กลุ่มชาติพันธุ์

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : อาข่า
  • ชื่อเรียกตนเอง : อาข่า
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : อีก้อ ข่าก้อ ก้อ โอนิ-ฮานิ
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษาพูดอยู่ในกลุ่มของตระกูลภาษาธิเบต-พม่า สาขาโลโล ภาษาอ่าข่ารียกว่า “ยิ” อ่าข่า
  • มิติทางประวัติศาสตร์ :

    ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ อ่าข่า (AKHA)

              เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ในอาศัยอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตอนใต้ของประเทศจีน จัดอยู่ในตระกูลจีน-ธิเบต สายธิเบต - พม่า แขนงชนชาติโลโลมีชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าอยู่หลายชื่อ เช่น ประเทศจีนเรียกว่าฮาหนี่ หรือไอ่หนี่ฉุ ที่ประเทศลาวเรียกว่า ก้อ ส่วนที่ประเทศพม่าและเวียดนามเรียกว่า อ่าข่า ส่วนประเทศไทยในอดีตนั้นเรียกอีก้อ แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเรียกอ่าข่าแล้ว แต่ก็ยังมีคนเรียกอีก้ออยู่ (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2546: 6-7)  

    ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง อ่าข่าในประเทศไทย พม่า ลาว เรียกตนเองว่า อ่าข่า สำหรับในประเทศจีนและประเทศเวียดนามจะ เรียกตนเองว่า ซานี, ยานี หรือฮาหนี่ โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ฮาหนี่” นอกจากนั้นในบทเพลง บทซอ คำสุภาษิต หรือการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ของชาวอ่าข่าทุกประเทศ เรียกตนเอง เหมือนกันว่า “หญ่าหนี่หญ่า” (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, 2561: ออนไลน์)   

     ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ทางวิชาการ: ชาติพันธุ์อ่าข่า

    เงื่อนไขที่ใช้ในการกำหนดชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ทางวิชาการ:  เพื่อให้มีความหมายที่เป็นกลางมากกว่ากล่าวคือ ไม่ได้บ่งบอกประเภทหรือระดับคุณลักษณะทางวัฒนธรรมที่เหนือกว่าหรือต่ำกว่า เพียงแต่บ่งบอกว่าเป็นกลุ่มชนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม

    ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์โดยคนอื่น: - ภาษาไทย เรียกว่า อีก้อ/อ่าข่า - ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Akha - ภาษาละหู่ เรียกว่า ต่อกอย่า - ภาษาม้ง เรียกว่า คั่ว - ภาษาไต เรียกว่า “ก้อ” หรือ “อีก้อ” 

     

  • อื่น ๆ :

              ภาษาอ่าข่า  เป็นภาษาหนึ่งในสาขาโลโล-พม่ากลุ่มโลโลใต้ ของภาษาตระกูลทิเบต-พม่า (TibetoBurman) ภายใต้ภาษาตระกูลใหญ่จีน-ธิเบต (Sino-Tibetan language family) ประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะต้น 22 หน่วยเสียง ไม่มีหน่วยเสียงพยัญชนะท้าย มีหน่วยเสียงสระ 13 หน่วยเสียง ไม่แยกความสั้น - ยาวของเสียงสระ มีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ 6 หน่วยเสียง แบ่งเป็น 2 ชุด คือ ชุดเสียงวรรณยุกต์กลาง ต่ำ สูง ที่เป็นเสียงปกติ และชุดเสียงวรรณยุกต์ กลาง ต่ำ สูง ที่มีลักษณะเสียงบีบหนัก (creaky) ในด้านไวยากรณ์ภาษาอ่าข่าเป็นภาษาที่มีโครงสร้างไวยากรณ์แบบประธาน-กรรม-กริยา (SOV) เช่นเดียวกับภาษาอื่นๆในตระกูลทิเบต-พม่า (Panadda 1993, 2010)

    ตระกูลภาษา ภาษาพูดอยู่ในกลุ่มของตระกูลภาษาธิเบต-พม่า สาขาโลโล

    ภาษาพูด: ภาษาพูดอยู่ในตระกูล Tibeto-Burman ภาษาอ่าข่ารียกว่า “ยิ” อ่าข่า

    ตัวอักษรที่ใช้เขียน[1]: อักษรโรมัน ภาษาอ่าข่าเรียกว่า (ฮ่องกู่มส้อโบ้) กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าซึ่งกระจายตัวอาศัยอยู่ในเขตชายแดนของรัฐชาติต่าง ๆ ในเขตตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ รัฐชาติไทย พม่า จีน และลาว แต่มีความสัมพันธ์กันในทางเครือญาติ ประวัติศาสตร์ และวิถีวัฒนธรรม การอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐชาติที่ต่างกันทำให้กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าต้องปรับตัวไปตามบริบททางการเมืองสังคม และวัฒนธรรมของแต่ละรัฐชาติ ในบริบทของการใช้ภาษาก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือชาวอ่าข่าในทุกรัฐชาติสามารถใช้ภาษาอ่าข่าเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีสำเนียงภาษาพูดที่แตกต่างหลากหลายกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่ต้องใช้ภาษาเขียนของรัฐชาตินั้น ๆ สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ อ่าข่า-ฮาหนี่ ทั้งหมดในประเทศจีน ซึ่งเป็นภาษาเขียนระบบอักษรโรมัน คล้ายระบบเขียนแบบพินยิน (pin yin) ของภาษาจีนกลาง ขณะที่ในประเทศไทยและประเทศพม่า ระบบการเขียนภาษาอ่าข่าถูกสร้าง และพัฒนาขึ้นจากอักษรโรมันโดยกลุ่มมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ทั้งนิกายโรมันคาทอลิกและนิกายแบบติสต์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศพม่า และได้แพร่ขยายเข้ามาถึงประเทศไทย เฉพาะในประเทศไทยระบบภาษาเขียนที่มิชชันนารีได้ประดิษฐ์ไว้ให้นี้มีระบบที่แตกต่างกันไปประมาณเกือบสิบระบบ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้เกิดปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของชาวอ่าข่าในบริเวณชายขอบรัฐชาติเหล่านี้ มีการประชุมร่วมกันหลายครั้งในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเพื่อสร้างอัตลักษณ์ความเป็นอ่าข่าร่วมกัน ทั้งในทางประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม ภาษาเขียนร่วม (common language) จนกระทั่งปลายปี 2552 จึงได้ข้อตกลงร่วมกันในการเลือกใช้ภาษาเขียนร่วมเพื่อการฟื้นฟูประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมอ่าข่า (Panadda, 2010)

     

    [1] มีตำนานอ่าข่าเล่าว่า สมัยบรรพบุรุษชาวอ่าข่าเคยมีภาษาเขียนของอ่าข่าเองโดยเขียนลงบนหนังควาย แต่เมื่อเกิดศึกสงครามทำให้เผชิญภาวะขาดอาหารรุนแรง บรรพบุรุษจึงต้มหนังควายกินเพื่อเอาชีวิตรอด เลยทำให้จดจำตัวอักษรไว้ในสมอง จึงทำให้ภาษาเขียนอ่าข่าสูญหายไป ทำให้ชาวอ่าข่าสืบทอดพิธีกรรมประเพณีต่าง ๆ โดยใช้ความจำต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย นางสาวอำภา วูซือ  นักศึกษาปริญญาโท สาขาสังคมศาสตร์ แขนงชาติพันธุ์สัมพันธ์กับการพัฒนา  คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ปีงบประมาณ 2562 , วันที่อัพโหลด: 24 กันยายน 2562

    บรรณานุกรม

    Panadda Boonyasaranai. (2010). The Development and Use of Common Akha Orthography. Doctor of Philosophy (Linguistics), Nakhonpathom: Mahidol  University.

    ชาวเขาเผ่าอีก้อ.สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ, พิมพ์ครั้งที่1, 2518. 43.

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. (2546).  อาข่า พิธีกรรม ความเชื่อ และความงาม กุศโลบายดำรงวิถีแห่งชนเผ่า. กรุงเทพฯ: สำนักงาน สกว. สำนักงานภาค. 6–7.

    สุวิชานนท์ รัตนภิมล. (2535). เยือนชนเผ่าอาข่า ฟังภาษาใจ “เพลง – ดนตรี”ใน เพลงดนตรีและชีวิตชาวดอย.

    ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์. (2554). อ่าข่าไนท์บาซาร์ การค้ากับความเป็นชาติพันธุ์. เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

    ปนัดดา บุณยสาระนัย และหมี่ยุ้ม เชอมือ. (2547). อาข่า หลากหลายชีวิตจากขุนเขาสู่เมือง. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

    ศูนย์วิจัยชาวเขา จังหวัดเชียงใหม่ กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย. (2526). บรรณนิทัศน์ 5 สภาพของชาวเขาในประเทศไทย.

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. (2546). อาข่า พิธีกรรม ความเชื่อ และความงาม กุศโลบายดำรงวิถีแห่ง

    ชนเผ่า. กรุงเทพฯ: สำนักงาน สกว. สำนักงานภาค. 6–7.

    สมาคมชาวอาข่า เชียงราย.มปป., โครงสร้าง และการปกครองอาข่า. เชียงราย : สมาคมชาวอาข่า เชียงราย,หน้า 1. (อัดสำเนา)

    อาจู จูเปาะ. (2334). วิถีชีวิตชาวอาข่ากับป่าไม้บนดอย ในจดหมายข่าว ชีวิตบนดอย. ฉบับที่ 6 พฤษภาคม-สิงหาคม: 21.

    อุไรวรรณ แสงศร. (2539). บ้านอีก้อ : ความเชื่อและภูมิปัญญาชาวบ้าน. เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยชาวเขา.

    อุไรวรรณ แสงศร. (2531). เพลงและการละเล่นของชาวเขาเผ่าอีก้อ. ข่าวสารสถาบันวิจัยชาวเขา. ปี่ที่ 12ฉบับที่ 1-2 มกราคม-มิถุนายน: 35-53.      

    สารสนเทศออนไลน์

    Njoy. (2551). ชนเผ่าอาข่า – ตำนานชนเผ่าอาข่า. สืบค้น 21 มิถุนายน 2562, จาก www.openbase.in.th.   

    ปนัดดา บุณยสาระนัย.  (2560). ชาวอ่าข่า ภาษา และการสร้างระบบเขียนภาษาอ่าข่าด้วยอักษรไทย: บ้านแม่สะแลป อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย. วารสารภาษาและภาษาศาสตร์ ปีที่ 36 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม–ธันวาคม 2560) สืบค้น 21 มิถุนายน 2562, จาก file:///E:/Users/Asus/Desktop/รวม2/ชาวอ่าข่า1.pdf

    มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ. (2552). อ่าข่าเอเชีย ทำข้อตกลงร่วมปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมดั้งเดิม "อ่าข่าย้อง" ให้สอดคล้องกับยุคสมัย. สืบค้น 21 มิถุนายน 2562, จาก https://prachatai.com/journal/2009/02/20144.

    มูลนิธิสยามกัมมาจล. (2558). สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมอ่าข่าเชียงราย. สืบค้น 21 มิถุนายน 2562,จาก https://www.scbfoundation.com

    วิไลลักษณ์ เยอเบาะ. (2561). มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์. ข้อมูลพื้นฐานชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า(Aqkaq). สืบค้น 26 มีนาคม 2562, จาก www.ikmi.info.

     สัมภาษณ์ 

    หมี่โชะ  แซ่ล้า บ้านดอยช้าง หมู่ที่3 ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย, 2 กุมภาพันธ์ 2562

    อาหล้า วุ้ยยื้อ บ้านแม่ละงอง หมู่ที่6 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์ 2560

  • บทนำ :

              กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทีมีภาษาพูด ความเชือ วิถีชีวิต ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง อาศัยอยู่กระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง แพร่ ตาก และเพชรบูรณ์ อาศัยอยู่มากที่สุดในจังหวัดเชียงราย ซึ่งในประเทศไทยชาวอ่าข่ามีอยู่ 7 กลุ่ม คือ “กลุ่มอู่โล้”, “ลอมี้”, “อู่เบียะ”, “อ๊ะจ๊อ”, “หน่าคะ”, “อู่พี” และ “อะเคอ” กลุ่มอ่าข่าทีเข้ามาประเทศไทยเป็นกลุ่มแรก เข้ามาอยู่ทีดอยตุง และบ้านดอยแสนใจ อำเภอแม่ฟ้าหลวง กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่ามีอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งด้านวิถีชีวิต การประกอบอาชีพ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม อาหาร การแต่งกาย ภาษา ที่สืบทอดต่อ ๆ กันผ่านเทศกาลและพิธีกรรมของชาติพันธุ์อ่าข่าที่เกิดขึ้นตามระบบความเชื่ออันศักดิ์สิทธ์ เกี่ยวข้องกับชีวิตและการทำมาหากิน

              เมื่อการพัฒนาเข้าสู่ชุมชนชาติพันธุ์อ่าข่า กระแสความเจริญที่มาจากการพัฒนาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครองในชุมชน ประเพณีวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม  เมื่อความเจริญเข้าสู่ชุมชนชาติพันธุ์อ่าข่า ทำให้ชุมชนอ่าข่ารับเอาวัฒนธรรมสมัยใหม่มากขึ้น และนิยมหางานทำในตัวเมืองจังหวัดต่าง ๆ และต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกิน เด็กและเยาวชนนิยมไปศึกษาเล่าเรียน ส่วนหนุ่มสาวไปทำงานรับจ้าง ค้าขายหรือประกอบธุรกิจต่าง ๆ การที่ประชากรในชุมชนอ่าข่าออกจากชุมชนไปจึงทำให้ไม่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่น และไม่ได้เรียนรู้พิธีกรรมต่าง ๆ ของชาติพันธุ์ตนเองในชุมชน มีการรับวัฒนธรรมจากคนภายนอกชุมชนจึงไม่เข้าใจเกี่ยวกับพิธีกรรมและประเพณีดั้งเดิมของชาติพันธุ์ตนเอง ชาติพันธุ์อ่าข่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านความเชื่อ และศาสนาของชาติพันธุ์อ่าข่า ทำให้วัฒนธรรมอ่าข่าดั้งเดิมเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ          

     

    คำสำคัญ  ชาติพันธุ์อ่าข่า, วิถีชีวิต, วัฒนธรรม, อัตลักษณ์, การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

  • ประวัติ/ที่มา :

              อ่าข่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอยู่ตามแนวชายแดนจีนตะวันตกเฉียงใต้และบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ติดกับประเทศจีน อันมีประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา ในประเทศจีนเขตที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า หรือฮาหนี่ กระจายตัวอยู่มากในเขตการปกครองตนเองหงเหอ (Honghe) บริเวณแม่น้ำแดงตอนเหนือของชายแดนระหว่างจีนและเวียดนาม ในเขตเมืองซือเหมา (Simao) ใจกลางของแคว้นยูนนานตอนใต้ และอีกสามพื้นที่ คือ เขตปกครองตนเองของชาวไตในแคว้นสิบสองปันนา ทางตอนเหนือของประเทศลาว และตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศพม่า เขตการปกครองตนเองปูเออ (Puer) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองคุนหมิง และเขตปกครองตนเองของลาหู / ว้าที่เมืองหลานซาง (Lanchang) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของชายแดนประเทศพม่า สำหรับประเทศไทยกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าส่วนมากอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดตาก และจังหวัดกำแพงเพชร (ปนัดดา บุณยสาระนัย และหมี่ยุ้ม เชอมือ, 2547: 87)

              เหตุผลที่กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าอาศัยอยู่ในภูเขาและตามพื้นที่สูงเนื่องจากเกิดความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่เข้มแข็งกว่า กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าสืบเชื่อสายมาจากพวกอี๋ หรือยี่ (Yi) เป็นคำที่ชาวจีนใช้เรียก ซึ่งแต่เดิมเรียกตนเองว่าโลโล (Lolo) หรือหลัวหลัว ซึ่งชาวฮั่นถือว่าเป็นกลุ่มอู่หมานกลุ่มหนึ่ง ชาวฮั่นเรียกกลุ่มที่พูดภาษาตระกูลธิเบต-พม่า ที่มีอารยธรรมที่ต่ำกว่าตนเองว่าหมาน หรือเฉียงอู่หมาน หมายถึงกลุ่มชนที่มีผิวสีคล้ำ ถิ่นฐานเดิมของกลุ่มโลโลคือชายแดนด้านตะวันออกของธิเบตในปัจจุบันเมื่อพันปีกว่าปีโลโลกลุ่มหนึ่งได้แยกตัวจากถิ่นฐานเดิมของตนมาอาศัยอยู่ที่ราบระหว่างหุบเขาของแม่น้ำแยงซีตอนบนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนติดกับตะวันออกของธิเบต กลุ่มโลโลกลุ่มนี้ได้สร้างวัฒนธรรมต่างไปจากกลุ่มเดิมและกลุ่มนี้ก็ถูกชาวฮั่นเรียกว่า อี๋ และกลุ่มโลโลอื่นรวมถึงกลุ่มอี๋ที่ถูกจีนเรียกว่า ฮาหนี่ (Hani) และกลุ่มที่เรียกตนเองว่าอ่าข่า (Akha) ได้อพยพลงมาทางใต้ได้หลายศตวรรษแล้วแต่ยังมาไม่ถึงพม่าและไทย เมื่อทรัพยากรบริเวณเทือกเขาธิเบตมีอยู่อย่างจำกัด บรรพบุรุษอ่าข่าจึงต้องอพยพมายังบริเวณที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า ซึ่งอพยพมาทางตะวันออกเฉียงใต้เข้าสู่ มณฑลเสฉวนตอนใต้และยูนนานในปัจจุบัน ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชาวอี๋ หรือกลุ่มโลโลที่เป็นอ่าข่ารุ่นบรรพบุรุษได้กระจายตัวมาสู่ตอนใต้ของยูนนาน และก็ได้สร้างวัฒนธรรมของตนเองที่แตกต่างจากวัฒนธรรมกลุ่มอี๋หรือโลโลกลุ่มอื่น ๆ เรื่อยมาจนภายหลังก็มีอ่าข่าจำนวนมากอาศัยและตั้งถิ่นฐานอยู่ยูนนานจนถึงปัจจุบัน (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์, 2554)

              อ่าข่าอพยพเข้าสู่ประเทศไทยเนื่องจากเกิดสงครามและถูกกดขี่คุกคามโดยกลุ่มชนรอบข้างที่มีกำลังอำนาจเหนือกว่าอ่าข่าและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ จำนวนหนึ่งได้เลือกที่จะอพยพเข้ามาสู่ดินแดนไทย เนื่องจากพื้นที่ชายแดนที่ชายแดนที่ติดกับพม่ายังเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครองและยังมีประชากรไม่หนาแน่นมาก สภาพทางนิเวศน์ก็มีลักษณะคล้ายกับฝั่งพม่าที่จากมา ชีวิตจึงสามารถดำเนินไปในรูปแบบเก่าที่คุ้นเคยได้ ขณะที่อ่าข่าบางรายเลี่ยงมิได้ที่จะต้องปลูกฝิ่นตามพันธสัญญากับพวกจีนและฉานที่ทำงานเพื่อเจ้านายในพม่า แต่อ่าข่าส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะหันกลับมาหาการปลูกข้าวและระบบเศรษฐกิจแบบจุนเจือตนเองตามเดิม ตอนนั้นป่ายังคงมีให้หักร้างถางฟันผู้คนจากพื้นรานก็มิได้เข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตบนดอย (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์, 2550: 42 อ้างถึงใน Goodman, 1996: 29-30)

              เมื่อเกิดศึกสงคราม การกดขี่ข่มเหง รวมทั้งการรุกขึ้นมาของชนเผ่าไทยบีบคั้นให้ชาวอ่าข่าต้องทยอยหนีออกจากเมืองทุ้มหล่องและดินแดนลุ่มแม่น้ำดำ แม่น้ำแดงเข้ามาสู่ยูนนานตะวันตกเฉียงใต้ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาสู่สิบสองปันนา และที่นั่นพวกเขาได้ถูกชนเผ่าไทขับขึ้นเขากระจัดกระจายไปหลายทิศทาง สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการอพยพจากพม่าเข้ามาไทยมากขึ้นคือการขยายตัวของเหตุรุนแรงการโจรกรรม ฆาตกรรม และการทำลายทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเป็นประจำในบริเวณเทือกเขาของเชียงตุงตะวันออก อ่าข่าที่อพยพเข้ามาในช่วงนี้ส่วนใหญ่มาถึงประเทศไทยในลักษณะเกือบสิ้นเนื้อประดาตัวและจวนเจียนจะเอาชีวิตไม่รอด (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์, 2554: 43 อ้างถึงใน Geusau 1983: 247)  

    การตั้งถิ่นฐานและกระจายตัวประชากร  ประชากรกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทยอาศัยอยู่กระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทยตามจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ตาก เพชรบูรณ์ และน่าน

              รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของชาติพันธุ์อ่าข่าในอดีตหมู่บ้านชาติพันธุ์อ่าข่ามักตั้งอยู่บนไหล่เขาสูงเฉลี่ยประมาณ 3,000-4,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ดอย หรือภูเขา สันเขา ที่เป็นที่ตั้งหมู่บ้านมีพื้นที่กว้างขวางเพื่อให้เด็ก ๆ วิ่งเล่น และใช้เป็นที่ชุมนุมและประกอบพิธีกรรม หมู่บ้านจะต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีน้ำตลอดปี โดยชาวอ่าข่าถือหลักนิยมว่าดอยที่เลือกตั้งหมู่บ้านควรเป็นดอยลูกกลางที่แวดล้อมด้วยดอยสูงคุณลักษณะดอยเช่นนี้ กล่าวกันว่าจะทำให้ชาวบ้านร่มเย็นเป็นสขุ สัตว์เลี้ยงดีและพืชผลในไร่งอกงาม ถ้าในบริเวณที่จะตั้งหมู่บ้านมีจอมปลวกอยู่ถือว่าดีเพราะจอมปลวกเป็นที่สิงสถิตของผีประจำหมู่บ้านซึ่งจะช่วยดูแลคุ้มครองหมู่บ้านและชาวบ้าน ซึ่งการจัดตั้งหมู่บ้านต้องมีตัวแทนของชาวบ้านไม่ต่ำกว่า 3 สกุล เนื่องจากว่าการที่จะจัดตั้งเป็นชุมชนอ่าข่าขึ้นมาได้นั้นจะต้องมี “หยื่อมะ” ประจำหมู่บ้าน 1 คน ถึงจะตั้งเป็นหมู่บ้านอ่าข่าขึ้นมาได้ได้ และตำแหน่ง “หยื่อมะ” สืบทอดผ่านตระกูลของ “หยื่อมะ” เท่านั้นอ่าข่าตระกูลอื่น ๆ ไม่สามารถเป็น “หยื่อมะ” ได้ นอกจากนั้นในหมู่บ้านอ่าข่าจะต้องมีบาจี ช่างตีเหล็กประจำหมู่บ้านด้วย ตำแหน่งนี้สามารถถ่ายทอดวิชาให้กับอ่าข่าตระกูลอื่น ๆ ได้แต่ยกเว้นตระกูล “หยื่อมะ” สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ในการประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อบางพิธีกรรมไม่สามารถที่จะให้คนในตระกูลเดียวกันมาประอกบพิธีให้จะต้องอาศัยตระกูลอื่น ๆ เพื่อประกอบพิธีให้ หลังจากตั้งถิ่นฐานอาศัยแล้วก็จะประกอพพิธีประตูทางเข้าหมู่บ้าน อ่าข่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเครือญาติหรือมิตรที่สนิทกันมาก ๆ หมู่บ้านเล็ก ๆ อาจมีเพียง 2 แถวซ้อนกัน โดยมีช่องว่างทางเดินไว้ตรงกลาง ส่วนหมู่บ้านขนาดใหญ่อาจปลูกซ้อนกัน 3-4 แถว แต่ละหมู่บ้านจะตั้งอยู่ห่างกันประมาณ 3-4 กิโลเมตร และกลุ่มชาติพันธุ์นอ่าข่าจะไม่นิยมตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่รวมกับกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ จะตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่แค่ชาติพันธุ์อ่าข่าเท่านั้น และไม่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ถาวรจะอพยพย้ายตั้งถิ่นฐานใหม่เมื่อพื้นที่ทำกินรอบ ๆ ที่ตั้งชุมชนเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ และอพยพเพื่อหนีศึกสงคราม      

               รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของชาติพันธุ์อ่าข่าในปัจจุบัน ไม่ได้สืบทอดแนวคิดในการเลือกตั้งหมู่บ้านแบบดั้งเดิม แต่มีการตั้งรกรากและจับจองพื้นที่เพื่อประกอบอาชีพเกษตรอย่างถาวร ต่างจากเดิมที่มีแนวคิดเรื่องการตั้งถิ่นฐานอย่างไม่ถาวร แต่อย่างไรก็ตามที่ดินที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน และใช้พื้นที่ในชุมชนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแต่ชาติพันธุ์อ่าข่า แต่ถิ่นฐานอาศัยอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในชุมชนไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างในอดีตแต่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มาขึ้น

              งานศึกษาของ (ปนัดดา บุณยสาระนัย และหมี่ยุ้ม เชอมือ, 2547) ในอ่าข่าหลากหลายชีวิตจากขุนเขาสู่เมือง กล่าวถึงการเคลื่อนย้ายแบบใหม่ของชาวอ่าข่าว่า การเคลื่อนย้ายแบบใหม่ในปัจจุบันคือย้ายเข้าเมืองมาทำงาน ชาวอ่าข่าเริ่มมีการเดินทางเข้าสู่เมืองในช่วงปีพ.ศ 2510 จากการแนะนำหรือได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับคนภายนอกชุมชน จากการแนะนำของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปทำงานในชุมชน เช่น เจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ ตำรวจตระเวนชายแดน ครู เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ฯลฯ โดยมีการแนะนำให้เด็กชายมาบวชสามเณรเพื่อบวชเรียน ต่อมาก็มีการนชักชวนชาวบ้านลงมาเที่ยวในเมือง และเริ่มมีการนำชาวบ้านไปแสดงตามงานต่างๆ เช่นงานกาชาดที่กรุงเทพฯ ได้ไปแสดงตามร้านอาหารที่มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนาทั่วเมืองเชียงใหม่ ต่อมาในช่วงปี พ.ศ 2521 ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงในชุมชนไปฝึกเรียนการตัดเย็บผ้าตามสำนักงานศูนย์ในจังหวัดต่าง ๆ ทำให้เยาวชนเริ่มออกมาเรียนหนังสือมากขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ 2525  เริ่มมีชาวบ้านเข้ามารับจ้างทำงานในเมืองเป็นรุ่นแรก ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วในปีพศ 2533 ปัจจัยที่ส่งผลให้คนอ่าข่าอพยพเข้าเมืองสรุปได้ดังนี้

              1.ความต้องการด้านการศึกษา เมื่อรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนบนพื้นที่สูง เด็กและเยาวชนอ่าข่าเริ่มได้รับการศึกษาโดยการส่งเสริมเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสงเคราะห์ เมื่อประมาณปีพศ 2518 -2519 ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการศึกษามากขึ้นจึงส่งลูกหลานหลานชายและหญิงเข้าโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และอาศัยอยู่ประจำที่โรงเรียน

              2.  การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจกระแสหลัก เมื่อการพัฒนานำความเจริญเข้าสู่ชุมชน ทำให้สภาพเศรษฐกิจของสังคมหมู่บ้านเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ชาวบ้านต้องต่อสู้ดิ้นรนกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อความเจริญเข้าสู่หมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า ชาวบ้านเริ่มต้องการสิ่งอำนวยความสดวกมากขึ้นทำให้ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โทรทรรศน์ วิทยุ พัดลม ตู้เย็น โทรศัพท์ อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด จึงส่งผลให้ชาวบ้านต้องหางานทำเพื่อให้ได้เงินมาตอบสนองความต้องการของครอบครัว ชาวบ้านจึงต้องออกมาทำงานนอกหมู่บ้าน

               3. นโยบายรัฐบาลเรื่องการจำกัดพื้นที่ทำกิน ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถที่จะโยกย้ายพื้นที่ทำกินจากที่เดิมหรือไม่สามารถขยายพื้นที่ทำกินได้ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรเนื่องจากชาวบ้านยังไม่รู้เรื่องการบำรุงรักษาดินตามแบบแผนการเกษตรสมัยใหม่ ชาวบ้านต้องใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรแบบถาวรทำให้ดินเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ลงผลผลิตที่ได้ไม่พอกิน ทำให้ชาวบ้านต้องดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอด จึงส่งผลให้ส่งลูกหลานออกมาทำงานรับจ้างในเมือง ทำให้ผู้ที่เหลืออยู่ในชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็กเท่านั้น

