่หากมาจากการกระทำของผี จะมีการทำพิธีรักษาตามความหนักเบาของอาการ เช่น อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย จะทำการเรียกขวัญ ถ้าอาการป่วยค่อนข้างหนัก จะฆ่าสัตว์ เช่น หมู ไก่ หรือสุนัข ชนิดใดชนิดหนึ่งตามที่“พิมะ” กำหนดเพื่อทำพิธีเรียกขวัญ สัตว์ที่ถูกฆ่าและใช้ในพิธี จะนำมาทำอาหารเลี้ยง “พิมะ” และผู้อาวุโสที่มาในพิธีกรรม และผูกข้อมือให้กับผู้ป่วย ในกรณีที่มีอาการป่วยหนักมาก จะทำพิธีให้ทั้งครอบครัว หากยังไม่หาย “พิมะ” จะแนะนำให้ไปรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

              การรักษาความเจ็บป่วยด้วยการแพทย์พื้นบ้าน

              ชาวอ่าข่าในอดีต ทั้งผู้ชายและผู้หญิงส่วนใหญ่จะรู้จักยาสมุนไพรที่ใช้รักษาการเจ็บป่วยพื้นฐานเพราะได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียนรู้ผ่านประสบการณ์โดยตรงจากการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน สมุนไพรที่ใช้มีทั้งส่วนที่ได้จากสัตว์ เช่น เขาสัตว์ เขี้ยวหมูป่า ขาไก่ป่า หนังช้าง หนังเสือ อวัยวะภายใน เช่น ถุงน้ำดี สมุนไพรที่จากพืช เช่น ราก เปลือก ใบ เมล็ด เป็นต้น

              หมอสมุนไพรชาวอ่าข่า เป็นผู้ที่รู้ตัวยาและตำรับยา รู้วิธีการใช้ยาสมุนไพรรักษาการเจ็บป่วยเป็นอย่างดีมากกว่าบุคคลทั่วๆ ไป ซึ่งต้องมีวิธีการถ่ายทอดและขั้นตอนในการเรียนรู้ต่างๆ หมอยาบางคนจะเก็บตัวยาสมุนไพรที่ดีจริงๆ ของตนเองไว้ ไม่ถ่ายทอดให้กับใครแม้แต่คนในตระกูลหรือลูกหลานของตน การรักษาผู้ป่วยโดยหมอยาสมุนไพรนั้น ผู้ป่วยต้องมาขอรักษาเองที่บ้านหมอยาหรือมาเชิญให้ไปรักษา มีการซักอาการผู้ป่วยอย่างละเอียด ก่อนทำการรักษา และหากรักษาไม่หาย หมอจะแนะนำให้ไปรักษากับหมอยาคนอื่นๆ หรือรักษาโดยใช้ยาสมุนไพรแล้วยังไม่หาย จะแนะนำให้ไปรักษากับหมอที่เข้าทรง

              การรักษาโรคของชาติพันธุ์อ่าข่าในปัจจุบัน ยังมีลักษณะการผสมผสานระหว่างความรู้ดั้งเดิมและการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่วนการดูแลสุขภาพและการรักษาโรคของคนอ่าข่ารุ่นใหม่นั้น เป็นลักษณะการแพทย์แผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในหมู่บ้านชาวอ่าข่าหลายแห่ง พ่อแม่ยังคงผสมผสานการรักษาโรคและการเจ็บป่วยด้วยวิถีดั้งเดิมและการแพทย์แผนปัจจุบัน

  • ดนตรีและศิลปะการแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              การแสดง การเต้นรำ

              การเต้นรำของชาวอ่าข่าในอดีตจะเห็นได้ตามลานวัฒนธรรมและโอกาสต่าง ๆ เช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ และประเพณีโล้ชิงช้า เป็นต้น การเต้นรำของชาวอ่าข่าระหว่างชายหญิง จะมีจังหวะเต้นไม่เหมือนกันจังหวะการเต้นรำของผู้หญิงจะมีมากกว่าผู้ชาย การเต้นรำของชาวอ่าข่าที่เรียกว่า “มิฉ่า” มีชื่อต่างกัน จังหวะเต้นรำของผู้ชายมีจังหวะอายี่ซอ อากาซ่อ อาโจ่เลโป มิเน แซโลมะโง โล่กอกอ ระเบซอ ฯลฯ มีทั้งจังหวะเร็วและจังหวะช้า ส่วนจังหวะการเต้นรำของผู้หญิงนั้นจะมีจังหวะต่าง ๆ ดังนี้ (อำภา วูซือ, 2562, ออนไลน์)

              1. ผ่อมีเน่ เต้นเป็นวงกลมเดินหน้าเข้าหากัน 3 จังหวะ แล้วย่อเข่าลงพร้อม ๆ กัน แล้วถอยหลังออกมา 3 จังหวะ แล้วเดินหน้าเข้าไปอีก 3 จังหวะ แล้วย่อเข่าลง จะเต้นอยู่อย่างนี้จนจบเพลง

              2. ซาลอมอ เป็นการเต้นรำแบบเรียงแถวหน้ากระดาน ใช้มือกอดแขนกันแล้วกระโดดซัดเท้าไปข้างหน้าเรื่อย ๆ จนจบเพลง

              3. จูงมือกันเป็นวงกลมเดินรอบวงพร้อมกับร้องเพลง

              4. ยื่นเท้าซ้ายออกไปข้างหลัง ยืนด้วยเท้าขวา เอาเท้าซ้ายไปเกี่ยวไว้กับเท้าของเพื่อนแล้วตบมือเป็นจังหวะพร้อมกับกระโดดขึ้นลง และร้องเพลงไปด้วย

              5. เต้นลาวกระทบไม้ เป็นการเต้นที่เน้นในเรื่องของจังหวะ โดยผู้หญิงจะมีกระบอกไม้ไผ่สำหรับกระทบไม้แล้วทำให้เกิดเสียงดัง และผู้ชายก็อาจเต้นเป็นวงกลมล้อมรอบผู้หญิงตามจังหวะเสียงกลอง โหม่ง ฉาบ

              

              เครื่องดนตรี

              สุวิชานนท์ รัตนภิมล (2535: 49 - 52) ศึกษาเครื่องดนตรีชาติพันธุ์อ่าข่า พบว่ามีทั้งเครื่องดีด เครื่องตี เครื่องเคาะ สามารถแบ่งได้ ดังนี้

              1. เดิ้ม  เป็นเครื่องดนตรีที่มีลักษณะคล้ายซึงของภาคเหนือ มี 3 สาย เป็นเครื่องดนตรีของผู้ชาย และจะเล่นกันในเวลาที่ว่างจากการทำงานเพื่อเป็นสื่อในการเกี้ยวสาว

              2. หล่าเจ่ หรือแคนน้ำเต้า เป็นเครื่องดนตรีที่นิยมเล่นกันของผู้ชายอ่าข่า จะเล่นในเวลาที่ว่าง หรือช่วงประเพณีต่าง ๆ โดยใช้บริเวณลานวัฒนธรรมชุมชนเป็นสถานที่เล่น หรือเล่นระหว่างทางไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้านเพื่อส่งเสียงให้ผู้คนได้ยินเครื่องดนตรีแคนของอ่าข่า

              3. ชูลู้ หรือขลุ่ยของอ่าข่า เป็นขลุ่ย 3 รู นิยมเล่นในหมู่ผู้ชายอ่าข่า

              4. ยะเอ่ว การเล่นใช้วิธีการดีดและใช้ลมที่ปากช่วยทำให้เกิดเสียง ส่วนใหญ่เล่นในเวลาที่ว่างจากการทำงาน หรือระหว่างทางเดินไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่หนุ่มอ่าข่าในหมู่บ้านจะเล่นกันเพื่อเป็นสื่อในการเกี้ยวสาว  โดยมีผู้อาวุโสเป็นคนทำและสอนวิธีการเล่นให้กับหนุ่ม ๆ เนื่องจากเพลงที่เล่นส่วนใหญ่เป็นเพลงเกี่ยวกับเพลงจีบสาว พวกเขาจะไม่นิยมเล่นกันต่อหน้าพ่อแม่ เพราะอาย

              5. บ่อฉ่อง  มีลักษณะเป็นกระบอกไม้ไผ่ ใช้กระทุ้งเป็นจังหวะต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงเป็นผู้เล่น ในช่วงเทศกาลประเพณีที่สำคัญในหมู่บ้าน

              6. ถ่อง คือกลองของชาวอ่าข่า ตามความเชื่อของชาวอ่าข่านั้นผู้ที่จะสามารถทำถ่องได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีบารมีสูง เช่น พิมา หยื่อมะ (โจ่วมา) บาจี หรือผู้อาวุโส เป็นต้น ชาวอ่าข่าเชื่อกันว่าถ้าผู้ชายคนใดมีภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ห้ามไม่ให้ผู้ชายคนนั้นตีกลองเพราะถือกันว่า หากตีกลองก็เหมือนกับตีลูกของตัวเอง

              7. อะปะบอเออ หรือการเป่าใบไม้ ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะนิยมเป่าในระหว่างทางไปทำไร่ ทำสวน หรือระหว่างทางไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้าน จะห้ามเป่าในบริเวณหมู่บ้านเพราะเชื่อกันว่าใบไม้เป็นของดิบใช้ได้ครั้งเดียว และต้องทิ้งไป ถ้าเอามาเป่าในหมู่บ้านไม่ดี ถือเป็นลางร้าย

              8. ขลุ่ยต้นข้าว เด็ก ๆ และหนุ่มสาวในหมู่บ้านนิยมเป่ากันเฉพาะฤดูเกี่ยวข้าวเท่านั้น ส่วนผู้ใหญ่ไม่ค่อยนิยม และมักกำชับไม่ให้เด็กเป่ากัน เนื่องจากเชื่อว่าถ้าเป่าแล้ว จะเป็นลางร้ายทำให้ฝนตก ข้าวในไร่นาเสียหายได้

              9. บ่อลอบอเออ มีลักษณะคล้ายกับขลุ่ยต้นข้าว แต่ทำจากไผ่ลำเล็ก ส่วนมากนิยมเป่ากันเป็นกลุ่มหลาย ๆ คน แต่ไม่นิยมเป่าเวลาเดินทาง หรือเข้าป่าลึกคนเดียว เพราะอ่าข่ามีความเชื่อว่าเมื่อเป่ากระบอกไม้นั้น สัตว์ป่า หรือผีสางในป่าจะมาหาและอาจทำร้ายได้

              10. แจเล้ แจเล้ (หรือฉาบ) เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมของชาวอ่าข่า และเล่นเพื่อความเพลิดเพลินในค่ำคืนของงานเทศกาล

