กลุ่มชาติพันธุ์ : อ่าข่า

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : อ่าข่า
  • ชื่อเรียกตนเอง : อ่าข่า
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : อีก้อ, ข่าก้อ, ก้อ, โอนิ-ฮานิ
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ตระกูลภาษาธิเบต-พม่า สาขาโลโล ภาษาอ่าข่ารียกว่า “ยิ” อ่าข่า
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

    ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ อ่าข่า (AKHA)

              เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ในอาศัยอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตอนใต้ของประเทศจีน จัดอยู่ในตระกูลจีน-ธิเบต สายธิเบต - พม่า แขนงชนชาติโลโลมีชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าอยู่หลายชื่อ เช่น ประเทศจีนเรียกว่าฮาหนี่ หรือไอ่หนี่ฉุ ที่ประเทศลาวเรียกว่า ก้อ ส่วนที่ประเทศพม่าและเวียดนามเรียกว่า อ่าข่า ส่วนประเทศไทยในอดีตนั้นเรียกอีก้อ แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเรียกอ่าข่าแล้ว แต่ก็ยังมีคนเรียกอีก้ออยู่ (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2546: 6-7)  

    ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง อ่าข่าในประเทศไทย พม่า ลาว เรียกตนเองว่า อ่าข่า สำหรับในประเทศจีนและประเทศเวียดนามจะ เรียกตนเองว่า ซานี, ยานี หรือฮาหนี่ โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ฮาหนี่” นอกจากนั้นในบทเพลง บทซอ คำสุภาษิต หรือการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ของชาวอ่าข่าทุกประเทศ เรียกตนเอง เหมือนกันว่า “หญ่าหนี่หญ่า” (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, 2561: ออนไลน์)   

    ชื่อเรียกตนเอง 

              หญ่าหนี่หญ่า (Zaqnyiqzaq) เป็นชื่อที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์นี้ใช้เรียกตนเองมา (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, 2560: 1) พวกเขาใช้นิยามตนเองภายในกลุ่มวัฒนธรรมของพวกเขาเอง เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มของพวกเขารู้ว่าตนเองมีความแตกต่างจากคนกลุ่มอื่นๆ ส่วนชื่อ “อาข่า” นั้นพวกเขาก็ใช้นิยามตนเองเช่นกัน แต่ในบริบทที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนนอกวัฒนธรรม  

               อาข่า ชื่อนี้สันนิษฐานว่าเป็นชื่อที่คนจีนใช้เรียกคนกลุ่มชาติพันธุ์นี้ (จิตร ภูมิศักดิ์ 2552: 397) และในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Akha” (ลูวิส, 2528 และ Bernatzik, 1970) แต่ก็มีผู้รู้กลุ่มชาติพันธุ์นี้พยายามตีความคำดังกล่าวจากฐานของภาษากลุ่มชาติพันธุ์นี้ด้วยว่าเป็นคำที่มาจากภาษาอาข่า โดยคำว่า “อา” มาจากคำว่า “อ่า” ในภาษาอาข่าที่แปลว่า “เปียกชื้น” และคำว่า “ข่า” แปลว่า “ไกล” ทั้งสองคำรวมกันจึงหมายถึง “ผู้ที่อยู่ห่างไกลจากที่ชื้นแฉะ” (อาจู จูเปาะ อ้างใน ปนัดดา บุณยสาระนัยและหมี่ยุ้ม เชอมือ, 2547: 3)  นอกจากนี้ก็มีชาวตะวันตกได้สันนิษฐานว่าชื่อนี้มีความหมายสัมพันธ์กับวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในบางมุมที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองสิ่งหรือเป็นกลาง ๆ ” ดังที่ ไพโรจน์ ทวีศักดิ์ (2555: 38) ได้หยิบยกข้อเสนอต่าง ๆ ของหลาย ๆ คนดังนี้ เช่น อังรี รู (Henri Roux) เห็นว่าอาข่า น่าจะหมายถึงลักษณะของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ที่ชอบปลูกบ้านในลักษณะที่ตัวบ้านส่วนหนึ่งวางอยู่บนเสาตัวบ้าน ส่วนเลโอ อัลติ้ง วอน เกอเซา (von Geusau, 1986) กลับเห็นว่าคำดังกล่าวนั้นสื่อถึงตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ที่ชอบตั้งบ้านเรือนอยู่ตามที่ลาดเนินเขาระดับกลางที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ราบลุ่มกับที่อยู่ของกลุ่มที่ชอบอยู่สูงกว่า คำว่าอาข่าจึงน่าจะหมายถึง “ผู้อยู่ตรงกลาง” เพราะในบทขับเชิงตำนานของคนกลุ่มนี้มักจะให้ภาพสะท้อนว่า พวกเขาคือผู้ที่ถูกกักอยู่ในที่ลาดเขาระดับกลางและระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย  นอกจากนี้คอร์เนเลีย แอน แคเมอเรอร์ก็ยังอธิบายที่มาของชื่อดังกล่าวจากคำว่า “เลาะข่า” ซึ่งหมายถึงผนังกั้นห้องระหว่างห้องของผู้หญิงกับห้องของผู้ชายในบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ในแบบสมัยก่อน คำดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้เรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์นี้เพื่อสื่อให้เห็นวัฒนธรรมของการแบ่งแยกพื้นที่หญิงชายออกจากกัน  ดังที่สันนิษฐานข้างต้น คำว่า “ข่า” จึงไม่ได้มีความหมายที่สัมพันธ์กับสถานะของการเป็น “ข่า” หรือ “ข้า” ตามความหมายในภาษาตระกูลไทที่แปลว่าทาสหรือเชลยแบบที่ จิตร ภูมิศักดิ์ (2562: 399) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้   ปัจจุบันคำนี้เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์นี้ใช้นิยามตนเองเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนนอกวัฒนธรรม และมีความต้องการให้คนวัฒนธรรมนั้นเรียกพวกเขาด้วยชื่อดังกล่าว ในห้วงที่ผ่านมาเราจึงเห็นนักวิชาการบางส่วนหันมาใช้คำดังกล่าวแทนคำว่า “อีก้อ”  รวมทั้งปัจจุบัน ก็มีทั้งคนอาข่าเองและไม่ใช่อาข่าก็ใช้คำว่า  “อ่าข่า”  (ไม้เอกที่ “อ่า”) อย่างจงใจเพราะเห็นว่าเสียงนี้ใกล้เคียงกับการออกเสียง “Aqkaq” ในภาษาของพวกเขามากที่สุด ดังเห็นได้จากการใช้ของ ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์ (2551, 2554, 2555) นักมานุษยวิทยาที่ทำการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์นี้ในเมืองเชียงใหม่ และแม้กระทั่งชื่อเครือข่ายชาติพันธุ์ของพวกเขาก็ใช้คำดังกล่าว คือ เครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง เป็นต้น ซึ่งในภาษาจีนเขียนว่า “阿卡” พวกเขาเป็นกลุ่มหนึ่งที่ถูกทางการจัดอยู่ในชนชาติฮาหนี่ (Hani nationality) ในประเทศจีน (Wanjiao, 2563) 

    ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ทางวิชาการ: ชาติพันธุ์อ่าข่า

    เงื่อนไขที่ใช้ในการกำหนดชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ทางวิชาการ:  เพื่อให้มีความหมายที่เป็นกลางมากกว่ากล่าวคือ ไม่ได้บ่งบอกประเภทหรือระดับคุณลักษณะทางวัฒนธรรมที่เหนือกว่าหรือต่ำกว่า เพียงแต่บ่งบอกว่าเป็นกลุ่มชนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม

    ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์โดยคนอื่น: ภาษาไทย เรียกว่า อีก้อ/อ่าข่า, ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Akha,   ภาษาละหู่ เรียกว่า ต่อกอย่า,  ภาษาม้ง เรียกว่า คั่ว,  ภาษาไต เรียกว่า “ก้อ” หรือ “อีก้อ”   

    ชื่อที่คนอื่นเรียก 

              ก้อ (Kaw) คำนี้เป็นคำที่คนอาข่าในสิบสองปันนาในอดีตใช้เรียกตนเองก่อนที่จะเรียกตนเองว่าตนเองว่าอาข่า (ดู จิตร ภูมิศักดิ์, 2562: 198) คนพม่าเองก็เรียกคนอาข่าด้วยคำนี้ (Howard, 2005: 98) 