              จากปัญหาต่าง ๆ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปบนดอย เช่น การสูญเสียพื้นที่ทำกิน วัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่ถูกทำลายไป รวมถึงการคมคนาคมที่สดวกสบายมากขึ้น และโอกาสในการทำมาหากินในพื้นที่ปลายทางซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและตลาดแรงงานได้กลายเป็นฐานรากของวิวัฒนาการสู่ธุรกิจสินค้าจากชาติพันธุ์อ่าข่าและขายแรงงานในตลาดแรงงานต่าง ๆ เช่น พื้นที่ปลายทางที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยิ่งต่อยอดการย้ายถิ่นสู่เมืองและขยายฐานธุรกิจการค้าให้กว้างยิ่งขึ้น จึงทำให้ชาวอ่าข่าย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้นในปัจจุบัน

              มิติทางประวัติศาสตร์ หลักฐานการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าในประเทศไทยมีข้อสันนิษฐานจากนักวิชาการหลายคนในงานของไพโรจน์ คงทวีศักดิ์ (2554: 42) กล่าวว่า Alting von Geusau (2000) สันนิษฐานว่าชุมชนอาข่าแห่งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 คือ บริเวณชายแดนพม่าหรือ บริเวณชุมชนพญาไพรเก่า หรือ Goodman (1997) กล่าวถึงชุมชนอาข่าเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2444 เป็นช่วงที่กลุ่มชาติพันธุ์อาข่าหนีความวุ่นวายในยูนนานเข้ามาสู่รัฐฉาน และมีอาข่ากลุ่มหนึ่งเข้ามาถึงฝั่งไทย ส่วน Mika Toyota อ้างอิงจากคำกล่าวของผู้นำอาข่าจากชุมชนพญาไพรที่ว่าอยู่หมู่บ้านพญาไพรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2430 ส่วนหมู่บ้านแห่งที่สอง คือ หมู่บ้านค้าแหย่งหรือขาแหย่ง เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2468 ซึ่ง Alting von Geusau (2000) กล่าวว่ามีหมู่บ้านอาข่าทั้งสองหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างใหญ่โดยมีสมาชิกมากกว่า 500 คน ก่อนปี พ.ศ. 2493 มีหมู่บ้านอาข่าขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง คือหมู่บ้านแสนใจที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย (เรื่องเดียวกัน: 54) ส่วนปนัดดา บุณยสาระนัย (2547) กล่าวว่าอาข่าในประเทศไทยอพยพมาจากแค้วนเชียงตุงของพม่า เข้ามาชุดแรกที่บริเวณดอยตุง เขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ผู้นำการอพยพรุ่นแรกคือแสนอุ่นเรือน ซึ่งต่อมาเสียชีวิตที่ดอยตุง ส่วนญาติพี่น้องได้แยกย้ายไปตามที่ต่าง ๆ เช่นแสนพรม (เสียชีวิต พ.ศ. 2515) ได้ตั้งหมู่บ้านผาหมี อำเภอแม่สาย และแสนใจหลานของแสนอุ่นเรือน (เสียชีวิต พ.ศ. 2515)ได้ ตั้งหมู่บ้านและเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแสนใจในเขตอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย (ปนัดดา 2547: 7) ในพื้นที่ชุมชนดอยช้างเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าอพยพเข้ามาอาศัยอยู่

              กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่ามาจากทางตอนใต้ของจีน และส่วนใหญ่อพยพและอาศัยกระจัดกระจายอยู่รัฐฉานในพม่า ลาว เวียดนาม และในประเทศไทย สาเหตุของการอพยพของชาติพันธุ์อ่าข่ามาจากความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้มแข็งกว่าและจากภัยสงคราม ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เกิดเหตุการณ์จีนมุสลิมต่อต้านราชวงศ์แมนจูและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ หลายกลุ่มก็เข้าร่วมกับจีนมุสลิมยูนาน จึงเกิดสงครามยาวนานถึง 18 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1855 ถึง ค.ศ. 1873 ประกอบกับการเข้าแทรกซึมของมหาอำนาจตะวันตกทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส กระตุ้นให้เกิดสงครามเพราะต้องการทรัพยากรอันมีค่าในยูนนานทำให้อ่าข่าต้องตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งและมีประชากรจำนวนไม่น้อยที่ต้องยากจนและถูกกดขี่ จึงทำให้อ่าข่าบางส่วนอพยพออกจากยูนนานเพื่อหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่จนกระทั่ง ปี ค.ศ.1884 เกิดสงครามจีน-ฝรั่งเศส ในยูนนานและกวางสีราชวงศ์แมนจูพ่ายแพ้แต่ก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อชนกลุ่มน้อยเท่าใดนัก ในปีค.ศ. 1938 รัฐบาลแห่งชาติจีนเริ่มให้ความสำคัญกับท้องถิ่นเพราะต้องการแรงงานสร้างถนนจากต้าหลี่ไปพม่าเพราะต้องการทำสงครามกับญี่ปุ่นประกอบกับปี ค.ศ. 1949 เกิดการเปลี่ยนแปลงปกครองในประเทศจีนและเกิดการขับไล่ทหารพรรคก๊กมินตั๋ง 15,000 นาย ไปพม่า กองทัพก๊กมินตั๋งจึงรวมตัวขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1951 ร่วมกับกลุ่มว้าที่สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดจึงเห็นว่าการอพยพเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งกลุ่มอ่าข่า ล่าหู่ และลีซู และกลุ่มอื่น ๆ ได้อพยพมายังรัฐฉานของพม่าและไทย (ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์ , 2554)

  • วิถีชีวิต :

              การเลือกพื้นที่ตั้งหมู่บ้านและปลูกสร้างบ้านเรือนในอดีตมักจะเป็นบทบาทหน้าที่ของฝ่ายผู้ชายในแต่ละครัวเรือนเป็นผู้ตัดสินใจ โดยมี “หยื่อมะ” เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมโยนไข่ไก่เสี่ยงทายขอพื้นที่จากผีเจ้าที่ โดยมีคติความเชื่อว่าหากโยนไข่แตกในพื้นที่ใดแสดงว่าสามารถสร้างบ้านได้ ผีเจ้าที่อนุญาต แต่หากโยนไข่ไม่แตกภายใน 3 ครั้งแสดงว่าผีเจ้าที่ไม่อนุญาตจะต้องหาพื้นที่จัดตั้งหมู่บ้านใหม่ จากพิธีกรรมต่าง ๆ ดังกล่าว ทำให้เห็นถึงโลกทัศน์ของชาวอ่าข่าที่มีต่อธรรมชาติในการเลือกพื้นที่ตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ ชาวอ่าข่าเชื่อว่าสรรพสิ่งทุกสิ่งล้วนมีผู้ดูแลรักษาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผืนดิน ท้องฟ้า ต้นไม้ ฯลฯ การที่จะเข้าไปใช้พื้นที่นั้น ๆ ต้องขอก่อนเสมอ ชาวอ่าข่าจึงจะไม่การกระทำใด ๆ ที่ล่วงเกินต่อสรรพสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ชาวอ่าข่าจะมีการขออนุญาตขอขมาต่อสรรพสิ่งนั้น ๆ เพื่อไม่ให้ผู้ดูแลรักษาสรรพสิ่งนั้น ๆ เกิดความไม่พอใจชาวอ่าข่าจึงจะต้องมีการหาฤกษ์ยามที่ดีหาตำแหน่งที่ตั้งโดยผ่านการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความร่มเย็นเป็นสุข มีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อชาวอ่าข่าขอพื้นที่จากผีเจ้าที่ได้แล้ว “หยื่อมะ” และคณะผู้อาวุโสก็จะมีการจัดแบ่งพื้นที่เพื่อสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในส่วนขององค์ประกอบของหมู่บ้าน

              การจัดวางผังหมู่บ้านของชาวอ่าข่านั้นบ้านของ “หยื่อมะ” (ตำแหน่ง “หยื่อมะ” เป็นผู้นำหลักในการบริหารชุมชนตามโครงสร้างชุมชนของชาวอ่าข่าแบบดั้งเดิม) จะต้องตั้งอยู่ตรงกลางของหมู่บ้าน ส่วนบ้านของสมาชิกในชุมชนคนอื่น ๆ จะตั้งขยายออกไปรอบ ๆ ในชุมชนชาวอ่าข่า สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างกัน กล่าวคือ บ้าน “หยื่อมะ” เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่าคนกับคน และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ภายในชุมชน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่าคนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ รวมถึงการแบ่งบทบาทหน้าที่และระบบความสัมพันธ์ของสมาชิกในชุมชน

              ชาวอ่าข่าได้มีการแบ่งพื้นที่ที่แตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เช่น “มิโอ” คือ โลกของบรรพบุรุษ “มิตะ” คือ โลกของมนุษย์ปัจจุบัน ภายในบ้าน นอกบ้าน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าถึงแม้จะไม่มีคำเรียกรวมที่ตรงความหมายกับคำว่าพื้นที่ แต่ในทรรศนะของอ่าข่ามีการจัดวางสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในโลกสวรรค์และโลกปัจจุบัน หรือบริเวณที่ผีอยู่กับบริเวณที่คนอยู่ ความคิดดังกล่าวส่งผลให้ชาวอ่าข่ามีการถือสร้างบ้านตามแบบแผนของชาวอ่าข่า โครงสร้างหมู่บ้านสะท้อนถึงโลกทัศน์ของชาวอ่าข่าระหว่างสองสิ่งที่สัมพันธ์กันเสมอ การจัดการพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะที่น่าสนใจเพราะมีของสองสิ่งที่สัมพันธ์กัน เช่น ประตูหมู่บ้านของชาวอ่าข่าเป็นการจัดการพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงขอบเขตระหว่างโลกของมนุษย์ภายใน และภายนอกโลกของจิตวิญญาณ และการจัดวางพื้นที่ภายในบ้านสัมพันธ์กับการแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างชายและหญิงของสมาชิกในครัวเรือน ซึ่งเห็นได้จากการจัดวางพื้นที่ภายในบ้านของชาวอ่าข่า ที่แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ “ยุ้มมา” เป็นพื้นที่ของผู้หญิง  และ “บอลอ” เป็นพื้นที่ของผู้ชาย บทความนี้นอกจากจะอธิบายถึงลักษณะสองสิ่งที่สัมพันธ์กัน จะชี้ให้เห็นว่าอ่าข่าไม่ได้แยกกันเด็ดขาดระหว่างโลกของคนที่ตายไปแล้วกับโลกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะยังมีหิ้งผีบรรพบุรุษเชื่อมอยู่ภายในบ้านที่แสดงถึงความสัมพันธ์

              ทรรศนะชาวอ่าข่าระหว่างสองสิ่งมีความสัมพันธ์กัน เห็นได้จากคติความเชื่อของการจัดวางพื้นที่และโครงสร้างหมู่บ้านของชาวอ่าข่า ที่จัดแบ่งว่าหมู่บ้านของชาวอ่าข่าเป็นพื้นที่ของมนุษย์ที่อยู่ตรงข้ามกับพื้นที่ทางวิญญาณ หรือผี ส่วนพื้นที่ของบ้านเรือนก็ตรงข้ามกับป่าภายนอก ในทรรศนะของชาวอ่าข่าเกี่ยวกับจักรวาลนั้นจะครอบคลุมธรรมชาติหมด ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต บริเวณภายนอกและภายในหมู่บ้าน และรวมถึงภายในบ้าน ซึ่งภายในบ้านชาวอ่าข่าจึงเปรียบเสมือนกับการย่อส่วนของจักรวาลเล็ก ๆ โดยมีบ้านของ “หยื่อมะ” ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวอ่าข่าอยู่จุดศูนย์กลางที่เปรียบเสมือนจักรวาล และมีบ้านของสมาชิกในชุมชนตั้งขยายออกไปรอบ ๆ เป็นต้น

    โครงสร้างทางสังคมและการปกครองตามจารีตประเพณี

              บุคคลสำคัญที่ดำรงตำแหน่งทางวัฒนธรรมของชาวอ่าข่า ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่าง ยิ่งของหมู่บ้าน ซึ่งจะต้องทำการสรรหาบคุคลเพื่อดำรงตำแหน่งบุคคลดังกล่าวนี้จะทำหน้าที่สำคัญ ๆ  ในการประกอบพิธีกรรมของหมู่บ้าน เพื่อให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งในอดีตนั้นชาวอ่าข่ามีตำแหน่งทางวัฒนธรรมอยู่หลายตำแหน่งด้วยกันได้แก่

              หยื่อมะ (ผู้นำพิธีกรรมของหมู่บ้าน) เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมากที่สุดในหมู่บ้านชาวอ่าข่า หน้าที่คือผู้นำกำหนดวันสำคัญเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมต่าง ๆ ภายในชุมชนชาวอ่าข่า เป็นบุคคลที่จะต้องลงมือทำก่อน เช่น การทำประตูหมู่บ้าน การปลูกข้าว หรือแม้แต่พิธีกรรมในรอบปีของชาวอ่าข่าก็ต้องเป็นคนที่เริ่มทำก่อนนั่งเอง 

              เจ่วหย่า (ผู้ช่วยหยื่อมะ) เป็นตำแหน่งที่รองลงมาจากหยื่อม

              คามา (ผู้ใหญ่บ้านหรือทนายความ) เป็นตำแหน่งตัวแทนหมู่บ้าน ติดต่อสื่อสารกับสังคมภายนอก

              บาจี (ช่างตีเหล็ก) เป็นตำแหน่งที่สำคัญมากเพราะทำหน้าที่ตีเหล็กซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการทำการเกษตรให้กับชาวบ้านในชุมชน

              พิมา (ผู้นำด้านบทสวด) ผู้ทำหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรม เหมือนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ทำหน้าที่ในการสวดพิธีตามงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิต เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่งงาน ตำแหน่งนี้มีความสำคัญเช่นเดียวกับหมอ (แพทย์)

              พิหย่า (ผู้ช่วยพิมา) อยู่ในช่วงที่กำลังศึกษาเรียนรู้และเป็นผู้ช่วยของพิมา และในอนาคตก็สามารถขึ้นมาเป็นพิมาได้

              ญิผา (หมอดู) ทำหน้าที่คล้ายผู้วินิจฉัยโรคภัยแต่ไม่สามารถทำการลงมือรักษาได้  

              ยาก๊าซิยะ (หมอยา) เป็นหมอยาสมุนไพรประจำหมู่บ้าน

              อะบอช่อหม่อ (คณะผู้อาวุโส) เป็นกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิของหมู่บ้าน มีความสำคัญทั้งด้านการปกครองชุมชน การประกอบพิธีกรรมและการตัดสินคดีความต่าง ๆ ของชุมชน ปัจจุบันระบบการปกครองของชุมชนอ่าข่าเป็นการปกครองแบบผสมผสานระหว่างการปกครองแบบจารีต ประเพณีและแบบทางราชการ     

    อาชีพ

              ก่อนที่โครงการพัฒนาที่สูงจะเข้าสู่ชุมชนบนพื้นที่สูงชาวอ่าข่าเป็นเกษตรกร ชาวไร่ชาวนาที่มีวิถีชีวิตแบบพอเพียงยังชีพด้วยการปลูกข้าว ทั้งข้าวไร่ ข้าวนาดำ และปลูกฝิ่นขายแลกเป็นเงินสด มีลักษณะการปลูกพืชผสม (Mixed cropping) ที่มีพืชผักนานาชนิดปลูกร่วมลงในไร่ข้าว และนิยมปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคใกล้บ้าน ชาวอ่าข่าจะมีวิธีการเลือกพื้นที่ทำกินที่เชื่อมโยงกับความเชื่อและพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจเลือกพื้นที่ทำกิน เนื่องจากชาวอ่าข่าเชื่อว่าทุกที่มีเจ้าของปกป้องดูแลรักษา ดังนั้นก่อนจะดำเนินการใด ๆ ต้องทำพิธีขออนุญาตจากเจ้าของที่แห่งนั้นเสียก่อน เพื่อให้การเพาะปลูกเป็นไปอย่างราบรื่นและพืชผลจะได้เจริญงอกงาม นอกจากนี้ชาวอ่าข่ายังมีการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู เป็ด เพื่อบริโภค และเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งมีการเลี้ยงสัตว์ใหญ่ เช่น หมู ไก่ วัว ควาย และม้า ไว้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ และใช้งานในครอบครัวอีกด้วย จนเมื่อการพัฒนาเข้ามาในชุมชนอ่าข่า ปัจจุบันชาวอ่าข่าได้รับการพัฒนารู้จักการผลิตแบบก้าวหน้า การลงทุน มีพืชหลายชนิดที่ชาวอ่าข่ารับเข้าไปปลูกในชุมชนภายใต้การส่งเสริมของหน่วยงานทั้งองค์กรระหว่างประเทศและโครงการความช่วยเหลือจากประเทศอื่นตลอดจนการนำเข้าไปปลูกในชุมชนด้วยตนเอง พืชเหล่านี้ได้แก่ กาแฟ ลิ้นจี่ ถั่วนางแดง ถั่วเหลืองพันธุ์ สับปะรด มันฝรั่ง ข้าว โพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี ถั่วลิสง มะม่วง พริก ขิง มะเขือเทศ มะระหวาน ชา กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ถั่วแขก ฯลฯ ไม้ผลเมืองหนาว เช่น ท้อพลับ บ๊วย เป็นต้น

     

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติ :

              ระบบครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่เล็กที่สุดในหมู่บ้านความสัมพันธ์ทางสังคมของสมาชิกในครัวเรือนจึงมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันให้ความเคารพเชื่อฟังผู้อาวุโสในตระกูล หรือผู้มีความรู้ในทางจารีตประเพณี อ่าข่ามีคำเรียกผู้นำทางครอบครัวที่เป็นพ่อว่า “ยูซองอ่าดะ” และผู้นำทางครอบครัวที่เป็นแม่ว่า “ยูซองอ่ามา” ซึ่งสามารถเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวของตนเองให้สามารถดำรงชีพไปตามวิถีชีวิตของสังคมชาวอ่าข่าได้ การแต่งงานถือว่าเป็นการเชื่อมสัมพันธ์กับสายสกุลอื่น การนับถือเครือญาติจะนับถือกันทั้งสองฝ่ายเท่ากัน คือ ทั้งเครือญาติฝ่ายชายและฝ่ายหญิง โดยเครือญาติทั้งสองฝ่ายจะมีศักดิ์และฐานะทางสังคมเท่าเทียมกัน         

              โครงสร้างครอบครัวของชาวอ่าข่า ผู้ชายถือเป็นหัวหน้าครอบครัวและมีการขยายครอบครัวออกทางผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายจะเป็นผู้สืบสายวงศ์ตระกูลของครอบครัว ดังนั้นชาวอ่าข่าจึงมีการสืบสายโลหิตโดยมีการนับลำดับชื่อบรรพบุรุษ อ่าข่าเรียกว่า “จึ” ระบบการสืบทอดสายตระกูลนี้ ชาวอ่าข่าจะท่อง จึ เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้เรียงไปตามลำดับเครือญาติของสายตระกูลและบรรพบุรุษ

               หรือใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจยามเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่ได้คาดคิด รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือในทางสังคมที่แสดงให้เห็นถึงลำดับความเชื่อมโยงของคนจากรุ่นสู่รุ่น โดยจะเห็นได้จากชื่อของลูกที่จะต้องมีส่วนหนึ่งของชื่อมาจากชื่อของบิดา รูปแบบที่พบเห็นทั่วไปในกลุ่มชาวฮาหนี่ - อ่าข่า ก็คือ คำท้ายของชื่อพ่อจะนำมาใช้เป็นคำแรกของชื่อลูกทั้งชายและหญิง เช่น พ่อชื่อ “ซองจ่า” ลูกจะ ถูกตั้งชื่อว่า “จ่าหล่อง” จากนั้นลูกของ “จ่าหล่อง” อาจจะถูกตั้งชื่อว่า “หล่องผ่า” เป็นต้น ดังนั้นชาวอ่าข่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงสามารถจดจำบรรพบุรุษของพวกเขาย้อนหลังไปได้มากกว่า 70 รุ่น ด้วยวิธีการจดจำชื่อที่คล้องจองกัน (วิไลลักษณ์ เยอเบาะ, 2561 ออนไลน์)

                แต่เมื่อสมาชิกภายในสายตระกูลกระทำผิดจารีตประเพณีวัฒนธรรมในสังคมของชาวอ่าข่านั้น จะต้องแยกตัวออกไปจากสายตระกูลเดิมของตนที่สืบต่อกันมา (ต้องแยกออกจาก จึ ของบรรพบุรุษ) ซึ่งการแยกสายตระกูลออกไปใหม่นี้ชาวอ่าข่าจะเรียกว่า “ผาปา” คือแบ่งตระกูล ซึ่งผาปานั้นจะเกิดจากการกระทำผิดจารีตประเพณีวัฒนธรรม (ข้อห้ามตามธรรมเนียมของสังคมอ่าข่าดั้งเดิม) อ่าข่าเรียกว่า “มาจาคุมแจจา มาด้อคุมแจด้อ” คือกินในสิ่งที่ไม่ควรกิน ดื่มในสิ่งที่ไม่ควรดื่ม เช่น การแต่งงานกับญาติของตนเอง (แต่งงานภายในสายตระกูลเดียวกัน หรือการเอาภรรยาของอีกคนมาเป็นภรรยาของตนเอง เช่น เอาภรรยาของพี่มาเป็นภรรยาของตนเอง) เป็นต้น ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวนั้นจะต้องแยกออกไปจากสายตระกูลเดิมแล้วจะต้องไปเริ่มสายตระกูลใหม่เป็นของตนเองซึ่งก็จะกลายเป็นตระกูลอื่นไป (ผาปา คือ พี่น้องร่วมบิดารทั้งหมดจะแยกออกไปจากตระกูลเดิมและตั้งตระกูลใหม่เป็นของตนเอง แต่ถ้าหากว่าพี่น้องร่วมบิดารที่ไม่ได้กระทำความผิดต่อจารีตประเพณีวัฒนธรรมของอ่าข่าและไม่สมัคใจที่จะแยกออกจากสายตระกูลเดิมของตน ก็สามมารถให้คู่สามีภรรยาที่กระความทำผิดนั้นแยกออกไปแค่สองคน ซึ่งชาวอ่าข่าเรียกว่า (ผาเจอะ)        

  • การแต่งกาย :

               การแต่งกายของชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทยจะมีความคล้ายคลึงกัน มีจุดเด่นที่หมวกโลหะสีเงินและเครื่องประดับบนศีรษะของผู้หญิงชาวอ่าข่า ทั้งที่เป็นผ้าคลุมปักสีสันลวดลายสดใส และเครื่องเงินหรือโลหะที่ประดับประกอบในรูปแบบต่างๆ (ชาวอ่าข่าแต่ละกลุ่มในประเทศไทยอาจมีรูปแบบและลักษณะหมวกและเครื่องประดับบนศรีษะที่แตกต่างกันออกไป) ชาวอ่าข่าจะสวมเสื้อสีดำตัวยาว ด้านหลังตัวเสื้อจะมีการปักลวดลายที่หลากหลาย มีสีสันสวยงาม ลวดลายสีสันที่ปักบนเสื้อก็จะแตกต่างออกไปตามกลุ่มอ่าข่าที่อยู่ในไทย กระโปรงสั้นสีดำมีจีบเล็กด้านหลังข้างหน้าเป็นผ้าเรียบไม่มีจีบรอบ คาดเข็มขัด สวมผ้าพันน่องทั้งสองข้าง ผู้หญิงชาวอ่าข่าจะสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าด้วยการปักเป็นหลัก เพื่อใช้ตกแต่งประดับบริเวณด้านหลังเสื้อ แขนเสื้อ ผ้าพันรอบกระโปรง และผ้าพันน่อง โดยเฉพาะด้านหลังของตัวเสื้อจะมีการปักลวดลายหลายๆ ลวดลายเต็มแผ่นหลัง หรือเกือบเต็มแผ่นหลังของตัวเสื้อนับเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาวอ่าข่า

              ผู้ชายชาวอ่าข่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะสวมกางเกงขายาวสีดำ (คล้ายกางเกงสะดอ) สวมเสื้อแขนยาวหลวม ๆ หรือเสื้อแขนสั้น ผ่าอกเสื้อตลอดและปล่อยชายยาวแค่เอวตกแต่งด้วยผ้าหลากสีและปักลวดลาย  ถ้าเป็นผู้ชายชาวอ่าข่าที่ยังโสดอยู่จะตกแต่งประดับบนเสื้อด้วยเครื่องเงิน สวมกำไลคอ กำไลข้อมือ และผู้ชายชาวอ่าข่าจะไว้ผมยาวถักเปีย 3 เปียแล้วประดับด้วยเครื่องเงินตามเปียผมแต่ถ้าหากเป็นผู้ชายชาวอ่าข่าที่แต่งงานแล้วนั้นไม่ค่อยพิถีพิถันกับเรื่องเครื่องประดับการแต่งกายมากนัก ผู้ชายชาวอ่าข่าในสมัยก่อนมักจะโกนผมโดยรอบศีรษะจะทิ้งผมไว้เป็นจุกตรงกลางศีรษะตรงกับขวัญ ในคติความเชื่อของชาวอ่าข่าเชื่อว่าผู้ชายที่ไว้ผมจุกแบบนั้นคือเป็นผู้ชายเข้มแข็ง อดทน เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นผู้ชายอกสามศอก เป็นผู้นำครอบครัวที่ดีคอยปกป้องดูแลสมาชิกในครอบครัวของตนเองได้

              ผ้าปักชาวอ่าข่ายังสามารถนำไปแปรรูปตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ มีการปรับประยุกต์ลวดลายให้มี ความหลากหลายมากขึ้น ตามสมัยนิยมตามกาลเวลาและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การแต่งกายของชาวอ่าข่าวัยหนุ่มสาวปัจจุบันในประเทศไทย ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ชาวอ่าข่าปัจจุบันหันมาแต่งกายด้วยเสื้ออ่าข่าประยุกต์ตามแฟชั่นอ่าข่า สวนผู้ชายก็แต่งกายด้วยเสื้อสูทลายปักอ่าข่า ผูกไท เพื่อใส่ออกงานกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น งานพิธีกรรมของชาวอ่าข่า งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ หรือกลุ่มอ่าข่าที่นับถือศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ ก็มักจะแต่งกายด้วยชุดอ่าข่าประยุกต์ตามแฟชั่นเข้าโบสถ์ เข้าวัด แต่การแต่งกายในชีวิตประจำวันของวัยหนุ่มสาวชาติพันธุ์อ่าข่าในปัจจุบันได้รับอิทธิพลทั้งจากทางตะวันตกและตะวันออก รวมถึงวัฒนธรรมเกาหลีและญี่ปุ่น เหมือนกับวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน

  • บ้าน :

     ที่อยู่อาศัยในอดีต

              การตั้งบ้านเรือนของคนอ่าข่า มีสองลักษณะ ลักษณะที่หนึ่งปลูกบ้านติดดินไม่ยกพื้น ลักษณะที่สองปลูกบ้านแบบยกพื้น จะเห็นได้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมปลูกบ้านติดดินแบบไม่ยกพื้นหลังคามุงหญ้าคา ฝาบ้านสานด้วยไม้ไผ่ และใช้ไม้ไผ่ในการกั้นห้องการกั้นห้องกั้นเฉพาะห้องผู้หญิงกับห้องนอนผู้ชาย ภายในบ้านมีเตาไฟสองแห่ง แห่งหนึ่งสำหรับทำอาหารและแห่งที่สองสำหรับผิงไฟไว้ต้อนรับแขก การจัดแบ่งอาณาเขตระหว่างตระกูลชัดเจนมักจะมีการปลูกบ้านเป็นกลุ่มตระกูลเหตุผลเพราะว่ามีความรู้สึกปลอดภัยมีความอบอุ่นมากกว่าไปอยู่รวมกับตระกูลอื่น มีมากพอสำหรับการทำสวนครัวหลังบ้าน หน้าบ้านจะมีสวนขนาดเล็กสำหรับปลูกไม้ผล อ้อย เผือก มัน และสร้างยุ้งงฉางข้าว เลี้ยงสัตว์ประเภทหมู ม้า วัว เป็ด ไก่ เป็นต้น ชาวอ่าข่าจะมีความเชื่อทางฮวงจุ้ย ต้องมีการทำนายทิศทางผ่านพิธีกรรมก่อนลงมือสร้างบ้าน