              11. โบวโล โบวเล (หรือโหม่ง) เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการทำพิธีกรรม และยังใช้เล่นในยามค่ำคืนที่มีงานเทศกาล

     

              เพลง

              เพลงอ่าข่าแบบดั้งเดิม ใช้สำหรับร้องในงานเฉลิมฉลองเทศกาลต่าง ๆ เช่น ประเพณีโล้ชิงช้า ประเพณีปีใหม่ลูกข่าง หรือในงานศพแบบดั้งเดิม บทเพลงของชาติพันธุ์อ่าข่า ชาวอ่าข่าเรียกว่า “อ่าข่าด่อช้า” เป็นสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิต ความเชื่อ จารีตประเพณี และถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับความรัก บทเพลงแต่ละบทเพลงบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนในแง่มุมต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่น บทเพลงจีบสาว การสั่งสอน การสอบถามการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตลอดจนการร้องเพลงแสดงความดีใจ เสียใจ และการร้องเพลง(สวด) เพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่สวรรค์ (อำภา วูซือ, 2562, ออนไลน์)

              งานศึกษาของประทัย พิริยะสุรวงศ์ (2017) เรื่อง การสื่อสารบอกเล่าวิถีชีวิตจากอดีตถึงปัจจุบันด้วยบทเพลงร้องของชนเผ่าอ่าข่า จังหวัดเชียงราย สัมภาษณ์นาย อาทู่ ปอแฉ่ ซึ่งให้ข้อมูลว่าบทเพลงร้องของชนเผ่าอ่าข่ามีคู่กับชนเผ่ามานานกว่า 2000 ปี  โดยวัฒนธรรมของเพลงร้องมีหลากหลายรูปแบบ แบ่งเป็นประเภท ได้แก่

              1.เพลงร้องแบบพรรณนาความรู้สึกหรือการอบรมสั่งสอน หรือการบอกเล่าตำนานในชนเผ่า  ซึ่งเพลงร้องแบบพรรณนา มีมาแต่โบราณยาวนานคู่กับชนเผ่า มักใช้ในโอกาสต่าง ๆ เพื่อพรรณนาตามบริบทที่ต้องการ การร้องจะมีลักษณะคล้ายเพลงซอทางภาคเหนือของไทย กล่าวคือจะร้องเป็นบทพรรณนายาว ๆ บางครั้งใช้เวลาหลายชั่วโมง เพราะเป็นการพรรณนาถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ผู้ร้องประสบมา บ้างก็เป็นตำนานเล่าขานเกี่ยวกับวีรบุรุษในชนเผ่า บ้างเป็นตำนานการเกิดชนเผ่า ไปจนถึงการสั่งสอนในการหาคู่ การศึกษาวัฒนธรรม การดำรงชีวิต การทำมาหากิน ดินฟ้าอากาศ ฯลฯ

              2.เพลงร้องแบบบทสวดในชนเผ่า มักใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ภายในชนเผ่า เช่น การสวดในพิธีกรรมต่าง ๆ งานศพ งานแต่งงาน งานบุญ การร้องแบบบทสวดจะมีคำร้องเฉพาะ ซึ่งเป็นภาษาโบราณยากต่อการเข้าใจเพราะเป็นคำเฉพาะ ผู้ที่จะสวดได้ต้องดำรงตำแหน่ง “หมอสวด” หรือ “พีม๊ะ” (พิมา) เท่านั้น

              3.เพลงร้องทั่วไป เป็นเพลงร้องที่นิยมโดยทั่วไปในชนเผ่า ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยชนเผ่าอ่าข่าจะร้องเพลงดังกล่าวใน 3  โอกาส คือ ในลานวัฒนธรรมของชุมชน ในการไปทำไร่ และในงานรื่นเริงต่าง ๆ ทั้งในและระหว่างหมู่บ้านในชนเผ่าด้วยกัน ทั้งนี้เพลงร้องทั่วไปมีจุดเริ่มต้นจาก “แด ข่อง” (Deh qahq) ซึ่งหมายถึง“ลานวัฒนธรรมของชุมชน” บทเพลงร้องของชนเผ่าอ่าข่า จึงมีที่มาจากลานแด ข่องโดยมีการเต้นและร้องเพลงในลาน โดยบทเพลงร้องที่ใช้ ได้แก่ เพลงเก่าแก่ดั้งเดิมของชนเผ่าอ่าข่าที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งโดยมากเป็นเพลงที่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชนเผ่า  เพลงความรักของหนุ่มสาว ไปจนถึงวิถีชีวิตประจำวัน อาทิ การปลูกข้าว การทำไร่

              งานศึกษาของ (อุไรวรรณ แสงศร, 2531: 35-53) ได้จัดแบ่งบทเพลงชาวอ่าข่าออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้

              1.เพลงกล่อมลูก “อ่าชีเชอ”

                        ผู้ร้องส่วนใหญ่เป็นแม่ ซึ่งจะผูกลูกติดหลังไว้เกือบตลอดเวลา แม้แต่เวลาทำงานไร่ เพลงกล่อมเด็กจะแยกออกเป็นเพลงกล่อมเด็กผู้ชาย เพลงกล่อมเด็กผู้หญิง ซึ่งเนื้อร้องจะไม่เหมือนกัน แต่ทำนองคล้ายคลึงกัน

                        1.1 เพลงกล่อมลูกชาย จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของผู้ชายคือ

                                  ได้ลูกชายพ่อแม่จะดีใจ

                                  ลูกชายเป็นลูกของพ่อแม่

                                  ลูกชายจะดีหรือไม่ดีก็เป็นบุญของพ่อแม่

                                  ลูกชายถึงแม้ไม่หล่อก็อยู่กับพ่อแม่ได้

                                  ลูกชายไปล่าสัตว์ได้เนื้อมาก็นำมาเข้าบ้านพ่อแม่

                        1.2 เพลงกล่อมลูกสาว เนื้อหาของเพลงบอกเล่าอนาคตของลูกผู้หญิงเมื่อโตขึ้นว่าจะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ตลอดไป

                                  ได้ลูกสาวพ่อแม่ก็ดีใจ

                                  ลูกผู้หญิงแม้เป็นคนดีก็เป็นบุญของคนอื่น

                                  ลูกผู้หญิงแม้เกิดสวยก็ต้องยกให้คนอื่น

                                  ลูกผู้หญิงช่วยพ่อแม่ได้

                                  หาผักหาฝืนให้พ่อแม่ได้

                                  แต่ลูกผู้หญิงก็ไม่ได้เป็นลูกของพ่อแม่ตลอดไป

                                  ลูกสาวเลี้ยงไว้เพื่อยกให้คนอื่น

              2.บทเพลงของเด็ก ๆ

                        เพลงที่เด็ก ๆ ร้องนี้จะเป็นบทเพลงสั้น ๆ ส่วนมากนำมาจากสุภาษิต เนื้อหาส่วนใหญ่กล่าวถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวอ่าข่า เช่น

                                  เด็กรับประทานข้าวบดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่

                                  คนแก่กินข้าวเม็ดแข็งก็แก่เร็วเกินไป

                                  หุงข้าวจนน้ำเดือดแล้วไม่เปิดฝา

                                  น้ำก็ไหลลงมาอย่างลำธาร

                                  ปั่นเส้นด้ายถ้าไม่เอาเมล็ดฝ้ายออก

                                  ก็ปั่นกรอเป็นเส้นด้ายไม่ได้

                                  ถ้าไม่หมั่นกรอเส้นด้าย

                                  ก็จะไม่มีผ้าคาดเอว

              3. เพลงเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว “อ่าชีกู้ ”

                        เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เริ่มสนใจเพศตรงกันข้าม เด็กสาวจะสนใจตัวเองมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการการแต่งตัว เสื้อผ้าชาวอ่าข่าจะเป็นสีดำล้วน และมีลายปักที่ด้านหลังของเสื้อ ในวัยเด็กลายปักจะมีเพียงเล็กน้อย เมื่อเริ่มเป็นสาวเสื้อจะเพิ่มลายปักมากขึ้น หมวกที่สวมจะประดับด้วยขนไก่ย้อมสี ขนม้า ขนชะนีย้อมสี ลูกปัด ลูกเดือย เต็มไปหมด

                        เพลงที่เด็กสาวร้อง เป็นเพลงบอกกล่าวให้หนุ่ม ๆ รู้ว่าตัวเองเป็นสาวแล้ว จะร้องเวลาเดินไปทำไร่หรือหาอาหารในป่า เป็นการประกาศให้เด็กหนุ่มทั้งในหมู่บ้านตัวเองและหมู่บ้านอื่นได้รู้ เมื่อสาว ๆ ร้องเพลงประกาศให้หนุ่ม ๆ รู้ถึงความเป็นสาวของตนเองแล้ว พอถึงเวลากลางคืนก็จะลงไปยังลานวัฒนธรรมเพื่อรอพบหนุ่ม ทั้งนี้เนื่องจากประเพณีชาวอ่าข่า ห้ามหนุ่มสาวพูดคุยในเชิงเกี้ยวพาราสีกันบนบ้าน เพราะถือว่าไม่ให้เกียรติแก่บรรพบุรุษ ดังนั้นกฎของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าจึงให้สร้างลานวัฒนธรรมขึ้น เพื่อเป็นสถานที่ให้หนุ่มสาวเกี้ยวพาราสีกัน และสถานที่นี้ยังถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาติพันธุ์อ่าข่าจะต้องดำรงรักษาไว้และให้ชนรุ่นหลังถือปฏิบัติสืบต่อกันไป ลานวัฒนธรรมนี้จะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาติพันธุ์อ่าข่าเท่านั้น เมื่อหนุ่ม ๆ สาว ๆ มาเล่นที่ลานวัฒนธรรมแล้วจะมีการร้องเพลง เต้นรำ โต้ตอบกันอย่างสนุกสนาน ดังนั้น ณ ลานวัฒนธรรมแห่งนี้จึงเกิดบทเพลงต่าง ๆ ขึ้นมากมาย จะมีทั้งเพลงที่ร้องเกี้ยวกันระหว่างหนุ่มสาว บางเพลงยังแทรกคำสอนหนุ่มสาวไว้อีกด้วย