              อีก้อ (Ekaw) เป็นคำที่ไทยพายัพเติม “อี” จนกลายเป็นอีก้อ คำนี้ไม่ปรากฏว่ามีการใช้เรียกคนอาข่าเลย นอกจากในประเทศไทย (ดู จิตร ภูมิศักดิ์, 2562: 397) คำนี้เองก็ปรากฏอยู่ในวารสารวชิรญาณเสศ พ.ศ. 2428 ที่มีชื่อบทความคือ “ว่าด้วยประเภทคนป่าฤาข่าฝ่ายเหนือ” ของขุนประชาคดีกิจ (ธงชัย วินิจจะกุล, 2560: 19) และงานต่างๆ ภายหลังที่เขียนขึ้นในช่วงสงครามเย็นก็ล้วนแล้วแต่ใช้ชื่อนี้ โดยเฉพาะราชการไทยอย่างสถาบันวิจัยชาวเขา และหน่วยงานทหาร (กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, 2555; สถาบันวิจัยชาวเขา, 2541; สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ, 2518;) สำหรับคนอาข่าแล้ว พวกเขาไม่ชอบให้เรียกพวกเขาด้วยชื่อนี้  

              ข่าก้อ เป็นคำที่คนไตลื้อในสิบสองปันนาใช้เรียกคนอาข่า คำนี้มาจากการรวมความหมายของคำสองคำว่า คือ คำว่า ข่า ซึ่งเป็นคำที่ไตลื้อให้ความหมายกับคนอาข่าว่าว่าเป็นพวกที่ด้อยกว่าตนเนื่องจากพ่ายแพ้และสูญเสียดินแดนของตนแก่ไทลื้อทางตะวันตกของเฉียงใต้ของเมืองต้าหลี่ โดยคำว่า “ข่า” ในตระกูลภาษาไทนั้นแปลว่า เฉลยหรือทาสตามที่จิตร ภูมิศักดิ์ (2562: 397) ได้ตั้งข้อสังเกตตามข้อมูลที่นายหลี่ ฟูอี ข้าราชการจีนของรัฐบาลจีนในยุคก๊กมินตั๋งกล่าวไว้กับเขา 

          โอนิ-ฮานิ คำนี้ไม่ปรากฏในเอกสารและการเรียกชื่อ อย่างไรก็ตาม มีเสียงใกล้เคียงกับคำว่า “โวหนี่” ซึ่งหมายถึงคนลีซู กับ คำว่า ฮาหนี่ ซึ่งหมายถึงคนฮาหนี่ ที่นักมานุษยวิทยาจีนชื่อ หลิน หยื่อ ฮวา ได้พูดถึงว่า สองกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับอาข่าในฐานะที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ใช้ภาษาโลโลตระกูลธิเบต-พม่าเหมือนกัน (Lin Yueh-hwa, 1994 อ้างใน ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์ 2555: 33)  

              ฮานิ/ฮาหนี่ (Hani) และอาข่าเป็นคนละกลุ่มกัน แต่ก็มีการเรียกสลับกลับไปมา เพราะในจีนและเวียดนาม ซึ่งมีประชากรกลุ่มฮานิมากกว่าอาข่า คณะสำรวจกลุ่มชนชาติของรัฐบาลจีนช่วงหลังการปฏิวัติปี ค.ศ. 1949 จึงได้เหมารวมเอากลุ่มชาติพันธุ์อาข่าให้รวมอยู่ภายใต้กลุ่มชนชาติฮานิด้วย จึงไม่แปลกใจที่ชาวอาข่ามักจะถูกเรียกว่าฮานิด้วย (Howard, 2005: 3-4) ขณะเดียวกัน ในพม่าซึ่งมีชาวฮานิจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พวกเขาก็ถูกรัฐบาลพม่าจัดให้อยู่ภายใต้กลุ่มอาข่าด้วยเช่นกัน (Howard, 2005: 83) เมื่อเป็นเช่นนี้ ในมุมมองหนึ่ง อาข่าก็เป็นฮานิได้ แต่ไม่ใช่ฮานิจะเป็นอาข่าได้ (Morton, 2015) 

  • อื่น ๆ :

              ภาษาอ่าข่า  เป็นภาษาหนึ่งในสาขาโลโล-พม่ากลุ่มโลโลใต้ ของภาษาตระกูลทิเบต-พม่า (TibetoBurman) ภายใต้ภาษาตระกูลใหญ่จีน-ธิเบต (Sino-Tibetan language family) ประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะต้น 22 หน่วยเสียง ไม่มีหน่วยเสียงพยัญชนะท้าย มีหน่วยเสียงสระ 13 หน่วยเสียง ไม่แยกความสั้น - ยาวของเสียงสระ มีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ 6 หน่วยเสียง แบ่งเป็น 2 ชุด คือ ชุดเสียงวรรณยุกต์กลาง ต่ำ สูง ที่เป็นเสียงปกติ และชุดเสียงวรรณยุกต์ กลาง ต่ำ สูง ที่มีลักษณะเสียงบีบหนัก (creaky) ในด้านไวยากรณ์ภาษาอ่าข่าเป็นภาษาที่มีโครงสร้างไวยากรณ์แบบประธาน-กรรม-กริยา (SOV) เช่นเดียวกับภาษาอื่นๆในตระกูลทิเบต-พม่า (Panadda 1993, 2010)

              ตระกูลภาษา ภาษาพูดอยู่ในกลุ่มของตระกูลภาษาธิเบต-พม่า สาขาโลโล

              ภาษาพูด: ตระกูล Tibeto-Burman ภาษาอ่าข่ารียกว่า “ยิ” อ่าข่า

              ตัวอักษรที่ใช้เขียน[1]: อักษรโรมัน ภาษาอ่าข่าเรียกว่า (ฮ่องกู่มส้อโบ้) กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าซึ่งกระจายตัวอาศัยอยู่ในเขตชายแดนของรัฐชาติต่าง ๆ ในเขตตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ รัฐชาติไทย พม่า จีน และลาว แต่มีความสัมพันธ์กันในทางเครือญาติ ประวัติศาสตร์ และวิถีวัฒนธรรม การอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐชาติที่ต่างกันทำให้กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าต้องปรับตัวไปตามบริบททางการเมืองสังคม และวัฒนธรรมของแต่ละรัฐชาติ ในบริบทของการใช้ภาษาก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือชาวอ่าข่าในทุกรัฐชาติสามารถใช้ภาษาอ่าข่าเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีสำเนียงภาษาพูดที่แตกต่างหลากหลายกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่ต้องใช้ภาษาเขียนของรัฐชาตินั้น ๆ สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ อ่าข่า-ฮาหนี่ ทั้งหมดในประเทศจีน ซึ่งเป็นภาษาเขียนระบบอักษรโรมัน คล้ายระบบเขียนแบบพินยิน (pin yin) ของภาษาจีนกลาง ขณะที่ในประเทศไทยและประเทศพม่า ระบบการเขียนภาษาอ่าข่าถูกสร้าง และพัฒนาขึ้นจากอักษรโรมันโดยกลุ่มมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ทั้งนิกายโรมันคาทอลิกและนิกายแบบติสต์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศพม่า และได้แพร่ขยายเข้ามาถึงประเทศไทย เฉพาะในประเทศไทยระบบภาษาเขียนที่มิชชันนารีได้ประดิษฐ์ไว้ให้นี้มีระบบที่แตกต่างกันไปประมาณเกือบสิบระบบ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้เกิดปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของชาวอ่าข่าในบริเวณชายขอบรัฐชาติเหล่านี้ มีการประชุมร่วมกันหลายครั้งในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเพื่อสร้างอัตลักษณ์ความเป็นอ่าข่าร่วมกัน ทั้งในทางประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม ภาษาเขียนร่วม (common language) จนกระทั่งปลายปี 2552 จึงได้ข้อตกลงร่วมกันในการเลือกใช้ภาษาเขียนร่วมเพื่อการฟื้นฟูประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมอ่าข่า (Panadda, 2010)

     

    [1] มีตำนานอ่าข่าเล่าว่า สมัยบรรพบุรุษชาวอ่าข่าเคยมีภาษาเขียนของอ่าข่าเองโดยเขียนลงบนหนังควาย แต่เมื่อเกิดศึกสงครามทำให้เผชิญภาวะขาดอาหารรุนแรง บรรพบุรุษจึงต้มหนังควายกินเพื่อเอาชีวิตรอด เลยทำให้จดจำตัวอักษรไว้ในสมอง จึงทำให้ภาษาเขียนอ่าข่าสูญหายไป ทำให้ชาวอ่าข่าสืบทอดพิธีกรรมประเพณีต่าง ๆ โดยใช้ความจำต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย นางสาวอำภา วูซือ  นักศึกษาปริญญาโท สาขาสังคมศาสตร์ แขนงชาติพันธุ์สัมพันธ์กับการพัฒนา  คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ปีงบประมาณ 2562 , วันที่อัพโหลด: 24 กันยายน 2562

    บรรณานุกรม

              Panadda Boonyasaranai. (2010). The Development and Use of Common Akha Orthography. Doctor of Philosophy (Linguistics), Nakhonpathom: Mahidol  University.