    บ้านอ่าข่าในอดีต

              ลักษณะบ้าน หรือ “ยุ้ม” ของชาวอ่าข่ามีสร้าง 2 ลักษณะ คือ บ้าน คล่อมติดกับพื้นเรียกว่า “ยุ้มเอาะ” ภายในบ้านบริเวณส่วนใหญ่ที่ใช้ประโยชน์จะเป็นพื้นดิน ส่วนพื้นที่สำหรับนอนจะเป็นชานยกสูงขึ้นมาปูด้วยไม้หรือไม้ไผ่ และบ้านยกสูงขึ้นจากพื้นทั้งหลังเรียกว่า “ยุ้มโก้”บ้านชาวอ่าข่านั้นจะมีโครงสร้างและการจัดวางพื้นที่ภายในบ้านเป็นอัตลักษณ์ลักษณะเฉพาะที่ต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ โดยหน้าของบ้านมักจะหันไปทางทิศตะวันออกหรือหันหน้าเข้าหาถนนที่ใช้สัญจรผ่านบ้าน (ห้องทางฝั่งของผู้ชาย) ผังบ้านของชาวอ่าข่ามีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีบันไดขึ้นลงหน้าบ้าน จะมีชานยื่นออกมาหน้าบ้านอ่าข่าเรียกว่า “กื้อกา” พื้นที่ชานหน้าบ้านใช้สำหรับตากผลผลิตจากไร่ เช่น ข้าว ถั่ว หรือ ผ้าห่ม หมอน เป็นต้น ถัดเข้ามาเป็นชานหน้าบ้านอยู่ในร่มของหลังคาบ้านเรียกว่า “กื้อกากายา” ยกพื้นสูงขึ้นกว่าชานหน้าบ้านเล็กน้อยใช้เป็นที่พักผ่อน นั่งเย็บปักถักร้อย ต่อมาจะเป็นประตูหน้าบ้านเรียกว่า “ลาโอะ” ประตูที่อยู่ทางห้องฝ่ายผู้ชายภายในบ้านของชาวอ่าข่าจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ห้องนอนฝ่ายผู้ชายเรียกว่า “บ่อเลาะ” ส่วนมากจะหันหน้าไปทางถนนที่ผู้คนใช้สัญจรผ่านไปมา ส่วนห้องฝ่ายผู้ชายจะเป็นบริเวณที่ใช้รับแขก มีเตาไฟ เหนือเตาไฟจะมีหิ้งสำหรับเก็บเครื่องใช้ต่าง ๆ เหนือขึ้นไปจากหิ้งจะมีชั้นสำหรับเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องจักสานต่างๆ เพื่อกันแมลงมากินเครื่องจักสานต่าง ๆ ส่วนพื้นที่นอนจะยกพื้นสูงเล็กน้อยเรียกว่า “ห่อตะ” ผู้ที่อาวุโสที่สุดของบ้าน (ผู้ชาย) จะนอนเหนือเตาไฟ คือนอนติดผนังกั้นที่แบ่งเขตระหว่าห้องของผู้ชายและผู้หญิง ผนังกั้นระหว่างห้องอาจจะมีชั้นวางของถัดจากผนังกั้นก็จะเป็นส่วนของฝ่ายผู้หญิง ก็จะมีเตาไฟที่ใช้สำหรับการประกอบอาหาร และเหนือเตาไฟจะมีหิ้งสำหรับเก็บถนอมอาหาร และเก็บเมล็ดพันธุ์พืชต่าง ๆ เหนือเตาไฟจะเป็นที่นอนของผู้หญิงที่อาวุโสที่สุด เหนือหัวนอนผู้อาวุโสผู้หญิงจะมีหิ้งผีบรรพบุรุษอ่าข่าเรียกว่า “อะพีเปาะเลาะ” พื้นที่นอนจะยกพื้นสูงเช่นเดียวกับทางฝ่ายผู้ชาย ด้านล่างจะมีชั้นสำหรับวางข้าวของ เช่น ถ้วย ชาม หม้อ และเครื่องครัวต่าง ๆ มีประตูหลังบ้านที่ผู้หญิงใช้สัญจรเข้าออกบ้าน (ชาวอ่าข่าผู้หญิงจะนิยมใช้ประตูหลังบ้านมากกว่าประตูหน้าบ้านแต่อาจใช้ประตูหน้าบ้านเมื่อยามจำเป็น) ถัดมาก็เป็นชานหลังบ้านที่ไว้เก็บข้าวของเครื่องใช้และอาหารสัตว์เลี้ยงของครอบครัว และมีบันไดหลังบ้านใต้ถุนหลังบ้านจะมีครกสำหรับตำข้าวชาวอ่าข่าเรียกว่า “ค่อล่อ” หรือ “ดาเกอเลอ” ซึ่งบ้านของชาวอ่าข่ามีอายุการใช้งานประมาณ 4-5 ปี และจะมีการซ่อมแซมปีละครั้งในช่วงเดือน มีนาคมถึงเมษายน  

              การจัดวางพื้นที่ภายในบ้านของชาวอ่าข่าออกเป็นส่วนของผู้ชายและส่วนของผู้หญิงมีตำนานกล่าวไว้ว่า ในอดีตนั้นผีกับคนอาศัยอยู่ร่วมกัน ควาย เสือ ไก่ นกฮูก ต่างก็อาศัยอยู่ร่วมกันแต่ต่อมาแยกออกจากกัน ซึ่ง “อะเพอหมี่แย” ได้สร้างมนุษย์ทั้งผู้ชายและผู้หญิงขึ้นมา แต่ว่าตอน “อะเพอหมี่แย” สร้างผู้ชายและผู้หญิงนั้นได้สร้างผู้หญิงขาดไปหนึ่งคนและสร้างผู้ชายชาวอ่าข่าเกินมาหนึ่งคน ทำให้ผู้ชายชาวอ่าข่าไม่มีคู่ ผู้ชายชาวอ่าข่าเลยเข้าป่าแล้วได้ภรรยาเป็นผีมา ผู้ชายชาวอ่าข่ากลัวผีจะมาทำร้ายไม่กล้านอนร่วมกับภรรยาของตนเอง เลยเกิดการแบ่งครึ่งระหว่างชายและหญิง บ้านของชาวอ่าข่าจึงมีการจัดแบ่งเป็นส่วนของฝ่ายชายและส่วนของฝ่ายหญิง เพราะหากนอนร่วมกันกลัวจะถูกเมียผีจะมาฆ่า (สัมภาษณ์ นายอาหล้า วุ้ยยื้อ 23 กันยายน 2560)

              บริเวณหน้าบ้านของชาวอ่าข่าจะมียุ้งข้าว ที่ใช้สำหรับเก็บผลผลิตทางการเกษตร ชาวอ่าข่าเรียกว่า “ฉจิ” ยุ้งข้าวขนาดใหญ่หรือเล็กนั้นจะขึ้นอยู่กับฐานเศรษฐกิจ และฐานะของแต่ละครัวเรือน ลักษณะเรือนยุ้งข้าวนั้นสร้างยกใต้ถุงสูง มีบันไดขึ้นลงกลางเรือน ใช้เก็บผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด ข้าว ถั่ว ต่าง ๆ เป็นต้น และมักจะตั้งอยู่ทางหน้าบ้าน ยุ้งข้าวของชาวอ่าข่าจะต้องมีกาแลหากยุ้งข้าวไม่มีกาแลไม่สามารถนำผลผลิตมาเก็บในยุ้งข้าวได้ เพราะไม่สามารถประกอบพิธีให้ผียุ้งข้าวได้

              เมื่อชาวอ่าข่าทำการเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ก่อนที่จะนำข้าวที่เก็บเกี่ยวมาเก็บในยุ้งข้าวที่บ้าน จะต้องทำพิธีเลี้ยงผียุ้งข้าวก่อนทุกครั้ง เพื่อบอกกล่าวให้ผียุ้งข้าวช่วยรักษาข้าวในยุ้งข้าว เมื่อนำข้าวจากไร่เข้ามาเก็บในยุ้งข้าวเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะนำข้าวออกมากินได้ก็จะต้องมีการเลี้ยงผียุ้งข้าว โดยแต่ละครัวเรือนจะเลือกเอาฤกษ์ยามวันที่ดีของครอบครัวของตนเอง จึงจะสามารถเข้าไปตักข้าวออกมาจากยุ้งข้าวได้ 

              นอกจากยุ้งข้าวแล้วบริเวณหน้าบ้านอ่าข่าจะมีศาลขวัญข้าว เรียกว่า “ฉิจิฉิยา” อยู่ทุกหลังคาเรือน เมื่อมีการปลูกสร้างบ้านใหม่เมื่อมีการย้ายหมู่บ้านใหม่เจ้าของบ้านจะสร้างศาลขวัญนี้ข้าวด้วย ศาลขวัญข้าวทำด้วยไม้ ไม้ไผ่ และหญ้าคา เมื่อมองจากภายนอกมีลักษณะเป็นเพิงเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนเสาไม้ 4 เสา มีกระบุงสำหรับเก็บข้าว เป็นที่เก็บเมล็ดพันธ์ข้าวที่จะใช้ในการทำพิธีในช่วงฤดูปลูกข้าว ในทุกปีจะทำพิธีเซ่นไหว้ผีพันธ์ข้าวด้วยไก่ 1 ตัว ที่ศาลขวัญข้าว เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวไร่แล้วจะทำการซ่อมแซมศาลขวัญข้าวและนำเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่เก็บไว้ในศาลขวัญข้าว โดยในเวลาปกติทั่วไปมีข้อห้ามว่าห้ามจับต้องหรือทำให้ศาลขวัญข้าวเสียหายเด็ดขาด หากกระทำผิดจะถูกปรับเช่นเดียวกับการละเมิดต่อประตูหมู่บ้านของชาวอ่าข่า

              บ้านของชาวอ่าข่าแสดงถึงความสัมพันธ์ในสังคม หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนในและคนนอก กล่าวคือ คนในครอบครัวเดียวกันคนในสายตระกูลเดียวกัน คนนอกครอบครัว คนกับผี คนกับสัตว์ การจัดวางพื้นที่ภายในบ้านของชาวอ่าข่าสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน กล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว จะเห็นความสัมพันธ์ของผู้ชายหรือผู้หญิงที่เป็นสามีภรรยา หรือกับลูกที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน และกับคนนอกครอบครัว บ้านเป็นหน่วยการผลิตมีเครื่องไม้เครื่องมือ มียุ้งข้าว คอกสัตว์ที่เป็นพื้นที่เฉพาะของครอบครัวนั้น ๆ คนภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไม่ได้ อาจเห็นเป็นความสัมพันธ์เชิญอำนาจว่าเป็นเจ้าของบ้าน ที่คนนอกครอบครัวจะต้องเคารพเจ้าของบ้านนั้น ๆ และเห็นถึงความสัมพันธ์และการแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง จากการแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วนของบ้านที่เท่ากัน ที่แบ่งเป็นส่วนของผู้ชายและผู้หญิง และใช้พื้นที่ส่วนของผู้ชายสำหรับรับแขก ส่วนของผู้หญิงเป็นที่สำหรับประกอบอาหาร และเป็นเก็บหิ้งผีบรรพบุรุษการมีหิ้งผีบรรพบุรุษภายในบ้านจึงสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ยังมีชีวิตอยู่กับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นความสัมพันธ์ระหว่างโลกของผี (โลกของบรรพบุรุษ) และโลกของมคนปัจจุบัน รวมถึงการจัดแบ่งระหว่างสัตว์ป่าและสัตว์บ้านของชาวอ่าข่า เช่น หมู ไก่ วัว ควาย แพะ แกะ ม้า สุนัข สามารถใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อเซ่นไหว้ผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้ เมื่อพิธีนั้นจะต้องฆ่าสัตว์ภายในบ้านก็จะฆ่าสัตว์ในพื้นที่บริเวณฝายของผู้ชาย แต่จะชำเหละและนำไปปรุงอาหารด้ายฝ่ายห้องครัวที่ฝายผู้หญิง แต่สัตว์ป่าทุกชนิดไม่สามารถนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมใด ๆ ทั้งสิ้นเมื่อผู้ชายออกไปล่าสัตว์จะนำสัตว์ที่ล่าได้เข้าทางหน้าบ้าน และผู้หญิงจะนำไปปรุงอาหาร     

             ที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน   ในปัจจุบันการสร้างบ้านเรือนนิยมสร้างให้ทันยุคสมัยมากขึ้น ใช้หลังคากระเบื้อง ตัวบ้านใช้ไม้เนื้อแข็ง หรือก่ออิฐและปูนฉาบ ปลูกบ้าน 2 ชั้นเหมือนบ้านคนพื้นราบทั่วไปกันมากขึ้น 

  • อาหาร :

              ชาติพันธุ์อ่าข่ามีอาหารเพียงไม่กี่ประเภท อาหารที่เป็นหลัก คือ ข้าว ผักและเนื้อ ข้าวชาวอ่าข่าเป็นข้าวจ้าว เมล็ดสั้นป้อมมีสีขุ่นลายแดง ด่าง เวลาหุงสุกจะมียางเหนียวเล็กน้อย ชาวอ่าข่าไม่นิยมกินข้าวเหนียว กับข้าวที่เป็นหลักคือผักและเนื้อ ผักที่บริโภคมีหลายชนิดทั้ง ที่ปลูกเองและเก็บเอาจากป่า เช่น ผักกาดไร่ แตงกวา ฟักทอง ฟักเขียว มะเขือ หน่อไม้ ผักกูด ผักหนาม ชะอม ผักกาด ผักกวางตุ้ง กระเทียม ฯลฯ ผักเหล่านี้จะนำมาแกง ต้ม ผัด แอ็บ ปรุงรสด้วย เกลือ ชูรส และพริก ตามต้องการ การบริโภคเนื้อสัตว์มีเป็นครั้งคราว เช่น เมื่อมีการเลี้ยงประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ โดยใช้หมูหรือเป็นเครื่องเซ่น มีงานแต่งงาน งานศพ มีแขกพิเศษมาเยี่ยมเยือน และเมื่อมีการลงทุนกันซื้อหมู วัว ควาย มาแบ่งกัน เพื่อบริโภคนาน ๆ ครั้ง ล่าสัตว์ป่ามาได้ เช่น นก ไก่ป่า หมูป่า กระรอก หนู อีเก้ง เม่น อีเห็น หมี กวาง ฯลฯ เมื่อหาหนอนแมลงได้มา เช่น หนอนไม้ไผ่ แมลง ปลา โดยมีวิธีการปรุงอาหาร ดังนี้ ต้ม ผัด ทอด แอ็บ ย่าง นึ่ง แล้วปรุงรสโดย เกลือ พริก ชูรส

    การได้มาของอาหาร

              ในอดีตชาติพันธุ์อ่าข่าส่วนใหญ่สามารถผลิตหรือหามาได้เอง มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องซื้อจากภายนอกชุมชน ชาวอ่าข่าปลูกข้าวเองเพื่อการบริโภคเองภายในครัวเรือน อาหารประเภทผักได้มาโดย 3 วิธีคือปลูกเองในสวนครัวบริเวณบ้าน หรือปลูกตามฤดูกาลในไร่ข้าว ผักที่นิยมปลูกได้แก่ หอมชู ผักกาดดอย ผักชีฝรั่ง ยี่หร่า ตะไคร้ ขิง ผักกาด กระเทียม ฟักเขียว ฟักทอง แตง งา ถั่วเหลือง ถั่วลิสง กล้วย มันเทศเผือก เป็นต้น ผักบางชนิดหาได้จากป่า เช่น หน่อไม้ หยวกกล้วยป่า ผักกูด ผักหนาม เห็ด เป็นต้น ชาวอ่าข่าจะบริโภคอาหารตามฤดูกาลที่พืชผักออก

    การถนอมอาหาร

               ชาวอ่าข่ามีวิธีการถนอมอาหาร 3 วิธี คือ การดอง หมักและรมควัน ผักที่นิยมนำมาดอง คือผักกาดเขียวไร่ ผักกุม ผักหนาม และหน่อไม้ วิธีดองก็ทำอย่างง่าย ๆ คือ ดองใส่เกลือ (บางคนนิยมใส่พริกและข้าวสารลงไปเล็กน้อยด้วย) ในภาชนะกระบอกไม้ไผ่ใช้ใบกล้วยป่าทำเป็นจุกปิดไว้ หรือดองในโองกระเบื้องเคลือบขนาดกลาง ผักเหล่านั้นเมื่อดองทิ้งไว้ประมาณ 5-10 วัน ก็สามารถรับประทานได้ และสามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานาน ๆ หลายเดือน ชาวอ่าข่ารู้จักนำถั่วเหลืองต้มสุกมาหมักกับเกลือคล้ายเต้าเจี้ยว เมื่อได้ที่แล้วก็นำมาสับให้ละเอียดปรุงรสด้วย ขิง พริก เกลือ ชูรส แล้วทำเป็นแผ่น ๆ ขนาดฝ่ามือผึ่งแดดให้แห้งเรียกว่า "ถั่วเน่าแผ่น" เก็บไว้สำหรับปรุงอาหารหรือตำเป็นน้ำพริกสำหรับจิ้มผัก นอกจากการดองและหมักแล้วชาวอ่าข่ายังมีวิธีการเก็บเนื้อและปลาที่เหลือจากบริโภคโดยวิธีกรมควัน ชาวอ่าข่าไม่รู้จักการทำเนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ปลาเจ่า แต่จะเอาเนื้อหรือปลาไปแขวนหรือวางไว้บนหิ้งเหนือเตาไฟ เพื่อให้ได้รับความร้อนและควันไฟ ซึ่งจะทำให้เนื้อแห้งและเก็บไว้ได้นานไม่เน่าเปื่อย (บางครั้งอาจนำไปนึ่งหรือต้มให้ให้สุกก่อนแล้วนำไปไว้บนหิ้ง)

    อาหารสำหรับเฉพาะกลุ่ม (บรรณนิทัศน์ 5 สภาพของชาวเขาในประเทศไทย, 2526) กล่าวถึงอาหารสำหรับเฉพาะกลุ่มของชาวอ่าข่าได้ดังต่อไปนี้

              1. อาหารสำหรับผู้ป่วย ผู้ป่วยชาวอ่าข่าสามารถกินอาหารได้แทบทุกอย่าง จะมียกเว้นเพียงอาหารที่เห็นว่าจะทำให้เกิดอาการแสลงและรักษายาก เช่น ส้มทุกชนิด ผักดอง และเนื้อสัตว์ที่มีขนสีขาว เช่น ไก่ เชื่อกันว่าอาหารประเภทหลังนี้ ผีไม่ชอบและทำให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นรักษายาก

              2. อาหารของหญิงมีครรภ์ หญิงมีครรภจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในด้านอาหาร เช่น ไม่กินเนื้อกระรอกสีดำ เลียงผา ปลาไหล หมีและลิง เชื่อกันว่าจะทำให้คลอดยากห้ามกินเนื้อสัตว์พิการหรือสัตว์ที่คลอดลูกผิดธรรมชาติ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ลูกในครรภ์พิการหรือเป็นฝาแฝดซึ่งชาวอ่าข่าถือว่าเป็นสิ่งอัปมงคลอย่างยิ่ง และห้ามนำอาหารออกไปกินนอกบ้านนอกจากอาหารดังกล่าวแล้ว หญิงมีครรภ์ชาว อ่าข่ากินอาหารได้ทุกประเภทเช่นเดียวกันบุคคลธรรมดา

              3. อาหารสำหรับผู้หญิงที่ให้กำเนิดบุตร โดยอาหารประเภทนี้จะเน้นอาหารที่สดและสุกใหม่ๆ ไม่นิยมรับประทานอาหารที่เหลือจากมื้ออื่นๆ จะเป็นอาหารประเภทต้มเป็นหลัก เช่น เนื้อหมูแดงไม่ติดมันต้ม ไก่ต้ม ปรุงรสโดยเกลือเล็กน้อย ผู้หญิงหลังคลอดจะไม่กินอาหารที่ปรุงโดยการทอด ผัด ปิ้งย่าง เผา เนื่องจากต้องให้นมบุตรและเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับแม่และเด็ก

              4. อาหารของเด็ก อาหารหลักของเด็กชาวอ่าข่านับแต่เริ่มคลอด คือ “นมแม่” เด็กจะดูดนมแม่ไปเรื่อย ๆ จนแม่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ซึ่งปกติแล้วเมื่อถึงเวลานั้นเด็กก็จะมีอายุประมาณ 2 ปีสำหรับอาหารเสริมคือข้าวสุกบดกับเกลือให้ละเอียดจะเริ่มให้เมื่อเด็กมีอายุประมาณ 4-6 เดือนหลังจากเด็กหย่านมแล้วก็จะกินอาหาร เช่นเดียวกับผู้ใหญ่เว้นแต่อาหารที่มีรสจัดเท่านั้น

              5. อาหารของคนชรา ไม่มีข้อจำกัดพิเศษเกี่ยวกับอาหารของคนชราแต่อย่างใด กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคนชราชาวอ่าข่าบริโภคอาหารเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดานั้นเอง

    อาหารชาติพันธุ์อ่าข่าในปัจจุบันในชุมชนอ่าข่าที่อยู่บนพื้นที่สูงยังคงมีวิถีการประกอบอาหาร การหาอาหารและการรับประทานอาหารยังคงมีความดั้งเดิมอยู่เพียงแต่ว่ามีเครื่องปรุงรสที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ผงปรุงรส น้ำปลา น้ำตาล ซอสปรุงอาหารต่าง ๆ บางครอบครัวก็ทานกะปิ ปลาร้า บ้างแล้ว แต่อาหารในกลุ่มอ่าข่ารุ่นใหม่ ๆ ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปกินอาหารแบบชาวพื้นราบและกินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ อย่างเช่น อาหารขยะ หรือขนมกรุบกรอบมากขึ้น รวมทั้งยังมีเด็กบางคนก็ไม่รู้จักอาหารชาติพันธุ์ตนเองไปแล้ว

  • ประเพณีและเทศกาลสำคัญ :

              งานพิธีกรรมประจำปีของชาวอ่าข่ามีทั้งหมด 18 พิธี รวมถึงพิธีกรรมเกี่ยวกับการบูชาบรรพบุรุษ 12 พิธี เรียกว่า “อ่าโผ่ว ล้อ-เออ” และพิธีกรรมอื่น ๆ อีก 6 พิธีกรรม ชาวอ่าข่าทำพิธีบูชาบรรพบุรุษ ในทุกขั้นตอน/ช่วงที่ทำการเกษตร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าว) เพื่อแสดงความเคารพนับถือบรรพบุรุษ และ หวังให้บรรพบุรุษปกป้องคุ้มครองและให้พร พิธีกรรมบูชาบรรพบุรุษประจำปี จำนวน 12 พิธี เรียงตามลำดับเวลา ได้แก่

              1. ปีใหม่ชนไข่แดงอ่าข่า หรือ “ขึ่มซึ อ่าโผ่ว จาแบ” ซึ่งมีการทำพิธีในวันสุดท้ายของเดือน จันทรคติที่สาม เป็นการเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของการพัก และการเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ คำว่า “ขึ่ม” หมายถึงฤดูใบไม้ผลิ และ “ซึ” หมายถึงใหม่ ในพิธีนี้มีการไหว้บูชาบรรพ บุรุษด้วยข้าวปุก “ห่อถ่อง” เหล้าที่ทำจากข้าว และน้ำชา

              2. ปีใหม่ชนไข่แดงอ่าข่าวันที่ 2 หรือ “ขึ่มซึ อ่าโผ่ว ล้องดะ” เป็นพิธีที่ทำกันในวันแรกของเดือนที่สี่ของเดือนจันทรคติ เพื่อเป็นการฉลองการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งผู้นำทางพิธีกรรมทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโส “โบ๊วหม่อ” หรือ “ญิผ่า” และ “บาจี” จะทำพิธีฟื้นฟู / ซ่อมแซมเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ  และยังเป็นวันที่บรมครูทางด้านการเมือง ศาสนา และช่างเทคนิค จะทำพิธีรับลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ ในพิธีนี้มีการไหว้บรรพบุรุษด้วยข้าวปุก เรียกว่า “ห่อถ่อง” ในภาษาอ่าข่า ข้าวเหนียวต้มเรียกว่า “จาแล” ในภาษาอ่าข่าไก่ต้ม เหล้าข้าว และน้ำชา แต่ละครอบครัวจะต้มไข่แล้วย้อมสีแดงให้กับลูกหลาน หรือเด็กคนอื่น ๆ ที่มาเยี่ยมบ้าน และในวันถัดไปชาวอ่าข่าทุกคนในหมู่บ้านจะหยุดทำงานหนึ่งวัน ซึ่งเรียกกันว่า “ขึ่มซึ ขึ่มเจ ลอง-เออ” หมายถึงวันแห่งเทพสายฟ้าของฤดูใหม่ (เป็นการขอฝนจากเทพ) 

              3. พิธีเชิดชูผู้นำทางวัฒนธรรม หรือ “ขึ่มมี้ อ่าโผ่ว” ชาวอ่าข่าทำพิธีนี้ทันทีหลังจากวันแห่งเทพสายฟ้าของฤดูใหม่ เพื่อเป็นการฉลองการมาถึงของฤดูใหม่ ซึ่ง “หยื่อมะ” จะทำการฆ่าหมูและจัดงานเลี้ยงให้กับชาวบ้านทุกคน (ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วมีเพียงผู้อาวุโสและคนสำคัญเท่านั้นที่ไปร่วมงานเลี้ยงก็ตาม) เทศกาลนี้ชาวอ่าข่าเรียกว่า “โจ่วยอง ล้อง-เออ” หมายถึง งานเลี้ยงของผู้นำหมู่บ้าน ชาวบ้านร่วมฉลองด้วยการแสดงการเต้นกระทุ้งไม้ไผ่จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง โดยเริ่มจากบ้านของผู้นำหมู่บ้านก่อน

              4. พิธีกรรมปลูกข้าวเริ่มแรก หรือ “แชะกา อ่าโผ่ว” เป็นพิธีที่ทำในวันควายวันแรกของเดือนจันทรคติที่ 5 ของปฏิทิน ถือเป็นการเพาะปลูกข้าวครั้งแรกที่ทำโดยผู้นำดั้งเดิมของหมู่บ้าน เป็นการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ (หรือหน้าฝน) หลังจากพิธีนี้มักจะห้ามไม่ให้มีการจัดพิธีแต่งงานช่วงหลังจาก “ขึ่มซึ อ่าโผ่ว” และก่อน “แชะกา อ่าโผ่ว” ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงการพักงานในไร่นาและช่วงฤดูฝน

              5. พิธีกรรมโล้ชิงช้า หรือ “แยะขู่ อ่าโผ่ว จาแบ” พิธีนี้ทำในวันควายที่ 9 หลังจากพิธีปลูกข้าวครั้งแรก เพื่อเป็นการฉลองและระลึกถึงและยกย่องวีรบุรุษชาวอ่าข่าคือ “แยะขู่” ซึ่งเป็นบุตรชายของเด็ก ๆ กำลังสนุกสนานกับการเล่นชนไข่แดง ไข่แดงในเทศกาลชนไข่แดงของชาวอ่าข่าบรรพบุรุษผู้สร้าง หรือ “อ่าโผ่ว หมี่แยะ” ผู้ซึ่งได้ยอมสละชีวิตเพื่อชาวอ่าข่าในอดีตเพื่อต่อสู้กับแมลงศัตรูพืช ในพิธีนี้มีการสร้างและโล้ชิงช้าขนาดใหญ่เรียกว่า “หล่ะเฉอ” เพื่อเป็นการ ฉลองชัยชนะของชาวอ่าข่าที่มีต่อแมลงศัตรูพืช ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เทศกาลโล้ชิงช้า ซึ่งจัดขึ้นหลังจากการถางหญ้าในไร่นาเสร็จสิ้นลง

              6. พิธีกรรมโล้ชิงช้าวันที่ 2 หรือ “แยะขู่ อ่าโผ่ว ล้อดะ” เป็นการบูชาบรรพบุรุษครั้งที่สอง ที่ทำในวันถัดไปหลังจากมีการโล้ชิงช้าในช่วงเทศกาลโล้ชิงช้า 

              7. พิธีไหว้บรรพบุรุษ หรือ “โยลา (โวลา) อ่าโผ่ว” เป็นพิธีที่ทำในวันควายถัดไปจากเทศกาลโล้ชิงช้า ซึ่งเป็นวันที่ผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้าน ทุกคนจะทำการฆ่าหมูและจัดงานเลี้ยงให้กับชาวบ้านทุกคน ชาวอ่าข่าเรียกพิธีนี้ว่า “โจ่วหญ่า ยองล้อ-เออ” หมายถึง งานเลี้ยงของผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้านในสมัยก่อน มักมีการฆ่าควายเพื่อสังเวยให้บรรพบุรุษในเทศกาลนี้

              8. ถอนขนไก่ หรือ “ยาจิ (วาจิ) อ่าโผ่ว” เป็นพิธีที่ทำในวันแกะวันแรกหลังจากพิธี “โซลา อ่าโผ่ว” เป็นการบูชาบรรพบุรุษเจ็ดรุ่น