              4.เพลงคำสอนต่าง ๆ

                        เพลงที่ร้องสอนเยาวชนชาติพันธุ์อ่าข่านี้ จะร้องได้ทั้งหญิงและชาย ผู้ร้องอยู่ในวัยกลางคน จะร้องเวลาเดินไปไร่ หรือบางครั้งร้องในงานเทศกาลของชุมชน แบ่งออกเป็นเพลงสอนผู้หญิง และเพลงสอนผู้ชาย ตัวอย่างเช่น เพลงซอลอฮั่อจะละซออยู่ฮู้ เป็นเพลงสอนผู้หญิงมีเนื้อร้องดังนี้

                                  ลูกผู้หญิงตื่นแต่เช้าต้องล้างหน้า

                                  ต้มน้ำไว้ให้พ่อแม่

                                  ตำข้าวที่ครกกระเดื่อง

                                  ต้มผัก ต้มปลาเป็นอาหาร

                                  กินข้าวแล้วออกไปทำไร่

                                  ลงลานวัฒนธรรม

                                  เมื่อได้ยินเสียงไก่ขันให้กลับบ้าน

                                  เพื่อเตรียมทำงานในวันต่อไป

     

                        เพลงอึ่มจ่าข่อต้อเอ่อ เป็นเพลงสอนผู้ชายมีเนื้อร้องดังนี้

                                  ลูกผู้ชายต้องล่าสัตว์ได้

                                  ออกไปไร่ตัดต้นไม้ใหญ่

                                  งานใหญ่ในไร่ผู้ชายต้องทำก่อน

                                  เมื่อผู้ชายเริ่มต้นได้แล้ว

                                  ผู้หญิงก็ทำตามได้

     

              5. เพลงที่ร้องในพิธีกรรม

                        เพลงในพิธีกรรมนี้ ส่วนมากนิยมร้องเฉพาะคนเฒ่าคนแก่เท่านั้น เด็กหนุ่มเด็กสาวที่ร้องได้มีน้อยมาก เพราะในพิธีกรรมจริง ๆ ผู้ที่จะร้องเพลงเหล่านี้จะเป็นผู้อาวุโส แต่ในพิธีโล้ชิงช้าจะมีเพลงของหนุ่ม ๆ สาว ๆ ร้องด้วย

                        เพลงในพิธีโล้ชิงช้า

                                  ผู้ชายเป็นคนสร้างชิงช้า

                                  ผู้หญิงจะเป็นคนโล้ชิงช้า

                                  แม้จะแกว่งไปไกลแค่ไหนก็ไม่กลัว

                                  วันนี้เป็นวันดี

                                  เป็นวันปีใหม่ของพวกเราแล้ว

                                  ผู้ชายต้องไปหาต้นไม้มาทำชิงช้า

                                  หาเถาวัลย์มาทำเชือกชิงช้า

                                  เสร็จแล้วพวกเรามาโล้ชิงช้า

     

                        เพลงในพิธีสร้างประตูหมู่บ้าน

                                  เมื่อหญิงมีลูกฝาแฝด อยากจะเข้ามาในหมู่บ้าน อย่าให้เธอเข้ามา

                                  ควายที่มีลูกฝาแฝดจะเข้ามา อย่าให้มันเข้ามา

                                  เสือที่เข้ามาใกล้หมู่บ้าน อย่าให้มันเข้ามา

                                  นกอินทรีที่กำลังบินมา อย่าให้บินมาเกาะบนประตู

                                  สิ่งที่ดีงามกำลังมายังหมู่บ้าน ให้เข้ามาได้

                                  สิ่งชั่วร้ายที่จะมาถึงให้ขจัดออกไป

     

                        เพลงส่งวิญญาณของคนตายไปหมู่บ้านของบรรพบุรุษ เพื่อให้ดวงวิญญาณไปถึงจุดหมายปลายทาง ในบทเพลงนำดวงวิญญาณ จะกล่าวถึงเรื่องราวที่สำคัญของประเพณีพิธีศพของอ่าข่า สุดท้ายจะเป็นการร้องเพลงบอกทางแก่ดวงวิญญาณไปสู่หมู่บ้านของบรรพบุรุษมีเนื้อหาเพลงดังนี้

                                  มีทางสามแพร่ง อย่าไปทางขวา

                                  อย่าไปทางซ้าย จงเดินตรงไป

                                  ท่านมาถึงต้นไม้ซึ่งมีกิ่ง 3 กิ่ง

                                  ท่านมาถึงหมู่บ้าน 3 หมู่บ้าน

                                  ท่านมาถึงทุ่งนา 3 แห่ง

                                  หมู่บ้านของบรรพบุรุษท่านอยู่ตรงกลาง

                                  ท่านมาถึงหมู่บ้านของบรรพบุรุษของท่านแล้ว

                                  บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย

                                  ทุกคนกำลังรอท่านอยู่

     

                        จะเห็นได้ว่า สังคมชาติพันธุ์อ่าข่าในอดีต เพลงมีบทบาทในการอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดวิชาความรู้ ตลอดจนกฎขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติพันธุ์อ่าข่าไปยังคนรุ่นหลังเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะว่าชาติพันธุ์อ่าข่าไม่มีตัวหนังสือที่จะบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ส่งต่อไปยังบุตรหลาน (อำภา วูซือ 2562 ออนไลน์)

             

  • การละเล่นของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              การละเล่น

              การละเล่นในงานเทศกาลหรือในพิธีกรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอ่าข่าที่ทำงานหนักเกือบตลอดทั้งปี ทำให้หาเวลาพักผ่อนเพื่อความสนุกสนานได้น้อยมาก แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีชาติพันธุ์อ่าข่าก็มีวิธีผ่อนคลายและหาเวลาพักผ่อนให้แก่สมาชิกในชุมชน ผ่านการจัดพิธีกรรมประจำปี และทุกพิธีกรรมที่สำคัญ จะมีข้อกำหนดทางวัฒนธรรมไว้ว่า ชาวบ้านทุกคนจะต้องหยุดงานในไร่ให้หมด และห้ามออกจากหมู่บ้าน ทุก ๆ คนจะต้องเข้าร่วมพิธีกรรม เมื่อทำพิธีเสร็จแล้วจะได้ร่วมสนุกสนานกันเต็มที่ เป็นการพักผ่อนจากการทำงานหนักในไร่ของคนอ่าข่า และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชนอีกด้วย พิธีกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ได้แก่ พิธีโล้ชิงช้า พิธีปีใหม่ พิธีปีใหม่ชนไข่แดง พิธีกรรมทั้ง 3 พิธีนี้ ตอนกลางวันจะมีการไหว้บรรพบุรุษ หนุ่มสาวเล่นสะบ้า เล่นลูกข่าง นอกจากนี้ จะมีการรำดาบของผู้ชายอีกด้วย พอถึงเวลากลางคืนชาวบ้านจะมารวมกันที่ลานวัฒนธรรมของหมู่บ้าน และหนุ่มสาวจะพากันเต้นรำ โดยหญิงสาวจะนำเครื่องให้จังหวะคือกระบอกไม้ไผ่ ส่วนพวกหนุ่ม ๆ จะนำไม้มาวางไว้เป็นกรอบสี่เหลี่ยมกว้าง ๆ พอได้เวลาประมาณสองทุ่มหรือสามทุ่ม การเต้นรำเริ่มต้น หญิงสาวจะเต้นรำไปพร้อมกับกระทุ้งกระบอกไม้ไผ่กับไม้เนื้อแข็งที่วางเป็นกรอบไว้พร้อม ๆ กัน เป็นการให้จังหวะ เสียงของกระบอกไม้ไผ่นี้จะดังไปไกลให้ได้ยินไปยังดอยลูกอื่นด้วย และจะเต้นรำกันตลอดทั้งคืนจนถึงเวลาหกโมงเช้า (อำภา วูซือ, 2562, ออนไลน์)

              การละเล่นพื้นบ้านของชาติพันธุ์อ่าข่าส่วนใหญ่ อุปกรณ์ที่ใช้จะทำขึ้นง่าย ๆ หาได้จากสิ่งแวดล้อมใกล้ ๆ หมู่บ้าน การเล่นของเด็กหลาย ๆ อย่างจะใช้ธรรมชาติเป็นเวทีหรือเป็นอุปกรณ์ในการเล่น และจะเป็นการละเล่นที่ง่าย ๆ ในช่วงวัยเด็กการละเล่นพื้นบ้านของอ่าข่าจริง ๆ มีอยู่ไม่กี่อย่าง ทั้งนี้เพราะว่าหาเวลาว่างไม่ค่อยมี แม้แต่ในวัยเด็กพออายุประมาณ 7 - 8 ขวบก็จะมีหน้าที่รับผิดชอบ แล้วช่วงที่ว่างและเล่นสนุกสนานกันได้จริง ๆ ก็เฉพาะเวลามีงานเทศกาลประจำปีหรืองานพิธีกรรมที่สำคัญ ๆ เท่านั้น

              การละเล่นพื้นบ้านของชาติพันธุ์อ่าข่า มีทั้งการละเล่นประกอบดนตรี และไม่มีดนตรี ในงานศึกษาของอุไรวรรณ แสงศร (2531: 54 - 61) แบ่งการละเล่นของชาวอ่าข่าไว้ดังนี้

              1. การละเล่นในวัยเด็ก วัยเด็กของชาวอ่าข่าตั้งแต่อายุประมาณ 2 - 4 ขวบจะเริ่มติดตามพี่สาวหรือพี่ชายซึ่งเป็นพี่เลี้ยง ออกไปเล่นรวมกลุ่มกับเด็กอื่น ๆ ในหมู่บ้าน บริเวณรอบหมู่บ้าน หรือบริเวณชายป่ารอบหมู่บ้าน หรือตามไร่นาเมื่อติดตามบิดามารดา เด็กในวัยนี้ ยังไม่มีหน้าที่ช่วยเหลือพ่อแม่เพราะยังเล็กเกินไป จนเมื่ออายุประมาณ 7 - 8 ขวบขึ้นไป จึงเริ่มมีหน้าที่รับผิดชอบในการช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานเท่าที่จะทำได้ เช่น มีหน้าที่เลี้ยงน้องขณะที่พ่อแม่ออกไปทำงานในไร่ หรือออกไปหาอาหารนอกหมู่บ้าน เด็ก ๆ เหล่านี้จะพาน้องไปรวมกลุ่มกันเล่นเกมต่าง ๆ เช่น

                        1. การเล่นซ่อนหา เป็นการเล่นเกมชนิดหนึ่งที่นิยมเล่นของเด็กชาวอ่าข่าอายุประมาณ 4 – 7 ขวบ โดยเล่นรวมกันทั้งหญิงและชาย เล่นได้ทุกฤดูกาล วิธีการเล่นไม่ซับซ้อน

                        2. การละเล่นของเด็กที่มีอายุระหว่าง 7 - 10 ปี เป็นเกมที่เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ดังนี้