              ชาวเขาเผ่าอีก้อ.สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ, พิมพ์ครั้งที่1, 2518. 43.

              สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. (2546).  อาข่า พิธีกรรม ความเชื่อ และความงาม กุศโลบายดำรงวิถีแห่งชนเผ่า. กรุงเทพฯ: สำนักงาน สกว. สำนักงานภาค. 6–7.

              สุวิชานนท์ รัตนภิมล. (2535). เยือนชนเผ่าอาข่า ฟังภาษาใจ “เพลง – ดนตรี”ใน เพลงดนตรีและชีวิตชาวดอย.

              ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์. (2554). อ่าข่าไนท์บาซาร์ การค้ากับความเป็นชาติพันธุ์. เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

              ปนัดดา บุณยสาระนัย และหมี่ยุ้ม เชอมือ. (2547). อาข่า หลากหลายชีวิตจากขุนเขาสู่เมือง. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

    ศูนย์วิจัยชาวเขา จังหวัดเชียงใหม่ กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย. (2526). บรรณนิทัศน์ 5 สภาพของชาวเขาในประเทศไทย.

              สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. (2546). อาข่า พิธีกรรม ความเชื่อ และความงาม กุศโลบายดำรงวิถีแห่ง

              ชนเผ่า. กรุงเทพฯ: สำนักงาน สกว. สำนักงานภาค. 6–7.

              สมาคมชาวอาข่า เชียงราย.มปป., โครงสร้าง และการปกครองอาข่า. เชียงราย : สมาคมชาวอาข่า เชียงราย,หน้า 1. (อัดสำเนา)

              อาจู จูเปาะ. (2534). วิถีชีวิตชาวอาข่ากับป่าไม้บนดอย ในจดหมายข่าว ชีวิตบนดอย. ฉบับที่ 6 พฤษภาคม-สิงหาคม: 21.

              อุไรวรรณ แสงศร. (2539). บ้านอีก้อ : ความเชื่อและภูมิปัญญาชาวบ้าน. เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยชาวเขา.

              อุไรวรรณ แสงศร. (2531). เพลงและการละเล่นของชาวเขาเผ่าอีก้อ. ข่าวสารสถาบันวิจัยชาวเขา. ปี่ที่ 12ฉบับที่ 1-2 มกราคม-มิถุนายน: 35-53.      

    สารสนเทศออนไลน์

               Njoy. (2551). ชนเผ่าอาข่า – ตำนานชนเผ่าอาข่า. สืบค้น 21 มิถุนายน 2562, จาก www.openbase.in.th.   

               ปนัดดา บุณยสาระนัย.  (2560). ชาวอ่าข่า ภาษา และการสร้างระบบเขียนภาษาอ่าข่าด้วยอักษรไทย: บ้านแม่สะแลป อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย. วารสารภาษาและภาษาศาสตร์ ปีที่ 36 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม–ธันวาคม 2560) สืบค้น 21 มิถุนายน 2562, จาก file:///E:/Users/Asus/Desktop/รวม2/ชาวอ่าข่า1.pdf

              มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ. (2552). อ่าข่าเอเชีย ทำข้อตกลงร่วมปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมดั้งเดิม "อ่าข่าย้อง" ให้สอดคล้องกับยุคสมัย. สืบค้น 21 มิถุนายน 2562, จาก https://prachatai.com/journal/2009/02/20144.

              มูลนิธิสยามกัมมาจล. (2558). สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมอ่าข่าเชียงราย. สืบค้น 21 มิถุนายน 2562,จาก https://www.scbfoundation.com

              วิไลลักษณ์ เยอเบาะ. (2561). มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์. ข้อมูลพื้นฐานชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า(Aqkaq). สืบค้น 26 มีนาคม 2562, จาก www.ikmi.info.

     สัมภาษณ์ 

              หมี่โชะ  แซ่ล้า บ้านดอยช้าง หมู่ที่3 ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย, 2 กุมภาพันธ์ 2562

              อาหล้า วุ้ยยื้อ บ้านแม่ละงอง หมู่ที่6 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์ 2560

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง พะเยา แพร่ ตาก เพชรบูรณ์ เป็นต้น50000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทีมีภาษาพูด ความเชื่อ วิถีชีวิต ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง อาศัยอยู่กระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง แพร่ ตาก และเพชรบูรณ์ อาศัยอยู่มากที่สุดในจังหวัดเชียงราย  แต่เดิมในประเทศไทยชาวอ่าข่ามีอยู่ 7 กลุ่มย่อย คือ “กลุ่มอู่โล้”, “ลอมี้”, “อู่เบียะ”, “อ๊ะจ๊อ”, “หน่าคะ”, “อู่พี” และ “อะเคอ”  ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2562 กลุ่มอาเคอ ได้ขอแยกตัวออกเป็นอีกกลุ่มหนึ่งเนื่องจากมิติทางสังคมและวัฒนธรรมแต่กต่างจากอ่าข่ากลุ่มย่อยอื่น ๆ  ดังนั้น ปัจจุบัน (2564) จึงมีกลุ่มอ่าข่ากลุ่มย่อยเเพียง 6 กลุ่ม 

              กลุ่มอ่าข่าที่เข้ามาประเทศไทยเป็นกลุ่มแรก เข้ามาอยู่ที่ดอยตุง และบ้านดอยแสนใจ อำเภอแม่ฟ้าหลวง กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่ามีอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งด้านวิถีชีวิต การประกอบอาชีพ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม อาหาร การแต่งกาย ภาษา ที่สืบทอดต่อ ๆ กันผ่านเทศกาลและพิธีกรรมของชาติพันธุ์อ่าข่าที่เกิดขึ้นตามระบบความเชื่ออันศักดิ์สิทธ์ เกี่ยวข้องกับชีวิตและการทำมาหากิน

             

    การตั้งถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดเชียงรายของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า

    ที่มา https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4746815/figure/Fig1/

              เมื่อการพัฒนาเข้าสู่ชุมชนชาติพันธุ์อ่าข่า กระแสความเจริญที่มาจากการพัฒนาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครองในชุมชน ประเพณีวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม  เมื่อความเจริญเข้าสู่ชุมชนชาติพันธุ์อ่าข่า ทำให้ชุมชนอ่าข่ารับเอาวัฒนธรรมสมัยใหม่มากขึ้น และนิยมหางานทำในตัวเมืองจังหวัดต่าง ๆ และต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกิน เด็กและเยาวชนนิยมไปศึกษาเล่าเรียน ส่วนหนุ่มสาวไปทำงานรับจ้าง ค้าขายหรือประกอบธุรกิจต่าง ๆ การที่ประชากรในชุมชนอ่าข่าออกจากชุมชนไปจึงทำให้ไม่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่น และไม่ได้เรียนรู้พิธีกรรมต่าง ๆ ของชาติพันธุ์ตนเองในชุมชน มีการรับวัฒนธรรมจากคนภายนอกชุมชนจึงไม่เข้าใจเกี่ยวกับพิธีกรรมและประเพณีดั้งเดิมของชาติพันธุ์ตนเอง ชาติพันธุ์อ่าข่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านความเชื่อ และศาสนาของชาติพันธุ์อ่าข่า ทำให้วัฒนธรรมอ่าข่าดั้งเดิมเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ 