              9. พิธีกรรมไล่ผีออกจากชุมชน หรือ “คะแยะ อ่าโผ่ว” หมายถึงเทศกาลรวงข้าวเป็นพิธีที่ทำในวันควายวันแรกหลังจากพิธี “ยาจิ อ่าโผ่ว” ในวันที่สองเด็ก ๆ ในหมู่บ้านทุกคนจะทาสีตามลำตัวและวิ่งไล่ภูติผีปีศาจจากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง โดยเริ่มจากบ้านของผู้นำหมู่บ้าน และออกไปนอกบ้านและนอกหมู่บ้าน ในขบวนขับไล่ปีศาจนี้พวกเด็ก ๆ จะส่งเสียงดังโดยการใช้ดาบไม้และอาวุธตีผนังบ้านและรั้ว เมื่อขบวนของพวกเด็ก ๆ มาถึงบ้านใดเจ้าของบ้านจะจุดประทัด ดอกไม้ไฟ และยิงปืนขึ้นฟ้าถ้าบ้านไหนมีปืน นอกจากนี้เจ้าของบ้านยังเตรียมพืชผักผลไม้จากสวน หรือขนมต่าง ๆ มีไว้ให้เด็ก ๆ กินตามสบายทำให้เด็ก ๆสนุกสนานกับเทศกาลนี้มาก ในขณะเดียวกันชาวบ้านผู้ชายจะมารวมกันที่บ้านของผู้นำหมู่บ้านและทำดาบไม้เล่มใหญ่ยาวประมาณ 2-3 เมตร เรียกว่า “เตาะมา” หลังจากที่พวกเด็กเสร็จสิ้นการขับไล่ไปตามบ้านต่าง ๆ ครบแล้วจะนำเอามีดดาบและอาวุธมารวมกันที่บ้านของผู้นำหมู่บ้าน และนำไปวางไว้นอกประตูหมู่บ้านบนทางที่จะไปสุสาน ส่วน “เตาะ มา” นั้น จะนำไปวางไว้บนเสาสองต้นด้านนอกของประตูหมู่บ้าน แห่งเดียวกันนี้ ทำให้กลายเป็นประตูหมู่บ้านแห่งที่สี่ เรียกว่า “เตาะมา ล้อข่อง” หมายถึงประตูดาบใหญ่ เทศกาลนี้เรียกอีกอย่าง หนึ่งว่า ปีใหม่เล็ก หรือ “โข่ยา พะ-เออ” หลังจากทำพิธีนี้แล้ว สามารถจัดพิธีแต่งงานได้  

               10. พิธีกรรมกินข้าวใหม่ หรือ “ห่อซึ อ่าโผ่ว” หมายถึงเทศกาลข้าวใหม่ ทำเพื่อแสดงความสำนึกในพระคุณของบรรพบุรุษชาวอ่าข่าที่ช่วยดูแลพืชผล (ข้าว) เป็นอย่างดี ในพิธีมีการมอบข้าวรวงแรกและผลไม้ผลแรกให้กับบรรพบุรุษ จัดขึ้นก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว

              11. ปีใหม่ลูกข่างอ่าข่าวันที่ 1 หรือ “คะท้อง อ่าโผ่ว จาแบ” ปกติมักทำพิธีนี้ ในวันควายวันสุดท้ายของปี เพื่อเป็นการฉลองการเก็บเกี่ยวและการสิ้นสุดฤดูการทำเกษตร ในวันที่สองมีการจัดการทำบัญชีต่าง ๆ ทางด้านการเงินให้เสร็จเรียบร้อย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้สินค้างเก่าทั้งหมดในปีที่ผ่านมาจะต้องชำระคืนให้หมดสิ้น ในภาษาอ่าข่าเรียกว่า “เจ่ปะ คะข่อ อื๊ม-เออ”

              12. ปีใหม่ลูกข่างอ่าข่าวันที่ 2 หรือ “คะท้อง อ่าโผ่ว ล้อดะ” พิธีนี้จัดขึ้นภายหลัง “เจ่ปะ คะข่อ อื๊มเออ” เพื่อเป็นการฉลองการเริ่มต้นปีใหม่   

              นอกจากพิธีที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีพิธีกรรมประจำปีอีก 6 พิธี ที่ทำเพื่อแสดงความเคารพต่อต่อบรรพบุรุษ เทพต่างๆ หรือเพื่อเป็นการป้องกันวิญญาณร้ายต่างๆ ซึ่งพิธีเหล่านี้ได้แก่ 1.พิธีการซ่อมแซมประตูหมู่บ้าน “ล้อข่อง อื๊ม-เออ” 2. พิธีบูชาศาลประจำหมู่บ้าน ภา “มี้ซ้อง ล้อ-เออ” 3. พิธีกำจัดศัตรูต้นข้าวด้วงดิน “โบ่วโหวะ แหยะ เออ” 4. พิธีทำบุญในไร่ข้าว “ขึ่มผี่ ล้อ-เออ” 5. พิธีจับตั๊กแตน “แยะบ๊อง แหยะ-เออ” 6. พิธีเกี่ยวข้าวครั้งสุดท้าย “บ่องโย ปะ-เออ” 

  • การเกิด :

    สัมภาษณ์ นางหมี่โชะ แซ่ล้า ( 2 กุมภาพันธ์ 2562)

              การคลอดลูกของชาวอ่าข่าในอดีตจะคลอดลูกในในเรือนหลังเล็ก หรือ “ยุ้มยะ” การคลอดลูกจะทำคลอดโดยหมอตำแยชาวอ่าข่าเรียกว่า “ หย่าฉี่อ่ามา” โดยปกติทั่วไปหญิงที่ตั้งท้องได้ประมาณ 8 เดือน จะต้องเตรียมผิวไม้ไผ่ หรือ “ หง่าโหล่” สำหรับตัดสายสะดือและเชือกที่ใช้มัด สายสะดือติดตัวไว้ตลอดเวลา เนื่องจากหญิงที่ตั้งท้องต้องทำงานในไร่เป็นหลักดังนั้นหากว่าเกิดการคลอดระหว่างที่ไม่ได้อยู่บ้าน คือ ช่วงขณะอยู่ที่ไร่ก็จะใช้ผิวไม้ไผ่ตัดสายสะดือ และเมื่อฝ่ายหญิงมีอาการเจ็บท้องและฝ่ายสามีรู้ว่าภรรยาจะคลอดลูกอย่างแน่นอนก็จะใส่หมวกอ่าข่าและให้คนไปตามหมอตำแยมาที่บ้าน โดยที่ฝ่ายสามีก็จะมีการเตรียมต้มน้ำและต้มไข่ไก่ “ยาจิยาอุ” ไว้ด้วย ซึ่งไข่ไก่นี้จะให้ผู้เป็นแม่รับประทานหลังจากที่คลอดทันที  

              เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วหมอตำแยจะใช้ผิวไม้ไผ่ตัดสายสะดือ แล้วมัดด้วยเชือกนำสายสะดือใส่กาบไม้ไผ่นำไปวางที่เสาเอกบนบ้านระหว่างที่กั้นห้องนอนของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง จากนั้นหมอตำแย ก็จะนำเด็กอาบน้ำอุ่นใช้ผ้าห่อเด็กให้ได้รับความอบอุ่นเสร็จแล้วก็จะทำพิธีตั้งชื่อลูก โดยมีเครื่องประกอบพิธีกรรมดังนี้  ไก่ตัวผู้ 1 ตัวสำหรับทำพิธีวันแรกและไก่ตัวเมีย1 ตัวสำหรับประกอบพิธีกรรมในวันที่สอง กระบอกหมักเหล้า “จิบ่าจิสี่” 1 อัน หลอดดูดไม้ไผ่ 1 อัน  ถ้วย 3 ใบ แก้ว 2 ใบ ช้อนทำจากลูกน้ำเต้า 1 คัน ข้าวสุก 1 กำมือพอประมาณ น้ำชา 1 แก้ว  ขิงเล็กน้อยขนาดเท่าหัวแม่มือ ข้าวสาร 1 ถ้วยเล็ก เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

    การตั้งชื่อ

               เมื่อได้เตรียมเครื่องประกอบพิธีกรรมเสร็จแล้วฝ่ายผู้เป็นพ่อจะทำการฆ่าไก่ตัวผู้ ซึ่งมีลำดับขั้นตอนดังนี้  1. เปิดฝากระบอกหมักเหล้า 2. ใส่หลอดดูดไม้ไผ่และตอก 3. ใช้ช้อนทำจากลูกน้ำเต้าตักน้ำในถ้วยใส่ลงไปในกระบอกหมักเหล้าจำนวน 3 ครั้ง 4. เทน้ำที่อยู่ในกระบอกหมักเหล้าใส่ลงไปในช้อนทำจากลูกน้ำเต้า 5. นำน้ำที่อยู่ในช้อนทำจากลูกน้ำเต้าราดไปที่ขาไก่ที่ปีกและที่หัวจุดละ 3 ที จากนั้นก็จะใช้ไม้ตีไปที่หัวไก่ให้ตาย การตีหัวไก่ต้องระวังไม่ให้มีเลือดไหลไปถูกตา เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งไม่ดีเด็กที่เกิดมาจะมีดวงตาผิดปกติ คือ สายตาสั้นหรือตาบอดได้ เมื่อไก่ตายลงก็จะนำไปเผาไฟถอนขนทำความสะอาดแล้วจึงนำไปชำแหละ การชำแหละไก่ต้องให้เครื่องในติดทางซี่โครงห้ามติดไปกับหน้าอก และจะต้องนำหน้าอกไปแขวนเก็บไว้ที่เก็บของบนเตาไฟ เก็บไว้ 1 รอบปฏิทินอ่าข่า (13วัน) โดยเนื้อชิ้นหน้าอกนี้ที่ต้องเก็บไว้เพราะมีความเชื่อว่าเมื่อตั้งชื่อเด็กแล้วชื่ออาจจะไม่เหมาะสมกับตัวเด็กจะทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือขี้อ้อนงอแง หากเป็นเช่นนี้สามารถที่จะนำชิ้นส่วนหน้าอกของไก่ที่เก็บไว้ มาทำพิธีตั้งชื่อใหม่ได้ จากนั้นก็จะนำชิ้นส่วนไก่ทั้งหมดไปต้มรวมกับข้าวสาร เกลือ ขิง เมื่อเห็นว่าสุกดีแล้วจะนำชิ้นส่วนไก่มาใส่ถ้วยรวมกัน นำไปตั้งไว้บนขันโตกโดยชิ้นส่วนไก่มีดังนี้ น่อง 1 น่อง ตับฝั่งตรงข้ามกับหัวใจ 1 ชิ้น และเนื้อ 1 ชิ้น ใช้หลอดดูดไม้ไผ่ดูดน้ำในกระบอกหมักเหล้ามาใส่ถ้วยตั้งไว้บนขันโตก (น้ำที่อยู่ในถ้วยที่ถูกดูดออกมาจากกระบอกหมักเหล้าจะเรียกว่า “จิบ่าจิเชะ”) เมื่อเตรียมอาหารเสร็จจะนำไปให้หญิงคลอดรับประทานและใช้ป้อนทารกน้อยด้วย

              การฝังรกจะกระทำโดยผู้เป็นพ่อ โดยนำไปฝังยังใต้ถุนตรงเสาเอกของบ้านขุดหลุมลึกสุดมือเอื้อมนำไม้ไผ่ความกว้างประมาณ 2 นิ้ว ความยาวเท่ากับสายรกผ่ากึ่งกลาง ส่วนที่เป็นปลายไม้เล็กน้อยเสียบสายรกไปตรงที่ผ่าปักลงไปในหลุมกลบดินให้แน่นวางกาบไม้ไผ่ที่ใส่สายรกไว้บนปากหลุม นำตะกร้าครอบไว้อีกทีแล้วจึงหาก้อนหินทับบนตะกร้า เพื่อป้องกันไม่ให้ตะกร้าปลิวหรือขยับเขยื้อนออกจากหลุมที่กลบสำหรับการฝังรกจะต้องนำน้ำร้อนประมาณ 1 กา นำไปรดที่หลุมฝังสายรกประมาณ 13 วัน เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้สายสะดือของเด็กไม่เน่าและไม่ปวดท้อง รุ่งเช้าของวันที่สอง ผู้เป็นพ่อจะไปนำตะกร้าที่ครอบสายรกออกและเก็บกาบไม้ไผ่ที่ใส่สายรกใส่ไว้ในตะกร้านำไปแขวนไว้กับไม้ง่ามนอกบริเวณบ้านของตน เพราะชาติพันธุ์อ่าข่ามีความเชื่อว่าทั้งตะกร้าและกาบไม้ไผ่นี้ไม่ควรให้สัตว์มากัดกิน หรือมากระทำด้วยอาการต่าง ๆ เป็นสิ่งไม่ดี หลังจากเสร็จพิธีนี้แล้วฝ่ายสามีจะทำการฆ่าไก่ตัวเมีย 1 ตัวนำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงคนที่มาเยี่ยม ไก่ตัวนี้ไม่มีข้อห้ามทุกคนสามารถที่จะรับประทานได้หมด

              การทำคลอดปัจจุบันชาติพันธุ์อ่าข่านิยมไปทำคลอดที่โรงพยาบาล ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของมารดาและลูก และยังได้ใบรับรองสูติบัตรการเกิดจากโรงพยาบาล ทำให้เด็กที่เกิดมาได้รับสัญชาติไทย สำหรับความเชื่อเรื่องการเกิดลูกแฝด ในกลุ่มผู้อาวุโสยังมีคติความเชื่อในเรื่องนี้อยู่ลึก ๆ แต่ไม่แสดงออก แต่ในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาในระบอบสังคมไทย เข้าใจในประเพณีวัฒนธรรมและศีลธรรม ทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องปกติเกิดการยอมรับและถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายนิดี

  • การแต่งงาน :

              ในอดีตชาวอ่าข่าเกี้ยวพาราสีกันมักใช้บทเพลงเป็นสื่อเพื่อบอกความในใจของชายหนุ่มที่มีต่อหญิงสาว บทเพลงที่แสดงออกเป็นภาษาอ่าข่าโบราณไม่มีทำนองไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ เป็นการร้องสดแบบโต้ตอบระหว่างหนุ่มสาวมีลักษณะการร้องแบบเอื้อนลูกคอยาว ๆ อ่าข่าเรียกว่า (อาชี้กู้) มักจะเกิดขึ้นระหว่างทางขณะเดินไปทำไร่ หรือการลงแรงทำไร่ร่วมกัน ในอดีตหากหนุ่มสาวคู่ไหนตกลงที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแล้วต่างฝ่ายก็จะมอบของที่เป็นเครื่องประดับให้แก่กันและกัน การแลกเปลี่ยนเครื่องประดับระหว่างหนุ่มสาวถือเป็นคำมั่นสัญญาเปรียบได้กับการหมั้นหมาย (จองไว้ก่อน) และเมื่อหนุ่มสาวคู่ใดมีความรักชอบพอกันจนถึงขั้นตกลงจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ฝ่ายชายจะบอกเพื่อนหรือญาติพี่น้องที่เป็นผู้ชายเป็นผู้ไปทาบทามสู่ขอ และสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ คือ การกำหนดฤกษ์โดยจะดูจากเดือนเป็นหลักสามารถจัดพิธีแต่งานได้ทุกเดือนแต่ที่นิยม คือ ช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม เพราะว่าเป็นเวลาที่ว่างเว้นจากการงาน และในแต่ละเดือนจะมีวันที่เป็นข้อห้ามแต่งงาน

    ข้อห้ามและข้อปฏิบัติในงานแต่งงาน

              ช่วงการจัดงานแต่งงานห้ามทำพิธีกรรมผิดพลาดเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตคู่ไม่สมบูรณ์ เช่น อาจมีบุตรไม่ได้หรืออาจส่งผลให้บุตรที่เกิดมาไม่สมบูรณ์ เป็นต้น ห้ามทำถ้วยชามแตกหรือทะเลาะวิวาทภายในงานเพราะเชื่อว่าจะทำให้คู่แต่งงานประสบความโชคร้าย หรือหย่าร้างกันได้ วันที่ห้ามแต่งงาน 1. วันเกิดของ พ่อ แม่ พี่ชาย น้องชาย ของทั้งสองฝ่าย 2. วันแรกที่ พ่อ แม่ ของทั้งสองฝ่ายแต่งงาน  3. วันตายของสมาชิกในครอบครัว ของทั้งสองฝ่าย และในสังคมวัฒนธรรมของอ่าข่ามีข้อห้ามคนในตระกูลเดียวกันแต่งงานกัน (ห้ามคนอ่าข่าที่มีสายบรรพบุรุษเดียวกันแต่งงานกัน) เมื่อบุตรชายแต่งงาน พ่อ แม่ จะปลูกเรือนแยกออกมาไว้ภายในบริเวณบ้านของ พ่อ แม่ ซึ่งอ่าข่าเรียกว่า (ยุ้มญะ) เป็นเรือนสำหรับหลับนอนของบุตรชาย และลูกสะใภ้ ในสังคมอ่าข่าห้ามสามีภรรยาทั้งคู่ที่แต่งงานใหม่ ๆ มีห้องสำหรับร่วมหลับนอนอยู่บนเรือนหลังใหญ่กับ พ่อ แม่ แต่ดำรงชีวิตโดยปกติทั่วไปสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ เช่น การประกอบหุงต้มอาหาร การรับประทานอาหาร การพูดคุย การประกอบพิธีกรรม เป็นต้น ซึ่งจะกินอยู่กับ พ่อ แม่ ที่เรือนใหญ่อยู่ บุตรชายและลูกสะใภ้จะสามารถขึ้นมาหลับนอนบนเรือนใหญ่ของพ่อ แม่ ได้ก็ต่อเมื่อมีบุตรแล้วหรือเมื่อ พ่อ แม่ ของฝ่ายชายคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้เสียชีวิตลงแล้ว ส่วนในกรณีที่ครอบครัวไหนไม่มีบุตรชาย มีแต่บุตรสาวเมื่อแต่งงานบุตรสาวแต่งงานก็จะนำสามีเข้ามาอยู่ในบ้านฝ่ายหญิง อ่าข่าเรียกว่า (โลเค้อเค้อ) พร้อมกับเปลี่ยนหิ้งผีบรรพบุรุษใหม่ และในกรณีที่เห็นว่าภรรยาไม่สามารถมีบุตรได้ ผู้ชายอ่าข่าอาจแต่งงานอีกครั้ง (แต่งงานอีกครั้งโดยไม่ได้หย่าขาดจากภรรยาคนแรก)

              การประกอบพิธีแต่งงานของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าจะจัดที่บ้านของฝ่ายชาย ฝ่ายชายเป็นผู้จัดการเรื่องอาหาร แขก และในงานแต่งงานนั้นญาติของฝ่ายเจ้าสาวไม่มาเข้าร่วมพิธีแต่งงาน เพราะชาวอ่าข่าถือธรรมเนียมว่าไม่ควรกินในงานแต่งของครอบครัวตนเอง (ยอฮาแผญ่ามาจาขุม) ดังนั้นเมื่อถึงวันแต่งงานจะมีพิธีการพาเจ้าสาวไปบ้านเจ้าบ่าวอ่าข่าเรียกว่า “ หมีสึเฉ่อหล่ายี้ ” โดยที่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะส่งตัวแทนที่เป็นญาติฝ่ายเจ้าบ่าวและเพื่อนเป็นผู้มารับตัวเจ้าสาว เมื่อถึงเวลาเจ้าสาวจะออกเดินทางมาบ้านเจ้าบ่าวฝ่ายผู้เป็นแม่ก็จะอบรมสั่งสอนบุตรสาวในลักษณะอาการร้องไห้อาลัยอาวรณ์  อ่าข่าเรียกว่า “ ช้อเง้วเง้ว ” หลังแต่งงานผู้หญิงจะย้ายมาอยู่ที่บ้าน พ่อ แม่ ฝ่ายชายและเป็นคนในสายสกุลวงศ์ของสามี เซ่นไหว้ผีบรรพฝ่ายชาย (ชาติพันธุ์อ่าข่ามีคำพูดที่ว่าลูกสาวของเราเป็นลูกของคนอื่น ลูกสาวของคนอื่นคือลูกสาวของเรา)

              ในปัจจุบันการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์มีความหลากหลายมากขึ้น การจัดทำพิธีแต่งงานจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อในศาสนาของทั้งสองฝ่าย เช่น การนับถือศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ พิธีกรรมต่าง ๆ จะถูกปรับเป็นธรรมเนียมคริสต์ พุทธทั้งหมด หรือหากเป็นการแต่งงานกับหญิงหรือชายชาติพันธุ์อื่นๆ จะต้องทำพิธีแต่งงานตามธรรมเนียมของแต่ละชาติพันธุ์นั้น ๆ เป็นต้น

  • การตายและการทำศพ :

              การตายในทัศนะของชาติพันอ่าข่า คือ การที่ร่างกายของคนเรานั้นสลายไป แต่ขวัญไม่ได้ตายไปด้วย ขวัญจะไปอยู่กับบรรพบุรุษของตนเอง ความตายในทัศนะของชาว  อ่าข่าจึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การสิ้นชีวิตในทางกายภาพแต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่มีต่อกันทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม หรือระหว่างคนเป็นและคนตายด้วย ซึ่งแสดงผ่านทางสัญลักษณ์หรือพิธีกรรม สัญลักษณ์เหล่านี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงและรักษาความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างคน ชาวอ่าข่าไม่มีความเชื่อเรื่อนรกสวรรค์ในภาษาอ่าข่าไม่มีคำว่านรกและสวรรค์แต่ชาวอ่าข่าจะเชื่อว่าผู้ที่กระทำความดีหลังจากเสียชีวิตไปแล้ววิญญาณจะได้กลับไปอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษ ส่วนผู้ที่กระทำไม่ดีหลังจากเสียชีวิตไปแล้ววิญญาณไม่สามารถที่จะกลับไปอยู่กับบรรพบุรุษได้จะต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ฉะนั้นการนับถือบรรพบุรุษของชาวอ่าข่าโดยผ่านการประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้บูชา เชื่อฟังพ่อ แม่ ผู้อาวุโส การกตัญญูกตเวที การทำความดีบรรพบุรุษจะให้ความคุ้มครองช่วยเหลือลูกหลานของตน

              พิธีศพของชาติพันธุ์อ่าข่าเป็นพิธีกรรมที่สำคัญ โดยเฉพาะพิธีศพของผู้อาวุโส การประกอบพิธีศพเพื่อส่งวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้ไปอยู่ร่วมภพกับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วหารประกอบพิธีกรรมครบถ้วนถูกต้องวิญญาณผู้ที่เสียชีวิตจะอวยพรให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรืองอยู่ดีมีสุข แต่หากการประกอบพิธีศพไม่ดีไม่ถูกต้องจะทำให้วิญญาณผู้เสียชีวิตไม่สามารถไปอยู่ร่วมภพกับบรรพบุรุษได้และจะทำให้ลูกหลานอยู่ไม่สงบสุข ไม่เจริญรุ่งเรือง มีเรื่องต้องเดือดร้อนไม่จบสิ้น การประกอบพิธีศพของชาวอ่าข่ามีขั้นตอนและรายละเอียดของพิธีหากกระทำผิดขั้นตอนเล็กน้อยก็จะต้องเริ่มต้นทำพิธีใหม่ทั้งหมด

              การประกอบพิธีศพของชาวอ่าข่าจะแตกต่างกันออกไประหว่างผู้เสียชีวิตที่เป็นผู้สูงอายุกับเด็ก ผู้เสียชีวิตที่แต่งงานกับคนโสด ผู้เสียชีวิตปกติกับผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ กล่าวคือ ผู้ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจะต้องทำพิธีให้กลายเป็นผู้เสียชีวิตแบบธรรมชาติก่อนแล้วจึงทำพิธีอื่น ๆ ตามปกติ โดยทั่วไปการประกอบพิธีศพชาวอ่าข่าจะใช้เวลาประมาณ 3 - 5 วัน แต่งบางศพก็จะเก็บไว้นานหลายวันหากลูกหลานมีฐานะ การประกอบพิธีศพชาวอ่าข่าจะสมบูรณ์เมื่อให้สัตว์ เช่น ควาย ม้า เป็นต้น แสดงถึงความสามารถความสามัคคีของลูกหลาน เมื่อฆ่าควายแล้วเนื้อควายนั้นจะถูกแบ่งแจกจ่ายให้กับแขกผู้ที่มาร่วมพิธีศพที่ไม่ใช่คนในตระกูลเดียวกับผู้เสียชีวิต การฆ่าสัตว์เพื่อใช้ในการประกอบพิธีศพของชาว  อ่าข่าถือว่าเป็นการขอพรการให้ดังกล่าวในทัศนะชาวอ่าข่าเชื่อว่าบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วจะบันดาลพรให้กลับคืนมามากกว่าเดิม ชาวอ่าข่าเชื่องว่าภพของบรรพบุรุษว่าคนเสียชีวิตจะไปเกิดใหม่ในภพของบรรพบุรุษ ในภพนั้นยังคงมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม เช่นเดียวกันกับโลกที่มนุษย์เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ ยังมีการประกอบอาชีพการเกษตร ทำไร่ ทำนา เลี้ยวสัตว์ชนิดต่าง เช่น วัว ควาย ไก่ สุกร เป็นต้น เพียงแต่ในภพของบรรพบุรุษนั้นจะมีความสุขสบาย ซึ่งบรรพบุรุษที่เสียชีวิตก่อนจะเป็นผู้ที่สร้างฐานะทางบ้านไว้แล้ว (เตรียมความพร้อมเพื่อรอให้ลูกหลานกลับมาอยู่ด้วย) และบรรพบุรุษยังดูแลสารทุกข์สุขดิบ ของลูกหลานของตนเองที่ยังมีชีวิตอยู่ในภพของโลกปัจจุบันนี้ด้วย เช่น ดูแลความเป็นอยู่ให้มีอยู่มีกิน พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เป็นต้น เชื่อว่าบรรพบุรุษอยู่กับลูกหลานเพียงคนเราแต่ไม่สามารที่จะมองเห็นได้เพราะมีการแบ่งภพไว้      

              การฝังศพของชาติพันธุ์อ่าข่าเด็กที่เกิดมาแล้วตายโดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีตั้งชื่อ จะต้องรีบนำศพไปฝังทันที การฝังศพทำแบบง่าย ๆ ผู้ที่นำศพไปฝังจะมี 2 คน คือ ผู้เป็นพ่อของผู้ตายและผู้อาวุโสที่เป็นชายในหมู่บ้านคนใดคนหนึ่ง เมื่อฝ่ายผู้เป็นพ่อรู้ว่าเด็กที่เกิดมาตายแล้วจะนำไปฝังที่ป่าที่จัดไว้โดยเฉพาะจะไม่นำไปฝังรวมกับป่าช้าที่เป็นส่วนรวมของหมู่บ้าน โดยมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งไม่ดีจะมีวิญญาณมาหลอกหลอนรังควานคนในหมู่บ้าน ดังนั้นเมื่อมีการตายในกรณีนี้ก็จะรีบนำไปฝังโดยไม่มีการประกอบพิธีกรรมใด ๆ

              การฝังศพของชาติพันธุ์อ่าข่าตายภายหลังที่ตั้งชื่อแล้ว (ผู้ใหญ่) เมื่อมีการตายคนในหมู่บ้านจะหยุดทำงาน โดยจะมาช่วยงานศพ การหยุดทำงานนี้ทุกคนในหมู่บ้านต้องหยุดทำงานจนกว่าจะทำพิธีฝังศพเสร็จ ส่วนเรื่องการทำพิธีขึ้นอยู่กับฐานะของผู้ตาย และความต้องการของญาติผู้ตายที่จะเก็บศพไว้จำนวนกี่วัน โดยปกติทั่วไปมักจะเก็บศพไว้ 3 - 7 วัน และเมื่อมีผู้เสียชีวิในสังคมวัฒนธรรมชาวอ่าข่าจะมีการนับหรือท่อง “ จึ ” (รายนามบรรพบุรุษ) นั้นนับเพื่อบอกกล่าวให้กับบรรพบุรุษของผู้ที่เสียชีวิตว่ากลับมาถึงภพของบรรพบุรุษแล้ว เมื่อมีผู้เสียชีวิตแล้วหากไม่สามารถที่จะนับ “ จึ ” ของผู้เสียได้ ผู้เสียชีวิตไม่สามารถที่จะกลับไปหาบรรพบุรุษของตนเองได้ “ จึ ” ในทัศนะของชาวอ่าข่านั้นเปรียบเหมือนถนนเส้นหนึ่งที่จะนำพาผู้เสียชีวิตจากโลกปัจจุบันไปสู่ภพของบรรพบุรุษของตนเอง เมื่อมีการนับ “ จึ ” ของผู้ที่เสียชีวิตถูกต้องแล้วนั้นบรรพบุรุษรับทราบถึงการเดินทางของลูกหลาน ของตนมายังภพของบรรพบุรุษแล้วบรรพบุรุษผู้ที่เสียชีวิตจึงสามารถที่จะมารับลูกหลาน ของตนไปอยู่ด้วยกันได้  

