ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์
“ม้ง (Hmong)” เป็นชื่อที่คนในกลุ่มวัฒนธรรมนี้ใช้เรียกตนเอง โดยมีคนม้งส่วนหนึ่งให้ความหมายกับคำดังกล่าวว่าหมายถึง “อิสระ” หรือ “อิสระชน” (Yang Dao, 1993 อ้างใน Chan, 1994) ในขณะที่อีกกลุ่มก็ตั้งคำถามต่อว่า ม้งมีความอิสระจริงหรือ? เพราะที่ผ่านมา ม้งหาได้ดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระโดยปราศจากการครอบงำ จากกลุ่มวัฒนธรรมหลักไม่ ขณะเดียวกัน เอาเข้าจริงแล้ว คำว่า “ม้ง” เป็นเพียงชื่อชาติพันธุ์ที่หมายถึงคนม้งเช่นเดียวกันกับคนในชาติอื่นๆ ที่ถูกเรียกว่าคนอินเดีย คนอังกฤษ และอเมริกันโดยที่ไม่มีความหมายอะไรเลย นอกจากสื่อให้รู้ถึงภูมิหลังและความเป็นชาติพันธุ์เท่านั้น (Thao, 2000) นอกจากคนม้งที่ใช้คำนี้นิยามตนเองแล้ว บรรดาเหล่าสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ใช้คำนี้เรียกทหารและมวลชนม้งมาโดยตลอด (จันทนา ฟองทะเล, 2539; วัฒน์ วรรลยางกูร, 2546; เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, 2554) ก่อนที่นักวิชาการคนในรุ่นแรกและนักวิชาการทั่วไป สื่อ และเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนได้เริ่มใช้คำดังกล่าวมากขึ้นนับจากทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา
ชื่อที่คนอื่นเรียก
“เหมียว (Miao)” และ “แม้ว (Meo)” เป็นสองชื่อที่คนอื่นใช้เรียกตัวตนคนม้ง โดย โดยคำแรกนั้นหากพิจารณาตามรากศัพท์ทางภาษาจีนแล้ว ความหมายนั้นมีความเชื่อมโยงกับต้นข้าวอ่อน หน่อ หรือวัชพืชกับที่นา ดังตัวอักษรในภาษาจีน (苗) ที่มีลักษณะเป็นรูปที่นา จึงมีการให้ความหมายว่า ลูกของแผ่นดินและชนพื้นเมืองที่แต่เดิมทำนาเป็นหลัก (ประสิทธิ์ ลีปรีชา, 2554: 9) ด้วยความหมายข้างต้นชาวเหมียวซึ่งรวมถึงคนม้งในประเทศจีนปัจจุบันจึงยอมรับและเชื่อมโยงตัวตนที่สัมพันธ์กับภาพลักษณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ชื่อดังกล่าวยังเป็นชื่อที่ได้รับการรับรองจากทางการรัฐชาติจีนสมัยใหม่หลังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 ด้วย โดยกลุ่มนี้ถือเป็นชื่อทางการของชนชาติ 4 กลุ่มตามการจัดของคณะสำรวจของรัฐบาลจีนวยคือ “ม้ง” (Hmong) กอซ่ง” (Qho Xiong) “ฮมู้” (Hmub) และ “ฮม้อ” (A-Hmao) (Lee, 2007: 3) ทั้งนี้ ภายใต้กลุ่มที่ชื่อม้งที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนปัจจุบันนั้น ประสิทธิ์ ลีปรีชา (2554) ยังแบ่งย่อยได้อีกเป็น 7 กลุ่ม คือ ม้งเด๊อ (Hmoob Dawb) ม้งจั๊วะ (Moob Ntsuab) ม้งชื้อ (Moob Swb) ม้งเป่ (Hmoob Peg) ม้งเซา (Hmoob Xauv) ม้งซัว (Hmoob Sua) ม้งปัว (Hmoob Pua) โดยม้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันนั้น มีแค่กลุ่ม “ม้งเด๊อ” หรือ “ม้งขาว” และ “ม้งจั้ว”” หรือ “ม้งเขียว” เท่านั้น ซึ่งผู้รวบรวมข้อมูลฐานวิชาการชิ้นนี้เห็นว่า คำเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ภายใต้ชื่อเดียวคือ “เหมียว” ข้างต้นนั้น มิได้เป็นการจัดแบ่งตามทัศนะของคนใน แต่แบ่งตามทัศนะของคนข้างนอกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมองกลุ่มย่อยต่างๆ ข้างต้นว่ามีความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรมและมีจุดร่วมทางประวัติศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน
ทั้งนี้ในมิติเชิงประวัติศาสตร์แล้ว คำว่า “เหมียว” ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีนประมาณศตวรรษที่ 27 ก่อนคริสตศักราช หรือเมื่อประมาณสองพันสองร้อยปีก่อนคริสตศักราช (Savina, 1924 อ้างใน ประสิทธิ์ ลีปรีชา, 2546: 26) โดยในบางบริบทคำนี้เป็นคำที่คนจีนใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทางตอนใต้ของจีนโดยรวมซึ่งประกอบไปด้วย ม้ง เมี่ยน ลาว และจ้วง ซึ่งจีนถือว่าเป็นพวกป่าเถื่อนและไม่ใช่ชาวฮั่น ในขณะที่บางยุคนั้นหมายถึงคำดังกล่าวมีความหมายเฉพาะเจาะจงถึงม้งเท่านั้น (Cheung, 1996a; 1996b, Diamond 1995; Ruey, 1960, 1979 อ้างใน ประสิทธิ์ ลีปรีชา, 2546: 26) นอกจากนี้แล้ว Lombard Salmon (1972: 117 อ้างใน Michaud, 1997: 120) ยังชี้ให้เห็นว่า ตามบันทึกเอกสารของจีนแล้ว คำดังกล่าวมักจะปรากฏคู่กับคำ 2 คำคือ “shu Miao” ซึ่งแปลว่า “เหมียวที่ผ่านการทำให้สุกแล้ว” กับอีกคำคือ “sheng Maio” ซึ่งหมายถึง “เหมียวกลุ่มที่ยังดิบอยู่” ทั้งสองคำจึงสะท้อนถึงสถานภาพของเหมียวสองกลุ่มที่แตกต่างคือ เหมียวกลุ่มที่ถูกวัฒนธรรมชาวจีนครอบงำแล้ว กับเหมียวอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังมีอิสระไม่ขึ้นต่อการควบคุมของจีน
ในขณะที่คำดังกล่าวเมื่อนำมาใช้ในบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว แทบจะไม่มีความหมายใดๆ ในภาษาของคนแถบนี้ ยกเว้นแต่เสียงร้องของสัตว์อย่างแมวเท่านั้น จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ม้งส่วนใหญ่ไม่ชอบให้คนอื่นเรียกตนเองว่า “แม้ว” เลย (ประสิทธิ์ ลีปรีชา, 2546: 28; Lee, 2007: 4) โดยชื่อนี้เป็นที่นิยมของหน่วยงานของทางราชการต่างๆ ที่เข้าไปสัมพันธ์กับม้งมาโดยตลอด ดังเห็นได้จากงานที่งานของขุนประชาคดีกิจ (2428 อ้างใน ธงชัย วินิจจะกุล, 2560: 19) ใช้คำว่า “ข่าแม้ว” อธิบายภาพลักษณ์ของการเป็นคนป่าของคนม้งที่อยู่บริเวณชายแดนเหนือสุดสยาม ในขณะที่ McCarthy (1895: 71 อ้างใน Michaud, 1997: 124 ) นักภูมิศาสตร์ชาวอังกฤษ ก็ใช้คำว่า “Meo” ในการบันทึกการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของม้งในบริเวณทางภาคเหนือของประเทศไทย (น่าน) ปี ค.ศ. 1880 และงานของ Bernatzik (1970) นักมานุษยวิทยาและช่างภาพชาวออสเตรีย ใช้คำว่า “Miao” ในการอธิบายวิถีชีวิตของม้งที่อยู่ในภูมิภาคอินโดจีน ตลอดจนงานในยุคสงครามเย็น เริ่มจากงานของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (2506, 2551) ประภาส จารุเสถียร (2509) ขจัดภัย บุรุษพัฒน์ (2518, 2526) งานของสถาบันวิจัยชาวเขา (2541) ตลอดจนการข่าวและการละครในประเทศไทยยุคสงครามเย็นของสื่อมวลชนของรัฐและเอกชนก็ล้วนแล้วแต่ใช่คำว่า “แม้ว” “เผ่าแม้ว” “ชาวเขาเผ่าแม้ว” แม้กระทั่งทุกวันนี้ชื่อนี้ก็ยังปรากฏในเอกสารสำคัญของหน่วยงานราชการด้วย โดยเฉพาะเอกสารของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (2555) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานโดยตรงกับกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ยังคงผลิตซ้ำตัวตนของม้งโดยใช้คำว่า “แม้ว” ในชุดหนังสือรวบรวมองค์ความรู้ชาวเขา 9 เผ่า
นอกเหนือจากการหมายถึงกลุ่มประชากรม้งแล้ว คำดังกล่าวยังถูกผู้คนในสังคมมไทยใช้เรียกแบบเหมารวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงต่างๆ ทางภาคเหนือของประเทศไทย(ชาวเขา/ชาวดอย)ด้วย สืบเนื่องจากการขาดความเข้าใจและการไม่รู้จักชนชาติพันธุ์ต่างๆ ข้างต้น จึงทำให้บางครั้งคำว่า “แม้ว” นั้น ถูกใช้แบบเหมารวมถึงกลุ่ม “ชาวเขา” ทั้งหมดทางภาคเหนือด้วยจึงพอกล่าวเป็นข้อสรุปได้ว่า คำว่า “แม้ว” ที่ถูกใช้ในสังคมไทยปัจจุบัน มีการใช้ให้หมายถึงกลุ่มประชากรที่แตกต่างกันสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่เรียกตนเองว่า “ม้ง” กับกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่รัฐจัดให้เป็น “ชาวเขาในประเทศ” ด้วย เช่น กะเกรี่ยง อาข่า ลีซู อิ้วเมี่ยน ลัวะ เป็นต้น
ชื่อเรียกในเชิงอคติทางชาติพันธุ์
“แม้ว (Meo)” ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นคือ เป็นคำที่ม้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือว่าเป็นชื่อเรียกในเชิงอคติทางชาติพันธุ์ โดยคนม้งมักรู้สึกว่าคำดังกล่าวสัมพันธ์กับเสียงร้องของแมว จนทำให้พวกเขาไม่ชอบที่จะถูกเรียกด้วยชื่อนี้เลย (ประสิทธิ์ ลีปรีชา, 2546: 28; Lee, 2007: 4)
ภาษา
ตระกูลภาษา
นักภาษาศาสตร์จัดภาษาม้งอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาม้ง-เมี่ยน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มย่อยหนึ่งของภาษาจีน-ธิเบต (Sino-Tibeton) (Matisoff, 1983) ภาษาตระกูลนี้เดิมใช้ในประเทศจีน แต่ภายหลังนับจากช่วงคริสต์วรรษที่ 19 เป็นต้นมาที่ผู้ใช้ตระกูลภาษานี้ได้เคลื่อนย้ายถิ่นฐานมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีการใช้ภาษาดังกล่าวในลาว เวียดนาม ไทย พม่า รวมถึงในช่วงสงครามเย็นที่ผู้คนในแถบนี้ได้อพยพลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในประเทศตะวันตกแล้ว ภาษานี้ก็ถูกนำไปใช้ในดินแดนใหม่ดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามแม้ภาษาม้งจะจัดอยู่ในตระกูลดังกล่าว แต่ภาษาม้งก็มีคำศัพท์จำนวนมากที่พ้องเสียงและพ้องความหมายกับภาษาจีน (ชนัญญา พวงทอง และกฤตานนท์ ท้าววัฒนากุล, )
ภาษาพูด
แม้ม้งจะมีตำนานว่าตนเองเคยมีภาษาเขียนของตนเอง แต่ก็ไม่ม้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดถึงระบบการเขียน ฉะนั้นภาษาม้งเดิมทีจึงมีแต่ภาษาพูด ม้งในไทยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักตามสำเนียงภาษาและการแต่งกายคือ ม้งเด๊อ (Hmoob dawb) และม้งจั้ว (Hmoob ntsuab) โดยทั้งสองกลุ่มแม้จะมีสำเนียงและคำศัพท์บางส่วนที่แตกต่างกัน แต่พวกเขาต่างก็สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้ เช่นเดียวกันกับภาษาคำเมืองกับภาษาไทย หรือภาษาลื้อกับภาษาคำเมือง เป็นต้น
ตัวอักษรที่ใช้เขียน
สำหรับภาษาเขียนนั้น แต่เดิมคนม้งไม่มีระบบการเขียนของตนเอง แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าลวดลายผ้าปักของชาวม้งเป็นระบบการเขียนรูปแบบหนึ่งของม้งในอดีต แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าระบบลวดลายดังกล่าวเป็นระบบการอ่านและเขียนได้อย่างไร ลวดลายผ้าปักม้งจึงมีความหมายต่อคนม้งในฐานะที่เป็นเพียงส่วนประกอบที่ใช้ตกแต่งเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของม้งมากกว่าที่จะเป็นระบบการเขียนที่บันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม นับจากคริสต์ทศวรรษ 1950 คนม้งก็มีระบบของการเขียนของตนเองอันได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมิชชันนารีชาวอเมริกันและฝรั่งเศส (George Barney, William Smaller และ Yves Bertrais) ที่เข้ามาสอนศาสนาคริสต์ให้กับม้งในประเทศลาว นอกนั้นในระยะที่ผ่านมายังมีระบบตัวเขียนอื่นๆ อีก แต่ไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนม้งในประเทศไทยมากเท่าระบบนี้
ระบบการเขียนภาษาม้งที่ถูกคิดค้นพัฒนาดังกล่าวนั้นมาจากการปรับใช้อักษรโรมัน (Romanized Popular Alphabet/RPA) มาแทนเสียงต่างๆ ในภาษาม้ง ซึ่งนับว่ามีความสอดคล้องกับเสียงภาษาม้งมากที่สุดเมื่อเทียบกับการใช้ตัวอักษรในภาษาไทย ระบบการเขียนดังกล่าวจึงเป็นที่ยอมรับและใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันแม้เป้าหมายของการสร้างระบบการเขียนดังกล่าวคือ เพื่อต้องการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในหมู่ของม้งก็ตาม ฉะนั้นคุณูปการของการพัฒนาระบบการเขียนดังกล่าวจึงมิได้จำกัดอยู่แต่เพียงแค่ของเรื่องศาสนาเท่านั้น ม้งในประเทศต่างๆ นอกจากจะใช้ภาษาประจำชาติที่ตนอาศัยอยู่แล้ว พวกเขาก็ได้ใช้ระบบภาษาเขียนดังกล่าวในการสื่อสารกับคนม้งข้ามชาติได้ด้วย และที่สำคัญคือ การสร้างระบบการเขียนดังกล่าว ทำให้ภาษาม้งกลายเป็นภาษาที่สามารถเรียนรู้และถ่ายทอดกันได้โดยมิได้จำกัดอยู่กับคนม้งเท่านั้น
เช่นเดียวกันกับภาษาไทย ภาษาม้งก็มีพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ด้วย กล่าวคือ มีพยัญชนะทั้งหมด 57 ตัว สระ 14 ตัว และวรรณยุกต์ 7 รูป 8 เสียง ซึ่งต้องยอมรับว่าอักษรภาษาไทยนั้นไม่สามารถที่จะใช้แทนเสียงในภาษาม้งได้ตรงตามเสียงในภาษาม้งอย่างครบถ้วนและถูกต้อง จึงเป็นการยากพอควรที่ผู้เขียนจะนำเสนอภาษาม้งผ่านอักษรภาษาไทย สำหรับลักษณะตัวอักษรโรมันที่ใช้เป็นพยัญชนะ สระ และเสียงวรรณยุกต์ มีดังนี้
พยัญชนะ ในภาษาม้งมีทั้งหมด 57 ตัว สระ ดังตารางต่อไปนี้คือ
| พยัญชนะ | อักษรภาษาม้ง | เทียบอักษรภาษาไทย |
| พยัญชนะตัวเดียว มีทั้งหมด 18 | t k p s x l n h m g q v r z y c f d | ต ก ป ซ ซ ล น ฮ ม _ ก ว จ ย ย จ ฟ ด |
| พยัญชนะควบกล้ำ 2 ตัว มีทั้งหมด 22 ตัว | kh qh ch ts ny hn th nt np ph tx xy hl nk nr dh rh nc pl hm hn ml nl | ค ค ช จ ญ หน ท ด บ พ จ ซ หล ก จ ธ ช จ ปล หม หน มล นล |
| พยัญชนะควบกล้ำ 3 ตัว มีทั้งหมด 14 ตัว | tsh nth txh nts nph nrh hml hnl nkh nqh nch ntx npl plh hny | ช ด ช จ จ ภ ฌ หมล หนล ฆ ฆ ฌ จ บล พล หญ |
| พยัญชนะควบกล้ำ 4 ตัว มีทั้งหมด 3 ตัว | ntsh ntxh nplh | ฌ ฌ ภล |
สระ 14 ตัว
| สระอา (a) | สระอี (i) | สระ เอ (e) |
| สระอื (w) | สระอู (u) | สระออ (o) |
| สระโอง (oo) | สระอาง (aa) | สระเอง (ee) |
| สระเออ (aw) | สระเอีย (ia) | สระเอา (au) |
| สระอัว (ua) | สระ ไอ (ai) |
วรรณยุกต์ มีทั้งหมด 7 รูป 8 เสียงดังต่อไปนี้คือ
| ชื่อวรรณยุกต์ | ตัวอักษรแสดงเสียงสระ |
| สั๊วบัว (suab npua) | เสียงสามัญลงท้ายด้วยสระ |
| สั๊วนือ (suab nws) | ใช้ตัว s |
| สั๊วก้อ (suab koj) | ใช้ตัว j |
| สั๊วเป๊ (suab peb) | ใช้ตัว b |
| สั๊วกู๋ (suab kuv) | ใช้ตัว v |
| สั๊วป่อ (suab pom) | ใช้ตัว m |
| สั๊วยอห์ (suab yog) | ใช้ตัว g |
| สั๊วเต๋อ (suab ntawd) | ใช้ตัว d |
ผู้เขียนได้พยายามรวบรวมคำกล่าวที่คนม้งมักจะใช้ในชีวิตประจำวันมานำเสนอเป็นตัวอย่างของภาษาม้งในที่นี้ด้วย เพื่อชี้ให้เห็นถึงวิธีคิดและความสัมพันธ์ของคนม้งที่แฝงอยู่กับการใช้ภาษาของคนม้ง โดยเฉพาะการกล่าวทักทายเป็นสำเนียงม้งเด๊อ
| ภาษาม้ง | อ่านว่า | ความหมาย |
| Tuaj lov? | ตั้ว หลอ | มารึ? คำนี้ทำหน้าที่เหมือนกับคำว่าสวัสดี แต่ความหมายลึกซึ้งกว่านั้น กล่าวคือ สะท้อนถึงโลกทัศน์ของม้งในการจัดวางความสัมพันธ์ของพวกเขาด้วย (โปรดดูคำอธิบายในเชิงอรรถ)[1] |
| Tuaj os | ตั้ว อ่อ | “มา” คำนี้เป็นคำตอบกลับของผู้มาเยือนหลังจากที่ถูกทักทาย[2] |
| Mus ho tuaj ov? | มู ฮอ ตั้ว อ๋อ? | มาอีกนะ (คำนี้ทำหน้าที่เหมือน Good bye แต่ไม่ได้แปลว่าจากลา แต่ต้องการชวนให้แขกกลับมาอีก) |
| Koj lub npe hu li cas, xeem Hmoob dab tsi? | ก้อ ลู้ เบ ฮู ลี จ่า, เส่ง ม้ง ด๊า จิ | คุณชื่ออะไรและแซ่อะไร |
| Kuv lub npe hu ua Nthxais. | กู๋ ลู้ เบ ฮู อัว ไฉ่ย | ฉันชื่อไฉ่ย |
| Koj mus qhov twg lo? | ก้อ หมู่ ขอ ตื่อ หล่อ | คุณไปไหนมา |
| Kuv mus teb lo os. | กู๋ มู เต๊ หล่อ อ่อ | ฉันไปไร่มาน่ะ |
แม้ม้งจะมีภาษาเขียนแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าม้งทุกคนจะอ่านออกและเขียนภาษาม้งได้ เพราะภาษาม้งไม่ได้มีสอนตามโรงเรียนหรือตามชุมชนทั่วไป ยกเว้นชุมชนที่มีโบสถ์คริสต์ คนม้งที่เป็นคริสต์เตียนก็พลอยได้เรียนรู้ไปด้วยในขณะที่เรียนร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าหรือเรียนพระคัมภีร์ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าม้งทุกคนจะพูดภาษาม้งอีกต่อไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ใช้ภาษาไทยมาตั้งแต่เด็ก พวกเขาก็จะใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในชีวิตประจำวันเป็นหลัก และใช้ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ในขณะที่กลับไม่มีความมั่นใจและรู้สึกยุ่งยากมากที่จะสื่อสารกับคนม้งด้วยกันเป็นภาษาของตนเอง ปรากฏการณ์เช่นนี้นำไปสู่ความกังวลของผู้อาวุโสม้งที่ภาษาม้งอาจเพี้ยนและไม่ได้รับการสืบทอดก็ได้ กระนั้นก็ตาม ผู้เขียนก็เห็นว่า ปัจจุบันก็มีกลุ่มคนในวัฒนธรรมอื่นก็สามารถใช้ภาษาม้งได้อย่างเจ้าของภาษาและดีกว่าเจ้าของภาษาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะฝรั่งที่เป็นมิชชันนารีและนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องม้ง ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้อาวุโสม้งได้มากเลยทีเดียว และสามารถฉุดความคิดของคนรุ่นใหม่ให้กลับมาสนใจภาษาม้งของตนเองอีกครั้งได้เป็นอย่างดี
[1] ตั้ว ลอ? เป็นคำกล่าวทักทายกันของม้งที่ฝ่ายเจ้าบ้านหรือเจ้าของชุมชนจะป็นคนทักแขกที่มาเยือนก่อน หากฝ่ายเจ้าบ้านไม่ได้มีการทักทาย ก็มักจะเป็นที่เข้าใจว่า เจ้าบ้านได้ละเลยที่จะให้ความสำคัญกับแขกที่มาเยือนแล้ว ซึ่งก็จะทำให้แขกรู้สึกไม่มีตัวตนและปฏิบัติตัวไม่ถูกในสถานการณ์ดังกล่าว ฉะนั้นการเริ่มต้นด้วยคำว่า “มารึ?” ก่อนการสนทนาอื่นใดของเจ้าบ้าน ก็จะช่วยยืนยันให้แขกที่มาเยือนรับรู้ว่าเจ้าบ้านให้ความสำคัญกับแขกและไม่ได้เพิกเฉยต่อการปรากฏตัวของเขาในพื้นที่ของตนเองแต่อย่างใด และหากทั้งสองคนต้องมาพบเจอกันในพื้นที่กลางที่ไม่ใช้ของใครคนใดคนหนึ่ง เขาก็จะทักคำด้วยว่า “ตั้ว เที้ย ล้อ” แปลตรงคำคือ “มาด้วยรึ?”
