กลุ่มชาติพันธุ์ : ม้ง

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ม้ง
  • ชื่อเรียกตนเอง : ม้ง
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : แม้ว, ม้ง, เหมียว, แข่
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษาม้ง จัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาม้ง-เมี่ยน
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              ตราบนานเท่าใดที่ม้งเรียกตนเองว่า “ม้ง” ม้งเองก็ถูกคนอื่นเรียกว่า “เหมียว” หรือ “แม้ว” นานเท่านั้นด้วยเช่นกัน  ในขณะที่คำแรกเป็นเพียงชื่อเฉพาะที่แทบไม่มีความหมายในตัวมันเองใด ๆ [1] คำหลังกลับมีนัยยะความหมายว่าเป็นกลุ่มคนที่รู้จักระบบการทำนา หรือทำการผลิตข้าวเป็นอาหารหลักโดยเชื่อมโยงกับตัวอักษรในภาษาจีน“เหมียว” (苗) ที่มีลักษณะเป็นรูปที่นา  ซึ่งภายหลังนี่เองที่คนม้งได้อพยพจากดินแดนในจีนสู่มาประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อดังกล่าวในภาษาพื้นถิ่นแถบกลับมิได้มีความหมายมากไปกว่าการเป็นเพียงเสียงร้องของแมวเท่านั้น จึงเป็นเหตุหนึ่งที่คนม้งส่วนใหญ่ไม่ชอบให้คนอื่นเรียกตนเองว่า “แม้ว”  [2] และพวกเขามีความพยายามยิ่งในการรณรงค์ให้ทั้งภาครัฐ สื่อมวลชน และคนทั่วไปหันมาใช้ชื่อชาติพันธุ์ที่พวกเขานิยามตนเองแทนการนิยามของคนนอกวัฒนธรรมคำดังกล่าว

              สำหรับความหมายของคำว่า “ม้ง” แม้ในสามัญสำนึกของม้งทั่วไปจะไม่ได้แปลว่าอะไรเลยก็ตาม แต่ภายหลังก็มีนักวิชาการบางท่านก็พยายามให้ความหมายกับคำดังกล่าวว่าหมายถึง “อิสระ” หรือ “อิสระชน” (Yang Dao 1993, Sucheng Chan 1994) แต่ความหมายดังกล่าวก็ถูกตั้งคำถามและถกเถียงกันอยู่ เพราะประวัติศาสตร์ชีวิตม้งที่ผ่านมา ม้งหาได้ดำรงอยู่อย่างอิสระอย่างปราศจากการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มวัฒนธรรมกระแสอื่น ๆ  เรื่องเล่า ภาษา และวัฒนธรรมล้วนแล้วได้รับอิทธิพลจากกลุ่มสังคมกระแสหลักทั้งสิ้น และที่สำคัญมีการลุกขึ้นต่อสู้กับกลุ่มอำนาจกระแสหลักตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา  Lamont H. Thao (2000)  จึงเห็นว่า คำว่าม้งจึงไม่อาจแปลว่าอิสระชนได้ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว มันเป็นเพียงชื่อชาติพันธุ์ที่หมายถึงคนม้งเช่นเดียวกันกับคนในชาติอื่น ๆ ที่ถูกเรียกว่าคนอินเดีย คนอังกฤษ และอเมริกันโดยไม่มีความหมายอื่นแฝงอยู่แต่อย่างใด  ทว่าตามทัศนะและตามประสบการณ์ของผู้เขียนในฐานะที่เป็นม้งแล้ว เห็นว่าในบางบริบทคำดังกล่าว ก็แปลว่า “คน” หรือ Man เช่นเดียวกับชื่อชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่มักจะตั้งชื่อของตนเองว่าเป็นมนุษย์หรือคน เช่น “มานิ” แปลว่า “มนุษย์/คน” ปกาเกอญอก็แปลว่าคน และมลาบรี ก็มีความหมายว่าคน  เป็นต้น 

     

    ชื่อเรียกตัวเอง 

              ม้ง (Mong) เป็นคำเรียกตัวเองที่ออกเสียงในสำเนียงของกลุ่มม้งจั๊ว หรือม้งเขียว/น้ำเงิน 

              ฮม้ง (Hmong) เป็นคำเรียกตัวเองในสำเนียงของกลุ่มม้งเด๊อ หรือม้งขาว 

              อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการใช้เป็นคำรวมๆ ที่ครอบคลุมทั้งสองกลุ่ม มักจะสะกดเป็น “ม้ง” ในภาษาไทย และ “Hmong” ในภาษาอังกฤษ   ความหมายของคำนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ คนม้งทั่วไปใช้คำนี้โดยไม่ได้ตระหนักถึงความหมายของคำนี้มาก่อน แต่ใช้ชื่อนี้เพียงเพื่อบอกให้คนอื่นรู้ว่าพวกเขามีความแตกต่างทางชาติพันธุ์จากกลุ่มอื่นเท่านั้น เอาเข้าจริง ก็เป็นเพียงชื่อชาติพันธุ์ที่ใช้แยกแยะความแตกต่างของกลุ่มคน โดยไม่มีความหมายอื่นใดซ่อนอยู่ในรูป เช่น คำว่า คนอินเดีย คนอังกฤษ และอเมริกัน คำเหล่านี้แทบไม่มีความหมายในตัวของมันเองเลย ยกเว้นแต่จะเป็นคำที่สื่อให้รู้ถึงภูมิหลังและความเป็นชาติพันธุ์ของคนนั้นๆ เท่านั้น  อย่างไรก็ตาม ในหมู่นักวิชาการม้งรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตกก็พยายามตีความคำดังกล่าวว่า หมายถึง “อิสระ” หรือ “อิสระชน” (Yang Dao, 1993 อ้างใน Chan, 1994) ในขณะที่อีกกลุ่มก็ตั้งคำถามต่อการตีความดังกล่าวด้วยว่า การตีความเช่นนั้นอาจไม่ถูกต้องก็ได้ เพราะตำนานและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของม้งนั้น ม้งหาได้ดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระโดยปราศจากการครอบงำจากกลุ่มวัฒนธรรมหลักไม่ (Thao, 2000) สำหรับในประเทศไทย เดิมทีคำนี้ไม่ได้ถูกคนภายนอกใช้เรียกตัวตนของพวกเขา จนกระทั่งภายหลังจากที่พวกเราได้เรียกร้องและณรงค์ตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ให้หน่วยงานราชการและสื่อมวลชนใช้คำว่า “ม้ง” ในกาเรียกตัวตนของพวกเขาแทนว่า “แม้ว” ก็ทำให้เราค่อย ๆ เห็นความพยายามของคนภายนอก ไม่ว่าจะเป็นทางราชการ นักวิชาการ สื่อมวลชน และบุคคลทั่วไปหันมาเรียกตัวตนของพวกเขาตามที่พวกเขาต้องการให้เรียกหลังจากทศวรรษ 2530   เป็นต้นมา 

    ชื่อที่คนอื่นเรียก 

              เหมียว (Miao) คำนี้ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีนประมาณศตวรรษที่ 27 ก่อนคริสตศักราช หรือเมื่อประมาณสองพันสองร้อยปีก่อนคริสตศักราช (Savina, 1924 อ้างใน ประสิทธิ์ ลีปรีชา, 2546: 26)  ในบางบริบทเป็นคำรวมที่คนจีนใช้เรียกชนเผ่าต่าง ๆ ทางตอนใต้ของจีนซึ่งรวมถึงม้ง เมี่ยน ลาว และจ้วง ซึ่งถือว่าเป็นพวกป่าเถื่อนและไม่ใช่ชาวฮั่น  ในขณะที่บางยุคนั้นหมายถึงเฉพาะม้งเท่านั้น (Cheung, 1996a; 1996b, Diamond 1995; Ruey, 1960, 1979 อ้างใน ประสิทธิ์ ลีปรีชา, 2546: 26) นอกจากนี้แล้ว Lombard Salmon (1972: 117 อ้างใน Michaud, 1997: 120) ยังชี้ให้เห็นว่า ตามบันทึกเอกสารของจีนแล้ว คำดังกล่าวมักจะปรากฏคู่กับคำ 2 คำคือ “shu Miao” ซึ่งแปลว่า “เหมียวที่ผ่านการทำให้สุกแล้ว” กับอีกคำคือ “sheng Maio” ซึ่งหมายถึง “เหมียวกลุ่มที่ยังดิบอยู่” ทั้งสองคำจึงสะท้อนถึงสถานภาพของเหมียวสองกลุ่มที่แตกต่างคือ เหมียวกลุ่มที่ถูกวัฒนธรรมชาวจีนครอบงำแล้ว กับเหมียวอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังมีอิสระไม่ขึ้นต่อการควบคุมของจีน   อย่างไรก็ตาม โดยรากศัพท์ทางภาษาจีนแล้ว คำดังกล่าวหมายถึงต้นข้าวอ่อน หน่อ หรือวัชพืชกับที่นา (ดังตัวอักษรในภาษาจีน (苗) ที่มีลักษณะเป็นรูปที่นา) จึงมีการให้ความหมายว่า ลูกของแผ่นดินและชนพื้นเมืองที่แต่เดิมทำนาเป็นหลัก (ประสิทธิ์ ลีปรีชา, 2554: 9) ชาวเหมียวในจีนจึงยอมรับและเชื่อมโยงตัวตนที่สัมพันธ์กับภาพลักษณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ เมื่อรัฐชาติจีนสมัยใหม่หลังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 แล้ว คำว่า “เหมียว” นี้ก็กลายเป็นชื่อที่หมายถึงชนชาติ 4 กลุ่มที่คณะสำรวจของรัฐบาลจีนเห็นว่าพวกเขามีภาษาและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน คือ “ม้ง” (Hmong) กอซ่ง” (Qho Xiong) “ฮมู้” (Hmub) และ “ฮม้อ” (A-Hmao) (Lee, 2007: 3) โดยภายใต้กลุ่มที่ชื่อม้งที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนปัจจุบันนั้น ประสิทธิ์ ลีปรีชา (2554) ยังแบ่งย่อยได้อีกเป็น 7 กลุ่ม คือ ม้งเด๊อ (Hmoob Dawb) ม้งจั๊วะ (Moob Ntsuab) ม้งชื้อ (Moob Swb) ม้งเป่ (Hmoob Peg) ม้งเซา (Hmoob Xauv) ม้งซัว (Hmoob Sua) ม้งปัว (Hmoob Pua) โดยม้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันนั้น มีแค่กลุ่ม “ม้งเด๊อ” หรือ “ม้งขาว” และ “ม้งจั้ว”” หรือ “ม้งเขียว” เท่านั้น  