                                  2.1 การเล่นเดินขาต่อขา (แหม่หน่อเนาะ) ผู้เล่นจะขึ้นไปยืนอยู่บนแขนงไม้ไผ่ ซึ่งมีแขนงสำหรับเหยียบอยู่ที่โคน แล้วใช้เดินแทนขา บางครั้งจะมีการเดินแข่งขันกันด้วย การเล่นนี้เล่นได้ทุกฤดูกาล

                                  2.2 การเล่นล้อเลื่อน (โลต่าจ้อ) เล่นได้ทั้งชายและหญิง แต่เด็กชายนิยมเล่นมากกว่า เพราะการเล่นล้อเลื่อนนี้ เป็นการเล่นที่ค่อนข้างจะโลดโผน เล่นตามไหล่เขา โดยนั่งไถลตัวลงมาตามเนินเขาเตี้ย ๆ บางครั้งจะนั่งบนขอนไม้หรือกระดองเต่า แล้วไถลลงมาตามเนินเขา ต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นล้อเลื่อนหรือรถลากทำด้วยไม้มี 4 ล้อ แล้วนำขึ้นไปบนเนินเขาเตี้ย ๆ โดยผู้เล่นจะนั่งบนล้อเลื่อน ให้ล้อเลื่อนวิ่งลงมาตามไหล่เขา การเล่นล้อเลื่อนนี้จะเล่นได้ทุกฤดูกาล

                                  2.3 การเล่นหม้อข้าวหม้อแกง (ห่อเมอเมอะ) เป็นการเล่นเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิง หากมีเด็กชายที่มาร่วมเล่นด้วย ก็จะเป็นเด็กเล็ก อายุประมาณ 3 - 5 ขวบเท่านั้น

                                  2.4 การเล่นฉุดขึ้นเนิน (เงอค้าแย่เกอะ) นิยมเล่นรวมกันทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย โดยผู้เล่นจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย แต่จะให้ฝ่ายที่อยู่บนเนินมีมากกว่า 2 - 3 คน วิธีเล่นคือ ทั้ง 2 ฝ่ายจะแย่งผู้เล่นกัน โดยฝ่ายอยู่บนเนินจะพยายามดึงคนที่อยู่ข้างล่างขึ้นไปเป็นพวกของตนเองให้ได้มากที่สุด ส่วนฝ่ายที่อยู่ข้างล่างก็พยายามจะฉุดฝ่ายที่อยู่ข้างบนลงมาเป็นพวกตนเองเช่นกัน ถ้าฝ่ายไหนหมดผู้เล่นก่อน ถือว่าเป็นฝ่ายแพ้

                                  2.5 การเล่นชิงหลุม (ลามือแฉะ) มีวิธีเล่นเหมือนกับการเล่นลิงชิงหลักของเด็กไทย การเล่นชิงหลุมนี้ นิยมเล่นทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย

                                  2.6 การเล่นชิงไม้ (ดู่บ่อเกอะ) เล่นได้ทั้งหญิงและชาย ผู้เล่นจะมีประมาณ 4 - 5 คน ผู้เล่นจะเลือกหัวหน้า 1 คน แล้วนำไม้ 4 อันมาวางเป็นกรอบสี่เหลี่อมล้อมหัวหน้าไว้ ผู้เล่นคนอื่น ๆ จะต้องพยายามแย่งไม้จากหัวหน้าให้ได้ ถ้าใครแย่งไม้ได้มากที่สุด คนนั้นเป็นฝ่ายชนะ และคนที่ไม่ได้ไม้เลยหรือได้น้อยจะเป็นคนยืนรักษาไม้แทน

                                  2.7 การเล่นเสือกินวัว (ข่าย่าเชอเดอะ ข่าอึ่มเชอเด) เล่นได้ทั้งหญิงและชาย วิธีเล่นเหมือนกับการเล่นเสือกินวัวของคนพื้นราบ

              นอกจากนี้มีการละเล่นพื้นบ้านที่เรียกว่า  Awvq-avq taev-e (เอาะ-อะ แต-เออ) ที่เป็นการละเล่นของเด็กผู้ชาย วิธีการเล่น 1.แบ่งผู้แข่งขันออกเป็น 2 ฝ่ายจำนวนเท่า ๆ กัน 2.ตีเส้นตรงกลาง อยู่กันคนละฝั่ง      3.เริ่มแข่งขันโดยการใช้มือแตะ หรือสัมผัสหน้าผาก กับหน้าแข้ง 4.ในขณะที่แข่งขัน ไม่สามารถวิ่งข้ามเขตแดนได้ ถ้าจะวิ่งข้ามต้องวิ่งขาเดียว 5.หากโดนฝ่ายตรงข้ามแตะโดนหน้าผากหรือหน้าแข้ง ถือว่าแพ้ 6.หากฝั่งไหนสมาชิกถูกแตะโดนทั้งหมดก่อน ถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ (ดูวีดิทัศน์ การเล่น Awvq-avq taev-e)

              2.การเล่นของหนุ่มสาว

                        2.1 การเล่นลูกสะบ้า (อะเบอเกอะ) เป็นการเล่นของสตรีชาวอ่าข่าโดยเฉพาะ แต่เด็กหญิงและเด็กชายเล็ก ๆ ก็นิยมเล่นเหมือนกัน ลูกสะบ้าที่นำมาเล่นนี้จะเป็นลูกไม้ป่าชนิดหนึ่งเรียกว่า “ลูกยะเนอะ” ต้นอะเบอะจะขึ้นตามป่ารอบ ๆ หมู่บ้านอ่าข่า

                        วิธีเล่นผู้เล่นจะมีกี่คนก็ได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ทีมเท่า ๆ กัน ผู้เล่นจะมีลูกสะบ้าคนละ 1 ลูก ทีมที่เล่นก่อนจะเป็นทีมทอยลูกสะบ้า ทีมตรงกันข้ามจะนำลูกสะบ้าไปวางไว้บนเส้นที่ขีดเอาไว้อีกด้านหนึ่ง ทีมที่เล่นก่อนจะทอยลูกสะบ้าไปยังลูกสะบ้าของฝ่ายตรงกันข้าม เมื่อโยนสะบ้าไปแล้วต้องรีบวิ่งตามลูกสะบ้าให้ทัน อย่าให้ลูกสะบ้าเลยออกนอกเส้น ถ้าลูกสะบ้าออกนอกเส้น ผู้เล่นคนนั้นถือว่าหมดสิทธิเล่นต่อไป ถ้าผู้เล่นแพ้หมด ฝ่ายตรงกันข้ามจะเข้ามาเล่นแทน การเล่นสะบ้ามีหลายวิธีด้วยกัน ถ้าผู้เล่นสามารถผ่านได้ทุกวิธีถือว่าเป็นผู้ชนะ

                                  วิธีที่ 1 ใช้มือกำลูกสะบ้าโยนไปที่สะบ้าของฝ่ายตรงกันข้ามแล้ววิ่งตามไปเก็บลูกสะบ้าของตัวเองให้ทัน

                                  วิธีที่ 2 วางลูกสะบ้าบนหลังมือแล้วโยนไปยังลูกสะบ้าของฝ่ายตรงข้ามแล้ววิ่งตามไปเก็บลูกสะบ้าให้ทัน

                                  วิธีที่ 3 วางลูกสะบ้าลงบนหลังเท้าแล้วโยนลูกสะบ้าออกไปยังฝ่ายตรงกันข้าม แล้ววิ่งไปเก็บให้ทันอย่าให้ออกนอกเส้น

                                  วิธีที่ 4 เหน็บลูกสะบ้าที่ตาตุ่ม แล้วโยนลูกสะบ้าออกจากตาตุ่มไปยังลูกสะบ้าของฝ่ายตรงกันข้าม

                                  วิธีที่ 5 เหน็บลูกสะบ้าไว้ที่หัวเข่าแล้วโยนลูกสะบ้าออกไปยังลูกสะบ้าของฝ่ายตรงกันข้ามเหมือนวิธีที่ 4

                                  วิธีที่ 6 ใช้หัวแม่เท้าทั้ง 2 ข้างหนีบลูกสะบ้าไว้ แล้วโยนลูกสะบ้าไปยังลูกสะบ้าของฝ่ายตรงข้ามให้ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่าให้ลูกสะบ้าวิ่งออกนอกเส้น

                        ถ้าผู้เล่นสามารถผ่านได้ทุกวิธีทั้ง 6 วิธีนี้ ก็จะเป็นผู้ชนะ การเล่นสะบ้านี้จะนิยมเล่นเฉพาะสตรีสาวล้วน เล่นเฉพาะหน้าแล้งในช่วงที่หญิงอ่าข่าว่างงานจริง ๆ เท่านั้น และบางครั้งนิยมเล่นในเทศกาลเช่นวันปีใหม่อ่าข่า ส่วนเวลาปกติจะต้องมีเวลาว่างจริง ๆ จึงจะเล่นได้

                        2.2 การเล่นลูกข่าง เป็นการเล่นเฉพาะของผู้ชายตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่ม โดยจะเล่นในช่วงปีใหม่ ลูกข่างจะทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เชือกจะทำด้วยปอ การเล่นลูกข่างจะมีการแข่งขันกันด้วย โดยจะมีลูกข่างที่เป็นตัวยืนอยู่หนึ่งลูกจะเป็นของใครก็ได้ ถ้าคนแรกโยนลูกข่างของตัวเองลงไป เพื่อน ๆ ที่ยืนอยู่รอบ ๆ วงจะโยนลูกข่างไปยังลูกข่างอันแรกที่กำลังหมุนอยู่บนพื้นดิน ให้ลูกข่างอันแรกนั้นล้มลงไป บางครั้งจะมีการแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายแล้วผลัดกันโยนลูกข่างอันแรกลงไป แล้วฝ่ายตรงกันข้ามจะต้องโยนลูกข่างของตัวเองลงไป”ฆ่า”ให้ได้ ถ้าไม่สามารถฆ่าได้ก็เป็นฝ่ายแพ้ (อุไรวรรณ แสงศร, 2531)

  • เรื่องเล่า/ตำนาน/วรรณกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              วรรณกรรม/ตำนาน  