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              อ่าข่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอยู่ตามแนวชายแดนจีนตะวันตกเฉียงใต้และบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ติดกับประเทศจีน อันมีประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา ในประเทศจีนเขตที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า หรือฮาหนี่ กระจายตัวอยู่มากในเขตการปกครองตนเองหงเหอ (Honghe) บริเวณแม่น้ำแดงตอนเหนือของชายแดนระหว่างจีนและเวียดนาม ในเขตเมืองซือเหมา (Simao) ใจกลางของแคว้นยูนนานตอนใต้ และอีกสามพื้นที่ คือ เขตปกครองตนเองของชาวไตในแคว้นสิบสองปันนา ทางตอนเหนือของประเทศลาว และตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศพม่า เขตการปกครองตนเองปูเออ (Puer) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองคุนหมิง และเขตปกครองตนเองของลาหู / ว้าที่เมืองหลานซาง (Lanchang) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของชายแดนประเทศพม่า สำหรับประเทศไทยกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าส่วนมากอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดตาก และจังหวัดกำแพงเพชร (ปนัดดา บุณยสาระนัย และหมี่ยุ้ม เชอมือ, 2547: 87)

              เหตุผลที่กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าอาศัยอยู่ในภูเขาและตามพื้นที่สูงเนื่องจากเกิดความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่เข้มแข็งกว่า กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าสืบเชื่อสายมาจากพวกอี๋ หรือยี่ (Yi) เป็นคำที่ชาวจีนใช้เรียก ซึ่งแต่เดิมเรียกตนเองว่าโลโล (Lolo) หรือหลัวหลัว ซึ่งชาวฮั่นถือว่าเป็นกลุ่มอู่หมานกลุ่มหนึ่ง ชาวฮั่นเรียกกลุ่มที่พูดภาษาตระกูลธิเบต-พม่า ที่มีอารยธรรมที่ต่ำกว่าตนเองว่าหมาน หรือเฉียงอู่หมาน หมายถึงกลุ่มชนที่มีผิวสีคล้ำ ถิ่นฐานเดิมของกลุ่มโลโลคือชายแดนด้านตะวันออกของธิเบตในปัจจุบันเมื่อพันปีกว่าปีโลโลกลุ่มหนึ่งได้แยกตัวจากถิ่นฐานเดิมของตนมาอาศัยอยู่ที่ราบระหว่างหุบเขาของแม่น้ำแยงซีตอนบนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนติดกับตะวันออกของธิเบต กลุ่มโลโลกลุ่มนี้ได้สร้างวัฒนธรรมต่างไปจากกลุ่มเดิมและกลุ่มนี้ก็ถูกชาวฮั่นเรียกว่า อี๋ และกลุ่มโลโลอื่นรวมถึงกลุ่มอี๋ที่ถูกจีนเรียกว่า ฮาหนี่ (Hani) และกลุ่มที่เรียกตนเองว่าอ่าข่า (Akha) ได้อพยพลงมาทางใต้ได้หลายศตวรรษแล้วแต่ยังมาไม่ถึงพม่าและไทย เมื่อทรัพยากรบริเวณเทือกเขาธิเบตมีอยู่อย่างจำกัด บรรพบุรุษอ่าข่าจึงต้องอพยพมายังบริเวณที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า ซึ่งอพยพมาทางตะวันออกเฉียงใต้เข้าสู่ มณฑลเสฉวนตอนใต้และยูนนานในปัจจุบัน ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชาวอี๋ หรือกลุ่มโลโลที่เป็นอ่าข่ารุ่นบรรพบุรุษได้กระจายตัวมาสู่ตอนใต้ของยูนนาน และก็ได้สร้างวัฒนธรรมของตนเองที่แตกต่างจากวัฒนธรรมกลุ่มอี๋หรือโลโลกลุ่มอื่น ๆ เรื่อยมาจนภายหลังก็มีอ่าข่าจำนวนมากอาศัยและตั้งถิ่นฐานอยู่ยูนนานจนถึงปัจจุบัน (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์, 2554)

              อ่าข่าอพยพเข้าสู่ประเทศไทยเนื่องจากเกิดสงครามและถูกกดขี่คุกคามโดยกลุ่มชนรอบข้างที่มีกำลังอำนาจเหนือกว่าอ่าข่าและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ จำนวนหนึ่งได้เลือกที่จะอพยพเข้ามาสู่ดินแดนไทย เนื่องจากพื้นที่ชายแดนที่ชายแดนที่ติดกับพม่ายังเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครองและยังมีประชากรไม่หนาแน่นมาก สภาพทางนิเวศน์ก็มีลักษณะคล้ายกับฝั่งพม่าที่จากมา ชีวิตจึงสามารถดำเนินไปในรูปแบบเก่าที่คุ้นเคยได้ ขณะที่อ่าข่าบางรายเลี่ยงมิได้ที่จะต้องปลูกฝิ่นตามพันธสัญญากับพวกจีนและฉานที่ทำงานเพื่อเจ้านายในพม่า แต่อ่าข่าส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะหันกลับมาหาการปลูกข้าวและระบบเศรษฐกิจแบบจุนเจือตนเองตามเดิม ตอนนั้นป่ายังคงมีให้หักร้างถางฟันผู้คนจากพื้นรานก็มิได้เข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตบนดอย (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์, 2550: 42 อ้างถึงใน Goodman, 1996: 29-30)

              เมื่อเกิดศึกสงคราม การกดขี่ข่มเหง รวมทั้งการรุกขึ้นมาของชนเผ่าไทยบีบคั้นให้ชาวอ่าข่าต้องทยอยหนีออกจากเมืองทุ้มหล่องและดินแดนลุ่มแม่น้ำดำ แม่น้ำแดงเข้ามาสู่ยูนนานตะวันตกเฉียงใต้ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาสู่สิบสองปันนา และที่นั่นพวกเขาได้ถูกชนเผ่าไทขับขึ้นเขากระจัดกระจายไปหลายทิศทาง สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการอพยพจากพม่าเข้ามาไทยมากขึ้นคือการขยายตัวของเหตุรุนแรงการโจรกรรม ฆาตกรรม และการทำลายทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเป็นประจำในบริเวณเทือกเขาของเชียงตุงตะวันออก อ่าข่าที่อพยพเข้ามาในช่วงนี้ส่วนใหญ่มาถึงประเทศไทยในลักษณะเกือบสิ้นเนื้อประดาตัวและจวนเจียนจะเอาชีวิตไม่รอด (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์, 2554: 43 อ้างถึงใน Geusau 1983: 247)  

    การตั้งถิ่นฐานและกระจายตัวประชากร  ประชากรกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทยอาศัยอยู่กระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทยตามจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ตาก เพชรบูรณ์ และน่าน

              รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของชาติพันธุ์อ่าข่าในอดีตหมู่บ้านชาติพันธุ์อ่าข่ามักตั้งอยู่บนไหล่เขาสูงเฉลี่ยประมาณ 3,000-4,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ดอย หรือภูเขา สันเขา ที่เป็นที่ตั้งหมู่บ้านมีพื้นที่กว้างขวางเพื่อให้เด็ก ๆ วิ่งเล่น และใช้เป็นที่ชุมนุมและประกอบพิธีกรรม หมู่บ้านจะต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีน้ำตลอดปี โดยชาวอ่าข่าถือหลักนิยมว่าดอยที่เลือกตั้งหมู่บ้านควรเป็นดอยลูกกลางที่แวดล้อมด้วยดอยสูงคุณลักษณะดอยเช่นนี้ กล่าวกันว่าจะทำให้ชาวบ้านร่มเย็นเป็นสขุ สัตว์เลี้ยงดีและพืชผลในไร่งอกงาม ถ้าในบริเวณที่จะตั้งหมู่บ้านมีจอมปลวกอยู่ถือว่าดีเพราะจอมปลวกเป็นที่สิงสถิตของผีประจำหมู่บ้านซึ่งจะช่วยดูแลคุ้มครองหมู่บ้านและชาวบ้าน ซึ่งการจัดตั้งหมู่บ้านต้องมีตัวแทนของชาวบ้านไม่ต่ำกว่า 3 สกุล เนื่องจากว่าการที่จะจัดตั้งเป็นชุมชนอ่าข่าขึ้นมาได้นั้นจะต้องมี “หยื่อมะ” ประจำหมู่บ้าน 1 คน ถึงจะตั้งเป็นหมู่บ้านอ่าข่าขึ้นมาได้ได้ และตำแหน่ง “หยื่อมะ” สืบทอดผ่านตระกูลของ “หยื่อมะ” เท่านั้นอ่าข่าตระกูลอื่น ๆ ไม่สามารถเป็น “หยื่อมะ” ได้ นอกจากนั้นในหมู่บ้านอ่าข่าจะต้องมีบาจี ช่างตีเหล็กประจำหมู่บ้านด้วย ตำแหน่งนี้สามารถถ่ายทอดวิชาให้กับอ่าข่าตระกูลอื่น ๆ ได้แต่ยกเว้นตระกูล “หยื่อมะ” สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ในการประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อบางพิธีกรรมไม่สามารถที่จะให้คนในตระกูลเดียวกันมาประอกบพิธีให้จะต้องอาศัยตระกูลอื่น ๆ เพื่อประกอบพิธีให้ หลังจากตั้งถิ่นฐานอาศัยแล้วก็จะประกอพพิธีประตูทางเข้าหมู่บ้าน อ่าข่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเครือญาติหรือมิตรที่สนิทกันมาก ๆ หมู่บ้านเล็ก ๆ อาจมีเพียง 2 แถวซ้อนกัน โดยมีช่องว่างทางเดินไว้ตรงกลาง ส่วนหมู่บ้านขนาดใหญ่อาจปลูกซ้อนกัน 3-4 แถว แต่ละหมู่บ้านจะตั้งอยู่ห่างกันประมาณ 3-4 กิโลเมตร และกลุ่มชาติพันธุ์นอ่าข่าจะไม่นิยมตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่รวมกับกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ จะตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่แค่ชาติพันธุ์อ่าข่าเท่านั้น และไม่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ถาวรจะอพยพย้ายตั้งถิ่นฐานใหม่เมื่อพื้นที่ทำกินรอบ ๆ ที่ตั้งชุมชนเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ และอพยพเพื่อหนีศึกสงคราม      

               รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของชาติพันธุ์อ่าข่าในปัจจุบัน ไม่ได้สืบทอดแนวคิดในการเลือกตั้งหมู่บ้านแบบดั้งเดิม แต่มีการตั้งรกรากและจับจองพื้นที่เพื่อประกอบอาชีพเกษตรอย่างถาวร ต่างจากเดิมที่มีแนวคิดเรื่องการตั้งถิ่นฐานอย่างไม่ถาวร แต่อย่างไรก็ตามที่ดินที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน และใช้พื้นที่ในชุมชนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแต่ชาติพันธุ์อ่าข่า แต่ถิ่นฐานอาศัยอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในชุมชนไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างในอดีตแต่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มาขึ้น

              งานศึกษาของ (ปนัดดา บุณยสาระนัย และหมี่ยุ้ม เชอมือ, 2547) ในอ่าข่าหลากหลายชีวิตจากขุนเขาสู่เมือง กล่าวถึงการเคลื่อนย้ายแบบใหม่ของชาวอ่าข่าว่า การเคลื่อนย้ายแบบใหม่ในปัจจุบันคือย้ายเข้าเมืองมาทำงาน ชาวอ่าข่าเริ่มมีการเดินทางเข้าสู่เมืองในช่วงปีพ.ศ 2510 จากการแนะนำหรือได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับคนภายนอกชุมชน จากการแนะนำของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปทำงานในชุมชน เช่น เจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ ตำรวจตระเวนชายแดน ครู เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ฯลฯ โดยมีการแนะนำให้เด็กชายมาบวชสามเณรเพื่อบวชเรียน ต่อมาก็มีการนชักชวนชาวบ้านลงมาเที่ยวในเมือง และเริ่มมีการนำชาวบ้านไปแสดงตามงานต่างๆ เช่นงานกาชาดที่กรุงเทพฯ ได้ไปแสดงตามร้านอาหารที่มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนาทั่วเมืองเชียงใหม่ ต่อมาในช่วงปี พ.ศ 2521 ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงในชุมชนไปฝึกเรียนการตัดเย็บผ้าตามสำนักงานศูนย์ในจังหวัดต่าง ๆ ทำให้เยาวชนเริ่มออกมาเรียนหนังสือมากขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ 2525  เริ่มมีชาวบ้านเข้ามารับจ้างทำงานในเมืองเป็นรุ่นแรก ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วในปีพศ 2533 ปัจจัยที่ส่งผลให้คนอ่าข่าอพยพเข้าเมืองสรุปได้ดังนี้

              1.ความต้องการด้านการศึกษา เมื่อรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนบนพื้นที่สูง เด็กและเยาวชนอ่าข่าเริ่มได้รับการศึกษาโดยการส่งเสริมเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสงเคราะห์ เมื่อประมาณปีพศ 2518 -2519 ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการศึกษามากขึ้นจึงส่งลูกหลานหลานชายและหญิงเข้าโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และอาศัยอยู่ประจำที่โรงเรียน

              2.  การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจกระแสหลัก เมื่อการพัฒนานำความเจริญเข้าสู่ชุมชน ทำให้สภาพเศรษฐกิจของสังคมหมู่บ้านเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ชาวบ้านต้องต่อสู้ดิ้นรนกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อความเจริญเข้าสู่หมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า ชาวบ้านเริ่มต้องการสิ่งอำนวยความสดวกมากขึ้นทำให้ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โทรทรรศน์ วิทยุ พัดลม ตู้เย็น โทรศัพท์ อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด จึงส่งผลให้ชาวบ้านต้องหางานทำเพื่อให้ได้เงินมาตอบสนองความต้องการของครอบครัว ชาวบ้านจึงต้องออกมาทำงานนอกหมู่บ้าน

               3. นโยบายรัฐบาลเรื่องการจำกัดพื้นที่ทำกิน ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถที่จะโยกย้ายพื้นที่ทำกินจากที่เดิมหรือไม่สามารถขยายพื้นที่ทำกินได้ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรเนื่องจากชาวบ้านยังไม่รู้เรื่องการบำรุงรักษาดินตามแบบแผนการเกษตรสมัยใหม่ ชาวบ้านต้องใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรแบบถาวรทำให้ดินเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ลงผลผลิตที่ได้ไม่พอกิน ทำให้ชาวบ้านต้องดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอด จึงส่งผลให้ส่งลูกหลานออกมาทำงานรับจ้างในเมือง ทำให้ผู้ที่เหลืออยู่ในชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็กเท่านั้น

              จากปัญหาต่าง ๆ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปบนดอย เช่น การสูญเสียพื้นที่ทำกิน วัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่ถูกทำลายไป รวมถึงการคมคนาคมที่สดวกสบายมากขึ้น และโอกาสในการทำมาหากินในพื้นที่ปลายทางซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและตลาดแรงงานได้กลายเป็นฐานรากของวิวัฒนาการสู่ธุรกิจสินค้าจากชาติพันธุ์อ่าข่าและขายแรงงานในตลาดแรงงานต่าง ๆ เช่น พื้นที่ปลายทางที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยิ่งต่อยอดการย้ายถิ่นสู่เมืองและขยายฐานธุรกิจการค้าให้กว้างยิ่งขึ้น จึงทำให้ชาวอ่าข่าย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้นในปัจจุบัน

              มิติทางประวัติศาสตร์ หลักฐานการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าในประเทศไทยมีข้อสันนิษฐานจากนักวิชาการหลายคนในงานของไพโรจน์ คงทวีศักดิ์ (2554: 42) กล่าวว่า Alting von Geusau (2000) สันนิษฐานว่าชุมชนอาข่าแห่งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 คือ บริเวณชายแดนพม่าหรือ บริเวณชุมชนพญาไพรเก่า หรือ Goodman (1997) กล่าวถึงชุมชนอาข่าเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2444 เป็นช่วงที่กลุ่มชาติพันธุ์อาข่าหนีความวุ่นวายในยูนนานเข้ามาสู่รัฐฉาน และมีอาข่ากลุ่มหนึ่งเข้ามาถึงฝั่งไทย ส่วน Mika Toyota อ้างอิงจากคำกล่าวของผู้นำอาข่าจากชุมชนพญาไพรที่ว่าอยู่หมู่บ้านพญาไพรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2430 ส่วนหมู่บ้านแห่งที่สอง คือ หมู่บ้านค้าแหย่งหรือขาแหย่ง เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2468 ซึ่ง Alting von Geusau (2000) กล่าวว่ามีหมู่บ้านอาข่าทั้งสองหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างใหญ่โดยมีสมาชิกมากกว่า 500 คน ก่อนปี พ.ศ. 2493 มีหมู่บ้านอาข่าขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง คือหมู่บ้านแสนใจที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย (เรื่องเดียวกัน: 54) ส่วนปนัดดา บุณยสาระนัย (2547) กล่าวว่าอาข่าในประเทศไทยอพยพมาจากแค้วนเชียงตุงของพม่า เข้ามาชุดแรกที่บริเวณดอยตุง เขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ผู้นำการอพยพรุ่นแรกคือแสนอุ่นเรือน ซึ่งต่อมาเสียชีวิตที่ดอยตุง ส่วนญาติพี่น้องได้แยกย้ายไปตามที่ต่าง ๆ เช่นแสนพรม (เสียชีวิต พ.ศ. 2515) ได้ตั้งหมู่บ้านผาหมี อำเภอแม่สาย และแสนใจหลานของแสนอุ่นเรือน (เสียชีวิต พ.ศ. 2515)ได้ ตั้งหมู่บ้านและเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแสนใจในเขตอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย (ปนัดดา 2547: 7) ในพื้นที่ชุมชนดอยช้างเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าอพยพเข้ามาอาศัยอยู่

              กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่ามาจากทางตอนใต้ของจีน และส่วนใหญ่อพยพและอาศัยกระจัดกระจายอยู่รัฐฉานในพม่า ลาว เวียดนาม และในประเทศไทย สาเหตุของการอพยพของชาติพันธุ์อ่าข่ามาจากความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้มแข็งกว่าและจากภัยสงคราม ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เกิดเหตุการณ์จีนมุสลิมต่อต้านราชวงศ์แมนจูและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ หลายกลุ่มก็เข้าร่วมกับจีนมุสลิมยูนาน จึงเกิดสงครามยาวนานถึง 18 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1855 ถึง ค.ศ. 1873 ประกอบกับการเข้าแทรกซึมของมหาอำนาจตะวันตกทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส กระตุ้นให้เกิดสงครามเพราะต้องการทรัพยากรอันมีค่าในยูนนานทำให้อ่าข่าต้องตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งและมีประชากรจำนวนไม่น้อยที่ต้องยากจนและถูกกดขี่ จึงทำให้อ่าข่าบางส่วนอพยพออกจากยูนนานเพื่อหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่จนกระทั่ง ปี ค.ศ.1884 เกิดสงครามจีน-ฝรั่งเศส ในยูนนานและกวางสีราชวงศ์แมนจูพ่ายแพ้แต่ก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อชนกลุ่มน้อยเท่าใดนัก ในปีค.ศ. 1938 รัฐบาลแห่งชาติจีนเริ่มให้ความสำคัญกับท้องถิ่นเพราะต้องการแรงงานสร้างถนนจากต้าหลี่ไปพม่าเพราะต้องการทำสงครามกับญี่ปุ่นประกอบกับปี ค.ศ. 1949 เกิดการเปลี่ยนแปลงปกครองในประเทศจีนและเกิดการขับไล่ทหารพรรคก๊กมินตั๋ง 15,000 นาย ไปพม่า กองทัพก๊กมินตั๋งจึงรวมตัวขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1951 ร่วมกับกลุ่มว้าที่สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดจึงเห็นว่าการอพยพเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งกลุ่มอ่าข่า ล่าหู่ และลีซู และกลุ่มอื่น ๆ ได้อพยพมายังรัฐฉานของพม่าและไทย (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์ , 2554)

    การย้ายถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า

    ที่มา https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4746815/figure/Fig1/

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              การเลือกพื้นที่ตั้งหมู่บ้านและปลูกสร้างบ้านเรือนในอดีตมักจะเป็นบทบาทหน้าที่ของฝ่ายผู้ชายในแต่ละครัวเรือนเป็นผู้ตัดสินใจ โดยมี “หยื่อมะ” เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมโยนไข่ไก่เสี่ยงทายขอพื้นที่จากผีเจ้าที่ โดยมีคติความเชื่อว่าหากโยนไข่แตกในพื้นที่ใดแสดงว่าสามารถสร้างบ้านได้ ผีเจ้าที่อนุญาต แต่หากโยนไข่ไม่แตกภายใน 3 ครั้งแสดงว่าผีเจ้าที่ไม่อนุญาตจะต้องหาพื้นที่จัดตั้งหมู่บ้านใหม่ จากพิธีกรรมต่าง ๆ ดังกล่าว ทำให้เห็นถึงโลกทัศน์ของชาวอ่าข่าที่มีต่อธรรมชาติในการเลือกพื้นที่ตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ ชาวอ่าข่าเชื่อว่าสรรพสิ่งทุกสิ่งล้วนมีผู้ดูแลรักษาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผืนดิน ท้องฟ้า ต้นไม้ ฯลฯ การที่จะเข้าไปใช้พื้นที่นั้น ๆ ต้องขอก่อนเสมอ ชาวอ่าข่าจึงจะไม่การกระทำใด ๆ ที่ล่วงเกินต่อสรรพสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ชาวอ่าข่าจะมีการขออนุญาตขอขมาต่อสรรพสิ่งนั้น ๆ เพื่อไม่ให้ผู้ดูแลรักษาสรรพสิ่งนั้น ๆ เกิดความไม่พอใจชาวอ่าข่าจึงจะต้องมีการหาฤกษ์ยามที่ดีหาตำแหน่งที่ตั้งโดยผ่านการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความร่มเย็นเป็นสุข มีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อชาวอ่าข่าขอพื้นที่จากผีเจ้าที่ได้แล้ว “หยื่อมะ” และคณะผู้อาวุโสก็จะมีการจัดแบ่งพื้นที่เพื่อสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในส่วนขององค์ประกอบของหมู่บ้าน

              การจัดวางผังหมู่บ้านของชาวอ่าข่านั้นบ้านของ "หยื่อมะ" (ตำแหน่ง “หยื่อมะ” เป็นผู้นำหลักในการบริหารชุมชนตามโครงสร้างชุมชนของชาวอ่าข่าแบบดั้งเดิม) จะต้องตั้งอยู่ตรงกลางของหมู่บ้าน ส่วนบ้านของสมาชิกในชุมชนคนอื่น ๆ จะตั้งขยายออกไปรอบ ๆ ในชุมชนชาวอ่าข่า สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างกัน กล่าวคือ บ้าน “หยื่อมะ” เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่าคนกับคน และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ภายในชุมชน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่าคนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ รวมถึงการแบ่งบทบาทหน้าที่และระบบความสัมพันธ์ของสมาชิกในชุมชน

              ชาวอ่าข่าได้มีการแบ่งพื้นที่ที่แตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เช่น “มิโอ” คือ โลกของบรรพบุรุษ “มิตะ” คือ โลกของมนุษย์ปัจจุบัน ภายในบ้าน นอกบ้าน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าถึงแม้จะไม่มีคำเรียกรวมที่ตรงความหมายกับคำว่าพื้นที่ แต่ในทรรศนะของอ่าข่ามีการจัดวางสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในโลกสวรรค์และโลกปัจจุบัน หรือบริเวณที่ผีอยู่กับบริเวณที่คนอยู่ ความคิดดังกล่าวส่งผลให้ชาวอ่าข่ามีการถือสร้างบ้านตามแบบแผนของชาวอ่าข่า โครงสร้างหมู่บ้านสะท้อนถึงโลกทัศน์ของชาวอ่าข่าระหว่างสองสิ่งที่สัมพันธ์กันเสมอ การจัดการพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะที่น่าสนใจเพราะมีของสองสิ่งที่สัมพันธ์กัน เช่น ประตูหมู่บ้านของชาวอ่าข่าเป็นการจัดการพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงขอบเขตระหว่างโลกของมนุษย์ภายใน และภายนอกโลกของจิตวิญญาณ และการจัดวางพื้นที่ภายในบ้านสัมพันธ์กับการแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างชายและหญิงของสมาชิกในครัวเรือน ซึ่งเห็นได้จากการจัดวางพื้นที่ภายในบ้านของชาวอ่าข่า ที่แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ “ยุ้มมา” เป็นพื้นที่ของผู้หญิง  และ “บอลอ” เป็นพื้นที่ของผู้ชาย บทความนี้นอกจากจะอธิบายถึงลักษณะสองสิ่งที่สัมพันธ์กัน จะชี้ให้เห็นว่าอ่าข่าไม่ได้แยกกันเด็ดขาดระหว่างโลกของคนที่ตายไปแล้วกับโลกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะยังมีหิ้งผีบรรพบุรุษเชื่อมอยู่ภายในบ้านที่แสดงถึงความสัมพันธ์