    ข้อห้ามและข้อปฏิบัติเมื่อมีงานศพ

              เมื่อมีคนตายในหมู่บ้านสมาชิกในหมู่บ้านต้องหยุดกิจกรรมวิถีชีวิตต่าง ๆ เช่น ห้ามฆ่าสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเชื่อกันว่าคนตายอาจกลับไปเกิดเป็นสัตว์ต่าง ๆ ได้ (สมาชิกชุมชนทั่วไปห้ามฆ่าสัตว์ป่าเฉพาะช่วงมีงานศพ แต่สำหรับครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลของผู้ตายต้องไม่ฆ่าสัตว์ป่าทุกชนิดเป็นเวลาอย่างน้อย 5 เดือนหรือ 1 ปี ระยะเวลาดังกล่าวขึ้นอยู่กับกฎของสายตระกูลนั้น ๆ เป็นหลัก) ไม่ทำไร่ทำสวน ไม่ตำข้าว ไม่ตัดฟืน (ยกเว้นครอบครัวผู้ตาย) งดการเดินทางออกนอกชุมชน และไม่ประกอบพิธีกรรมที่เป็นมงคลใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งห้ามมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีงานศพเด็ดขาดเพราะเชื่อว่าผู้ตายอาจจะกลับมาเกิดในครรภ์ได้ และในวันฝังศพสมาชิกในหมู่บ้านจะไม่ซักผ้า ไม่ตากผ้า และไม่ตัดผม เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นการประกอบให้กับคนตาย นอกจากนี้ในงานศพห้ามหญิงตั้งครรภ์เข้าร่วมงาน ยกเว้นหญิงตั้งครรภ์ของครอบครัวและสายตระกูลของผู้ตายสามารถเข้าร่วมงานได้ แต่ห้ามไปร่วมช่วงทำพิธีสำคัญ ๆ เช่น ช่วงเซ่นควาย ส่งให้กับผู้ตาย หรือช่วง พิมา สวดส่งวิญญาณ เป็นต้น

  • ศาสนาและความเชื่อ :

              ชาติพันธุ์อ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันมีการนับถือศาสนาที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป เช่น  ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ สาเหตุที่ชาวอ่าข่าบางส่วนเปลี่ยนการนับถือศาสนาเนื่องจากวิถีการดําเนินชีวิตได้เปลี่ยนไป ประกอบกับการประกอบพิธีกรรมของอ่าข่ามีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายและงบประมาณจํานวนมาก นอกจากนี้ผู้รู้เรื่องขั้นตอนการประกอบพิธีกรรมในประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ เริ่มเสียชีวิตไปไม่มีใครสืบทอด แต่ก็ยังมีชาวอ่าข่าบางกลุ่มที่ยังคงนับถือบรรพบุรุษแบบดั้งเดิมอยู่บ้าง  ยังคงมีความเชื่อเรื่องการกราบไหว้บรรพบุรุษ ให้ความสำคัญกับวิญญาณบรรพบุรุษ รวมถึงการให้ความเคารพต่อสรรพสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น การทำพิธีเซ่นไหว้ให้กับ ผีน้ำ ผีเจ้าที่ ผีเจ้าป่าเจ้าเขา เช่น ที่ดิน ป่า ไร่ ต้นไม้ สัตว์ป่า และก้อนหิน ฯลฯ

  • ข้อห้าม ข้อปฏิบัติ :

    ข้อควรปฏิบัติ

              การเข้าบ้านของชาวอ่าข่า ต้องเข้าบ้านทางประตูตะวันออก เรียกว่า “บอเลาะ” หรือฝั่ง ผู้ชาย ห้ามแขก (โดยเฉพาะเพศชาย) เดินข้ามเข้าไปฝั่งของผู้หญิง หรือ “ยุ้มมา” ก่อนได้รับอนุญาตจาก เจ้าของบ้านเด็ดขาด และเมื่อเข้าบ้านทางประตูไหนต้องออกประตูนั้น ห้ามออกทางอื่นเด็ดขาด ถ้าไม่ปฏิบัติตามที่ กล่าวมาเจ้าของบ้านสามารถปรับสินไหมเอาผิดได้

     ข้อห้ามทางวัฒนธรรม

    ข้อห้ามเกี่ยวกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้าน ในงานศึกษาของ (อุไรวรรณ แสงศร, 2539) เรื่องบ้านอีก้อ: ความเชื่อและภูมิปัญญาชาวบ้าน ได้กล่าวถึงข้อห้ามเกี่ยวกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านและ ข้อห้ามเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยรวมถึงข้อห้ามในการสร้างบ้านอ่าข่าไว้ดังนี้   

    1. ห้ามแตะต้องหรือแสดงอาการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน เช่น ประตูหมู่บ้าน ศาลผี เสาชิงช้า ไม้ไล่ผี ลานวัฒนธรรม หิ้งผีบรรพบุรุษ ศาลขวัญข้าว
    2. ห้ามตัดไม้หรือเก็บหินในป่าสงวนและป่าช้าของหมู่บ้าน
    3. ห้ามทำไร่หรือฟันไม้ที่ป่าช้าและป่าสงวนของหมู่บ้าน
    4. ห้ามปัสสาวะหรืออุจจาระใกล้ลานวัฒนธรรม

    ข้อห้ามเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย 

    1. ก่อนจะเข้าไปในบ้านอ่าข่าแขกจะต้องถอดรองเท้าไว้ที่เชิงบันไดไม่ควรสวมรองเท้าเข้าไปในบ้าน
    2. ห้ามเข้าไปในห้องนอนของฝ่ายหญิงก่อนได้รับอนุญาต
    3. ห้ามแตะต้องหิ้งผีบรรพบุรุษและดะกว้าบรรจุพันธุ์ข้าวได้หิ้งผีบรรพบุรุษ
    4. ห้ามใช้มีดไม้ฟันหรือทุบตีบ้านเรือน
    5. เตาไฟในบ้านห้ามใช้มีดฟันหรือบ้วนน้ำลายลงบนเตาไฟ
    6. ห้ามตักข้าวในใหนึ่งข้าวเองจะต้องให้เจ้าของบ้านตักให้

    ข้อห้ามในการสร้างบ้านอ่าข่า 

    1. ห้ามบุคคลต่างสกุลปลูกบ้านระหว่างบ้านสองหลังที่เป็นพี่น้องกัน
    2. วันแกะ “ย้อ” และวันกระต่าย “หล่อง” ห้ามสร้างบ้านเพราะว่าเป็นวันของ “อะพีมี่แหย่” ถือว่าเป็นวันพื้นดิน จะขุดดินฝังเสาบ้านไม่ได้ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนจะพบกับความหายนะตลอด และยังส่งผลไปถึงลูกหลานด้วย
    3. ห้ามสร้างบ้านในวันที่ตรงกับวันเกิดของสมาชิกในครอบครัว ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ ๆ ที่มีคนเกิดครบทุกวัน ให้ถือว่าทุกวันเป็นวันดีหมด สามารถสร้างบ้านได้ทุกวัน
    4. วันตายของสมาชิกในครบครัว วันนั้นก็สร้างบ้านไม่ได้
    5. เมื่อเริ่มลงมือปลูกข้าวไปจนถึงวันปีใหม่ ห้ามปลูกบ้าน จะปลูกบ้านและซ่อมแซมบ้านได้ระหว่างเดือนธันวาคม – เมษายนเท่านั้น ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – พฤศจิกายน จะปลูกบ้านไม่ได้
    6. ถ้ามีชาวบ้านคลอดลูกฝาแฝดจะ กรรม 1 เดือน ระยะเวลา 1 เดือน ห้ามปลูกบ้าน แต่ออกไปทำไร่ได้
    7. หมูออกลูกตัวเดียวถือเป็นการผิดผี จะต้องฆ่าหมูตัวนี้ วันฆ่าหมูถือเป็นวัน กรรม และวันนี้จะปลูกบ้านไม่ได้
    8. หมูออกลูกในบ้านและสุนัขเข้าไปออกลูกในป่า ก็ถือเป็นการผิดผี ต้องฆ่าทั้งหมูและสุนัข วันฆ่าสัตว์ทั้งสอง ถือเป็นวันกรรมห้ามปลูกบ้าน
    9. วัว ควาย สุนัข แพะ ขึ้นไปบนหลังคาบ้านก็ถือเป็นการผิดผี จะต้องฆ่าสัตว์เหล่านี้ วันฆ่าสัตว์ถือเป็นวันกรรมห้ามปลูกบ้าน  

    ข้อห้ามบางอย่างเกี่ยวกับการเกษตร

    1. ชาวอ่าข่าก่อนลงทำไร่จะต้องนำพันธุ์ข้าวไปเข้าพิธีเลี้ยงผีบ่อน้ำประจำหมู่บ้านก่อนห้ามทำไร่ในวันกรรมคือวันเสือและวันแกะ
    2. การเผาไร่จะต้องเผาจากข้างล่างขึ้นข้างบนห้ามเผาไร่จากข้างบนลงข้างล่างถ้าเห็นไม้จับจองที่แล้วห้ามจับจองทับที่คนอื่น
    3. เมื่อเก็บข้าวเข้ายุ้งฉางแล้วห้ามนำออกมาทันทีจะต้องรอให้ครบ 7 วันก่อนการปลูกข้าวจะต้องปลูกจากข้างล่างขึ้นไปข้างบนข้อห้ามเกี่ยวกับวันกรรมวันกรรมคือวันหยุดทำงานประจำรอบรอบวันของอ่าข่าจะมี 12 วัน (เหมือนรอบวันของไทยที่มี 7 วัน) ทุก ๆ 5 วันจะมีวันหยุดทำงาน 6 วันคือวันเสือกับวันแกะซึ่งอ่าข่าเรียกว่าวันกรรมวันกรรมนี้จะต้องหยุดงานในไร่ทุกอย่าง
  • พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ :

    ทรรศนะชาวอ่าข่าระหว่างสองสิ่งมีความสัมพันธ์กัน เห็นได้จากคติความเชื่อของการจัดวางพื้นที่และโครงสร้างหมู่บ้านของชาวอ่าข่า ที่จัดแบ่งว่าหมู่บ้านของชาวอ่าข่าเป็นพื้นที่ของมนุษย์ที่อยู่ตรงข้ามกับพื้นที่ทางวิญญาณ หรือผี ส่วนพื้นที่ของบ้านเรือนก็ตรงข้ามกับป่าภายนอก ในทรรศนะของชาวอ่าข่าเกี่ยวกับจักรวาลนั้นจะครอบคลุมธรรมชาติหมด ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต บริเวณภายนอกและภายในหมู่บ้าน และรวมถึงภายในบ้าน ซึ่งภายในบ้านชาวอ่าข่าจึงเปรียบเสมือนกับการย่อส่วนของจักรวาลเล็ก ๆ โดยมีบ้านของ “หยื่อมะ” ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวอ่าข่าอยู่จุดศูนย์กลางที่เปรียบเสมือนจักรวาล และมีบ้านของสมาชิกในชุมชนตั้งขยายออกไปรอบ ๆ เป็นต้น

    องค์ประกอบของหมู่บ้าน

    1. ประตูทางเข้าหมู่บ้าน หรือ “ล้อข่อง” ปากทางเข้าหมู่บ้านของชาวอ่าข่าจะมีการสร้างประตูหมู่บ้านไว้ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างไว้ก่อนเข้าสู่หมู่บ้านทางทิศเหนือ และทิศใต้ของหมู่บ้านอ่าข่าจะสร้างประตูหมู่บ้านไว้ตามจำนวนเส้นทางที่ผ่านเข้าสู่หมู่บ้านในแต่ละหมู่บ้านจึงมีการสร้างประตูหมู่บ้านไม่เท่ากัน แต่จะให้ความสำคัญกับประตูใหญ่ 2 ประตูที่ผ่านเข้าสู่หมู่บ้าน (อุไรวรร แสงศร, 2539) ชาวอ่าข่ามีความเชื่อว่าการทำประตูหมู่บ้านทำขึ้นมาเพื่อไม่ให้ภูตผีปีศาจ โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ หรือสิ่งไม่ดีทุกชนิดผ่านเข้ามาในหมู่บ้านได้ ประตูหมู่บ้านจึงถือเป็นรั้วคุ้มครองสมาชิกในหมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข โดยในปกติห้ามใครแตะต้องประตูหมู่บ้านเด็ดขาด และจะติดตาแหลว หรือ “ด๊าแล้” ไว้ตามต้นไม้ที่ขึ้นอยู่รอบ ๆ ประตูหมู่บ้านเป็นสัญญาลักษณ์ห้ามตัดต้นไม้บริเวณประตูหมู่บ้าน นอกจากวันที่มีการประกอบพิธีทำประตูใหม่ปีละครั้ง และจะไม่หยุดพักบริเวณประตูหมู่บ้าน ถ้าหากผู้ใดได้กระทำละเมิดต่อประตูหมู่บ้านนั้นจะต้องถูกปรับไหมเป็นหมู 1 ตัว และสุรา 1 ขวด เพื่อทำพิธีขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ประตูหมู่บ้านที่ถูกล่วงละเมิด ประตูหมู่บ้านจะมีการแกะสลัก รูปร่างต่าง ๆ ติดไว้บนคานไม้ข้างบน เช่น ลูกข่าง ปืน ดาบ กรงไก่ นก เป็นต้น และจะมีตุ๊กตามนุษย์เพศชาย และเพศหญิงจัดวางไว้ข้าง ๆ เสาประตูหมู่บ้าน การแกะสลักรูปต่าง ๆ ของชาวอ่าข่านั้นบ่งบอกถึงวิถีชีวิตและพิธีกรรมของชาวอ่าข่า

    2. ลานวัฒนธรรม หรือ “แดะข่อ” เป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะชาวอ่าข่าเท่านั้น ลานวัฒนธรรมเป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ระหว่างหนุ่มสาวในเวลากลางคืน กลางวันหนุ่มสาวจะไม่ไปพบปะกันในบริเวณที่แห่งนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ข้อห้ามแต่ก็ไม่นิยมให้หนุ่มสาวคนไหนเข้าไปพูดคุยกันในลานวัฒนธรรมในเวลากลางวัน อาจเป็นเพราะเวลากลางวันเป็นเวลาทำไร่ ทำสวน จึงไม่มีผู้คนว่างมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ลานนี้ (อุไรวรรณ แสงศร, 2541) ลานวัฒนธรรมของชาวอ่าข่าเป็นสถานที่เพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างความสมัครสามัคคี แก่สมาชิกภายในชุมชนชาวอ่าข่า เพื่อสันติและความสงบสุขที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม การมาเที่ยวบริเวณลานวัฒนธรรมนี้ต้องสำรวมไม่กระทำการใดที่เป็นการล่วงละเมิดผิดจารีตประเพณีวัฒนธรรมของชาวอ่าข่า ลานวัฒนธรรมนอกจากเป็นสถานที่พบปะของสมาชิกในชุมชนแล้ว ยังเป็นสถานที่มีความสำคัญในทางพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคนในชุมชนอีกด้วย เช่น ในโลกทัศน์ชาวอ่าข่าเชื่อว่าจะต้องมีกิจกรรมบนลานวัฒนธรรมอย่างน้อยเดือนละครั้งอย่างต่อเนื่อง เชื่อกันว่าหากทิ้งร้างโดยไม่มีใครใช้บนลานวัฒนธรรม จะทำให้ผู้หญิงที่ไม่มีสามีอายุมากที่สุดในชุมชนเกิดความเจ็บป่วยไม่สบายขึ้นได้ และกิจกรรมบนลานวัฒนธรรมยังมีความสัมพันธ์กันระหว่างโลกปัจจุบันและโลกของบรรพบุรุษอีกด้วย บทเพลงแต่ละเพลงที่ขับร้องบนลานวัฒนธรรมนั้นจะเป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตชาวอ่าข่าที่ปฏิบัติในการดำรงชีวิติประจำวันที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ในสังคมวัฒนธรรมของชาวอ่าข่าจะให้เกียรติและนับถือผู้ที่อาวุโสกว่า

    3. บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือ “อีซ้อล้อเขาะ” บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านของชาวอ่าข่า หมู่บ้านชาวอ่าข่าจะสร้างบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณพื้นที่ที่มีน้ำซึม ซึ่งทุกหมู่บ้านของชาวอ่าข่าจะมีบ่อน้ำประจำหมู่บ้านใช้สำหรับการประกอบพิธีกรรม หากหมู่บ้านใดมี 2 บ่อ ก็จะใช้สำหรับบริโภค 1 บ่อ และใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ในรอบปีของชาวอ่าข่า 1 บ่อ โดยต้องใช้น้ำเต้า “อิ๊ผุ” เท่านั้นที่สามารถใช้สำหรับตักน้ำห้ามใช้ภาชนะอื่นในการตักน้ำสำหรับใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ จะให้ผู้หญิงหรือแม่บ้านเท่านั้นเป็นผู้ตักน้ำ ผู้ที่จะตักน้ำจะแต่งกายในชุดอ่าข่าเพื่อจะไปตักน้ำ เมื่อไปถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะตักน้ำต้องมีการล้างหน้า ล้างมือ และล้างขา เพราะชาวอ่าข่านั้นมีความเชื่อว่าการประกอบพิธีกรรมต้องใช้น้ำบริสุทธิ์ จึงให้สิ่งสกปรกตกเข้าข้างในไม่ได้ และการตักน้ำก็ต้องตักตามลำดับมาก่อนหลัง น้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ใช้สำหรับในการ ประกอบพิธีต่าง ๆ ไม่ว่าพิธีในระดับครอบครัวหรือพิธีในระดับหมู่บ้าน

    บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นแหล่งน้ำที่ชาวบ้านจะตักมาใช้ในการประกอบพิธีกรรม ถือว่าเป็นน้ำบริสุทธิ์ บริเวณรอบใกล้เคียงจะไม่ตัดไม้ ในกฎจารีตประเพณีนั้น ห้ามตัดไม้ หากใครฝ่าฝืน หรือกระทำลงไปโดยไม่รู้จะต้องเสียหมูในการทำพิธีกรรมเพื่อขอขมาต่อต้นน้ำลำธาร หรือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นที่รู้และเชื่อถือกันว่าหากฝ่าฝืนจะมีอันเป็นไป (อาจู จูเปาะ, 2534)

    4. ป่าช้า หรือ “หล่อบยึ้ม” ชาวอ่าข่านั้นจะฝังศพและจะมีบริเวณฝังศพเฉพาะในบริเวณป่าช้าจะคงสภาพป่าไว้เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขกับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว หากไม่มีงานศพก็จะไม่มีใครเข้าไปในบริเวณนี้ หรือตัดไม้ทำลายป่า เพราะมีในกฎข้อห้ามของจารีตประเพณีด้วย (อาจู จูเปาะ, 2534) บริเวณที่ตั้งป่าช้าจะตั้งอยู่ก่อนเข้าสู่ชุมชนชาวอ่าข่าจะอยู่ใกล้กับหมู่บ้านแต่อยู่ภูเขาคนละลูกกับภูเขาที่ตั้งหมู่บ้าน ที่ตั้งของหมู่บ้านจะต้องไม่มีเงาของต้นไม้จากป่าช้าตกมาถึงหมู่บ้าน ป่าช้าเป็นสถานที่ที่ชาว  อ่าข่าให้ความเคารพมากอีกสถานที่แห่งหนึ่งเช่นกัน ชาวอ่าข่านั้นจะไม่เอาของมีคมไปฟัน รวมถึงจะไม่นำของใด ๆ ออกมาจากป่าช้าเด็ดขาดและไม่ใช้พื้นที่เพื่อทำการเพาะปลูกใด ๆ ถ้าหากกระทำผิดขึ้นมาก็ต้องเอาหมูและเหล้าไปเลี้ยงเพื่อขอขมา หากไม่จำเป็นจริง ๆ ชาวอ่าข่าจะไม่ไปเหยียบในผืนป่าแห่งนี้ ในป่าช้าจะไม่มีพิธีกรรมใด ๆ แต่หากเกิดเหตุการณ์ เช่น ป่าช้าโดนไฟไหม้หรือมีสัตว์หรืออื่น ๆ ไปขุดหลุมศพ หากเกิดกรณีเช่นนี้ชาวอ่าข่าจะหยุดทำงานทุกอย่างถือเป็นวันกรรม และประกอบพิธีกรรมขอขมาที่ป่าช้าทันที และชาวอ่าข่าจะทำแนวกันไฟทุก ๆ ปีเพื่อมิให้เกิดไฟไหม้ป่าช้าจะให้เกิดไฟไหม้ป่าช้าไม่ได้เด็ดขาดเพราะชาวอ่าข่าเชื่อว่าถ้าไฟไหม้ป่าช้าจะทำให้เกิดอาเพทในหมู่บ้านและจะทำให้หมู่บ้านประสบแต่ความหายนะ

    5. ศาลผี หรือ “มี้ซ้อง” ศาลผีนี้ตั้งอยู่ในป่าใกล้หมู่บ้านแต่อยู่นอกประตูหมู่บ้าน อ่าข่าสร้างศาลผีนี้เพื่อเป็นที่พักของผีป่าที่ผ่านไปมาทางนั้น เพราะเชื่อกันว่าในธรรมชาติมีผีมากมายและเมื่อสัญจรไปมาผ่านมาทางหมู่บ้าน และไม่มีที่พักพิงก็จะหาทางเข้าไปสู่หมู่บ้านเข้าไปสิงสู่ตามบ้านเรือนหรือร่างคน ทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นแม้ว่ามีประตูหมู่บ้านกั้นอยู่ก็ตาม แต่ผีอาจเล็ดลอดเข้าไปทางอากาศได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันอันตรายจากผีจรเหล่านี้อ่าข่าจึงต้องมีที่พักอาศัยให้ในป่านอกหมู่บ้านและมีการเซ่นไหว้ทุกปี ศาลนี้แม้ไม่มีข้อห้ามการจับต้องแต่ปกติแล้วอีก้อซึ่งเป็นพวกที่กลัวผีอย่างยิ่ง ก็จะไม่ยอมเข้าไปใกล้โดยไม่จำเป็นอยู่แล้ว เพราะกลัวว่าผีจะทำอันตรายให้เจ็บป่วยหรือตายได้ (สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ, 2518)

    6. ชิงช้า หรือ “หละเฉ่อ” เป็นอัตลักษณ์เฉาะชาวอ่าข่า ชิงช้าจะจะตั้งอยู่ใกล้ ๆ ประตูหมู่บ้านสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าที่ประทานความอุดมสมบูรณ์แก่หมู่บ้านทุก ๆ ปีจะมีพิธีโล้ชิงช้าเพื่อเซ่นไหว้เทพเจ้าปีละครั้งระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน (อุไรวรร แสงศร, 2539) ในพิธีโล้ชิงช้าสมาชิกในชุมชนจะหยุดงานในไร่ วันสร้างชิงช้าทุกครอบครัวจะส่งลูกชายหรือหัวหน้าครอบครัวช่วยสร้างชิงช้า เมื่อสร้างชิงช้าเสร็จ “หยื่อมะ” จะเป็นผู้โล้ก่อน 3 ครั้ง หลังจากนั้นสมาชิกในชุมชนก็จะโล้ และตอนกลางคืนชาวบ้าน หนุ่ม ๆ สาว ๆ จะออกมาเต้นรำที่ลานวัฒนธรรมของหมู่บ้านการเต้นรำจะเต้นตลอดคืนจนถึงเช้า (อุไรวรรณ แสงศร, 2531) เมื่อเต้นจนถึงรุ่งเช้า (เต้นรำกระทุ้งไม้ไผ่) คนที่เต้นรำจนเมื่อฟ้าสว่างจะไปที่บ้าน “หยื่อมะ” เช้าวันนั้นครอบครัวของ “หยื่อมะ” จะทำการฆ่าหมูเพื่อประกอบอาหารเลี้ยงผู้ที่เต้นรำ และสมาชิกในชุมชนโดยจะมีสมาชิกในชุมชนจะส่งผู้นำครอบครัว หรือลูกชายคลังคาละหนึ่งคนมาช่วยกันฆ่าหมูและปรุงอาหาร ส่วนผู้หญิงก็จะมาช่วยหุงข้าว ตั้งโตก เสิร์ฟอาหาร และล้างถ้วย ชาม ประเพณีโล้ชิงช้าถือเป็นประเพณีที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงเพราะเป็นประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณเทพธิดาแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่ประทานฝนและความอุดมสมบูรณ์ให้กับพืชพันธุ์ธัญญาหาร

    7. ที่ตีเหล็ก หรือ “หล่าจิชุ้ม” เป็นสถานที่ที่สำหรับใช้ตีเหล็กของชุมชนอ่าข่า ซึ่งในการตั้งหมู่บ้านชาวอ่าข่าในอดีตจึงจะต้องมีคนที่มีความรู้ และชำนาญในเรื่องงานเหล็ก ที่เรียกว่า “บาจี” ถือเป็นบุคคลสำคัญในการตั้งชุมชนใหม่ของชาวอ่าข่า เพราะในสมัยก่อนชาวอ่าข่าประกอบอาชีพการเกษตรทำไร่ ทำสวน เป็นหลัก “บาจี” มีหน้าที่ทำเครื่องมือและซ่อมแซมเครื่องมือ ที่ใช้ในการเกษตรให้กับชาวบ้านในชุมชนทุกชนิด ผู้ที่เป็น “บาจี” ก็มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกในชุมชนนั้น ๆ โดยชาวบ้านจะเลือกผู้ที่มีความรู้ และความสามารถในการตีเหล็ก ชาวอ่าข่าจึงให้การเคารพนับถือเป็น “บาจี” และ “บาจี” จะไม่คิดค่าแรงใด ๆ ทั้งสิ้นแต่ชาวบ้านในชุมชนจะตอบแทนครอบครัวช่างตีเหล็กด้วยการไปช่วยงานในไร่ปีละ 1-2 วัน ตามวันที่ครอบครัวช่างตีเหล็กกำหนด เช่น ปลูกข้าว เกี่ยวข้าว เป็นต้น

    สถานที่ในการตีเหล็กและเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรของชาวอ่าข่านั้นจะมีการจัดสถานที่ไว้โดยเฉพาะ สมาชิกในชุมชนจะช่วยกันสร้างเอาไว้เป็นสถานที่ทำงานของช่างตีเหล็กในชุมชนในกลางวัน ในทัศนะของชาวอ่าข่า “หล่าจิชุ้ม” นั้นถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งที่ทุกคนในชุมชนจะให้การดูแลรักษาเป็นอย่างดี และมีข้อห้ามว่าห้ามกระทำการใด ๆ ที่เป็นการลบหลู่ล่วงละเมิดต่อสถานที่ดังกล่าว หากใครกระทำการใด ๆ ผิดต่อสถานที่ดังกล่าวจะต้องโดนปรับไหมตาม กฎจารีตประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน

     

  • การรักษา :

              ชาวอ่าข่าสั่งสมความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพมายาวนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษจากการรู้จักนำพืช ผัก ผลไม้ ในท้องถิ่นมาประกอบเป็นอาหารโดยไม่ทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย โดยการตรวจสอบอาหารที่สามารถนำมาทานได้หรือทานไม่ได้คือ การนำข้าวสารใส่ลงในหม้อแกงหากข้าวเปลี่ยนสีผิดปกติแสดงว่าอาหารมีพิษก็จะทานไม่ได้ หรือการแก้พิษของอาหารบางชนิดโดยใช้เครื่องปรุงรสจากท้องถิ่น ซึ่งองค์ความรู้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยสมุนไพร หมอสมุนไพรชาวอ่าข่าส่วนใหญ่จะรักษาควบคู่กับคาถาและพิธีกรรมต่าง ๆ องค์ความรู้ด้านการรักษาของชาวอ่าข่ามักจะสืบทอดกันในสายตระกูลของตนเอง สั่งสมองค์ความรู้ในการดูแลรักษาความเจ็บป่วยของคนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีการถ่ายทอดผ่านทางสายตระกูลของตนเอง การรักษาของชาวอ่าข่ามีทั้งการรักษาทางด้านร่างกายที่เจ็บป่วยด้วยยาสมุนไพร และการรักษาด้านจิตโดยผ่านการประกอบพิธีกรรม  ซึ่งความเจ็บป่วยในทัศนะของชาติพันธุ์อ่าข่ามีความเจ็บป่วยที่รักษาได้และความเจ็บป่วยที่รักษาไม่ได้ การเจ็บป่วยที่เกิดจากกระกระทำของผี ผู้ป่วยอาจกระทำสิ่งที่ไม่ดีทั้งโดยตั้งใจและโดยไม่ได้ตั้งใจต่อผีต่าง ๆ จึงถูกทำให้เกิดการเจ็บป่วยนั้น ๆ หรืออาจเกิดจากขวัญออกจากร่างกายแล้วกลับเข้าร่างไม่ครบ จะรักษาด้วยสมุนไพรกับรักษาด้วยการเข้าทรง

    สาเหตุของความเจ็บป่วยในทัศนะของชาติพันธุ์ชาวอ่าข่า

              1. เกิดจากขวัญ ชาติพันธุ์อ่าข่ามีความเชื่อว่า มนุษย์มีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ ร่างกายและขวัญคนเราแต่ละคนจะมีขวัญอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและขวัญของคนเรามีความอ่อนไหวง่าย ชาวอ่าข่าเชื่อว่าขวัญมักจะชอบออกจากร่างกายแล้วไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ การที่คนเรานอนแล้วฝันเห็นสิ่งต่าง ๆ นั้นเพราะว่าขวัญจะออกจากร่างกายของคนเรา และไปพบเห็นสถานที่ต่าง ๆ และเหตุการณ์ตามที่คนเราฝันเห็นเมื่อขวัญกลับเข้าร่างคนเราก็จะตื่น ซึ่งบางครั้งขวัญที่ออกจากร่างอาจจะกลับเข้าร่างไม่ครบเพราะอาจถูกผีจับขวัญบางส่วนไว้ จึงส่งผลให้เจ้าของขวัญเกิดการเจ็บป่วยได้ ชาวอ่าข่าเชื่อว่าความเจ็บป่วยเกิดจากการกระทำของผีหากว่าขวัญที่ออกจากร่างกลับเข้าร่างไม่ครบแม้แต่ขวัญเดียวก็จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ ชาวอ่าข่าจึงมีพิธีเรียกขวัญเพื่อรักษาความเจ็บป่วยและผูกข้อมือผู้ป่วย ความหนักเบาของการเจ็บป่วยขึ้นอยู่กับขวัญที่ออกจากร่างของคนมากน้อยแค่ไหน หากว่าขวัญออกจากร่างกายจนหมดผู้ป่วยก็อาจจะตายได้ ซึ่งการรักษาก็จะมีการประกอบพิธี และถ้ายังไม่หายหมอผีก็จะมีการประกอบพิธีอีกหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งชาวอ่าข่ายังมีทัศนะคติความเชื่อว่าขวัญของหมอผีมีลักษณะพิเศษกว่าขวัญของคนทั่ว ๆ ไป ซึ่งขวัญของหมอผีนั้นมีคุณสมบัติพิเศษสามารถติดต่อกับผีได้ หมอผีจึงสามารถที่จะทำนายและรักษาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการกระทำของผีได้

              2. การเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำผิดผีเกิดจากผีไม่ดี ซึ่งผู้ป่วยอาจกระทำให้ผีไม่พอใจ ผีเลยทำให้ผู้ป่วยมีอันเป็นไปต่าง ๆ ซึ่งทำให้ป่วยทางกาย เช่น ปวดหัว ตัวร้อน มีดบาด เป็นต้น รวมถึงการทำให้เจ็บป่วยทางใจ เช่น ทานอาหารไม่ได้ หงุดหงิด นอนไม่หลับ จิตใจไม่แจ่มใสต่าง ๆเป็นต้นโดยหาสาเหตุการเจ็บป่วยไม่ได้ ก็จะทำการเรียกขวัญทั้งตัวผู้ป่วยและทั้งครอบครัว

              3. การเจ็บป่วยจากเชื้อโรค เช่น ปวดท้อง เป็นไข้ ปวดหัว จะรักษาภายในครอบครัว หรือโดยหมอยาภายในหมู่บ้าน

              4. การเจ็บป่วยเพราะมีเคราะห์หรือดวงไม่ดีหากสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วยบ่อบ ๆ อยู่ตลอดเวลา

              5. การเจ็บป่วยที่เกิดจากกรรมพันธุ์ เช่น ลมบ้าหมุน คนบ้า ลูกพิการ ลูกแฝด ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาว อ่าข่าในอดีตกลัวมากเลยมีข้อห้ามคนที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดกันแต่งงานกัน

              6. การเจ็บป่วยที่เกิดจากการกินผิด ซึ่ง พืช ผัก เนื้อสัตว์ หรืออาหารบางชนิดหากกินเข้าไปอาจทำให้เสียสติ ท้องเสีย อาเจียน เสียชีวิตได้ ชาวอ่าข่าจึงมักจะไม่กินอาหารที่ไม่คุ้นเคย

              7. การเจ็บป่วยเพราะถูกคุณไสย การเจ็บป่วยขึ้นอยู่กับผู้ทำคุณไสยทำให้เจ็บ ซึ่งหมอคาถาจะเป็นผู้รักษาการเจ็บป่วยดังกล่าวได้ หมออื่น ๆ ไม่สามารถที่จะรักษาได้

    ชาวอ่าข่าได้แบ่งประเภทของการเจ็บป่วย ออกเป็น 2 ประเภท คือ

              1.ความเจ็บป่วยที่รักษาได้ อาการของการเจ็บป่วยโรคที่มองเห็นได้จากภายนอกรู้สาเหตุแน่นอน เช่น การบาดเจ็บ เป็นไข้ เป็นหวัด ปวดหัว ปวดท้อง ลมผิดเดือน ที่เกิดกับผู้หญิงหลังคลอด หรือการเจ็บป่วยที่เกิดจากคุณไสย เป็นต้น

              2.ความเจ็บป่วยที่รักษาไม่ได้  เป็นโรคที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกหรือโรคที่ไม่แสดงอาการออกมาให้เห็น หาสาเหตุของการเจ็บป่วยไม่ได้ หรือโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์ เช่น ลมบ้าหมุน พิการ ไม่เต็ม โรคเลือด ต่าง ๆ เป็นต้น      

              หากมีสมาชิกในครอบครัวเกิดความเจ็บป่วย ผู้อาวุโสในครอบครัวจะเป็นผู้วินิจฉัยโรคและทำการรักษาเบื้องต้นตามความรู้ความสามารถของตนก่อน เมื่ออาการไม่ดีขึ้นหรือไม่หายก็จะให้หาญิผ่า หรือพิมา เป็นผู้วินิจฉัยหาสาเหตุการเจ็บป่วยโดยผ่านการประกอบพิธีกรรมการเข้าทรง (การทำพิธีกรรมรักษาคนไข้ มีความแตกต่างกันตามลักษณะการเจ็บป่วยของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งวิธีการรักษาการประกอบพิธีกรรมรักษาจะต่างกัน) ญิผ่า คือหมอผี หรือคนทรงในการหาสาเหตุของการเจ็บป่วย ญิผ่า เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สืบทอดผ่านการเรียนและมีเจ้ามาเข้าทรง (สวรรค์กำหนด) ซึ่งจะต้องเรียนบทสวด คาถา และวิธีการทำสมาธิเพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วย จะกล่าวถึงลักษณะการเป็นญี้ผ่าดังต่อไปนี้

              1. การเป็นญิผ่า โดยผ่านการเรียน ซึ่งจะเรียนจากญิผ่าคนเดิม โดยต้องเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มและเรียนผ่านตัวต่อตัวด้วย การเรียนจะมีที่เป็นภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเพื่อให้เกิดความชำนาญ เมื่อผู้เรียนสะสมประสบการณ์สามารถหาสาเหตุของการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองจึงจะสามารถตั้งขันบูชาได้

              2. การเป็นญิผ่า โดยมีเจ้ามาเข้าทรงความเชื่อของชาวอ่าข่าการเป็นญิผ่า ดังกล่าวนี้เป็นการกำหนดมาจากเบื้องบน เมื่อต้องการให้ใครเป็นคนทรงจะเข้าฝันหรือทำให้เกิดการเจ็บป่วยบ่อย ๆ รักษาไม่หายจนกว่าจะตกลงรับเป็นคนทรง หากตกลงจะเป็นคนทรงก็จะต้องตั้งขันบูชาและไปหาญิผ่าเพื่อของเรียนวิชาจากญิผ่าเหมือนกับญี้ผ่าคนอื่น ๆ เมื่อตกลงที่จะเป็นคนทรงอาการเจ็บป่วยต่างก็จะหาย

              การหาสาเหตุของการเจ็บป่วยโดยญิผ่า จะทำพิธีการเข้าทรงในเวลากลางคืน (ประกอบพิธีกลางคืนเพราะชาวอ่าข่าเชื่อว่ากลางคืนของโลกมนุษย์เป็นกลางวันของโลกเมืองผี) หลังจากรับประทานอาหารเย็นญาติพี่น้องคนไข้จะจัดเครื่องเซ่นไหว้ โดยมีไข่ต้ม 1 ฟอง หล้า 1 ขวด ข้าว 1 ถ้วย พร้อมของใช้ของผู้ป่วยหนึ่งชิ้น ชาวอ่าข่าวเชื่อว่าหากมีของใช้ผู้ป่วยจะหาสาเหตุของการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น การประกอบพิธีท่องบทสวดเรื่อง ๆ เพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วย ญาติพี่น้องจะนั่งฟังและจดจำไว้ เมื่อรู้สาเหตุของการเจ็บป่วยญิผ่าจะหยุดสวด และญาติพี่น้องจะนำผู้ป่วยไปรักษาหมอผีหรือหมอสมุนไพร เพราะ ญิผ่ามีหน้าที่หาสาเหตุของการป่วยไม่สามารถทำการรักษาได้

              การหาสาเหตุของการเจ็บป่วยโดยพิมา ตำแหน่งพิมาเป็นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น สามารถสืบทอดตามบรรพบุรุษและจากการเรียนรู้ของผู้ที่สนใจเองก็ได้เช่นกัน ซึ่งก็ต้องมีการเรียนรู้บทสวดและคาถาต่าง ๆ โดยเรียนรู้ผ่านจากพิมา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจนเชี่ยวชาญในทุก ๆ อย่าง และสามารถขึ้นมาเป็นพิมาก็ต่อเมื่อพิมาคนก่อนเสียชีวิตแล้วการรักษาการเจ็บป่วยโดยพิมา ผู้ป่วยรู้สาเหตุแล้วว่าเกิดจากผีตนใดเป็นผู้กระทำจากการหาสาเหตุโดยญิผ่า แล้วมาให้พิมารักษาแต่หากยังรักษาไม่หาย พิมาก็จะดูให้อีกครั้งว่าสาเหตุการเจ็บป่วยเกิดจากผีตนนั้นจริงหรือไม้ (ญาติผู้ป่วยสามารถให้พิมา เป็นผู้ประกอบพิธีหาสาเหตุการเจ็บป่วยเองได้โดยไม่ต้องผ่าน ญิผ่า) โดยญาติผู้ป่วยเตรียมเครื่องเซ่น  ข้าว 2 ถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง นำไปให้พิมา ตอนเช้าหรือตอนเย็นเท่านั้น แล้วบอกจุดประสงค์แก่พิมา พิมา จะทำการเสี่ยงทายด้วยข้าวสารพร้อมกับท่องบทสวดหากผลการเสี่ยงทายด้วยข้าวไม่เป็นที่พอใจพิมาก็จะทำการเสี่ยงทายจากไข่อีกครั้ง แต่การเสี่ยงทายโดยปกติทั่วไปพิมาจะใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้นยกเว้นกรณีที่ผลการเสี่ยงทายออกมาไม่ชัดเจนจึงจะใช้ทั้ง 2 วิธี

              วิธีการหาสาเหตุของการเจ็บป่วยของพิมา อาจใช้ข้อมูลในชีวิประจำวันของผู้ป่วยเพื่อช่วยให้การหาเหตุของการเจ็บป่วยแม่นยำมากขึ้น และหากสาเหตุการป่วยไม่ได้เกิดจากการกระทำของผี พิมาก็จะบอกญาติของผู้ป่วยให้นำไปรักษากับหมอยาสมุนไพร หากสาเหตุการณ์ป่วยมาจากการกระทำของผีเมื่อรู้สาเหตุที่แน่ชัดแล้วสาเหตุการป่วยมาจากการกระทำของผีแน่นอน พิมาก็จะทำการรักษาโดยการประกอบพิธีรักษาเองตามความหนักเบาของการป่วยของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย พิมาก็จะเรียกขวัญผู้ป่วยกลับมา ถ้าอาการป่วยค่อนข้างหนักมีการใช้หมู ไก่ หรือสุนัข ชนิดใดชนิดหนึ่งตามที่พิมากำหนด เพื่อทำพิธีเรียกขวัญและสัตว์ที่ใช้ในพิธีจะฆ่าแล้วนำมาทำอาหารเลี้ยงพิมา และผู้อาวุโสที่มาในพิธีกรรม และผูกข้อมือให้กับผู้ป่วย และถ้าอาการป่วยหนักมากพิมาจะทำพิธีให้ทั้งครอบครัว ในพิธีกรรมมีการฆ่าสัตว์ด้วยเช่นกัน สัตว์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมจะนำไปประกอบอาหารเลี้ยงญาติ พี่น้อง ที่มาร่วมพิธีกรรม และมีการผูกข้อมือให้ผู้ป่วย หากทำพิธีกรรมการรักษาการเจ็บป่วยที่ใหญ่ที่สุดของพิมาแล้วหากยังไม่หาย พิมาก็จะแนะนำให้ไปรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ การประกอบพิธีกรรมนี้คนในตระกูลผู้ป่วยจะต้องหยุดงานในไร่หนึ่งวัน (วันที่ประกอบพิธีกรรม) 

              การรักษาความเจ็บป่วยด้วยการแพทย์พื้นบ้าน

               ชาวอ่าข่ารู้จักการใช้ยาสมุนไพรรักษาการเจ็บป่วยมาแต่ในอดีต และมีการถ่ายทอดสู่ลูกหลานรุ่นต่อรุ่นมาจนถึงปัจจุบัน (ความรู้ความสามารถการใช้ยาสมุนไพรในชาติพันธุ์อ่าข่าในแต่ละสายตระกูลแต่ละครอบครัวมีความแตกต่างกันออกไป) ชาวอ่าข่าในอดีตผู้ที่อยู่ในวัยครองเรือนทั้งผู้ชายและผู้หญิงส่วนใหญ่จะรู้จักยาสมุนไพรที่ใช้รักษาการเจ็บป่วยพื้นฐานเพราะได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ความรู้เรื่องสมุนไพรของชาวอ่าข่าจะกระจายอยู่ในทุกครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียนรู้ผ่านประสบการณ์โดยตรงจากการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันที่นำสมุนไพรมารักษาคนในครอบครัวที่เกิดการเจ็บป่วย แต่ถ้าเป็นหมอสมุนไพรจะต้องเป็นผู้ที่รู้ตัวยาและตำรับยารู้วิธีการใช้ยาสมุนไพรรักษาการเจ็บป่วยเป็นอย่างดีมากกว่าบุคคลทั่ว ๆ ไป ซึ่งต้องมีวิธีการถ่ายทอดและขั้นตอนในการเรียนรู้ต่าง ๆ หมอยาชาวอ่าข่าจะสอนคนนอกตระกูลเฉพาะตัวยาสมุนไพรทั่ว ๆ ไป ส่วนตัวยาสมุนไพรที่ดีของตระกูลก็จะเก็บไว้และถ่ายทอดภายในตระกูลของตนเองเท่านั้น แต่หมอยาบางท่านจะเก็บตัวยาสมุนไพรที่ดีจริง ๆ ของตนเองไว้จะไม่ถ่ายทอดให้กับใครแม้แต่คนในตระกูลหรือลูกหลานของตน หมอยาจะเก็บตัวยาสมุนไพรตัวนั้นไว้กับตัวเป็นสมบัติส่วนตัวจะไม่ถ่ายทอดให้ใครจนหมอยาตาย ยาสมุนไพรตัวนั้นก็จะหายไปพร้อมกับหมอยาโดยไม่มีผู้สืบทอด

              การรักษาผู้ป่วยโดยหมอยาสมุนไพรหมอยาชาวอ่าข่าจะไม่ออกไปรักษาผู้ป่วย แต่จะต้องให้ผู้ป่วยมาขอรักษาเองที่บ้านหมอยาหรือมาเชิญให้ไปรักษา เมื่อมีคนไข้มาขอรักษาหมอยาจะซักถามอาการผู้ป่วยอย่างละเอียด เมื่อหมอยารู้สาเหตุของการเจ็บป่วยก็จะทำการรักษา และหากรักษาไม่หายหมอก็จะแนะนำให้ไปรักษากับหมอยาคนอื่น ๆ และหากการรักษาโดยใช้ยาสมุนไพรแล้วยังไม่หายจากการเจ็บป่วยก็จะแนะนำให้ไปรักษากับหมอที่เข้าทรง สมุนไพรที่ใช้มีทั้งส่วนที่ได้จากสัตว์ เช่น เขาสัตว์ เขี้ยวหมูป่า ขาไก่ป่า หนังช้าง หนังเสือ อวัยวะภายใน เช่น ถุงน้ำดี สมุนไพรที่จากพืช เช่น ราก เปลือก ใบ เมล็ด เป็นต้น ยาสมุนไพรและการรักษาจะแตกต่างกันออกไปตามบริบทสภาพแวดล้อมที่ตั้งชุมชนนั้น ๆ

              การรักษาโรคของชาติพันธุ์อ่าข่าในปัจจุบัน

              ถ้าเป็นกลุ่มอ่าข่าอาวุโสยังเป็นลักษณะการผสมผสานระหว่างความรู้ดั้งเดิมและการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลดีต่อการรักษาอาการเจ็บป่วยอยู่ไม่น้อย มีการปรับเปลี่ยนการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยไปรักษาที่โรงพยาบาลและการแพทย์สมัยใหม่ แต่การดูแลสุขภาพอนามัยของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่ารุนใหม่นั้นเป็นเป็นลักษณะการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ก็ยังมีบ้างที่เด็กอ่าข่าถูกพ่อ แม่ พาไปรักษาแบบการแพทย์พื้นบ้านดั้งเดิมของชาวอ่าข่า  

  • เครื่องดนตรี :

    เครื่องดนตรี ในงานของอ่าข่า (สุวิชานนท์ รัตนภิมล, 2535: 49-52)จากหนังสือ เรื่อง เยือนชนเผ่าอาข่า ฟังภาษาใจ “เพลง–ดนตรี” ใน เพลงดนตรีและชีวิตชาว ได้กล่าวว่าเครื่องดนตรีชาติพันธุ์อ่าข่ามีทั้ง เครื่องดีด เครื่องตี เครื่องเคาะ สามารถแบ่งได้ดังต่อไปนี้

              1. เดิ้ม  เป็นเครื่องดนตรีที่มีลักษณะคล้ายซึงของภาคเหนือ มี 3 สาย ซึ่งเป็นเครื่องเล่นของผู้ชาย และจะเล่นกันในเวลาที่ว่างจากการทำงานเพื่อเป็นสื่อการเกี้ยวสาว

              2. หล่าเจ่ หรือแคนน้ำเต้า เป็นเครื่องดนตรีที่นิยมเล่นกันของผู้ชายอ่าข่าจะเล่นในเวลาที่ว่าง หรือช่วงประเพณีต่าง ๆ โดยใช้บริเวณลานวัฒนธรรมชุมชนเป็นสถานที่เล่น หรือเล่นระหว่างทางไป ท่องเที่ยวต่างหมู่บ้านเพื่อส่งเสียงให้ผู้คนได้ยินเครื่องแคนของอ่าข่า

              3. ชูลู้ หรือขลุ่ยของอ่าข่าจะเป็นขลุ่ย 3 รู จะเป็นเครื่องดนตรีที่นิยมเล่นในหมู่ผู้ชายอ่าข่า

              4. ยะเอ่ว การเล่นย๊ะเอ่ว จะใช้วิธีการดีดและจะใช้ลมที่ปากช่วยในการทำให้เกิดเสียง ส่วนใหญ่เล่นในเวลาที่ว่างจากการทำงาน หรือระหว่างทางเดินไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่หนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านจะเล่นกันเพื่อเป็นสื่อในการเกี้ยวสาว  โดยมีผู้อาวุโสเป็นคนทำและสอนวิธีการเล่นให้กับหนุ่ม ๆ ซึ่งพวกเขาจะไม่นิยมเล่นกันต่อหน้าพ่อแม่ เนื่องจากเพลงที่เล่นส่วนใหญ่เป็นเพลงเกี่ยวกับเพลงจีบสาว จึงอายและไม่กล้าเล่นต่อหน้าพ่อแม่

              5. บ่อฉ่อง  มีลักษณะเป็นกระบอกไม้ไผ่ใช้กระทุ้งเป็นจังหวะต่างๆ การเล่นท่องนั้นโดยส่วนใหญ่ จะให้ผู้หญิงเป็นผู้เล่น ซึ่งจะเล่นกันในช่วงเทศกาลประเพณีที่สำคัญในหมู่บ้าน

              6. ถ่อง คือกลองของชาวอ่าข่า ตามความเชื่อของชาวอ่าข่านั้นผู้ที่จะสามารถทำท่องได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีบารมีสูง เช่น พิมา หยื่อมะ บาจี หรือผู้อาวุโส เป็นต้น ชาวอ่าข่าจะเชื่อกันว่าถ้าผู้ชายคนใดมีภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ห้ามไม่ให้ผู้ชายคนนั้นตีกลองเพราะเขาถือกันว่าถ้าหากตีกลองก็เหมือนกับตีลูกของตัวเอง 

              7. อะปะบอเออ หรือการเป่าใบไม้ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะนิยมเป่าในระหว่างทางไปทำไร่ ทำสวน หรือระหว่างทางไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้าน จะห้ามเป่าในบริเวณหมู่บ้านเพราะเชื่อกันว่าใบไม้เป็นของดิบใช้ได้ครั้งเดียว และก็ต้องทิ้งไปถ้าเกิดเอามาเป่าในหมู่บ้านก็จะไม่ดีถือเป็นลางร้าย

              8. ขลุ่ยต้นข้าว จะนิยมเป่ากันเฉพาะฤดูเกี่ยวข้าวเท่านั้นพวกเด็ก ๆ และหนุ่มสาวในหมู่บ้านจะ นิยมเป่ากัน แต่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยนิยมเป่าและกำชับไม่ให้เด็กเป่ากันเนื่องจากเชื่อกันว่าถ้าเป่าแล้วจะเป็นลางร้ายทำให้ฝนตกข้าวในไร่นาเสียหายได้

               9. บ่อลอบอเออ มีลักษณะคล้ายกับขลุ่ยต้นข้าว แต่จะทำจากไผ่ลำเล็กส่วนมากจะนิยมเป่ากัน เป็นกลุ่มหลาย ๆ คน เวลาจะเดินทางไปไหนมาไหนหรือเข้าป่าลึกคนเดียวจะไม่นิยมเป่ากัน เพราะอ่าข่ามีความเชื่อว่าเมื่อเราเป่ากระบอกไม้นั้นสัตว์ป่า หรือผีสางในป่าจะมาหาเราและอาจทำร้ายเราได้ อ่าข่าจึงไม่นิยมเป่ากระบอกไม้ในป่า

              10. แจเล้ แจเล้หรือฉาบ เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมของชาวอ่าข่า นอกจากจะใช้ประกอบพิธีกรรมแล้วแจเล้ ยังใช้ในการเล่นเพื่อให้เกิดความสนกุสนานเพลิดเพลินในยามค่ำคืนของงานเทศกาลอีกด้วย

              11. โบวโล โบวเลหรือโหม่ง เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมของชาวอ่าข่า   นอกจากจะใช้ประกอบพิธีกรรมแล้วโบวเลยังใช้ในการเล่นเพื่อให้เกิดความสนกุสนานเพลิดเพลินในยามค่ำคืนของงานเทศกาลอีกด้วย

     

  • เพลง :

              บทเพลงของชาติพันธุ์อ่าข่า ชาวอ่าข่าเรียกว่า “อ่าข่าด่อช้า” เป็นสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิต ความเชื่อ จารีตประเพณี และถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับความรัก บทเพลงแต่ละบทเพลงก็จะบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนในแง่มุมต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในแต่ละบทเพลงในสังคมของชาวอ่าข่านั้นมักจะเป็นบทเพลงการร้องที่มีลักษณะสื่อจีบสาว การสั่งสอน การสอบถามการเรียนรู้ซึ่งกันและตลอดจนร้องเพลงแสดงความดีใจ เสียใจ อีกทั้งร้องเพลง (สวด) เพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่สวรรค์ ในงานศึกษาของ (อุไรวรรณ แสงศร, 2531: 35-53) ได้จัดแบ่งบทเพลงชาวอ่าข่าดังต่อไปนี้

              1. เพลงกล่อมลูก “อ่าชีเชอ” ผู้ร้องส่วนใหญ่จะเป็นแม่ เพราะแม่จะผูกลูกติดหลังไว้เกือบตลอดเวลาแม้แต่เวลาทำงานไร่ เพลงกล่อมเด็กจะแยกออกเป็นกล่อมเด็กผู้ชายกล่อมเด็กผู้หญิงเนื้อร้องจะไม่เหมือนกัน แต่ทำนองคล้ายคลึงกัน

              1. 1 เพลงกล่อมลูกชาย จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของผู้ชายคือ

    ได้ลูกชายพ่อแม่จะดีใจ

    ลูกชายเป็นลูกของพ่อแม่

    ลูกชายจะดีหรือไม่ดีก็เป็นบุญของพ่อแม่

    ลูกชายถึงแม้ไม่หล่อก็อยู่กับพ่อแม่ได้

    ลูกชายไปล่าสัตว์ได้เนื้อมาก็นำมาเข้าบ้านพ่อแม่

     

              1. 2 เพลงกล่อมลูกสาว เนื้อหาของเพลงจะเป็นการบอกถึงอนาคตของลูกผู้หญิงเมื่อโตขึ้นว่าจะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ตลอดไป

    ได้ลูกสาวพ่อแม่ก็ดีใจ

    ลูกผู้หญิงแม้เป็นคนดีก็เป็นบุญของคนอื่น

    ลูกผู้หญิงแม้เกิดสวยก็ต้องยกให้คนอื่น

    ลูกผู้หญิงช่วยพ่อแม่ได้

    หาผักหาฝืนให้พ่อแม่ได้

    แต่ลูกผู้หญิงก็ไม่ได้เป็นลูกของพ่อแม่ตลอดไป

    ลูกสาวเลี้ยงไว้เพื่อยกให้คนอื่น

              2. บทเพลงของเด็กๆ เพลงที่เด็ก ๆ ร้องนี้จะเป็นบทเพลงสั้น ๆ ส่วนมากจะนำมาจากสุภาษิตเนื้อหาของเพลงส่วนใหญ่จะกล่าวถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวอ่าข่า เช่น

                เด็กรับประทานข้าวบดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่

    คนแก่กินข้าวเม็ดแข็งก็แก่เร็วเกินไป

    หุงข้าวจนน้ำเดือดแล้วไม่เปิดฝา

    น้ำก็ไหลลงมาอย่างลำธาร

                ปั่นเส้นด้ายถ้าไม่เอาเมล็ดฝ้ายออก

    ก็ปั่นกรอเป็นเส้นด้ายไม่ได้

    ถ้าไม่หมั่นกรอเส้นด้าย

    ก็จะไม่มีผ้าคาดเอว

              3. เพลงเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว “อ่าชีกู้ ” เมื่อหนุ่มสาวเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นเด็กหนุ่มเด็กสาวจะเริ่มสนใจเพศตรงกันข้าม เด็กสาวจะสนใจตัวเองมากขึ้นให้ความสำคัญของการแต่งตัวเสื้อผ้าชาว    อ่าข่าจะเป็นสีดำล้วนและมีลายปักที่ด้านหลังของเสื้อวัยเด็กลายปักจะมีเพียงเล็กน้อย เมื่อเริ่มเป็นสาวเสื้อจะเพิ่มลายปักมากขึ้น หมวกที่สวมก็จะประดับด้วยขนไก่ย้อมสี ขนม้า ขนชะนีย้อมสี ลูกปัด ลูกเดือย เต็มไปหมด เพลงที่เด็กสาวร้องก็จะเป็นเพลงบอกกล่าวให้หนุ่ม ๆ รู้ว่าตัวเองเป็นสาวแล้ว จะร้องเวลาเดินออกไปทำไร่หรือไปหาอาหารในป่าประกาศให้เด็กหนุ่มทั้งหมู่บ้านตัวเองและหมู่บ้านอื่นได้รู้ตัวอย่างเช่น

           3. 1         วัวกระทิงถูกยิงตายแล้ว

    แล่เนื้อเอาทาเกลือทิ้งจนควันขึ้น

    นกกาถึงเรื่องร้อง

    บินมาจิกกินเนื้อติดกระดูกที่เราทิ้ง

    นกเหยี่ยวบินลงมาอีกาก็บินหนี

    แต่ก็ยังบินอยู่เหนือหนทางที่เราเดิน

    มีดพร้าคมเหลาไม้ได้กลมงามเหมือนขนเม่น

    กระดูกขาไก่ยังมีรู

    ตัวน้องนี้หิวโหย เหมือนคนขาดเกลือใส่แกง

    ถึงแม้มีขนชะนี ขนไก่ย้อมสีแดง

    ร้อยเป็นปุยประดับอยู่บนหมวก

    ก็ยังไม่วายว้าเหว่เปล่าเปลี่ยวใจ

     

    3. 2     ที่บ้านของเรามีประตูรั้วสำหรับเดินเข้าออก

    ที่ไร่ของเราปลูกต้นขิงใช้แทนพริกได้

    ตัวเรานี้เริ่มเป็นสาวแล้ว

    ถ้าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดี มีเครื่องประดับมากขึ้น

    ตัวเราก็สวยงามขึ้นมาอีก

    เจ้าเป็นหนุ่มไม่ชอบพอรักใคร่เราบ้างหรือ

    หรือเจ้าไม่มั่นใจว่าเรารักเจ้าจริง

    ตัวเรานี้ถึงจะจนแต่ก็ขยัน

    พื้นดินราบเตียน แมลงเล็ก ๆ ยังก่อเป็นจอมปลวกได้

    เปี๊ยะมีเพียง 2 สาย ดีดยังดังฟังไพเราะ

    เสื่อลำแพนผืนใหญ่ ใช้สำหรับตีข้าวเราก็มีแล้ว

    กระจาดไม้ไผ่ใบใหญ่ใส่ข้าวไร่เราก็มีแล้ว

    เครื่องกรอเส้นด้ายของเราก็มีพร้อม

    เจ้ายังไม่รักเราอยากได้เราเป็นคู่อีกหรือ

              เมื่อสาว ๆ ร้องเพลงประกาศให้หนุ่ม ๆ รู้ถึงความเป็นสาวของตนเองแล้ว พอถึงเวลากลางคืนสาว ๆ ก็จะลงไปยังลานวัฒนธรรมเพื่อรอพบหนุ่มทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าตามประเพณีชาวอ่าข่าห้ามหนุ่มสาวพูดคุยในเชิงเกี้ยวพาราสีกันบนบ้านเพราะถือว่าไม่ให้เกียรติแก่บรรพบุรุษดังนั้นกฎของกลุ่มชาติพันธุ์  อ่าข่าจึงให้สร้างลานวัฒนธรรมขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ให้หนุ่มสาวเกี้ยวพาราสีกันและสถานที่นี้ยังถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาติพันธุ์อ่าข่าจะต้องดำรงรักษาไว้และให้ชนรุ่นหลังถือปฏิบัติสืบต่อกันไปลานวัฒนธรรมนี้จะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาติพันธุ์อ่าข่าเท่านั้นเมื่อหนุ่มๆ สาว ๆ มาเล่นที่ลานวัฒนธรรมแล้วจะมีการร้องเพลง เต้นรำ โต้ตอบกันอย่างสนุกสนานดังนั้น ณ ลานวัฒนธรรมแห่งนี้จึงเกิดบทเพลงต่าง ๆ ขึ้นมากมาย จะมีทั้งเพลงที่ร้องเกี่ยวกันระหว่างหนุ่มสาวบางเพลงยังแทรกคำสอนหนุ่มสาวไว้อีกด้วยตัวอย่าง เช่น

              เพลงที่ร้องในลานวัฒนธรรม

    ตัวเรานี้เป็นสาวแล้วยังไม่มีสามี

    เวลานอนก็นอนไม่หลับ

    ยามดึกคนอื่นหลับหมดแล้ว

    เราออกไปยังลานวัฒนธรรม

    เพื่อหาใครสักคนเพราะเรายังไม่มีสามี

    เวลารับประทานอาหาร

    เราให้บิดามารดาของเรารับประทานก่อน

    ดื่มน้ำเราก็ให้ท่านดื่มก่อนเราดื่มที่หลัง

    ถ้าเรามีสามีเราจะดื่มน้ำและรับประทานอาหารพร้อมกัน

              เมื่อชายหนุ่มได้ยินเสียงเพลงของหญิงสาวที่ลานวัฒนธรรมก็จะอยู่บนบ้านไม่ติดต้องรีบแต่งตัวถือแคนลงมาหาสาว ๆ ที่ลานวัฒนธรรม เมื่อถึงที่ก็จะร้องเพลงโต้ตอบกลับไปทันทีว่า

      แลเห็นสาวงามเดินมาใจเราก็นึกรัก

    ไก่ยังรู้จักเขี่ยพื้นดินริมครกตำข้าว

    นกเหยี่ยวบินอยู่บนอากาศยังโฉบลงมาจับลูกไก่

    ตัวเม่นขนยาวเหมือนหนามยังรู้จักมีลูก

    พ่อหม้ายยังเวียนไปหาแทะโลม

    แม่หม้ายกับพ่อหม้ายยังไปหากันได้

    เรานี้เป็นหนุ่มโสดไฉนเล่าจะทนอยู่ได้

    จึงมาถึงที่นี่เพื่อหาหญิงคนรักสักคน

    ดูแต่หมูผูกล่ามไว้ใต้ถุนบ้าน

    พออายุได้ 4-5 เดือนก็ต้องปล่อย

    เพื่อให้มันไปหากินกล้วยป่าตามเนินเขา

    ควายของเราหนีไปเราก็อดได้ภรรยา

    เพราะไม่มีผู้ใดยกลูกสาวให้

    ชายหนุ่มโสดอย่างเรา

    จะไม่มีหญิงสาวรักสักคนหรือ

    คนอย่างเราทั้ง 4 ขุนเขา 4 หมู่บ้านก็หาไม่ได้อีก

    ถึงเวลานอนไม่มีคนบอกเราด้วย

    บนบ้านของสาวงามนั้นเราขึ้นไปหาไม่ได้

    พ่อเธอไม่ยอมให้ออกมาหาเรา

    ดังนั้นเราจึงพบกันได้ ณ ที่แห่งนี้

              หลังจากที่ร้องโต้ตอบกันระหว่างชายหญิงคนละเพลงสองเพลงแล้วก็จะมีการร้องได้ตอบกันคนละประโยคเหมือนเล่นกลอนสดแต่ร้องออกมาเป็นเพลงบางครั้งทั้ง 2 ฝ่ายจะมีผู้บอกบทด้วยถ้าผู้บอกบทเก่ง ๆ ก็จะร้องได้ตอบกันได้นาน ๆ เช่น

                    เพลง ดอหมื่อบิเออะ

          หญิง        พอถึงหน้าฝน พวกเราก็เริ่มทำไร่

          ชาย         พวกเราช่วยกันทำงานในไร่ตลอดฤดูฝน

          หญิง        หน่อไม้ออกหน่อหน้าฝน แล้วโตเป็นต้นไผ่

          ชาย         สาว ๆ เมื่อผ่านหน้าฝนถึงหน้าแล้งก็แต่งงานได้แล้ว

          หญิง        ปีนี้น้องเริ่มเป็นสาว เสื้อผ้าน้องสวย ที่หมวกมีชนชะนีย้อมสี

          ชาย         แต่พี่เป็นคนจน ข้าวก็ไม่มีจะกิน เสื้อผ้าสวย ๆ ก็ไม่มีใส่

          หญิง        สองคนเราถ้าพอใจรักใคร่กันก็แต่งงานกันได้

          หญิง        ถ้ารักกันจริงไม่กินข้าว 3 วัน 3 คืนก็ได้

     

              4. เพลงคำสอนต่าง ๆ เพลงที่ร้องสอนเยาวชนชาติพันธุ์อ่าข่านี้จะร้องได้ทั้งหญิงและชายผู้ร้องจะอยู่ในวัยกลางคนแล้วจะร้องเวลาเดินไปไร่ หรือบางครั้งจะร้องในงานเทศกาลของชุมชนจะแบ่งออกเป็นเพลงสอนผู้หญิง

    เพลงซอลอฮั่อจะละซออยู่ฮู้ เป็นเพลงสอนผู้หญิงมีเนื้อร้องดังนี้

    ลูกผู้หญิงตื่นแต่เช้าต้องล้างหน้า

    ต้มน้ำไว้ให้พ่อแม่

    ตำข้าวที่ครกกระเดื่อง

    ต้มผัก ต้มปลาเป็นอาหาร

    กินข้าวแล้วออกไปทำไร่

    ลงลานวัฒนธรรมเมื่อได้ยินเสียงไก่ขันให้กลับบ้าน

    เพื่อเตรียมทำงานในวันต่อไป

              ความหมายของเนื้อเพลงสอนให้ผู้หญิงรู้จักหน้าที่ของแม่บ้านผู้หญิงต้องทำงานบ้านทุกอย่าง แม้แต่งานในไร่ก็ต้องทำเหมือนกัน เวลางงลานวัฒนธรรมคุยกับหนุ่ม ๆ เมื่อไก่ขันก็ต้องรีบกลับบ้านเพราะจวนจะสว่างแล้วต้องกลับไปทางานบ้านเมื่อรับประทานอาหารเช้าแล้วก็ต้องออกไปทำงานในไร่

    เพลงอึ่มจ่าข่อต้อเอ่อ เป็นเพลงสอนผู้ชายมีเนื้อร้องดังนี้

          ลูกผู้ชายต้องล่าสัตว์ได้

          ออกไปไร่ตัดต้นไม้ใหญ่

          งานใหญ่ในไร่ผู้ชายต้องทำก่อน

          เมื่อผู้ชายเริ่มต้นได้แล้ว

          ผู้หญิงก็ทำตามได้

     

              5. เพลงที่ร้องในพิธีกรรม เพลงในพิธีกรรมนี้ส่วนมากจะนิยมร้องเฉพาะคนเฒ่าคนแก่เท่านั้น เด็กหนุ่มเด็กสาวที่ร้องได้มีน้อยมากเพราะในพิธีกรรมจริง ๆ ผู้ที่จะร้องเพลงเหล่านี้จะเป็นผู้อาวุโส แต่ในพิธีโล้ชิงช้าจะมีเพลงของหนุ่ม ๆ สาวร้องด้วย

    5. 1 เพลงในพิธีโล้ชิงช้า

                    ผู้ชายเป็นคนสร้างชิงช้า

          ผู้หญิงจะเป็นคนโล้ชิงช้า

          แม้จะแกว่งไปไกลแค่ไหนก็ไม่กลัว

          วันนี้เป็นวันดี

        เป็นวันปีใหม่ของพวกเราแล้ว

          ผู้ชายต้องไปหาต้นไม้มาทำชิงช้า

          หาเถาวัลย์มาทำเชือกชิงช้า

          เสร็จแล้วพวกเรามาโล้ชิงช้า

     

              5.2 เพลงในพิธีสร้างประตูหมู่บ้าน

          เมื่อหญิงมีลูกฝาแฝด อยากจะเข้ามาในหมู่บ้านอย่าให้เธอเข้ามา

          ควายที่มีลูกฝาแฝดจะเข้ามาก็อย่าให้มันเข้ามา

          เสือที่เข้ามาใกล้หมู่บ้านก็อย่าให้มันเข้ามา

          นกอินทรีที่กำลังบินมา อย่าให้บินมาเกาะบนประตู

          สิ่งที่ดีงามกำลังมายังหมู่บ้าน ให้เข้ามาได้

          สิ่งชั่วร้ายที่จะมาถึงให้ขจัดออกไป

     

              5. 3 เพลงส่งวิญญาณของคนตายไปหมู่บ้านของบรรพบุรุษ เพื่อให้ดวงวิญญาณไปถึงจุดหมายปลายทาง ญาติผู้ตายจะทำนี้นอกทางให้แก่วิญญาณโดยหมอผู้ใหญ่ (พิมา) ในบทเพลงนำดวงวิญญาณจะกล่าวถึงเรื่องราวที่สำคัญของประเพณีพิธีศพของอ่าข่าสุดท้ายจะเป็นการร้องเพลงบอกทางแก่ดวงวิญญาณไปสู่หมู่บ้านของบรรพบุรุษมีเนื้อหาเพลงดังนี้

          มีทางสามแพร่ง อย่าไปทางขวา

          อย่าไปทางซ้าย จงเดินตรงไป

          ท่านมาถึงต้นไม้ซึ่งมีถิ่ง 3 ถึง

          ท่านมาถึงหมู่บ้าน 3 หมู่บ้าน

          ท่านมาถึงทุ่งนา 3 แห่ง

          หมู่บ้านของบรรพบุรุษท่านอยู่ตรงกลาง

          ท่านมาถึงหมู่บ้านของบรรพบุรุษของท่านแล้ว

          บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย

          ทุกคนกำลังรอท่านอยู่

              จะเห็นได้ว่าในสังคมชาติพันธุ์อ่าข่าในอดีต เพลงจะมีบทบาทในการอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดวิชาความรู้ตลอดจนกฎขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติพันธุ์อ่าข่าไปยังคนรุ่นหลังเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าชาติพันธุ์อ่าข่าไม่มีตัวหนังสือที่จะบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ส่งต่อไปยังบุตรหลานหรือถ้าจะถ่ายทอดออกมาในรูปแบบอื่นที่คงยากต่อการจดจำการถ่ายทอดออกมาเป็นเพลงให้ร้องเล่นสนุก ๆ บ้าง ร้องจริง ๆ บ้าง จะทำให้จดจำได้โดยอัตโนมัติและแม่นยำด้วยและยังเป็นการอบรมสั่งสอนที่นุ่มนวลโดยที่ผู้ถูกสอนไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยากลำบากทำให้จดจำได้นาน ๆ

  • การเต้นรำ :

              การเต้นรำของชาวอ่าข่าในอดีตจะเห็นได้ตามในลานวัฒนธรรมและโอกาสต่างๆ เช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นต้น การเต้นรำของชาวอ่าข่าระหว่างชายหญิงจะมีจังหวะเต้นไม่เหมือนกันจังหวะการเต้นรำของผู้หญิงจะมีมากกว่าผู้ชาย การเต้นรำของชาวอ่าข่าที่เรียกว่า “มิฉ่า” มีชื่อต่างกัน จังหวะเต้นรำของผู้ชายมีจังหวะอายี่ซอ อากาซ่อ อาโจ่เลโป มิเน แซโลมะโง โล่กอกอ ระเบซอ ฯลฯ มีทั้งจังหวะเร็วและจังหวะช้า ส่วนจังหวะการเต้นรำของผู้หญิงนั้นจะมีจังหวะต่าง ๆ ดังนี้

              1. ผ่อมีเน่ จะเต้นเป็นวงกลมเดินหน้าเข้าหากัน 3 จังหวะ แล้วย่อเข่าลงพร้อม ๆ กัน แล้วถอยหลังออกมา 3 จังหวะ แล้วเดินหน้าเข้าไปอีก 3 จังหวะ แล้วย่อเข่าลงจะเต้นอยู่อย่างนี้จนจบเพลง

              2. ซาลอมอ เป็นการเต้นรำแบบเรียงแถวหน้ากระดาน ใช้มือกอดแขนกันแล้วกระโดดเท้าซัดไปข้างหน้าเรื่อย ๆ จนจบเพลง

              3. จูงมือกันเป็นวงกลมเดินรอบวงพร้อมกับร้องเพลง

              4. ยื่นเท้าซ้ายออกไปข้างหลังยืนด้วยเท้าขวา เอาเท้าซ้ายไปเกี่ยวไว้กับเท้าของเพื่อนแล้วตบมือเป็นจังหวะพร้อมกับกระโดดขึ้นลง และร้องเพลงไปด้วย

              5. เต้นลาวกระทบไม้ เป็นการเต้นที่เน้นในเนื่องของจังหวะ โดยผู้หญิงจะมีกระบอกไม้ไผ่สำหรับกระทบไม้แล้วให้ เกิดเสียงดัง และผู้ชายก็อาจเต้นเป็นวงกลมล้อมรอบผู้หญิงตามจังหวะเสียงกลอง โหม่ง ฉาบ

  • การละเล่น :

              การละเล่นพื้นบ้านของชาติพันธุ์อ่าข่าจะมีทั้งการละเล่นในพิธีกรรมที่สำคัญ ๆ และการละเล่นของหนุ่มสาวในงานเทศกาล และการละเล่นของเด็ก ๆ การละเล่นเหล่านี้จะมีทั้งการละเล่นประกอบดนตรี และไม่มีดนตรี ในงานศึกษาของ (อุไรวรรณ แสงศร, 2531: 54-61) กล่าวึงการเล่นของชาวอ่าข่าและได้จัดแบ่งตามลักษณะการเล่นไว้ดังนี้

              1. การละเล่นในวัยเด็กวัยเด็ก      วัยเด็กของชาวอ่าข่าตั้งแต่อายุประมาณ 2-4 ขวบจะเริ่มติดตามพี่สาวหรือพี่ชายซึ่งเป็นพี่เลี้ยงออกไปเล่นรวมกลุ่มกับเด็กอื่น ๆ ในหมู่บ้าน บริเวณรอบหมู่บ้าน หรือบริเวณชายป่ารอบ ๆ หมู่บ้าน ตามไร่นา เมื่อติดตามบิดามารดาออกไปเด็กในวัยนี้จะยังไม่มีหน้าที่ช่วยเหลือพ่อแม่เพราะยังเล็กเกินไปเมื่อมีอายุประมาณ 7-8 ขวบขึ้นไป จะเริ่มมีหน้าที่รับผิดชอบในการช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานเท่าที่ความสามารถของเด็กอายุขนาดนี้จะทำได้ เช่น มีหน้าที่เลี้ยงน้องขณะที่บิดามารดาออกไปทำงานในไร่หรือออกไปหาอาหารนอกหมู่บ้านเด็ก ๆ เหล่านี้จะพาน้อง ๆ ไปรวมกลุ่มกันเล่นเกมต่าง ๆ เช่น

              1. การเล่นซ่อนหา เป็นการเล่นเกมชนิดหนึ่งที่นิยมเล่นของเด็กชาวอ่าข่าจะเล่นรวมกันทั้งหญิงและชาย การเล่นซ่อนหาของเด็กอ่าข่ามีลักษณะการเล่นซ่อนหาของ จะเล่นได้ทุกฤดูกาลแต่อายุของผู้เล่นเกมนี้จะอยู่ระหว่าง 4-7 ขวบเพราะเกมการเล่นซ่อนหาเป็นการเล่นของเด็กเล็ก ๆ ที่วิธีการเล่นไม่ซับซ้อน

              2. การละเล่นของเด็กที่มีอายุระหว่าง 7-10 ปี เป็นเกมที่เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ดังต่อไปนี้

               2. 1 การเล่นเดินขาต่อขา (แหม่หน่อเนาะ) เป็นการเล่นไม้ไผ่ ที่มีแขนงสำหรับเหยียบอยู่ที่โดน แขนงไม้ไผ่ที่ยื่นออกสูงหรือต่ำขนาดไหนก็แล้วแต่ความสามาของผู้เล่น ผู้เล่นจะขึ้นไปยืนอยู่บนแขนงไม้ไผ่แล้วใช้เดินแทนขา บางครั้งจะมีการเดินแข่งขันกันด้วยแต่ตามปกติแล้วเด็กละเล่นเดินต่อขานี้จะเล่นได้ทุกฤดูกาล

              2. 2 การเล่นล้อเลื่อน (โลต่าจ้อ) เล่นที่เล่นได้ทั้งชายและหญิง แต่เด็กชายนิยมเล่นมากกว่า เพราะการเล่นล้อเลื่อนนี้เป็นการเล่นที่ค่อนข้างจะโลดโผน ดังนั้นจึงไม่ได้รับความนิยมจากเด็กผู้หญิง เด็ก ๆ ก็จะไปเล่นตามไหล่เขาโดยนั่งไถลตัวลงมาตามเนินเขาเตี้ย ๆ บางครั้งจะนั่งที่บนขอนไม้หรือกระดองเต่าแล้วไถลลงมาดามเนินเขา ต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นล้อเลื่อนหรือรถลากทำด้วยไม้มี 4 ล้อ แล้วน้ำขึ้นไปบนเนินเขาเตี้ยผู้เล่นจะนั่งบนล้อเลื่อนแล้วให้ล้อเลื่อนวิ่งลงมาตามไหล่เขาการเล่นล้อเลื่อนนี้จะเล่นได้ทุกฤดูกาล

              2. 3 การเล่นหม้อข้าวหม้อแกง (ห่อเมอเมอะ) เป็นการเล่นเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิงเด็กชายที่มาร่วมเล่นด้วยก็จะเป็นเด็กชายเล็ก ๆ อายุประมาณ 3-5 ขวบเท่านั้น

               2. 4 การเล่นฉุดขึ้นเนิน (เงอค้าแย่เกอะ) นิยมเล่นรวมกันทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย โดยผู้เล่นจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายแต่จะให้ฝ่ายที่อยู่บนเนินมากกว่า 2-3 คน วิธีเล่นคือทั้ง 2 ฝ่ายจะแย่งผู้เล่นกัน โดยฝ่ายอยู่บนเนินจะพยายามดึงคนที่อยู่ข้างล่างขึ้นไปเป็นพวกของตนเองให้ได้มากที่สุด ส่วนฝ่ายที่อยู่ข้างล่างก็พยายามจะฉุดฝ่ายที่อยู่ข้างบนลงมาเป็นพวกตนเองเช่นกัน ถ้าฝ่ายไหนหมดผู้เล่นก่อนก็เป็นฝ่ายแพ้

              2. 5 การเล่นชิงหลุม (ลามือแฉะ) มีวิธีเล่นเหมือนกับการเล่นลิงชิงหลักของเด็กไทยการเล่นชิงหลุมนี้นิยมเล่นทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย

               2. 6 การเล่นชิงไม้ (ดู่บ่อเกอะ) เล่นได้ทั้งหญิงและชาย วิธีเล่น คือ ผู้เล่นจะมีประมาณ 4-5 คน ผู้เล่นจะเลือกหัวหน้า 1 คน แล้วจะนำไม้ 4 อันมาวางเป็นกรอบสี่เหลี่อมล้อมหัวหน้าไว้ ผู้เล่นคนอื่น ๆ จะต้องพยายามแย่งไม้จากหัวหน้าให้ได้ ถ้าใครแย่งไม้ได้มากที่สุดคนนั้นเป็นฝ่ายชนะและคนที่ไม่ได้ไม้เลยหรือได้น้อยจะเป็นคนยืนรักษาไม้แทน

                2.7 การเล่นเสือกินวัว (ข่าย่าเชอเดอะ ข่าอึ่มเชอเด) เล่นได้ทั้งหญิงและวิธีเล่นเหมือนกับการเล่นเสือกินวัวของคนพื้นราบ

     

              3. การเล่นของหนุ่มสาว

              3. 1 การเล่นลูกสะบ้า (อะเบอเกอะ) เป็นการเล่นของสตรีชาวอ่าข่าโดยเฉพาะ แต่เด็กหญิงและเด็กชายเล็ก ๆ ก็นิยมเล่นกันมากเหมือนกัน ลูกสะบ้าที่นำมาเล่นนี้จะเป็นลูกไม้ป่าชนิดหนึ่งเรียกว่า “ลูกยะเนอะ” ต้นอะเบอะจะขึ้นตามป่ารอบ ๆ หมู่บ้านอ่าข่า

    วิธีเล่นผู้เล่นจะมีกี่คนก็ได้ผู้เล่นจะแบ่งออกเป็น 2 ทีมเท่า ๆ กัน ผู้เล่นจะมีลูกสะบ้าคนละ 1 ลูก ทีมที่เล่นก่อนจะเป็นทีมทอยลูกสะบ้า ทีมตรงกันข้ามจะนำลูกสะบ้าไปวางไว้บนเส้นที่ขีดเอาไว้อีกด้านหนึ่ง ทีมที่เล่นก่อนจะทอยลูกสะบ้าไปยังลูกสะบ้าของฝ่ายตรงกันข้าม เมื่อโยนสะบ้าไปแล้วต้องรีบวิ่งตามลูกสะบ้าให้ทันอย่าให้ลูกสะบ้าเลขออกนอกเส้น ถ้าลูกสะบ้าออกนอกเส้นผู้เล่นคนนั้นก็หมดสิทธิเล่นต่อไป ถ้าผู้เล่นแพ้หมดฝ่ายตรงกันข้ามก็จะเข้ามาเล่นแทน การเล่นสะบ้านมีหลายวิธีด้วยกันถ้าผู้เล่นสามารถผ่านได้ทุกวิธีถือว่าเป็นผู้ชนะ

    วิธีที่ 1 ใช้มือกำลูกสะบ้าโยนไปที่สะบ้าของฝ่ายตรงกันข้ามแล้ววิ่งตามไปเก็บลูกสะบ้าของตัวเองให้ทัน

    วิธีที่ 2 วางลูกสะบ้าบนหลังมือแล้วโยนไปยังลูกสะบ้าของฝ่ายตรงขามแล้ววิ่งตามไปเก็บลูกสะบ้าให้ทัน

    วิธีที่ 3 วางลูกสะบ้าลงบนหลังเท้าแล้วโยนลูกสะบ้าออกไปยังฝ่ายตรงกันข้ามแล้ววิ่งไปเก็บให้ทันอย่าให้ออกนอกเส้น

    วิธีที่ 4 เหน็บลูกสะบ้าที่ตาตุ่มแล้วโยนลูกสะบ้าออกจากตาตุ่มให้ไปยังลูกสะบ้าของฝ่ายตรงกันข้าม

    วิธีที่ 5 เหน็บลูกสะบ้าไว้ที่หัวเข่าแล้วโยนลูกสะบ้าออกไปยังลูกสะบ้าของฝ่ายตรงกันข้ามเหมือนวิธีที่ 4

    วิธีที่ 6 ใช้หัวแม่เท้าทั้ง 2 ข้างหนีบลูกสะบ้าไว้แล้วโยนลูกสะบ้าไปยังลูกสะบ้าของฝ่ายตรงข้ามไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่อย่าให้ลูกสะบ้าวิ่งออกนอกเส้น

              ถ้าผู้เล่นสามารถผ่านได้ทุกวิธีทั้ง 6 วิธีนี้ ก็จะเป็นผู้ชนะ การเล่นสะบ้านี้จะนิยมเล่นเฉพาะสตรีสาวล้วน จะเล่นเฉพาะหน้าแล้งในช่วงที่หญิงอ่าข่าว่างงานจริง ๆ เท่านั้น และบางครั้งก็นิยมเล่นในเทศกาลเช่นวันปีใหม่อ่าข่า ส่วนเวลาปกติจะต้องมีเวลาว่างจริง ๆ จึงจะเล่นได้เพราะส่วนมากแล้วหญิงสาวชาวอ่าข่าจะนิยมในงานเทศกาลเพราะในเวลามีงานเทศกาลพิธีกรรมที่สำคัญของชาติพันธุ์อ่าข่า ถ้ามีงานเทศกาลหรือพิธีกรรมทุกคนจะหยุดงานในไร่หมดเพื่อให้ทุกคนเข้ามาร่วมงานกัน สนุกสนานร่วมกันการหยุดงานในพิธีและเทศกาลนี้ถือเป็นกฎของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าทุกคนจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

                3. 2 การเล่นลูกข่าง เป็นการเล่นเฉพาะของผู้ชายตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่ม ลูกข่างจะทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เชือกจะทำด้วยปอ การเล่นลูกข่างจะมีการแข่งขันกันด้วยโดยจะมีลูกข่างที่เป็นตัวยืนอยู่อันหนึ่งจะเป็นของใครก็ได้ถ้าคนแรกโยนลูกข่างของตัวเองลงไปเพื่อน ๆ ที่ยืนอยู่รอบ ๆ วงก็โยนลูกข่างไปยังลูกข่างอันแรกที่กำลังหมุนอยู่บนพื้นดินให้ลูกข่างอันแรกนั้นล้มลงไปบางครั้งจะมีการแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายแล้วผลัดกันโยนลูกช่างอันแรกลงไปแล้วฝ่ายตรงกันข้ามจะต้องโขนลูกข่างของตัวเองลงไปฆ่าให้ได้ถ้าไม่สามารถฆ่าได้ก็เป็นฝ่ายแพ้ เป็นการละเล่นในช่วงปีใหม่อ่าข่า

     

               3. 3 การละเล่นในงานเทศกาลหรือในพิธีกรรม เนื่องจากชีวิตความเป็นอยู่ของชาติพันธุ   อ่าข่าจะมีงานหนักเกือบตลอดทั้งปีชาวอ่าข่าจะหาเวลาพักผ่อนเพื่อความสนุกสนานได้น้อยมาก แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีชาติพันธุ์อ่าข่าก็มีวิธีผ่อนคลายและหาเวลาพักผ่อนให้แก่สมาชิกในชุมชน เช่น การจัดพิธีกรรมประจำปีในปีหนึ่ง ๆ หลาย ๆ พิธีกรรม และทุก ๆ พิธีกรรมที่สำคัญ ๆ ชาวอ่าข่ามีข้อกำหนดทางวัฒนธรรมไว้ว่าชาวบ้านทุกคนจะต้องหยุดงานในไร่ให้หมดและห้ามออกจากหมู่บ้านทุก ๆ คนจะต้องเข้าร่วมพิธีกรรมให้หมดเมื่อทำพิธีเสร็จแล้วทุกคนก็ได้ร่วมสนุกสนานกันเต็มที่เป็นการพักผ่อนจากการทำงานหนักในไร่ของอ่าข่า และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชนอีกด้วยพิธีกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ได้แก่ พิธีโล้ชิงช้า พิธีปีใหม่ พิธีปีใหม่ชนไข่แดง พิธีกรรมทั้ง 3 พิธีนี้ ตอนกลางวันจะมีการไหว้ผีบรรพบุรุษหนุ่มสาวก็จะเล่นสะบ้า เล่นลูกข่างกัน นอกจากนี้จะมีการรำดาบของผู้ชายอีกด้วยพอถึงเวลากลางคืนชาวบ้านก็จะมารวมกันที่ลานวัฒนธรรมของหมู่บ้าน หนุ่มสาวเต้นรำ โดยหญิงสาวจะนำเครื่องให้จังหวะคือกระบอกไม้ไผ่ (ปอฉ่องตุ่ม) ที่ลานวัฒนธรรม หนุ่มก็จะนำไม้มาวางไว้เป็นกรอบสี่เหลี่ยมกว้าง ๆ พอได้เวลาประมาณ 20. 00-21. 00 น. ก็จะเริ่มเต้นรำ หญิงสาวจะเต้นรำไปพร้อมกับกระทุ้งกระบอกไม้ไผ่กับไม้เนื้อแข็งที่วางเป็นกรอบไว้พร้อม ๆ กัน เป็นการให้จังหวะ เสียงของกระบอกไม้ไผ่นี้จะดังไปไกลให้ได้ขึ้นไปยังดอยลูกอื่นด้วย และจะเต้นรำกันตลอดทั้งคืนจนถึง 6. 00 น. จึงจะหยุด