              ชาวอ่าข่ามีคติความเชื่อระหว่างสองสิ่งเสมอ ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากคติความเชื่อของการจัดการพื้นที่ของหมู่บ้านเป็นพื้นที่ของมนุษย์ที่ตรงข้ามกับพื้นที่ของวิญญาณ พื้นที่ของบ้านเรือนตรงข้ามกับป่า ซึ่งในทัศนะของชาวอ่าข่าเกี่ยวกับจักรวาลนั้นจะครอบคลุมตั้งแต่ธรรมชาติ บริเวณภายนอกและภายในหมู่บ้าน และรวมถึงภายในบ้าน ภายในบ้านชาวอ่าข่าจึงเปรียบเสมือนกับการย่อส่วนของจักรวาลเล็ก ๆ โดยมีบ้านของหยื่อมะ (โจ่วมา) ผู้นำทางจิตวิญญาณที่สำคัญของชาวอ่าข่าอยู่บริเวณศูนย์กลางเปรียบเสมือนจักรวาล และมีบ้านของสมาชิกในชุมชนตั้งขยายออกไปรอบๆ การจัดรูปแบบหมู่บ้านของชาวอ่าข่านั้นมักจะมีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงขอบเขตระหว่างโลกของมนุษย์ ภายใน และภายนอก โลกของจิตวิญญาณ โดยมีประตูหมู่บ้านเป็นการแบ่งเขตระหว่างโลกของผีและมนุษย์ และเป็นสัญลักษณ์การแบ่งขอบเขตระหว่างกันที่สร้างไว้ก่อนเข้าสู่ชุมชนชาวอ่าข่าทุกเส้นทางที่ใช้สัญจรเข้าสู่หมู่บ้านชาวอ่าข่าได้  ถือเป็นลักษณะเฉพาะของชาวอ่าข่าที่แตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ

              ตำนาน: “ถ่องผ่องสียะอ่ามา ” แม่ของผีและคน (อ่ามา มาตะ)

               ตำนานเรื่องแม่ของผีและคน หรือ อ่ามา (แม่) มาตะ (ร่วมกัน) นี้ เล่าขานเกี่ยวกับแม่ที่มีนม 9 เต้าอยู่ข้างหลังสำหรับผี ส่วนด้านหน้ามีนม 2 เต้าสำหรับคน ทั้งผีและคนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน กลางคือให้ผีทำงาน ให้คนนอน กลางวันคนทำงาน ให้ผีนอน เสือกับควายอยู่ด้วยกัน นกอินทรีย์กับไก่อยู่ด้วยกัน ดำเนินชีวิตอย่างนี้มาตลอด จนอ่ามามาตะได้เสียชีวิตลง ผีกับคนทะเลาะกัน สาเหตุที่ทะเลาะกันเพราะไม่สามารถทำพิธีร่วมกันได้ระหว่างผีกับคน นกอินทรีย์กับไก่แยกกันอยู่ ควายกับเสือไม่ถูกกัน เมื่ออ่ามามาตะเสียชีวิต มีการจัดพิธีกรรมให้อ่ามามาตะ โดยเชิญพิมาของผีชื่อว่า ยา โล เบ เช้ ได้ไปหาสัตว์ทุกชนิดที่มีครรภ์มาเพื่อประกอบพิธีกรรม และสัตว์ได้แหกคอกหนีเหลือแต่ หมี กระรอก กึโห (เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง มีรูปร่างลักษณะคล้ายกระรอก มีขนาดเท่าแมว ) ขณะที่พิมาของผีท่องสวด อ่ามามาตะก็ลุกขึ้นมาแล้วพูดว่า ไปไม่ได้หนทางยาก (หมายถึงท่องบทสวดแล้วพาวิญญาณไปถึงสวรรค์ไม่ได้) ท่องอยู่ 3 คืน ยังส่งวิญญาณไม่ได้ จึงได้เชิญพิมาของคนมาท่องต่อ ชื่อว่า พิมา ยา แม อะห่อง ซึ่งเป็นพิมาคนแรกของอ่าข่าและคนแรกของโลก เมื่อพิมาของคนท่องบทสวดไปได้ 1 - 2 คืน อ่ามามาตะก็ลุกขึ้นมาแล้วกล่าวว่า ไปได้ครึ่งทาง เมื่อท่องถึงคืนที่ 3 ซึ่งเป็นคืนสุดท้าย เมื่อจบบทสวดอ่ามามาตะสิ้นใจตาย และต้นกำเนิดพิธีกรรมต่างๆ จึงเกิดจากตรงนี้ สืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัดจนถึงปัจจุบัน

              หลังจากอ่ามามาตะสิ้นใจ ผีกับคนก็ยังอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ชื่อบ้านว่า ดาโก๊ะ ดากะ แต่เริ่มทะเลาะกันหนักขึ้น เนื่องจากต่างฝ่ายอยากแยกไปอยู่กันเอง จึงกล่าวโทษซึ่งกันและกัน คนอยู่บ้าน ผีไปทำงานกลับมา ก็กล่าวโทษคนว่าขโมยไข่ผี ผีไปไร่ คนก็กล่าวโทษผีว่าขโมยแตง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีใครขโมย เมื่อกล่าวหาซึ่งกันและกันหนักขึ้น คนกับผีก็อยู่ในครอบครัวเดียวกันไม่ได้ เลยสาบานกันและให้มีการแบ่งเขต ต่างฝ่ายต่างจะไม่เห็นกันและไม่ไปล้ำเขตซึ่งกันและกัน แบ่งกลางคืนให้ผี กลางวันให้คน จึงได้ทำพิธีกรรมแยกจากกัน โดยให้คนปิดหน้าและหันหลังให้ผี ผียืนมองคนเอากระด้งปิดหน้าสุนัข อ่าข่าจึงมีความเชื่อว่าเวลาสุนัขหอน หรือเห่า เพราะว่าเห็นผีอย่างลางๆ มองจากรูกระด้ง และเชื่อว่าผีเห็นคนแต่คนไม่เห็นผี นอกจากขวัญอ่อนเวลาเจอผีหลอก (njoy, 2551 อ้างในอำภา วูซือ, 2562., ออนไลน์)

  • สถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              สถานการณ์ปัจจุบันและสภาพปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง

              กระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งทำให้เกิดการไหลบ่าของผู้คน ทุน อุดมการณ์ และค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมข้ามพรมแดนของรัฐชาติ และหมุนเวียนทั่วโลก ตลอดจนนโยบายการพัฒนาประเทศ ของประเทศต่างๆ ก่อให้เกิดผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่อชุมชนสังคมโลกอย่างกว้างขวาง รวมทั้งต่อชุมชนชาติพันธุ์รวมทั้งอ่าข่า ที่อาศัยอยู่ในประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศจีน นโยบายของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ที่ถึงแม้จะมีระบบการปกครองที่แตกต่างกันไป ในกรณีของระบอบประชาธิปไตยในไทย การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยของเมียนมา ซึ่งเคยอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารมาเป็นเวลานาน ตลอดจนประเทศคอมมิวนิสต์ลาว จีน และเวียดนาม ต่างมุ่งพัฒนาประเทศ โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจระบบทุนนิยม และอุตสาหกรรม การเกษตรที่มุ่งส่งเสริมพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว การพัฒนาความเป็นเมือง และลดปัญหาความยากจนในเขตชนบทและพื้นที่สูง และการแก้ปัญหาการปลูกพืชเสพติด และระบบการเกษตรแบบโค่นเผาตัดฟัน เหล่านี้ นำไปสู่การดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญต่อโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์

              ในส่วนของชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ในประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ ในลักษณะที่เหมือนและต่างกันไป โดยมีปัจจัยสำคัญคือ ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์กับรัฐ และคนกลุ่มต่างๆในชาติ นโยบายของรัฐชาติในการจัดการความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในประเทศ และการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคภายใต้โครงการต่างๆ นับตั้งแต่คำประกาศของผู้นำที่จะเปลี่ยนภูมิภาคนี้ จากสนามรบเป็นสนามการค้า การมุ่งพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขง สู่การเป็นประชาคมอาเซียนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม และการรุกคืบของอิทธิพลจีนในทุกด้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

              สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เผชิญหน้าชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศในภูมิภาคนี้ ประเด็นหลักยังคงเป็นเรื่องของการถูกเลือกปฏิบัติ การไม่ได้รับความเท่าเทียมทางสังคมเช่นกับคนอื่น การละเมิดสิทธิ การเข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน และสวัสดิการทางสังคมของรัฐ ทั้งในเรื่องของการศึกษา สุขภาพ โอกาสการทำงาน ปัญหาการถูกกีดกันจากการเข้าถึงและการจัดการทรัพยากร

              กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในภาคเหนือของประเทศไทย ที่ทางการเรียกว่าชาวเขา รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าหลายกลุ่มยังคงประสบปัญหาการไร้สัญชาติ ที่ดินทำกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลในปัจจุบัน เห็นได้จากคำประกาศแถลงการณ์ของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ในวันชนพื้นเมืองโลก วันที่ 9 ส.ค.2563 ที่ว่า “พวกเรายังมีข้อกังวลอยู่ว่า นโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินของรัฐนั้นยังไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตตามประเพณีของพวกเราที่สืบทอดมาจากบรรพชน ชุมชนหลายแห่งต้องประสบกับปัญหาและเผชิญกับความยากลำบาก เนื่องจากที่ดินทำกินถูกยึดไปปลูกป่าตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐ ชาวบ้านถูกจับเมื่อไปทำไร่ พวกเราเห็นว่าแนวทางและวิธีคิดที่มองว่าชุมชนเป็นตัวปัญหา การรวบอำนาจการจัดการทรัพยากรเข้าสู่ส่วนกลาง การบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ  เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากล และพันธกรณีระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยไปลงนามผูกพันไว้แล้ว” (หน้า 1)

              ในช่วงของสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองหลายแห่งมีการจัดการตนเอง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค โดยทำการปิดหมู่บ้าน ห้ามการเข้าและออกจากหมู่บ้าน มีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องและคุ้มครองสมาชิกในชุมชนให้อยู่รอดปลอดภัย อีกทั้งยังมีชุมชนหลายแห่ง นำเอาอาหารและผลิตผลที่ชุมชนมีอยู่ออกไปช่วยเหลือและสนับสนุนให้คนหรือชุมชนที่ขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะกลุ่มที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง ที่ขาดรายได้เนื่องจากถูกเลิกจ้างงานและไม่มีแหล่งอาหาร ทั้งยังไม่สามารถเดินทางกลับคืนสู่ชุมชนของตนได้ (แถลงการณ์เนื่องในวันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลกและวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย 9 ส.ค. 2563)