              ทรรศนะชาวอ่าข่าระหว่างสองสิ่งมีความสัมพันธ์กัน เห็นได้จากคติความเชื่อของการจัดวางพื้นที่และโครงสร้างหมู่บ้านของชาวอ่าข่า ที่จัดแบ่งว่าหมู่บ้านของชาวอ่าข่าเป็นพื้นที่ของมนุษย์ที่อยู่ตรงข้ามกับพื้นที่ทางวิญญาณ หรือผี ส่วนพื้นที่ของบ้านเรือนก็ตรงข้ามกับป่าภายนอก ในทรรศนะของชาวอ่าข่าเกี่ยวกับจักรวาลนั้นจะครอบคลุมธรรมชาติหมด ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต บริเวณภายนอกและภายในหมู่บ้าน และรวมถึงภายในบ้าน ซึ่งภายในบ้านชาวอ่าข่าจึงเปรียบเสมือนกับการย่อส่วนของจักรวาลเล็ก ๆ โดยมีบ้านของ “หยื่อมะ” ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวอ่าข่าอยู่จุดศูนย์กลางที่เปรียบเสมือนจักรวาล และมีบ้านของสมาชิกในชุมชนตั้งขยายออกไปรอบ ๆ เป็นต้น

     

    โครงสร้างทางสังคมและการปกครองตามจารีตประเพณี

              บุคคลสำคัญที่ดำรงตำแหน่งทางวัฒนธรรมของชาวอ่าข่า ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่าง ยิ่งของหมู่บ้าน ซึ่งจะต้องทำการสรรหาบคุคลเพื่อดำรงตำแหน่งบุคคลดังกล่าวนี้จะทำหน้าที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมของหมู่บ้าน เพื่อให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งในอดีตนั้นชาวอ่าข่ามีตำแหน่งทางวัฒนธรรมอยู่หลายตำแหน่งด้วยกันได้แก่

              หยื่อมะ (ผู้นำพิธีกรรมของหมู่บ้าน) เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมากที่สุดในหมู่บ้านชาวอ่าข่า หน้าที่คือผู้นำกำหนดวันสำคัญเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมต่าง ๆ ภายในชุมชนชาวอ่าข่า เป็นบุคคลที่จะต้องลงมือทำก่อน เช่น การทำประตูหมู่บ้าน การปลูกข้าว หรือแม้แต่พิธีกรรมในรอบปีของชาวอ่าข่าก็ต้องเป็นคนที่เริ่มทำก่อนนั่งเอง 

              เจ่วหย่า (ผู้ช่วยหยื่อมะ) เป็นตำแหน่งที่รองลงมาจากหยื่อมะ

              คามา (ผู้ใหญ่บ้านหรือทนายความ) เป็นตำแหน่งตัวแทนหมู่บ้าน ติดต่อสื่อสารกับสังคมภายนอก

              บาจี (ช่างตีเหล็ก) เป็นตำแหน่งที่สำคัญมากเพราะทำหน้าที่ตีเหล็กซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการทำการเกษตรให้กับชาวบ้านในชุมชน

              พิมา (ผู้นำด้านบทสวด) ผู้ทำหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรม เหมือนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ทำหน้าที่ในการสวดพิธีตามงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิต เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่งงาน ตำแหน่งนี้มีความสำคัญเช่นเดียวกับหมอ (แพทย์)

              พิหย่า (ผู้ช่วยพิมา) อยู่ในช่วงที่กำลังศึกษาเรียนรู้และเป็นผู้ช่วยของพิมา และในอนาคตก็สามารถขึ้นมาเป็นพิมาได้

              ญิผา (หมอดู) ทำหน้าที่คล้ายผู้วินิจฉัยโรคภัยแต่ไม่สามารถทำการลงมือรักษาได้  

              ยาก๊าซิยะ (หมอยา) เป็นหมอยาสมุนไพรประจำหมู่บ้าน

              อะบอช่อหม่อ (คณะผู้อาวุโส) เป็นกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิของหมู่บ้าน มีความสำคัญทั้งด้านการปกครองชุมชน การประกอบพิธีกรรมและการตัดสินคดีความต่าง ๆ ของชุมชน ปัจจุบันระบบการปกครองของชุมชนอ่าข่าเป็นการปกครองแบบผสมผสานระหว่างการปกครองแบบจารีต ประเพณีและแบบทางราชการ     

    อาชีพ

              ก่อนที่โครงการพัฒนาที่สูงจะเข้าสู่ชุมชนบนพื้นที่สูงชาวอ่าข่าเป็นเกษตรกร ชาวไร่ชาวนาที่มีวิถีชีวิตแบบพอเพียงยังชีพด้วยการปลูกข้าว ทั้งข้าวไร่ ข้าวนาดำ และปลูกฝิ่นขายแลกเป็นเงินสด มีลักษณะการปลูกพืชผสม (Mixed cropping) ที่มีพืชผักนานาชนิดปลูกร่วมลงในไร่ข้าว และนิยมปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคใกล้บ้าน ชาวอ่าข่าจะมีวิธีการเลือกพื้นที่ทำกินที่เชื่อมโยงกับความเชื่อและพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจเลือกพื้นที่ทำกิน เนื่องจากชาวอ่าข่าเชื่อว่าทุกที่มีเจ้าของปกป้องดูแลรักษา ดังนั้นก่อนจะดำเนินการใด ๆ ต้องทำพิธีขออนุญาตจากเจ้าของที่แห่งนั้นเสียก่อน เพื่อให้การเพาะปลูกเป็นไปอย่างราบรื่นและพืชผลจะได้เจริญงอกงาม นอกจากนี้ชาวอ่าข่ายังมีการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู เป็ด เพื่อบริโภค และเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งมีการเลี้ยงสัตว์ใหญ่ เช่น หมู ไก่ วัว ควาย และม้า ไว้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ และใช้งานในครอบครัวอีกด้วย จนเมื่อการพัฒนาเข้ามาในชุมชนอ่าข่า ปัจจุบันชาวอ่าข่าได้รับการพัฒนารู้จักการผลิตแบบก้าวหน้า การลงทุน มีพืชหลายชนิดที่ชาวอ่าข่ารับเข้าไปปลูกในชุมชนภายใต้การส่งเสริมของหน่วยงานทั้งองค์กรระหว่างประเทศและโครงการความช่วยเหลือจากประเทศอื่นตลอดจนการนำเข้าไปปลูกในชุมชนด้วยตนเอง พืชเหล่านี้ได้แก่ กาแฟ ลิ้นจี่ ถั่วนางแดง ถั่วเหลืองพันธุ์ สับปะรด มันฝรั่ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี ถั่วลิสง มะม่วง พริก ขิง มะเขือเทศ มะระหวาน ชา กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ถั่วแขก ฯลฯ ไม้ผลเมืองหนาว เช่น ท้อพลับ บ๊วย เป็นต้น

    การปลูกข้าวไร่ ภาพโดย Dr. Leo Alting Von Geusau ราวปี พ.ศ. 2528 

     

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

              ระบบครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่เล็กที่สุดในหมู่บ้านความสัมพันธ์ทางสังคมของสมาชิกในครัวเรือนจึงมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันให้ความเคารพเชื่อฟังผู้อาวุโสในตระกูล หรือผู้มีความรู้ในทางจารีตประเพณี อ่าข่ามีคำเรียกผู้นำทางครอบครัวที่เป็นพ่อว่า “ยูซองอ่าดะ” และผู้นำทางครอบครัวที่เป็นแม่ว่า “ยูซองอ่ามา” ซึ่งสามารถเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวของตนเองให้สามารถดำรงชีพไปตามวิถีชีวิตของสังคมชาวอ่าข่าได้ การแต่งงานถือว่าเป็นการเชื่อมสัมพันธ์กับสายสกุลอื่น การนับถือเครือญาติจะนับถือกันทั้งสองฝ่ายเท่ากัน คือ ทั้งเครือญาติฝ่ายชายและฝ่ายหญิง โดยเครือญาติทั้งสองฝ่ายจะมีศักดิ์และฐานะทางสังคมเท่าเทียมกัน         