              การละเล่นพื้นบ้านของชาติพันธุ์อ่าข่าส่วนใหญ่อุปกรณ์ที่ใช้จะทำขึ้นง่าย ๆ หาได้จากสิ่งแวดล้อมใกล้ ๆ หมู่บ้าน การเล่นของเด็กหลาย ๆ อย่างจะใช้ธรรมชาติเป็นเวทีหรือเป็นอุปกรณ์ในการเล่น และจะเป็นการละเล่นที่ง่าย ๆ ในช่วงวัยเด็กการละเล่นพื้นบ้านของอ่าข่าจริง ๆ ก็มีอยู่ไม่กี่อย่างทั้งนี้ก็เพราะว่าหาเวลาว่างไม่ค่อยมีแม้แต่ในวัยเด็กพออายุประมาณ 7-8 ขวบก็จะมีหน้าที่รับผิดชอบ แล้วช่วงที่ว่างและจะเล่นกันได้อย่างสนุกสนานจริง ๆ ก็เฉพาะเวลามีงานเทศกาลประจำปีหรืองานพิธีกรรมที่สำคัญ ๆ เท่านั้น

  • นิทาน :

    นิทานอ่าข่า การเกิดประตูหมู่บ้านอ่าข่า

              นานมาแล้วในอดีต “อะเพอ หมี่แย” ได้สร้างสรรพสิ่งในโลกขึ้นมาเป็นคู่กันหมด แต่สร้างผู้ชายชาวอ่าข่าไม่มีคู่ “อะเพอ หมี่แย” จึงบอกกับผู้ชายอ่าข่าว่าให้กลับหมู่บ้านไป และระหว่างทางกลับบ้านถ้าหากเจอผู้หญิงคนไหนเป็นคนแรกให้นำผู้หญิงคนนั้นมาเป็นภรรยา ระหว่างทางกลับบ้านผู้ชายชาวอ่าข่าได้เจอกับหญิงสาวชาวป่าจึงได้แต่งงานกัน พออยู่มาระยะหนึ่งญาติทางฝ่ายผู้หญิงตามมารบกวนความสงบสุขของมนุษย์บ่อย ๆ  ชาวอ่าข่าเลยออกอุบายขึ้นมาว่าสร้างประตูหมู่บ้านขึ้นมาและได้สร้างตุ๊กตาเพศชายและหญิงขึ้นแล้วนำมาไว้ข้างเสาประตูทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อให้ญาติฝ่ายผู้หญิงเมื่อมาเห็นรูปแกะสลักของมนุษย์ผู้ชายและผู้หญิงนั้นคิดว่าผู้ชายและผู้หญิงนั้นเสียชีวิตแล้ว ตั้งแต่นั้นมาญาติฝ่ายผู้หญิงก็ไม่เข้ามารบกวนความสงบสุขในหมู่บ้านชาวอ่าข่าอีกเลย ตั้งแต่นั้นมาชาวอ่าข่าจึงอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา ประตูหมู่บ้านของชาวอ่าข่าจึงสร้างขึ้นมาเพื่อแยกโลกของมนุษย์และโลกของทางจิตวิญญาณออกจากกัน

              จากนิทานดังกล่าวสะท้อนถึงโลกทัศน์ของชาวอ่าข่าที่มีทัศนคติระหว่าง โลกภายนอก และโลกภายใน ในการแบ่งพื้นที่และการจัดรูปแบบหมู่บ้านของชาวอ่าข่านั้นมักจะมีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงขอบเขตระหว่างโลกของมนุษย์ ภายใน และภายนอก โลกของจิตวิญญาณ โดยมีประตูหมู่บ้านเป็นการแบ่งเขตระหว่างโลกของผีและมนุษย์ และเป็นสัญลักษณ์การแบ่งขอบเขตระหว่ากันที่สร้างไว้ก่อนเข้าสู่ชุมชนชาวอ่าข่าทุกเส้นทางที่ใช้สัญจรเข้าสู่หมู่บ้านชาวอ่าข่าได้  ถือเป็นลักษณะเฉพาะของชาวอ่าข่าที่แตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ

  • ตำนาน :

    ตำนาน “ ถ่องผ่องสียะอ่ามา ” คือเป็นแม่รวมของผีและคน (อ่ามา มาตะ)

               ตามตำนานการเล่าขานของชาวอ่าข่าปากต่อปาก มายาวนานกว่า 60 ชั่วอายุคน เพื่อเป็นการสืบหาต้นตระกุลว่าเป็นใคร มาจากไหน ชาวอ่าข่าเรียกว่า จึ ตามตำนานเล่าขานกันว่า อู่มะ, อู่ว้อง, ว้องยอก, ยอกยือ, ยือโท, โทมา, มายอ, ย่อแน่, แน่แป, แปซุ้ม, ซุ้มมีโอ ฯลฯ อ่าข่ามีความเชื่อว่าก่อนมาถึงซุ้มมีโอ นั้นเป็นทุกสิ่งที่ปรากฏในจักรวาล เช่น ลม ฟ้า อากาศ ฯลฯ ทุกสิ่งพูดได้ และหลังจากซุ้มมีโอก็มีสองอย่างคือผีและคน ซึ่งมีแม่เป็นคนเดียว เชื่อว่าคนเรามีหน้าอกกว้าง 7 ศอก เกิดออกมาพูดได้เดินได้ และมีมนุษย์คนหนึ่งที่มีภรรยาท้องแก่จวนจะคลอดผู้เป็นสามีได้ไปหาไม้เพื่อมาทำเป็นครกกระเดื่อง ระหว่างที่ไปนั้นภรรยาได้คลอดลูกชายออกมา เมื่อคลอดออกมาลูกจึงถามแม่ว่าพ่อไปไหน แม่จึงตอบไปว่าไปเอาครกกระเดื่องในป่า ลูกจึงเดินทางไปตามหาพ่อในป่า พอไปถึงก็เจอพ่อกำลังโค่นต้นไม้ขนาดใหญ่ และไม้ล้มไปทับลูกชาย กิ่งไม้แทงบริเวณหัวไหล่ ลูกจึงตะโกนบอกพ่อว่าหนามแทงที่หัวไหล่ พ่อจึงใช้ขวานฟันเอากิ่งไม้ที่หัวไหลออก ทำให้มคนเราตัวเล็กลงตั้งแต่บัดนั้นมา เพราะอุบัติเหตุถูกต้นไม้ทับ หลังซุ้มมีโอ, โอ โทเล, โท่เล จุม, จุมมอ แย, มอแย จา, จาทื่อสี่, ที่สี่ ลี้, ลี้ภู แบ, ภูแบ อู, อูโย ย่า, โยย่า ช่อ, ช่อมอ โอ๊ะ, มอโอ๊ะ เจ่, เจ่ เท่อ เพอะ, เท่อ เพอะ ม้อ, เท่อเพอะม้อ ถือว่าเป็นอ่าข่าคนแรก ส่วน เจ่ เท่อ เพอะ คือเป็นแม่รวมของผีและคน และเป็นแหล่งเกิดศาสนาต่าง ๆ บนโลก ซึ่งอ่าข่าเรียกว่า อ่ามา มาตะ ซึ่งแยกคำได้ดังนี้ อ่ามา แปลว่า แม่ มาตะ แปลว่า ร่วมกัน ความหมายคือ แม่ร่วมของคนและผี มีลักษณะข้างหลังมีนม 9 เต้า เอาไว้สำหรับผี ด้านหน้ามี 2 เต้าสำหรับคน คนเราจึงมีเพียงแค่สองเต้านมเท่านั้น ผีและคนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ให้ผีทำงานกลางคืนแล้วให้คนนอน กลางวันคนทำงานให้ผีนอน เสือกับควายอยู่ด้วยกัน นกอินทรีย์กับไก่อยู่ด้วยกัน ดำเนินชีวิตอย่างนี้มาตลอด จนมาถึงอ่ามามาตะได้เสียชีวิตลง ผีกับคนก็ได้ทะเลาะกัน นกอินทรีย์กับไก่แยกกันอยู่ ควายกับเสือไม่ถูกกัน สาเหตุที่ทะเลาะกันเพราะไม่สามารถทำพิธีร่วมกันได้ระหว่างผีกับคน เพราะผีกับคนมีความแตกต่างกัน เช่น ผีนอนกลางวันส่วนคนนอนกลางคืน เมื่ออ่ามามาตะได้เสียชีวิตในเวลากลางวันผีกำลังนอนหลับอยู่ อ่ามามาตะได้หันนม 9 เต้า มาทางคนเพื่อให้คนมีนม 9 เต้า คนเราจึงหันข้าง 9 เต้าไปทางผี เพราะไม่อยากได้นม 9 เต้า ผีจึงได้นม 9 เต้า จึงมีความเชื่อว่าผีมีนม 9 เต้า ได้จัดพิธีกรรมให้อ่ามามาตะ โดยเชิญพิมาของผีชื่อว่า ยา โล เบ เช้ ได้ไปหาสัตว์ทุกชนิดที่มีครรภ์มา และสัตว์ได้แหกคอกหนีเหลือแต่ หมี กระรอก กึโห ( เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง มีรูปร่างลักษณะคล้ายกระรอก มีขนาดเท่าแมว ) อ่าข่าเมื่อไปล่าสัตว์ได้สัตว์ดังกล่าวมาและมีครรภ์นำมากินไม่ได้เด็ดขาด เพราะมีความเชื่อว่านั้นคือสัตว์ที่ผีใช้ในการประกอบพิธีกรรมให้อ่ามามาตะ เมื่อพิมาของผีท่องไป อ่ามามาตะก็ลุกขึ้นมาแล้วพูดว่า ไปไม่ได้หนทางยาก ( หมายถึงท่องบทสวดแล้วพาวิญญาณไปถึงสวรรค์ไม่ได้ ) ท่องอยู่ด้วยกัน 3 คืน ก็ส่งวิญญาณไม่ได้ จึงได้เชิญพิมาของคนมาท่องต่อ ชื่อว่าพิมา ยา แม อะห่อง ซึ่งเป็นพิมาคนแรกของอ่าข่าและคนแรกของโลก เมื่อพิมาของคนท่องบทสวดไปได้ 1-2 คืน อ่ามามาตะก็ลุกขึ้นมาแล้วกล่าวว่า ยังไม่ได้ไปได้แค่ครึ่งเดียว เมื่อท่องถึงคืนที่ 3 ซึ่งเป็นคืนสุดท้าย เมื่อจบบทสวดอ่ามามาตะก็สิ้นใจตายทันที และต้นกำเนิดพิธีกรรมต่าง ๆ จึงเกิดจากตรงนี้ สืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัดจนถึงปัจจุบัน หลังจากอ่ามามาตะได้สิ้นใจตายผีกับคนก็ยังอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ชื่อบ้านว่า ดา โก๊ะ ดากะ แต่เริ่มทะเลาะกันหนักขึ้น เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอยากแยกไปอยู่กันเอง จึงกล่าวโทษซึ่งกันแล้วกันว่า คนอยู่บ้านผีไปทำงานกลับมาก็กล่าวโทษคนว่าขโมยไข่ผี ผีไปไร่คนก็กล่าวโทษผีว่าขโมยแตง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่มีใครขโมยกัน เมื่อกล่าวหาซึ่งกันและกันหนักขึ้ คนกับผีก็อยู่ในครอบครัวเดียวกันไม่ได้ ก็เลยสาบานกันและให้มีการแบ่งเขต ต่างฝ่ายต่างจะไม่เห็นกันและไม่ไปล้ำเขตซึ่งกันและกัน แบ่งกลางคืนให้ผี กลางวันให้คน จึงได้ทำพิธีกรรมแยกจากกัน โดยให้คนปิดหน้าและหันหลังให้ผี ผียืนมองคนเอากระด้งปิดหน้าสุนัข อ่าข่าจึงมีความเชื่อว่าเวลาสุนัขหอน หรือเห่า เพราะว่าเห็นผีอย่างลาง ๆ มองจากรูกระด้งและเชื่อว่าผีเห็นคนแต่คนไม่เห็นผี นอกจากขวัญอ่อน เวลาเจอผีหลอก (njoy, 2551: ออนไลน์)

              ชาวอ่าข่ามีคติความเชื่อระหว่างสองสิ่งเสมอ ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากคติความเชื่อของการจัดการพื้นที่ของหมู่บ้านเป็นพื้นที่ของมนุษย์ที่ตรงข้ามกับพื้นที่ของวิญญาณ พื้นที่ของบ้านเรือนตรงข้ามกับป่า ซึ่งในทรรศนะของชาวอ่าข่าเกี่ยวกับจักรวาลนั้นจะครอบคลุมตั้งแต่ธรรมชาติ บริเวณภายนอกและภายในหมู่บ้าน และรวมถึงภายในบ้าน ซึ่งภายในบ้านชาวอ่าข่าจึงเปรียบเสมือนกับการย่อส่วนของจักรวาลเล็ก ๆ โดยมีบ้านของหยื่อมะ ผู้นำทางจิตวิญญาณที่สำคัญของชาวอ่าข่าอยู่ศูนย์กลางเปรียบเสมือนจักรวาล และมีบ้านของสมาชิกในชุมชนตั้งขยายออกไปรอบ ๆ 

  • สำนวน - สุภาษิต :

    สมาคมชาวอ่าข่าเชียงราย. มปป. กล่าวได้ดังต่อไปนี้   

              แดมา เฎ่วหล่อ แฉ่มา ถี่ค้อง หมายถึง ที่นา 9 แปลงใช้จอบเล่มเดียว ในแง่ปกครองหมายถึง สมาชิกชุมชนทุกคนต้องให้ความเคารพเชื่อฟังผู้นำ

               เช้บย่า ถี่แยะจุ เช้พี้ถี่แหนะเข่อ หมายถึง ผึ้ง 10 ตัว ตอมดอกไม้ดอกเดียว ในแง่การปกครองหมายถึง ทุกคนต้องสามัคคีร่วมด้วยช่วยกันงานจะ สำเร็จ 

               เช้พู้อ่าย้อ ถี่ฎ่า หมายถึง สิบชุมชนมีผู้นำคนเดียว ในแง่การปกครอง หมายถึง ในชุมชนต้องมีผู้นำสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว  

              อ่าข่า เช้ข่า ถี่ข่ามา หมายถึง สิบอ่าข่าเป็นหนึ่งอ่าข่า ในแง่การ ปกครองหมายถึง เราเป็นเลือดเนื้อที่เกิดจากท้องแม่เดียวกัน 

              ข่าย้อง เบ่วเซวะ ซึ้ม พย่า หมายถึง สัญลักษณ์ศาสนาอ่าข่า ยึดถือใบไม้ “เบ่วเซวะ” สามยอด (สามใบ) ในแง่การปกครองหมายถึง เราเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน 

              เช้ จิ ถี่ซึ้มแตะ เช้ บย่า ถี่แย๊ะจุ๊ หมายถึง สิบช่างตีเหล็กต้องช่วยตีเหล็กเส้นเดียวสิบแมลงผึ้ง ให้ดูดน้ำหวานในดอกเดียว

              อ่าข่า เช้ข่า ถี่ข่า มาหมายถึง อ่าข่าแม้อยู่แห่งหนใดย่อมเป็นหนึ่งเดียว หรือเป็นเผ่าพันธุ์เดียว

  • สถานการณ์ปัจจุบัน :

              แต่เดิมการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชาวอ่าข่าแบบเดิมไม่ได้ตั้งอยู่อย่างถาวร ในอดีตมีการเคลื่อนย้ายการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยและพื้นที่การประกอบอาชีพอยู่เรื่อย ๆ แต่ในสังคมปัจจุบันชาวอ่าข่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยและประกอบอาชีพถาวรในการใช้พื้นที่ถาวร ความเป็นหมู่บ้านอ่าข่าปัจจุบันเปลี่ยนไปจากวัฒนธรรมของอ่าข่าในอดีต เนื่องจากปัจจัยและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไปจากอดีต กล่าวคือ การที่ไม่สามารถย้ายที่ตั้งหมู่บ้านใหม่และที่ทำกินได้เหมือนในอดีต ต้องตั้งถิ่นฐานและใช้พื้นที่การประกอบอาชีพแบบถาวร ปัจจุบันระบบการผลิตไม่ได้เป็นการผลิตเพื่อยังชีพอย่างในอดีตแต่เป็นการผลิตเพื่อทุนนิยม มีการประกอบอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางศาสนา จากการนับถือบรรพบุรุษเปลี่ยนมานับถือ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนา อิสลาม ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นหนึ่งเดียวทั้งชุมชนอย่างในอดีต

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ :

              สถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านอ่าข่าหลายหมู่บ้านมีลักษณะที่คล้ายกันหลายประการ

              ประการแรก  การลดลงของจำนวนประชากรในหมู่บ้าน เนื่องจากพื้นฐานความเป็นอยู่ของชาติพันธุ์อ่าข่าที่สวนกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้ชาติพันธุ์อ่าข่าในปัจจุบันต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมเพื่อความอยู่รอดของตนและครอบครัว การประกอบอาชีพดั้งเดิมที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ จึงส่งผลให้ประชากรวัยแรงงานในกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าแทบทุกชุมชน มีการตื่นตัวที่จะเคลื่อนย้ายแรงงานจากชุมชนสู่สังคมเมืองและต่างประเทศกันมากขึ้น เพื่อแสวงหาโอกาสทางสังคมตอบสนองความต้องการของตนและครอบครัว การย้ายออกแรงงานชาติพันธุ์อ่าข่างส่งผลกระทบต่อแรงงานครอบครัวอย่างมาก ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานตามมา โดยในปัจจุบัน หมู่บ้านอ่าข่าหลายหมู่บ้าน ต้องขอแรงงานจากหมู่บ้านอื่นเข้ามาช่วยทำการเกษตร แรงงานเหล่านั้นอาจเป็นญาติพี่น้องที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง หรือจ้างแรงงานชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง สถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานคือ การนำเอาแรงงานจากประเทศพม่าเข้ามาเป็นแรงงานในหมู่บ้าน

              ประการที่สอง  การขาดแคลนผู้รู้ ผู้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากผู้อาวุโสได้ล้มหายตายจากไป  และไม่มีผู้สืบทอดความรู้ด้าน  วัฒนธรรมอ่าข่า พิธีกรรมประเพณี  ทั้งส่วนของผู้นำพิธีกรรมในด้านต่างๆ  ซึ่งอาจเป็นผลมาจากพิธีกรรมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อบางข้อ ไม่สอดคล้องกาลสมัยและกฎหมายลายลักษณ์อักษร ตามสภาพการณ์ปัจจุบัน ทำให้คนรุ่นใหม่ไมเข้าใจวัฒนธรรมของตนเองจึงไม่สนใจเรียนรู้สืบทอด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านความเชื่อ และศาสนาของชาวอ่าข่า ทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมสูญหายไปเรื่อยๆ

              ประการที่สาม การเริ่มสูญหายของภาษา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสังคมมีผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมของชาติพันธุ์อ่าข่า เช่น การเริ่มสูญหายของภาษาอ่าข่า เนื่องด้วยการประกอบอาชีพในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วจะต้องออกจากถิ่นฐานเดิมของเยาวชนรุ่นใหม่ รวมทั้งการไม่สามารถสืบทอดภาษาอ่าข่าของผู้สูงอายุให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงการจัดระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องทางชาติพันธุ์อ่าข่าไม่เข้มแข็งพอ เนื่อง จากปัญหาทางบุคลากร การประสานความร่วมมือขององค์กรต่างๆ ที่จะส่งเสิม จึงอาจมีผลทำให้ ภาษาอ่าข่าเริ่มสูญหายไป

               ประการที่สี่ ปัญหาหนี้สิน  เนื่องจากการเปลี่ยนระบบการผลิตจากรูปแบบการทำไร่เพื่อยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อขาย ทั้งข้าวโพด กาแฟ พืชระยะสั้น เช่น พริก มะเขือเทศ กระหล่ำ เป็นต้น ส่งผลให้ต้องใช้แรงงานและต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นขณะที่ครอบครัวขาดแคลนแรงงานเนื่องจากบุตรหลานเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ได้เข้ามารองรับในวิถีเกษตรกรรม  การกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อใช้ในการลงทุนการผลิตและการจ้างแรงงานทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมีหนี้สินเพิ่มขึ้น   

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบัน :

              สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอ่าข่า ตั้งอยู่: เลขที่ 468 หมู่ที่ 4 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์ 57100 จดทะเบียนเป็นสมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอ่าข่า เชียงราย เมื่อปี พ.ศ. 2532 และมีการเพิ่มกิจกรรมพัฒนาชนเผ่าอ่าข่า ตามความสามารถ ซึ่งมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

              1.  งานด้านการศึกษา เปิดบ้านพักรองรับเด็กและเยาวชนอ่าข่า ที่เข้ามาเรียนหนังสือในเชียงราย 2 แห่ง คือ เขต อ.เมือง และ อ.แม่จัน และเปิดศูนย์การศึกษาชุมชน ในพื้นที่ชุมชนอ่าข่า14 ศูนย์ โดยร่วมมือกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน และใช้หลักสูตร ศศช. (หลักสูตรการศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขาปี 2524) ซึ่งสอนเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ในชุมชนชาวขาว โดยมีผู้ได้รับความรู้ประมาณ 1,500 คน งานด้าน ฟื้นฟูวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิต มีการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้หมู่บ้านสมาชิก ฟื้นฟูศึกษาวัฒนธรรมโดยให้มีเจ้าหน้าที่ในชุมชน จัดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อาวุโสและผู้รู้ท้องถิ่น มีการจัดตั้งผู้อาวุโสเพื่อเยี่ยมเยียนหมู่บ้านอ่าข่าที่สืบสานวัฒนธรรม และการช่วยแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดความขัดแย้งทางวัฒนธรรมในชุมชนหรือระหว่างต่างชุมชน

              2. งานด้านพัฒนา ได้สนับสนุนการพัฒนาปัจจัยขั้นพื้นฐานอาทิ การต่อระบบน้ำประปาภูเขา การพัฒนาสิ่งแวดล้อม งานสตรี งานผู้สูงอายุ งานสิทธิมนุษยชน โดยตั้งเป็นเครือข่ายชุมชน เสริมสร้างความเข้มแข็ง และปี 2542 องค์กรเริ่มมีกระบวนการวิจัยงานด้านท่องเที่ยว เพื่อให้ชุมชนมีกิจกรรมพัฒนาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเผยแพร่สู่สาธารณ ทั้งด้านสุขภาพ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม อาชีพ ศิลปะการเล่นพื้นบ้าน และปัญหายาเสพติด เอดส์ ฯลฯ โดยประสานและนำเสนอผ่านภาคภาษาชาวเขากับสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย จ.เชียงใหม่ กับสถานีวิทยุ 914 ของสำนักงานกองบัญชาการทหารสูงสุด อ.แม่จัน จ.เชียงราย เพื่อเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ

              3. งานจัดทำหลักสูตรชนเผ่า ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา สมาคมฯ ได้เปิดศูนย์โรงเรียนวิถีชีวิตวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมอ่าข่า โดยจัดทำหลักสูตรเกี่ยวกับองค์ความรู้อ่าข่าที่เขียนขึ้น 11 หลักสูตร เช่น หลักสูตรสมุนไพร หลักสูตรแพทย์พื้นบ้าน หลักสูตรอาชีพเกษตรที่สูง ฯลฯ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูภูมิปัญญาและใช้ในการสืบสานถ่ายทอด

              4. งานเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง ได้เริ่มกิจกรรมสร้างเครือข่าย และได้ร่วมกำหนดผลิตสื่อตัวอักษรอ่าข่า เพื่อการแลกเปลี่ยน ติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความรู้ทางการแพทย์พื้นบ้าน ตลอดจนการพัฒนาด้านการศึกษา ระหว่างชาติพันธุ์อ่าข่าในเขตลุ่มน้ำโขง เช่น ลาว พม่า จีน เวียดนาม มากขึ้น

     

              การสร้างเครือข่ายและการทำงานร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่ายกตัวอย่าง เช่น เครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง(NADA) โดยมีตัวแทนชาวอ่าข่าจาก ประเทศจีน ไทย พม่า ลาว เวียดนาม ได้มีการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมและเวทีวิชาการอ่าข่า ครั้งที่ 2 หรือ Khanqgm Aqkaq Pafdzan  2 จัดขึ้นระหว่างวันที่  13-15 ก.พ ในปีพ.ศ. 2552 ที่บ้านดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ได้เห็นชอบทำข้อตกลงร่วมกันในการปรับเปลี่ยนกฎข้อบังคับบางส่วนที่เคยยึดถือตามความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม หรือที่เรียกกันว่า อ่าข่าย้อง ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคปัจจุบัน ซึ่งการทำข้อตกลงร่วมกันในครั้งนี้ มาจากแนวคิดที่จะปกป้อง สืบสาน วัฒนธรรมอ่าข่า ตลอดจนเพื่อเป็นการลดภาระทางเศรษฐกิจในการประกอบพิธีกรรมตามวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยข้อตกลงมีเนื้อหาสำคัญที่ครอบคลุมถึงเรื่องแนวปฏิบัติ พิธีกรรม ความเชื่อ ข้อห้าม ต่างๆ เพื่อให้การปรับเปลี่ยนมีผลนำไปใช้จริง ดังนี้ (มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ, 2552: ออนไลน์)        

              1. องค์ความรู้ และวัฒนธรรม เป็นเรื่องวิถีชีวิต การสืบทอดควรดำเนินการเต็มรูปแบบ แต่เนื่องจากในรอบปี การประกอบพิธีกรรมตามประเพณีอาจจะมีมาก ในบางสถานการณ์อาจมีอุปสรรคที่ไม่สามารถดำเนินการได้ในทุกเรื่อง ให้สามารถปรับลดลงให้เหลือเพียงการประกอบพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดสามเรื่อง หรือถ้าจำเป็นอาจจะเหลือเพียงหนึ่งเรื่องก็ได้

              2. หากมีการเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้าน อาทิ การทำถนน ซึ่งอาจมีผลทำให้ต้องย้ายสถานที่สำคัญๆ เช่น ประตูหมู่บ้าน ลานสันทนาการ  สุสาน และ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ให้ดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำทางพิธีการ (หรือที่เรียกว่าหยื่อมะ) เดิมการเปลี่ยนแปลงสถานที่เหล่านี้ จะกระทำไม่ได้ หากยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้นำพิธีการคนใหม่

              3. การตักน้ำเพื่อนำไปประกอบพิธีกรรม อาจไม่จำเป็นต้องนำมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านเพียงแห่งเดียว ในกรณีที่บ่อน้ำนี้แห้ง สามารถนำน้ำมาจากลำธารอื่น หรือ ต่อน้ำจากที่อื่นเข้ามายังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้

              4. การทำพิธีศพสำหรับผู้ที่เสียชีวิตแบบผิดปกติ เช่น จากไฟไหม้ หรือถูกยิงโดยอาวุธปืนหรือหน้าไม้ ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับผู้ที่เสียชีวิตในกรณีทั่วไป

              5. การทำพิธีศพซึ่งมีหลายระดับ ให้สามารถดำเนินการแบบง่ายๆ ได้ เช่น ไม่จำเป็นต้องฆ่าสัตว์ในการประกอบพิธีจำนวนมาก แต่อาจจะใช้แค่หมู 1-2 ตัว (เป็นแนวทางที่ประยุกต์มาจากอ่าข่าพม่า)

              6. ข้อตกลงนี้ถือว่าการสังหารชีวิตทารกฝาแฝดเป็นสิ่งต้องห้าม

              7. ให้เลี้ยงดูสัตว์ที่ไปเกิดลูกในป่า โดยไม่จำเป็นต้องกำจัด เหมือนที่ผ่านมา

              8. ในครอบครัวที่ไม่มีลูกชาย ให้ผู้หญิงสามารถประกอบพิธีกรรมได้

              9. ให้ผู้หญิงที่หย่าร้างกับสามี สามารถกลับมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดิมของตนได้ ไม่ว่าชั่วคราว หรือตลอดไป

             10. กรณีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ก่อนแต่งงานเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ และไม่จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรมใดๆ เพื่อแก้ไข

               ศูนย์การเรียนรู้ชาติพันธุ์อ่าข่า  จังหวัดเชียงราย  เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562  ดำเนินการโดยคุณไกรสิทธฺ สิทธิโชดก หรือ อาทู่ ซึ่งเป็นรองประธานเครือข่ายชาติพันธุ์เมืองเชียงราย โดยศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวเป็นแหล่งค้นคว้าวิถีชิวิตชาติพันธุ์อาข่า

Access Point
No results found.