              นอกจากนี้ จากการพูดคุยกับนางสาววิไลลักษณ์ เยอเบาะ ซึ่งทำงานเกี่ยวกับประเด็นการศึกษาชาติพันธุ์ ภายใต้สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (สมาคมอิมเป็ค) และนางสาวนางสาวชุติมา (หมี่จู) มอแลกู่ ประธานเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีประสบการณ์เดินทางไปแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และจัดอบรมการสอนภาษา วัฒนธรรม และตัวเขียนอ่าข่าร่วม ในประเทศพม่า ลาว จีน ให้ข้อมูลตรงกันว่า ปัจจุบัน ชุมชนอ่าข่าในประเทศไทย และประเทศต่างๆเหล่านี้ ประสบปัญหาวิกฤติจากการที่เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ไม่มีความรู้ ไม่สนใจ ไม่สามารถพูดภาษาอ่าข่าได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบเหมือนกันในทุกประเทศ ในหลายหมู่บ้านอ่าข่าในไทยในปัจจุบัน มีโรงเรียนจีนไปตั้ง พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกได้เรียนภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย แต่ไม่สนใจส่งเสริมให้เรียนรู้เรื่องราวของตนเอง นอกจากนี้นิยมให้ลูกหลานเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย

              “คนอ่าข่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างตีคุณค่ากันผิดๆ เคยสัมภาษณ์พ่อแม่ชาวอ่าข่า เขาเล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจว่าลูกหลานเขาพูดภาษาอื่นๆได้ พ่อแม่เหล่านี้จะไม่สอนภาษาอ่าข่าให้ลูกหลาน เพราะเขาไม่ภาคภูมิใจในความเป็นอ่าข่าของตนเอง แต่จะภาคภูมิใจในการพูดภาษาของคนอื่นได้...เรื่องอัตลักษณ์อ่าข่า เป็นเรื่องภาษาและวัฒนธรรมที่ไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แต่หมายถึงการเคารพผู้ใหญ่ การรู้จักตัวเอง” (ชุติมา หมี่จู มอแลกู่ สัมภาษณ์ 15 ก.ย. 2563)

              นอกจากนี้ อำภา วูซือ (2562 ออนไลน์) ระบุว่า แต่เดิมการตั้งถิ่นฐานที่ของชาวอ่าข่าไม่ได้ตั้งอยู่อย่างถาวร แต่มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่และพื้นที่การประกอบอาชีพอยู่เรื่อย ๆ แต่ในสังคมปัจจุบันชาวอ่าข่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยใช้พื้นที่ถาวร และประกอบอาชีพถาวร ความเป็นหมู่บ้านอ่าข่าปัจจุบันเปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจัยและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไปทำให้ไม่สามารถย้ายที่ตั้งหมู่บ้านใหม่และที่ทำกินใหม่ได้เหมือนในอดีต ระบบการผลิตเปลี่ยนไป จากผลิตเพื่อยังชีพ เป็นการผลิตในระบบทุนนิยม มีการประกอบอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางศาสนา จากการนับถือบรรพบุรุษเปลี่ยนมานับถือ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนา อิสลาม ไม่ได้ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นหนึ่งเดียวทั้งชุมชนเช่นในอดีต ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านอ่าข่าหลายหมู่บ้านมีลักษณะที่คล้ายกันหลายประการคือ

                        ประการแรก  การเคลื่อนย้ายถิ่น และการลดลงของจำนวนประชากรในหมู่บ้าน เนื่องจากพื้นฐานความเป็นอยู่ของชาติพันธุ์อ่าข่าที่สวนกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้ชาติพันธุ์อ่าข่าในปัจจุบันต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมเพื่อความอยู่รอดของตนและครอบครัว การประกอบอาชีพดั้งเดิมที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ ทำให้ประชากรวัยแรงงานในกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าแทบทุกชุมชน มีการตื่นตัวที่จะเคลื่อนย้ายแรงงานจากชุมชนสู่สังคมเมืองและต่างประเทศกันมากขึ้น เพื่อแสวงหาโอกาสทางสังคมตอบสนองความต้องการของตนและครอบครัว การย้ายออกของแรงงานชาติพันธุ์อ่าข่าส่งผลกระทบต่อแรงงานครอบครัวอย่างมาก ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานตามมา โดยในปัจจุบัน หมู่บ้านอ่าข่าหลายหมู่บ้าน ต้องขอแรงงานญาติพี่น้องจากหมู่บ้านอื่นเข้ามาช่วยทำการเกษตร หรือจ้างแรงงานชาติพันธุ์อื่นๆ ในหมู่บ้านใกล้เคียง รวมทั้งการนำแรงงานจากประเทศพม่าเข้ามาเป็นแรงงานในหมู่บ้าน

                        ประการที่สอง  การขาดแคลนผู้รู้ ผู้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากผู้อาวุโสได้ล้มหายตายจากไป  และไม่มีผู้สืบทอดความรู้ด้านวัฒนธรรมอ่าข่า ประเพณี พิธีกรรม นอกจากนี้ พิธีกรรมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อบางข้อ ไม่สอดคล้องกับกาลสมัยและกฎหมายลายลักษณ์อักษร ตามสภาพการณ์ปัจจุบัน ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของตนเอง จึงไม่สนใจเรียนรู้สืบทอด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านความเชื่อ และศาสนาของชาวอ่าข่า ทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมสูญหายไปเรื่อยๆ

                        ประการที่สาม การเริ่มสูญหายของภาษา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสังคม มีผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมของชาติพันธุ์อ่าข่า เนื่องจากการประกอบอาชีพในปัจจุบัน ทำให้เยาวชนส่วนใหญ่ต้องออกจากถิ่นฐานเดิม รวมทั้งการไม่สามารถสืบทอดภาษาอ่าข่าของผู้สูงอายุให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ ในขณะเดียวกัน การจัดระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์อ่าข่ายังไม่เข้มแข็งพอ เนื่องจากปัญหาบุคลากร การประสานความร่วมมือขององค์กรต่างๆ

                        ประการที่สี่ ปัญหาหนี้สิน  เนื่องจากการเปลี่ยนระบบการผลิตจากรูปแบบการทำไร่เพื่อยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อขาย ทั้งข้าวโพด กาแฟ พืชระยะสั้น เช่น พริก มะเขือเทศ กระหล่ำ ทำให้ต้องใช้แรงงานและต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นขณะที่ครอบครัวขาดแคลนแรงงานเนื่องจากบุตรหลานเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ได้เข้ามารองรับในวิถีเกษตรกรรม  การกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อใช้ในการลงทุนการผลิตและการจ้างแรงงาน ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมีหนี้สินเพิ่มขึ้น (อำภา วูซือ 2562 ออนไลน์)

              นางสาวชุติมา (หมี่จู) มอแลกู่ ประธานเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง เล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เผชิญหน้าคนอ่าข่าในภูมิภาคนี้ว่า

              “โดยภาพรวมแล้ว คนอ่าข่าที่จีนมีสถานะที่ดีที่สุด ถ้าเทียบกับประเทศอื่น คนอ่าข่าที่นั่นไม่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน หรือไม่มีสัญชาติ รัฐบาลจีนจัดสรรที่ให้ทั้งที่นา และที่อยู่อาศัย โดยให้เป็นรายคน จำนวนเท่ากันหมด เพื่อห้ทำกินและอยู่ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ชาวบ้านไม่มีปัญหาทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ อย่างเช่นในประเทศไทย” (สัมภาษณ์ วันที่ 15 ก.ย. 2563)

              ชุติมาแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ของคนอ่าข่าในประเทศลาว ซึ่งนอกจากต้องถูกอพยพโยกย้ายลงจากเขตภูเขาลงมาอยู่สองข้างทางถนนแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการ “ตกเขียว” เด็กสาวชาวอ่าข่าและผู้หญิงอ่าข่าลาวตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ถูกนายหน้าคนอ่าข่าด้วยกันหลอกว่าจะให้ไปทำงาน ที่ประเทศจีน แต่ในที่สุดต้องไปเป็นเมียของชายชาวจีน ในขณะเดียวกันคนอ่าข่าลาว รวมทั้งอ่าข่าพม่าจำนวนมาก นิยมเข้าไปขายแรงงานในประเทศจีน เนื่องจากอยู่ใกล้กับพรมแดน ทำให้การเดินทางเป็นไปได้โดยสะดวก สำหรับปัญหาการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของชาวอ่าข่านั้น เป็นเรื่องที่หมี่จูมีประสบการณ์ตรงที่ได้เคยช่วยเหลือผู้หญิงอ่าข่าจากเชียงตุงที่ถูกนายหน้าหลอกไปเป็นภรรยาของคนจีน กว่าจะช่วยเหลือและสามารถส่งตัวกลับบ้านเกิดได้ ต้องพบกับอุปสรรคและความยุ่งยากต่างๆมากมาย จนตัวเธอเองเกือบต้องไปติดคุกอยู่ที่เมืองจีน เพราะถูกหาว่าเข้าไปก้าวก่าย ทั้งที่ไม่มีอำนาจหน้าที่หรือไม่ได้ถูกมอบหมายอย่างเป็นทางการให้เข้าไปช่วยเหลือ (ชุติมา หมี่จู มอแลกู่ สัมภาษณ์ วันที่ 15 ก.ย. 2563)

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              การรวมกลุ่มของชาวอ่าข่า มีหลายระดับทั้งในระดับย่อย หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับชาติ และข้ามชาติ เช่น การจัดตั้งเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง หรือชื่อในภาษาอ่าข่าว่า Naqkaw Aqkaq Dzoeqcawq Armavq – NADA ซึ่งนำไปสู่การทำงานร่วมกันในเชิงฟื้นฟูอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เช่น การพัฒนาภาษาเขียนร่วมกัน (Wang 2013; Morton 2013, 2016; ปนัดดา 2553, 2556) 

              ส่วนหนึ่งของการทำงานและกิจกรรมของกลุ่มเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง คือการจัดเวทีประชุมเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และวางแผนการทำงานของเครือข่าย ซึ่งการจัดประชุมมีขึ้นทุกปี ที่สำคัญคือการจัดเวทีวิชาการและวัฒนธรรม ครั้งที่ 2 ในจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-15 ก.พ.ปีพ.ศ. 2552 โดยมีตัวแทนชาวอ่าข่าจาก ประเทศจีน ไทย พม่า ลาว เวียดนาม เข้าร่วมงาน เวทีนี้ชื่อว่า งานมหกรรมวัฒนธรรมและเวทีวิชาการอ่าข่า ที่บ้านดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ในเวทีนี้ตัวแทนชาวอ่าข่าที่เข้าร่วม ได้เห็นชอบทำข้อตกลงร่วมกันในการปรับเปลี่ยนกฎข้อบังคับบางส่วนที่เคยยึดถือตามความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม หรือที่เรียกกันว่า อ่าข่าญ้อง ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคปัจจุบัน ซึ่งการทำข้อตกลงร่วมกันในครั้งนี้ มาจากแนวคิดที่จะปกป้อง สืบสาน วัฒนธรรมอ่าข่า ตลอดจนเพื่อเป็นการลดภาระทางเศรษฐกิจในการประกอบพิธีกรรมตามวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยข้อตกลงมีเนื้อหาสำคัญที่ครอบคลุมถึงเรื่องแนวปฏิบัติ พิธีกรรม ความเชื่อ ข้อห้าม ต่างๆ เพื่อให้การปรับเปลี่ยนมีผลนำไปใช้จริง ดังนี้ (มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ, 2552: ออนไลน์)  