              แม้ว (Meo) คำนี้ผันแปรมาจากคำว่า “เหมียว” ข้างต้น และเป็นคำที่คนท้องถิ่นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หมายถึง “ม้ง” กลุ่มเดียว และสำหรับม้ง (ไม่รวมม้งในจีน) แล้วคำดังกล่าวไม่มีความหมายใดๆ ในภาษาของคนแถบนี้ ยกเว้นแต่เป็นเพียงเสียงร้องของสัตว์แมวเท่านั้น จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ม้งส่วนใหญ่ไม่ชอบให้คนอื่นเรียกตนเองว่า “แม้ว” เลย (ประสิทธิ์ ลีปรีชา, 2546: 28; Lee, 2007: 4) แต่ก็มีการเรียกขานกันมาโดยตลอด  แม้กระทั่งงานเขียนเกี่ยวกับม้งในยุคแรก ๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ ก็มักใช้ชื่อดังกล่าวนำเสนอตัวตนของม้ง ดังเช่น งานของขุนประชาคดีกิจ (2428 อ้างใน ธงชัย วินิจจะกุล, 2560: 19) ใช้คำว่า “ข่าแม้ว” อธิบายภาพลักษณ์ของการเป็นคนป่าของคนม้งที่อยู่บริเวณชายแดนเหนือสุดสยาม ในขณะที่ McCarthy (1895: 71 อ้างใน Michaud, 1997: 124 ) นักภูมิศาสตร์ชาวอังกฤษ ก็ใช้คำว่า “Meo” ในการบันทึกการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของม้งในบริเวณทางภาคเหนือของประเทศไทย (น่าน) ปี ค.ศ. 1880  ตลอดจนงานในยุคสงครามเย็น เริ่มจากงานของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (2506, 2551)  ประภาส  จารุเสถียร (2509) ขจัดภัย บุรุษพัฒน์ (2518; 2526) งานของสถาบันวิจัยชาวเขา (2541) ตลอดจนการข่าวและการละครในประเทศไทยยุคสงครามเย็นของสื่อมวลชนของรัฐและเอกชนก็ล้วนแล้วแต่ใช่คำว่า “แม้ว” “เผ่าแม้ว” “ชาวเขาเผ่าแม้ว” ยกเว้นบรรดาเหล่าสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ใช้คำว่า “ม้ง” เรียกทหารและมวลชนม้งมาโดยตลอด (จันทนา ฟองทะเล, 2539; วัฒน์ วรรลยางกูร, 2546; เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, 2554)  บริบทของการใช้คำที่เชื่อมโยงกับความเป็นชาวเขาของรัฐไทยดังกล่าว นับว่าส่งผลต่อการใช้คำในภาษาอังกฤษนำเสนอตัวตนของม้งด้วยเช่นกัน เช่น งานของ Marks (1973) ที่ใช้คำว่า  “Meo Hill Tribe”  หรือ Hmong Tribesmen ในงานของ Gua (1975) เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการขาดการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “แม้ว” โดยตรงของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย และการไม่รู้จักชนชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือของประเทศไทย (ชาวเขา/ชาวดอย) ก็ทำให้บางครั้งคำว่า “แม้ว” นั้น ถูกใช้แบบเหมารวมกลุ่ม “ชาวเขา” ทั้งหมดทางภาคเหนือด้วย  จึงพอกล่าวเป็นข้อสรุปได้ว่า คำว่า “แม้ว” ที่ถูกใช้ในสังคมไทยปัจจุบัน มีการใช้ให้หมายถึงกลุ่มประชากรที่แตกต่างกันสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่เรียกตนเองว่า “ม้ง” กับกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่รัฐจัดให้เป็น “ชาวเขาในประเทศ” ด้วย เช่น กะเกรี่ยง อาข่า ลีซู อิ้วเมี่ยน ลัวะ เป็นต้น มิหน้ำซ้ำ บางหน่วยงานของทางราชการในปัจจุบัน เช่น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (2555) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานโดยตรงกับกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ยังคงผลิตซ้ำตัวตนของม้งโดยใช้คำว่า “แม้ว” ในชุดหนังสือรวบรวมองค์ความรู้ชาวเขา 9 เผ่า อย่างไม่แตกต่างจากที่เคยใช้ในยุคสงครามเย็น 

               แข่  เป็นคำที่คนกะเหรี่ยงหรือปกาเกอญอในจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนใช้เรียกม้ง คำดังกล่าวในทางนิรุกติศาสตร์แล้ว จิตร ภูมิศักดิ์ (2544: 14) บันทึกไว้ว่าเป็นคำที่คนไตเหนือใช้เรียกคนจีนที่อยู่บริเวณพรมแดนยูนนานตะวันตกติดต่อกับรัฐคะฉิ่นของพม่า ฉะนั้นการที่คนปกาเกอญอได้เรียกคนม้งว่า “แข่” ผู้เขียนจึงเห็นว่าไม่ใช่เป็นประเด็นที่แปลกแต่อย่างใด เพราะคนม้งที่ตั้งรกรากอยู่ในเอเชียอาคเนย์นั้นล้วนแล้วแต่เดินทางออกมาจากดินแดนจีนทั้งสิ้น 

    [1] ยกเว้น ภายหลังที่มีนักวิชาการบางท่านได้พยายามเชื่อมโยงกับความหมายของการเป็นอิสระชนบ้าง

    [2] คำดังกล่าวมักจะถูกนักเขียนใช้อ้างอิงถึงประชากรม้งในอดีตเป็นหลัก ตัวอย่างงาน เช่น 30 ชาติในเชียงราย  โดย บุญช่วย   ศรีสวัสดิ์ (2551) ชาวเขาในประเทศไทย โดยประภาส  จารุเสถียร (2509) ชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของชาติ โดย ขจัดภัย บุรุษพัฒน์ (2526) และ “The Meo Hill Tribe: Problem in North Thailand” โดย Marks (1973) เป็นต้น

  • อื่น ๆ :

              ภาษาม้ง จัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาม้ง-เมี่ยน ม้งในไทยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักตามสำเนียงภาษาและการแต่งกาย คือ ม้งเด๊อ (Hmoob dawb) และม้งจั้ว (Hmoob ntsuab) โดยทั้งสองกลุ่มแม้จะมีสำเนียงและคำศัพท์บางส่วนที่แตกต่างกัน แต่พวกเขาต่างก็สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้ เช่นเดียวกันกับภาษาคำเมืองกับภาษาไทย หรือภาษาลื้อกับภาษาคำเมือง เป็นต้น

              สำหรับภาษาเขียนนั้น แต่เดิมคนม้งไม่มีระบบการเขียนของตนเอง แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าลวดลายผ้าปักของชาวม้งเป็นระบบการเขียนรูปแบบหนึ่งของม้งในอดีต แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าระบบลวดลายดังกล่าวเป็นระบบการอ่านและเขียนได้อย่างไร  ลวดลายผ้าปักม้งจึงมีความหมายต่อคนม้งในฐานะที่เป็นเพียงส่วนประกอบที่ใช้ตกแต่งเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของม้งมากกว่าที่จะเป็นระบบการเขียนที่บันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ  อย่างไรก็ตาม นับจากคริสต์ทศวรรษ 1950 คนม้งก็มีระบบของการเขียนของตนเองอันได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมิชชันนารีชาวอเมริกันและฝรั่งเศส (George Barney, William Smaller และ Yves Bertrais) ที่เข้ามาสอนศาสนาคริสต์ให้กับม้งในประเทศลาว นอกนั้นในระยะที่ผ่านมายังมีระบบตัวเขียนอื่นๆ อีก แต่ไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนม้งในประเทศไทยมากเท่าระบบนี้

              ระบบการเขียนภาษาม้งที่ถูกคิดค้นพัฒนาดังกล่าวนั้นมาจากการปรับใช้อักษรโรมัน (Romanized Popular Alphabet/RPA) มาแทนเสียงต่างๆ ในภาษาม้ง ซึ่งนับว่ามีความสอดคล้องกับเสียงภาษาม้งมากที่สุดเมื่อเทียบกับการใช้ตัวอักษรในภาษาไทย ระบบการเขียนดังกล่าวจึงเป็นที่ยอมรับและใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน แม้เป้าหมายของการสร้างระบบการเขียนดังกล่าวเพื่อต้องการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในหมู่ของม้งก็ตาม  ฉะนั้นคุณูปการของการพัฒนาระบบการเขียนจึงมิได้จำกัดอยู่แต่เพียงแค่ของเรื่องศาสนาเท่านั้น ม้งในประเทศต่าง ๆ นอกจากจะใช้ภาษาประจำชาติที่ตนอาศัยอยู่แล้ว พวกเขาก็ได้ใช้ระบบภาษาเขียนดังกล่าวในการสื่อสารกับคนม้งข้ามชาติได้ด้วย  และที่สำคัญคือ การสร้างระบบการเขียน ทำให้ภาษาม้งกลายเป็นภาษาที่สามารถเรียนรู้และถ่ายทอดกันได้โดยมิได้จำกัดอยู่กับคนม้งเท่านั้น

              เช่นเดียวกันกับภาษาไทย ภาษาม้งก็มีพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ด้วย กล่าวคือ มีพยัญชนะทั้งหมด 57 ตัว สระ 14 ตัว  และวรรณยุกต์ 7 รูป 8 เสียง ซึ่งต้องยอมรับว่าอักษรภาษาไทยนั้นไม่สามารถที่จะใช้แทนเสียงในภาษาม้งได้ตรงตามเสียงในภาษาม้งอย่างครบถ้วนและถูกต้อง จึงเป็นการยากพอควรที่ผู้เขียนจะนำเสนอภาษาม้งผ่านอักษรภาษาไทย  สำหรับลักษณะตัวอักษรโรมันที่ใช้เป็นพยัญชนะ สระ และเสียงวรรณยุกต์ มีดังนี้

              พยัญชนะ ในภาษาม้งมีทั้งหมด 57 ตัว สระ ดังตารางต่อไปนี้คือ

    พยัญชนะ อักษรภาษาม้ง เทียบอักษรภาษาไทย
    พยัญชนะตัวเดียว มีทั้งหมด 18 

    t k p s x l n h m g q v r z y c f d 

    ต ก ป ซ ซ ล น ฮ ม _ ก ว จ ย ย จ ฟ ด
    พยัญชนะควบกล้ำ 2 ตัว มีทั้งหมด 22 ตัว kh qh ch ts ny hn th nt np ph tx xy hl nk nr dh rh nc pl hm hn ml nl

    ค ค ช จ ญ หน ท ด บ พ จ ซ หล ก จ ธ

    ช จ ปล หม หน มล นล

    พยัญชนะควบกล้ำ 3 ตัว มีทั้งหมด 14 ตัว tsh nth txh nts nph nrh hml hnl nkh nqh nch ntx npl plh hny

    ช ด ช จ จ ภ ฌ หมล หนล ฆ ฆ ฌ จ บล พล หญ

    พยัญชนะควบกล้ำ 4 ตัว มีทั้งหมด 3 ตัว  ntsh ntxh nplh ฌ ฌ ภล

             

              สระ 14 ตัว

    สระอา (a) สระอี (i) สระ เอ (e)
    สระอื (w) สระอู (u) สระออ (o)
    สระโอง (oo) สระอาง (aa) สระเอง (ee)
    สระเออ (aw) สระเอีย (ia) สระเอา (au)
    สระอัว ( ua) สระ ไอ (ai)  

             

              วรรณยุกต์ มีทั้งหมด 7 รูป 8 เสียงดังต่อไปนี้คือ

    ชื่อวรรณยุกต์ ตัวอักษรแสดงเสียงสระ
    สั๊วบัว(suab npua) เสียงสามัญลงท้ายด้วยสระ
    สั๊วนือ (suab nws) ใช้ตัว s 
    สั๊วก้อ (suab koj) ใช้ตัว j 
    สั๊วเป๊ (suab peb) ใช้ตัว b 
    สั๊วกู๋ (suab kuv) ใช้ตัว v 
    สั๊วป่อ(suab pom) ใช้ตัว m 
    สั๊วยอห์ (suab yog) ใช้ตัว g 
    สั๊วเต๋อ (suab ntawd) ใช้ตัว d 

             

              ผู้เขียนได้พยายามรวบรวมคำกล่าวที่คนม้งมักจะใช้ในชีวิตประจำวันมานำเสนอเป็นตัวอย่างของภาษาม้งในที่นี้ด้วย เพื่อชี้ให้เห็นถึงวิธีคิดและความสัมพันธ์ของคนม้งที่แฝงอยู่กับการใช้ภาษาของคนม้ง โดยเฉพาะการกล่าวทักทายเป็นสำเนียงม้งเด๊อ

    ภาษาม้ง อ่านว่า ความหมาย
    Tuaj lov?                                                                                                       ตั้ว หลอ                                                         มารึ? คำนี้ทำหน้าที่เหมือนกับคำว่าสวัสดี แต่ความหมายลึกซึ้งกว่านั้น กล่าวคือ สะท้อนถึงโลกทัศน์ของม้งในการจัดวางความสัมพันธ์ของพวกเขาด้วย (โปรดดูคำอธิบายในเชิงอรรถ)[1]
    Tuaj os ตั้ว อ่อ “มา” คำนี้เป็นคำตอบกลับของผู้มาเยือนหลังจากที่ถูกทักทาย[2]

     

    Mus ho tuaj ov? มู ฮอ ตั้ว อ๋อ? มาอีกนะ (คำนี้ทำหน้าที่เหมือน Good bye แต่ไม่ได้แปลว่าจากลา แต่ต้องการชวนให้แขกกลับมาอีก)
    Koj lub npe hu li cas, xeem Hmoob dab tsi?   ก้อ ลู้ เบ ฮู ลี จ่า, เส่ง ม้ง ด๊า จิ คุณชื่ออะไรและแซ่อะไร
    Kuv lub npe hu ua Nthxais.     กู๋ ลู้ เบ ฮู อัว  ไฉ่ย ฉันชื่อไฉ่ย
    Koj mus qhov twg lo?  ก้อ หมู่ ขอ ตื่อ หล่อ คุณไปไหนมา
    Kuv mus teb lo os.      กู๋ มู เต๊ หล่อ อ่อ ฉันไปไร่มาน่ะ

              แม้ม้งจะมีภาษาเขียนแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าม้งทุกคนจะอ่านออกและเขียนภาษาม้งได้ เพราะภาษาม้งไม่ได้มีสอนตามโรงเรียนหรือตามชุมชนทั่วไป ยกเว้นชุมชนที่มีโบสถ์คริสต์ คนม้งที่เป็นคริสต์เตียนก็พลอยได้เรียนรู้ไปด้วยในขณะที่เรียนร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าหรือเรียนพระคัมภีร์  ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าม้งทุกคนจะพูดภาษาม้งอีกต่อไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ใช้ภาษาไทยมาตั้งแต่เด็ก พวกเขาก็จะใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในชีวิตประจำวันเป็นหลัก และใช้ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ในขณะที่กลับไม่มีความมั่นใจและรู้สึกยุ่งยากมากที่จะสื่อสารกับคนม้งด้วยกันเป็นภาษาของตนเอง  ปรากฏการณ์เช่นนี้นำไปสู่ความกังวลของผู้อาวุโสม้งที่ภาษาม้งอาจเพี้ยนและไม่ได้รับการสืบทอดก็ได้ กระนั้นก็ตาม ผู้เขียนก็เห็นว่า ปัจจุบันก็มีกลุ่มคนในวัฒนธรรมอื่นก็สามารถใช้ภาษาม้งได้อย่างเจ้าของภาษาและดีกว่าเจ้าของภาษาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะฝรั่งที่เป็นมิชชันนารีและนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องม้ง ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้อาวุโสม้งได้มากเลยทีเดียว และสามารถฉุดความคิดของคนรุ่นใหม่ให้กลับมาสนใจภาษาม้งของตนเองอีกครั้งได้เป็นอย่างดี

     

    [1] ตั้ว ลอ? เป็นคำกล่าวทักทายกันของม้งที่ฝ่ายเจ้าบ้านหรือเจ้าของชุมชนจะป็นคนทักแขกที่มาเยือนก่อน หากฝ่ายเจ้าบ้านไม่ได้มีการทักทาย ก็มักจะเป็นที่เข้าใจว่า เจ้าบ้านได้ละเลยที่จะให้ความสำคัญกับแขกที่มาเยือนแล้ว ซึ่งก็จะทำให้แขกรู้สึกไม่มีตัวตนและปฏิบัติตัวไม่ถูกในสถานการณ์ดังกล่าว ฉะนั้นการเริ่มต้นด้วยคำว่า  “มารึ?” ก่อนการสนทนาอื่นใดของเจ้าบ้าน ก็จะช่วยยืนยันให้แขกที่มาเยือนรับรู้ว่าเจ้าบ้านให้ความสำคัญกับแขกและไม่ได้เพิกเฉยต่อการปรากฏตัวของเขาในพื้นที่ของตนเองแต่อย่างใด และหากทั้งสองคนต้องมาพบเจอกันในพื้นที่กลางที่ไม่ใช้ของใครคนใดคนหนึ่ง เขาก็จะทักคำด้วยว่า “ตั้ว เที้ย ล้อ” แปลตรงคำคือ “มาด้วยรึ?” 

    [2] แม้จะเป็นเพียงคำสั้น ๆ แต่หากเราไม่ตอบกลับนั้น ก็ถูกตีความหมายจากคนทักไปในทางอื่นทันที เช่น อาจถูกเข้าใจว่าเราไม่ชอบ หรือไม่พึงพอใจ หรือเราไม่อยากนับญาติกับคนที่ทักมาก็ได้

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย นางสาวอุไร ยังชีพสุจริต  นักวิจัยอิสระ

    ปีงบประมาณ 2560, วันที่อัพโหลด : 24 กันยายน 2561, แก้ไขข้อมูล : 6 สิงหาคม 2562 

    บรรณานุกรม

              เครือข่ายเรียนรู้ฟื้นฟูประวัติศาสตร์นิเวศวัฒนธรรมดอยยาว-ดอยผาหม่น. มปป.“เราก็เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน...ประวัติศาสตร์นิเวศวัฒนธรรมดอยยาว-ผาหม่น”. ร่างรายงานฉบับแรกที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็นในงาน 3 ปีแห่งการเรียนรู้ ฟื้นฟูนิเวศวัฒนธรรมชุมชนดอยยาว-ผาหม่น: ขบวนการฟื้นฟูท้องถิ่นสู่การปฏิรูปประเทศไทย ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2554 หมู่บ้านร่มฟ้าผาหม่น จังหวัดเชียงราย.

              ประสิทธิ์ ลีปรีชา. 2549. ม้งดอยปุย การค้า อัตลักษณ์กับความเป็นชุมชนชาติพันธุ์. เชียงใหม่: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

              ประสิทธิ์ ลีปรีชา. 2554. “กลุ่มชาติพันธุ์ม้งในบริบทของรัฐชาติสมัยใหม่” ใน ม้งลาวในประเทศไทย: นโยบายและการดำเนินการของรับไทย (2518-2552) สุภางค์ จันทวานิช และถวิล เปลี่ยนศรี (บก.). กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 1-38.

              ประสิทธิ์ ลีปรีชา.  2559.  ศิวิไลซ์ข้ามพรมแดน: การเผยแพร่ศาสนาของม้งโปรเตสแตนต์ในเอเชียอาคเนย์. เชียงใหม่ : ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ และศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

              ประสิทธิ์ ลีปรีชา.  2560 . “นามสกุลกับกระบวนการทำให้เป็นไทยในกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง”. สังคมศาสตร์. วารสารทางวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ปีที่ : 29  ฉบับที่ : 1  เลขหน้า : 85 – 124.

              ประสิทธิ์ ลีปรีชา.  2560 .  ม้งช่วยรบ : ความเป็นมาและปัญหาสถานะบุคคล. เชียงใหม่ : ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2560.

              ยุทธพงษ์   สืบศักดิ์วงศ์. 2546. ความคิดทางปรัชญาในภาษิตม้ง. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

              Lamont H. Thao. 2002. “ Hmong Means Free? Website: https://sites.google.com/site/wwwhmonghomepage/home/hmong-means-free/hmong-means-free.

              Chan, Sucheng. Hmong Means Free: Life in Laos and America. Philadelphia: Temple University Press, 1994. Project MUSE.

             Culas,  Christian. 2000. “Migrants, Runaways and Opium Growers: Origin of the Hmong in Laos and Siam in the Ninetieth and Early Twentieth Centuries” in Turbulent Times and Enduring Peoples Mountain Minorities in South East Asia Massif. Michaud Jean (ed.). London: Curzon, 28-47.

              Gua, Bo. 1975. “Opium, Bombs and Trees: The Future of the Hmong Tribesmen in Northern Thailand”, in Journal of Contemporary Asia 5(1): 70-81.

              Marks, Thomas A. 1973.  “The Meo Hill Tribe: Problem in North Thailand”, in Asian Survey, 13 (10): 929-944.

              Tapp,  Nicholas. 1986. The Hmong of Thailand: Opium People of the Triangle. Indigenous Peoples and Development Series, Report No. 4. London: Anti-Slavery Society.

              Tapp,  Nicholas. 1989. The Sovereignty and Rebellion: The White Hmong of the Northern Thailand. Malaysia: Peterchong Printers.

              Tapp,  Nicholas.1989. “Hmong Religion”. Aian Folklore Studies. Vol. 48, No. 1, Pp. 59-94. Website: https://nirc.nanzan-u.ac.jp/nfile/1512.

     

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
กำแพงเพชร เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง พะเยา สุโขทัย ตาก น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เป็นต้น150000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


ชุดข้อมูล : ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง

แสดง 1-10 จากทั้งหมด 270 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
เชียงใหม่ อมก๋อย แม่ตื่น หมู่ 12 บ้านแม่เทย1483  
เชียงใหม่ อมก๋อย ยางเปียง หมู่ 12 บ้านแม่วกองซาง83407  
เชียงใหม่ เชียงดาว ปิงโค้ง หมู่ 7 บ้านห้วยลึก1551211  
เชียงใหม่ เชียงดาว ปิงโค้ง หมู่ 12 บ้านแม่ป๋ามนอก40  
เชียงใหม่ เชียงดาว แม่นะ หมู่ 12 บ้านสันป่าเกี๊ยะ53438  
เชียงใหม่ แม่แจ่ม แม่นาจร หมู่ 13 บ้านแม่แจ๊ะ60425  
เชียงใหม่ แม่แจ่ม แม่นาจร หมู่ 14 บ้านแม่นาจร23130  
เชียงใหม่ แม่แจ่ม แม่นาจร หมู่ 15 บ้านแม่สะงะ69515  
เชียงใหม่ แม่แจ่ม แม่นาจร หมู่ 15 บ้านแม่สะงะเหนือ39227  
เชียงใหม่ แม่แจ่ม แม่นาจร หมู่ 17 บ้านห้วยหอย59298  
ที่มา:

กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กลุ่มกิจการชาวเขา. (2559). ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2559. กรุงเทพฯ : กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์


  • บทนำ :

              ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับแหล่งต้นกำเนิดของคนม้ง จากการสันนิษฐานที่ได้มาจากการตีความตำนาน เรื่องเล่า บันทึก ความเชื่อกับพิธีกรรม และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับตัวพื้นที่กายภาพและคน  เผยให้เห็นถึงสามแนวคิดหลัก กล่าวคือ แนวคิดแรกสันนิษฐานว่า ม้งน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากดินแดนขั้วโลกเหนือ โดยอพยพผ่านไซบีเรียและมองโกเลียเข้ามายังดินแดนทางตอนเหนือของจีน จากนั้นลงมายังทางใต้ของจีน และต่อมาภายหลังส่วนหนึ่งเดินทางออกไปตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือที่ปัจจุบันเป็นประเทศเวียดนาม ลาว พม่า และไทย ดังสะท้อนอยู่ในงานของมิชชันนารีตะวันตกชื่อ Savina ซึ่งแนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการศึกษาของนักวิชาการรุ่นหลังอย่าง Quincy  และคนอื่น ๆ อย่างมากที่พยายามอธิบายตัวตนม้งผ่านลักษณะกรรมพันธุ์ที่คล้ายกับคนผิวขาวในยุโรปที่มีผมสีบรอนและนัยน์ตาสีฟ้า แนวคิดที่สอง สันนิฐานว่าต้นกำเนิดของม้ง อยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศมองโกเลียปัจจุบัน โดยอ้างอิงจากตำนานที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงม้งคนหนึ่งชื่อ “เม่าเก้าเลีย” หรือ “มองโกเลีย” ที่ไม่กลัวสิ่งอันตรายใด ๆ จนเป็นที่น่ายกย่องและนำมาสู่การเรียกชื่อพื้นที่ที่เด็กหญิงม้งคนนั้นอยู่ว่า “มองโกเลีย” เหตุนี้จึงมีการสันนิฐานว่าม้งมีถิ่นกำเนิดในประเทศมองโกเลียปัจจุบัน และแนวคิดสุดท้าย สันนิษฐานว่า ม้งเป็นชนดั้งเดิมในจีน (aboriginal Chinese) โดยแรกเริ่มตั้งถิ่นฐานอยู่ทางด้านตะวันออกของทะเลเหลือง จากนั้นได้เคลื่อนย้ายทำมาหากินตามแม่น้ำฮวงโหเข้ามาสู่บริเวณที่เป็นภาคกลางของจีน ต่อมาถูกรุกรานจากชาวมองโกล จึงได้อพยพลงมายังทางตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งปัจจุบันเป็นมณฑลเสฉวน กวางสี และยูนนาน  ทั้งนี้ ภายหลังช่วงกลางศตวรรษที่  18 เกิดสงครามการต่อต้านรัฐบาลส่วนกลางปักกิ่งที่ทำการขูดรีดและการเก็บภาษีสูงจากกลุ่มผู้มีอำนาจในจีน ส่งผลให้ม้งส่วนหนึ่งได้อพยพออกจากดินแดนในจีนเข้ามายังพื้นที่บริเวณแถบอินโดจีนเพื่อการตั้งถิ่นฐานและการทำมาหากินใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศเวียดนาม ลาว พม่า และไทย (ประสิทธิ์ ลีปรีชา 2549)

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง :

              ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและการอพยพของม้งที่เกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 เป็นต้นมานั้นอาจแบ่งได้เป็นสามช่วงหลัก กล่าวคือ ช่วงแรกคือ  ช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 การอพยพของม้งจากทางตอนใต้ของจีนเข้าสู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม ลาว พม่า และไทย การอพยพเกิดขึ้นหลายระลอก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีปัจจัยผลักดันจากต้นทางให้เกิดการอพยพคือ การช่วงชิงทรัพยากรของกลุ่มคนต่าง ๆ ในจีน   ขณะเดียวกันความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ดอยสูงในแหลมอินโดจีนที่เหมาะกับการปลูกฝิ่นก็เป็นแรงดึงดูดคนม้งให้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน  (Culas 2000) การอพยพเข้ามาสู่เขตอิทธิพลของสยามในช่วงแรกนั้นไม่เป็นที่สังเกตหรือรับรู้โดยเจ้าเมืองประเทศราชของสยามแต่อย่างใด อันเนื่องมาจากการเข้าไปอยู่ตามพื้นที่ป่าตามดอยสูงต่าง ๆ ซึ่งศูนย์กลางของอำนาจของเจ้าเมืองและสยามเข้าไปไม่ถึง กอปรกับไม่มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกด้วย ความสัมพันธ์ของม้งกับกลุ่มคนท้องถิ่นในพื้นที่จึงยังไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามใช่ว่าพวกเขาจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก การเป็นผู้ปลูกฝิ่นทำให้พวกเขานั้นได้ทำการแลกเปลี่ยนสินค้า ทำมาค้าขาย และเดินทางหาประสบการณ์ร่วมกับคนจีนมุสลิมยูนนานที่เป็นพ่อค้าคนกลางในการรับซื้อฝิ่นจากพวกเขา ขณะเดียวกันต่างซื้อของจำเป็น เช่น เกลือ ผ้า และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ นำไปขายตามหมู่บ้านม้ง

              การอพยพในช่วงที่สอง เป็นการอพยพของม้งจากหลวงพระบางเข้ามาอยู่ในเขตอิทธิพลของสยามที่เป็นหัวเมืองประเทศราชทางตอนเหนือของสยาม ซึ่งเป็นจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่างในปัจจุบัน การอพยพครั้งดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2430 ซึ่งเป็นช่วงที่ทางตอนเหนือของลาวทั้งหมดตกอยู่ในอำนาจของสยาม สถานการณ์ในหลวงพระบางมีการเก็บภาษีสูงมากขึ้นหลายเท่าตัว มีโจรปล้นสะดม การกดขี่แรงงาน และการเกณฑ์คนลาวมาเป็นกำลังพลของสยาม จนเกิดเหตุการณ์การต่อต้านของกลุ่มธงสีต่าง ๆ ที่ขาดผลประโยชน์ในการค้าข้าวและฝิ่น จนนำมาซึ่งสงครามและความขัดแย้งในแถบนั้น ม้งในหลวงพระบางเองก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย พวกเขาส่วนหนึ่งได้เดินทางร่วมกับกลุ่มคนไทลาว ไทลื้อ ไทยวน ขมุ และเมี่ยน มาอยู่ในเขตอิทธิพลของเจ้าเมืองน่าน Culas (2000: 39) ตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงเวลาดังกล่าวม้งก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อน และอพยพมาอยู่ในความปกครองของเจ้าเมืองน่าน ซึ่งเจ้าเมืองน่านได้ให้ความอนุเคราะห์กับผู้คนดังกล่าวทั้งที่ดิน เมล็ดพันธุ์พืช และการยกเว้นภาษีในช่วงการผลิตของปีแรก  นอกจากการเข้ามายังพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ม้งยังได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นพิษณุโลก เลย และเพชรบูรณ์ รวมถึงตากและเชียงใหม่ด้วย

              เพื่อให้เห็นภาพการเคลื่อนย้ายและการกระจายตัวของกลุ่มม้งต่าง ๆ ก่อนที่จะมีการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรของม้งในปัจจุบัน ผู้เขียนใคร่ชี้ให้เห็นถึงเส้นทางการอพยพและที่ตั้งถิ่นฐานตามที่ประสิทธิ์ ลีปรีชา (2549: 11-12) ได้ทำการสอบถามจากผู้อาวุโสที่สืบทอดความทรงจำจากรุ่นต่อรุ่นมา พบว่า เส้นทางที่ม้งเข้ามายังประเทศไทยมีอยู่สามเส้นทาง คือ เส้นทางแรก อยู่บริเวณชายแดนจังหวัดน่านและพะเยา ซึ่งมีภูแวและภูลังกาเป็นหลัก จากนั้นกลุ่มที่เข้ามาทางนี้ก็อพยพโยกย้ายไปยังขุนสถาน ดอยช้าง ดอยอ่างขาง ภูหินร่องกล้า เขาค้อ และดอยละแหง (Rooj looj heem)  เส้นทางที่สอง คือ เข้ามาทางบริเวณภูชี้ฟ้าและดอยผาหม่น และที่ราบระหว่างเมืองเชียงของกับเชียงแสน จากนั้นเดินทางต่อมายังดอยยาว ดอยช้าง ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก  (Laim Phuas Puv) และดอยจักตอก (Laim Caaj Tuj) ในพม่าปัจจุบัน และเข้ามายังที่ดอยเชียงดาว ดอยสุเทพ ดอยอินทนนท์ ดอยปางอุ๋ง ดอยหมากพริก เป็นต้น  และเส้นทางสุดท้ายคือ ข้ามแม่น้ำโขงบริเวณประเทศลาวและพม่าสู่บริเวณเหนือท่าขี้เหล็ก แล้วลงมากระจายตัวไปตั้งชุมชนต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงราย

              อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าคนม้งเมื่อมาอยู่ในสยามแล้วจะไม่ทำการหวนกลับไปยังลาว พวกเขาในบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐไทย ก็ได้ทำการอพยพกลับไปปักหลักอยู่ในลาวด้วยเช่นกัน ดังการบันทึกของ Seidenfaden (1923: 192 อ้างใน Culas 2000: 40) ที่ประจำอยู่ในสยามได้บันทึกไว้ว่า ตนเห็นคนม้งราวๆ 150 คนกำลังเดินทางอยู่ที่อำเภอด่านซ้ายเพื่ออพยพกลับไปยังลาว หลังจากไร่ฝิ่นของพวกเขาถูกกลุ่มนายทหารทำลายมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ คนม้งที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-ลาวที่เผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองในไทย ระหว่างฝ่ายรัฐบาลไทยและ พคท. พวกเขาส่วนหนึ่งก็ได้ทำการหลบหนีไปอยู่ในเขตลาวด้วยเช่นกัน  ประการสำคัญคือ นับจากช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา พรมแดนรัฐชาติมีความเข้มงวดมากขึ้น ทำให้การข้ามไปมาของกลุ่มคนเริ่มถูกจำกัด การอพยพของคนม้งในลาวมายังไทยในภายหลังที่เกิดขึ้นจึงมีเพียงสองสถานะคือ การเข้ามาในฐานะ “ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” และ “ต่างด้าว”

              การอพยพในช่วงที่สาม เป็นการอพยพของคนในลาวเข้าสู่ศูนย์อพยพในไทย อันเนื่องมาจากสถานการณ์ทางเมืองที่คนม้งในลาวได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายภายใต้อุดมการณ์ทางการเมือง ม้งส่วนหนึ่งได้ทำการสนับสนุนฝ่าย "ปะเทดลาว" กับม้งอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้าร่วมกับฝ่ายประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนหลัก กล่าวคือ ภายหลังปี พ.ศ. 2518 ที่ฝ่ายปะเทดลาวได้รับชัยชนะจากการต่อสู้แล้ว ก็ทำให้คนม้งฝ่ายที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยก็ถูกปราบปรามจนไม่สามารถอยู่ในประเทศลาวได้ จนต้องลี้ภัยเข้ามาอยู่ตามศูนย์อพยพในไทยก่อนที่กลุ่มประเทศตะวันตกอุดมการณ์ประชาธิปไตยจะรับพวกเขาไปเป็นพลเมืองต่อไป  (ประสิทธิ์ ลีปรีชา 2554) ประการสำคัญคือ คนม้งกลุ่มนี้ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศหมด มีบางส่วนที่ปฏิเสธในการไปตั้งถิ่นฐานในประเทที่สาม และยืนยันที่จะอยู่ในประเทศไทย พวกเขาก็ถูกรัฐบาลไทยจัดให้ไปอยู่ร่วมกับคนม้งไทยตามชุมชนต่าง ๆ โดยเฉพาะตามชุมชนที่เคยเป็นฐานที่มั่นของ พคท. มาก่อนที่เพิ่งได้รับการจัดตั้งระหว่างปี พ.ศ. 2525-2532  ภายหลังชาวม้งลาวกลุ่มนี้จึงพลอยได้รับสัญชาติไทยตามชาวม้ง ผรท. ไปด้วย  ฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงคนม้งไทยนั้น จึงมิได้ครอบคลุมถึงเฉพาะบุคคลที่อยู่อาศัยมาหลายชั่วอายุคนเท่านั้น แต่หมายถึงกลุ่มคนม้งลาวส่วนหนึ่งที่เข้ามาในระลอกหลังและปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติไทยด้วย

              ปัจจุบันมีหมู่บ้านม้งอยู่กระจายตามพื้นที่รอบนอกเมืองของจังหวัดต่าง ๆ ถึง 15 จังหวัดทางภาคเหนือด้วยกัน คือ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย กำแพงเพชร ตาก และจังหวัดกาญจนบุรี  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนม้งจะอยู่แต่เฉพาะในชุมชนของตนเท่านั้น ปัจจุบันประชากรม้งนั้นได้เคลื่อนเข้ามาตั้งถิ่นฐานร่วมกับชุมชนเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมาหานครและปริมณฑล และในตัวเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งบางส่วนก็ได้เดินทางไปเป็นแรงงานในต่างประเทศและศึกษาต่อต่างประเทศด้วย  ประการสำคัญคือ แม้ม้งจะเข้าอยู่ในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานานกว่าสองศตวรรษแล้วก็ตาม แต่ด้วยความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมกับวัฒนธรรมกระแสหลัก ทำให้ม้งถูกบันทึกและจดจำกันเฉพาะในแง่ของความเป็นคนอื่นในสังคมไทย (the other within) มาโดยตลอด และยิ่งไปกว่านั้นสำนึกของคนม้งเองส่วนใหญ่ก็ยอมรับและเข้าใจว่าตนเองเป็นคนอื่นจริง ๆ ในสังคมไทย นักวิชาการเห็นว่าสาเหตุที่สังคมไทยมองคนม้งเป็นคนอื่นนั้นเกิดขึ้นจากวาทกรรมกักขังอัตลักษณ์ของรัฐที่มีต่อม้งสี่ประเด็นคือ ประเด็นแรก ม้งกับยาเสพติดที่รัฐมักจะเหมารวมให้คนม้งเกี่ยวข้องกับฝิ่นนับแต่อดีตมาจนปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้าและเสพยาเสพติด ประเด็นที่สอง ม้งกับระบบการเกษตรที่เป็นการทำลายป่าและสิ่งแวดล้อม ประเด็นที่สาม ม้งกับการการทำลายความมั่นคงของชาติ (Mark 1973 และ Tapp 1986) และประการสุดท้าย ม้งกับความเป็น “ชาวเขา” และ “ชนเผ่า” ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาเร่รอนทำมาหากินและมีความยากจน วาทกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจคนม้งแต่ในภาพเชิงลบและเป็นที่มาของความพยายามในการหลบหลีกความเป็นม้งหรือปิดบังตัวตนทางชาติพันธุ์ของคนม้งเองในปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ 

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง :

    ตัวตนหรืออัตลักษณ์ 

              แท้จริงหากจะหาลักษณะที่โดดเด่นและแตกต่างจากคนกลุ่มอื่นมานิยามว่าเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์ของม้งโดยไม่กล่าวถึงบริบทนั้น เป็นการยากยิ่งที่จะอธิบายถึงตัวตนหรืออัตลักษณ์ของคนม้ง เพราะเรื่องของตัวตนหรืออัตลักษณ์นั้นเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับบริบท และที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ใช่หมายถึงเพียงสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้อย่างเครื่องแต่งกาย ดนตรี ภาษา และลักษณะรูปร่างหน้าตาของคนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ความรู้สึก ความทรงจำหรือสำนึกทางประวัติศาสตร์ การนิยามตนเอง และทุกสิ่งที่บ่งบอกและหล่อหลอมตัวตนหรืออัตลักษณ์ของพวกเขาด้วย  ฉะนั้นการจะบอกว่า “คนม้งมีตัวตนเป็นคนอย่างไร” จำเป็นต้องพูดถึงบริบทที่เกี่ยวข้องกับตัวตนหรืออัตลักษณ์ที่ถูกใช้หรือถูกนำเสนอด้วย  เพราะความเป็นจริงคือ เราไม่อาจจะเหมารวม (generalize) ตัวตนคนม้งได้เป็นเพียงแค่แบบเดียวได้ เพราะม้งในแต่ละพื้นที่ชุมชนเผชิญกับสภาวะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในรูปแบบที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน  สภาพแวดล้อมเหล่านี้จะเป็นตัวกำกับหรือกำหนดการแสดงตัวตนทางชาติพันธุ์ของคนม้งเป็นสำคัญ 

              แต่หากจะกล่าวถึงอัตลักษณ์แบบผิวเผินเมื่อพูดถึงคนม้งในไทยทั่วไปจากทัศนะและความเข้าใจของคนนอกแล้ว คนม้งมักจะถูกเข้าใจและถูกจัดความสัมพันธ์ให้เป็น “ชนเผ่า” และ “ชาวเขา” ซึ่งมีนัยของความเป็นคนป่าเถื่อนและด้อยการพัฒนา ซึ่งตรงข้ามกับความรู้สึกของม้งที่พวกเขากลับรู้สึกว่าตนเป็น “ชนชาติ” หนึ่งที่เคยมีดินแดนและกษัตริย์ของตนเองมาก่อน มีระบบความเชื่อ ภาษา  เครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรี และเทศกาลหรือประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีพของพวกเขาที่โดดเด่นและแตกต่างจากกลุ่มอื่น (ดังรายละเอียดที่กล่าวไว้ในแต่ละส่วน) ประเด็นต่าง ๆ ที่ปรากฏในงานชิ้นนี้จึงน่าจะพออธิบายลักษณะตัวตนของคนม้งได้ระดับหนึ่ง

    อาชีพ       

              ในอดีตชาวม้งส่วนใหญ่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเพาะปลูกพืชพื้นบ้านและเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก โดยนอกเหนือจากการปลูกข้าว พืชผัก และข้าวโพดเลี้ยงการยังชีพแล้ว การปลูกฝิ่นถือเป็นพืชที่นำมาซึ่งรายได้หลักของคนม้ง และแม้รัฐจะมีการประกาศให้ฝิ่นเป็นพืชผิดกฎหมายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 แล้วก็ตาม แต่คนม้งส่วนใหญ่ก็ยังคงปลูกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งราว พ.ศ. 2520 ที่ทางราชการเริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับมีโครงการพัฒนาพันธุ์พืชทดแทนฝิ่นเริ่มเข้าไปนำเสนอให้กับชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงด้วย ทำให้ชาวม้งค่อย ๆ เริ่มหันมาปลูกพืชผักและไม้ผลอย่างอื่นเข้ามาแทนที่ฝิ่นตามการส่งเสริมขององค์กรต่าง ๆ และตามกลไกลของตลาดนับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาชีพเกษตรนั้นถือเป็นอาชีพหลักของคนม้งส่วนใหญ่  อย่างไรก็ตาม ในห้วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ม้งในไทยหันไปประกอบอาชีพอื่นนอกเหนือจากการทำการเกษตรด้วย  ทั้งประกอบการธุรกิจ รับราชการ นักกิจกรรม นักวิชาการ และรับจ้างทั่วไป 

              การทำการเกษตรของคนม้งในไทยปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งผลิตเพื่อการบริโภคในครัวเรือนอีกต่อไป มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงทำการผลิตข้าวไว้บริโภคเอง แต่ส่วนใหญ่นั้นได้หันมาปลูกพืชเชิงพาณิชย์กันอย่างแพร่หลาย แล้วนำเงินที่ได้มานั้นไปซื้อข้าวและ พืชผักต่าง ๆ ที่ตนเองเคยปลูกไว้ตามไร่นาเพื่อบริโภคในครัวเรือนเมื่อครั้งอดีต ในปัจจุบันก็ไม่มีเวลาที่จะทำสิ่งเหล่านี้แล้ว และหันไปพึ่งพาอาหารจากตลาดเป็นหลัก เพราะได้ผันตนเองเข้ามาเป็นเกษตรกรที่มุ่งทำการผลิตเพื่อป้อนให้กับตลาดอย่างเดียว และเมื่อแรงงานในครอบครัวและชุมชนไม่เพียงพอ จึงมีการว่าจ้างแรงงานข้ามชาติไม่ว่าจากประเทศเมียนมาหรือลาวเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตพืชผลทางการเกษตรด้วย  ชุมชนม้งที่มีชื่อเสียงและทำการผลิตพืชผักเป็นจำนวนมากป้อนให้กับตลาดใหญ่ ๆ ในประเทศไทย คือ ชุมชนม้งในเขตอำเภอพบพระและอำเภอแม่สอดในจังหวัดตาก ทำการผลิตผักกาดขาวเป็นจำนวนมากให้กับบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ชุมชนม้งในเขตอำเภอฮอดและแม่สะเรียงที่ทำการผลิตกะหล่ำปลีและผักกาดขาวให้กับบริษัทเทสโก้โลตัสที่ส่งทั่วประเทศ ชุมชนม้งในเขตอำเภอแม่ริมที่ทำการผลิตพืชผักตามความต้องการของโครงการหลวงและตลาดขายส่งในจังหวัดเชียงใหม่  ชุมชนม้งในเขตอำเภอสะเมิง แม่แจ่ม และกัลยาณิวัฒนาที่ทำการผลิตกะหล่ำปลี ผักกาดขาว และผลไม้ตามฤดูกาลต่าง ๆ ป้อนให้กับพ่อค้าคนกลางตามตลาดขายส่งของจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งในส่วนของการจัดจำหน่ายดังกล่าวนั้น ได้มีคนม้งรุ่นใหม่จำนวนมากที่หันเข้ามาเป็นทั้งผู้รับซื้อผลผลิตต่อจากเกษตรกรและมีแผงขายของตนเองตามตลาดขายส่งที่พร้อมกระจายสินค้าให้กับลูกค้ารายย่อยต่อไปด้วย         

              นอกจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรแล้ว ยังมีม้งส่วนหนึ่งที่ผันตนเองมาทำการค้าขายกับสินค้าหัตถกรรม เช่น ผ้าปัก เสื้อผ้าม้งประยุกต์ และเครื่องประดับให้ทั้งกับคนม้งด้วยกันเองและคนนอกวัฒนธรรม ขนาดของกิจกรรมเริ่มตั้งแต่การมีบริษัทห้างร้านไปจนถึงการเป็นกิจการอุตสาหกรรมครัวเรือนขนาดเล็ก บริษัทห้างร้านที่มีชื่อเสียงในการผลิตชุดม้งเครื่องแต่งกายสำหรับผู้บริโภคที่เป็นม้งได้แก่ บริษัทเยี่ยมจื้อวัฒนกิจ บริษัทปั้นดาววาณิช บริษัทเหมาฝัวแฟชั่นเทค และกิจการออนไลน์ของม้งซิสเตอร์ช้อป สินค้าเหล่านี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อจำหน่ายให้กับม้งไทยเท่านั้น แต่ยังมีการส่งออกไปยังพี่น้องม้งที่อยู่ในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา  และนอกเหนือจากการเป็นผู้ผลิตและจัดหน่ายสินค้าหัตถกรรมที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์แล้ว ก็มีคนม้งหลายคนที่ได้ก้าวเข้าไปสู่การทำการค้าที่มิได้เชื่อมโยงกับความเป็นชาติพันธุ์อีกด้วย ดังเช่น ธุรกิจการการทำตุ๊กตาเลซิ่น การผลิตปุ๋ย-ยา (บริษัทดีม้ง) การการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การผลิตและจำหน่ายชาและกาแฟ และการขาย “ไก่ทอดหาดใหญ่” ตามเมืองใหญ่ต่าง ๆ  รวมถึงงานบริการด้านวิศวกรรมโยธา  และการหันมา "เล่นหุ้น" เป็นอาชีพของกลุ่มคนม้งรุ่นใหม่

              อาชีพข้าราชการที่คนม้งส่วนหนึ่งที่ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรีขึ้นไปก็เข้าไปสู่ระบบงานของทางราชการด้วย เช่น ครู อาจารย์ แพทย์ พยาบาล ตำรวจ ทหาร เป็นต้น รวมถึงอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับการศึกษาในระดับสูงก็ตาม ก็เลือกที่จะไม่เข้าไปสู่อาชีพรับราชการ และหันมาประกอบอาชีพที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น อย่างเช่น การเป็นนักวิชาการ ทนายความ และนักธุรกิจข้ามชาติ เป็นต้น

              สำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้ตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ทำให้ม้งบางส่วนหันมาประกอบอาชีพเป็นผู้ประกอบการที่พักตามแหล่งท่องเที่ยว เช่น บ้านหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่ ม้งที่ภูทับเบิก  เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และม้งที่บริเวณภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย  และอีกส่วนหนึ่งก็กลายไปเป็นแรงงานรับจ้างตามบริษัทห้างร้านตามเมืองใหญ่ และส่วนหนึ่งได้เดินทางไปเป็นแรงงานในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะประเทศเกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น อิสราเอล 

              ดังที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันคนม้งในประเทศไทยหันมาประกอบอาชีพต่าง ๆ อย่างหลากหลายเช่นเดียวกับคนทั่วไปในสังคม ฉะนั้นการจะนำเสนอแต่ว่า “ม้งยาบ้า” หรือ “ม้งทำลายป่า”ยิ่งเท่ากับเป็นการบดบังการประกอบอาชีพในมิติอื่นๆ ของคนม้งดังที่ได้กล่าวมา

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง :

              ในยุคที่ยังทำการเกษตรเพื่อการยังชีพควบคู่กับการปลูกฝิ่นเพื่อขายนั้น ครอบครัวและเครือญาติมีความสำคัญในการผลิตมาก โดยมักตั้งชุมชนตามกลุ่มเครือญาติของตนเองเป็นหลักเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในระดับครัวเรือนก็อยู่ด้วยกันแบบครอบครัวขยาย ที่สมาชิกทุกคนประกอบด้วย ปู่ ย่า พ่อ แม่ พี่น้อง และลูกหลานอาศัยอยู่ในชายคาเดียวกัน และทำมาหากินร่วมกันโดยมีปู่หรือชายที่อาวุโสที่สุดในบ้านเป็นหัวหน้าครัวเรือน การมีความสัมพันธ์ที่ดีในเครือญาติและครอบครัวจึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชีวิตในยุคก่อนที่พวกเขาจะถูกนับรวมเป็นพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งยิ่ง

              อย่างไรก็ตาม ในช่วงประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมาที่คนม้งได้หันมาสู่ระบบการเกษตรเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก ทำให้ระบบความสัมพันธ์ในครอบครัวและเครือญาติเปลี่ยนแปลงไป เพราะระบบการผลิตดังกล่าวมีการแข่งขันและช่วงชิงทรัพยากร เกิดการช่วงชิงที่ดินทำกินทั้งในระดับครัวเรือนและเครือญาติ พี่น้องในสายเลือดเดียวกันหรือในตระกูลเดียวกันจึงกลายเป็นคู่แข่งของกันและกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เงินได้กลายมาเป็นของมีค่าที่ทุกคนต้องการมากกว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติ  เมื่อเป็นเช่นนี้คนม้งส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เมื่อแต่งงานและสามารถตั้งตัวได้แล้ว จึงมักจะไปสร้างบ้านอีกหลังหนึ่งเพื่อให้ตนเองมีอิสรภาพมากขึ้นในการจัดการตนเอง ในบางครัวเรือนถึงกับละทิ้งพ่อแม่ของตนเองที่แก่ชราให้ดิ้นรนทำมาหากินโดยลำพัง ฉะนั้นตราบใดที่เรื่องปากท้องหรือเงินทองมีความสำคัญเหนือความสัมพันธ์ของสมาชิกในครัวเรือน ยิ่งอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่หรือครอบครัวขยายก็ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาความไม่ลงรอยกันได้ง่าย จึงนำมาสู่การปรับเปลี่ยนลักษณะของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวขนาดใหญ่มาสู่ครอบครัวขนาดย่อยในที่สุด เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัวตนเองมากที่สุดและลดบทบาทความรับผิดชอบของตนเองที่ควรมีต่อพ่อแม่หรือพี่น้องของตนเองให้น้อยลง  ความสัมพันธ์ในระดับเครือญาติก็เช่นกัน แม้บรรพบุรุษจะได้นำไปผูกโยงกับระบบความเชื่อก็ตาม แต่เมื่อกระแสของทุนนิยมเข้ามาปะทะประสานกับสังคมม้งแล้ว ระบบความสัมพันธ์ทางเครือญาติก็ถูกสั่นคลอนไปด้วยเช่นกัน

              สังคมม้งเป็นระบบสังคมที่สืบทอดผีเรือนและมรดกผ่านฝ่ายผู้ชายเป็นหลัก เป็นระบบแซ่ตระกูล ความสัมพันธ์ผ่านระบบแซ่ตระกูลดังกล่าว มีสามระดับด้วยกัน คือ ระดับพี่น้องที่ร่วมสายโลหิตหรือร่วมผีเรือนเดียวกัน (kwvtij koom pog koom yawg หรือ kwvtij thooj dab koom qhua) เป็นกลุ่มพี่น้องที่ยังสามารถสืบทอดกลับไปหาบรรพบุรุษคนเดียวกันได้ และมีรายละเอียดของพิธีกรรมสำคัญเป็นแบบเดียวกัน ระดับที่สองเป็นพี่น้องร่วมแซ่ตระกูล จากตำนานและนิทาน เชื่อกันว่าคนที่มีแซ่เดียวกันคือพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน (kwvtij ib lub xeem) แม้พวกเขาจะไม่รู้จักกันมาก่อนหรือไม่ได้มีความเกี่ยวโยงกันใดๆ มาก่อน เพียงแต่เป็นคนในแซ่ที่เหมือนกัน และระดับที่สาม เป็นความสัมพันธ์ระหว่างแซ่ นั่นคือ คนที่ไม่มีแซ่เดียวกันก็สามารถเป็นเครือญาติกันได้โดยผ่านการแต่งงาน ดังคำพูดของชาวม้งในพิธีแต่งงานที่ว่า “การแต่งงาน ไม่ใช่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับชายเพียงสองคน หรือระหว่างสมาชิกในสองครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล” ทั้งนี้ ข้อห้ามที่สำคัญคือ ไม่ให้หนุ่มสาวที่ร่วมแซ่เดียวกันแต่งงานกัน  อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะสืบเชื้อสายของแต่ละตระกูลต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ดังนั้น เมื่อแต่งงานกันแล้วฝ่ายหญิงจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านของฝ่ายชายและนับถือผีเรือนกับเป็นสมาชิกของตระกูลฝ่ายชายระบบสายสัมพันธ์ทางเครือญาติดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดหรือตัวจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของคนม้งในสังคมเป็นสำคัญ ความสัมพันธ์ในสามระดับข้างต้นจะนำมาสู่ความรับผิดชอบและช่วยเหลือกันและกันทั้งในเรื่องพิธีกรรมและด้านอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันที่แตกต่างกันออกไปด้วย

              ปัจจุบันความผูกพันและความสำคัญของระบบแซ่ตระกูลในสังคมม้งในไทยเริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิตแบบคนในเมือง และคนที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นแล้ว ที่สำคัญคือชื่อแซ่ของม้งได้เปลี่ยนมาเป็นระบบนามสกุลม้งแบบไทยมากขึ้น คนแซ่เดียวกันกลายเป็นคนที่มีนามสกุลหลากหลายตามระบบกฎหมายและเอกสารการขึ้นทะเบียนของทางราชการ จึงอาจเป็นการยากที่ลูกหลานในรุ่นต่อๆ ไป จะรู้แซ่ตระกูลม้งที่แท้จริงของตนเอง  และนำไปสู่การแต่งงานของคนม้งรุ่นใหม่ที่อยู่ในแซ่เดียวกันโดยไม่รู้ตัว ดังกรณีศึกษาสองวัยรุ่นม้งแซ่หลี่ โดยประสิทธิ์ ลีปรีชา (2560)  ที่ทั้งสองคบกันและมีลูกกันโดยมีไม่รู้ว่าตนเองกำลังฝ่าฝืนกับกฎระเบียบจารีต เพราะพ่อแม่แซ่เดียวกันทั้งสองฝ่ายต่างได้เปลี่ยนเป็นนามสกุลไทยที่แตกต่างกันออกไป นี่เป็นสถานการณ์หนึ่งที่คนม้งรุ่นใหม่ในปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่

  • การสืบผีและมรดกของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง :

              ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สังคมม้งเป็นสังคมที่สืบทอดความเชื่อ พิธีกรรมและมรดกผ่านทางฝ่ายผู้ชายเป็นหลัก โดยเฉพาะการทำพิธีสึก๊า (teev xwmkab) หรือผีเรือน ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นแผ่นกระดาษติดที่ฝาบ้านซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูพิธีกรรม กับการบูชาบรรพบุรุษ และการรับมรดกที่เป็นที่ดิน บ้านเรือนที่อยู่อาศัยและของมีค่าอื่น ๆ กระนั้นก็ตาม ความเชื่อและพิธีกรรมอย่างอื่นก็สามารถสืบทอดผ่านทางผู้หญิงด้วย เช่น การเข้าทรง (ua neeb) ผียาสมุนไพร (dab tshuaj) และพิธีกรรมย่อยอื่นๆ  ส่วนการสืบทอดมรดกในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปด้วย โดยเฉพาะทรัพย์สินที่เป็นเงินทอง หากพ่อแม่มีมากก็จะแบ่งให้ลูกสาวซึ่งแต่งงานและออกไปเป็นสมาชิกในแซ่ตระกูลของสามีแล้ว  สำหรับกรณีที่เป็นคริสเตียน การสืบทอดมรดกยังคงคล้ายกับครอบครัวที่นับถือผีบรรพบุรุษ แต่การสืบทอดความเชื่อและพิธีกรรมแบบม้งนั้นไม่มีแล้ว

  • การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง :

              หากจำแนกคนม้งในประเทศไทยตามลักษณะการแต่งกาย สามารถจำแนกได้ออกเป็นสองกลุ่มกล่าวคือ ม้งเด๊อ (ม้งขาว) และม้งจั้ว (ม้งเขียว) ย้อนหลังไปประมาณสองทศวรรษ การแต่งกายของสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะในส่วนของลายผ้าปักและสีของเสื้อผ้า

              ความแตกต่างในแง่ของลายผ้าปัก งานฝีมือในด้านนี้ของม้งเด๊อจะเน้นที่การตัดและต่อผ้าเป็นรูปทรงต่าง ๆ ควบคู่กับการใช้ด้ายสอยตกแต่งเป็นลวดลายต่าง ๆ ที่มีความละเอียดและประณีตมากกว่าม้งจั้ว รวมทั้งยังมีการปักแบบ cross stick เช่นเดียวกับม้งจั้ว ลวดลายต่างๆ  ที่ถูกสอยและปักลงบนผืนผ้าชิ้นส่วนต่าง ๆ นี้ จะนำไปประกอบกับชุดเสื้อผ้าที่เป็นหมวก เสื้อ กางเกง กระโปรง ผ้าคาดเอว ผ้าบังหน้าและหลัง ฯลฯ 

              หากเป็นม้งเด๊อ หญิงจะใส่กระโปรงสีขาว (ที่มาของ “ม้งเด๊อ” หรือม้งขาว) และนิยมใส่กางเกงขายาวสีน้ำเงินเช่นเดียวกันกับผู้ชาย มีผ้าคาดเอวที่ปล่อยชายห้อยลงมาต่ำกว่าหัวเข่า ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  ในขณะที่ผู้ชายสวมกางเกงขาทรงกระบอก เป้าสั้น มีเพียงผ้าคาดเอวที่ห้อยชายลงมาสั้นเหนือหัวเข่า เฉพาะด้านหน้าเท่านั้น    เช่นเดียวกันกับชายม้งจั้ว สีกางเกงและเสื้อของชายม้งจั้วส่วนใหญ่เป็นสีดำ เป้ายาว ขากางเกงทรงเรียวลงมาหุ้มถึงตาตุ่ม  ผ้าคาดเอวปล่อยชายลงด้านหน้าถึงเหนือหัวเข่าเช่นกัน ส่วนกระโปรงหญิงม้งจั้วส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงินที่ได้มาจากคราม บ้างจึงเรียกม้งจั้วว่า “ม้งน้ำเงิน”  หลังจากการย้อมครามแล้วก็เอาผ้าสีสันต่าง ๆ มาเย็บติดกับผ้าครามนี้จนเกิดเป็นกระโปรงที่มีลวดลายและสีสันหลากหลายตระการตา จนคนนอกกลุ่มชาติพันธุ์นิยมเรียกม้งเขียวว่าเป็น “ม้งลาย” ตามสีสันของกระโปรงผู้หญิง