[2] แม้จะเป็นเพียงคำสั้นๆ แต่หากเราไม่ตอบกลับนั้น ก็ถูกตีความหมายจากคนทักไปในทางอื่นทันที เช่น อาจถูกเข้าใจว่าเราไม่ชอบ หรือไม่พึงพอใจ หรือเราไม่อยากนับญาติกับคนที่ทักมาก็ได้
เนื้อหาโดย นางสาวอุไร ยังชีพสุจริต นักศึกษาปริญญาเอก คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปีงบประมาณ 2560, วันที่อัพโหลด : 24 กันยายน 2561, แก้ไขข้อมูล : 6 สิงหาคม 2562
บรรณานุกรม
| จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน | จำนวนครัวเรือน | จำนวนประชากร |
|---|---|---|
| กำแพงเพชร เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง พะเยา สุโขทัย ตาก น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เป็นต้น | 150000 |
สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
| จังหวัด | อำเภอ | ตำบล | หมู่บ้าน | จำนวนครัวเรือน | จำนวนประชากร | ละติจูด | ลองติจูด |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เชียงใหม่ | แม่แจ่ม | แม่ศึก | หมู่ 1 บ้านปางอุ๋ง | 413 | 2236 | ||
| เลย | ด่านซ้าย | กกสะทอน | หมู่ 6 บ้านตูบค้อ | 248 | 1290 | ||
| เชียงใหม่ | แม่แจ่ม | แม่ศึก | หมู่ 10 บ้านนาฮ่องใต้ | 56 | 557 | ||
| เชียงใหม่ | แม่แจ่ม | แม่ศึก | หมู่ 11 บ้านป่าเกี๊ยะ | 173 | 1100 | ||
| เชียงใหม่ | สะเมิง | บ่อแก้ว | หมู่ 6 บ้านห้วยน้ำจาง | 83 | 662 | ||
| เชียงใหม่ | สะเมิง | บ่อแก้ว | หมู่ 8 บ้านป่าเกี๊ยะใน | 180 | 1496 | ||
| เชียงใหม่ | แม่แตง | กื้ดช้าง | หมู่ 8 บ้านผาปู่จอม | 110 | 362 | ||
| เชียงใหม่ | แม่แตง | เมืองก๋าย | หมู่ 5 บ้านม่อนเงาะ | 63 | 349 | ||
| เชียงใหม่ | แม่แตง | สบเปิง | หมู่ 11 บ้านกิ่วป่าหอบ | 45 | 279 | ||
| เชียงใหม่ | แม่ริม | สะลวง | หมู่ 8 บ้านห้วยเต่ารู | 30 | 200 |
กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กลุ่มกิจการชาวเขา. (2559). ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2559. กรุงเทพฯ : กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติ พวกเขามักเรียกตนเองว่า “ม้ง” ซึ่งความหมายนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ทั้งในหมู่คนม้งด้วยกันเองหรือแม้กระทั่งนักวิชาการ ส่วนชื่อที่คนอื่นใช้เรียกม้งนั้นมีสองชื่อด้วยกันคือ “เหมียว” และ “แม้ว” ซึ่งในมุมของคนม้งแล้ว คำทั้งสองนี้มีความหมายที่แตกต่างกันและแสดงถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่แตกต่างกัน โดยคำหลังนั้นเป็นคำที่คนอื่นในเอเชียอาคเนย์และชาวตะวันตกใช้เรียกคนม้งและมีนัยของความเป็นอื่นที่เชื่อมโยงกับเสียงของแมวแฝงอยู่ ทำให้คนม้งไม่ชอบ ในขณะที่คำแรกนั้นเป็นคำที่ใช้เรียกม้งในจีนซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาจีนและมีความหมายสัมพันธ์กับการเป็นคนพื้นเพดั้งเดิมที่สัมพันธ์กับชาวจีนมายาวนาน และพวกเขาไม่ได้ปฎิเสธแต่อย่างใด
ในอดีตม้งอาศัยอยู่เฉพาะในดินแดนปัจจุบันที่เป็นประเทศจีนในปัจจุบัน แต่ภายหลังส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนน้อยของประชากรได้อพยพเคลื่อนย้ายถิ่นมายังภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ในห้วงคริสต์วรรษที่ 19 ด้วย มากไปกว่านั้น ในช่วงหลังสงครามเย็นก็มีชาวม้งจากประเทศลาวหลายหมื่นคนที่อพยพลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ตามประเทศในแถบตะวันตกด้วย และยิ่งปัจจุบันคนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งก็เดินทางไปศึกษาต่อและแต่งงานข้ามชาติกับพลเมืองประเทศต่างๆ ด้วย ทำให้คนม้งปัจจุบันนั้นอยู่กระจัดกระจายอยู่บนโลกใบนี้เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น กระนั้นก็ตามจำนวนประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดก็ยังคงถือว่าอยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก ทั้งนี้สำหรับประเทศไทยนั้น ม้ง ตั้งชุมชนกระจายอยู่ตามพื้นที่รอบนอกเมืองใน 14 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน แพร่ ลำพูน สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย กำแพงเพชร ตาก และกาญจนบุรี ประเด้นสำคัญคือ ถึงแม้จะตั้งชุมชนมายาวนานไม่ต่ำกว่าสองทศวรรษ ด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมกับวัฒนธณรมกระแสหลัก คนม้งถูกจดจำเฉพาะในแง่ความเป็นอื่นในสังคมไทยเสมอ นักวิชาการวิเคราะห์ว่า สาเหตุทียังมีภาพจำที่เป็นอื่นต่อคนม้งในสังคมไทยนั้นมาจากสี่ปัจจัยหลักคือ ประเด็นเรื่องม้งกับยาเสพติดโดยเฉพาะภาพจำเกี่ยวกับการปลูกผิ่น ประเด็นเรื่องเกษตรบนพื้นที่สูงที่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ประเด็นเรื่องความมั่นคง และประเด็นเรื่อง ชาวเขาทำมาหากินในเขตป่าและยากจน วาทกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจคนม้งแต่ในภาพเชิงลบและเป็นที่มาของความพยายามในการหลบหลีกความเป็นม้งหรือปิดบังตัวตนทางชาติพันธุ์ของคนม้งเองในปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่
ด้วยวาทกรรมข้างต้น ส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจอัตลักษณ์ของคนม้งในเชิงลบไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม หากจะต้องอธิบายว่า แล้ว “คนม้งมีตัวตนเป็นอย่างไร” เราอาจต้องพูดถึงบริบทเป็นสำคัญ เพราะความเป็นจริงคือ เราไม่อาจจะเหมารวม (generalize) ตัวตนคนม้งได้เป็นเพียงแค่แบบเดียวได้ เพราะม้งในแต่ละพื้นที่ชุมชนเผชิญกับสภาวะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในรูปแบบที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมเหล่านี้จะเป็นตัวกำกับหรือกำหนดการแสดงตัวตนทางชาติพันธุ์ของคนม้งเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามแต่ หากจะกล่าวถึงอัตลักษณ์แบบผิวเผินเมื่อพูดถึงคนม้งในไทยทั่วไปจากทัศนะและความเข้าใจของคนนอกแล้ว คนม้งมักจะถูกเข้าใจและถูกจัดความสัมพันธ์ให้เป็น “ชนเผ่า” และ “ชาวเขา” ซึ่งมีนัยของความเป็นคนป่าเถื่อนและด้อยการพัฒนา ซึ่งตรงข้ามกับความรู้สึกของม้งที่พวกเขากลับรู้สึกว่าตนเป็น “ชนชาติ” หนึ่งที่เคยมีดินแดนและกษัตริย์ของตนเองมาก่อน มีระบบความเชื่อ ภาษา เครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรี และเทศกาลหรือประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีพของพวกเขาที่โดดเด่นและแตกต่างจากกลุ่มอื่น (ดังรายละเอียดที่กล่าวไว้ในแต่ละส่วน) ประเด็นต่างๆ ที่ปรากฏในงานชิ้นนี้จึงน่าจะพออธิบายลักษณะตัวตนของคนม้งได้ระดับหนึ่ง
ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์
ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับแหล่งต้นกำเนิดของคนม้ง จากการสันนิษฐานที่ได้มาจากการตีความตำนาน เรื่องเล่า บันทึก ความเชื่อกับพิธีกรรม และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับตัวพื้นที่กายภาพและคน เผยให้เห็นถึงสามแนวคิดหลัก กล่าวคือ แนวคิดแรกสันนิษฐานว่า ม้งน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากดินแดนขั้วโลกเหนือ โดยอพยพผ่านไซบีเรียและมองโกเลียเข้ามายังดินแดนทางตอนเหนือของจีน จากนั้นลงมายังทางใต้ของจีน และต่อมาภายหลังส่วนหนึ่งเดินทางออกไปตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือที่ปัจจุบันเป็นประเทศเวียดนาม ลาว พม่า และไทย ดังสะท้อนอยู่ในงานของมิชชันนารีตะวันตกชื่อ Savina ซึ่งแนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการศึกษาของนักวิชาการรุ่นหลังอย่าง Quincy และคนอื่นๆ อย่างมากที่พยายามอธิบายว่าตัวตนม้งผ่านลักษณะกรรมพันธุ์ที่คล้ายกับคนผิวขาวในยุโรปที่มีผมสีบรอนและนัยน์ตาสีฟ้า แนวคิดที่สอง สันนิฐานว่าต้นกำเนิดของม้งอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศมองโกเลียปัจจุบัน โดยอ้างอิงจากตำนานที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงม้งคนหนึ่งชื่อ “เม่าเก้าเลีย” หรือ “มองโกเลีย” ที่ไม่กลัวสิ่งอันตรายใดๆ จนเป็นที่น่ายกย่องและนำมาสู่การเรียกชื่อพื้นที่ที่เด็กหญิงม้งคนนั้นอยู่ว่า “มองโกเลีย” เหตุนี้จึงมีการสันนิฐานว่าม้งมีถิ่นกำเนิดในประเทศมองโกเลียปัจจุบัน และแนวคิดสุดท้าย สันนิษฐานว่า ม้งเป็นชนดั้งเดิมในจีน (aboriginal Chinese) โดยแรกเริ่มตั้งถิ่นฐานอยู่ทางด้านตะวันออกของทะเลเหลือง จากนั้นได้เคลื่อนย้ายทำมาหากินตามแม่น้ำฮวงโหเข้ามาสู่บริเวณที่เป็นภาคกลางของจีน ต่อมาถูกรุกรานจากชาวมองโกลจึงได้อพยพลงมายังทางตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งปัจจุบันเป็นมณฑลเสฉวน กวางสี และยูนนาน ทั้งนี้ ภายหลังช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เกิดสงครามการต่อต้านรัฐบาลส่วนกลางปักกิ่งที่ทำการขูดรีดและการเก็บภาษีสูงจากกลุ่มผู้มีอำนาจในจีน ส่งผลให้ม้งส่วนหนึ่งได้อพยพออกจากดินแดนในจีนเข้ามายังพื้นที่บริเวณแถบอินโดจีนเพื่อการตั้งถิ่นฐานและการทำมาหากินใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศเวียดนาม ลาว พม่า และไทย (ประสิทธิ์ ลีปรีชา 2549)
รูปแบบการตั้งถิ่นฐาน
ประสิทธิ์ ลีปรีชา (2549: 11-12) บันทึกคำบอกเล่าจากผู้อาวุโสที่สืบทอดความทรงจำจากรุ่นต่อรุ่นมา ว่า เส้นทางที่ม้งเข้ามายังประเทศไทยมีอยู่สามเส้นทาง คือ เส้นทางแรก อยู่บริเวณชายแดนจังหวัดน่านและพะเยา ซึ่งมีภูแวและภูลังกาเป็นหลัก จากนั้นกลุ่มที่เข้ามาทางนี้ก็อพยพโยกย้ายไปยังขุนสถาน ดอยช้าง ดอยอ่างขาง ภูหินร่องกล้า เขาค้อ และดอยละแหง (Rooj looj heem) เส้นทางที่สอง คือ เข้ามาทางบริเวณภูชี้ฟ้าและดอยผาหม่น และที่ราบระหว่างเมืองเชียงของกับเชียงแสน จากนั้นเดินทางต่อมายังดอยยาว ดอยช้าง ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก (Laim Phuas Puv) และดอยจักตอก (Laim Caaj Tuj) ในพม่าปัจจุบัน และเข้ามายังที่ดอยเชียงดาว ดอยสุเทพ ดอยอินทนนท์ ดอยปางอุ๋ง ดอยหมากพริก เป็นต้น และเส้นทางสุดท้ายคือ ข้ามแม่น้ำโขงบริเวณประเทศลาวและพม่าสู่บริเวณเหนือท่าขี้เหล็ก แล้วลงมากระจายตัวไปตั้งชุมชนต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย และการอพยพในช่วงที่สาม เป็นการอพยพของคนม้งในลาวหลังปี พ.ศ. 2518 ที่ฝ่ายประเทดลาวได้รับชัยชนะจากการต่อสู้ แล้วคนม้งที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยอันมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนหลัก ไม่สามารถอยู่ต่อในประเทศลาวได้ จนต้องลี้ภัยเข้ามาอยู่ตามศูนย์อพยพในไทยก่อนที่กลุ่มประเทศตะวันตกอุดมการณ์ประชาธิปไตยจะรับพวกเขาไปเป็นพลเมืองต่อไป (ประสิทธิ์ ลีปรีชา 2554) ประการสำคัญคือ คนม้งกลุ่มนี้ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศหมด มีบางส่วนที่ปฏิเสธในการไปตั้งถิ่นฐานในกลุ่มประเทศดังกล่าว และยืนยันที่จะอยู่ในประเทศไทย พวกเขาก็ถูกรัฐบาลไทยจัดให้ไปอยู่ร่วมกับคนม้งไทยตามชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะตามชุมชนที่เคยเป็นฐานที่มั่นของ พคท. มาก่อนที่เพิ่งได้รับการจัดตั้งระหว่างปี พ.ศ. 2525-2532 ภายหลังชาวม้งลาวกลุ่มนี้จึงพลอยได้รับสัญชาติไทยตามชาวม้งกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ที่เคยร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสตืแห่งประเทศไทยด้วย ฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงคนม้งไทยนั้น จึงมิได้ครอบคลุมถึงเฉพาะบุคคลที่อยู่อาศัยมาหลายชั่วอายุคนเท่านั้น แต่หมายถึงกลุ่มคนม้งลาวส่วนหนึ่งที่เข้ามาในระลอกหลังและปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติไทยด้วย
สำหรับสภาพแวดล้อมของการตั้งถิ่นฐานแต่เดิมส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนพื้นที่สูง แต่ปัจจุบันก็มีชุมชนม้งที่เกิดขึ้นใหม่ตามชุมชนในเมืองด้วย
การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวของประชากร
ม้งเป็นชนดั้งเดิมในจีน (aboriginal Chinese) โดยแรกเริ่มตั้งถิ่นฐานอยู่ทางด้านตะวันออกของทะเลเหลือง จากนั้นได้เคลื่อนย้ายทำมาหากินตามแม่น้ำฮวงโหเข้ามาสู่บริเวณที่เป็นภาคกลางของจีน ต่อมาถูกรุกรานจากชาวมองโกลจึงได้อพยพลงมายังทางตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งปัจจุบันเป็นมณฑลเสฉวน กวางสี และยูนนาน ทั้งนี้ ภายหลังช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 เกิดสงครามการต่อต้านรัฐบาลส่วนกลางปักกิ่งที่ทำการขูดรีดและการเก็บภาษีสูงจากกลุ่มผู้มีอำนาจในจีน ส่งผลให้ม้งส่วนหนึ่งได้อพยพออกจากดินแดนในจีนเข้ามายังพื้นที่บริเวณแถบอินโดจีนเพื่อการตั้งถิ่นฐานและการทำมาหากินใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศเวียดนาม ลาว พม่า และไทย (ประสิทธิ์ ลีปรีชา 2549)
ปัจจุบันมีหมู่บ้านม้งอยู่กระจายตามพื้นที่รอบนอกเมืองของจังหวัดต่างๆ ถึง 15 จังหวัดทางภาคเหนือด้วยกัน คือ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย กำแพงเพชร ตาก และจังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนม้งจะอยู่แต่เฉพาะในชุมชนของตนเท่านั้น ปัจจุบันประชากรม้งนั้นได้เคลื่อนเข้ามาตั้งถิ่นฐานร่วมกับชุมชนเมืองต่างๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมาหานครและปริมณฑล และเชียงใหม่ เป็นต้น รวมถึงบางส่วนที่เดินทางไปเป็นแรงงานในต่างประเทศและศึกษาต่อต่างประเทศด้วย ประการสำคัญคือ แม้ม้งจะเข้าอยู่ในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานานกว่าสองศตวรรษแล้วก็ตาม แต่ด้วยความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมกับวัฒนธรรมกระแสหลัก ทำให้ม้งถูกบันทึกและจดจำกันเฉพาะในแง่ของความเป็นคนอื่นในสังคมไทย (the other within) มาโดยตลอด และยิ่งไปกว่านั้นสำนึกของคนม้งเองส่วนใหญ่ก็ยอมรับและเข้าใจว่าตนเองเป็นคนอื่นจริงๆ ในสังคมไทย นักวิชาการเห็นว่าสาเหตุที่สังคมไทยมองคนม้งเป็นคนอื่นนั้นเกิดขึ้นจากวาทกรรมกักขังอัตลักษณ์ของรัฐที่มีต่อม้งสี่ประเด็นคือ ประเด็นแรก ม้งกับยาเสพติดที่รัฐมักจะเหมารวมให้คนม้งเกี่ยวข้องกับฝิ่นนับแต่อดีตมาจนปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้าและเสพยาเสพติด ประเด็นที่สอง ม้งกับระบบการเกษตรที่เป็นการทำลายป่าและสิ่งแวดล้อม ประเด็นที่สาม ม้งกับการการทำลายความมั่นคงของชาติ (Mark 1973 และ Tapp 1986) และประการสุดท้าย ม้งกับความเป็น “ชาวเขา” และ “ชนเผ่า” ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาเร่รอนทำมาหากินและมีความยากจน วาทกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจคนม้งแต่ในภาพเชิงลบและเป็นที่มาของความพยายามในการหลบหลีกความเป็นม้งหรือปิดบังตัวตนทางชาติพันธุ์ของคนม้งเองในปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่
ชุมชนชาติพันธุ์
จากการรวบรวมของกองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในหนังสือชื่อ “ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัดของประเทศไทย ประจำปี 2559” ระบุว่า ชุมชนชาติพันธุ์ม้งจํานวนทั้งหมด 269 ชุมชน 29,515 หลังคาเรือน 40,863 ครอบครัว ประชากรรวมทั้งสิ้น จํานวน 207,151 คน โดยจังหวัดที่มีประชากรม้งอาศัยอยู่มากที่สุดอยู่ที่ตาก จํานวน 54,617 คน คิดเป็นร้อยละ 26.36 รองลงมาคือ จังหวัดเชียงราย จํานวน 31,963 คน คิดเป็นร้อยละ 15.42 และจังหวัดน่าน จํานวน 31,037 คน คิดเป็นร้อยละ 14.98 และจังหวัดที่มีม้งอาศัยอยู่น้อยที่สุดคือที่จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 149 คน (กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวขา, 2559: 13) ซึ่งตัวเลขต่างๆ ข้างต้นผู้เขียนเห็นว่าอาจมีความคาดเคลื่อนได้ เพราะปัจจุบันคนม้งมิได้อาศัยอยู่เฉพาะในชุมชนดังกล่าวอย่างเดียว บางส่วนได้เข้ามาซื้อที่ดินและสร้างบ้านหรือสร้างชุมชนเล็กๆ อยู่ในเมืองด้วย รวมถึงส่วนหนึ่งก็มีการแต่งงานข้ามไปมากับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น และเคลื่อนย้ายไปพื้นที่อื่นๆ ด้วย ตัวเลขข้างต้นจึงอาจเป็นเพียงแค่การประมาณการเท่านั้น
วิถีชีวิต
ในอดีตชาวม้งส่วนใหญ่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเพาะปลูกพืชพื้นบ้านและเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก โดยนอกเหนือจากการปลูกข้าว พืชผัก และข้าวโพดเลี้ยงการยังชีพแล้ว การปลูกฝิ่นถือเป็นพืชที่นำมาซึ่งรายได้หลักของคนม้ง และแม้รัฐจะมีการประกาศให้ฝิ่นเป็นพืชผิดกฎหมายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 แล้วก็ตาม แต่คนม้งส่วนใหญ่ก็ยังคงปลูกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งราว พ.ศ. 2520 ที่ทางราชการเริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับมีโครงการพัฒนาพันธุ์พืชทดแทนฝิ่นต่างๆ เริ่มเข้าไปนำเสนอให้กับชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงด้วย ทำให้ชาวม้งค่อยๆ เริ่มหันมาปลูกพืชผักและไม้ผลอย่างอื่นเข้ามาแทนที่ฝิ่นตามการส่งเสริมขององค์กรต่างๆ และตามกลไกลของตลาดนับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาชีพเกษตรนั้นถือเป็นอาชีพหลักของคนม้งส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในห้วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ม้งในไทยหันไปประกอบอาชีพอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการทำการเกษตรด้วย ซึ่งจัดได้เป็น คือ ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ข้าราชการ นักกิจกรรม นักวิชาการ และรับจ้างทั่วไป รายละเอียดแต่ละส่วนงานมีดังนี้
การทำการเกษตรของคนม้งในไทยปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งผลิตเพื่อการบริโภคในครัวเรือนอีกต่อไป มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงทำการผลิตข้าวไว้บริโภคเอง แต่ส่วนใหญ่นั้นได้หันมาปลูกพืชเชิงพาณิชย์กันอย่างแพร่หลาย แล้วนำเงินที่ได้มานั้นไปซื้อข้าวและ พืชผักต่างๆ ที่ตนเองเคยปลูกไว้ตามไร่นาเพื่อบริโภคในครัวเรือนเมื่อครั้งอดีต ในปัจจุบันก็ไม่มีเวลาที่จะทำสิ่งเหล่านี้แล้ว และหันไปพึ่งพาอาหารจากตลาดเป็นหลัก เพราะพวกเขาได้ผันตนเองเข้ามาเป็นเกษตรกอย่างเต็มตัวที่มุ่งทำการผลิตเพื่อป้อนให้กับตลาดอย่างเดียว และเมื่อแรงงานในครอบครัวและชุมชนไม่เพียงพอ พวกเขาส่วนใหญ่จึงมีการว่าจ้างแรงงานข้ามชาติไม่ว่าจากประเทศเมียนมาหรือลาวเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตพืชผลทางการเกษตรด้วย ชุมชนม้งที่มีชื่อเสียงและทำการผลิตพืชผักเป็นจำนวนมากป้อนให้กับตลาดใหญ่ๆ ในประเทศไทย คือ ชุมชนม้งในเขตอำเภอพบพระและอำเภอแม่สอดในจังหวัดตาก ทำการผลิตผักกาดขาวเป็นจำนวนมากให้กับบริษัทห้างร้านต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ชุมชนม้งในเขตอำเภอฮอดและแม่สะเรียงที่ทำการผลิตกะหล่ำปลีและผักกาดขาวให้กับบริษัทเทสโก้โลตัสที่ส่งทั่วประเทศ ชุมชนม้งในเขตอำเภอแม่ริมที่ทำการผลิตพืชผักตามความต้องการของโครงการหลวงและตลาดขายส่งในจังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนม้งในเขตอำเภอสะเมิง แม่แจ่ม และกัลยาณิวัฒนาที่ทำการผลิตกะหล่ำปลี ผักกาดขาว และผลไม้ตามฤดูกาลต่างๆ ป้อนให้กับพ่อค้าคนกลางตามตลาดขายส่งใหญ่ๆ ของจังหวัดต่างๆ ซึ่งในส่วนของการจัดจำหน่ายดังกล่าวนั้น ได้มีคนม้งรุ่นใหม่จำนวนมากที่หันเข้ามาเป็นทั้งผู้รับซื้อผลผลิตต่อจากเกษตรกรและมีแผงขายของตนเองตามตลาดขายส่งที่พร้อมกระจายสินค้าให้กับลูกค้ารายย่อยต่อไปด้วย
นอกจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรแล้ว ยังมีม้งส่วนหนึ่งที่ผันตนเองมาทำการค้าขายกับสินค้าหัตถกรรม เช่น ผ้าปัก เสื้อผ้าม้งประยุกต์ และเครื่องประดับต่างๆ ให้ทั้งกับคนม้งด้วยกันเองและคนนอกวัฒนธรรมด้วย ซึ่งขนาดของกิจกรรมเริ่มตั้งแต่การมีบริษัทห้างร้านไปจนถึงการเป็นกิจการอุตสาหกรรมครัวเรือนขนาดเล็ก บริษัทห้างร้านที่มีชื่อเสียงในการผลิตชุดม้งเครื่องแต่งกายสำหรับผู้บริโภคที่เป็นม้งได้แก่ บริษัทเยี่ยมจื้อวัฒนกิจ บริษัทปั้นดาววาณิช บริษัทเหมาฝัวแฟชั่นเทค และกิจการออนไลน์ของม้งซิสเตอร์ช้อป โดยสินค้าต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อจำหน่ายให้กับม้งไทยเท่านั้น แต่ยังมีการส่งออกไปยังพี่น้องม้งที่อยู่ในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา และนอกเหนือจากการเป็นผู้ผลิตและจัดหน่ายสินค้าหัตถกรรมที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์แล้ว ก็มีคนม้งหลายคนที่ได้ก้าวเข้าไปสู่การทำการค้าที่มิได้เชื่อมโยงกับความเป็นชาติพันธุ์อีกด้วย ดังเช่น ธุรกิจการการทำตุ๊กตาเลซิ่น การผลิตปุ๋ย-ยา (บริษัทดีม้ง) การการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การผลิตและจำหน่ายชาและกาแฟ และการขาย “ไก่ทอดหาดใหญ่” ตามเมืองใหญ่ต่างๆ รวมถึงงานบริการด้านวิศวกรรมโยธา และการหันมา "เล่นหุ้น" เป็นอาชีพของกลุ่มคนม้งรุ่นใหม่
อาชีพข้าราชการที่คนม้งส่วนหนึ่งที่ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรีขึ้นไปก็เข้าไปสู่ระบบงานของทางราชการด้วย เช่น ครู อาจารย์ แพทย์ พยาบาล ตำรวจ ทหาร เป็นต้น รวมถึงอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับการศึกษาในระดับสูงก็ตาม ก็เลือกที่จะไม่เข้าไปสู่อาชีพรับราชการ และหันมาประกอบอาชีพที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น อย่างเช่น การเป็นนักวิชาการ ทนายความ และนักธุรกิจข้ามชาติ เป็นต้น
สำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้ตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ทำให้ม้งบางส่วนหันมาประกอบอาชีพเป็นผู้ประกอบการที่พักตามแหล่งท่องเที่ยว เช่น บ้านหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่ ม้งที่ภูทับเบิก เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และม้งที่บริเวณภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย เป็นต้น และอีกส่วนหนึ่งก็กลายไปเป็นแรงงานรับจ้างตามบริษัทห้างร้านต่างๆ ตามเมืองใหญ่ และส่วนหนึ่งได้เดินทางไปเป็นแรงงานในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะประเทศเกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น อิสราเอล เป็นต้น
ดังที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันคนม้งในประเทศไทยหันมาประกอบอาชีพต่างๆ อย่างหลากหลายเช่นเดียวกับคนทั่วไปในสังคม ฉะนั้นการจะนำเสนอแต่ว่า “ม้งยาบ้า” หรือ “ม้งทำลายป่า”ยิ่งเท่ากับเป็นการบดบังการประกอบอาชีพในมิติอื่นๆ ของคนม้งดังที่ได้กล่าวมา
โครงสร้างครอบครัวและระบบเครือญาติ
ในยุคที่ยังทำการเกษตรเพื่อการยังชีพควบคู่กับการปลูกฝิ่นเพื่อขายนั้น ครอบครัวและเครือญาติมีความสำคัญในการผลิตมาก พวกเขามักจะตั้งชุมชนตามกลุ่มเครือญาติของตนเองเป็นหลักเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในระดับครัวเรือนก็เช่นกัน พวกเขาอยู่กันแบบครอบครัวขยาย ที่สมาชิกทุกคนประกอบด้วย ปู่ ย่า พ่อ แม่ พี่น้อง และลูกหลานอาศัยอยู่ในชายคาเดียวกัน และทำมาหากินร่วมกันโดยมีปู่หรือชายที่อาวุโสที่สุดในบ้านเป็นหัวหน้าครัวเรือน การมีความสัมพันธ์ที่ดีในเครือญาติและครอบครัวจึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชีวิตในยุคก่อนที่พวกเขาจะถูกนับรวมเป็นพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมาที่คนม้งได้หันมาสู่ระบบการเกษตรเพื่อจำหน่ายเป็นหลักแล้ว ได้ทำให้ระบบความสัมพันธ์ในครอบครัวและเครือญาตินั้นเปลี่ยนแปลงไป เพราะระบบการผลิตดังกล่าวมีการแข่งขันและช่วงชิงทรัพยากร เกิดการช่วงชิงที่ดินทำกินทั้งในระดับครัวเรือนและเครือญาติ พี่น้องในสายเลือดเดียวกันหรือในตระกูลเดียวกันจึงกลายเป็นคู่แข่งของกันและกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เงินได้กลายมาเป็นของมีค่าที่ทุกคนต้องการมากกว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เมื่อเป็นเช่นนี้คนม้งส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เมื่อแต่งงานและสามารถตั้งตัวได้แล้ว จึงมักจะไปสร้างบ้านอีกหลังหนึ่งเพื่อให้ตนเองมีอิสรภาพมากขึ้นในการจัดการตนเอง ในบางครัวเรือนถึงกับละทิ้งพ่อแม่ของตนเองที่แก่ชราให้ดิ้นรนทำมาหากินโดยลำพัง ฉะนั้นตราบใดที่เรื่องปากท้องหรือเงินทองมีความสำคัญเหนือความสัมพันธ์ของสมาชิกในครัวเรือน ยิ่งอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่หรือครอบครัวขยายก็ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาความไม่ลงรอยกันได้ง่าย จึงนำมาสู่การปรับเปลี่ยนลักษณะของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวขนาดใหญ่มาสู่ครอบครัวขนาดย่อยในที่สุด เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัวตนเองมากที่สุดและลดบทบาทความรับผิดชอบของตนเองที่ควรต่อพ่อแม่หรือพี่น้องของตนเองให้น้อยลง ความสัมพันธ์ในระดับเครือญาติก็เช่นกัน แม้บรรพบุรุษจะได้นำไปผูกโยงกับระบบความเชื่อก็ตาม แต่เมื่อกระแสของทุนนิยมเข้ามาปะทะประสานกับสังคมม้งแล้ว ระบบความสัมพันธ์ทางเครือญาติก็ถูกสั่นคลอนไปด้วยเช่นกัน
สังคมม้งเป็นระบบสังคมที่สืบทอดผีเรือนและมรดกผ่านฝ่ายผู้ชายเป็นหลัก เป็นระบบแซ่ตระกูล ความสัมพันธ์ผ่านระบบแซ่ตระกูลดังกล่าว มีสามระดับด้วยกัน คือ ระดับพี่น้องที่ร่วมสายโลหิตหรือร่วมผีเรือนเดียวกัน (kwvtij koom pog koom yawg หรือ kwvtij thooj dab koom qhua) เป็นกลุ่มพี่น้องที่ยังสามารถสืบทอดกลับไปหาบรรพบุรุษคนเดียวกันได้ และมีรายละเอียดของพิธีกรรมสำคัญเป็นแบบเดียวกัน ระดับที่สองเป็นพี่น้องร่วมแซ่ตระกูล จากตำนานและนิทาน เชื่อกันว่าคนที่มีแซ่เดียวกันคือพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน (kwvtij ib lub xeem) แม้พวกเขาจะไม่รู้จักกันมาก่อนหรือไม่ได้มีความเกี่ยวโยงกันใดๆ มาก่อน เพียงแต่เป็นคนในแซ่ที่เหมือนกัน และระดับที่สาม เป็นความสัมพันธ์ระหว่างแซ่ นั่นคือคนที่ไม่มีแซ่เดียวกันก็สามารถเป็นเครือญาติกันได้โดยผ่านการแต่งงาน ดังคำพูดของชาวม้งในพิธีแต่งงานที่ว่า “การแต่งงาน ไม่ใช่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับชายเพียงสองคน หรือระหว่างสมาชิกในสองครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล” ทั้งนี้ ข้อห้ามที่สำคัญคือไม่ให้หนุ่มสาวที่ร่วมแซ่เดียวกันแต่งงานกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะสืบเชื้อสายของแต่ละตระกูลต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ดังนั้น เมื่อแต่งงานกันแล้วฝ่ายหญิงจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านของฝ่ายชายและนับถือผีเรือนกับเป็นสมาชิกของตระกูลฝ่ายชายระบบสายสัมพันธ์ทางเครือญาติดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดหรือตัวจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของคนม้งในสังคมเป็นสำคัญ ความสัมพันธ์ในสามระดับข้างต้นจะนำมาสู่ความรับผิดชอบและช่วยเหลือกันและกันทั้งในเรื่องพิธีกรรมและด้านอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่แตกต่างกันออกไปด้วย
ปัจจุบันความผูกพันและความสำคัญของระบบแซ่ตระกูลในสังคมม้งในไทยเริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิตแบบคนในเมือง และคนที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นแล้ว ที่สำคัญคือชื่อแซ่ของม้งได้เปลี่ยนมาเป็นระบบนามสกุลม้งแบบไทยมากขึ้น คนแซ่เดียวกันกลายเป็นคนที่มีนามสกุลหลากหลายตามระบบกฎหมายและเอกสารการขึ้นทะเบียนของทางราชการ จึงอาจเป็นการยากที่ลูกหลานในรุ่นต่อๆ ไป จะรู้แซ่ตระกูลม้งที่แท้จริงของตนเอง และนำไปสู่การแต่งงานของคนม้งรุ่นใหม่ที่อยู่ในแซ่เดียวกันโดยไม่รู้ตัวดังกรณีศึกษาสองวัยรุ่นม้งแซ่หลี่โดยประสิทธิ์ ลีปรีชา (2560) ที่ทั้งสองคบกันและมีลูกกันโดยมีไม่รู้ว่าตนเองกำลังฝ่าฝืนกับกฎระเบียบจารีต เพราะพ่อแม่แซ่เดียวกันทั้งสองฝ่ายต่างได้เปลี่ยนเป็นนามสกุลไทยที่แตกต่างกันออกไป นี่เป็นสถานการณ์หนึ่งที่คนม้งรุ่นใหม่ในปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่
การสืบทอดความเชื่อ พิธีกรรม และมรดก
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สังคมม้งเป็นสังคมที่สืบทอดความเชื่อ พิธีกรรมและมรดกผ่านทางฝ่ายผู้ชายเป็นหลัก โดยเฉพาะการทำพิธีสึก๊า (teev xwmkab) หรือผีเรือน ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นแผ่นกระดาษติดที่ฝาบ้านซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูพิธีกรรม กับการบูชาบรรพบุรุษ และการรับมรดกที่เป็นที่ดิน บ้านเรือนที่อยู่อาศัยและของมีค่าอื่นๆ กระนั้นก็ตาม ความเชื่อและพิธีกรรมอย่างอื่นก็สามารถสืบทอดผ่านทางผู้หญิงด้วย เช่น การเข้าทรง (ua neeb) ผียาสมุนไพร (dab tshuaj) และพิธีกรรมย่อยอื่นๆ ส่วนการสืบทอดมรดกในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปด้วย โดยเฉพาะทรัพย์สินที่เป็นเงินทอง หากพ่อแม่มีมากก็จะแบ่งให้ลูกสาวซึ่งแต่งงานและออกไปเป็นสมาชิกในแซ่ตระกูลของสามีแล้ว สำหรับกรณีที่เป็นคริสเตียน การสืบทอดมรดกยังคงคล้ายกับครอบครัวที่นับถือผีบรรพบุรุษ แต่การสืบทอดความเชื่อและพิธีกรรมแบบม้งนั้นไม่มีแล้ว
เสื้อผ้าและการแต่งกาย
หากจำแนกคนม้งในประเทศไทยตามลักษณะการแต่งงาย สามารถจำแนกได้ออกเป็นสองกลุ่มกล่าวคือ ม้งเด๊อ (ม้งขาว) และม้งจั้ว (ม้งเขียว) ย้อนหลังไปประมาณสองทศวรรษ การแต่งกายของสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะในส่วนของลายผ้าปักและสีของเสื้อผ้า
ความแตกต่างในแง่ของลายผ้าปัก งานฝีมือในด้านนี้ของม้งเด๊อจะเน้นที่การตัดและต่อผ้าเป็นรูปทรงต่างๆ ควบคู่กับการใช้ด้ายสอยตกแต่งเป็นลวดลายต่างๆ ที่มีความละเอียดและประณีตมากกว่าม้งจั้ว รวมทั้งยังมีการปักแบบ cross stick เช่นเดียวกับม้งจั้ว ลวดลายต่างๆ ที่ถูกสอยและปักลงบนผืนผ้าชิ้นส่วนต่างๆ นี้ จะนำไปประกอบกับชุดเสื้อผ้าที่เป็นหมวก เสื้อ กางเกง กระโปรง ผ้าคาดเอว ผ้าบังหน้าและหลัง ฯลฯ
หากเป็นม้งเด๊อ หญิงจะใส่กระโปรงสีขาว (ที่มาของ “ม้งเด๊อ” หรือม้งขาว) และนิยมใส่กางเกงขายาวสีน้ำเงินเช่นเดียวกันกับผู้ชาย มีผ้าคาดเอวที่ปล่อยชายห้อยลงมาต่ำกว่าหัวเข่า ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในขณะที่ผู้ชายสวมกางเกงขาทรงกระบอก เป้าสั้น มีเพียงผ้าคาดเอวที่ห้อยชายลงมาสั้นเหนือหัวเข่า เฉพาะด้านหน้าเท่านั้น เช่นเดียวกันกับชายม้งจั้ว สีกางเกงและเสื้อของชายม้งจั้วส่วนใหญ่เป็นสีดำ เป้ายาว ขากางเกงทรงเรียวลงมาหุ้มถึงตาตุ่ม ผ้าคาดเอวปล่อยชายลงด้านหน้าถึงเหนือหัวเข่าเช่นกัน ส่วนกระโปรงหญิงม้งจั้วส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงินที่ได้มาจากคราม บ้างจึงเรียกม้งจั้วว่า “ม้งน้ำเงิน” หลังจากการย้อมครามแล้วก็เอาผ้าสีสันต่างๆ มาเย็บติดกับผ้าครามนี้จนเกิดเป็นกระโปรงที่มีลวดลายและสีสันหลากหลายตระการตา จนคนนอกกลุ่มชาติพันธุ์นิยมเรียกม้งเขียวว่าเป็น “ม้งลาย” ตามสีสันของกระโปรงผู้หญิง
แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่โดยภาพรวมแล้วทั้งสองกลุ่มในอดีตต่างปลูกและผลิตเสื้อผ้าจากพืชที่เรียกว่ากัญชง (maj/ maaj) กัญชงสำหรับคนม้งแล้วไม่ใช้พืชเสพติด แต่เป็นพืชที่มีคุณค่าและความหมายต่อชีวิตทั้งในมิติทางวัฒนธรรมและการใช้ประโยชน์ เมื่อมีคนเสียชีวิตต้องมีชุดเสื้อผ้าและรองเท้าคนตายที่ทำด้วยเส้นใยกัญชง เพราะความเชื่อและบทสวดในพิธีศพนั้น การมีเส้นใยกันชงเท่านั้นจึงจะนำพาวิญญาณผู้ตายให้สามารถเดินทางไปอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษได้
อย่างไรก็ตาม ช่วงประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมานี้เครื่องแต่งกายของม้งสองกลุ่มย่อยข้างต้นได้เปลี่ยนไปมาก ทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้สวมใส่ได้อีกต่อไปว่าเขาคือม้งกลุ่มใด เนื่องจากทั้งสองกลุ่มต่างมาหยิบยืมชุดของกันและกันมาสวมใส่ และที่สำคัญคือชุดที่สวมใส่นั้นก็มีการดัดแปลงประยุกต์ไปตามแฟชั่นของยุคสมัยด้วย บางชุดนั้นยากที่จะบอกได้ว่าเป็นชุดม้งจริงๆ ดังภาพที่ผู้เขียนนำเสนอข้างล่างนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างสรรค์ต่อเติมงานหัตถกรรมเดิมของม้งให้มีความทันสมัยมากขึ้นและถูกกับรสนิยมของคนม้งรุ่นใหม่มากขึ้น และที่สำคัญชุดต่างๆ เหล่านี้เองก็ไม่ได้เกิดจากจากการตัดเย็บของหญิงม้งในแต่ละครอบครัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นธุรกิจ เป็นอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าชุดม้งที่มีนักธุรกิจลงทุนใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกแบบแล้วปักเย็บด้วยเครื่องจักรไฟฟ้า ผลิตชุดแบบเดียวกันในปริมาณมาก ดังตัวอย่างของภาพด้านล่างนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนนำมาจากร้านค้าออนไลน์ของม้งซิสเตอร์ (Hmong Sister)
สังคมม้งในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย คนรุ่นใหม่เดินทางระหว่างหมู่บ้านกับในเมืองมากขึ้น ประกอบกับอากาศที่ร้อนขึ้น การปรับตัวด้านการแต่งกายจึงเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมและสภาพแวดล้อม สามารถหาซื้อเสื้อผ้าทั่วไปจากตลาดในพื้นราบได้ง่ายขึ้นด้วย ดังนั้น หากไม่ใช่ในเทศกาลปีใหม่แล้ว แทบจะไม่เห็นคนม้งแต่งชุดม้งในชีวิตประจำวันในหมู่บ้านม้งอีกแล้ว ยกเว้นเพียงคนวัยสูงอายุบางคนในหมู่บ้านเท่านั้น ส่วนใหญ่สวมใส่ชุดปกติธรรมดาทั่วไปที่มีอยู่ตามท้องตลอดแทน แต่หากมีเทศกาลปีใหม่ ผู้คนก็ยังคงนิยมใส่ชุดประจำชาติพันธุ์ของตนเอง
ที่อยู่อาศัย
ก่อนทศวรรษ 2510 ชุมชนม้งทั้งหมดตั้งอยู่บนภูเขาสูง อยู่กับธรรมชาติ และมักมีการโยกย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ ภายหลังจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการทำการเพาะปลูกลดน้อยลงไป บริบทดังกล่าวนำมาสู่การมีลักษณะบ้านเรือนม้งที่ปลูกคร่อมอยู่บนพื้นดิน บ้านม้งในอดีตใช้วัสดุที่ได้จากธรรมชาติในการสร้างบ้าน เช่น ไม้ ไม้ไผ่ หญ้าคา ดังภาพเป็นต้น นอกจากนั้นยังสะท้อนถึงลักษณะโลกทัศน์ทางความเชื่อของม้งได้เป็นอย่างดี หลังคาบ้านเปรียบเสมือนกับโลกของสวรรค์ พื้นดินลงไปเป็นพื้นที่อยู่ของโลกธรรมชาติ ส่วนระหว่างหลังคากับพื้นดินนั้นเป็นโลกของมนุษย์หรือโลกของชีวิตสังคม แทบจะทุกส่วนและทุกมุมบ้านเป็นที่สถิตของเทพเทวา (Tapp 1989) กล่าวคือ ภายในบ้านจะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ 4 แห่ง คือ ประตูทางเข้าหลัก เสากลางบ้าน ผนังบ้านที่ตรงข้ามกับประตูหลักซึ่งมีหิ้งบูชาติดผนังอยู่ และเตาไฟใหญ่
ปัจจุบันลักษณะบ้านของม้งส่วนใหญ่ได้ปรับเปลี่ยนไปมาก ทั้งหมู่บ้านที่อยู่บนภูเขาสูงและหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นราบ ด้วยเพราะการเป็นหมู่บ้านถาวร กับการเข้าถึงวัสดุก่อสร้างที่สามารถซื้อมาจากในเมือง ดังนั้น สำหรับครัวเรือนที่พอมีฐานะก็ได้สร้างบ้านใหม่ที่เปลี่ยนไปทั้งรูปทรง ขนาด และวัสดุที่ใช้สร้างก็เปลี่ยนไปแล้ว บ้างครัวเรือนมีบ้านสองหลังกล่าวคือ หลังแรกเอาไว้เป็นที่หลับนอนและอีกหลังเป็นบ้านที่สร้างตามแบบม้ง เอาไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมและหุงหาอาหาร ส่วนบางครัวเรือนก็มีบ้านหลังเดียวขนาดใหญ่ที่มีลักษณะตามแบบบ้านดั้งเดิมที่ใช้วัสดุเป็นเหล็ก กระเบื้อง สังกะสี อิฐ กระเบื้องปูพื้นและซีเมนต์ ประการสำคัญคือ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มุมต่างๆ ของบ้านจากเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งที่สัมพันธ์กับความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ภายในบ้าน ปัจจุบันแม้จะกิจกรรมและพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านจะเปลี่ยนไป แต่คนม้งที่นับถือบรรพบุรุษและผีเรือนก็ยังคงไว้ซึ่งสัญลักษณ์บางอย่างเอาไว้ เช่น ปัจจุบันครัวเรือนม้งหันมาใช้แก๊สเพื่อหุงต้มโดยส่วนใหญ่แล้ว แต่ก็ยังต้องนำเตาไฟไปวางตั้งไว้เพื่อเป็นที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมด้วย
ตัวอย่างบ้านม้งในอดีต
ที่มา : http://www.ourweb.info/01/photos/laos/011/index10.shtml
อาหาร
สภาพแวดล้อมที่อยู่กับธรรมชาติและเป็นสังคมที่พึ่งพาตนเองในอดีต ทำให้อาหารที่คนม้งรับประทานในชีวิตประจำวันมีลักษณะเรียบง่าย รับประทานข้าวกับผัก น้ำพริก และเนื้อสัตว์บ้าง วัตถุดิบที่ใช้เป็นอาหารส่วนใหญ่ได้มาจากการผลิตเองส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งได้มาจากพืชทางธรรมชาติ นิยมปรุงอาหารอาหารด้วยวิธีการต้ม โดยทั่วไปแล้วชนิดของอาหารที่เตรียมไว้สำหรับแต่ละมื้อไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เน้นผักต้มกับน้ำมันหมูเป็นหลัก หรือไม่ก็ถ้าหากมีเนื้อสัตว์สามารถต้มใส่ผักได้ เนื้อสัตว์ที่ได้ส่วนใหญ่มาจากสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้ทำพิธีกรรมต่างๆ ในรอบปี นอกเหนือจากนี้ม้งมักจะปลูกข้าวสาลี อ้อย กล้วย แตงกวา และแตงไทยตามไร่ไว้รับประทานเป็นของว่างด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนม้งได้ติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนในพื้นราบมากขึ้น การขับรถเข้าไปซื้อหาอาหารยังตลาดในชุมชนพื้นราบสะดวกขึ้น รวมทั้งมีพ่อค้าแม้ค้านำอาหารสดและอาหารแห้งจากในเมืองเข้ามาขายในหมู่บ้านมากขึ้น นำมาสู่การปรับเปลี่ยนวัตถุดิบในการทำอาหาร วิธีการปรุงรสอาหาร และค่านิยมในการบริโภคอาหารให้เป็นไปตามกระแสการบริโภคหลักของสังคมไทย ทำให้แต่ละมื้ออาหารของพวกเขาในปัจจุบันส่วนหนึ่งก็เป็นอาหารของกลุ่มอื่นด้วย
สำหรับมื้ออาหารที่ใช้ในการเลี้ยงแขกในงานสำคัญนั้น ย่อมมีความแตกต่างจากอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวันวัน งานสำคัญอย่างงานปีใหม่ งานแต่งงาน งานเปลี่ยนชื่อ งานศพ หรืองานเลี้ยงญาติที่อาจเป็นญาติของภรรยาที่มาเยี่ยมหรือฝ่ายญาติทางสามี เจ้าบ้านมักจะจัดเลี้ยงแขกด้วยเนื้อสัตว์ล้วน โดยไม่มีการผสมผักลงไป นอกจากนั้นแล้วในกลุ่มผู้ชายยังมีการนำเอาเหล้าชั้นดีมาเลี้ยงผู้มาเยือนด้วย การเลี้ยงแขกคนสำคัญด้วยเนื้อสัตว์และเหล้าซึ่งเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่มีราคาแพงแสดงถึงการให้ความสำคัญกับแขกของเจ้าบ้าน โดยวิธีการรับประทานนั้น จะให้เกียรติแก่ฝ่ายชายและผู้ร่วมกินดื่มที่เป็นชายให้รับประทานอาหารบนโต๊ะหลักก่อน หลังจากนั้นฝ่ายถึงจะเชิญแขกฝ่ายหญิงนั่งรับประทานด้วยกันต่อจากฝ่ายชาย หรือหากมีสถานที่และถ้วยชามเพียงพอ พวกเธอก็สามารถที่แยกโต๊ะรับประทานอาหารเองในเวลาเดียวกับกลุ่มผู้ชายได้
สำหรับเมนูอาหารที่นับได้ว่ามีความเป็นเอกลักษณ์และหาทานได้ยากในชีวิตประจำวันของม้งในปัจจุบันนั้น ผู้เขียนจะกล่าวถึงเป็นตัวอย่างเฉพาะสองเมนูเท่านั้นคือ ไก่ต้มสมุนไพร และจั๋วหรือข้าวปุก ซึ่งแต่ละเมนูนั้น มีขั้นตอนและวิธีการที่ทำอย่างเรียบง่าย ทว่าสิ่งที่ยากนั้นคือ พืชผักสมุนไพรที่ไม่ได้มีจำหน่ายตามท้องตลาด และอุปกรณ์ในการใช้ทำโดยเฉพาะเมนูขนมข้าวปุกนั้น ยากยิ่งที่จะหาอุปกรณ์มาทำไว้รับประทานในช่วงนอกเทศกาลปีใหม่
ไก่ต้มสมุนไพร
เมนูนี้ดัดแปลงมาจากยาหม้อสมุนไพรที่แม่หมอสมุนไพรในหมู่บ้านมักจะจัดให้กับคนที่ร่างกายขาดความสมดุลของธาตุต่างๆ ซึ่งผักที่นำมาต้มใส่ลงกับไก่นั้นล้วนแล้วแต่เป็นพืชสมุนไพรทั้งสิ้น ฉะนั้นนอกจากเมนูนี้เป็นอาหารแล้ว ยังเป็นยาสมุนไพรไปภายในตัวด้วย สำหรับชื่อสมุนไพรที่นำมาทำอาหารจานนี้ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด ตามชื่อที่ศูนย์พัฒนาการแพทย์แผนไทยอากาเป้จังหวัดเชียงใหม่ (Silavit Trakantrakul 2561) ได้ทำการสำรวจชื่อแล้วคือ 1.ว่านท้องใบม่วง พญาวัวแดง (tsog nyuj liab) 2.ว่านใบเขียว พญาวัวเขียว (tsog nyuj ntsuab) 3.โสมจีนโบราณ (tshab xyoob) 4.จิงจูฉ่าย (ko taw os) 5.สันพร้าหอม (ntsej nrhua ntuag) 6.ผักเป็ดแดง (nkaj qaib cheeb) 7.ผักแพวแดง (ib qaib liab) 8.ผักแพวลาย (ib qaib txaij) 9.พริกไทยดำบด (hwj txob)

ไก่ต้มสมุนไพร
ที่มา : สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จ.เชียงใหม่ 2554,
http://www.ndoae.doae.go.th/article2010/2011009.html
ข้าวปุก หรือจั๋ว
ขนมนี้นิยมทำและรับประทานกันในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ ซึ่งคนม้งมักจะมีการทำขนมนี้ก่อนที่จะขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนม้ง ขนมนี้นอกจากจะทำขึ้นมาเพื่อใช้รับประทานกันแล้ว ส่วนหนึ่งยังต้องนำมาปั้นเป็นรูปสัตว์เลี้ยงต่างๆ โดยเฉพาะแม่ไก่กับลูกไก่ หมูกับลูกหมู และวัวควายกับลูก แล้วนำไปเป็นส่วนหนึ่งที่วางไว้บริเวณด้านหน้าโต๊ะหรือหิ้งที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมวันขึ้นปีใหม่ด้วย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าผลผลิตของสัตว์เลี้ยงในปีต่อไปนั้นมีเพิ่มพูนมากขึ้น
ขนมดังกล่าวทำมาจากข้าวเหนียวดำหรือขาวก็ได้ ซึ่งหากเป็นข้าวเหนียวดำก็จะอร่อยกว่า ข้าวเหนียที่ว่านี้จะถูกนำไปนึ่งให้มีความนิ่มมากกว่าข้าวเหนียวที่ใช้รับประทานปกติ จากนั้นก็จะนำข้าวเหนียวนี้ไปเทลงในภาชนะที่จะใช้ตำข้าวเหนียวหรืออาจเรียกได้ว่ารางไม้ขนาดใหญ่พร้อมไม้ตำสองด้ามที่ใช้กำลังคนอย่างน้อยสองคนช่วยกันตำข้าวเหนียวในรางไม้นี้จนละเอียด แล้วปั้นเป็นชิ้นแบนก่อนใช้ใบตองสดห่อและรีดให้แบน พร้อมที่จะนำไปปิ้งไฟเพื่อรับประทานต่อไป โดยปกติแล้วขนมนี้จะไม่มีส่วนประกอบอื่นใดนอกจากข้าวเหนียว ฉะนั้น เพื่อให้มีรสชาติในการรับประทาน จึงนำไปจิ้มน้ำอ้อย นมสด หรือน้ำผึ้ง
หญิงม้งกำลังตำจั๋ว
ที่มา : คมชัดลึก 2552, http://www.komchadluek.net/news/local/38975
ลักษณะจั๋วหรือข้าวปุกที่ถูกตำแล้ว
ที่มา : มีสุขดี 2558, http://www.meesookde.com/2015/10/khawpooknga-thai-food-pai.html
ประเพณี เทศกาลและพิธีกรรมสำคัญในรอบปี
การขึ้นปีใหม่
ในสังคมเกษตรแบบพึ่งพาตนเองในอดีต เทศกาลปีใหม่ม้งจัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองภายหลังฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวโพดและข้าวไร่ และกิจกรรมการละเล่น ก่อนที่จะเริ่มฤดูการเพาะปลูกในปีต่อไป ดังนั้น ขึ้นปีใหม่ของม้งจึงเป็นวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ในทางจันทรคติ ซึ่งปกติแล้วมักจะตรงกับช่วงต้นถึงกลางเดือนธันวาคม ทั้งนี้ บางปียังไม่เสร็จการเกี่ยวเกี่ยวข้าวในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น ผู้นำม้งในประเทศไทยจึงตกลงกันให้จัดงานขึ้นปีใหม่กันในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 2 ซึ่งอยู่ระหว่างปลายเดือนธันวาคมหรือต้นมกราคมของทุกปี กระนั้นก็ตาม หลายหมู่บ้านที่เคยจัดวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ก็ยังคงยึดตามแบบเดิมอยู่ นอกจากนั้นแล้วหลายหมู่บ้านยังได้เปลี่ยนมาจัดช่วงวันหยุดยาวในช่วงปีใหม่สากล เพราะเป็นโอกาสที่ลูกหลานซึ่งส่วนใหญ่ออกไปเรียนหนังสือและทำงานในเมืองได้หยุดยาวและกลับมาเยี่ยมบ้าน ดังนั้น ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการจัดงานปีใหม่ตรงกัน จึงยังคงพบเห็นในชุมชนม้งต่างๆ ในประเทศไทยในยุคปัจจุบัน
ปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมาคือ การเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่มีหลากหลายระดับ กล่าวคือ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านที่สมาชิกในหมู่บ้านร่วมเล่นสนุกสนานกัน ระดับเขตพื้นที่ที่เป็นการรวมเอาหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันมาเป็นเครือข่าย แล้วชาวบ้านจากหมู่บ้านในกลุ่มเครือข่ายมาร่วมงานเฉลิมฉลองด้วยกันหนึ่งวัน ด้วยการเวียนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละปี และในระดับจังหวัด อย่างของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการจัดให้เครือข่ายหมู่บ้านม้งต่างๆ เข้ามาร่วมกิจกรรมกัน เพื่อเฉลิมฉลองในสามวันสุดท้ายของเทศกาลปีใหม่
ในด้านของพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลปีใหม่ ส่วนใหญ่เป็นพิธีกรรมในระดับของครัวเรือนและระดับชุมชน กล่าวคือ ในระดับครัวเรือน ในวันส่งท้ายปีเก่า คือวันแรม 15 ค่ำเดือน 12 (หรือบางหมู่บ้านเป็นเดือน 1) ในกลุ่มของม้งเด๊อมีพิธีหลื่อไก๊ หรือหลื่อซู้เพื่อปัดเป่ารังควานให้หมดสิ้นไปกับปีเก่า ขณะที่ม้งทั้งสองกลุ่มมีการฮูปลี่ หรือเรียกขวัญสมาชิกในครัวเรือน ขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหาร ขวัญเงินขวันทองให้กลับเข้ามาบ้านเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ กรณีของครัวเรือนที่มีหมอเน้งหรือหมอทรง ก็จะทำพิธีปล่อยทหารเน้งไปฉลองปีใหม่ในวันดังกล่าวด้วย นอกนั้นทุกครัวเรือนจะทำพิธีจีสื่อก๊า หรือสักการะผีเรือนซึ่งแทนด้วยแผ่นกระดาษที่ติดไว้ที่ฝาบ้าน การสักการะบรรพบุรุษและผีเรือน กับทั้งการเช้อเซี่ยเม่ง หรือการสักการะผีธรณีประตู การสักการะบรรพบุรุษด้วยจั๋วหรือข้าวปุกที่ตำใหม่ เป็นต้น ส่วนวันขึ้นหนึ่งค่ำ เป็นการสักการะผีตงเซ้ง หรือผีเจ้าที่ซึ่งได้เชิญให้มาประจำที่ต้นไม้ใหญ่เหนือหมู่บ้าน โดยตัวแทนของแต่ละครัวเรือนจะนำอาหารและธูปเทียนกับกระดาษเงินกระดาษทองไปร่วมทำกับผู้นำพิธีกรรมของหมู่บ้าน นอกนั้นเป็นการเปเจี๊ย หรือการดำหัวผู้อาวุโส กับการไปเคารพบรรพบุรุษที่หลุมฝังศพ และในเช้าวันขึ้น 3 ค่ำจะมีพิธีสักการะผีบรรพบุรุษกับผีเรือนเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดเทศกาลปีใหม่อย่างเป็นทางการ แต่ในส่วนของงานเฉลิมฉลองที่เป็นงานละเล่นร่วมกันของหมู่บ้านนั้นยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งจะกี่วันนั้นขึ้นกับว่าเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่และข้อตกลงร่วมกันของผู้นำกับชาวบ้าน
การละเล่นกลางลานหรือสนามของหมู่บ้านเป็นวัตถุประสงค์หลักอย่างหนึ่งของการจัดงานเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ม้ง มุ่งที่จะให้วัยหนุ่มสาวได้มีพื้นที่ในการพบปะหาคู่กันผ่านกิจกรรมการโยนลูกช่วงเป็นสำคัญ ผู้หญิงเป็นฝ่ายที่เย็บและเตรียมลูกช่วงมา จะเป็นฝ่ายที่เริ่มชวนชายต่างแซ่ที่ตนพึงพอใจจะโยนลูกช่วงด้วย (ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของฝ่ายชายด้วย ถ้าฝ่ายชายไม่ชอบฝ่ายหญิง เขาก็สามารถปฏิเสธที่จะไม่โยนก็ได้) ระหว่างการโยนลูกช่วงก็จะเป็นโอกาสที่ทั้งคู่ได้สนทนากันและกัน หากมีความพึงพอใจกันก็จะโยนลูกช่วงกันยาวนานหรือตลอดวัน แต่หากไม่ชอบพอกันก็โยนพอเป็นมารยาทสักครู่ก็แยกย้ายกันไป ทั้งนี้ การเล่นโยนลูกช่วงไม่ได้หมายความว่าจะต้องแต่งงานหรือเป็นคู่รักกันเสมอไป แต่เป็นการร่วมสนุกสนานและได้รู้จักกันมากกว่า ในอดีตนั้นยังมีการร้องเพลงโต้ตอบกันระหว่างการโยนลูกช่วงด้วย ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มหรือหญิงสาวก็ตาม ต่างก็ต้องสวมใส่เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ดูดีและมีราคาเพื่อดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้าม ขณะที่พ่อแม่และญาติพี่น้องของทั้งฝ่ายชายและหญิงเองต่างก็มีความตื่นเต้นในวันดังกล่าว เพราะพวกเขาเองก็จะได้ภาคภูมิใจที่ได้เห็นลูกหลานแต่งชุดสวยงาม รวมทั้งอาจช่วยลูกๆ ของพวกเขาหาคู่ชีวิตด้วย ในกรณีที่ลูกพร้อมที่จะแต่งงานแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป หนุ่มสาวชาวม้งรุ่นใหม่มิได้ใช้การโยนลูกช่วงดังกล่าวเป็นสื่อกลางในการพูดคุยอีกต่อไป มีเพียงส่วนน้อยที่ยังคงทำการโยนลูกช่วงอยู่บ้าง แต่ความหมายของการโยนนั้นไม่ได้เป็นเหมือนกับในอดีตแล้ว หนุ่มสาวเพียงแค่ต้องการโยนในเวลาสั้นกับคนที่รู้จักกันแล้วเพื่อเป็นความสนุกสนานเท่านั้น
การละเล่นอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการโยนลูกช่วงในเทศกาลปีใหม่ม้ง เดิมนั้นมีการการตีลูกขนไก่กับการตีลูกข่าง แต่ในยุคสองทศวรรษที่ผ่านมาที่มีการรวมกันเป็นเครือข่ายหมู่บ้านม้งเพื่อจัดงานปีใหม่ร่วมกันวันหนึ่งนั้นเกิดขึ้นในยุคการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เข้ามายังชุมชนม้งด้วย จึงมีการจัดกิจกรรมแสดงและการละเล่น รวมทั้งเกมส์กีฬาพื้นบ้านหลายอย่างด้วยกัน เช่น ขบวนพาเหรดย้อนยุค การแข่งขันตีลูกข่าง การแข่งขันยิงหน้าไม้ การแข่งขันล้อเลื่อนไม้ หรือม้งฟอร์มูล่า การแข่งหาบน้ำ ฝัดข้าว เย็บผ้า ฯลฯ ที่ทำให้กลุ่มผู้ชายและผู้หญิงต่างวัยล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมกันถ้วนหน้า
ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งของงานเฉลิมฉลองปีใหม่ของคนม้งทั่วไปในปัจจุบันคือการมีงานมหกรรมเหมือนงานเทศกาลและตลาดนัดทั่วไปที่มีการซื้อ-ขายอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ ชมการแสดงเพื่อความบันเทิงบนเวที การแข่งขันกีฬาพื้นบ้านและกีฬาสากล และการพบปะสังสรรค์กับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเป็นหลัก
นอกเหนือจากเทศกาลต่างๆ เกี่ยวข้องกับความเชื่อและระบบจารีตประเพณีเดิมที่กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีเทศกาลอื่นๆ ที่คนม้งจัดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของตนเองและชุมชน เช่นงานแสดงสินค้าต่างๆ ของบริษัทห้างร้านที่จัดขึ้นเพื่อให้ลูกค้า (ม้ง) สามารถจับจ่ายซื้อชุดม้งและเครื่องแต่งกายม้งก่อนที่จะถึงเทศกาลเฉลิมฉลองวันปีใหม่ม้งที่ทุกคนต้องสวมใส่ งานลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีตามชุมชนที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เช่น อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นต้น นอกจากนี้ม้งในบางพื้นที่ยังมีความพยายามในการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ม้งและงานคอนเสริต์ม้งนานาชาติเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมบันเทิงของพวกเขาให้กับผู้บริโภคชาวม้งทั่วโลกด้วย เทศกาลต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากกระแสของทุนนิยม
ประเพณี เทศกาลและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับชีวิต
การเกิด
ในอดีตม้งมีความเชื่อว่าเด็กที่เกิดใหม่นั้นเป็นบรรพบุรุษกลับชาติมาเกิดในครอบครัวหรือตระกูล ก่อนที่จะมีสถานีอนามัยในชุมชนและการเดินทางไปคลอดที่โรงพยาบาลยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากนั้น การคลอดบุตรเป็นไปตามธรรมชาติ โดยอาศัยหมอตำแยในหมู่บ้านช่วยทำการคลอดที่บ้าน เมื่อคลอดและทำความสะอาดทารกแล้ว ตัดรกด้วยไม้ไผ่หรือกรรไกร ถ้าเป็นเด็กชายจะนำรกไปฝังไว้ที่เสากลางบ้าน โดยมีความหมายว่าเด็กชายจะเป็นผู้ที่สืบทอดสายเลือดและพิธีกรรมของตระกูลต่อไป ถ้าบุตรเป็นหญิงจะฝังรกไว้ใต้แคร่นอนของมารดา เพราะต้องการให้ลูกสาวรู้จักรักนวลสงวนตัว และรู้จักการบ้านการเรือน เด็กที่เกิดได้ 3 วัน บิดาจะทำพิธีตั้งชื่อ โดยต้องนำไก่ 2 ตัวมาทำพิธีเรียกขวัญและขอบคุณผีบรรพบุรุษที่ส่งเด็กมาเกิด พร้อมทั้งบอกผีบ้านผีเรือนให้คุ้มครองเด็ก และรับไว้เป็นสมาชิกของครอบครัวและวงศ์ตระกูล
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหญิงม้งได้หันมาใช้บริการการแพทย์สมัยใหม่ของรัฐตั้งแต่การฝากท้องมาจนถึงระยะหลังการคลอด ทำให้พวกเขาไม่สามารถเก็บรกของลูกมาฝั่งไว้ตามจุดได้อีกต่อไป ความเชื่อเกี่ยวกับการฝั่งรกนี้จึงค่อยๆ หายไป และพิธีการตั้งชื่อของทารกนั้นกลับได้รับความสำคัญมากขึ้นตามลำดับด้วย กล่าวคือ จากเดิมที่ใช้แต่ไก่ในการตั้งชื่อและรับประทานอาหารร่วมกันธรรมดาในครัวเรือน ปัจจุบันบางคนถึงกับทำการฆ่าหมูเลี้ยงเฉลิมฉลองกับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะกรณีทารกที่คลอดเกิดมาเป็นลูกชาย เป็นที่สังเกตว่ากิจกรรมที่เกี่ยวกับการเกิดของม้งในอดีตได้รับการตอกย้ำเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต แต่ปัจจุบันสังคมม้งได้รับอิทธิพลจากสังคมไทยและตะวันตกมากขึ้น คนม้งรุ่นใหม่ล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับวันเกิดของพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ และเพื่อนฝูงเป็นประจำทุกปี
การแต่งงาน
ข้อห้ามสำคัญสำหรับการแต่งงานของหนุ่มสาวม้งคือ ห้ามการแต่งงานระหว่างหญิงกับชายที่เป็นคนในแซ่ตระกูลเดียวกัน ดังนั้น การจีบกันของหนุ่มสาว โดยเฉพาะระหว่างการโยนลูกช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นโอกาสที่มีการพบปะระหว่างหนุ่มสาวมากที่สุด สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงที่จะจับคู่โยนลูกช่วงและทำความรู้จักกับหนุ่มหรือสาวที่เป็นคนแซ่เดียวกันกับตน ปัจจุบันรูปแบบการหาคู่ในกรณีที่อยู่กันคนละหมู่บ้าน คือการพบกันในอินเตอร์เน็ต แม้จะเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นไทยกันไปมาก แต่การสอบถามข้อมูลว่าแต่ละคนเป็นคนแซ่อะไรนั้นยังคงสำคัญ เพราะหากแต่งงานกันแล้วต้องเป็นผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม
ในสังคมเกษตรกรรมแบบชุมชนม้งในอดีต การแต่งงานของหนุ่มสาววัยประมาณ 15 ปี ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะมีความจำเป็นเรื่องแรงงานในครัวเรือน กับทั้งยิ่งแต่งงานและมีลูกหลานเร็ว ก็จะเป็นหลักประกันสำคัญสำหรับชีวิตในวัยชราของพ่อแม่ด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสังคมได้ปรับเปลี่ยนไป คนวัยหนุ่มสาวเข้าสู่ระบบการศึกษาในโรงเรียนและทำงานในเมือง จึงขยายอายุการแต่งงานออกไป ประมาณ 20 ปีโดยเฉลี่ย หรือบางรายก็แต่งงานกันวัน 30 กว่าปี ขึ้นกับการได้รู้จักเพศตรงข้ามและความพร้อมของแต่ละคน
รูปแบบการแต่งงานเดิมของม้ง มีทั้งการที่ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายส่งคนไปสู่ขอในบ้านของพ่อแม่ฝ่ายหญิง การพากันไปยังบ้านฝ่ายชายแล้วค่อยส่งคนไปแจ้งพ่อแม่ฝ่ายหญิง หรือแม้กระทั่งการฉุดฝ่ายหญิงไปยังบ้านของฝ่ายชายแล้วค่อยส่งคนไปแจ้งข่าวแก่พ่อแม่ฝ่ายหญิง แต่รูปแบบการฉุดนี้ได้รับการประณามและต่อต้านจากสังคม จึงแทบจะไม่เห็นมีในสังคมม้งในประเทศไทยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม เมื่อฝ่ายชายพาหญิงสาวเข้าบ้านนั้นต้องใช้ไก่ตัวผู้มาทำพิธีวนเหนือหัวขอทั้งคู่ เพื่อปัดเป่ารังควานกับแจ้งต่อผีบรรพบุรุษและผีเรือนของพ่อแม่ฝ่ายชายว่าได้รับสมาชิกใหม่เข้ามายังบ้านหลังนี้แล้ว เมื่อครบสามวันแล้วต้องทำพิธีเรียกขวัญลูกสะใภ้ใหม่ หากผลการเจรจาลงเอยว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงต้องการจัดพิธีแต่งงานภายในสามวัน ฝ่ายชายก็ต้องเตรียมยกขบวนไปภายในวันที่สาม แต่หากพ่อแม่ฝ่ายหญิงยังไม่พร้อม ก็เพียงมีญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายพาทั้งคู่กลับไปเยี่ยมพ่อแม่พี่น้องของฝ่ายหญิงในวันที่สามก็พอ
งานแต่งงานหลักจะจัดขึ้นที่บ้านพ่อแม่ของฝ่ายหญิง โดยญาติฝ่ายชายต้องจัดคณะผู้ทำหน้าที่ตำแหน่งต่างๆ ในงานแต่งงาน เดินทางพร้อมกับเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปยังบ้านของพ่อแม่ฝ่ายหญิงตามวันที่นัดหมาย เริ่มต้นด้วยการเจรจาค่าน้ำนมหรือสินสอดที่ฝ่ายชายต้องจ่ายให้กับพ่อแม่ฝ่ายหญิง จากนั้นจึงเป็นงานเลี้ยง ซึ่งปกติแล้วทุกขั้นตอนจะใช้เวลาประมาณสองวันหนึ่งคืน จึงยกขบวนกลับมาบ้านของพ่อแม่ฝ่ายชายเพื่อรายงานผลการจัดงานแต่งงานและขอบคุณคณะผู้ร่วมเดินทาง เป็นอันเสร็จพิธี ทั้งนี้ ในกลุ่มคนม้งรุ่นใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากสังคมไทยและตะวันตก รูปแบบของพิธีกรรมแต่งงานจะมีการประยุกต์เป็นแบบสากลมากขึ้น เช่น การแต่งงานจัดงานเลี้ยงในโรงแรมหรือรีสอร์ท การจัดแบบคริสเตียนในโบสถ์ในกรณีของม้งคริสเตียน หรือหากเป็นการแต่งงานระหว่างม้งกับคู่แต่งงานที่ไม่ใช่ม้ง ก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างญาติของทั้งสองฝ่ายว่าจะจัดแบบไหน
การตายและการทำศพ
การตายถือเป็นการเดินทางข้ามภพภูมิของวิญญาณของผู้ตาย จากโลกของมนุษย์ไปยังโลกของจิตวิญญาณ ซึ่งโลกทัศน์ของชาวม้งนั้นไม่มีสวรรค์กับนรก มีเพียงดินแดนที่บรรพบุรุษอยู่ ซึ่งตามเนื้อหาในพิธีกรรมนั้นเป็นบนท้องฟ้า ดังนั้น ภายหลังเสียชีวิตจึงต้องมีการท่องบทสวดนำทาง (taw kev) ให้วิญญาณของผู้ตายเดินทางไปพบบรรพบุรุษ แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีชุดคนตายและรองเท้าที่ทำด้วยเส้นใยกัญชง และต้องใช้แคน (qeej) ซึ่งใช้เป่าคู่กับการตีกลอง เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับวิญญาณของคนตายในระหว่างจัดพิธีศพ
พิธีกรรมศพชาวม้งถือว่าเป็นพิธีกรรมหนึ่ง ที่จะแสดงถึงความกตัญญู กตเวที ของลูกหลานเมื่อญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวเสียชีวิตไป เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะอาศัยอยู่กับลูกชายคนเล็ก ฉะนั้นลูกชายคนสุดท้องในฐานะที่อยู่อาศัยกับพ่อแม่และรับมรดกบ้านเรือนต่อจากท่านทั้งสอง จึงต้องเป็นเจ้าภาพหลักในงานศพของพ่อแม่ โดยยังคงมีพี่น้องช่วยหนุนเสริมตามกำลังและความร่วมผิดชอบร่วมด้วย สำหรับจำนวนวันที่จัดพิธีศพนั้น ขึ้นอยู่กับฤกษ์ยามและกำลังทรัพย์ของเจ้าภาพเป็นสำคัญ แต่ส่วนมากแล้วอย่างน้อยสุดก็มักจะตั้งศพไว้เป็นเวลา 3 วัน เพื่อทำการประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อและรอให้ญาติพี่น้องใกล้ชิดมาพร้อมหน้ากันและร่วมในขั้นตอนสำคัญ โดยเฉพาะในวันก่อนและวันนำศพไปฝัง คนม้งใช้วิธีการฝังศพ
หลังจากนำศพไปฝังครบสามวันแล้วเจ้าบ้านจะทำการส่งข้าวส่งน้ำให้วิญญาณผู้ตาย เริ่มจากที่หลุมฝังศพ เมื่อครบสามวันแล้วจึงเรียกให้มาร่วมรับประทานอาหารกับสมาชิกในบ้านตามปกติ บางแซ่ตระกูลที่ทำหลุมฝังศพแบบจีน คือก่อเหนือหลุมฝังศพด้วยหินและปูน ก็จะทำหลังจากครบสามวันแล้ว นับถัดจากวันฝังศพ เมื่อครบ 13 วันแล้ว บางแซ่ตระกูลจะทำพิธี “ซี” แล้วค่อย “จอ ปลี” หรือปล่อยวิญญาณผู้ตายให้ไปเกิดใหม่ แต่บางตระกูลจะเลือกทำพิธี “จอ ปลี” เมื่อครบ 13 วัน สำหรับพิธีกรรมสุดท้าย คือ "อัว ญู้ ด้า" หรือการเลี้ยงผีวัว ซึ่งลูกชายทุกคนต้องทำให้กับพ่อแม่ของตนที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยเชื่อว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ด้วยการให้วัวและกระดาษเงินกระดาษทอง ดังนั้น พิธีศพและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องภายหลังจากงานศพจึงเป็นกิจกรรมหลักที่เชื่อมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันและกันในบรรดาญาติพี่น้องกับลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่
การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
ในโอกาสสำคัญของรอบปีจึงต้องมีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เช่น การกินข้าวใหม่ ข้าวโพดใหม่ แตงกวาใหม่ การตำจั๋วหรือข้าวปุกตอนปีใหม่ เทศกาลปีใหม่ รวมทั้งการที่จะออกเดินทางไกลซึ่งต้องการกำลังใจหรือการคุ้มครองจากบรรพบุรุษ ชาวม้งจะทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ด้วยการเตรียมอาหารใหม่ที่มีข้าวสุกและเนื้อไก่ต้ม หรือข้าวโพดใหม่ แตงกวาใหม่ กับจั๋ว เป็นต้น แล้วเชิญวิญญาณบรรพบุรุษให้มาร่วมกินดื่ม โดยอาจมีเหล้าเป็นส่วนประกอบในการเซ่นไหว้ด้วย นอกจากนั้นยังมีการเผาธูปและกระดาษเงินกระดาษทองไปให้บรรพบุรุษด้วย
เช่นเดียวกับคนจีน คนม้งก็มีพิธีกรรมในการเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่เรียกว่า “เช่งเม้ง” คนม้งมักจะทำพิธีดังกล่าวในช่วงเวลาประมาณเดือนมีนาคมของทุกปี ลูกหลานแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นชายในครอบครัวหรือหญิงที่แต่งงานออกจากครอบครัวเดิมขอตนแล้วก็ตาม เป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานนำอาหารและผลไม้ กับทำการเผากระดาษเงินกระดาษทองและธูปให้บรรพบุรุษ ณ สุสาน พร้อมกับการขอพรจากพบบรรพบุรุษเพื่อให้อยู่ดีมีสุขและประสบผลสำเร็จในการทำมาหากิน ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกในฤดูการผลิตต่อไป หรือการเรียนและการค้าขาย เป็นต้น
ศาสนาและความเชื่อ
ผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวม้งนับถือประกอบด้วยสองส่วน คือ ผีบ้าน (dab hauv tsev หรือ dab nyeg) และผีป่า (dab qus) ในส่วนของผีบ้านประกอบด้วยผีบรรพบุรุษ กับผีเรือน โดยผีเรือนเป็นสิ่งศักดิ์ตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน นับตั้งแต่สื่อก๊า (xwmkab) ประตู เตาไฟใหญ่ เตาไฟเล็ก ห้องนอน เซี่ยเม่ง ฯลฯ ผีบ้านเป็นผีที่คอยปกป้องคุ้มครองสมาชิกในครัวเรือน กระนั้นก็ตาม หากขาดการดูแลหรือสักการะตามประเพณี ผีบ้านก็อาจไม่คุ้มครองหรือส่งผลต่ออาการเจ็บป่วยของสมาชิกในบ้านก็ได้ ส่วนผีป่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำท้องถิ่นหรือเมือง ขุนเขา ลำห้วย จอมปลวก แอ่งน้ำ ป่าเขา รวมถึงผีฟ้าด้วย ความเชื่อต่อผีเหล่านี้ก็คือหากคนไปล่วงละเมิดก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยและตายได้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้แฝงอยู่ในโลกทัศน์หรือวิธีคิดของคนม้ง นั่นคือโลกที่มนุษย์เราและธรรมชาติอาศัยอยู่ในนี้เป็นโลกแห่งความสว่าง (yaj ceeb) หรือหยาง (yang) ส่วนโลกในอีกมิติหนึ่งที่เป็นโลกแห่งความมืด (yeb ceej) หรือหยิน (yin) เป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณต่างๆ โดยคนม้งเชื่อว่าแต่เดิมนั้นมนุษย์และวิญญาณเหล่านี้สามารถพูดคุยสื่อสารกันได้ แต่ภายหลังไม่สามารถสื่อสารกันได้ จึงต้องอาศัยสื่อกลางคือ พ่อหมอ (shaman) ในการเชื่อมต่อกับโลกอีกมิติหนึ่งผ่านการทำพิธีกรรม ความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ได้รับการสืบทอดโดยพ่อหมอเป็นหลัก และมีการสืบทอดความเชื่อและพิธีกรรมดังกล่าวรุ่นสู่รุ่นดังที่ได้กล่าวไปแล้วในส่วนของการสืบทอดความเชื่อ พิธีกรรม และมรดก
ม้งในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงนับถือความเชื่อแบบเดิมอยู่ แม้จะในช่วงประมาณสี่ถึงห้าทศวรรษที่ผ่านมาจะมีกลุ่มที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์และพุทธอยู่บ้าง โดยกลุ่มมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2490 ชาวม้งในประเทศไทยบางพื้นที่จึงหันมานับถือศาสนาคริสต์ตามแบบชาวตะวันตก โดยเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของบุคคล ครอบครัว และในบางพื้นที่ก็มีการเปลี่ยนศาสนากันทั้งชุมชน โดยสาเหตุหลักที่ทำให้พวกเขาทำการเปลี่ยนศาสนานั้นเกิดจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ดังที่ Cooper (1984 อ้างใน Tap 1989: 99) ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนศาสนาของม้งในยุคสงครามเย็นนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ กล่าวคือ เมื่อเศรษฐกิจของครอบครัวคนม้งบางคนไม่ดี ประกอบกับค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมเริ่มสูงขึ้น พวกเขาจึงหันมานับถือคริสต์ศาสนา ประกอบกับแนวความเชื่อของศาสนาคริสต์เกี่ยวกับการที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาใหม่นั้นสอดคล้องกับความเชื่อเดิมของม้งในเรื่องเกี่ยวกับขบวนการพระศรีอาริย์ที่กษัตริย์ม้งจะฟื้นคืนชีพด้วย จึงส่งผลให้ม้งที่ได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจได้เปลี่ยนศาสนาโดยง่าย
เพื่อการปรับเปลี่ยนให้ม้งและกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงมีความเป็นไทยด้วยการเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธแบบคนไทย ในทศวรรษที่ 2500 รัฐได้ก่อตั้งโครงการพระธรรมจารริกขึ้นเพื่อทำหน้าที่เผยแพร่พระพุทธศาสนาเข้าไปยังชุมชนม้งและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ บนพื้นที่สูง เริ่มดำเนินโครงการทดลองครั้งแรกในปี 2508 และต่อมาได้ผลเป็นที่น่าพอใจทำให้กลายเป็นโครงการถาวรมาจนถึงปัจจุบัน ตามรายงาน 30 ปี ของโครงการพระธรรมจาริก (มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร 2538: 71) ชี้ให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจอย่างน้อยก็ทำให้ “ชาวเขารู้จักกราบไหว้พระสงฆ์ รู้ว่าพระสงฆ์เป็นบุคคลที่มีสถานภาพทางสังคมแตกต่างจากบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป รู้จักทำบุญตักบาตร มีคนม้งเป็นส่วนหนึ่งในผู้เข้าร่วมปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะประมาณ 800 คน มีการส่งบุตรหลานเข้าบรรพชาเป็นสามเณร และบางหมู่บ้านมีความประสงค์ต้องการให้มีพระสงฆ์อยู่ในหมู่บ้านตลอดไป”
นอกเหนือจากความเชื่อเกี่ยวกับคริสต์และพุทธแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ตามชุมชนม้งที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษากับกลุ่มคนไทยวนหรือคนเมืองในชุมชนพื้นราบ พวกเขาเองก็ได้รับอิทธิพลทางด้านความเชื่อของท้องถิ่นล้านนาที่เป็นการทรงเจ้าเข้าผีมาหลอมรวมกับความเชื่อเดิมของม้งด้วย และความเชื่อดังกล่าวก็เป็นที่นิยมและตอบสนองกับความทุกข์แบบสมัยใหม่ของคนม้งที่ไม่ใช่มีแต่เพียงการเจ็บป่วยทางร่างกายเท่านั้น หากแต่เป็นความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ ตลอดจนการรับเอาความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลังมาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจด้วย
ข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางวัฒนธรรม
ข้อห้าม
ข้อปฏิบัติ
การรักษาโรค
คนม้งในอดีตมีวิธีการรักษาโรคอยู่สองรูปแบบคือ รูปแบบแรกใช้พิธีกรรมในการเยียวยารักษาซึ่งหมอผีส่วนใหญ่เป็นผู้ชายก็จะเป็นผู้มีบทบาทหลักในการทำการรักษา และรูปแบบที่สองใช้ยาสมุนไพรที่มีอยู่ในธรรมชาติในการรักษาโรค ซึ่งหมอยาส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในชุมชนเป็นผู้ที่สรรหายาสมุนไพรมาให้กับคนป่วย ทั้งสองรูแบบนี้มีคนที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาและดูแลสมาชิกในชุมชนหนึ่งๆ อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ระบบการคมนาคมได้เชื่อมชุมชนเหล่านี้สู่เมืองได้ และการรักษาอาการตามแบบฉบับการแพทย์ตะวันตกแพร่เข้ามายังชุมชน ก็ทำให้คนม้งมีตัวเลือกที่สามเกิดขึ้นด้วย
เครื่องดนตรี มีสองประเภทคือ เป่า และตี ซึ่งเครื่องดนตรีของคนม้งไม่ได้เป็นเครื่องดนตรีที่เล่นประกอบการขับร้องเพลง แต่ในเสียงดนตรีของมันเองสื่อสารแทนคำหรือภาษาที่สามารถฟังเข้าใจได้แล้ว ฉะนั้นเครื่องดนตรีของม้งจึงไม่ได้นำไปเล่นบรรเลงเพื่อประกอบการร้องรำทำเพลงแต่อย่างใด แต่ว่าได้ถูกใช้ในการเป็นเครื่องมือของการสื่อสารในวัฒนธรรมม้ง ซึ่งรูปแบบการสื่อสารดังกล่าวไม่เพียงแต่ใช้ติดต่อสื่อสารกับคนอย่างเดียว แต่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย โดยเฉพาะแคน และกลอง
แคน (qeej) แต่เดิมทำมาจากไม้ไผ่จำนวน 6 ลำ แต่ละลำมีความยาวที่แตกต่างกันและมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน และช่องลำที่ใช้เป่าทำมาจากไม้เป็นฐานของไม้ไผ่ทั้ง 6 ลำนี้ ด้านในของลำไม้ไผ่แต่ละลำมีลิ้นทองเหลือง จุดที่เป่านั้นทำมาจากทองเหลืองหรือโลหะ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวัสดุต่างๆ เหล่านี้เริ่มหายากขึ้น คนม้งจึงหันมาใช้ท่อพีวีซีในการทำแคนแทนลำไม้ไผ่ด้วย ซึ่งมีความมั่นคงและคงทนมากกว่าวัสดุที่ได้มาจากธรรมชาติ และที่สำคัญคือ นอกจากการเป่าแคนเพื่อความจรรโลงใจในชีวิตประจำวันและประกอบการแสดงแล้ว แคนยังเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมต่างๆ ที่สำคัญด้วย โดยเฉพาะในพิธีงานศพ ที่บทเพลงต่างๆ ถูกขับร้องให้กับวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วผ่านแคนเป็นหลัก เมื่อแคนได้ถูกเชื่อมโยงกับพิธีกรรมแล้ว จึงทำให้แคนไม่ใช่เครื่องดนตรีที่ฝ่ายหญิงจะเรียนและเป่าได้
จยา (ncas) เช่นเดียวกันกับแคน เครื่องดนตรีชนิดนี้สามารถสื่อภาษาออกมาเป็นคำพูดให้คนม้งรุ่นอาวุโสฟังเข้าใจได้ ทว่าสิ่งนี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการประกอบพิธีกรรมใด นอกเสียจากการเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร (mode of communication) ขนาดที่สามารถพกพาติดตัวได้ที่ชายหญิงในอดีตใช้ในการเกี้ยวพาราสีกัน โดยเฉพาะฝ่ายชายที่มักจะใช้เครื่องดนตรีชนิดนี้ในการเรียกหญิงสาวแทนการใช้เสียงของตนเอง เพราะหากใช้เสียงของตนเองเรียก พ่อแม่พี่น้องของฝ่ายหญิงก็อาจรับรู้ได้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของชายผู้ใด การใช้อุปกรณ์นี้จึงช่วยบดบังน้ำเสียงของผู้ที่ทำการเกี้ยวพาราสีได้ ในอดีต ชายม้งจึงนิยมใช้เครื่องดนตรีชนิดนี้ในการเกี้ยวพาราสีกับสาวม้งในยามวิกาลกัน และฝ่ายหญิงเองก็สามารถที่จะใช้เครื่องดนตรีชนิดนี้สื่อสารกับฝ่ายชายด้วยวิธีการสันติและไม่ได้รบกวนพ่อแม่พี่น้องของตนที่กำลังหลับอยู่ด้วย
ขลุ่ย ลักษณะของขลุ่ยม้งก็มิได้มีความแตกต่างจากลักษณะของขลุ่ยทั่วไป กล่าวคือ มีลำไม้ไผ่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ มีลิ้นที่ทำมาจากทองเหลือง และมีรูด้านหน้า 5 รู และด้านหลัง 1 รู เครื่องดนตรีชนิดนี้ผู้ชายเป็นผู้เล่นอย่างเดียวเช่นเดียวกับแคน ชายม้งใช้เครื่องดนตรีนี้ในการเกี้ยวพาราสีและแสดงอารมณ์ ความรู้สึก และความคิดของตนเอง
ใบไม้ นอกจากเครื่องดนตรีที่กล่าวมาแล้ว คนม้งจะมีการใช้ใบไม้ในการติดต่อสื่อสารกันด้วย โดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารของคู่บ่าวสาวในระยะที่ค่อนข้างไกล หากใช้ภาษาธรรมดาในการติดต่อสื่อสาร ก็จะทำให้คนอื่นรู้เสียงของผู้พูด และที่สำคัญเสียงของใบไม้เดินทางได้ไกลกว่าเสียงตะโกนของคน จึงมีการเลือกเป่าใบไม้แทนการใช้คำพูดเพื่อการสื่อสารที่แนบเนียน ไพเราะ และสันติมากขึ้นในการติดต่อสื่อสาร อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ผู้ที่สามารถเป่าใบไม้และมีองค์ความรู้นั้นก็ลดน้อยถอยลงเมื่อวิถีชีวิตของคนม้งนั้นเปลี่ยนแปลงไป และระบบการติดต่อสื่อสารสมัยใหม่ก็ถูกพัฒนาจนศิลปะการสื่อสารผ่านสิ่งประกอบสร้างธรรมชาติเหล่านี้ก็พลอยหายตามไปด้วยเช่นกัน
กลอง กลองของม้งนั้น ลำของมันทำมาจากไม้ขนาดใหญ่พอสมควร หน้ากลองนั้นขึงด้วยหนังวัวที่ตากแห้งและถูกขัดมาอย่างดีแล้ว สำหรับม้งในประเทศไทย กลองนี้จะถูกใช้เฉพาะในพิธีกรรมงานศพ ที่ตีควบคู่ไปกับการเป่าแคนในบทเพลงต่างๆ เท่านั้น จะไม่ถูกนำมาตีเล่นนามเทศกาลต่างๆ เสียงกลองจึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของพิธีศพ
เพลง
ในวัฒนธรรมของม้ง เพลงม้งเป็นสิ่งที่ขับร้องแยกกันอย่างสิ้นเชิง เครื่องดนตรี บทเพลงโดยส่วนใหญ่นอกจากเป็นการพรรณนาเรื่องราวและความรู้สึกต่างๆ ที่เป็นความทุกข์ยากของการเป็นเด็กกำพร้า การห่างไกลพ่อแม่ไปแต่งงานอยู่กับฝ่ายชายแล้วได้รับความยากลำบาก และการหวนคิดถึงคนรักครั้นในอดีตแล้ว บทเพลงต่างๆ ยังถูกฝ่ายชายใช้ในการเกี้ยวพาราสีกับฝ่ายหญิง และทำการโต้ตอบกันไปมาระหว่างกันด้วย การขับร้องบทเพลงโดยปราศจากเครื่องดนตรีประกอบจึงเป็นลักษณะหนึ่งของบทเพลงม้งแบบดั้งเดิม ซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมเพลงสมัยใหม่ที่คนม้งใช้เครื่องดนตรีตะวันตกประกอบการการร้องเพลงเหมือนอย่างเพลงลูกทุ่งและเพลงไทยสากลทั่วไป สำหรับเทศกาลที่นับว่าเป็นเทศกาลแห่งการขับร้องเพลงดั้งเดิมของหนุ่มสาวนั้น เป็นช่วงของงานปีใหม่ ชายและหญิงใดที่โยนลูกช่วงตกในงานปีใหม่ ผู้นั้นจะต้องขับร้องเพลงให้กับอีกฝ่ายหนึ่งฟังวนกันไปแบบนั้น หนุ่มสาวในอดีตจีบกันผ่านบทเพลงเหล่านี้เป็นหลัก ซึ่งต่างจากหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันที่ใช้คำพูดธรรมดาในการพูดคุยกัน ผู้เขียนขอยกตัวอย่างบทเพลงสั้นบทหนึ่งที่ฝ่ายชายขับร้องขึ้นมาเพื่อทำการยกยอเกี้ยวพาราสีฝ่ายหญิง ซึ่งบทเพลงม้งดั้งเดิมนั้นเป็นลักษณะของการเปรียบเปรยที่มีสัมผัสมากกว่าที่จะสื่อสารกันตรงๆ
“ Koj leej niam leej txiv yauv txawj yug, cia koj leej niam leej txiv twb yuav noj txiv tsawb ntxuag npad nav nam es thiaj li yug tau koj tus mes zoo zoo nkauj dawb dawb mos nyoos cuag li nkauj mab daj.
Koj leej niam leej txiv yauv txawj yug, cia koj leej niam leej txiv twb yuav noj npas nav nam ntxuag txiv tsawb es thiaj li yug tau koj tus mes zoo zoo nkauj dawb dawb mos nyoos cuag li nkauj mab dawb.”
“พ่อแม่ของเจ้าช่างรู้จักกินแล้วเกิดเจ้ามา, เขากินกล้วย เขาจึงเกิดเจ้ามาทำให้เจ้าสวย ผิวพรรณใสผุดผ่องดังสาวชาติผิวเหลือง
พ่อแม่เจ้าช่างรู้จักกินแล้วเกิดเจ้ามา เขากินกล้วย เขาจึงเกิดเจ้ามาทำให้เจ้าสวย ผิวพรรณผุดผ่องเหมือนกับสาวชาติผิวขาว”
อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของเพลงในศาสนาคริสต์ กับเพลงไทย ลาวและตะวันตก ทำให้นักร้องม้งสมัยใหม่หยิบยืมทำนองและเนื้อหาของเพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง เพลงจีน เพลงสากล หรือแม้แต่หมอลำ แล้วมาใส่เนื้อร้องที่เป็นภาษาม้งเข้าไป เพลงสมัยใหม่ที่มีดนตรีประกอบแบบนี้เป็นที่นิยมของคนม้งรุ่นใหม่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
การเต้นรำ
เฉพาะการเต้นประกอบการเป่าแคนของชายม้งกับการรำดาบเท่านั้นที่นับว่าเป็นการละเล่นหรือการเต้นรำที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของคนม้ง นอกนั้นเป็นท่าเต้นและจีบต่างๆ ที่หยิบยืมมาจากท่ารำและจีบต่างๆ ของวัฒนธรรมอื่นๆ แล้วนำมาดัดแปลงเพื่อเต้นประกอบบทเพลงม้งสมัยใหม่
ตำนาน
เนื่องจากชุมชนม้งกระจายกันไปในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ จึงมีตำนานและนิทานที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอยกตำนานที่บันทึกโดยเยาวชนม้งในพื้นที่ดอยยาว-ผาหม่น (เครือข่ายการเรียนรู้ฟื้นฟูนิเวศวัฒนธรรมชุมชนดอยยาว-ผาหม่น มปป.) ได้ทำการเขียนบันทึกจากคำบอกเล่าของ จูเช้ง แซ่ท่อ ผู้อาวุโสในเขตดอยยาว-ผาหม่น โดยมีตำนานที่เกี่ยวข้องกับม้งดังนี้
โก่จั๊วและจ่าวหน่า เป็นบรรพบุรุษของคนม้ง ซึ่งมีพ่อแม่คือ สือ นู้ โตง เอี๊ยะ นญู่ ซือ(swv nuj toog iab nyuj ntsws) ทั้งสองมีลูกชาย 9 คน ลูกหญิง 9 คน อยู่มาในวันหนึ่ง ‘เหย่อโซ๊’ หรือเจ้าแห่งธรรมชาติได้สั่งให้ทั้งสองคนสร้างกลองม้งขนาดใหญ่หนึ่งลูก เพราะน้ำจะท่วมโลก เมื่อสร้างกลองเสร็จ ทั้งสองจึงนำเอาสัตว์นานาพันธุ์อย่างละหนึ่งคู่ และเมล็ดพันธุ์พืชทุกชนิดบรรจุไว้ในกลอง แล้วทั้งสองจึงเข้าไปอยู่ในกลองใหญ่นั้น
คนม้งอีกหลายคนยังเชื่อในผู้ทรงสร้างจักรวาลเช่นเดียวกับเหย่อโช๊ หรือบางกลุ่มเรียกว่า ‘จื๋อ ตู่’ (Tswv Ntuj) ในขณะเดียวกันยังเชื่อในวิญญาณหรือเทวาหรือผีอีกมากมายทั้งใหญ่น้อย ผู้ที่แสดงออกในด้านความเมตตากรุณาคือ ‘โซ๊’ (Saub) ซึ่งในเรื่องเล่าอีกสำนวนเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกกล่าวว่า โซ๊บอกคนม้งว่าน้ำจะท่วมโลก มีคนหนึ่งมองหาตัวตุ่น เขาจึงขุดรูลึกไปจนพบตุ่นตัวหนึ่ง แล้วมันจึงถามว่า ทำไมจึงทำอะไรให้เสียเปล่าไปอย่างนั้น เขาตอบว่า ข้าพยายามขุดรูให้ลึกสุดเท่าที่ลึกได้ เพื่อให้รอดพ้นจากน้ำท่วมซึ่งกำลังมา สัตว์นั้นจึงกล่าวว่า ให้สร้างเรือแล้วนำผู้คน เด็กๆ และสัตว์ทั้งหลายใส่ไว้ในเรือ และใส่เมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ไว้ในรูลึกที่ขุดไว้ ซึ่งจะได้เริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง นี่เป็นจุดเริ่มของเรื่องเล่าสำนวนหนึ่งในการมีชีวิตรอดยุคน้ำท่วมโลกของคนม้ง
อีกสำนวนหนึ่งเล่าว่า เมื่อโก่จั๊วและจ่าวหน่าอยู่ในกรองลอยขึ้นเป็นเวลาเก้าปีเต็มจนเรือลอยถึงขอบฟ้า แล้วกลองก็ไปกระแทกบนฟ้า ‘เหย่อโซ๊’ เจ้าแห่งธรรมชาติจึงรู้สึกตัวว่าน้ำท่วมถึงขอบฟ้าแล้วก็เลยเอาปักทองแดงแหลมทิ่มแทงลงไปบนพื้นผิวโลก ทำให้แผ่นดินแยกเป็นหุบเขา ในที่สุดน้ำท่วมโลกก็ลดลงเป็นปกติ ทั้งสองจึงมีชีวิตรอดบนผืนโลก แล้วได้ทำตามคำสั่งของ ‘เหย่อโซ๊’ ที่ว่าถ้ามีชีวิตรอดถึงฝั่ง ให้ทั้งสองนำแผ่นหินคนละแผ่นกลิ่งจากภูเขาคนละฝั่งลงในหุบเขา ถ้าแผ่นหินทับกันให้ทั้งสองจงแต่งงานกันเองเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์สืบไป
อนึ่งเล่ากันอีกว่า น้ำท่วมโลกได้ทำให้สัตว์ทั้งหลายที่ไม่ได้ขึ้นกลองตายหมด รวมทั้งไก่ด้วย ยกเว้นไข่ไก่เท่านั้นที่เหลืออยู่แล้วได้กลายเป็นไก่ในเวลาต่อมา ทำให้ทั้งสองให้ความสำคัญกับไก่เป็นที่หนึ่งไก่เป็นสัตว์ที่รู้ฟ้าดินดีกว่าสัตว์ใดๆ
เมื่อทั้งสองแต่งงานกันเองแล้วเกิดลูกออกมามีมือและเท้าติดกับร่างกายที่กลมเหมือนลูกแตงกวาม้ง ทั้งสองเกิดความสลดใจมากจึงนำลูกไปสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ แล้วนำส่วนที่เป็นไส้ไปทิ้งในพื้นที่ราบและนำส่วนที่เป็นชิ้นเนื้อไปทิ้งบนภูเขาให้กระจัดกระจายไปทั่ว แต่ปรากฏว่า ในเช้าวันรุ่งขึ้น ก้อนเนื้อเหล่านั้นก็กลายเป็นคนมีครอบครัวอยู่ทั่วไปจำนวน 12 ครอบครัวอย่างประหลาดใจ แล้วจึงตั้งชื่อแซ่ตระกูลให้กับ 12 ครอบครัว อันเป็นที่มาของแซ่ต่างๆ ของม้งในปัจจุบัน ส่วนลำไส้ที่นำไปทิ้งในพื้นราบก็กลายเป็นข้าวและพืชพันธุ์ธัญญาหารอยู่ทั่วไป
นิทาน
เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ชาวม้งมีนิทานของตัวเองที่หลากหลาย ซึ่งแต่เดิมนิยมเล่ากันก่อนนอน เพื่อถ่ายทอดให้ลูกหลาน กับทั้งใช้เล่ากันในบ้านศพ เพื่อช่วยเจ้าบ้านอยู่เฝ้าศพในยามค่ำคืน นิทานของม้งมีหลากหลายประเภทด้วยกัน เนื้อหามักจะแฝงด้วยข้อคิดในการดำเนินชีวิต โดยในที่นี้จะขอยกตัวอย่าง
ก้าซิและซิโค่ง (Nkaj xib thiab Xib khoo)
กาลครั้งหนึ่ง ในเมืองหนึ่งที่กำลังมีสงครามปราบจลาจลกันอย่างหนัก มีสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งกำลังหนีจากการตามล่าของทหารทางภาครัฐได้หนีเข้าในป่า ซึ่งขณะที่กำลังหนีนั้นภรรยากำลังตั้งครรภ์ท้องแก่ จึงได้ลูกเป็นลูกแฝดชายท่ามกลางความมืดในป่าใหญ่ แฝดพี่ชื่อ ก้าซิ แฝดน้องชื่อซิโค่ง ท่ามกลางการหลบหนีภัยดังกล่าว ภรรยาจึงได้เอาลูกแฝดพี่ชื่อ “ก้าซิ” (ชื่อหนอนชนิดหนึ่ง) ซ่อนไว้ในโพรงหิน และแฝดน้องชื่อ “ซิโค่ง” ซ่อนไว้ในโพรงไม้ เพื่อที่จะได้หลบหนีทหารอย่างสะดวก นอกจากนั้นภรรยาก็ได้ขอพรจากผีสางเทวดาให้ช่วยดลบันดาลและบกปักรักษาลูกทั้งสองให้อยู่รอดปลอดภัยด้วย
หลังจากวันนั้นผ่านไปเด็กทั้งสองก็โตเป็นหนุ่มและได้แต่งงานโดยไม่รู้ชะตากรรมของพ่อแม่ แฝดผู้พี่ด้วยความคิดถึงและอยากมีแม่เหมือนคนอื่นๆ เขาจึงได้เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ ว่าเราควรจะมีแม่ไว้ดูแลหลาน ๆ แฝดน้องเลยตอบกลับมาว่า “แม่เราน่าจะยังอยู่ เราควรออกไปหา”
วันรุ่งขึ้นแฝดทั้งสองต้องการจ้างคนงานมาช่วยงานเลยถามเพื่อนบ้านว่ามีใครที่ต้องการมารับจ้างหรือไม่ เพื่อนบ้านเลยตอบแฝดทั้งสองว่าหมู่บ้านใกล้ ๆ นี้มีหญิงแก่คนหนึ่งที่ชอบรับจ้าง ให้ลองไปถามดู พอได้ยินดังนั้นแฝดสองพี่น้องก็ไม่รอช้ารีบเดินทางไปยังหมู่บ้านที่เพื่อนบ้านบอก พอไปถึงข้างทางมีร้านค้าขายข้าวเลยแวะพักทานข้าว พอทานไปสักพักได้ยินยายแก่คนหนึ่งบ่นด้วยความเสียใจและความรู้สึกที่อยากมีลูกเหมือนกับคนอื่น ๆ ว่า “ถ้าเราไม่ทิ้งลูกก้าซิและซิโค่งไว้ในป่าตอนนี้เราคงจะสบายเหมือนกับคนอื่น ๆ แล้ว” พอแฝดทั้งสองได้ยินก็รีบเร่งเข้าไปถามว่าลูกทั้งสองของยายชื่อก้าซิและซิโค่งที่ถูกซ่อนไว้ในโพรงหินและไม้หรือเปล่า ยายเลยตอบว่าใช่ แฝดทั้งสองเลยตอบกลับไปว่าที่ยายพูดนั้นเป็นเราสองคน พอแม่ลูกได้รู้ความจริงพบกันด้วยความดีใจเลยกอดกันด้วยความปลาบปลื้ม แฝดสองคนก็เลยพาแม่กลับไปอยู่ด้วยกัน แล้ววันหนึ่งแม่ที่แก่ชราก็ขอให้ลูกสะใภ้คนโตซักผ้าที่ลำธารให้นาง แต่ด้วยความสกปรกและเหม็นของเสื้อผ้า ลูกสะใภ้คนโตเลยปฏิเสธแม่สามีอย่างไม่ใยดี ดังนั้นแม่สามีจึงขอให้สะใภ้คนเล็กช่วยไปซักเสื้อผ้าให้ สะใภ้คนเล็กจึงไปซักให้ ก่อนที่จะไปนั้นแม่สามีบอกว่า ถ้าลูกซักผ้าของแม่ให้ลูกล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและถ้าเจอปมเสื้อที่ไหนก็แกะและเก็บของที่อยู่ในนั้นเอาไว้ พอลูกสะใภ้คนเล็กไปซักก็ทำดังที่แม่กล่าวมา ทุกๆ ปมเสื้อและในกระเป๋านั้นมีเงินอยู่เต็มไปหมด พอกลับถึงที่บ้านลูกสะใภ้คนโตเห็นว่าลูกสะใภ้คนเล็กได้เงินมาจากในเสื้อผ้าของแม่ผัวที่เอาไปซัก วันรุ่งขึ้นลูกสะใภ้คนโตเลยรีบเร่งตื่นเช้าเก็บเสื้อผ้าแม่ไปซักแต่ก็ไม่เจออะไรเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่ารังเกียจคนที่เป็นบิดามารดา ไม่ว่าท่านจะอยู่ในสภาพไหน เราจะได้พรจากท่าน และลูกๆ หลานเราก็จะปฏิบัติกับเราเยี่ยงที่เราปฏิบัติต่อบิดามารดา (เวรกรรมมีจริง)
สำนวนสุภาษิต
ม้งมีสำนวนสุภาษิตในการสอนคนของตนเองเช่นเดียวกัน สุภาษิตมีทั้งที่เป็นสุภาษิตที่พูดถึงความสำคัญของพี่น้อง การเลือกคู่ครอง การปกครอง การปฏิบัติตนให้เป็นคนดีมีความซื่อสัตย์ ซึ่งโดยนัยแล้วสุภาษิตเหล่านี้ต้องการสื่อสารกับฝ่ายชายเป็นส่วนใหญ่ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างสุภาษิตพร้อมคำแปลและคำอธิบายที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จาก ยุทธพงษ์ สืบศักดิ์วงศ์ (2546) ดังนี้
Tsis noj mov yuav tshaib plab, tsis yuav kwv yuav tij ces yuav tu dab
ไม่กินข้าวย่อมหิวข้าว ไม่เอาน้องเอาพี่ย่อมจะขาดผี
Tsis noj mov yuav tuag, tsis yuav kwv yuav tij ces yuav tu dab qhuas
ไม่กินข้าวจะตาย ไม่เอาน้องเอาพี่ย่อมจะขาดผีบรรพบุรุษ
จากภาษิตบทนี้แสดงให้เราเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน ครอบครัวและผีบรรพบุรุษ (dad qhuas) ตามที่ความหมายจากการแปลบทสัมภาษณ์มีว่า “ ควรรักญาติพี่น้องเพราะจะทำให้เรามีความมั่นคงทั้งทางสังคมและทางจิตใจ หากว่าพี่น้องมีงานใดงานหนึ่งแล้วเราไม่ช่วยเหลือเลย เมื่อถึงทีเราเขาย่อมไม่มาช่วยเราด้วย เราย่อมสูญเสียความสัมพันธ์ทางสังคมและทางจิตวิญญาณ” ดังนั้นหากสถาบันครอบครัวพังพินาศก็เท่ากับว่าเสาหลักทางความคิดของม้งถูกโค่นลงเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ในการสร้างครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของสังคมจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฝ่ายชายที่จะต้องเป็นฝ่ายไปสู่ขอฝ่ายหญิงให้มาร่วมชีวิตอยู่กับสายตระกูลของตน โดยมีภาษิตเกี่ยวกับการคัดเลือกคู่ครองดังนี้
Noj txiv yuav saib noob, yuav poj niam saib caj hmoob
กินผลไม้พึงดูเมล็ด แต่งภรรยาดูสายตระกูล
Noj nqaij yuav saib txha, yuav poj niam saib neej tsa
กินเนื้อพึงดูกระดูก เอาภรรยาพึงดูญาติพี่น้องของเขา
ภาษิตนี้สอนว่า เมื่อเราคิดจะหาคู่ครองเราย่อมต้องเลือกดูว่าเชื้อสายของเขานั้นเป็นอย่างไร พ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องเพราะว่าเมื่อเราแต่งงานกับเขา มาอยู่กินกัน ลูกหลานของเราย่อมมีลักษณะเหมือนฝ่ายเขาด้วยส่วนหนึ่ง หากเชื้อสายของเขาดีมีเชื้อเป็นผู้นำ ลูกหลานของเราย่อมมีส่วนหนึ่งที่มีลักษณะเป็นผู้นำเช่นนั้น แต่หากเชื้อสายของเขาเป็นพวกที่เกียจคร้านติดยา ตลอดชั่วอายุคนก็เป็นเช่นนั้นลูกหลานของเราที่เกิดมาก็จะเป็นเช่นนั้นด้วยส่วนหนึ่ง ท่านจึงกล่าวว่าเมื่อจะแต่งงานกับใครก็จะต้องดูเชื้อสายด้วย เมื่อเราแต่งเขามาแล้วเขาจึงเป็นภรรยาที่ดีของเราได้
Tau poj niam nquag, ua neej thiaj xws luag; tau poj niam zoo, ua neej thiaj nto moo
ได้ภรรยาขยันดำเนินชีวิตจึงเหมือนเขา ได้ภรรยาดีดำเนินชีวิตจึงมีชื่อเสียงโด่งดัง
ภาษิตนี้กล่าวถึงลักษณะของภรรยาที่ดี กล่าวคือ ภรรยาที่ดีย่อมเป็นผู้มีความคิด เป็นคนใจเย็นมีความรอบคอบ ขยันขันแข็งในการทำมาหากิน ไม่ดูถูกดูแคลนสามีของตนเอง ไม่แช่งด่าสามีตนเองให้ถึงความฉิบหาย เป็นผู้ตั้งใจทำงานไม่ปล่อยให้การงานคั่งค้างเป็นดังนี้จึงทำให้ชีวิตครอบครัวเจริญ และภาษิตที่ว่า
Hawm ntu thiaj tau ntuj ntoo, hawm niam hawm txiv thiaj tau zoo
เคารพฟ้า จึงจะมีฟ้าคุ้มครอง เคารพพ่อแม่ จึงจะได้ดี
Ntsib tsov ces yuav tuag, ntsib nomtswv ces yuav pluag
พบเสือหมายถึงตาย พบเจ้านายหมายถึงจะจน(ถูกรีดไถ)
ชาวม้งมีนิทานของตัวเองที่หลากหลาย ซึ่งแต่เดิมนิยมเล่ากันก่อนนอน เพื่อถ่ายทอดให้ลูกหลาน กับทั้งใช้เล่ากันในบ้านที่มีพิธีศพ เพื่อช่วยเจ้าบ้านอยู่เฝ้าศพในยามค่ำคืน นิทานของม้งมีหลากหลายประเภทด้วยกัน เนื้อหามักจะแฝงด้วยข้อคิดในการดำเนินชีวิต โดยในที่นี้จะขอยกตัวอย่าง
ก้าซิและซิโค่ง (Nkaj xib thiab Xib khoo)
กาลครั้งหนึ่ง ในเมืองหนึ่งที่กำลังมีสงครามปราบจลาจลกันอย่างหนัก มีสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งกำลังหนีจากการตามล่าของทหารทางภาครัฐได้หนีเข้าในป่า ซึ่งขณะที่กำลังหนีนั้นภรรยากำลังตั้งครรภ์ท้องแก่ จึงได้ลูกเป็นลูกแฝดชายท่ามกลางความมืดในป่าใหญ่ แฝดพี่ชื่อ ก้าซิ แฝดน้องชื่อซิโค่ง ท่ามกลางการหลบหนีภัยดังกล่าว ภรรยาจึงได้เอาลูกแฝดพี่ชื่อ “ก้าซิ” (ชื่อหนอนชนิดหนึ่ง) ซ่อนไว้ในโพรงหิน และแฝดน้องชื่อ “ซิโค่ง” ซ่อนไว้ในโพรงไม้ เพื่อที่จะได้หลบหนีทหารอย่างสะดวก นอกจากนั้นภรรยาก็ได้ขอพรจากผีสางเทวดาให้ช่วยดลบันดาลและบกปักรักษาลูกทั้งสองให้อยู่รอดปลอดภัยด้วย
หลังจากวันนั้นผ่านไปเด็กทั้งสองก็โตเป็นหนุ่มและได้แต่งงานโดยไม่รู้ชะตากรรมของพ่อแม่ แฝดผู้พี่ด้วยความคิดถึงและอยากมีแม่เหมือนคนอื่น ๆ เขาจึงได้เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ ว่าเราควรจะมีแม่ไว้ดูแลหลาน ๆ แฝดน้องเลยตอบกลับมาว่า “แม่เราน่าจะยังอยู่ เราควรออกไปหา”
วันรุ่งขึ้นแฝดทั้งสองต้องการจ้างคนงานมาช่วยงานเลยถามเพื่อนบ้านว่ามีใครที่ต้องการมารับจ้างหรือไม่ เพื่อนบ้านเลยตอบแฝดทั้งสองว่าหมู่บ้านใกล้ ๆ นี้มีหญิงแก่คนหนึ่งที่ชอบรับจ้าง ให้ลองไปถามดู พอได้ยินดังนั้นแฝดสองพี่น้องก็ไม่รอช้ารีบเดินทางไปยังหมู่บ้านที่เพื่อนบ้านบอก พอไปถึงข้างทางมีร้านค้าขายข้าวเลยแวะพักทานข้าว พอทานไปสักพักได้ยินยายแก่คนหนึ่งบ่นด้วยความเสียใจและความรู้สึกที่อยากมีลูกเหมือนกับคนอื่น ๆ ว่า “ถ้าเราไม่ทิ้งลูกก้าซิและซิโค่งไว้ในป่าตอนนี้เราคงจะสบายเหมือนกับคนอื่น ๆ แล้ว” พอแฝดทั้งสองได้ยินก็รีบเร่งเข้าไปถามว่าลูกทั้งสองของยายชื่อก้าซิและซิโค่งที่ถูกซ่อนไว้ในโพรงหินและไม้หรือเปล่า ยายเลยตอบว่าใช่ แฝดทั้งสองเลยตอบกลับไปว่าที่ยายพูดนั้นเป็นเราสองคน พอแม่ลูกได้รู้ความจริงพบกันด้วยความดีใจเลยกอดกันด้วยความปลาบปลื้ม แฝดสองคนก็เลยพาแม่กลับไปอยู่ด้วยกัน แล้ววันหนึ่งแม่ที่แก่ชราก็ขอให้ลูกสะใภ้คนโตซักผ้าที่ลำธารให้นาง แต่ด้วยความสกปรกและเหม็นของเสื้อผ้า ลูกสะใภ้คนโตเลยปฏิเสธแม่สามีอย่างไม่ใยดี ดังนั้นแม่สามีจึงขอให้สะใภ้คนเล็กช่วยไปซักเสื้อผ้าให้ สะใภ้คนเล็กจึงไปซักให้ ก่อนที่จะไปนั้นแม่สามีบอกว่า ถ้าลูกซักผ้าของแม่ให้ลูกล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและถ้าเจอปมเสื้อที่ไหนก็แกะและเก็บของที่อยู่ในนั้นเอาไว้ พอลูกสะใภ้คนเล็กไปซักก็ทำดังที่แม่กล่าวมา ทุก ๆ ปมเสื้อและในกระเป๋านั้นมีเงินอยู่เต็มไปหมด พอกลับถึงที่บ้านลูกสะใภ้คนโตเห็นว่าลูกสะใภ้คนเล็กได้เงินมาจากในเสื้อผ้าของแม่ผัวที่เอาไปซัก วันรุ่งขึ้นลูกสะใภ้คนโตเลยรีบเร่งตื่นเช้าเก็บเสื้อผ้าแม่ไปซักแต่ก็ไม่เจออะไรเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่ารังเกียจคนที่เป็นบิดามารดา ไม่ว่าท่านจะอยู่ในสภาพไหน เราจะได้พรจากท่าน และลูก ๆ หลานเราก็จะปฏิบัติกับเราเยี่ยงที่เราปฏิบัติต่อบิดามารดา (เวรกรรมมีจริง)
เนื่องจากชุมชนม้งกระจายกันไปในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ จึงมีตำนานและนิทานที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอยกตำนานที่บันทึกโดยเยาวชนม้งในพื้นที่ดอยยาว-ผาหม่น (เครือข่ายการเรียนรู้ฟื้นฟูนิเวศวัฒนธรรมชุมชนดอยยาว-ผาหม่น มปป.) ได้ทำการเขียนบันทึกจากคำบอกเล่าของ จูเช้ง แซ่ท่อ ผู้อาวุโสในเขตดอยยาว-ผาหม่น โดยมีตำนานที่เกี่ยวข้องกับม้งดังนี้
โก่จั๊วและจ่าวหน่า เป็นบรรพบุรุษของคนม้ง ซึ่งมีพ่อแม่คือ สือ นู้ โตง เอี๊ยะ นญู่ ซือ (swv nuj toog iab nyuj ntsws) ทั้งสองมีลูกชาย 9 คน ลูกหญิง 9 คน อยู่มาในวันหนึ่ง ‘เหย่อโซ๊’ หรือเจ้าแห่งธรรมชาติได้สั่งให้ทั้งสองคนสร้างกลองม้งขนาดใหญ่หนึ่งลูก เพราะน้ำจะท่วมโลก เมื่อสร้างกลองเสร็จ ทั้งสองจึงนำเอาสัตว์นานาพันธุ์อย่างละหนึ่งคู่ และเมล็ดพันธุ์พืชทุกชนิดบรรจุไว้ในกลอง แล้วทั้งสองจึงเข้าไปอยู่ในกลองใหญ่นั้น
คนม้งอีกหลายคนยังเชื่อในผู้ทรงสร้างจักรวาลเช่นเดียวกับเหย่อโช๊ หรือบางกลุ่มเรียกว่า ‘จื๋อ ตู่’ (Tswv Ntuj) ในขณะเดียวกันยังเชื่อในวิญญาณหรือเทวาหรือผีอีกมากมายทั้งใหญ่น้อย ผู้ที่แสดงออกในด้านความเมตตากรุณาคือ ‘โซ๊’ (Saub) ซึ่งในเรื่องเล่าอีกสำนวนเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกกล่าวว่า โซ๊บอกคนม้งว่าน้ำจะท่วมโลก มีคนหนึ่งมองหาตัวตุ่น เขาจึงขุดรูลึกไปจนพบตุ่นตัวหนึ่ง แล้วมันจึงถามว่า ทำไมจึงทำอะไรให้เสียเปล่าไปอย่างนั้น เขาตอบว่า ข้าพยายามขุดรูให้ลึกสุดเท่าที่ลึกได้ เพื่อให้รอดพ้นจากน้ำท่วมซึ่งกำลังมา สัตว์นั้นจึงกล่าวว่า ให้สร้างเรือแล้วนำผู้คน เด็ก ๆ และสัตว์ทั้งหลายใส่ไว้ในเรือ และใส่เมล็ดพันธุ์พืชต่าง ๆ ไว้ในรูลึกที่ขุดไว้ ซึ่งจะได้เริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง นี่เป็นจุดเริ่มของเรื่องเล่าสำนวนหนึ่งในการมีชีวิตรอดยุคน้ำท่วมโลกของคนม้ง
อีกสำนวนหนึ่งเล่าว่า เมื่อโก่จั๊วและจ่าวหน่าอยู่ในกรองลอยขึ้นเป็นเวลาเก้าปีเต็มจนเรือลอยถึงขอบฟ้า แล้วกลองก็ไปกระแทกบนฟ้า ‘เหย่อโซ๊’ เจ้าแห่งธรรมชาติจึงรู้สึกตัวว่าน้ำท่วมถึงขอบฟ้าแล้วก็เลยเอาปักทองแดงแหลมทิ่มแทงลงไปบนพื้นผิวโลก ทำให้แผ่นดินแยกเป็นหุบเขา ในที่สุดน้ำท่วมโลกก็ลดลงเป็นปกติ ทั้งสองจึงมีชีวิตรอดบนผืนโลก แล้วได้ทำตามคำสั่งของ ‘เหย่อโซ๊’ ที่ว่าถ้ามีชีวิตรอดถึงฝั่ง ให้ทั้งสองนำแผ่นหินคนละแผ่นกลิ่งจากภูเขาคนละฝั่งลงในหุบเขา ถ้าแผ่นหินทับกันให้ทั้งสองจงแต่งงานกันเองเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์สืบไป
อนึ่งเล่ากันอีกว่า น้ำท่วมโลกได้ทำให้สัตว์ทั้งหลายที่ไม่ได้ขึ้นกลองตายหมด รวมทั้งไก่ด้วย ยกเว้นไข่ไก่เท่านั้นที่เหลืออยู่แล้วได้กลายเป็นไก่ในเวลาต่อมา ทำให้ทั้งสองให้ความสำคัญกับไก่เป็นที่หนึ่งไก่เป็นสัตว์ที่รู้ฟ้าดินดีกว่าสัตว์ใดๆ
เมื่อทั้งสองแต่งงานกันเองแล้วเกิดลูกออกมามีมือและเท้าติดกับร่างกายที่กลมเหมือนลูกแตงกวาม้ง ทั้งสองเกิดความสลดใจมากจึงนำลูกไปสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ แล้วนำส่วนที่เป็นไส้ไปทิ้งในพื้นที่ราบและนำส่วนที่เป็นชิ้นเนื้อไปทิ้งบนภูเขาให้กระจัดกระจายไปทั่ว แต่ปรากฏว่า ในเช้าวันรุ่งขึ้น ก้อนเนื้อเหล่านั้นก็กลายเป็นคนมีครอบครัวอยู่ทั่วไปจำนวน 12 ครอบครัวอย่างประหลาดใจ แล้วจึงตั้งชื่อแซ่ตระกูลให้กับ 12 ครอบครัว อันเป็นที่มาของแซ่ต่าง ๆ ของม้งในปัจจุบัน ส่วนลำไส้ที่นำไปทิ้งในพื้นราบก็กลายเป็นข้าวและพืชพันธุ์ธัญญาหารอยู่ทั่วไป
ม้งมีสำนวนสุภาษิตในการสอนคนของตนเองเช่นเดียวกัน สุภาษิตมีทั้งที่เป็นสุภาษิตที่พูดถึงความสำคัญของพี่น้อง การเลือกคู่ครอง การปกครอง การปฏิบัติตนให้เป็นคนดีมีความซื่อสัตย์ ซึ่งโดยนัยแล้วสุภาษิตเหล่านี้ต้องการสื่อสารกับฝ่ายชายเป็นส่วนใหญ่ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างสุภาษิตพร้อมคำแปลและคำอธิบายที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จาก ยุทธพงษ์ สืบศักดิ์วงศ์ (2546) ดังนี้
Tsis noj mov yuav tshaib plab, tsis yuav kwv yuav tij ces yuav tu dab
ไม่กินข้าวย่อมหิวข้าว ไม่เอาน้องเอาพี่ย่อมจะขาดผี
Tsis noj mov yuav tuag, tsis yuav kwv yuav tij ces yuav tu dab qhuas
ไม่กินข้าวจะตาย ไม่เอาน้องเอาพี่ย่อมจะขาดผีบรรพบุรุษ
จากภาษิตบทนี้แสดงให้เราเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน ครอบครัวและผีบรรพบุรุษ (dad qhuas) ตามที่ความหมายจากการแปลบทสัมภาษณ์มีว่า “ ควรรักญาติพี่น้องเพราะจะทำให้เรามีความมั่นคงทั้งทางสังคมและทางจิตใจ หากว่าพี่น้องมีงานใดงานหนึ่งแล้วเราไม่ช่วยเหลือเลย เมื่อถึงทีเราเขาย่อมไม่มาช่วยเราด้วย เราย่อมสูญเสียความสัมพันธ์ทางสังคมและทางจิตวิญญาณ” ดังนั้นหากสถาบันครอบครัวพังพินาศก็เท่ากับว่าเสาหลักทางความคิดของม้งถูกโค่นลงเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ในการสร้างครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของสังคมจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฝ่ายชายที่จะต้องเป็นฝ่ายไปสู่ขอฝ่ายหญิงให้มาร่วมชีวิตอยู่กับสายตระกูลของตน โดยมีภาษิตเกี่ยวกับการคัดเลือกคู่ครองดังนี้
Noj txiv yuav saib noob, yuav poj niam saib caj hmoob
กินผลไม้พึงดูเมล็ด แต่งภรรยาดูสายตระกูล
Noj nqaij yuav saib txha, yuav poj niam saib neej tsa
กินเนื้อพึงดูกระดูก เอาภรรยาพึงดูญาติพี่น้องของเขา
ภาษิตนี้สอนว่า เมื่อเราคิดจะหาคู่ครองเราย่อมต้องเลือกดูว่าเชื้อสายของเขานั้นเป็นอย่างไร พ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องเพราะว่าเมื่อเราแต่งงานกับเขา มาอยู่กินกัน ลูกหลานของเราย่อมมีลักษณะเหมือนฝ่ายเขาด้วยส่วนหนึ่ง หากเชื้อสายของเขาดีมีเชื้อเป็นผู้นำ ลูกหลานของเราย่อมมีส่วนหนึ่งที่มีลักษณะเป็นผู้นำเช่นนั้น แต่หากเชื้อสายของเขาเป็นพวกที่เกียจคร้านติดยา ตลอดชั่วอายุคนก็เป็นเช่นนั้นลูกหลานของเราที่เกิดมาก็จะเป็นเช่นนั้นด้วยส่วนหนึ่ง ท่านจึงกล่าวว่าเมื่อจะแต่งงานกับใครก็จะต้องดูเชื้อสายด้วย เมื่อเราแต่งเขามาแล้วเขาจึงเป็นภรรยาที่ดีของเราได้
Tau poj niam nquag, ua neej thiaj xws luag; tau poj niam zoo, ua neej thiaj nto moo
ได้ภรรยาขยันดำเนินชีวิตจึงเหมือนเขา ได้ภรรยาดีดำเนินชีวิตจึงมีชื่อเสียงโด่งดัง
ภาษิตนี้กล่าวถึงลักษณะของภรรยาที่ดี กล่าวคือ ภรรยาที่ดีย่อมเป็นผู้มีความคิด เป็นคนใจเย็นมีความรอบคอบ ขยันขันแข็งในการทำมาหากิน ไม่ดูถูกดูแคลนสามีของตนเอง ไม่แช่งด่าสามีตนเองให้ถึงความฉิบหาย เป็นผู้ตั้งใจทำงานไม่ปล่อยให้การงานคั่งค้างเป็นดังนี้จึงทำให้ชีวิตครอบครัวเจริญ และภาษิตที่ว่า
Hawm ntu thiaj tau ntuj ntoo, hawm niam hawm txiv thiaj tau zoo
เคารพฟ้า จึงจะมีฟ้าคุ้มครอง เคารพพ่อแม่ จึงจะได้ดี
Ntsib tsov ces yuav tuag, ntsib nomtswv ces yuav pluag
พบเสือหมายถึงตาย พบเจ้านายหมายถึงจะจน(ถูกรีดไถ)
สถานการณ์ปัจจุบันและสภาพปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง
หลังห้าทศวรรษแห่งการพัฒนาบนพื้นที่สูงของรัฐบาลไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ซึ่งมีคนม้งเป็นเป้าหมายหนึ่งของโครงการพัฒนาจากภาครัฐด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ก็ทำให้คนม้งในปัจจุบันได้ถูกนับรวมเป็นพลเมืองไทยและเข้าถึงสิทธิและโอกาสต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับคนทั่วไปในสังคมไทย และชุมชนใหญ่น้อยตามพื้นที่ดอยต่างๆ ก็ถูกเชื่อมกับชุมชนเมืองด้วยถนนหนทางที่สะดวกขึ้น ทำให้เกิดการเดินทางและปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นระหว่างคนบนดอยกับคนในเมือง ในหลากหลายมิติด้วยกัน และที่สำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับโลกาภิวัตน์ เช่น ทุนนิยม เสรีนิยม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และความเสมอภาคทางเพศ ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ของพวกเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทั้งในระดับครัวเรือน ระดับชุมชน และระดับชาติพันธุ์ ในที่นี้ไม่อาจจะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงและปัญหาทุกมิติของม้งในไทยได้หมด ฉะนั้นสิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอต่อไปนี้เป็นเพียงปัญหาบางส่วนที่เกิดขึ้นในสังคมม้งทั่วไปปัจจุบันเท่านั้น
ปัญหาด้านสังคม จากเดิมที่ม้งเคยอยู่กันแบบครอบครัวขยายที่ประกอบไปด้วยปู่ย่า พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน มีการทำงานร่วมกันและใช้ทรัพย์สินร่วมกัน แต่เมื่อวิถีการผลิตเปลี่ยนแปลงจากการทำมาหากินเพื่อการยังชีพไปสู่การผลิตเพื่อจำหน่ายแล้ว ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวขยายเกิดการแตกแยก และเกิดเป็นครอบครัวเดี่ยวขึ้นมาหลายครอบครัว โดยที่แต่ละครอบครัวมีอิสระในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินของตนเอง จึงนำไปสู่ปัญหาไม่รักและสามัคคีกันในหมู่พี่น้องเหมือนในอดีต กลายเป็นปัญหาสังคมแบบหนึ่งที่ต่างคนต่างอยู่และต่างคนต่างทำมาหากิน และความสัมพันธ์ในหมู่พี่น้องและเครือญาติก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์เป็นหลัก การที่คนรุ่นใหม่รับเอาค่านิยมและพฤติกรรมใหม่ๆ เข้ามา เช่น การดื่มสุรา เล่นการพนันและยาเสพติด รวมทั้งชนไก่ นำมาสู่ปัญหาการทะเลาะกันภายในครอบครัวและกลุ่มญาติพี่น้อง
ปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุที่ทางราชการยังไม่ออกเอกสารสิทธิ์ให้กับคนบนพื้นที่สูง ซึ่งพวกเขาได้อยู่และได้ครอบครองมายาวนานแล้ว ทำให้เขาขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ที่มากไปกว่านั้นคือการประกาศเขตอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติและป่าสงวนทับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของชาวบ้าน บ่อยครั้งทำให้ชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่กล่าวหาดำเนินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า แม้กฎหมายเกี่ยวกับป่านั้นเกิดขึ้นทีหลังการตั้งชุมชนก็ตาม ทั้งนี้ สิ่งที่ชาวบ้านพอทำได้เพื่อความอยู่รอดในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินจึงเป็นการพยายามหาแหล่งอำนาจต่างๆ เข้ามารับรองการอยู่อาศัยและการทำมาหากินของตนเอง รวมทั้งพยายามปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรของตนเองให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อจะได้มีข้อต่อรองในการใช้ประโยชน์จากที่ดินมากขึ้น
ปัญหาด้านการศึกษา ม้งส่วนใหญ่แม้จะได้รับการศึกษาจนจบขั้นพื้นฐาน แต่ยังมีน้อยคนนักที่สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ เนื่องจากฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวที่ยังไม่สามารถส่งเสียให้ลูกทุกคนให้เรียนจบระดับชั้นสูงๆ ได้ ประกอบกับค่านิยมของม้งที่มุ่งหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงไปส่งเสริมให้ลูกหลานรีบแต่งงาน รีบมีลูก และรีบมีครอบครัวเร็วๆ ทำให้คนรุ่นใหม่แม้จะเกิดในยุคที่มีโรงเรียนและมีโอกาสและมีศักยภาพที่จะเรียนต่อได้ก็ตาม แต่ครอบครัวคนม้งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีค่านิยมที่จะส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวผ่านระบบการศึกษาชั้นสูงที่มีในสังคม คนม้งจึงนิยมให้ลูกแต่งงานด้วยวัยที่อายุยังน้อย หรือเมื่อเด็กเหล่าเข้าสู่วัยรุ่น สุดท้ายแล้วเกิดปัญหาน้อยใหญ่ตามมา เช่น การมีลูกกันท่ามกลางความไม่พร้อมเป็นพ่อเป็นแม่ การหย่าร้างกันก่อนวัยอันสมควร จากนั้นต่างคนต่างต้องดิ้นรนหาชีวิตคู่ใหม่ด้วยการละทิ้งลูกที่เกิดมาให้อยู่ในความรับผิดชอบของพ่อแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือผลักให้เป็นภาระหน้าที่ของศูนย์เด็กกำพร้าไป หรืออีกปัญหาหนึ่งคือ การไม่รู้สิทธิ์ของตนเอง และการไม่สามารถแยกแยะหรือทำความเข้าใจกับความย้อนแย้งและตรงไปตรงมาของกลุ่มต่างๆ ในสังคมได้ จนนำพวกเขาไปสู่การถูกกระทำและถูกลิดรอนสิทธิและผลประโยชน์ที่พวกเขาพึงจะได้รับ
ปัญหาด้านการทำมาหากิน โดยเฉพาะงานการเกษตร เมื่อคนม้งเปลี่ยนระบบการผลิตจากเพื่อการยังชีพมาสู่เพื่อการพาณิชย์เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันนับว่าคนม้งเป็นแรงงานผลิตพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย เพราะแต่ละครอบครัวมีการขยายเพิ่มจำนวนการผลิตพืชผลทางการเกษตรมากขึ้นเรื่อยๆ แม้คุณภาพชีวิตของบางคนและบางชุมชนจะดีขึ้นกว่าอดีตก็ตาม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกคนในชุมชนเหล่านั้นต่างก็ประสบกับความเสี่ยงและเผชิญกับปัญหาต่างๆ ตามมา ประการแรก ผู้เขียนสังเกตว่ามีหลายครอบครัวที่ภายหลังจากเผชิญกับการขาดทุนกับการทำไร่ทำสวน และมีหนี้มีสินติดตัวไม่สามารถชำระได้แล้ว ก็ตัดสินใจหาทางออกด้วยการเสี่ยงชีวิตค้ายาเสพติดและถูกจับดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่งผลให้ครอบครัวแตกสลาย นำไปสู่ปัญหาน้อยใหญ่อีกไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ประการที่สอง ผู้เขียนเห็นว่า เนื่องจากแต่ละครัวเรือนล้วนแล้วแต่ทำการแข่งขันเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก ทำให้หาแรงงานในชุมชนเพื่อช่วยในการผลิตไม่ได้ จึงต้องจ้างแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเข้ามาช่วยในการผลิต ทำให้เกษตรกรอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตามกฎหมายแรงงานและกฎหมายการค้ามนุษย์อีก และประการที่สาม เมื่อมีการผลิตในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรต้องใช้ยาและปุ๋ยซึ่งเป็นสารเคมีในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ กับพืชผลของตนเอง จนนำไปสู่การมีปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชุมชนม้งมาก่อน
นอกจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบโครงสร้างทางสังคมไทยและอิทธิพลของกระแสจากภายนอกแล้ว ผู้เขียนขอยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นจากจารีตเดิมของคนม้งที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคนม้งรุ่นใหม่ในปัจจุบันด้วย ผู้เขียนเห็นว่า หนึ่งในปัญหาที่คนม้งเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือ เรื่องของความไม่เท่าเทียมทางเพศ กล่าวคือ ระบบโครงสร้างอำนาจของสังคมม้งที่ให้ชายเป็นใหญ่ ส่งผลให้หญิงม้งไม่มีพื้นที่ทั้งในบ้านของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดและแม้แต่ในบ้านของฝ่ายสามีที่ตนเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตและร่วมสร้างกันขึ้นมา
ตามจารีตเดิมคือ เมื่อแต่งงานแล้วหญิงม้งต้องเป็นฝ่ายที่ออกเรือนไปอยู่กับสามี และไปทำการผลิตให้กับครอบครัวฝ่ายสามีเป็นหลัก และโดยความคาดหวังของพ่อแม่แล้ว เธอต้องไปอยู่กินกับสามีจนตาย แม้จะมีปัญหากันก็ตาม เพราะหากเธอกลับมาแล้ว เธอจะไม่สามารถที่จะอยู่และตายในบ้านของพ่อแม่ได้ (ไม่ยอมให้กลับมานับถือผีของฝ่ายพ่อแม่เกิด) หญิงม้งในอดีตจึงต้องจำยอมและทนอยู่กับสามีท่ามกลางความสัมพันธ์ที่แตกร้าว จนสามีอาจเอาเมียน้อยเข้ามาแทนที่เธอก็ได้ แต่เธอก็ยังยอมที่จะทุกข์ทนอยู่ในความสัมพันธ์ดังกล่าวเพื่อตัวเธอเองด้วยและเพื่อลูกๆ ของเธอด้วย และในกรณีที่สามีเสียชีวิต เธอก็มักจะถูกเป็นเป้าหมายของผู้หญิงในครัวเรือนเดียวกันไม่ว่าจะเป็น แม่สามี พี่สะใภ้หรือน้องสะใภ้ ว่าเป็นชู้กับสามีของพวกเขา จนทำให้เธอไม่สบายใจและไม่สามารถอยู่ร่วมกับพวกเขาได้ จนต้องออกมาจากครอบครัวสามีมาอยู่เองโดยลำพัง ในอดีตหญิงหม้ายหรือหญิงร้างมักจะกลับมาพึ่งพาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของตนโดยพ่อแม่มักจะสร้างบ้านหลังเล็กๆ ข้างบ้านของตนให้ลูกสาวและลูกๆ ของเธออาศัยอยู่ และดิ้นรนทำมาหากินเองโดยลำพัง และยังมีความหวังเสมอว่าตนเองต้องแต่งงานใหม่ให้ได้เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้น เธอก็จะถูกผู้ชายมองเป็นของเล่น และถูกภรรยาของพวกเขามองด้วยความเกลียดชัง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเธอเสียชีวิต ก็จะไม่มีพิธีอะไรทำให้เธอ ยกเว้นแต่การสวดเพื่อนำทางวิญญาณของเธอไปหา “เหยอปล่า-ปอปล่า” (Yawg blas-Pog blas) หรือภูตผีที่เป็นสัมภเวสีที่อาศัยอยู่ในป่า แล้ววิญญาณเธอก็จะไม่ได้พบพ่อแม่พี่น้องของเธอในโลกของคนตายอีกต่อไป
เพื่อหลบหลีกความขัดแย้งดังกล่าว การทำมาหากินที่เหมาะกับพละกำลังของเธอ และการมีชีวิตที่เลือกได้มากขึ้น ทำให้หญิงม้งที่เผชิญกับปัญหาชีวิตคู่ที่แตกร้าวในปัจจุบันแทนที่จะกลับไปพึ่งพาพ่อแม่และญาติพี่น้อง พวกเขาเลือกที่จะเข้าไปเป็นแรงงานอยู่ในเมืองและพยายามใช้ชีวิตให้กลมกลืนกับสังคมที่ไม่รู้จักพวกเขาและไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของพวกเขา รวมทั้งได้ฝากชีวิตของพวกเขาไว้ให้กับสิ่งแวดล้อมใหม่ที่นับเขาเป็นพี่น้องผ่านทางความเชื่อในพระคริสต์ร่วมกัน ปรากฏการณ์เหล่านี้ น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของสังคมม้งที่ยังคงให้ความสำคัญกับระบบชายเป็นใหญ่จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตของหญิงม้งไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะหญิงที่ไม่สามารถกำหนดโชคชะตาชีวิตของตนเองได้ พวกเขาก็จะถูกผลักออกไปจากครอบครัว ชุมชน และชาติพันธุ์ของพวกเขาอย่างเลือกไม่ได้
การรวมกลุ่ม และสร้างเครือข่ายในปัจจุบัน
ในอดีตที่ผ่านมา นอกจากการรวมตัวกันภายใต้โครงสร้างของระบบเครือญาติและสมาชิกในครัวเรือนแล้ว ไม่เคยมีการรวมตัวกันอย่างเป็นระบบเพื่อขับเคลื่อนงานใดงานหนึ่ง แต่ทว่าหลังจากช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามความขัดแย้งในประเทศไทยระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับฝ่ายรัฐบาลไทยอันมีมวลชนม้งเข้าไปเกี่ยวข้องกับทั้งกลุ่มอำนาจทั้งสองฝ่ายเป็นต้นมา เกิดการตื่นตัวในการรวมตัวกันมากขึ้นตั้งแต่ระดับเครือข่ายขนาดเล็กที่เป็นระดับชุมชนในละแวกเดียวกัน ไปจนถึงการรวมตัวกันในระดับจังหวัด และระดับชาติ โดยเป้าหมายในการรวมตัวดังกล่าวนั้นมีความหลากหลายพอสมควร ดังเช่น การรวมตัวกันของกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดเชียงรายที่ต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน ภายใต้ชื่อ “เครือข่ายเกษตรกรดอยยาว-ผาหม่น” และการรวมตัวกันของม้งในเขต 4 จังหวัด (เชียงราย พะเยา น่าน แพร่) ในชื่อ “ชมรมม้งแห่งประเทศไทย” เพื่อสร้างกฎกติกาใหม่ในวัฒนธรรมม้งโดยเฉพาะการแต่งงานและพิธีงานศพให้เข้ากับยุคสมัยของทุนนิยมในปัจจุบัน ม้งในเชียงใหม่ก็มีการรวมตัวกันภายใต้ชื่อ “สมาคมม้งแห่งประเทศไทย” เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีและหาพื้นที่ให้กับคนม้งในประเทศไทยผ่านการจัดกิจกกรมทางวัฒนธรรม
เนื่องจากวิถีการปฏิบัติของคนม้งในแต่ละตระกูลแซ่ต่างๆ นั้นมีความแตกต่างกัน และแม้กระทั่งภายในแซ่เดียวกันก็มีความแตกต่างกัน จึงทำให้แกนนำในแต่ละตระกูลแซ่ตามจังหวัดต่างๆ มีความพยายามในการรวมกันเพื่อหาข้อแนวร่วมในการปฏิบัติที่เป็นระบบเดียวกัน ทำให้ปัจจุบันม้งทั้ง 18 ตระกูลแซ่ก็มีการร่วมตัวกันข้ามจังหวัดโดยความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติ โดยบางแซ่ก็ได้จดทะเบียนเป็น “สมาคม” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่บางตระกูลยังคงรวมตัวกันแบบหลอมๆ เป็นเพียง “ชมรม” และ “เครือข่าย” ที่ผ่านมาผู้เขียนเห็นว่า นอกจากแต่ละตระกูลแซ่จะมีการพบปะประจำปีแล้ว พวกเขาก็ยังมีการช่วยเหลือสมาชิกภายในตระกูลแซ่ของตนเองด้านปัจจัยสี่ด้วย และบางตระกูลแซ่ก็มติในการปรับเปลี่ยนจารีตบางอย่างให้มีความสอดกับชีวิตในปัจจุบันด้วย ประการสำคัญคือ ภายใต้ตระกูลแซ่ต่างๆ ทั้งหมด 18 แซ่นั้นก็มีตัวแทนของแต่ละตระกูลแซ่เข้าเป็นคณะกรรมการใน “เครือข่ายม้ง 18 แซ่” ด้วย
นอกจากนี้แล้ว เมื่อคนม้งเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่เมืองใหญ่มากขึ้น ก็ทำให้เกิดการรวมตัวก็เป็นเครือข่ายม้งในเมืองด้วย เช่น เครือข่ายม้งในตัวเมืองเชียงใหม่ เครือข่ายชมรมนักศึกษาม้งจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมม้งกรุงเทพฯและเครือข่าย และสมาคมพ่อค้าม้งไทย เป็นต้น โดยการรวมตัวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือกันและกันในระหว่างที่เรียนหนังสือหรือทำมาหากินอยู่ในเมือง รวมทั้งรวมตัวกันเพื่อจัดงานปีใหม่ร่วมกันเพื่อสร้างพื้นที่ของตนเองในเมือง ทำให้ปัจจุบันนอกจากจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองปีใหม่ม้งตามชุมชนบนดอยแล้ว ยังมีการจัดงานปีใหม่ม้งในเมืองด้วย นอกเหนือจากเครือข่ายที่กล่าวมานี้ก็เป็นเครือข่ายระดับชุมชนท้องถิ่นที่เป็นการรวมตัวของชุมชนม้งในละแวกใกล้เคียงกัน เพื่อสร้างความปรองดองกันและแก้ไขปัญหาเฉพาะท้องถิ่นไป
จะเห็นได้ว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ แม้คนม้งจะไม่มีองค์กรหรือสถาบันทางสังคมทำหน้าที่ในการกำกับและดูแลสมาชิกอย่างเป็นรูปธรรมก็ตาม แต่ก็มีความพยายามในการรวมตัวกันผ่านกลไกหลากหลายรูปแบบขึ้นมาเพื่อรับมือกับโอกาสและปัญหาที่ส่งผลต่อคนม้งด้วย
| Access Point |
|---|
| No results found. |
ม้ง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากและกระจายตัวอยู่กว้างขวางในบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย มีอัตลักษณ์การแต่งกายที่โดดเด่น กับทั้งภาพลักษณ์ด้านความขยันหมั้นเพียร อดออม และค้าขายเก่ง มนประเทศไทยมีชาวม้งสองกลุ่มหลักคือ ม้งเขียว และม้งขาว