              1. องค์ความรู้ และวัฒนธรรม เป็นเรื่องวิถีชีวิต การสืบทอดควรดำเนินการเต็มรูปแบบ แต่เนื่องจากในรอบปี การประกอบพิธีกรรมตามประเพณีอาจจะมีมาก ในบางสถานการณ์อาจมีอุปสรรคที่ไม่สามารถดำเนินการได้ในทุกเรื่อง ให้สามารถปรับลดลงให้เหลือเพียงการประกอบพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดสามเรื่อง หรือถ้าจำเป็นอาจจะเหลือเพียงหนึ่งเรื่องก็ได้

              2. หากมีการเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้าน อาทิ การทำถนน ซึ่งอาจมีผลทำให้ต้องย้ายสถานที่สำคัญๆ เช่น ประตูหมู่บ้าน ลานสันทนาการ  สุสาน และ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ให้ดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำทางพิธีการ เดิมการเปลี่ยนแปลงสถานที่เหล่านี้ จะกระทำไม่ได้ หากยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้นำพิธีการคนใหม่

              3. การตักน้ำเพื่อนำไปประกอบพิธีกรรม อาจไม่จำเป็นต้องนำมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านเพียงแห่งเดียว ในกรณีที่บ่อน้ำนี้แห้ง สามารถนำน้ำมาจากลำธารอื่น หรือ ต่อน้ำจากที่อื่นเข้ามายังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้

              4. การทำพิธีศพสำหรับผู้ที่เสียชีวิตแบบผิดปกติ เช่น จากไฟไหม้ หรือถูกยิงโดยอาวุธปืนหรือหน้าไม้ ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับผู้ที่เสียชีวิตในกรณีทั่วไป

              5. การทำพิธีศพซึ่งมีหลายระดับ ให้สามารถดำเนินการแบบง่ายๆ ได้ เช่น ไม่จำเป็นต้องฆ่าสัตว์ในการประกอบพิธีจำนวนมาก แต่อาจจะใช้แค่หมู 1-2 ตัว (เป็นแนวทางที่ประยุกต์มาจากอ่าข่าพม่า)

              6. ข้อตกลงนี้ถือว่าการสังหารชีวิตทารกฝาแฝดเป็นสิ่งต้องห้าม

              7. ให้เลี้ยงดูสัตว์ที่ไปเกิดลูกในป่า โดยไม่จำเป็นต้องกำจัด เหมือนที่ผ่านมา

              8. ในครอบครัวที่ไม่มีลูกชาย ให้ผู้หญิงสามารถประกอบพิธีกรรมได้

              9. ให้ผู้หญิงที่หย่าร้างกับสามี สามารถกลับมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดิมของตนได้ ไม่ว่าชั่วคราว หรือตลอดไป

              10. กรณีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ก่อนแต่งงานเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ และไม่จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรมใดๆ เพื่อแก้ไข    

              เครือข่ายเยาวชน

              เป็นเครือข่ายเยาวชนต้นกล้า ภายใต้สมาคมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (สมาคมอิมเป็ค – IMPECT) ที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ แต่เน้นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และการผลิตสื่อเพื่อการอนุรักษ์ ส่งเสริม และเผยแพร่เกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม การศึกษา และกิจกรรมอื่นๆ ของเครือข่ายชาติพันธุ์ และสภาชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Media Network – IMN)

              เครือข่ายสังคมออนไลน์

              นอกจากมีการตั้งกลุ่มเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองดังกล่าวข้างต้น ยังมีคนทั่วไปที่เป็นชาวอ่าข่า ที่ตั้งเพจต่างๆที่แสดงตัวตนความเป็นคนอ่าข่า ทาง Facebook เพื่อสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราว และเผยแพร่เกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม และกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า อาทิ อ่าข่าน้อย อ่าข่าเชียงราย อ่าข่าในประเทศไทย วิถีอ่าข่า วิถีแห่งบรรพบุรุษ Akha, Khon Akha, KhonAkha, Way of The Ancestors, Athu Akhahome, Akha University Thailand เป็นต้น

              เครือข่ายชาติพันธุ์ระดับต่างๆ

              ประกอบด้วยเครือข่ายอ่าข่าในไทย ภายใต้สมาคมอิมเป็ค และเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง และสมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมอ่าข่า จ.เชียงราย

              อำภา วูซือ (2562 ออนไลน์) ให้รายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับสมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอ่าข่า ดังต่อไปนี้ สมาคมฯตั้งอยู่เลขที่ 468 หมู่ที่ 4 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์ 57100 จดทะเบียนเป็นสมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอ่าข่า เชียงราย เมื่อปี พ.ศ. 2532 และมีการจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ประกอบด้วย

              1.  งานด้านการศึกษา มีการเปิดบ้านพักรองรับเด็กและเยาวชนอ่าข่า ที่เข้ามาเรียนหนังสือในเชียงราย 2 แห่ง คือ เขต อ.เมือง และ อ.แม่จัน และเปิดศูนย์การศึกษาชุมชน ในพื้นที่ชุมชนอ่าข่า14 ศูนย์ โดยร่วมมือกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน และใช้หลักสูตร ศศช. (หลักสูตรการศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา ปี พ.ศ. 2524) ซึ่งสอนเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ในชุมชนชาวเขา โดยมีผู้ที่ผ่านการเรียนรู้ประมาณ 1,500 คน นอกจากนี้ ยังจัดงานด้านฟื้นฟูวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิต มีการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้หมู่บ้านสมาชิก ฟื้นฟูศึกษาวัฒนธรรมโดยให้มีเจ้าหน้าที่ในชุมชน จัดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อาวุโสและผู้รู้ท้องถิ่น มีการจัดตั้งผู้อาวุโสเพื่อเยี่ยมเยียนหมู่บ้านอ่าข่าที่สืบสานวัฒนธรรม และการช่วยแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดความขัดแย้งทางวัฒนธรรมในชุมชนหรือระหว่างต่างชุมชน

              2. งานด้านพัฒนา สนับสนุนการพัฒนาปัจจัยขั้นพื้นฐาน อาทิ การต่อระบบน้ำประปาภูเขา การพัฒนาสิ่งแวดล้อม งานสตรี งานผู้สูงอายุ งานสิทธิมนุษยชน โดยตั้งเป็นเครือข่ายชุมชน เสริมสร้างความเข้มแข็ง และปี 2542 เริ่มกระบวนการวิจัยงานด้านท่องเที่ยว เพื่อให้ชุมชนมีกิจกรรมพัฒนาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเผยแพร่สู่สาธารณชน ทั้งด้านสุขภาพ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม อาชีพ ศิลปะการเล่นพื้นบ้าน และข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด เอดส์ ฯลฯ โดยประสานและนำเสนอผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย จ.เชียงใหม่ (รายการภาคภาษาชาวเขา) กับสถานีวิทยุ 914 ของสำนักงานกองบัญชาการทหารสูงสุด อ.แม่จัน จ.เชียงราย เพื่อเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ

              3. งานจัดทำหลักสูตรชนเผ่า ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา สมาคมฯ ได้เปิดศูนย์โรงเรียนวิถีชีวิตวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมอ่าข่า โดยจัดทำหลักสูตรเกี่ยวกับองค์ความรู้อ่าข่าที่เขียนขึ้น 11 หลักสูตร เช่น หลักสูตรสมุนไพร หลักสูตรแพทย์พื้นบ้าน หลักสูตรอาชีพเกษตรที่สูง ฯลฯ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูภูมิปัญญาและใช้ในการสืบสานถ่ายทอด (อำภา วูซือ, 2562, ออนไลน์)

     

              พื้นที่ต้นแบบในการจัดการชุมชน

              หมู่บ้านต้นแบบด้านการจัดการตนเอง บนฐานของวัฒนธรรมชุมชน

              นางสาววิไลลักษณ์ เยอเบาะ จากสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านต้นแบบที่มีการจัดการตนเอง และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของหมู่บ้านได้เป็นอย่างดี และเป็นหมู่บ้านที่ยังคงรักษาประเพณีอ่าข่าที่ถือการปฏิบัติ “อ่าข่าย้อง” อยู่ เช่น หมู่บ้านแม่จันใต้ ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย หมู่บ้านแห่งนี้ มีเศรษฐกิจที่ดีจากการปลูกกาแฟ และชา เป็นหลัก ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้หลักของชาวบ้านในชุมชน เยาวชนอ่าข่ารุ่นใหม่ จำนวนหนึ่งในหมู่บ้าน ได้นำเอาความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ จากการติดต่อกับเครือข่ายสังคมต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ กลับมาพัฒนาหมู่บ้าน และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ สังคมของชุมชน จนสามารถจัดตั้งระบบวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ควบคู่กันไปกับการประกอบธุรกิจร้านกาแฟ สร้างชื่อเสียงของแบรนด์กาแฟอ่าข่า เช่น อ่าข่าอ่ามา (Akha Ama) ให้เป็นที่รู้จักทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก

              ในปัจจุบัน กระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในประเทศไทย ทำให้หมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์หลายแห่ง ได้รับความสนใจทั้งจากหน่วยงานการท่องเที่ยวของรัฐ และนักท่องเที่ยวทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตามประเพณีและวัฒนธรรมของกลุ่มในบางเรื่อง ซึ่งมีองค์ประกอบที่สวยงาม น่าสนใจ มีเรื่องเล่าเรื่องราว ที่ดึงดูด เร้าใจให้นักท่องเที่ยวและคนนอกมาเยือนชุมชน เช่น การโล้ชิงช้าของชาวอ่าข่า ที่ทำกันในช่วงประเพณีเย้วขู่อาเผ่ว ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งได้รับความสนใจจากคนนอก และนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก อีกทั้งสื่อมวลชนต่างๆ ทั้งรายการของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ และสื่อออนไลน์ ที่ได้บันทึกภาพถ่ายทำสารคดีเพื่อถ่ายทอดสู่ผู้ชมในวงกว้าง ทำให้หมู่บ้านชาติพันธุ์อ่าข่าหลายแห่งในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย จัดทำกิจกรรมหมู่บ้านท่องเที่ยวขึ้นมา เช่น หมู่บ้านดินอ่าข่า ที่ ต.แม่สลองใน อ.แม่สลอง จ.เชียงราย หมู่บ้านปางกลาง หมู่บ้านแสนสุข อ.แม่จัน จ.เชียงราย หมู่บ้านป่าเกี๊ยะ ต.ท่าก้อ อ.แม่สรวย บ้านห้วยหยวกป่าโซ อ.แม่ฟ้าหลวง เป็นต้น

              อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น นายอาทู่ ปอแฉ่ หรือไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก นักวิชาการชาวอ่าข่าที่ทำงานมาอย่างยาวนานด้านการอนุรักษ์ ส่งเสริม และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับจารีตประเพณี วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า แม้ว่าการโล้ชิงช้า จะได้รับความสนใจอย่างมากจากคนภายนอก แต่ก็เป็นเพียงความสนใจในลักษณะที่ฉาบฉวยในแง่มุมของการท่องเที่ยว แต่ไม่อาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจถึงความเป็นมาและประเพณีวัฒนธรรมของคนอ่าข่าอย่างแท้จริง (อาทู่ ปอแฉ่ สัมภาษณ์ 19 ก.ย. 2563) 

              “การโล้ชิงช้า ในแง่หนึ่งกลายเป็นหน้าตา เป็นข้อดี ที่ทำให้คนรู้จักเรา ส่วนข้อเสีย คนนอกที่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง ก็เอาไปประกอบธุรกิจ จริงๆแล้วเราอาศัยการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับประเพณีการโล้ชิงช้า เป็นกุศโลบาย ที่จะทำให้เกิดความสนใจ และตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ อนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมของเรา ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่ต้องการเผยแพร่” (นายอาทู่ ปอแฉ่ ให้สัมภาษณ์ในรายการ เรื่องเล่าจากเทศกาล ตอน เทศกาลโล้ชิงช้าชาวอ่าข่า ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส วันที่ 26 พ.ค. 2563

              ด้านการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม

              ในประเทศไทย ภายใต้การทำงานของเครือข่ายการศึกษาชาติพันธุ์อ่าข่า ได้มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมอ่าข่าขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งศูนย์ดังกล่าว เป็นพื้นที่ของการฝึกอบรม การจัดพื้นที่การเรียนรู้ระหว่างเยาวชน ชาวบ้านในชุมชน กับผู้รู้ชาวอ่าข่าในชุมชน ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการศึกษาทางเลือกและการศึกษาตามแนวทางที่สอดคล้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้สมาคมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย หรือสมาคมอิมเป็ค (Impect) ตัวอย่างของหมู่บ้านที่มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ เช่น ในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ สัมภาษณ์ วันที่ 19 ก.ย. 2563)

              ด้านการรักษาพื้นบ้าน

              ภายใต้ความพยายามของเครือข่ายอ่าข่าภายใต้สมาคมอิมเป็ค และความริเริ่มของบุคคลชาวอ่าข่า เช่น นายอาทู่ ปอแฉ่ มีการจัดตั้งศูนย์ดูแลสุขภาพทางเลือก และพื้นที่ในการส่งเสริมความหลากหลายทางพืชพันธุ์ชนเผ่าอ่าข่า เช่นที่ดอยแสนใจ บ้านม่อนโลโล จังหวัดเชียงราย และสถานให้คำปรึกษาสุขภาพทางเลือกอ่าข่าในประเทศไทย หรือ อ่าข่าโฮย้า (Aqkaq Hoyar) ที่อ.เมือง จ.เชียงราย โดยผู้ริเริ่มก่อตั้ง คือนายอาทู่ อธิบายว่า ปัญหาสุขภาพนับเป็นเรื่องสำคัญที่เผชิญหน้าชาวอ่าข่า ซึ่งในอดีตการดูแลสุขภาพ การรักษาความเจ็บป่วยของคนอ่าข่า อยู่บนพื้นฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ มีองค์ความรู้เรื่องพืชสมุนไพร วิธีการรักษาทั้งทางกายและจิตวิญญาณ และมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างแยกไม่ออก แต่ในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อม การลดจำนวนลงของทรัพยากรธรรมชาติ พืช ผัก และสมุนไพรต่างๆจากธรรมชาติ ทำให้กระทบกับการอนุรักษ์ไว้ซึ่งวิธีการรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้าน ซึ่งปัญหาสุขภาพนี้เป็นปัญหาหนักขึ้น และมีความเชื่อมโยงกับระบบการทำการเกษตรเพื่อการขายในระบบตลาด การพึ่งพาวัตถุดิบในธรรมชาติ สำหรับอาหาร ยาสมุนไพร พืชพันธ์ พืชผักพื้นบ้าน เหล่านี้นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับชุมชนชาติพันธุ์อ่าข่า (นายอาทู่ ปอแฉ่ สัมภาษณ์ 19 ก.ย. 2563)

              สำหรับสถานให้คำปรึกษาสุขภาพทางเลือกอ่าข่าในประเทศไทย หรือ อ่าข่าโฮย้า นั้น นายอาทู่ ให้สัมภาษณ์ไว้ในบทความเรื่อง “อ่าข่าโฮย้า. โรงพยาบาลบนดอยที่ใช้ภูมิปัญญารักษาคนและรักษาป่า หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 มกราคม 2563 ว่า ชาวอ่าข่าใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การใช้สมุนไพร แร่ธาตุต่างๆ และการทำกายภาพบำบัดในการรักษาโรค ร่วมกับการใช้พิธีกรรมที่เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมารักษาตนเองและครอบครัว การอาศัยอยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลและการแพทย์สมัยใหม่ ทำให้การเข้ามาใช้บริการ ต้องใช้เวลาในการเดินทาง แม้ชาวบ้านบางส่วนจะได้รับการรักษาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆจากการเดินทางมารับการรักษาก็เป็นภาระหนักสำหรับพวกเขา และเมื่อรักษาอาการเป็นแรมเดือนไม่หาย ต้องกลับไปให้หมอสมุนไพร หมอสวดพิธีกรรมในหมู่บ้านให้ช่วยรักษา ทั้งวิธีกินยาสมุนไพร บีบนวด เช็ด เป่า ใช้ตะขอสับเลือดเสียออก ทำพิธีกรรม ตามแต่อาการของโรค

              ปัญหาสำคัญคือ จำนวนหมอสมุนไพรที่มีองค์ความรู้เรื่องการดูแลรักษาแบบพื้นบ้าน มีจำนวนน้อยลง ซึ่งทำให้เกิดความพยายามในการอนุรักษ์ไว้ โดยผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่อาทู่และนักวิจัยท้องถิ่นคนอื่น ได้ช่วยกันศึกษารวมรวมไว้ นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 เป็นต้นมา โดยมีเขาเป็นหัวหน้าโครงการ ร่วมกับชุมชนเป้าหมาย 15 ในชื่อหัวข้อ “การพัฒนาระบบสุขภาวะวิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์อ่าข่า จังหวัดเชียงราย” โดยได้รับการสนับสนุนจาก ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในขณะนั้น ซึ่งเนื้อหาของการวิจัยครอบคลุมประเด็นในเรื่องของการสูญเสียพืชสมุนไพรและความรู้การรักษาพื้นบ้าน ระบบการแพทย์หมอพื้นบ้านอ่าข่า การบริโภคอาหารที่เสี่ยงสุขภาพร่างกาย ยาเสพติด และการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว

              “ปัจจุบัน ชนเผ่ามีการใช้สมุนไพรน้อยลง โดยคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 40 ปีลงมาแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพร หรือไม่สนใจ ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมากำลังสูญเสีย พึ่งการรักษากับการแพทย์ตะวันตกและการแพทย์สมัยใหม่ เกิดปัญหาด้านระบบสุขภาพที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาดูแล ทั้งที่การเจ็บป่วยบางโรค บางอาการ สามารถรักษาด้วยภูมิปัญญาและสมุนไพรที่ปลูกเองและที่ขึ้นตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการเดินทางไกลไปโรงพยาบาล” (นายอาทู่ ปอแฉ่ สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 ม.ค. 2563)

              ผลการศึกษาวิจัย บวกกับความตั้งใจที่จะสร้างทางเลือกในการดูแลสุขภาพของนายอาทู่ ดำเนินไปพร้อมกับการสืบสานภูมิปัญญาด้านการรักษาทั้งในโรงเรียนและชุมชน การส่งเสริมให้ปลูกพืชสมุนไพรไว้ใช้ภายในบ้าน และการจัดทำหลักสูตรวิชาเกี่ยวกับหมอชนเผ่าและโรคต่างๆ สอนในโรงเรียน และปัจจุบันเริ่มมีการผลิตหมออ่าข่ารุ่นใหม่ในหมู่บ้านแล้วหลายคน ส่วนใหญ่จะมาจากครอบครัวที่เคยเป็นหมอมาก่อน นอกจากนี้มีการให้ทุนกับเด็กอ่าข่ารุ่นใหม่ ไปเรียนทางด้านการแพทย์แผนไทย และการแพทย์แผนจีนในประเทศจีนอีกด้วย

              "เราส่งเยาวชนอ่าข่าไปศึกษาในด้านการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และให้ทุนเยาวชนอ่าข่า 5 คน ไปศึกษาต่อด้านการแพทย์แผนจีนที่ประเทศจีน น่าจะสำเร็จการศึกษาในปี 2563 ถือเป็นการยกระดับความรู้ชนเผ่าอ่าข่า และทำให้สามารถมีใบประกอบโรคศิลป์” (นายอาทู่ ปอแฉ่ สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 ม.ค. 2563)

Access Point
No results found.

กลุ่มชาติพันธุ์อู่โล้อาข่า บ้านอาโยะ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย

ภาพถ่ายจากการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือของประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก ช่วงปี พ.ศ. 2504-2505 และ พ.ศ. 2506-2508 โดย Hans Manndorff นักมานุษยวิทยาชาวออสเตรีย และ Hermann Schlenker ช่างภาพจากสถาบันการผลิตภาพยนตร์ทางวิชาการ (The Institut für den Wissenschaftlichen Film – IWF)

แหล่งที่มาของภาพ  - ฐานข้อมูลจดหมายเหตุมานุษยวิทยา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
https://www.sac.or.th/databases/anthroarchive/index.php