              โครงสร้างครอบครัวของชาวอ่าข่า ผู้ชายถือเป็นหัวหน้าครอบครัวและมีการขยายครอบครัวออกทางผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายจะเป็นผู้สืบสายวงศ์ตระกูลของครอบครัว ดังนั้นชาวอ่าข่าจึงมีการสืบสายโลหิตโดยมีการนับลำดับชื่อบรรพบุรุษ อ่าข่าเรียกว่า “จึ” ระบบการสืบทอดสายตระกูลนี้ ชาวอ่าข่าจะท่อง จึ เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้เรียงไปตามลำดับเครือญาติของสายตระกูลและบรรพบุรุษ

               หรือใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจยามเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่ได้คาดคิด รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือในทางสังคมที่แสดงให้เห็นถึงลำดับความเชื่อมโยงของคนจากรุ่นสู่รุ่น โดยจะเห็นได้จากชื่อของลูกที่จะต้องมีส่วนหนึ่งของชื่อมาจากชื่อของบิดา รูปแบบที่พบเห็นทั่วไปในกลุ่มชาวฮาหนี่ - อ่าข่า ก็คือ คำท้ายของชื่อพ่อจะนำมาใช้เป็นคำแรกของชื่อลูกทั้งชายและหญิง เช่น พ่อชื่อ “ซองจ่า” ลูกจะ ถูกตั้งชื่อว่า “จ่าหล่อง” จากนั้นลูกของ “จ่าหล่อง” อาจจะถูกตั้งชื่อว่า “หล่องผ่า” เป็นต้น ดังนั้นชาวอ่าข่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงสามารถจดจำบรรพบุรุษของพวกเขาย้อนหลังไปได้มากกว่า 70 รุ่น ด้วยวิธีการจดจำชื่อที่คล้องจองกัน (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, 2561 ออนไลน์)

                แต่เมื่อสมาชิกภายในสายตระกูลกระทำผิดจารีตประเพณีวัฒนธรรมในสังคมของชาวอ่าข่านั้น จะต้องแยกตัวออกไปจากสายตระกูลเดิมของตนที่สืบต่อกันมา (ต้องแยกออกจาก จึ ของบรรพบุรุษ) ซึ่งการแยกสายตระกูลออกไปใหม่นี้ชาวอ่าข่าจะเรียกว่า “ผาปา” คือแบ่งตระกูล ซึ่งผาปานั้นจะเกิดจากการกระทำผิดจารีตประเพณีวัฒนธรรม (ข้อห้ามตามธรรมเนียมของสังคมอ่าข่าดั้งเดิม) อ่าข่าเรียกว่า “มาจาคุมแจจา มาด้อคุมแจด้อ” คือกินในสิ่งที่ไม่ควรกิน ดื่มในสิ่งที่ไม่ควรดื่ม เช่น การแต่งงานกับญาติของตนเอง (แต่งงานภายในสายตระกูลเดียวกัน หรือการเอาภรรยาของอีกคนมาเป็นภรรยาของตนเอง เช่น เอาภรรยาของพี่มาเป็นภรรยาของตนเอง) เป็นต้น ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวนั้นจะต้องแยกออกไปจากสายตระกูลเดิมแล้วจะต้องไปเริ่มสายตระกูลใหม่เป็นของตนเองซึ่งก็จะกลายเป็นตระกูลอื่นไป (ผาปา คือ พี่น้องร่วมบิดาทั้งหมดจะแยกออกไปจากตระกูลเดิมและตั้งตระกูลใหม่เป็นของตนเอง แต่ถ้าหากว่าพี่น้องร่วมบิดาที่ไม่ได้กระทำความผิดต่อจารีตประเพณีวัฒนธรรมของอ่าข่าและไม่สมัครใจที่จะแยกออกจากสายตระกูลเดิมของตน ก็สามมารถให้คู่สามีภรรยาที่กระความทำผิดนั้นแยกออกไปแค่สองคน ซึ่งชาวอ่าข่าเรียกว่า ผาเจอะ)        

  • การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า :

               การแต่งกายของชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทยจะมีความคล้ายคลึงกัน มีจุดเด่นที่หมวกโลหะสีเงินและเครื่องประดับบนศีรษะของผู้หญิงชาวอ่าข่า ทั้งที่เป็นผ้าคลุมปักสีสันลวดลายสดใส และเครื่องเงินหรือโลหะที่ประดับประกอบในรูปแบบต่าง ๆ (ชาวอ่าข่าแต่ละกลุ่มในประเทศไทยอาจมีรูปแบบและลักษณะหมวกและเครื่องประดับบนศรีษะที่แตกต่างกันออกไป) ชาวอ่าข่าจะสวมเสื้อสีดำตัวยาว ด้านหลังตัวเสื้อจะมีการปักลวดลายที่หลากหลาย มีสีสันสวยงาม ลวดลายสีสันที่ปักบนเสื้อก็จะแตกต่างออกไปตามกลุ่มอ่าข่าที่อยู่ในไทย กระโปรงสั้นสีดำมีจีบเล็กด้านหลังข้างหน้าเป็นผ้าเรียบไม่มีจีบรอบ คาดเข็มขัด สวมผ้าพันน่องทั้งสองข้าง ผู้หญิงชาวอ่าข่าจะสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าด้วยการปักเป็นหลัก เพื่อใช้ตกแต่งประดับบริเวณด้านหลังเสื้อ แขนเสื้อ ผ้าพันรอบกระโปรง และผ้าพันน่อง โดยเฉพาะด้านหลังของตัวเสื้อจะมีการปักลวดลายหลายๆ ลวดลายเต็มแผ่นหลัง หรือเกือบเต็มแผ่นหลังของตัวเสื้อนับเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาวอ่าข่า

              ผู้ชายชาวอ่าข่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะสวมกางเกงขายาวสีดำ (คล้ายกางเกงสะดอ) สวมเสื้อแขนยาวหลวม ๆ หรือเสื้อแขนสั้น ผ่าอกเสื้อตลอดและปล่อยชายยาวแค่เอวตกแต่งด้วยผ้าหลากสีและปักลวดลาย  ถ้าเป็นผู้ชายชาวอ่าข่าที่ยังโสดอยู่จะตกแต่งประดับบนเสื้อด้วยเครื่องเงิน สวมกำไลคอ กำไลข้อมือ และผู้ชายชาวอ่าข่าจะไว้ผมยาวถักเปีย 3 เปียแล้วประดับด้วยเครื่องเงินตามเปียผมแต่ถ้าหากเป็นผู้ชายชาวอ่าข่าที่แต่งงานแล้วนั้นไม่ค่อยพิถีพิถันกับเรื่องเครื่องประดับการแต่งกายมากนัก ผู้ชายชาวอ่าข่าในสมัยก่อนมักจะโกนผมโดยรอบศีรษะจะทิ้งผมไว้เป็นจุกตรงกลางศีรษะตรงกับขวัญ ในคติความเชื่อของชาวอ่าข่าเชื่อว่าผู้ชายที่ไว้ผมจุกแบบนั้นคือเป็นผู้ชายเข้มแข็ง อดทน เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นผู้ชายอกสามศอก เป็นผู้นำครอบครัวที่ดีคอยปกป้องดูแลสมาชิกในครอบครัวของตนเองได้

              ผ้าปักชาวอ่าข่ายังสามารถนำไปแปรรูปตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ มีการปรับประยุกต์ลวดลายให้มี ความหลากหลายมากขึ้น ตามสมัยนิยมตามกาลเวลาและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การแต่งกายของชาวอ่าข่าวัยหนุ่มสาวปัจจุบันในประเทศไทย ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ชาวอ่าข่าปัจจุบันหันมาแต่งกายด้วยเสื้ออ่าข่าประยุกต์ตามแฟชั่นอ่าข่า สวนผู้ชายก็แต่งกายด้วยเสื้อสูทลายปักอ่าข่า ผูกไท เพื่อใส่ออกงานกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น งานพิธีกรรมของชาวอ่าข่า งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ หรือกลุ่มอ่าข่าที่นับถือศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ ก็มักจะแต่งกายด้วยชุดอ่าข่าประยุกต์ตามแฟชั่นเข้าโบสถ์ เข้าวัด แต่การแต่งกายในชีวิตประจำวันของวัยหนุ่มสาวชาติพันธุ์อ่าข่าในปัจจุบันได้รับอิทธิพลทั้งจากทางตะวันตกและตะวันออก รวมถึงวัฒนธรรมเกาหลีและญี่ปุ่น เหมือนกับวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน