กลุ่มชาติพันธุ์ : ลาวอีสาน

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ลาวอีสาน
  • ชื่อเรียกตนเอง : คนอีสาน, ลาวอีสาน
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลาวอีสาน
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ตระกูลภาษาไท-กะได (Tai-Kadai Langauge Family) กลุ่มไทยลาว หรือทั่วไปเรียกว่า “ชาวอีสาน” มีภาษาพูดเป็นภาษาเดียวกับคนลาวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีตัวอักษรของตนเองใช้มาแต่สมัยอยุธยาเป็นอย่างน้อย และอาจจะร่วมสมัยสุโขทัย ตัวอักษรที่ใช้มี 2
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              คำว่า "อีสาน" เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาสันสกฤตว่า "อีศาน" (อ่านว่า อี-สา-นะ) คำว่า "อีศาน" ในภาษาสันสกฤตเขียนด้วย "ศ" แต่คำว่า "อีสาน" ในภาษาไทยเขียนด้วย "ส" ในภาษาสันสกฤต อีศาน (อ่านว่า อี-สา-นะ) แปลว่า ผู้ปกครอง ซึ่งในที่นี้จะหมายถึง พระศิวะหรือพระอิศวร แต่ในภาษาไทย “อีสาน” ที่ได้ให้ความหมายว่าหมายถึง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั้น เนื่องจากภาษาไทยนำพระนามของพระศิวะมาใช้เรียกเป็นชื่อทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งตามความเชื่อของอินเดีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือนี้มีพระศิวะเป็นเทพผู้คอยปกปักรักษา (สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2549) 

              ชาร์ลส์ เอฟ คายส์ (2552) ระบุว่าชื่อที่คนในประเทศไทยใช้เรียกภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือคำว่า "อีสาน" ซึ่งคำ ๆ นี้ถูกใช้ในการให้ความหมายว่า หมายถึง คนในภาค หากกล่าวแบบเฉพาะเจาะจงก็จะมีความหมายว่า ผู้คนกลุ่มหลักในภาคอีสาน โดยคำว่า "อีสาน" ยังมีนัยยะที่แยกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผู้คนจากภาคเหนือ ภาคกลาง หรือภาคใต้ของประเทศไทย ในขณะที่ภาคอื่น ๆ มักถูกระบุโดยศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมในลักษณะที่ทำให้กรุงเทพฯ มีค่าเท่ากับภาคกลาง เชียงใหม่มีค่าเท่ากับภาคเหนือและนครศรีธรรมราชเท่ากับภาคใต้ แต่สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือแนวคิดหลักโดยทั่วไปก็ยังคงเป็นอีสาน นอกจากนี้ ชาร์ลส์ เอฟ คายส์ ยังเล็งเห็นว่าในระยะหลังคำว่า "อีสาน" ถูกใช้โดยคนจากภูมิภาคอื่น ๆ ในการกล่าวถึงคนที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มมากขึ้นในการบ่งชี้ความเป็นชาติพันธุ์และกลุ่มของคนอีสานเอง คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มที่จะกล่าวถึงตนเองว่าเป็น "คนอีสาน" ใช้ภาษาอีสาน และอาศัยอยู่ในภาคอีสาน เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจิตสำนึกของพวกเขาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของภาคหรือชาติพันธุ์  

              กลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน บ้างเรียกกันว่า "ลาว" "ลาวอีสาน" "ไทยลาว" "ไทยลาวอีสาน" เป็นชื่อที่คนภาคกลางหรือภูมิภาคอื่นเรียกแทนคนกลุ่มใหญ่ที่สุดที่อาศัยอยู่ในภาคอีสาน มีประชากรมากที่สุดในอีสาน ซึ่งชาวภาคกลางหรือภูมิภาคอื่นในประเทศมักจะเรียกชนกลุ่มนี้ว่า "ลาว" เพราะว่ามีภาษาพูดเป็นภาษาเดียวกับคนลาวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) รวมทั้งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาสัมพันธ์กับผู้ในริมฝั่งแม่น้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

     

  • อื่น ๆ :

              ภาษาลาว มีคนพูดมากในภาคอีสาน ซึ่งใช้ภาษาลาวกันในชีวิตประจำวัน จัดเป็นภาษาถิ่น (Dialect) หลักและภาษาแม่ (Mother tongue) ของคนอีสานในภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเมื่อปี 2517 มีการระบุจำนวนผู้พูดภาษาลาวในภาคอีสานประมาณ ร้อยละ 95 ของประชากรทั้งภูมิภาค (ไพฑูรย์ มีกุศล 2517: 1) ภาษาอีสานหรือบางคนเรียกว่า ภาษาลาว นั้นมีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ของผู้ใช้ภาษา ดังที่ ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์ (2548: 86) กล่าวถึงประวัติการย้ายถิ่นฐานของชาวอีสานในอดีต กล่าวคือชาวลาวที่อพยพเข้ามาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ตั้งแต่ในพุทธศตวรรษที่ 21 และได้อพยพเข้ามาอยู่ในแถบตอนกลางของอีสานในปี พ.ศ. 2261 ได้แก่ บริเวณอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เหตุการณ์อพยพที่สำคัญอีกครั้งในช่วงสมัยที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองการปกครองของกษัตริย์ลาว คือ พระเจ้าศิริบุณสารและเสนาธิบดีหรือพระวอ พระตา เป็นผลให้เกิดการอพยพชาวลาวจำนวนมากมาตั้งถิ่นฐานและกระจายตามฝั่งขวาแม่น้ำโขง ทำให้ภาษาอีสานมีลักษณะทางภาษาหลายประการคล้ายคลึงกับภาษาลาวที่ใช้อยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน

              ภาษาอีสาน หรือไทยอีสาน นับเป็นภาษา ไท-ลาว Laotian  ตระกูลภาษาไท-กะได (Tai-Kadai Langauge Family) กลุ่มไทยลาว หรือทั่วไปเรียกว่า "ชาวอีสาน" ที่เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุดในอีสานซึ่งชาวภาคกลางมักจะเรียกชนกลุ่มนี้ ว่า "ลาว"  เพราะว่ามีภาษาพูดเป็นภาษาเดียวกับคนลาวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีตัวอักษรของตนเองใช้มาแต่สมัยอยุธยาเป็นอย่างน้อยและอาจจะร่วมสมัยสุโขทัย ตัวอักษรที่ใช้มี 2 แบบ คือ อักษรไทยน้อยและอักษรไทยธรรม

              ตัวอักษรไทยน้อย เป็นอักษรสุโขทัยสาขาหนึ่ง ส่วนอักษรตัวธรรม เป็นอักษรที่ได้ต้นแบบอักษรมอญโบราณ คล้ายอักษรตัวเมืองของภาคเหนือ มีวรรณกรรมท้องถิ่นของตนเอง เช่น เรื่องสินไซ (สังข์ศิลป์ชัย) จำปาสี่ต้น ท้าวก่ำกาดำ นางผมหอม ไก่แก้ว ลิ้นทอง กำพร้าผีน้อย ขูลูนางอั้ว ท้าวผาแดงนางไอ่ ฯลฯ อาจจะกล่าวได้ว่ากลุ่มไทยลาวเป็นกลุ่มผู้นำทางด้านวัฒนธรรมภาคอีสาน ฉะนั้นภูมิปัญญาสังคม เช่น ฮีต คอง ตำนาน อักษรศาสตร์ จารีตประเพณี กลุ่มลาวจะเป็นกลุ่มที่สืบทอดและถ่ายทอดให้ชนกลุ่มอื่น ๆ ด้วย

              ภาคอีสานเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยมาตั้งแต่สมัยธนบุรีจนถึงปัจจุบัน แต่ในช่วงสมัยหลังการปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2435 ที่ประเทศไทย มีนโยบายเพื่อสร้างความเป็นรัฐชาติ จึงมีการจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษาที่ใช้หลักสูตรจากส่วนกลาง ตาม พ.ร.บ. ประถมศึกษา พ.ศ. 2464 (เบญจวรรณ นารสัจจ์, 2551) ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของอีสานที่ต้องปรับเข้าสู่ส่วนกลาง รวมไปถึงการใช้ภาษาที่ทางโรงเรียนจะเน้นการเรียนการสอนและการสื่อสารด้วยภาษาไทยกลาง ทำให้ความสำคัญและบทบาทของภาษาอีสานลดน้อยลงทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน อย่างไรก็ตามในช่วงสามสี่ทศวรรษที่ผ่านมาเกิด กระแสการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีรากฐานเกี่ยวกับความเท่าเทียมในด้านสิทธิเสรีภาพของมนุษย์และการเล็งเห็นว่าความเข็มแข็งของวัฒนธรรมจะสามารถสร้างการพัฒนาสังคมในด้านต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญต่อกลุ่มชนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูภาษาถิ่นมากขึ้น จากที่ภาษาอีสานถูกลดความสำคัญและศักดิ์ศรีทางภาษาลง (Language Prestige) ทำให้คนอีสานไม่นิยมพูดภาษาอีสาน แต่ปัจจุบันสังคมไทยเปิดกว้างต่อการแสดงอัตลักษณ์มากขึ้น อีกทั้งหน่วยงานหลายแห่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาวัฒนธรรมท้องถิ่นและสนับสนุนการฟื้นฟูการใช้ภาษาถิ่นทำให้คนอีสานมีความมั่นใจในการพูดภาษาอีสานมากขึ้นในหลายบริบท ผลสำรวจของเทศบาลนครขอนแก่น สหภาพยุโรปและวิทยาลัยปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น (2556) เรื่องทัศนคติเกี่ยวกับหลักสูตรภาษาอีสานของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสานพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการใช้ภาษาอีสานในชีวิตประจำวันคิดเป็นร้อยละ 71 ( รัตนา จันทร์เทาว์, 2550)

              การสนทนาภาษาอีสานปนกับภาษาอื่น ๆ รวมถึงการสลับภาษาอีสานกับภาษาไทยกลาง เช่น ในงานวิจัยเรื่อง "การสลับภาษาระหว่างภาษาไทยกลางและภาษาไทยถิ่นอีสานของนักจัดรายการวิทยุในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดขอนแก่น" ของเมตตา ฟองฤทธิ์ (2556) และงานของ นันทิญา พันธ์โชติ และรัตนา จันทร์เทาว์ (2558) พบว่า ในหนังสือพิมพ์รายวันท้องถิ่นที่ผลิตในจังหวัดขอนแก่นนั้น มีการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมอีสานและมีการใช้คำศัพท์ภาษาอีสานในหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงการใช้ภาษาอีสานในสื่อมวลชนนั้นชี้ให้เห็นว่าภาษาอีสานไม่ได้อยู่เพียงแค่ในพื้นที่ภูมิภาคอีสาน แต่ยังมีการใช้ภาษาอีสานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตไปยังต่างประเทศที่มีคนอีสานอาศัยอยู่ เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมอีสานทำให้ภาษาอีสานเป็นวัฒนธรรมที่เดินทางได้ (Travelling Culture) ตามแนวคิดของ John Tomlinson (2542) ที่กล่าวว่าในยุคโลกาภิวัตน์ สื่อวิทยุเป็นสิ่งที่จะทำให้วัฒนธรรมสังคมหนึ่งเดินทางไปสู่สังคมอื่น ๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้นสื่อบุคคลก็ทำให้เกิดการเดินทางของวัฒนธรรม กล่าวคือ คนอีสานได้เคลื่อนย้ายไปอาศัยในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงส่วนกลางเป็นผลให้ปรากฏการใช้คำในภาษาอีสานผ่านสื่อมวลชนส่วนกลาง เช่น เพลงลูกทุ่งโฆษณา บทสนทนา ในละคร ฯลฯ โดยมากจะพบในรูปแบบคำศัพท์ เช่น คำว่า "แซบ", "นัว", "ฮัก", "บ่"  ทำให้คนอีสานเกิดความมั่นใจในการพูดภาษาอีสานมากขึ้น อย่างไรก็ตามมีการผสมผสานกับภาษาไทยกลางและภาษาอื่น ๆ มากขึ้น

              อักษรวิธีภาษาอีสาน

              ธวัช ปุณโณทก และวิมล เขตตะดำรง (2548) ได้กล่าวถึงประวัติตัวอักษรของภาษาอีสานมีชื่อเรียกว่า "อักษรไทยน้อย" ซึ่งเป็นอักษรที่ใช้ควบคู่มากับอักษรธรรมในสังคมลุ่มแม่น้ำโขงแต่โบราณ กล่าวคืออักษรไทยน้อยใช้เป็นอักษรราชการของอาณาจักรล้านช้าง ใช้ในการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เช่น หนังสือราชการ กฎหมาย วรรณกรรมนิทาน ฯลฯ ส่วนอักษรธรรม ใช้ในการบันทึกพระคัมภีร์ ตำราวิชาการ ชาดก อาถาอาคม จึงถือว่าเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตัวอักษรอีสานที่ใช้กันอยู่เดิมนั้น คืออักษรไทยน้อย อันเป็นอักษรที่พัฒนาจากอักษรไทยสุโขทัยและพัฒนาสืบเนื่องต่อมากลายเป็นอักษรลาวในปัจจุบัน ตามหลักฐานต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ คือ ศิลาจารึกในภาคอีสานประกอบกับหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์สันนิษฐานได้ว่าอักษรไทยน้อยพัฒนามาจากอักษรไทยสุโขทัยเป็นต้นแบบ เพราะในจารึกลายเขียนสีที่ผนังถ้ำนางอันห่างจากหลวงพระบางไปทางทิศตะวันออก 25 กิโลเมตร พบรูปแบบตัวอักษรและอักขรวิธีลักษณะเดียวกับอักษรสมัยพระเจ้าลิไทแห่งสุโขทัย (พ.ศ.1890-1911) แต่ไม่ปรากฏศักราช จึงลงความเห็นว่าเป็นตัวอักษรแบบอย่างจากลายสือไทย แต่หลังจาก พ.ศ. 2000 พบศิลาจารึกจำนวนมากที่เขียนด้วยอักษรไทยน้อย และมีรูปสัณฐานตัวอักษรใกล้เคียงกับอักษรไทยฝักขามของอาณาจักรล้านนา (ภาคเหนือ) อันเป็นผลมาจากการที่ดินแดนลุ่มน้ำโขงได้รับวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาจากอาณาจักรล้านนาไทย เนื่องด้วยความสัมพันธ์ใกล้ชิดเสมือนเครือญาติของเจ้าครองนครทั้งสองอาณาจักร ทำให้ตัวอักษรในดินแดนลุ่มน้ำโขงได้รับอิทธิพลจากอักษรไทยฝักขามของอาณาจักรล้านนา กอปรกับชาวล้านช้างมีอักษรธรรมที่มีสัณฐานเดียวกับอักษรยวนล้านนาเมืองเชียงใหม่ จึงทำให้รับอักษรไทยฝักมาขามได้ง่ายขึ้น ดังนั้นอักษรไทยสุโขทัย อักษรไทยฝักขามและอักษรธรรม จึงเกิดการรวมตัวกันและพัฒนารูปแบบอักษรเฉพาะขึ้นที่เรียกว่า "อักษรไทยน้อย" ที่กลายเป็นอักษรของภาษาอีสานและพัฒนาเป็นอักษรลาวในปัจจุบัน สาเหตุบางประการทำให้ตัวอักษรไทยน้อยมีลักษณะคล้ายคลึงและใกล้เคียงกับอักษรไทยปัจจุบันและอักษรลาวปัจจุบัน

              ในอดีตการเรียนภาษาอีสานจะถ่ายทอดด้วยกระบวนการสื่อสารด้วยการพูด กล่าวคือ การถ่ายทอดการใช้ภาษาจากผู้ใหญ่สู่เด็ก เด็กก็จะเรียนรู้จากการได้ยินและเลียนแบบจนสามารถพูดภาษาอีสานได้ เหมือนการเรียนภาษาแม่โดยทั่วไป มาถึงระยะเวลาหนึ่งที่คนอีสานต้องรับวัฒนธรรมจากส่วนกลางและวัฒนธรรมสากลเข้าสู่สังคมทำให้การพูดของเด็กอีสานมีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น การพูดแบบสลับและปนภาษากลางกับภาษาอีสานมากกว่าการพูดภาษาอีสานตลอดบทสนทนาหรือที่เรียกว่า การสลับภาษา (Code-switching) ตามบริบทการพูด การเลือกพูดภาษาอีสานแบบมีเงื่อนไขตามสถานการณ์การพูดหรือที่เรียกว่าการเลือกใช้ภาษา (Language choice) ของผู้พูดสองภาษา (Bilingual) โดยจะพูดภาษาอีสานเฉพาะในบางสถานการณ์ บริบทและบุคคลที่สนทนาด้วย ดังนั้นการพูดภาษาอีสาน จึงยังคงมีการเรียนรู้สืบทอดเพียงแต่มีลักษณะแตกต่างไปจากเดิม ขณะที่การพูดอีสานยังคงดำรงอยู่แต่สิ่งที่สวนทางกันคือการเขียนภาษาอีสานกลับค่อย ๆ เลือนหายไปจากสังคม เด็กในสมัยใหม่มีผู้ที่ทราบว่าภาษาอีสานมีอักษรหรือภาษาเขียนเป็นของตัวเองนั้นมีจำนวนน้อยมาก กอปรกับตัวอักษรไทยน้อยและอักษรธรรมอีสานจะพบในศิลาจารึก หนังสือจุ้ม ใบลาน ฯลฯ ทั้งนี้โบราณวัตถุดังกล่าวโดยมากถูกเก็บรักษาอยู่ในวัด พิพิธภัณฑ์ และสำนักวัฒนธรรมต่าง ๆ ดังนั้นการเรียนการสอนอักษรไทยน้อยและอักษรธรรมอีสานในยุคแรกเริ่มจึงเริ่มต้นที่วัด

              ชอบ ดีสวนโคก (2559: สัมภาษณ์) กล่าวว่าการเรียนการสอนอักษรไทยน้อยในยุคแรก เริ่มเป็นการสอนเพิ่มเติมเนื้อหาของรายวิชาอื่น ๆ ไม่ได้มีวิชาชัดเจนและไม่ได้มีอยู่ในหลักสูตรใด ส่วนใหญ่ผู้ที่ศึกษาได้แก่ พระสงฆ์ อาจารย์ นักวิชาการและนักปราชญ์ ผู้สนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมอีสาน สถานที่ในการสอนคือ วัดต่าง ๆ ในภาคอีสาน เช่น วัดธาตุพระอารามหลวง จังหวัดขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น วัดมหาชัยพระอารามหลวง จังหวัดมหาสารคาม วัดมหาธาตุยโสธร จังหวัดยโสธร เป็นต้น ช่วงต่อมาการเรียนการสอนภาษาอีสานได้พัฒนามากขึ้น เนื่องจากมีหลายมหาวิทยาลัยหรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อาทิ สาขาภาษาไทย สาขาวัฒนธรรม มีนโยบายและส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนภาษาอีสาน โดยเปิดเป็นวิชาในหลักสูตรให้กับนักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา

              ภาษาลาวอีสาน มีสำเนียงที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีอาณาเขตติดต่อกับถิ่นใดรวมทั้งบรรพบุรุษของท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย เช่น แถบจังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ มีชายแดนติดกับเขมร สำเนียงและรากเหง้าของภาษาก็จะมีคำของภาษาเขมรปะปนอยู่ด้วย ทางด้านจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร หนองคาย เลย ที่ติดกับประเทศลาวและมีชาวเวียดนามเข้ามาอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก ก็จะมีอีกสำเนียงหนึ่ง ชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ๆ ก็จะมีสำเนียงที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองและยังคงรักษาเอกลักษณ์นั้นไว้ตราบจนปัจจุบัน เช่น ชาวภูไทในจังหวัดมุกดาหารและนครพนม ถึงแม้ชาวอีสานจะมีภาษาพูดที่มีความแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น แต่ในภาษาอีสานก็มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงมีความคล้ายกันก็คือลักษณะของคำและความหมายต่าง ๆ ที่ยังคงสื่อความถึงกันได้ทั่วทั้งภาค ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอีสานต่างท้องถิ่นกันสามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันชาวอีสานโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ได้หันมาใช้ภาษาไทยกลางกันมากขึ้น เพราะวัยรุ่นเหล่านี้ส่วนใหญ่ ได้รับการศึกษาที่ดีเทียบเท่ากับคนในภาคกลางหรือกรุงเทพมหานครทำให้ภาษาอีสานเริ่มลดความสำคัญลง แต่ผู้คนตามชนบทและคนเฒ่าคนแก่ยังใช้ภาษาอีสานกันเป็นภาษาหลักอยู่ ทั้งนี้คนอีสานส่วนใหญ่จะสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอีสานของท้องถิ่นตนเองและภาษาไทยกลาง ชาวอีสานที่ไปต่างถิ่นนอกจากจะหางานทำแล้วก็ยังช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมรวมทั้งภาษาของตนเองไปในตัวด้วย 

     

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย บำเพ็ญ ไชยรักษ์ นักวิจัยอิสระ

    ปีงบประมาณ 2562 , วันที่อัพโหลด; 29 กันยายน 2562 

    เอกสารอ้างอิง

    • ฉัตรทิพย์ นาคสุภาและปรีชา อุยตระกูล. (2559). วัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชนอีสานเหนือ.  กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์
    • ชาร์ลส์ เอฟ คายส์ (Charles F. Keyes) รัตนา โตสกุล (แปล) (2556). อีสานนิยม : ท้องถิ่นนิยมในสยามประเทศไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
    • เติม วิภาคพจนกิจ. (2542). ประวัติศาสตร์อีสาน. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
    • ธนิศร์ เสถียรนาม และนพดล ตั้งสกุล. (2559). “สถานภาพผลงานวิชาการการศึกษาเรือนพื้นถิ่นในภาคตะวันออกเฉียง เหนือของประเทศไทย; The Status of Academic Outputs in Vernacular House Study in the Northeast of Thailand”. วารสารวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม- ธันวาคม ประจำปี 2559
    • ธาดา สุทธิธรรม. (2544). ผังเมืองในประเทศไทย: ผังการใช้ที่ดินสายธารอรยธรรมเขมรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ขอนแก่น: คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
    • ธีระพงษ์ มีไธสง. (2557). "พระสงฆ์กับอำนาจรัฐไทย: บทเรียนจากอดีต-พระธรรมยุตสายอีสาน”.  นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับ กุมภาพันธ์ 2557
    • บำเพ็ญ ไชยรักษ์. (2554). "บทบาทของเกลือที่มีต่อนิเวศวัฒนธรรมและสุขภาวะของชุมชนลุ่มน้ำสงคราม". วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.
    • เบญจวรรณ นาราสัจจ์. (2560). พัฒนาการภูมิปัญญาอีสาน. ขอนแก่น : ศูนย์วิจัยพหุลักษณ์สังคมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยขอนแก่น
    • ปกรณ์ สุวนิช. (2550). ธรณีวิทยาแหล่งโพแทช-เกลือหินของไทย. กรุงเทพฯ: บริษัทคัมภีร์วรรณจำกัด.
    • ปกรณ์ สุวนิช. (2552). พญานาคกับเกลือใต้ดินในตำนานผาแดง-นางไอ่-ท้าวพังคี. กรุงเทพฯ: โลกธรณีวิทยา.
    • ไผท ภูธา. (2554). ความเป็นมาคนอีสานในเหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ:สุขภาพใจ.
    • พัฒนา กิติอาษา. (2556). คนข้ามแดน: ความเรีบงว่าด้วยมานุษยวิทยาอีสานศึกษา. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา.
    • มณีมัย ทองอยู่. (2546). การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจชาวนาอีสาน. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี
    • ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม. ​(2538). แอ่งอารยธรรมอีสาน: แฉหลักฐานโบราณคดีพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ประเทศไทย. กรุงเทพฯ: มติชน.
    • สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2549). พลังลาวชาวอีสานมาจากไหน?. กรุงเทพฯ: มติชน.
    • สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ. (2549). ทุ่งกุลา อาณาจักรเกลือ 2500 ปี จากยุคแรกเริ่มล้าหลังถึงยุคมั่งคั่งข้าวหอม. กรุงเทพฯ: มติชน.
    • สุเทพ สุนทรเภสัช. (2548). หมู่บ้านอีสานยุค "สงครามเย็น" สังคมวิทยาของหมู่บ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. กรุงเทพฯ : มติชน.
    • สุมาลี เอกชนนิยม. (2548). ฮูปแต้มในสิมอีสานงานศิลป์สองฝั่งโขง. กรุงเทพฯ: มติชน.
    • สุรพล ดำริห์กุล. (2549). แผ่นดินอีสาน. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.
    • สุริยา รักการศิลป์ บรรณาธิการ. (2558). เศรษฐกิจและวัฒนธรรมชุมชนอีสานใต้. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์.
    • สุวิทย์ ธีรศาสวัต. (2557). ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488 เล่ม 1. ขอนแก่น : คลังนานา.
    • สุวิทย์ ธีรศาสวัต. (2557). ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488 เล่ม 2. ขอนแก่น : คลังนานา.
    • อภิศักดิ์ โสมอินทร์. (2526). ภูมิศาสตร์อีสาน. มหาสารคาม: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
    • อัจฉรา ภาณุรัตน์, สุริยะ ชนะชัย และยุภา ประยงค์ทรัพย์. (2555). วัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชนอีสาน. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์.

    เว็บไซต์

    • Piyaluk Potiwan (มปป.). “กระบวนการสร้างพื้นที่ทางสังคมของผีอีสาน”. เข้าถึงเมื่อ 10 ตุลาคม 2562 เข้าถึงจาก https://www.tci-thaijo.org/index.php/cultural_approach/article/view/72412/58305
    • The Isaan Record (2562). ครอบครัวแหว่งกลางในภาคอีสาน ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม. เข้าถึงเมื่อ 10   ตุลาคม 2562 เข้าถึงจาก  https://isaanrecord.com/2016/02/01/ครอบครัวแหว่งกลาง-ภาว/
    • กนกวรรณ มะโนรมย์ (2562). ซื้อกินหลายกว่าเฮ็ดเอง: ภาพสะท้อนหมู่บ้านอีสานยุคการลดลงของสังคมเกษตร. เข้าถึงเมื่อ 10 ตุลาคม 2562. เข้าถึงจาก https://www.tcijthai.com/news/2016/07/article/6323
    • ชยันต์ วรรธนะภูติ (2554). บทอภิปรายจากการถอดเทป “อัตลักษณ์อีสานกับการเปลี่ยนแปลงของโลก” 24  กุมภาพันธ์ 2554 ณ ห้องประชุม 3 อาคาร 5 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย เครือข่ายศิษย์เก่านักเรียนทุน IFP แห่งประเทศไทย (IFP THAN). เข้าถึงเมื่อ 10 สิงหาคม 2562 เข้าถึงจาก http://social-agenda.org/wp-content/uploads/2013/02/Esan-Global_Shayon.pdf
    • บุญยงค์ เกศเทศ (2562). ฮูปแต้มบนผนังสิม วัดสระบัวแก้ว อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น. เข้าถึงเมื่อ 10 สิงหาคม 2562 เข้าถึงจาก https://www.technologychaoban.com/thai-local-wisdom/article_23590
    • ประชาไท (2558). “สองนักวิชาการต่างชาติเผยแพร่ 'แผนที่ภาษาชาติพันธุ์ในไทย ห่วงเผด็จการทหารทำลาย ความหลากหลาย”. เข้าถึงเมื่อ 10 กันยายน 2562 เข้าถึงจาก https://prachatai.com/journal/2015/05/59246
    • ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย (2561). อีสานป๊อป (1) – เมื่อเพลงอีสานทลายกำแพงวัฒนธรรม. เข้าถึงเมื่อ10 สิงหาคม 2562 เข้าถึงจาก https://www.the101.world/e-san-pop-1/
    • ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย (2561). อีสานป๊อป (2) ลงลึกไปใต้ภูเขาน้ำแข็ง ‘อีสาน’. เข้าถึงเมื่อ 10 สิงหาคม 2562 เข้าถึงจาก https://www.the101.world/e-san-pop-2-end/
    • สราภรณ์ สุวรรณแสง และ รัตนา จันทร์เทาว์ (2559). “การสืบทอดภาษาอีสาน; Isaan Lugguge Inheritance”. วารสารบัณฑิตศึกษา มนุษยศาสตร์สงัคมศาสตร์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2  กรกฎาคม - ธันวาคม 2559 หน้า 72-88 เข้าถึงเมื่อ8 กันยายน 2562. เข้าถึงจาก  https://www.tcithaijo.org/index.php/gshskku/article/view/73657/59367
    • สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(2561). แผนพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. เข้าถึงเมื่อ 20 สิงหาคม 2562 เข้าถึงจาก https://www.nesdb.go.th/ewt_dl_link.php?nid=7526
    • สุวิไล เปรมศรีรัตน์  และคณะ (2547). แผนที่ภาษาและชาติพันธุ์ในภาคอีสาน. เข้าถึงเมื่อ 10 กันยายน 2562 เข้าถึงจากhttp://www.langrevival.mahidol.ac.th/book/Ethnolinguistic%20maps%20of%20Thailand.html
    • อานันท์ กาญจนพันธุ์(2554). “ชนบทอีสานปรับโครงสร้าง ชาวบ้านปรับอะไร: รายงานการสังเคราะห์งานวิจัยเศรษฐกิจชนบทภาคอีสาน”.  เข้าถึงเมื่อ 10 ตุลาคม 2562 เข้าถึงจาก  https://www.academia.edu/22244550/ ชนบทอีสานปรับโครงสร้าง_ชาวบ้านปรับอะไร_รายงานการสังเคราะห์งานวิจัยเศรษฐกิจชนบทภาคอีสาน_โดย_อานันท์_กาญจนพันธุ์

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
ทั่วไปในภาคอีสานและจังหวัดในภาคอื่นๆ เกือบทั่วประเทศ14000000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

 


  • บทนำ :

              ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 14ํ ํ7' ถึง 18 ํ27' เหนือ และลองติจูด 100 ํ54' ถึง 105 ํ37' ตะวันออก ในตำแหน่งศูนย์กลางของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวด้านตะวันออกและด้านเหนือ มีแม่น้าโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน และด้านใต้ติดต่อราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีเทือกเขาพนมดงรักกั้นพรมแดน มีพื้นที่รวม 105.53 ล้านไร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงมีความลาดเอียงไปทางตะวันออก มีลักษณะคล้ายกระทะ แบ่งเป็น 2 แอ่งใหญ่ ได้แก่ บริเวณแอ่งที่ราบโคราช อยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ามูลและชี ลักษณะเป็นที่ราบสูงสลับกับเนินเขาและบริเวณแอ่งสกลนครอยู่ทางตอนเหนือของภาค ตั้งแต่แนวเขาภูพานไปจนถึงแม่น้าโขง เทือกเขาที่แบ่งระหว่างแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ได้แก่ เทือกเขาภูพาน

              ภาคอีสานประกอบด้วย 20 จังหวัด มีจำนวนประชากรของภาคมากที่สุดของประเทศ ปี 2561 สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุจำนวนประชากรในภาคอีสาน 22.22 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 33.3 จากประชากร 66 ล้านคนทั่วประเทศ จากหนังสือ "แผนที่ภาษาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย" (สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ, 2547) ที่ระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสานและในภาคอื่นๆ เกือบทั่วประเทศไทยมีจำนวน 14 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 73 จากประชากรในภาคอีสานทั้งสิ้น 20 ล้านคนจาก 19 จังหวัด และคิดเป็นสัดส่วนผู้พูดภาษาลาวอีสานร้อยละ 28 ของประชากรทั่วประเทศจากข้อมูลประชากรที่ใช้ภาษาลาวนำมาเทียบเคียงกับจำนวนประชากรไทยในปัจจุบันซึ่งมีประชากรประมาณ 66 ล้านคน เทียบเคียงกับข้อมูลข้างต้นประชากรที่พูดภาษาลาวอีสานประมาณร้อยละ 28 จากประชากรทั้งประเทศ ปัจจุบันภาคอีสานมีประชากรทั้งหมดประมาณ 22 ล้านคน เทียบเคียงกับข้อมูลประชากรที่ใช้ภาษาลาวอีสานข้างต้นคิดเป็นร้อยละ 73 ยังมีประชากรที่ใช้ภาษาลาวอีสานในปัจจุบันประมาณ 16 ล้านคนในภาคอีสานและมีประมาณ 18.6 ล้านคนจากทั่วประเทศ

     

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              "กลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน" หรือกลุ่มประชากรที่ใช้ภาษาอีสานอยู่ในชีวิตประจำวันซึ่งอาศัยอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ที่มีความหมายตรงกับ "คำอีสาน" เริ่มใช้เป็นทางการสมัยรัชการที่ 5 ราว พ.ศ. 2442 ในชื่อ มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ยังหมายเฉพาะลุ่มน้ำมูลถึงอุบลราชธานี จัมปาสัก ฯลฯ รวมความแล้วใครก็ตามที่มีถิ่นกำเนิดหรือมีหลักแหล่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย (จะโดยเคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่เมื่อไรก็ตาม) ถ้าถือตัวว่าเป็นคนอีสานหรือชาวอีสานอย่างเต็มอกเต็มใจและอย่างองอาจก็ถือเป็นคนอีสานเป็นชาวอีสานทั้งนั้น (สุจิตต์ วงษ์เทศ: 2549)

              คายส์ ระบุว่าชื่อที่คนในประเทศไทยใช้เรียกภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือ อีสาน คำ ๆ นี้ ยังถูกใช้ในความหมายถึง คนในภาค และหากกล่าวแบบเฉพาะเจาะจง หมายถึง ผู้คนที่เป็นกลุ่มหลักในภาคอีสาน คำว่า อีสาน มากจากภาษาบาลี-สันสกฤต เป็นคำที่ใช้ในความหมายที่แยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างผู้คนจากภาคเหนือ ภาคกลาง หรือภาคใต้ของประเทศไทย ในขณะที่ภาคอื่น ๆ มักถูกระบุโดยศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมในลักษณะที่ทำให้กรุงเทพฯ มีค่าเท่ากับภาคกลาง เชียงใหม่มีค่าเท่ากับภาคเหนือ และนครศรีธรรมราชที่มีคนไตใช้ภาษาแบบคนใต้สำหรับภาคใต้ แต่สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือแนวคิดหลักโดยทั่วไปก็ยังคงเป็นอีสาน และเขายังเห็นว่าในระยะหลังคำว่าอีสาน ถูกใช้โดยคนจากภูมิภาคอื่น ๆ ในการกล่าวถึงคนจากภาคอีสานและเพิ่มมากขึ้นในการบ่งชี้ความเป็นชาติพันธุ์และกลุ่มของคนอีสานเอง คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มที่จะกล่าวถึงตนเองว่าเป็น "คนอีสาน" หรือใช้ภาษาอีสาน อาศัยอยู่ในภาคอีสาน เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจิตสำนึกของพวกเขาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของภาคหรือชาติพันธุ์

              ขณะที่สุจิตต์ วงษ์เทศ (2549) ระบุว่า "คนอีสาน" บางทีเรียก ชาวอีสาน มีหลักแหล่งอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อีสานเป็นชื่อเรียกพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่มีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง คำว่าอีสาน มีรากจากภาษาสันสกฤต สะกดว่า อีศาน หมายถึงพระนามพระศิวะ ผู้เป็นเทพดาประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่คำบาลีเขียนว่า อีสาน ฝ่ายไทยยืมรูปคำจากบาลีมาใช้ หมายถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

              ในทางพื้นที่ คนอีสานหรือชาวอีสานจึงไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติเฉพาะแต่เป็นชื่อสมมุติเรียกคนหลากหลายมากมายในดินแดนอีสาน เป็นชื่อเรียกอย่างกว้าง ๆ รวม ๆ ตั้งแต่อดีตดึกดำบรรพ์สืบจนปัจจุบัน

              ความเป็นมาของคนอีสานหรือชาวอีสาน จึงไม่ได้หยุดนิ่งอยู่โดดเดี่ยว แต่ล้วนเกี่ยวข้องเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียวกับความเป็นมาของผู้คนสุวรรณภูมิหรืออุษาคเนย์ตั้งแต่ยุคดั้งเดิมเริ่มแรกสืบจนทุกวันนี้ ซึ่งมีความเคลื่อนไหวไป ๆ มา ๆ ทั้งใกล้และไกลในทุกทิศทางและหลายครั้งหลายหน จนระบุชัดเจนแน่นอนนักไม่ได้ว่าใคร? ที่ไหน? เมื่อไร? แต่สิ่งหนึ่งที่คนอีสานและชาวอีสานมีสำนึกร่วมกันอย่างแข็งขันและองอาจ คือคำสมมุติเรียกว่า "พลังลาว" อันมีรากจาก "วัฒนธรรมลาว"

              ในตำนานชาวอีสาน มีกำเนิดจากน้ำเต้าปุง เป็นคำบอกเล่าที่มีเค้าเก่าแก่มาก และอยู่ในความทรงจำของกลุ่มชนตระกูลไทยและลาว ที่มีหลักแหล่งบริเวณสองฝั่งโขง ว่าด้วยแถนและกำเนิดคนจากน้ำเต้าปุง

              กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากับบ่ขาด เมื่อนั้นยังมีขุนใหญ่ 3 คน ผู้หนึ่งชื่อขุนคาน อยู่สร้างบ้านเมืองลุ่มกินปลา เฮ็ดนาเมืองลุ่มกินข้าว เมื่อนั้นแถนจึงใช้ให้มากล่าวแก่คนทั้งหลาย ว่าในเมืองลุ่มนี้กินข้าวให้บอกให้หมาย กินแลงกินงายก็ให้บอกแก่แถน ได้กินชิ้นก็ให้ส่งขา ได้กินปลาก็ให้ส่งรอยแก่แถน เมื่อครั้งคนทั้งหลายก็บ่ฟังความแถน แม้ใช้มาบอกสองทีสามทีก็บ่ฟัง หั้นแล แต่นั้นแถนจึงให้น้ำท่วมเมืองลุ่มลีดเลียง ท่วงเมืองเพียงละลายคนทั้งหลายก็ฉิบหายมากนักชะแล ยามนั้น ปู่ลางเชิงและขุนเค้กขุนคาน รู้ว่าแถนเคียดแก่เขา ๆ จึงเอาไม้ขาแรงเฮ็ดแพ เอาไปแผงเรือนเฮ็ดพวง แล้วเขาอาลูกเอาเมียเข้าอยู่ในแพนั้น แล้วน้ำจึงพัดเขาขึ้นเมืองบน ชนเอาเมือเมืองฟ้า พุ้นแล พระยาแถนจึงถามเขา ว่าสูจักมาเมืองฟ้าตูพี้เฮดสัง

              ในยุคที่ยังไม่มีรัฐชาติทางการเมือง สิ่งที่ระบุกลุ่มคนคือ ภาษาที่มีรากเหง้าเดียวกันแต่จำแนกได้หลายตระกูลภาษา หนึ่งในกลุ่มตระกูลภาษาที่มีคนใช้อยู่มากในภาคอีสานคือ ตระกูลภาษาไทย-ลาว (Tai-Lao Language family) เช่น ไทย ลาว จ้าง หล อาหม ฯลฯ มีหลักแหล่งทั้งในหุบเขาและทุ่งราบบนผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์ บริเวณตะวันออก-ตะวันตกสองฝั่งโขง (สุจิตต์ วงษ์เทศ. 2549: หน้า 59)

              ประชาชนลาวที่เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ในอีสานตั้งแต่สมัยแรก ๆ ส่วนใหญ่เป็นพวกล้านช้างกับเวียงจันทน์ แต่ประชาชนอีสานไม่ได้เป็นลาวเสียทั้งหมดเพราะยังมีเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ตั้งหลักแหล่งประสมประสานอยู่ด้วย แม้แต่บรรดากลุ่มที่เป็นลาวเองก็ยังมีความแตกต่างในรายละเอียด เช่น แหล่งที่มา สำเนียงภาษา ขนบประเพณี และวิถีชีวิต (สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2549: 68-69) ก่อน พ.ศ. 2442 ชาวอีสานถูกเรียกจากกรุงเทพฯ ว่า "ลาว"​ ดังชื่อเขตการปกครองที่แบ่งมณฑลเมื่อ พ.ศ. 2437 มี 3 มณฑลชื่อ มณฑลลาวพวน หนองคาย อุดรธานี ฯลฯ มณฑลลาวกาว ทางอุบลราชธานี ยโสธร ฯลฯ และมณฑลลาวกลาง ทางชัยภูมิ นครราชสีมา ฯลฯ

              พ.ศ. 2442 ประกาศให้พวกลาวชาวอีสานทั้งหมดเป็นคนไทยแต่อยู่ในบังคับสยาม หมายถึง ประเทศสยาม ดังมีข้อความในพระราชโองการตอนหนึ่งว่า

              "แต่บัดนี้สืบไป ให้เจ้าหน้าที่แต่ละแผนกทุกหัวเมืองใหญ่น้อยในมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อจะมีการสำรวจสำมะโนครัว หรือหากว่ามีราษฎรมาติดต่อ ที่จะต้องใช้แบบพิมพ์ของทางราชการ ให้ปฏิบัติใหม่โดยลงในช่องสัญชาตินั้นว่า ชาติไทยบังคับสยาม ทั้งหมด ห้ามมิให้ลงหรือเขียนในช่องสัญชาติว่า ชาติลาว เขมร ส่วย ผู้ไทย ฯลฯ ดังที่ได้ปฏิบัติมาแต่ก่อนเป็นอันขาด" (กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์โปรดให้มีสารตราตั้งเป็นทางราชการ)

              บรรพชนคนอีสานยุคดึกดำบรรพ์ยังไม่มีชื่อสมมุติว่าลาว ส่วนจะมีชื่ออย่างไรไม่เคยมีหลักฐานยืนยันได้ จะมีก็แต่สมมุติเรียกตามตระกูลภาษาอย่างกว้าง ๆ แล้วสันนิษฐานตามที่เรียกปัจจุบัน อาจจะแบ่งเวลายุคสมัยกว้างเพื่อความเข้าใจได้ 2 ช่วง (สุจิตต์ วงษ์เทศ: 2549)

              ก่อนลาว หมายถึงก่อน พ.ศ. 1700 บริเวณอีสานมี 2 เขต คือ อีสานเหนือทางแอ่งสกลนคร เป็นพวกสยามมีศูนย์กลางอยู่เวียงจันหรือโคตรบูร (ลาว) หลักฐานสำคัญในจารึกจามและภาพสลักขบวนแห่ชาวสยามที่ปราสาทนครวัด สื่อสารด้วยภาษาพูดในตระกูลไทย-ลาว แต่มีหลายชาติพันธุ์ทั้งตระกูลมอญ-เขมรฐมาเลย์-จาม, จีน-ทิเบต และไทย-ลาว กับอีสานใต้ทางแอ่งโคราช ส่วนมากอยู่ในตระกูลมอญ-เขมร,มาเลย์-จาม มีศูนย์กลางอยู่ที่พิมาย (นครราชสีมา) และพนมรุ้ง (บุรีรัมย์) ทางลุ่มน้ำมูล

              หลังลาว หมายถึง หลัง พ.ศ. 1700 ชาวอีสานบริเวณแอ่งสกลนครทางอีสานเหนือ และลุ่มน้ำชี ทยอยเคลื่อนย้ายไปตั้งหลักแหล่งใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า และอาจจะมีโรคระบาดรุนแรง เช่น โรคห่า ฯลฯ ทำให้ต้องละทิ้งแหล่งเดิมเพื่อหนีโรคระบาดไปอยู่ที่ใหม่ คนส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายไปทางลุ่มน้ำน่าน-ยม แล้วต่อมากลายเป็นประชากรของรัฐสุโขทัยที่มีขึ้นต่อไป อีกส่วนหนึ่งลงไปเป็นประชากรรัฐทางทะเลสาบเขมรกัมพูชาและรัฐทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้เมืองที่มีมาก่อนรกร้างว่างเปล่า ยกเว้นทางแอ่งโคราชบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลไม่เคยรกร้าง เพราะแม้จะลดความสำคัญลงเพราะคนจำนวนมากเคลื่อนย้ายไปอยู่แหล่งอื่นที่อุดมสมบูรณ์กว่า แต่ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่กระจัดกระจายสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน ช่วงหลัง พ.ศ. 1700 นี่เอง บริเวณสองฝั่งโขงมีความเคลื่อนไหวเส้นทางคมนาคมการค้า กลุ่มชนจากยูนาน (ในจีน) กลับลุ่มน้ำแดง-ดำ (เวียดนาม) ฯลฯ คนพวกหนึ่งจากเมืองแถนลุ่มน้ำแดง-ดำ เรียกตัวเองในสมัยหลังว่า ลาว เคลื่อนมาตั้งหลักแหล่งใหม่บริเวณริมฝั่งโขง เรียกเชียงดง เชียงทอง (ที่ต่อมาคือหลวงพระบาง) แล้วเติบโตเป็นรัฐล้านช้าง ขึ้นมาคู่กับรัฐล้านนา ดังมีคำบอกเล่าในพงศาวดารภาค 61 ว่า

              "แต่นั้นมา เมืองยวนล้านนาและเมืองจ่าล้านช้าง ทั้งสองเมืองนี้เรียกว่า ลาว ลาว..."

              รัฐล้านช้างที่เป็นลาว ขยายอำนาจลงมาตามลำน้ำโขงยึดเวียงจัน (หรือโคตรบูร) แล้วมีอำนาจเหนือบริเวณสองฝั่งโขงลงไปทางทิศใต้ เช่น ท้าวฟ้างุ้ม แม้จะควบคุมไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม นับแต่นี้พวกลาวได้เคลื่อนไหวขยายเข้าสู่อีสานพร้อมคดีผีฟ้าพญาแถน

              คนอีสานส่วนใหญ่เป็นลาวหรือมิฉะนั้นก็อยู่ในวัฒนธรรมลาวแต่ความจริงแล้วไม่ใช่ทั้งหมด เช่น คนโคราชในจังหวัดนครราชสีมาไม่ถือว่าตัวเองเป็นลาว นอกจากนั้นยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลาว เช่น กูย (ที่คนกรุงเทพฯ เรียก ส่วย) แต่เนื่องจากพวกลาวและคนในวัฒนธรรมลาวมีจำนวนมากกว่า เลยถูกเหมารวมว่าคนอีสานเป็นคนลาว เรียกรวม ว่าลาวอีสาน อย่างดูถูก

              คำว่า "ลาว" หมายถึง "คน" เช่นเดียวกับคำว่า ไท หรือไต แต่ต่างกันที่ ไท-ไต หมายถึงคนทั่วไป ส่วนลาว หมายถึงคนที่ได้รับการยกย่องให้มีฐานะทางสังคมสูงกว่า ดีกว่าหรือเหนือกว่าคนอื่น เช่น เป็นหัวหน้า เป็นนาย ฯลฯ ในเอกสารล้านนายกย่องไว้สูงเทียบเท่ากษัตริย์หรือขุน

              รายงานของ Princeton S. HSU พบการใช้คำว่า "ลาว"​ ในภาษาจ้วงภาษาพื้นเมืองในมณฑลกวางตุ้งและกวางสี แปลว่า คน จิตร ภูมิศักดิ์ เพิ่มเติมอีกว่าดูเหมือนจะไม่ได้แปลว่าคนเฉย ๆ ในความหมายที่แยกจากสัตว์ หากมีความหมายถึงอารยชนหรือชนผู้เป็นนาย

              เมื่อกาลเวลาผ่านไปสังคมและวัฒนธรรมก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขทางเศรษฐกิจการเมือง คำว่าไทหรือไต ยังยืนหยัดความหมายดั้งเดิมอยู่ในคำพูดของพวกไทย-ลาวทุก ๆ กลุ่ม แต่คำว่าลาวมีความหมายเชิงยกย่องที่ยิ่งใหญ่อยู่ผู้คนกลุ่มหนึ่งจึงยึดถืออย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงจึงเรียกตัวเองว่าลาว

              ครั้นเมื่อกลุ่มคนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่พัฒนาคำว่าไทหรือไตจนเป็นไทย แล้วมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและมีความมั่นคงทางการเมืองเพราะอยู่ใกล้ทะเลจึงมีพัฒนาการก้าวสู่ความเป็นอาณาจักร ดังกรณีที่สร้างความเป็นปึกแผ่นในลักษณะอาณาจักรได้เป็นครั้งแรกคือราชอาณาจักรสยามแห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้คนกลุ่มนี้ยืนยันความเป็นไทยในความหมายที่ยิ่งใหญ่ของตนเอง แล้วก็เริ่มเหยียดชื่อลาวลงเพราะกลุ่มที่รักษาชื่อลาวต้องตกเป็นเบี้ยล่างและพึ่งพิงชายทะเลของพวกไทย

              ลักษณะเหยียดชื่อลาวเข้มข้นขึ้นในช่วงที่เกิดเนื้อร้องเพลงลาวแพนอันเนื่องมาจากสงคราม แล้วพวกลาวเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกตอนหนึ่งว่า "บักไทยมันเฆี่ยน บักไทยมันขัง จนไหล่จนหลัง ของข้านี่ลาย จะตายเสียแล้วหนา ที่ในปาดงแดน..."

              กลุ่มที่พูดภาษาไต-ลาว จิตร ภูมิศักดิ์ วิเคราะห์ว่าในอดีต คำว่า "ลาว" น่าจะมีความหมายสูงส่ง มีฐานันดรเป็นนายเหนือสังคม โดยมีเค้าเงื่อนแต่ดั้งเดิมคงจะมีความหมายว่า "คน" และเน้นว่าเป็น "คนผู้เจริญ" แล้ว จนกลายเป็นคำนำหน้าผู้ปกครองหรือกษัตริย์ ซึ่งต่อมามีการใช้คำว่า พญา ขุน ท้าว แทน ตั้งแต่สมัยพญามังรายเป็นต้นมา ก็ไม่มีการใช้คำว่าลาวนำหน้าชื่อกษัตริย์อีกเลย ทั้งนี้จากวรรณคดีท้าวฮุ่งขุนเจืองก็พบว่า ชาวเมืองในลุ่มน้ำกก น้ำโขงที่เป็นเมืองเชียงลาว/เงินยาง นี้เรียกตัวเองว่า “ลาว” ด้วย แต่ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ากลุ่มชาติพันธุ์ใด มีการแสวงหาความหมายของคำว่า "ลาว" อยู่หลายทาง และมีผู้เชื่อถือกันไปต่าง ๆ แต่สมมุติฐานใหญ่นั้นมี 2 กระแส คือ

              1.มาจากคำว่าอ้ายลาว จากภูเขาอ้ายลาวในมณฑลเสฉวนและสืบเนื่องมาเป็นขุนบรม

              2.ต้นราชวงศ์ลวจักราชแห่งเมืองเชียงลาว/เงินยาง นั่นคือ ลาวจก ซึ่งลักษณะทางวัฒนธรรมในตำนานน่าจะเป็นกลุ่มคนอยู่อาศัยในที่สูงมาก่อน หมายถึง พวกลัวะ ดังนั้น ต้นราชวงศ์ลาวในตำนานเมืองเงินยางนั้นคือกลุ่มลัวะ

              ในประวัติศาสตร์ลาวของมหาสิลา วีรวงศ์ ได้ลงความเห็นว่าอาณาจักรล้านช้างนั้น เกิดขึ้นสืบเนื่องจากขุนลอ บุตรของขุนบรมจากเมืองกาหลง ซึ่งอาจจะอยู่ในเขตสิบสองปันนา ได้ตีเมืองชวา (หลวงพระบาง) และตั้งขึ้นเป็นราชธานีแห่งแรกของลาวล้านช้างในราวพุทธศตวรรษที่ 14 เปลี่ยนชื่อเมืองชวาเป็นเชียงทองและนับจากนั้นมา ชาวลาวได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแถบหลวงพระบางและขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยมาตั้งแต่สมัยขุนลอ

              กลุ่มผู้เรียกตนเองว่า "ลาว" แต่ดั้งเดิมมีพื้นถิ่นอยู่ในแถบลุ่มน้ำกกต่อกับน้ำโขงในเขตเชียงราย-เชียงแสน มีความสัมพันธ์กับบ้านเมืองในแถบพะเยา-น่านไปจนถึงหลวงพระบาง ต่อมาขยายบ้านเมืองและผู้คนไปสู่ลุ่มน้ำปิงสร้างเมืองเชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง ซึ่งเคยมีบ้านเมืองมั่นคงอยู่แล้ว คือ "หริภุญไชย" มีการผสมกลมกลืนกับผู้คนหลายเชื้อชาติจนกลายเป็นอาณาจักรล้านนาเริ่มขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 19 และเรียกตนเองว่า "ไทหรือไต" สืบต่อมา

              ส่วนผู้คนที่เรียกตนเองว่า "ลาว" แห่งล้านช้าง กำเนิดขึ้นจากขุนลอโอรสขุนบรม มีถิ่นฐานเดิมอยู่แถบสิบสองปันนา สร้างเมืองชวาใหม่เรียกว่าเชียงดงเชียงทอง และเป็นจุดกำเนิดอาณาจักรลาวล้านช้างที่ต่อมาได้ผนวกเอาดินแดนไปถึงเวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ และชื่อล้านช้างนี้ พงศาวดารพม่า เช่น ในมหาราชวงศ์เรียกชื่อล้านช้างว่า “เลียงเชียง”

              อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นเค้าเงื่อนที่ไม่ชัดเจนนัก ว่าทำไมคนในบ้านเมืองแถบลุ่มเจ้าพระยาจึงเรียกชาวล้านนาว่าลาว และเรียกชาวล้านช้างว่าลาวเช่นเดียวกัน ในเอกสารสมัยอยุธยาจำนวนหนึ่ง คำว่า "ลาว" หมายถึงการเรียกผู้คนและหัวเมืองภาคเหนือปะปนไปกับคำว่า "ยวน" เช่น วรรณคดีเรื่อง "ยวนพ่าย" ซึ่งเป็นการรบระหว่างอยุธยากับเชียงใหม่ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก็มีถ้อยคำเรียก "ลาว" มากกว่าเรียกว่า "ยวน" อยู่ทั่วไป แต่ในลิลิตพระลอ บทประนามพจน์ซึ่งเป็นร่ายสรรเสริญกรุงศรีอยุธยาแยกลาวกาว, ลาว และยวนออกจากกัน ซึ่งเป็นการแยกแยะชื่อชนชาติที่แยกละเอียดกว่า นั่นคือ "..รอนลาวกาวตาวตัดหัว  ตัวกลิ้งกลาดดาษดวน  ฝ่ายข้างยวนพ่ายแพ้ ฝ่ายข้างลาวประไลย ฝ่ายข้างไทยไชเยศร์…"  

              การกวาดต้อนผู้คนในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ก็เรียกชื่อผู้คนและบ้านเมืองทางตอนบนว่าลาวปน ๆ กันไปเช่นเดียวกัน ดังนั้น การบันทึกในเอกสารจดหมายเหตุของทางการ จึงมีการใช้คำว่า "เมืองลาว" "พวกลาว" หรือ "ครัวลาว" โดยรวม เช่น ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เมื่อกล่าวถึงหัวเมืองทางเหนือที่ยอมสวามิภักดิ์ ทั้งฟากตะวันออกของแม่น้ำโขง ลำปาง เชียงใหม่ เวียงจันทน์ แพร่ น่าน เถิน หลวงพระบาง นับเป็นประเทศราชโดยเรียกว่า ประเทศราชลาวพุงดำ ลาวลื้อ ลาวพุงขาว เมื่อกล่าวถึงบ้านเมืองหรือกลุ่มลาวที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาหลายครั้ง ก็จะกำกับด้วยชื่อเฉพาะของกลุ่มซึ่งเป็นที่รู้กัน เช่น ลาวเชียงใหม่ ลาวเวียงจันทน์ ลาวพวน รวมไปถึงผู้ไทหรือไทดำ ก็พลอยถูกเรียกว่า ลาวโซ่งไปด้วย ทั้ง ๆ ที่คนลาวนั้นไม่ยอมรับว่าผู้ไทเป็นลาวและผู้ไทหรือไทดำก็ถือตัวเองว่าเป็นคนไท

              ลาวกาว นั้นอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงตะวันออกของกรุงเทพฯ นั่นคือลาวที่อยู่ในเขตล้านช้างและภาคอีสานปัจจุบันนี้

              จะเห็นว่าสำนึกเรื่องเชื้อชาติของคนกรุงเทพฯ ที่มีต่อบ้านเมืองและผู้คนที่อยู่ตอนบนหรือที่เรียกว่าหัวเมืองฝ่ายเหนือนั้น เป็นการเรียกอย่างเหมารวมเรียกตาม ๆ กันมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น โดยไม่ได้แยกแยะหรือมีความสนใจที่จะเรียกตามคนในท้องถิ่น และกลายเป็นการเรียกชื่อกลุ่มคนตามเชื้อชาติ ที่แฝงนัยะของการดูถูกอย่างชัดเจน ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์และมีมายาคติในทางลบที่เห็นได้ชัดจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนที่มองเห็นคนจากหัวเมืองล้านนาต่ำกว่าตนมักดูถูกว่าเป็นลาว เป็นพวกนุ่งซิ่น (ซึ่งถือว่าต่างไปจากพวกตนที่นุ่งโจง) พวกกินกิ้งก่า กินกบ ซึ่งถือเป็นของกินต่ำชั้นและสืบต่อมาไม่ขาดสายในบันทึกที่เกี่ยวกับเจ้าดารารัศมี เมื่อเป็นเจ้าจอมต้องมาอยู่ในราชสำนักภายใต้ตำหนักของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีและถูกกลั่นแกล้งดูถูกต่าง ๆ มากมาย

              ผู้คนในบ้านเมืองแถบล้านช้างที่พอใจจะเรียกตนเองว่า "ลาว" เหตุที่เป็นคำดูถูกและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเชื้อชาติลาวที่ถูกเหมารวมโดยรัฐในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปรากฏในนิทานโบราณคดีที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเล่าไว้เมื่อเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสีมาและมณฑลอุดรและอีสานเมื่อ พ.ศ. 2449 ทรงค้นพบถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติ สำเนียงภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทางการเคยเข้าใจกันต่อ ๆ มานั้นไม่ถูกต้องก็เมื่อทรงพระนิพนธ์นิทานโบราณคดีแล้ว  

              ใน พ.ศ. 2430 เริ่มมีการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล รวบรวมการบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งปวงให้ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวและรวมหัวเมืองขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงมณฑลปกครองขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทยอีกชั้นหนึ่ง ในหัวเมืองลาวมีการแยกออกเป็นหัวเมืองลาวฝ่ายต่าง ๆ ต่อมาราว พ.ศ. 2433 จึงแบ่งออกเป็นมณฑลลาวเฉียง, มณฑลลาวพวน, มณฑลลาวกาว, มณฑลลาวกลาง, มณฑลเขมร ปกครองโดยพระอนุชา เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม  เพราะในระยะนี้เป็นช่วงที่ฝรั่งเศสได้เวียดนามเป็นเมืองขึ้นรวมทั้งเขมร ส่วนพม่าก็ตกอยู่ภายใต้อารักขาของอังกฤษ จึงต้องใส่ใจกับหัวเมืองลาวเป็นพิเศษ แต่เมื่อ พ.ศ. 2436 ลาวในเขตฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงก็ตกเป็นของฝรั่งเศสทั้งหมด

              ลัทธิอาณานิคมของชาวตะวันตกเป็นแรงขับดันอย่างเห็นได้ชัดให้เกิดการปกครองแบบรวมศูนย์และรัฐชาติในเวลาต่อมาและแรงผลักดันนี้ทำให้ราชสำนักรับรู้ว่า การเรียกชื่อปน ๆ ที่มีลักษณะดูถูกทางเชื้อชาตินี้อาจทำให้เกิดการแตกแยกภายในพระราชอาณาเขตและสูญเสียดินแดน จึงต้องพยายามทำให้เกิดการกลายเป็น "ไทย" หรือ "สยาม" ให้มากที่สุด

              ดังสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ให้เหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองพระราชอาณาเขตจากลักษณะการปกครองแบบเดิมอย่าง ประเทศราชาธิราชมีเมืองต่างชาติต่างภาษาเป็นเมืองขึ้น ซึ่งถือว่าเมืองชายพระราชอาณาเขตคือ มณฑลลาวเฉียง มณฑลลาวพวนและมณฑลลาวกาว นั้นเป็น เมืองลาวและเรียกชาวเมืองนั้นว่า ลาว แต่การปกครองแบบนั้นอาจให้โทษแก่บ้านเมือง หลังจากเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศสแล้ว จึงเปลี่ยนมาเป็นลักษณะแบบ พระราชอาณาเขตประเทศไทยรวมกัน เลิกประเพณีประเทศราช เปลี่ยนนามมณฑลลาวเฉียงเป็นมณฑลพายัพ มณฑลลาวพวนเป็นมณฑลอุดร และมณฑลลาวกาวเป็นมณฑลอีสาน  ตามทิศของพระราชอาณาเขตและให้เลิกเรียกไทยชาวมณฑลทั้ง 3 นั้นว่าลาวด้วย ให้เรียกรวมกันว่า "ไทยเหนือ" แทนเรียกว่าลาว หรือเรียกชื่อว่า ชาวมณฑลพายัพ ต่อมาเมื่อยกเลิกการปกครองระบบมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ. 2475 มีผู้นำชื่อ "ล้านนา" ซึ่งเป็นชื่อแต่โบราณมามณฑลพายัพ คนในที่นี้จึงเรียกว่าชาวล้านนาและเรียกว่าล้านช้างคู่กับล้านนาต่อมา

              ลาว ในสำนึกของชาวอยุธยาจากเรื่อง "ยวนพ่าย" ก็ไม่ได้แฝงไว้ด้วยความรู้สึกดูหมิ่นดูแคลนนอกจากโกรธแค้นในฐานะศัตรู ต่อเมื่อสมัยต้นรัตนโกสินทร์จึงเห็นชัดว่า การเรียกชื่อ กลุ่มคนว่า "ลาว" ต่าง ๆ นานา บริบทของคำมีความหมายแฝงไว้ซึ่งการดูถูกทางชาติพันธุ์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะบ้านเมืองและกลุ่มคนทางภาคเหนือ มีการพูดถึงสาเหตุการดูถูกทางชาติพันธุ์ดังกล่าวว่า เกิดจากบ้านเมืองในเขตล้านนา เป็นประเทศราชของราชสำนักพม่าและต่อมาก็เป็นประเทศราชของราชสำนักสยามตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นต้นมาและรวมไปถึงหัวเมืองลาวล้านช้างด้วย ระดับของความสัมพันธ์ที่ไม่ทัดเทียมกันนี้ เป็นสาเหตุให้เกิดการดูถูกประการหนึ่ง

              ผู้คนในวัฒนธรรมหลวงที่ดูถูกวัฒนธรรมราษฎร์หรือวัฒนธรรมใหญ่ดูถูกวัฒนธรรมย่อย เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างปกติทั่วไป แม้แต่ในสังคมของล้านนาเองก็มีการดูถูกเช่นเดียวกันนี้มาตลอด เช่น การดูถูกกลุ่มข่าหรือลัวะ  ผลก็คือเกิดการปฏิเสธหรือมีปฏิกิริยาตอบโต้ในลักษณะต่าง ๆ

              แต่ก็น่าคิดว่า นัยยะที่แฝงเร้นการดูถูกทางสังคมเช่นที่เกิดกับ "ลาว" นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับเขมรจากกัมพูชา ญวนหรือแกวจากเวียดนาม แขกหรือมุสลิมจากหัวเมืองประเทศราชทางใต้และไม่ต้องนับถึงชาวตะวันตกที่ออกจะยกย่องเชิดชูอย่างออกหน้า ในดินแดนแห่งการเป็นเมืองท่าและเป็นเมืองนานาชาติอย่างอยุธยาหรือกรุงเทพฯ ที่แทบไม่มีความสัมพันธ์ที่ตรึงเครียดจนกลายเป็นการนองเลือดระหว่างผู้อยู่อาศัยซึ่งเป็นคนสยามหรือคนไทยกับชาวต่างภาษา อาจนับได้ว่าเป็นสถานที่ซึ่งเปิดกว้างสำหรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม และเป็นวัฒนธรรมที่คุ้นเคยกับความเป็น "คนนอก" อยู่มาก คำถามว่า "ทำไมกรุงเทพฯ (ในความหมายทั้งผู้คนและวัฒนธรรม) จึงดูถูกลาว" จึงเป็นคำถามที่สำคัญ 

              หลังจากความพยายามผ่อนปรนอาการดูถูกลาว ดังเหตุการณ์ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ในนิทานโบราณคดีแล้ว วาทกรรมที่คนในพื้นที่คือเขตล้านนาเริ่มตอบโต้กับฝ่ายกรุงเทพฯ ในการประกาศตัวเป็น "คนเมือง" (รวมไปถึงคำเมือง, อาหารเมือง) ก็กลายเป็นคำเรียกที่รับรู้กันทั่วไปแทนคำว่า "ลาว" จาก "เมืองลาว" ที่ห่างไกลก็กลายเป็น "ล้านนา" ดินแดนบริสุทธิ์ในฝันของคนกรุงเทพฯ

              และจากหญิงที่เคยเป็น "อีลาว" กินปลาร้า กิ้งก่า กบ ก็กลายเป็น "สาวเครือฟ้า" หญิงสาวงดงามใสสะอาด แต่ใจง่ายและพร้อมจะถูกหลอก เรื่องของหญิงสาวชาวเหนือแบบสาวเครือฟ้ากลายมาเป็นวาทกรรมที่โต้ตอบกันด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ แม้จะไม่มีคำว่าลาวประกอบถ้อยคำแต่ก็ยังคงแฝงเร้นไว้ด้วยการดูถูกไม่ต่างจากเดิม

              ในปัจจุบัน คำว่า "ลาว" ที่แฝงอาการดูถูกทางสังคมและทางชาติพันธุ์นี้ เคลื่อนย้ายไปสู่ผู้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือคนอีสานของประเทศไทยมากกว่าที่จะดูถูกคน "ลาวจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" แต่ความผูกพันทางวัฒนธรรมที่มาจากรากเหง้าเดียวกันก็มักทำให้เกิดความกินแหนงแคลงใจต่อคนลาวในประเทศลาวอยู่เนือง ๆ จนถึงขั้นระแวงในถ้อยคำที่มักจะพบได้ตามสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยในปัจจุบันอาจไม่ได้คาดคิด

              ลาวกลายเป็นคำดูถูกคนอีสานว่าเป็นพวก "ลาว" ซึ่งหมายถึง บ้านนอก ล้าหลัง เป็นพวกกินข้าวเหนียว อยู่อาศัยในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดารและต้องได้รับการช่วยเหลือแก้ไข รูปร่างหน้าตาก็ไม่สวยงาม เช่น กรามใหญ่ ดั้งหัก เป็นพวก "เสี่ยว" ที่แปลงความหมายไปในทางลบ จากเพื่อนที่ผูกพันกลายเป็นพวกบ้านนอก เชย สกปรก มีฐานะความเป็นอยู่ที่ต่ำกว่าและขายแรงงานเป็นหลัก เมื่อกล่าวคำว่า ลาว ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันในสำนึกของเมืองหลวงและกรุงเทพฯ  ก็ยังคงเป็นการกล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ต้อยต่ำกว่าตน แฝงไว้ด้วยอาการดูถูกอย่างไม่ปกปิด เพียงแต่เปลี่ยนกลุ่มคนและเปลี่ยนพื้นที่ไปจากเดิมเท่านั้น 

              สุวิทย์ ธรศาศวัต (2557) ได้ตีพิมพ์งานศึกษาประวัติศาสตร์อีสานไว้ 2 เล่ม โดยได้ระบุว่าอาณาจักรล้านช้างกำเนิดขึ้นจากนครรัฐลาวโบราณขนาดเล็กหลาย ๆ เมือง ซึ่งสถาปนามาก่อนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 เล็กน้อย กษัตริย์ฟ้างุ้มเป็นโอรสเจ้าผู้ครองเมืองแห่งหนึ่งที่มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองชวา (ต่อมาคือเมืองหลวงพระบาง) ทรงเป็นผู้นำทางการเมืองลาวที่สำคัญ เจ้าฝ้างุ้มถูกเนรเทศให้จากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ที่เขมร ทรงได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีอยู่ที่อาณาจักรอังกอร์ ในลักษณะที่เหมาะสมเทียบเท่าเจ้าชายเขมร ทรงเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ทรงอภิเษกสมรสกับธิดาของกษัตริย์เขมร และทรงได้รับการสนับสนุนด้านกำลังพลจากเขมรให้กลับไปชิงบัลลังค์ที่ล้านช้างและพยายามรวบรวมหัวเมืองน้อยใหญ่เข้าอยู่ภายใต้อาณาจักรลาวเดียวกัน

              หลังลาวแตกเป็น 3 อาณาจักรในปี พ.ศ. 2256 เป็นเหตุให้ลาวอ่อนแอและยังมีความขัดแย้งกันเองทั้งในอาณาจักรเดียวกันและระหว่างอาณาจักรเป็นเหตุให้ถูกพม่า เวียดนามและไทย แทรกแซงจนท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2322 ก็ถูกรวมเข้ากับอาณาจักรไทยทั้งหมด รวมทั้งภาคอีสานด้วยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่อาณาจักรไทยได้รวมภาคอีสานและล้านช้างมาด้วยกันกับไทย ซึ่งล้านช้างจะอยู่กับไทยต่ออีก 114 ปี ล้านช้างฝั่งซ้ายจึงได้ถูกฝรั่งเศสยึดไปเป็นเมืองขึ้น

              สงครามเจ้าอนุวงศ์เป็นสงครามที่มีความชอบธรรมในสายตานักประวัติศาสตร์ลาวและประชาชนลาวเพราะเป็นสงครามประกาศเอกราชแต่ในทัศนะของราชสำนักไทยและนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะมองที่ตัวเจ้าอนุวงศ์ว่าเป็นคนทรยศ เป็นกบฏ แม้หลักฐานของฝ่ายไทยจะชี้ชัดว่าผู้ปกครองไทยกดขี่ชาวลาวด้วยการเกณฑ์แรงงานมาทำงานโยธาของรัฐตั้งแต่แรกสร้างกรุงเทพฯ จนมาถึงรัชกาลที่ 3 ตั้งแต่เริ่มครองราชย์และเริ่มมีขยายการสักเลกครั้งใหญ่ในอีสานตั้งแต่แรกครองราชย์ ทำให้ฝ่ายลาวเห็นว่าไทยคงจะขยายพื้นที่การเก็บภาษีและเกณฑ์แรงงานมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการที่ผู้ปกครองลาวรู้สึกว่าราชสำนักไทยไม่ได้ให้เกียรติผู้ปกครองลาว ความคับแค้นดังกล่าวที่สะสมกันมานานก็ระเบิดเป็นสงครามและส่งผลกระทบต่อชาวอีสานและลาวอย่างกว้างขวางที่สุด เพราะชาวอีสานและพื้นที่ใกล้เคียงถูกกวาดต้อนเอาไปเวียงจันทน์และจำปาสักถึง 35 เมือง

              การเคลื่อนย้ายประชากรครั้งใหญ่ในชาวฝั่งซ้ายมาไว้ภาคอีสาน กลุ่มแรกที่กองทัพเจ้าอนุวงศ์กวาดต้อนไป แล้วถูกกองทัพไทยกวาดค้อนกลับมาภูมิลำเนาเดิมในตอนที่กองทัพเจ้าอนุวงค์กวาดต้อนไปมี 35 เมืองจำนวน 54,320 – 95,216 คน แต่ตอนกวาดต้อนกลับเนื่องจากครัวแตกกระจัดจายหนีไปตามป่าเขา ทำให้กวาดต้อนได้เพียง 37,373 คน

              กลุ่มที่สอง ประชากรลาวในพื้นที่เขตหลวงพระบางและเวียงจันทน์ที่ถูกกองทัพไทยกวาดต้อนไปภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ลาวบางส่วน ในช่วง พ.ศ. 2373-2374 มี 25,635 คน ประชากรเหล่านี้ถูกส่งผ่านเมืองโพนพิสัยเป็นกลุ่มย่อยเพื่อสะดวกในการควบคุมเฉลี่ยกลุ่มละ 500 – 600 คน เป็นกลุ่มที่มาจากเวียงจันทน์ ประชากรกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นชาวเวียงจันทน์ ที่ถูกกวาดต้อนก็เพราะทางรัฐบาลไทยต้องการขจัดอำนาจของเวียงจันทน์ที่กวาดต้อนผ่านหลวงพระบางเพราะว่าเมื่อเวียงจันทน์แพ้สงคราม ประชากรเวียงจันทน์รู้ชะตาของผู้แพ้เป็นอย่างไร ประกอบกับมีข่าวลือว่าไทยจะกวาดต้อนชาวเวียงจันทน์ไปประมาณครึ่งหนึ่ง คนเหล่านี้ก็แตกหนีไปทางเหนือในเขตของหลวงพระบาง กองทัพฝ่ายไทยกวาดต้อนผ่านเมืองพิชัยแล้วส่งไปภาคกลาง 10 เมือง ภาคเหนือ 8 เมือง ภาคอีสานบริเวณเมืองเลย 3 เมือง และเมืองในหลวงพระบาง 3 เมือง

              กลุ่มที่สาม คือประชากรที่ถูกอพยพจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงซึ่งปัจจุบันคือประเทศลาวตอนกลาง บริเวณขวาง ซำเหนือ คำม่วน บริคำไซย และสุวรรณเขต รวม 5 รุ่น 48,398 คน กลุ่มที่สามนี้ถูกอพยพเข้ามาเพราะสงครามไทย-เวียดนาม พ.ศ. 2376-2390 ฝ่ายไทยไม่ได้ต้องการให้เวียดนามใช้ประโยชน์จากแรงงานและเสบียงอาหารจากคนเหล่านี้จึงกวาดต้อนเอามาไว้ฝั่งขวาแม่น้ำโขง

              กล่าวโดยสรุปผู้อพยพจากพื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศลาวสู่ประเทศไทยมี 3 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรก พ.ศ. 2370 ส่วนมากเป็นชาวอีสานที่ถูกทัพฝ่ายเวียงจันทน์กวาดต้อนไปตอนต้นของสงครามเจ้าอนุวงศ์ถูกกวาดต้อนไป 5-9 หมื่นคน แต่กองทัพฝ่ายไทยกวาดต้อนกลับมาในรุ่นนี้ราว 37,373 คนส่งกลับไปภูมิลำเนาเดิม

              กลุ่มสอง พ.ศ. 2373-2374 ส่วนมากเป็นลาวเวียงจันทน์ ถูกส่งไปภาคกลาง 10 เมือง ในภาคเหนือ 8 เมือง ในอีสาน 3 เมือง และหลวงพระบาง 3 เมือง  รวม 25,633 คน

              กลุ่มที่สาม พ.ศ. 2376-2378 รวมกัน 5 รุ่น 48,398 คนแต่ที่ถูกส่งมาอีสาน 3 รุ่นประมาณ 36,628 คน ระหว่างปี พ.ศ. 2370-2387  จำนวน 111,404 คน หากหักจำนวนผู้อพยพรุ่นแรก 37,373 คนซึ่งเป็นคนอีสานที่ถูกกวาดต้อนไปจากอีสานตอนต้นสงครามเจ้าอนุวงศ์ จะเหลือประชากรผู้อพยพที่มีภูมิลำเนาอยู่ในฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (ประเทศลาว) 74,031 คนที่ถูกกวาดต้อนหรือเกลี้ยกล่อมมาอยู่ประเทศไทย หรือร้อยละ 65.56 ของประชากรทั้งหมดที่ไทยกวาดต้อนมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยในระหว่างสงครามเจ้าอนุวงศ์ถึงสิ้นสงครามไทย-เวียดนาม จาก พ.ศ. 2370-2387

              หากไม่นับประชากรรุ่นแรกที่เป็นชาวอีสานที่ถูกเจ้าอนุวงศ์กวาดต้อนไปแล้ว ไทยกวาดต้อนกลับมาไว้ในอีสานตามเดิมแล้ว ประชากร 74,031 คน ที่ไทยกวาดต้อนมาฝั่งซ้ายนี้ได้ตั้งถิ่นฐานในอีสาน 36,628 คนหรือร้อยละ 49.48

              การที่แม่น้ำโขงถูกทำให้กลายเป็นเส้นแบ่งประเทศ ทำให้ประวัติศาสตร์แผ่นดินอีสานถูกตัดขาด และคนลาวในอีสานกลายเป็นกลุ่มชนที่ไม่มีประวัติศาสตร์ที่จะเชื่อมโยงกับศูนย์กลางไหนได้ เราจึงมีแค่ประวัติศาสตร์อีสาน ฉบับของ เติม วิภาคย์พจนกิจ ที่พูดถึงแต่ละจังหวัดแยกเป็นส่วน ๆ และมุ่งเน้นไปที่การเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เมื่อพิจารณาจากสภาพชีวิต วัฒนธรรม และหลักฐานอีกอย่าง คือ วรรณคดีโบราณโดยพระเณรที่ศึกษาธรรมคัมภีร์และถ่ายทอดกันมา เช่น พระเจ้าเลียบโลก นิทานอุรังคธาตุ สินไซ กาฬเกษ ผาแดงนางไอ่ ก็เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับลาว ทั้งยังเป็นวรรณคดีร่วมของลาวสองฝั่ง ดูจากตัวหนังสือดั้งเดิมที่จาร (ต่อมาลาวฝั่งอีสานได้ปริวรรตเป็นตัวอักษรไทย) และภาษาที่พูดก็เป็นลาว ถึงกระนั้นประวัติศาสตร์ของลาวอีสานที่เชื่อมกับลาวก็ไม่ได้ถูกตัดขาดเสียเลยทันที เมื่อมีการขีดเส้นแบ่งเขตด้วยแม่น้ำโขง 

              หลังปี 2518 เมื่อประเทศลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (ลาว) และในปีเดียวกันพระธาตุพนมล่มพังลงเพราะพายุฝนเมื่อ 11 สิงหาคม 2518 และสร้างขึ้นใหม่แล้วเสร็จเมื่อปี 2522 ถ้าเปรียบพระธาตุพนมเป็นใบหน้าของคนลาว ทันทีที่พระธาตุพนมองค์ใหม่สร้างเสร็จ ใบหน้าของคนลาวอีสานก็ถูกทำให้กลายเป็นไทย ตาม concept รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย  (ไม่ยอมให้รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อมากมาย)

              พ.ศ. 2434 ราชสำนักกรุงเทพฯได้รวมหัวเมืองต่าง ๆ มาเป็นมณฑล แต่ยังไม่ได้จัดเป็นแบบเทศาภิบาล จนถึง พ.ศ. 2437 จึงได้ตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาล  โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 3 มณฑล

      &nb

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              ในระยะเริ่มต้นการตั้งภูมิลำเนาของกลุ่มชาวลาวจะกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะตอนบนของภาคนับตั้งแต่หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี เลย มุกดาหาร อำนาจเจริญ และบางอำเภอ ของ จ.ศรีสะเกษ สุรินทร์ (อ.รัตนบุรี) นครราชสีมา (อ.บัวใหญ่ อ.สูงเนิน อ.ปักธงชัย) บุรีรัมย์ (อ.พุทไธสง) นิยมตั้งหมู่บ้านเป็นกลุ่มบนที่ดอนเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า "โนน" โดยยึดทำเลการทำนาเป็นสำคัญ นั่นคือ บริเวณรอบหมู่บ้าน จะมีที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ มีหนองน้ำหรือลำน้ำเล็ก ๆ ที่มีน้ำสำหรับบริโภคในฤดูแล้ง ไม่ห่างไกลหมู่บ้านจะมีป่าละเมาะสาธารณประโยชน์ ซึ่งใช้พื้นที่ปล่อยวัว ควายในฤดูทำนา และเป็นแหล่งเก็บพืชผักป่าอีกด้วย หากมีวัดจะตั้งอยู่ตอนท้ายหมู่บ้านเป็นส่วนใหญ่เพราะความเชื่อที่ว่า วัดควรแยกจากหมู่บ้าน คือ วิสุงคามสีมา (แปลว่า เขตนอกชุมชน ) แต่โดยปฏิบัติแล้วพระภิกษุกับชาวบ้านจะมีกิจกรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิดทั้ง 12 เดือน นอกจากวัดแล้ว ยังมีสถานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ศาลปู่ตา หรือ เรียกตามภาษาว่า "ตูบปู่ตา" ซึ่งมักจะตั้งอยู่ทางเข้าหมู่บ้านซึ่งเป็นดอนที่ยื่นออกมา บางแห่งมีพื้นที่กว้างใหญ่เรียกว่า "ดอนปู่ตา"

              การสร้างบ้านของชุมชนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่สมัยโบราณมักเลือกทำเลที่ตั้งอยู่ตามที่ราบลุ่มที่มีแม่น้ำสำคัญ ๆ ไหลผ่าน เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำมูล แม่น้ำชี แม่น้ำสงคราม ฯลฯ รวมทั้งอาศัยอยู่ตามริมหนองบึง ถ้าตอนใดน้ำท่วมถึงก็จะขยับไปตั้งอยู่บนโคกหรือเนินสูง  ลักษณะหมู่บ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานนั้น มักจะอยู่รวมกันเป็นกระจุก ส่วนที่ตั้งบ้านเรือนตามทางยาวของลำน้ำนั้นมีน้อย ผิดกับทางภาคกลางที่มักตั้งบ้านเรือนตามทางยาว ทั้งนี้เพราะมีแม่น้ำลำคลองมากกว่า การเลือกภูมิประเทศเพื่อตั้งหมู่บ้านในภาคอีสานจะเห็นได้ว่ามีหลักสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ ต้องเลือกทำเลที่ประกอบด้วยน้ำ เพื่อการยังชีพและประกอบการเกษตรกรรม มีพื้นที่ทำนา เพื่อการปลูกข้าว (ข้าวเหนียว) เป็นอาหารหลัก และต้องมีโนน เพื่อการสร้างบ้านแปลงเมือง ที่น้ำท่วมไม่ถึง โดยอาจจะสรุปองค์ประกอบทั่วไปดังนี้

              1.ใกล้แหล่งน้ำ ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก อาจเป็นหนองน้ำใหญ่หรือห้วย หรือลำน้ำที่แยกสาขามาจากแม่น้ำใหญ่ที่มีน้ำเฉพาะฤดูฝน ส่วนมากเป็นที่ราบลุ่มสามารถทำนาและเลี้ยงสัตว์ได้ในบางฤดูเท่านั้น ชื่อหมู่บ้านมักขึ้นต้นด้วยคำว่า "เลิง วัง ห้วย กุด หนอง และท่า" เช่น เลิงนกทา วังสามหม้อ ห้วยยาง กุดนาคำ หนองบัวแดง ฯลฯ

              2.บริเวณที่ดอนเป็นโคกหรือที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง สามารถทำไร่และมีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ มีทั้งที่ดอนริมแม่น้ำและที่ดอนตามป่าริมเขา แต่มีน้ำซับไหลมาบรรจบเป็นหนองน้ำ ชื่อหมู่บ้านมักขึ้นต้นด้วยคำว่า "โคก ดอน โพนและโนน" เช่น โคกสมบูรณ์ ดอนสวรรค์ โพนยางคำ ฯลฯ

              3.บริเวณป่าดง เป็นทำเลที่ใช้ปลูกพืชไร่และสามารถหาของป่าได้สะดวก มีลำธารไหลผ่าน เมื่ออพยพมาอยู่กันมากเข้าก็กลายเป็นหมู่บ้านและมักเรียกชื่อหมู่บ้านขึ้นต้นด้วยคำว่า "ดง ป่า และเหล่า" เช่น โคกศาลา ป่าต้นเปือย เหล่าอุดม ฯลฯ

              4.บริเวณที่ราบลุ่ม เป็นพื้นที่เหมาะในการทำนาข้าวและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ในหน้าแล้ง ตัวหมู่บ้านจะตั้งอยู่บริเวณขอบหรือแนวของที่ราบติดกับชายป่า แต่น้ำท่วมไม่ถึงในหน้าฝน บางพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำขังตลอดทั้งปี เรียกว่า "ป่าบุ่งป่าทาม" เป็นต้น

              5.บริเวณป่าละเมาะ มักเป็นที่สาธารณะสามารถใช้เลี้ยงสัตว์และหาของป่าเป็นอาหารได้ ตลอดจนมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่นำมาเป็นอาหารยังชีพ รวมทั้งสมุนไพรใช้รักษาโรคและเป็นสถานที่ยกเว้นไว้เป็นดอนปู่ตา ตามคติความเชื่อของวัฒนธรรมกลุ่มไต-ลาว      

              กลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสานในชุมชนต่าง ๆ ทั่วอีสานจากอดีตจนปัจจุบันยังประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก นอกจากนั้นยังมีการจับปลาเป็นอาหารและชาวลาวยังทำอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น ปั้นหม้อ สานตะกร้า ทอผ้า เลี้ยงสัตว์  อย่างไรก็ตามเกษตรกรรมในชุมชนในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากอดีตอย่างมาก ทั้งในเรื่องความซับซ้อนของการผลิตและการบริโภค วิถีชีวิตประจำวัน การเคลื่อนย้ายแรงงานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและสังคมภายนอกอย่างรวดเร็ว

              ในอดีตภาคอีสานจะมีคำอธิบายเรื่องการทำมาหากินในพื้นที่ที่แห้งแล้งและคนยากจน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (2553, 154) ระบุว่า ชุมชนหมู่บ้านในภาคอีสาน สามารถรักษาการผลิตแบบพอยังชีพไว้ได้ยาวนานที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่น ๆ ของประเทศอย่างน้อยจนถึงกลางทศวรรษ 2520 ในปัจจุบันสังคมอีสานมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก พื้นที่ซึ่งเคยเป็นดินแดนแห่งความแห้งแล้งกันดารกลับกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรที่ในอดีตเคยปลูกได้เฉพาะในภาคอื่น ๆ เช่น ยางพารา สะตอและผลไม้นานาชนิด แรงงานภาคอีสานที่มีอยู่อย่างล้นเหลือและเป็นแรงงานอพยพไปขายแรงงานหรือประกอบการค้าอยู่ในกรุงเทพฯ และภาคอื่น ๆ จำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งส่งผลให้ฐานะทางเศรษฐกิจของคนอีสานที่อาศัยอยู่ในดินแดนยากจนที่สุดของประเทศเปลี่ยนแปลงไป      

     

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              ระบบเครือญาติในชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสานในอดีต จะมีการนับถือญาติทั้งสองฝ่าย เมื่อชายหญิงแต่งงานแล้วจะอาศัยอยู่บ้านฝ่ายหญิงระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะย้ายออกไปตั้งเรือนใหม่ ลูกสาวมักได้รับมรดกจากพ่อแม่และมักจะอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของตนหลังจากแต่งงาน ในชุมชนลาวอีสานมีความสัมพันธ์ในลักษณะกลุ่มเครือญาติ (Kinships) อันมีที่มาจากความสัมพันธ์ทางสายเลือดและความสัมพันธ์ทางการแต่งงาน ทั้งแบบ matrilocal resident ที่ฝ่ายชายย้ายออกจากบ้านของตนไปอยู่กับฝ่ายหญิง ทำงานเป็นแรงงานให้กับครอบครัวฝ่ายหญิงเป็นระยะเวลาหนึ่งตามประเพณีอีสาน และอาจจะเป็นแบบที่ฝ่ายหญิงย้ายออกจากบ้านของตนไปอยู่กับฝ่ายชายทำให้เกิดญาติหรือกลุ่มเครือญาติ ซึ่งจะมีการเยี่ยมเยือนไปมาหาสู่กันถามข่าวชีวิตความเป็นอยู่ ช่วยเหลือกัน ในระหว่างญาติที่เกี่ยวดองกันหรือร่วมกิจกรรมบุญประเพณี หรือช่วงเวลาสำคัญ ๆ ในช่วงชีวิตของญาติ เช่น งานบุญ งานแต่งงานหรืองานศพ และให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การรวมหมู่ญาติ เช่น งานบุญแจกข้าวหรือบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของบรรพบุรุษและเครือญาติ อันเป็นพื้นฐานทางสังคมของผู้คน ที่มีความเชื่อว่าดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตแล้วหากไม่ได้รับการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ดวงวิญญาณนั้นก็จะมีแต่ความอดอยากทนทุกข์ทรมานและไม่ได้ไปผุดไปเกิดและยังคงวนเวียนรอรับข้าวแจกจากญาติพี่น้องต่อไป

              สภาพครอบครัวในอดีตมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลูก หลาน อยู่ในครอบครัวเดียวกันหรือมีการสร้างบ้านอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ผู้ใหญ่จะให้ความรู้แก่เด็ก ๆ หรือลูกหลาน ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นหนุ่มสาว ขัดเกลาให้เป็นผู้มีคุณธรรม สอนให้พึ่งพาตนเอง ยึดมั่น จารีตประเพณี ถ่ายทอดประสบการณ์และฝึกฝนอาชีพจากรุ่นสู่รุ่น คำเรียกเครือญาติ ของชาวอีสานจึงมีความละเอียด 

     

  • การนับญาติ การเรียกชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              คำเรียกเครือญาติ ของชาวอีสานในแต่ละชุมชนอาจจะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่อาจจะกล่าวโดยรวมถึงลักษณะการการนับลำดับญาติ คำนับลำดับญาติหรือการนับญาติ ที่ใช้เรียกความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ญาติพี่น้องและสรรพนามแทนบุคคลต่าง ๆ มาให้ได้ทำความเข้าใจกัน

              คนในครอบครัว

                        พ่อ เรียก พ่อ, อีพ่อ

                        แม่ เรียก แม่, อีแม่

                        พี่ชาย เรียก อ้าย

                        น้องชาย เรียก น้อง หรือน้องชายคนเล็กอาจเรียก บักหล่า, บักหล้า

                        พี่สาว เรียก เอื้อย

                        น้องสาว เรียกน้อง หรือน้องสาวคนเล็กอาจจะเรียก อีหล่า, อีหล้า

              ญาติพี่น้อง

                        ลุง เรียก ลุง, พ่อลุง

                        ป้า เรียก ป้า, แม่ป้า

                        น้า เรียก น้า

                        อา เรียก อา (อาผู้หญิง) , อาว (อาผู้ชาย)

              พ่อแม่ของสามี/ภรรยา

                        พ่อตา เรียก พ่อเฒ่า

                        แม่ยาย เรียก แม่เฒ่า

                        พ่อผัว เรียก พ่อปู่

                        แม่ผัว เรียก แม่ย่า

              เขย/สะใภ้

                        ลูกเขย เรียก ลูกเขย, เขย

                        ลูกสะใภ้ เรียก ลูกสะใภ้, ลูกใภ้, ใภ้ (คำว่า ใภ้ จะออกเสียงว่า ไพ่)

                        พี่เขย เรียก พี่อ้าย, อ้ายเขย

                        พี่สะใภ้ เรียก พี่นาง, พี่เอื้อย, เอื้อยใภ้

                        น้องเขย เรียก น้องเขย

                        น้องสะใภ้ เรียก น้องใภ้

              เพื่อนพ่อหรือเพื่อนแม่

                        ในอีสานจะเรียกเพื่อนของพ่อหรือเพื่อนของแม่ ที่มีความสนิทสนมกันหรือเป็นเสี่ยวกัน ด้วยคำว่า พ่อหรือแม่ ขึ้นต้น แล้วตามด้วยชื่อของคนคนนั้น

                        พ่อ แล้วตามด้วยชื่อของคนคนนั้น เช่น พ่อบุญมี พ่อแหล่

                        แม่ แล้วตามด้วยชื่อของคนคนนั้น เช่น แม่แดง แม่นาง

              สรรพนามเรียกคนทั่วไป

                        เรียกชื่อวัยรุ่นชาย เรียกขึ้นต้นด้วยคำว่า บ่าว และต่อด้วยชื่อของคนที่เรียก

                        เรียกชื่อวัยรุ่นหญิง เรียกขึ้นต้นด้วยคำว่า สาว และต่อด้วยชื่อของคนที่เรียก

              ลูก หลาน เหลน โหลน หล่อน แหล่น

                        ลูก หมายถึง ลูกของพ่อแม่

                        หลาน หมายถึง ลูกของลูก

                        เหลน หมายถึง ลูกของหลาน

                        โหลน หมายถึง ลูกของเหลน

                        หล่อน หมายถึง ลูกของโหลน

                        แหล่น หมายถึง ลูกของ หล่อน

     

  • การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              การแต่งกายจากภาพฮูปแต้มในสิมต่าง ๆ ของภาคอีสานในชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน ที่วาดภาพตำนาน นิทาน พุทธประวัติหรือขนมธรรมเนียมประเพณีตามแบบลาว ฮูปแต้มเหล่านั้นทำให้เราได้เห็นลักษณะการแต่งกายของประชาชนในกิจกรรมต่าง ๆ ของคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม

              ฮูปแต้มสิมวัดโพธาราม มีเรื่องสินไซ พระเวสสันดรและพุทธประวัติ มีฉากที่เฉลิมฉลองพระเวสสันดรกลับสู่เมืองนั้น มีทั้งภาพชายหนุ่มหญิงสาวทำงานลงข่วง ภาพการสรงน้ำพระที่เรียกว่าพิธี "กองฮด" ซึ่งเป็นรูปพระภิกษุนั่งพนมมืออยู่ใต้รางพญานาคที่มีเทียนปักอยู่รอบๆ ซึ่งเรียกว่า "ฮางริน" โดยมีชาวบ้านล้อมรอบ พิธีกองฮดคือการสรงน้ำพระภิกษุ ชาวบ้านจะร่วมกันจัดขึ้นเพื่อยกย่องพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและมีความสามารถ บางทีก็ใช้รดบุคคลที่ชาวบ้านเคารพนับถือ นิยมทำร่วมกับงานบุญอื่นๆ เช่น บุญสงกรานต์หรือบุญบั้งไฟที่มีคนมาชุมนุม

              จากฮูปแต้มที่กล่าวมาทำให้เราเห็นลักษณะการแต่งกายที่สำคัญของผู้คนที่ปรากฏอยู่ในฮูปต่างๆ ซึ่งผู้หญิงในฮูปแต้มทั้งหมดนุ่งซิ่นหรือผ้าถุง มีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ทั้งขนาด การนุ่ง และลวดลายบนผืนผ้า โดยปัจจุบันก็ยังสวมใส่กันอยู่แต่ลักษณะลวดลายก็จะแตกต่างไปตามยุคสมัย กล่าวเฉพาะคติของชาวลาวอีสาน ผ้าซิ่นนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของผู้หญิง ในสมัยโบราณการทอผ้าคืองานในบ้านที่ลูกผู้หญิงต้องทำ แม่จะสั่งสอนให้ลูกสาวฝึกทอผ้าจนชำนาญ แล้วทอผ้าผืนงามสำหรับใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น งานแต่ง งานบวช หรืองานบุญประเพณีต่าง ๆ การนุ่งผ้าซิ่นของผู้หญิงจึงเป็นเหมือนการแสดงฝีมือของตนให้ปรากฏ ผ้าซิ่นที่ทอได้สวยงาม มีฝีมือดีจะเป็นที่กล่าวขวัญและชื่นชมอย่างกว้างขวาง

              ผ้าซิ่นสำหรับใช้ทั่วไป มักจะไม่มีลวดลาย ทอด้วยผ้าฝ้ายหรือด้ายโรงงาน (ในสมัยหลัง) อาจใส่ลวดลายบ้างเล็กน้อยในเนื้อผ้า อีกอย่างหนึ่ง ผ้าซิ่นสำหรับใช้ในโอกาสพิเศษมักจะทอด้วยความประณีตเป็นพิเศษ มีการใส่ลวดลาย สีสันงดงามและใช้เวลาทอนานนับแรมเดือน ขนาดและลักษณะของผ้าซิ่นนั้นขึ้นกับฝีมือ รสนิยม ขนบการทอในแต่ละท้องถิ่น

    ผ้าซิ่นส่วนมาก มีโครงสร้างคล้ายกัน คือ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่

              หัวซิ่น เป็นส่วนบนสุดของซิ่น ไม่นิยมทอลวดลาย บางแห่งใช้ผ้าขาวเย็บเป็นหัวซิ่นและเหน็บพกไว้ มองไม่เห็นจากภายนอก

              ตัวซิ่น เป็นส่วนหลักของซิ่น อาจมีการทอลวดลายบ้างเล็กน้อยในลักษณะของลวดลายที่กลมกลืน ไม่ใช่ลายเด่น มักเป็นสีเดียวตลอด

              ตีนซิ่น เป็นส่วนสุดของซิ่น ในบางท้องถิ่นนิยมทอลวดลายเป็นพิเศษ สำหรับตีนซิ่นโดยเฉพาะ แคบบ้าง กว้างบ้าง เช่น ซิ่นตีนจก ขณะที่ซิ่นของชาวอีสาน จะใส่ตีนซิ่นแคบๆ

              การแต่งกายของผู้ชาย เมื่ออยู่กับบ้านจะนุ่งกางเกงขาก๊วยสั้น สวมเสื้อม่อฮ่อม แขนสั้น คาดผ้าขาวม้าตาตาราง เมื่อออกไปนอกบ้านเพื่อร่วมงานบุญจะนุ่งโสร่งอาจจะทอด้วยไหมหรือฝ้ายก็ได้มีลวดลายเป็นตาหมากรุกสลับเส้นเล็ก 1 คู่ และตาหมากรุกใหญ่สลับกัน กว้างประมาณ 1 เมตร ยาว 2 เมตร เย็บต่อกันเป็นผืน ผู้ชายมักสวมเสื้อคอกลมแขนสั้น มีผ้าขาวม้าคล้องคอ

              นอกจากนี้ยังมีผ้าอื่น ๆ ที่ใช้สำหรับการแต่งกาย เช่น ผ้าขาวม้าที่ใช้ทั้งชายและหญิง สามารถดัดแปลงเป็นผ้าคล้องคอ ผ้าสไบของสตรีในการเสริมแต่งกายให้งดงามขึ้น นอกจากนี้ยังมีผ้าแพรวา มีลักษณะการทอเช่นเดียวกับผ้าจก แพรวา มีความหมายว่า ผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่ทอเป็นผืนมีความยาวประมาณวาหนึ่งของผู้ทอ ซึ่งยาวประมาณ 1.5-2 เมตร หรือผ้าแพรมน มีลักษณะเช่นเดียวกับแพรวา แต่มีขนาดเล็กกว่า เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส นิยมใช้เช่นเดียวกับผ้าเช็ดหน้า

              ยุวดี วัชรางกูร กล่าวถึงภาพจิตรกรรม เรียกว่า ‘ฮูปแต้ม’ เรียกช่างเขียนว่า ‘ช่างแต้ม’ ตามสิมอีสานพบภาพแสดงพุทธประวัติและเรื่องราวทางสังคมวัฒนธรรม คติความเชื่อของชาวอีสาน ในหนังสือ ‘ซ่อนไว้ในสิม’ โดย อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2551 ประมวลเนื้อหาทางสังคมจากฮูปแต้มโบราณ รวมทั้งลักษณะเครื่องแต่งกายสตรีอีสานเมื่อสองศตวรรษก่อนมาให้ชมกัน

              การแต่งกายแบบทั่วไปยามอยู่บ้าน ผู้หญิงมักนุ่งแต่ซิ่นไม่สวมเสื้อ เว้นแต่จะมีผู้หลักผู้ใหญ่มาเยี่ยมหรือไปธุระนอกบ้านหรือในช่วงหน้าหนาว สาวๆ ที่แต่งงานแล้วการเปลือยอกถือเป็นเรื่องธรรมดา หากเป็นสาวที่ยังไม่แต่งงานและอยู่ในตัวอำเภอมักสวมเสื้อคอกระเช้า เรียกว่า ‘เสื้อคอหมากกะแหล่ง' จะสวมเสื้อนอกคลุมทับเฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น สาวอีสานให้ความสำคัญกับซิ่นมากกว่าเสื้อ มีข้อกำหนดทางสังคม เช่น ให้นุ่งซิ่นซ้อนคือใช้ผ้าฝ้ายขาวหรือผ้าซิ่นไหมเก่าๆ นุ่งไว้ข้างในแล้วนุ่งผ้าผืนใหม่ไว้ข้างนอก ห้ามลูกสะใภ้นุ่งผ้าซิ่นผืนเดียวเดินผ่านหน้าห้องผู้ใหญ่เพราะถือเป็นการลบหลู่ จนเกิดความเคยชินที่ต้องนุ่งซิ่นซ้อน ดังคำพูดว่า "นุ่งซิ่นผืนเดียว เยี่ยวไม่เป็น"

              การนุ่งซิ่นให้งามและสุภาพ ต้องนุ่งให้ความยาวซิ่นลงมาถึงหน้าแข้งหรือกรอมเท้า ต้องนุ่งพับป้ายหน้าผ้าซิ่นให้เสมอเป็นแนวเดียว ต้องซ่อนตะเข็บและเก็บชายพกตรงส่วนเอวให้เห็นชายพกเพียงเล็กน้อย ยกเว้นคนที่แต่งงานแล้วหรือคนเฒ่าคนแก่มักนุ่งให้ชายพกห้อยออกมามาก เพราะสามารถใส่หมากใส่พลู เงิน ผักหญ้า กบ เขียด ที่เก็บตามทางได้ หญิงสาวที่มีฐานะดีนิยมใช้เข็มขัดเงินรัดเอวซิ่น

              หญิงอีสานสมัยโบราณจะแต่งตัวอวดกันเฉพาะมีงานสำคัญ ได้แก่ งานบุญ งานแต่ง งานบวช โดยนิยมสวมเสื้อผ้าไหมสีต่าง ๆ บางคนใช้ผ้าแถบสีสวยห่มเป็นสไบเฉียงทับด้านนอกอีกชั้น ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับสีเสื้อมากเท่าลายซิ่น สาวๆ จะคิดค้นลวดลายในผ้าทอ โดยมีวิธีหลัก 3 วิธี ได้แก่ การมัดย้อมเส้นด้ายให้เกิดสีและลายก่อนนำไปทอให้เกิดความเหลื่อมของสี เรียกว่า ผ้ามัดหมี่ แบบที่สองคือการเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษระหว่างการทอ เพื่อให้เกิดลวดลายยกตัวนูนจากสีพื้น ถ้าใช้ด้ายสีเดียวเป็นเส้นพุ่งพิเศษ จะเรียกว่า ผ้าขิด แต่ถ้าใช้เส้นพุ่งพิเศษหลายสี จะเป็น ผ้าจก การแต่งกายและสวมผ้าซิ่นในอดีตบ่งบอกฐานะทางสังคม สถานภาพและชาติพันธุ์ เช่น สาวโสดนิยมนุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่ที่เป็นผืนเดียวตลอด มีลายตรงเชิงซิ่นเล็กน้อย ลวดลายส่วนใหญ่นิยมใช้รูปสัตว์ ส่วนหญิงที่แต่งงานแล้วนิยมใช้ผ้าสามชิ้นมาต่อเป็นซิ่น โดยแบ่งเป็นหัวซิ่น ตัวซิ่นและตีนซิ่น

              เครื่องประดับ นิยมเครื่องเงินเช่นเดียวกับกลุ่มอื่น นอกจากเครื่องเงิน ยังนิยมสวมสร้อยที่เป็นรัตนชาติ สอดชายเสื้อในซิ่นหมี่ไหม คาดด้วยเข็มขัดเงิน จุดเด่นอีกประการหนึ่งของชนเผ่าไทยลาว

              ปัจจุบันเราจะพบเห็นการแต่งกายแบบดั้งเดิมของชาวลาวอีสานตามงานบุญประเพณีหรือกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ เช่น งานบุญ งานแต่งงาน อย่างไรก็ตามไม่ได้มีความชัดเจนนักว่าลักษณะเสื้อผ้าแบบใดจึงจะเป็นลาวเพราะลาวอีสานมีรูปแบบการแต่งกายที่ผสมผสานระหว่างไทย (สยาม) และลาว (ล้านช้าง) มาตั้งแต่ในอดีต และเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่มีชื่อเรียกรู้จักกันโดยทั่วไปว่า ไท-ลาว (ลาวอีสาน) ซึ่งการแต่งกายนี้อยู่ในช่วงราวสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ของไทย โดยลักษณะเด่นของวัฒนธรรมฝั่งนี้คือผู้หญิงเลิกมวยผมหรือที่ลาวเรียกพันซ่องแบบล้านช้างแต่กลับตัดผมทรงปีกกาหรือทรงดอกกระทุมอย่างสยามบางกอกแทน แต่ก็ยังถือฮีตการเบี่ยงผ้านุ่งซิ่นแบบเดิมอยู่แต่ลวดลายและลักษณะได้มีการปรับเปลี่ยนไปบ้างตามภูมิศาสตร์ที่อยู่ แต่สำหรับผู้ชายนั้นก็ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมอยู่ อาจมีการสวมเสื้อให้ดูเรียบร้อยมีอารยะมากขึ้น คนหนุ่มมีการสักขาลายตามแบบฉบับดั้งเดิมแต่ไม่นิยมสักท้อง ชาวลาวอีสานจึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มลาวพุงขาว ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่อาจจะนุ่งโจงกระเบนหรือโสร่งก็ได้ตามแต่โอกาสและงานบุญประเพณีนั้น ๆ นอกจากนี้กลุ่มชาติพันธุ์ลาวอาศัยกระจายอยู่เป็นพื้นที่กว้างทำให้รับเอาวัฒนธรรมจากกลุ่มอื่นได้อย่างรวดเร็ว

              ชาวลาวอีสานในปัจจุบัน คนวัยกลางคนหรือสูงอายุ อาจจะยังนิยมใส่ผ้าซิ่นทั้งในชีวิตประจำวันหรือในโอกาสพิเศษต่าง ๆ หรือบางครั้งก็มีการประยุกต์ผ้าที่มีลวดลายแบบลาวเดิมเป็นเครื่องแต่งกายรูปแบบใหม่ที่บ่งบอกความมีรสนิยมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นถิ่นไปในตัวด้วย แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็แต่งตัวตามสมัยนิยม อาจจะมีการแต่งตัวตามขนบการแต่งกายแบบโบราณอยู่บ้างในโอกาสพิเศษต่าง ๆ หรือการแสดงออกตามนโยบายรัฐ หรือกิจกรรมพิเศษของสถานที่ราชการหรือเอกชน แต่ในชีวิตประจำวันวัยรุ่นน้อยคนนักที่จะสวมชุดลาวอีสานในชีวิตปกติ

     

  • บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              บ้านเรือนส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น "เรือนเครื่องสับ" สังเกตได้จากการเลือกใช้วัสดุรูปแบบของการก่อสร้าง ประโยชน์ใช้สอยและความประณีตทางช่าง อาจจำแนกเรือนถาวรได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้

              1.ชนิดเรือนเกย มีลักษณะใต้ถุนสูง หลังคาทรงจั่ว เสาใช้ไม้กลม 8 เหลี่ยม หรือเสา 4 เหลี่ยม ตัวเรือนประกอบด้วยเรือนใหญ่ เกย ชานแดด เรือนไฟ และฮ้างแอ่งน้ำ (ร้านวางตุ่มน้ำ)

              2.ชนิดเรือนแฝด มีลักษณะใต้ถุนสูงและใช้เสากลมหรือเสาเหลี่ยมเช่นเดียวกัน ตัวเรือนประกอบด้วยเรือนใหญ่ เรือนแฝด เกย ชานแดด เรือนไฟ ฮ้างแอ่งน้ำ

              3.ชนิดเรือนโข่ง มีลักษณะใต้ถุนสูงและใช้เสากลมหรือเสาเหลี่ยม มีจั่วแฝดอยู่ชิดติดกัน ไม่นิยมมีเกย เรือนชนิดนี้ประกอบด้วย เรือนใหญ่ เรือนโข่ง ชานแดด เรือนไฟและฮ้างแอ่งน้ำ

              ชาวอีสาน มีความเชื่อในการสร้างเรือนให้ด้านกว้างหันไปทางทิศตะวันออกและตะวันตก ให้ด้านยาวหันไปทางทิศเหนือและใต้ ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า วางเรือนแบบ "ล่องตาเว็น" (ตามตะวัน) เพราะถือว่าหากสร้างเรือนให้ "ขวางตาวัน" คือเป็นอัปมงคลทำให้ผู้อยู่ไม่มีความสุข บริเวณรอบ ๆ เรือนไม่นิยมทำรั้ว เพราะเป็นสังคมเครือญาติมักทำยุ้งข้าวไว้ใกล้เรือน บางแห่งทำเพิงต่อจากยุ้งข้าว มีเสารับมุงด้วยหญ้าหรือแป้นไม้ เพื่อเป็นที่ติดตั้งครกกระเดื่องไว้ตำข้าว ส่วนใต้ถุนบ้านซึ่งเป็นบริเวณที่มีการใช้สอยมากที่สุด จะมีตั้งแต่ตั้งหูกไว้ทอผ้า กี่ทอเสื่อแคร่ไว้ปั่นด้าย และเลี้ยงลูกหลาน นอกจากนั้นแล้วใต้ถุนยังใช้เก็บไหหมักปลาร้าและสามารถกั้นเป็นคอกสัตว์เลี้ยงใช้เก็บเครื่องมือเกษตรกรรม ตลอดจนใช้จอดเกวียน

              กลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน มีความหลากหลายของรูปแบบบ้านเรือน อันเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมจากการปลูกสร้างบ้านเรือน สามารถจำแนกรูปแบบบ้านเรือนได้ 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย

              1. เรือนพื้นถิ่นรูปแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ ปรากฏราวพุทธศตวรรษ 24 เป็นต้นมา ได้แก่ เรือนอีสาน (เรือนไทลาว) เรือนผู้ไท เรือนไทโคราช เรือนไทเลย เรือนไทยวน เรือนชาวกูย ฯลฯ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นตัวแทนอัตลักษณ์บ้านเรือนรูปแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ๆ

             2. เรือนประยุกต์รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ปรากฏราวพุทธทศวรรษ 2430-2480 ได้แก่ เรือนก่ออิฐ ถือปูนรูปแบบโคโลเนียลและเรือนไม้รูปแบบสมัยรัชกาลที่ 5-8

              3. เรือนประยุกต์รูปแบบเรือนอีสานและรูปแบบเรือนภาคกลาง ปรากฏราวพุทธทศวรรษ 2480-2490 ได้แก่ เรือนไม้ ซึ่งมีพัฒนาการด้านรูปแบบปรับเปลี่ยนหรือคลี่คลายจากเรือนอีสานและเรือนภาคกลาง ตัวอย่างเช่น เรือนโครงสร้างไม้ ยกใต้ถุน หลังคาทรงจั่วเดี่ยวและจั่วแฝดคล้ายเรือนเกยและเรือนโข่งของเรือนอีสาน หรือหลังคา ทรงปั้นหยาและมนิลา คล้ายรูปแบบเรือนภาคกลาง เป็นต้น

              4. เรือนรูปแบบร่วมสมัย ปรากฏราวพุทธทศวรรษที่ 2500 จนถึงปัจจุบัน เช่น เรือนรูปแบบเทศบาล เรือนทรงซาอุ บ้านจัดสรรและเรือนร่วมสมัยรูปแบบอื่น

     

  • ประเพณีและเทศกาลสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              ปราชญ์อีสานได้เรียบเรียงประเพณีฮีตสิบสองไว้มีดังนี้ (สำลี รักสุทธี. 2549: 112)

              เดือนอ้ายหรือเดือนเจียง ทำบุญเข้ากรรม เป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้าปริวาสกรรม สารภาพความผิดพลาดของตนต่อหน้าคณะสงฆ์ เป็นโอกาสที่ประชาชนจะทำบุญ เป็นระยะอากาศหนาวชาวบ้านจะจัดสถานที่แล้วนิมนต์พระสงฆ์เข้ากรรม การเข้ากรรมของพระนั้นคือการเข้าอยู่ประพฤติวัตรโดยเคร่งครัดชั่วระยะหนึ่งในป่าหรือป่าช้า การอยู่กรรมเรียกตามบาลีว่า "ปริวาส" เพื่อชำระจิตใจที่มัวหมองปลดเปลื้องอาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งเป็นอาบัติหนักเป็นอันดับ 2 รองจากปาราชิก ฝ่ายชาวบ้านก็ได้ทำบุญในโอกาสนั้นด้วย

              เดือนยี่ บุญคูณลาน เพื่อเป็นมงคลแก่ข้าวเปลือก คือเก็บเกี่ยวแล้วขนข้าวขึ้นสู่ลานนวดข้าวแล้วทำข้าวเปลือกให้เป็นกองสูงเหมือนจอมปลวก เรียกว่า "กุ้มเข้า" เหมือนก่อเจดีย์ทรายนั่นเอง แล้วทำพิธีบวงสรวงเจ้าแม่โพสพ นิมนต์พระมาสวดมนต์ทำบุญลาน บางคนก็เทศน์เรื่องนางโพสพฉลอง บางคนก็มีพิธีสู่ขวัญข้าวก่อนจึงจะขนข้าวขึ้นสู่ยุ้งฉาง เสร็จแล้วก็ทำพิธีเลี้ยงเจ้าที่หรือ "ตาแฮก" และเก็บฟืนไว้เพื่อหุงต้มอาหารต่อไป

              เดือนสาม บุญข้าวจี่ ข้าวเหนียวปั้นนั้นชโลมด้วยน้ำอ้อยผสมไข่ ข้างในใส่น้ำอ้อยไว้ก่อนนำไปอังไฟ ร่วมกันทำก่อนนำไปถวายพระพร้อมด้วยอาหารคาวหวาน วันเพ็ญเดือนสามเป็นวันมาฆบูชา รุ่งขึ้นวันแรม 1 ค่ำ ก็ถวายข้าวจี่ เรียกว่า วันทำบุญเนื่องในวันมาฆบูชานั่นเอง ข้าวจี่คือเอาข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนเอาไม้เสียบย่างไฟเหมือนไก่ย่าง เมื่อข้าวสุกเกรียมแล้วก็เอาไข่ซึ่งตีไว้แล้วทา แล้วย่างซ้ำอีกกลายเป็นไข่เคลือบข้าวเหนียว เสร็จแล้วถอดไม้ออกแล้วเอาน้ำอ้อยหรือน้ำตาลที่เป็นก้อนยัดใส่แทน กลายเป็นข้าวเหนียวยัดไส้ แล้วถวายพระเณรฉันตอนเช้า ส่วนมากชาวบ้านจะรีบทำแต่เช้ามืด พอสว่างก็ลงศาลาการเปรียญ (ชาวบ้านเรียกหอแจก) นิมนต์พระเณรสวดแล้วฉันเป็นทั้งงานบุญและงานรื่นเริงประจำแต่ละหมู่บ้าน เพราะได้ทำข้าวจี่ไปถวายพระ หลังจากพระฉันแล้วก็เลี้ยงกันเองสนุกสนาน เดือนสามนี้ชาวนาส่วนใหญ่ถือกันตั้งแต่โบราณมาว่าเป็นเดือนสู่ขวัญข้าว คือ มีการถวายข้าวเปลือกพระ และนิยมทำบุญบ้าน สวดมนต์เสร็จพิธีสงฆ์แล้วก็สู่ขวัญข้าวตามธรรมเนียมพราหมณ์ บางบ้านก็ทำเล็กน้อยพอเป็นพิธี คือเอาข้าวไปถวายสงฆ์แล้วทำพิธีตุ้มปากเล้าเล็กน้อยเป็นการบูชาคุณของข้าวในเล้าหรือยุ้ง

              เดือนสี่ บุญพระเวสหรือบุญมหาชาติ ถือว่าบุญนี้สำคัญ ชาวบ้านจะพยายามทำให้ถูกขั้นตอนทุกอย่าง เป็นการฟังเทศน์ว่าด้วยเนื้อหาเรื่องพระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้า ทุกวัดพอถึงเดือนสี่ก็จะมีการเทศน์มหาชาติ ชาวอีสานนิยมเรียกว่า "บุญผเวส" (พระเวสสันดร) หรือเขียนตามสำเนียงการออกเสียงว่า "บุญผะเหวด" แต่การกำหนดเวลาก็ไม่ถือเด็ดขาดอาจจะเป็นปลายเดือนสามหรือต้นเดือนห้าก็ได้ การเทศน์มหาชาติของอีสานผิดจากภาคกลางหลายอย่าง เช่น การนิมนต์เขาจะนิมนต์พระวัดต่างๆ 10-20 วัดมาเทศน์ โดยแบ่งคัมภีร์ออกได้ถึง 30-40 กัณฑ์เทศน์ตั้งแต่เช้ามืดและให้จบในวันเดียว พระในวัดถ้ามีมากก็จะเทศน์รูปละกัณฑ์สองกัณฑ์ ถ้าพระน้อยอาจจะเทศน์ถึง 5 กัณฑ์ การแบ่งซอยให้เทศน์หลายกัณฑ์ก็เพื่อให้ครบกับจำนวนหลังคาบ้าน ถ้าหมู่บ้านนี้มี 80 หลังคาเรือน ก็อาจจะแบ่งเป็น 80 กัณฑ์ โดยรวมเอาเทศน์คาถาพัน มาลัยหมื่น มาลัยแสน ฉลองมหาชาติด้วยเพื่อให้ครบจำนวนโยมผู้เป็นเจ้าของกัณฑ์ แต่บางบ้านอาจจะขอรวมกับบ้านอื่นเป็นกัณฑ์เดียวกันก็ได้ และเวลาพระเทศน์ก็จะมีกัณฑ์หลอนมาถวายพิเศษอีกด้วย คือหมู่บ้านใกล้เคียงจะรวบรวมกัณฑ์หลอนคล้ายผ้าป่าสมัยนี้ แห่เป็นขบวนตามกันมามีกลองก็บรรเลงกันมา ใครจะรำจะฟ้อนก็เชิญ แห่รอบศาลาการเปรียญสามรอบ แล้วก็นำไปถวายพระรูปที่กำลังเทศน์อยู่ขณะนั้นเลย เรียกว่า "กัณฑ์หลอน" เพราะมาไม่บอกมาแล้วเจอพระรูปไหนก็ถวายรูปนั้นไปเลย เรื่องกัณฑ์หลอนนับเป็นประเพณีผูกไมตรีระหว่างหมู่บ้านได้ดียิ่งเพราะเรามีเทศน์เขาก็เอากัณฑ์หลอนมาร่วม เขามีเราก็เอาไปร่วมเป็นการสนองมิตรจิตมิตรใจซึ่งกันและกัน ได้ทั้งบุญได้ทั้งมิตรภาพ ได้ทั้งความสนุกเฮฮา รำเซิ้ง แม้แต่ในหมู่บ้านนั้นเองก็มีกลุ่มหนุ่มสาว กลุ่มคนแก่ กลุ่มขี้เหล้า หรือกลุ่มอะไรก็ได้ร่วมกันทำกัณฑ์หลอนขึ้น แห่ออกไปวัดเป็นการสนุกสนาน ใครใคร่ทำทำ มีเงินทองข้าวของจะบริจาคได้ตลอดวัน จึงเห็นบุญมหาชาติของอีสานเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ประจำปีและถือกันว่าต้องทำทุกปีด้วย อนึ่งก่อนวันงาน 5-6 วัน หนุ่มสาวจะไปวัดเพื่อนำดอกไม้ประดับตกแต่งศาลา บริเวณวัด เป็นโอกาสที่หนุ่มสาวจะได้พูดคุยกัน

              เดือนห้า บุญสรงน้ำหรือตรุษสงกรานต์จะมีการสรงน้ำพระและผู้ใหญ่ที่นับถือ มีการทำบุญ ก่อพระเจดีย์ทราย สาดน้ำเล่นกันและถือว่าเป็นวันปีใหม่ด้วย ประเพณีนี้ทำเหมือน ๆ กับภาคกลาง จะต่างกันก็ในเรื่องการละเล่นหรือการรดน้ำ สาดน้ำ สีกาอาจจะสาดพระสาดเณรได้ไม่ถือ พระบางรูปกลัวน้ำถึงกับวิ่งหนีก็มี บางแห่งหญิงสาวตักน้ำขึ้นไปสาดพระเณรบนกุฏิ แต่การเล่นสาดน้ำนี้ไม่สาดเฉพาะวันตรุษเท่านั้น ระยะใกล้ ๆ กลางเดือนห้าสาดได้ทุกวัน บางปีเลยไปถึงปลายเดือนถ้าอากาศยังร้อนมากอยู่ นอกจากนี้ยังมีประเพณีสรงน้ำพระพุทธและพระสงฆ์ด้วย คือระยะกลางเดือนห้าอากาศร้อนหญิงสาวจะตักน้ำไปวัดสรงพระคือให้พระอาบและสรงพระพุทธรูปด้วย เมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมานี้ ทุกวัดจะมีหอสรงอยู่ คือ ถึงเทศกาลนี้ก็อัญเชิญพระพุทธรูปไปตั้งในหอให้ชาวบ้านมาสรงน้ำพระ อากาศร้อน ๆ เด็ก ๆ ชอบเข้าไปเบียดกันใต้หอสรงรออาบน้ำที่ใช้สรงพระเสร็จแล้วไหลลงมา เชื่อว่าขลังดี ล้างโรคภัยได้

              เดือนหก บุญบั้งไฟ จะมีการเเข่งขันกันจุดบั้งไฟเพื่อขอฝนจากแถน มีการแห่บั้งไฟเพื่อความสวยงามและสนุกสนาน ล้อเลียนสังคม รวมทั้งพูดจาลามกและทำเครื่องเล่นเป็นสัญลักษณ์ทางเพศมาแห่แหนโดยไม่ถือว่าเป็นของหยาบคาย

              เดือนเจ็ด บุญชำฮะหรือบุญบูชาบรรพบุรุษ เป็นการทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณด้วยการนิมนต์พระมาสวดมนต์ในพิธีเซ่นสรวงหลักบ้านหลักเมือง ผีปู่ตา ผีเมือง ผีตาแฮกหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "บุญเบิกบ้าน" ทำพิธีเลี้ยงมเหศักดิ์หลักเมือง

              เดือนแปด บุญเข้าพรรษา ชาวบ้านจะร่วมกันหล่อเทียนประจำพรรษา จนเป็นที่รู้จักกันดีนั่นคือบุญประเพณีแห่เทียนพรรษาของชาวอุบลราชธานี นิยมพิเศษคือ ชักชวนชาวบ้านให้นำขี้ผึ้งมาร่วมกันหล่อเทียนเช่นเดียวกับธรรมเนียมหลวง มีการถวายเทียนพรรษา

              เดือนเก้า บุญข้าวประดับดิน เป็นการนำห่ออาหารคาวหวาน หมากพลู บุหรี่ ไปวางไว้ตามพื้นดินเพื่ออุทิศแก่ญาติที่เสียชีวิตไปแล้วและถวายภัตตาหารแก่พระเณร กำหนดเอาวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 ประชาชนหาอาหาร หมากพลู บุหรี่ ห่อด้วยใบตองไปวางตามยอดหญ้าบ้าง แขวนตามกิ่งไม้บ้าง และใส่ไว้ตามศาลเจ้าเทวาลัยบ้าง วัตถุประสงค์เพื่ออุทิศให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อมานิยมทำบุญตักบาตรและกรวดน้ำตามแบบพุทธและมีบางหมู่บ้านอธิบายด้วยบุญข้าวประดับดินนี้เป็นพิธีระลึกถึงคุณของแผ่นดิน มนุษย์ได้อาศัยแผ่นดินอยู่และทำกิน พอถึงเดือนเก้าข้าวปลาพืชผลกำลังเจริญ ชาวบ้านจึงทำพิธีขอบคุณแผ่นดิน

              เดือนสิบ บุญข้าวสากหรือเรียกว่า บุญเดือนสิบ ผู้ถวายภัตตาหารจะเขียนชื่อลงในบาตรพระสงฆ์จับสลากได้ชื่อของผู้ใดคนนั้นเป็นผู้ถวายภัตตาหารและเครื่องไทยทานเพื่ออุทิศบุญให้กับผู้ตาย ทำในวันเพ็ญเดือนสิบเป็นการทำบุญให้เปรตโดยแท้ ระยะห่างจากบุญประดับดิน 15 วัน เป็นการส่งเปรต คือเชิญมารับทานวันสิ้นเดือนเก้า และเลี้ยงส่งในกลางเดือนสิบ บางท้องถิ่นเวลาทำบุญมีการจดชื่อของตนใส่ไว้ที่ของถวายและเขียนสลากใส่ลงในภาชนะบาตรด้วย เมื่อพระเณรรูปได้รับสลากนั้นก็เรียกพานยกเข้าของไปถวาย

              เดือนสิบเอ็ด บุญออกพรรษาหรือบุญจุดประทีบ เป็นที่มาของประเพณีไหลเรือไฟ เมื่อพระสงฆ์จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว ทำพิธีปวารณาตามวัดต่าง ๆ จุดประทีปโคมไฟสว่างไสว ใช้น้ำมันมะพร้าวบ้าง น้ำมันละหุ่งบ้าง น้ำมันหมูบ้าง ใส่กระป๋องหรือกะลามะพร้าวจุดตั้งหรือแขวนตามต้นไม้ตลอดคืน บางคนก็ตัดกระดาษทำรูปสัตว์ หรือบ้านเล็กๆ จุดไฟไว้ข้างใน เป็นการประกวดฝีมือในเชิงศิลปะไปในตัวอย่างสนุกสนาน รุ่งเช้ามีการทำบุญตักบาตรเทโว บางวัดมีการกวนข้าวทิพย์และบางวัดมีการแข่งเรือด้วย

              เดือนสิบสอง บุญกฐิน คำว่า "กฐิน" เป็นคำภาษาบาลี หมายถึงไม้สะดึง คือไม้ที่ทำเป็นกรอบสำหรับขึงผ้าเวลาจะเย็บผ้า เพื่อดึงขึงผ้าให้ตึงจะได้เย็บง่าย บุญกฐินจึงเป็นการทำบุญที่ต้องนำผ้าไปถวายพระเป็นสำคัญ จัดเป็นวินัยกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งสงฆ์ต้องทำในจีวรกาล มีกำหนดระหว่างวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 จนถึงวันเพ็ญเดือน 12 เรียกว่า บุญเดือนสิบสอง มีการจุดพลุตะไลประทัด ส่วนวัดใดอยู่ริมแม่น้ำก็มีการแข่งเรือ เรียกว่า "ซ่วงเฮือ"

     

  • ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              ความเชื่อและศาสนา 

              คติความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสานที่สืบทอดมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นั้นเกิดจากการผสานความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเข้ากับความเชื่อเรื่องผีและพิธีกรรมของพราหมณ์ นิศารัตน์ หวานชะเอม (2558, หน้า 118) กล่าวถึงความเชื่อในการตั้งหมู่บ้านของชาวอีสานไว้ว่าชาวอีสานนับถือบ้าน แถน ผีฟ้า มีการเซ่นสรวงดวงวิญญาณบรรพบุรุษเพื่อให้ช่วยปกป้องรักษาลูกหลาน มีการตั้ง "ศาลเจ้าปู่" หรือ "ศาลตาปู่" ไว้ ที่ดอนปู่ตา ซึ่งมีลักษณะพื้นที่เป็นโคก น้ำท่วมไม่ถึง มีต้นไม้ใหญ่หนาทึบ มีการก่อสร้าง "ตูบ" เป็นที่สถิตของเจ้าปู่ทั้งหลาย ตลอดจนการตั้ง "บือบ้าน" (หลักบ้าน) เพื่อเป็นสิริมงคลของหมู่บ้านและมีการเซ่น "ผีอาฮัก" คือเทพารักษ์ให้ดูแลคุ้มครองผู้คนในหมู่บ้านให้อยู่ดีมีสุขตลอดไป จากความเชื่อดังกล่าวทำให้เห็นว่าชาวบ้านอีสานมีการนับถือผี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผีบรรพบุรุษ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยปกปักรักษาปกป้องคุ้มครองลูกหลานให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป นอกจากผีบรรพบุรุษแล้วยังมีความเชื่อเรื่องชนิดต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ผีบ้านผีเรือน คือ ผีที่เป็นบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วลูกหลานเชิญให้สถิตอยู่ที่บ้านหรือวัดเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้ความคุ้มครองภัย ผีไร่ผีนา มีหน้าที่คอยคุ้มครองวัว ควายและข้าวกล้าในนาให้พ้นจากเพลี้ย ปู หนอน วัชพืชต่าง ๆ ผีตาแฮก แม่โพสพ ถือว่าเป็นผีไร่นาที่คอยพิทักษ์ชาวนาและพืชผล ผีป่าผีภู เป็นผีที่อยู่ตามภูเขาตามป่า คอยคุ้มครองพืชและสัตว์ป่า คอยให้โชค แก่นักเดินทางหรือนายพรานผู้ต้องพึ่งพาอาหารจากป่าและผีที่มีบทบาทต่อส่วนรวม เป็นผีที่คุ้มครองหมู่บ้านเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของหลายครอบครัว ซึ่งเรียกว่ากลุ่มผู้ถือผีตัวเดียวกัน ได้แก่ ผีปู่ตา ผีฟ้าหรือผีแถน ผีอารักษ์หลักเมือง นอกจากนี้ยังมีผีตามความเชื่ออื่น ๆ เช่น ผีเป้า เชื่อว่าเป็นผีกินคน, ผีโพง เชื่อว่าเป็นผีป่าที่จะคอยทำร้ายคนที่เดินในป่ายามค่ำคืน, ผีปอบเชื่อว่าเป็นวิญญาณของผีดุร้ายที่จะทำให้คนเสียสติได้, ผีกองกอย เชื่อว่าเป็นผีเจ้าชู้และรักสนุก คนที่นอนไม่เรียบร้อยจะถูกผีกองกอยจับหัวจับเท้าเล่น, ผีอีซิ่นเหี้ยน เชื่อว่าเป็นผีแม่หม้ายที่หลอกผู้ชายไปเป็นสามีและฆ่าทิ้ง ฯลฯ

              โดยสรุปคำว่า ผี หรือวิญญาณในกลุ่มชาติพันธุ์ไทยลาว มี 2 ความหมาย ความหมายแรก ผี หมายถึงวิญญาณผู้ที่ล่วงลับไปแล้วแต่ยังไม่ได้ไปเกิด เพราะต้องคอยปกปักรักษาคุ้มครองลูกหลานและคนในสายตระกูลและความหมายที่สอง หมายถึง วิญญาณที่ปรากฏทั่วไปซึ่งให้คุณและโทษแก่มนุษย์ โดยภาพรวมแล้วพอจะจำแนกผีตามความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) ผีชั้นสูงหรือผีดี ได้แก่ จำพวก "เทพ" หรือ "เทวดา" 2) ผีชั้นกลาง หรือผีกึ่งดีกึ่งร้าย ซึ่งแบ่งได้หลายกลุ่ม ได้แก่ ผีประจำหมู่บ้าน ผีประจำเมือง ผีบรรพบุรุษ ผีวีรบุรุษ เป็นต้น และ 3) ผีชั้นต่ำหรือผีร้าย ซึ่งแบ่งออกได้เป็นผีร้ายที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป เช่น ผีพราย ผีร้ายที่ปรากฏทั่วไป เช่น ผีกระสือ ผีปอบและผีร้ายที่อยู่ในนรก เช่น ผีเปรต ความเชื่อเรื่องผีของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยลาว ก่อให้เกิดพิธีกรรมมากมายเพื่อเป็นการเซ่นสรวงบูชาและวิงวอนให้ผีที่ตนนับถือได้ช่วยเหลือให้พ้นจากเหตุร้ายต่าง ๆ และดลบันดาลให้ชีวิตประสบแต่ความสุขความเจริญ ความหวังในสิ่งที่ปรารถนา โดยภาพรวมแล้วพอจะจำแนกพิธีกรรมเกี่ยวกับการนับถือผีของชาวไทยลาวออกอย่างกว้าง ๆ ได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ 1) พิธีกรรมเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ เช่น พิธีกรรมเกี่ยวกับการทำนา เป็นต้น และ 2) พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต เช่น พิธีกรรมเกี่ยวกับการรักษาโรค เป็นต้น

              ความเชื่อที่มักปรากฏในพิธีกรรมของชาวอีสานอีกอย่างหนึ่งคือ ความเชื่อเรื่องการขอฝน เนื่องจากสภาพภูมิอากาศอีสานมีความแห้งแล้ง การทำพิธีขอฝนจากพญาแถน (เทวดา) จึงเกิดขึ้นในรูปแบบ "บุญบั้งไฟ" และ "การแห่นางแมว" เชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้พญาแถนปล่อยให้ฝนตกลงมายังโลกมนุษย์ เมื่อฝนตกตามฤดูกาลแล้วชาวบ้านจะได้เตรียมหว่านไถทำนา

              นอกจากนี้คนอีสานยังมีความเชื่อเรื่อง "ขวัญ" ซึ่งหมายถึง "วิญญาณ" รวมกับ คำว่า "มิ่ง" ซึ่งหมายถึง "ชีวิต" มิ่งขวัญ จึงหมายถึงชีวิตและวิญญาณ เมื่อใดที่ขวัญหายแสดงว่าวิญญาณออกจากร่างจะทำให้เจ้าของร่างไม่สบายหรือเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีการแก้ไขคือการทำพิธี "ช้อนขวัญ" โดยนำเอาสวิงและข้องเป็นเครื่องมือประกอบพิธีกรรม หมอขวัญจะนำสวิงไปช้อนขวัญบริเวณที่มีคนประสบอุบัติเหตุแล้วเทขวัญ ใส่ข้อง เอาผ้าขาวคลุมไว้ไม่ให้ขวัญหายไปอีก ความเชื่อและพิธีกรรมเช่นนี้จะทำให้ผู้ที่เสียขวัญมีกำลังใจและหายป่วยในเร็ววัน

              ความเชื่อดั้งเดิมของ "ลาวอีสาน" จะยึดมั่นในจารีตประเพณีดำเนินชีวิตตาม "ฮีตสิบสอง" มีความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ ผีบรรพบุรุษ ผีฟ้า ผีแถน รวมทั้งผีไร่นา ฯลฯ และนับถือศาสนาพุทธแบบชาวบ้าน คือ พุทธศาสนาที่ปรับเข้ากับจารีต โดยเฉพาะผีบรรพบุรุษยังมีอิทธิพลต่อสังคมมาก นั่นคือ ผีปู่ตา ทุกชุมชนในชนบทจะมีศาลเจ้าปู่ตา (ตูบปู่ตา) ประจำหมู่บ้านและมีตำแหน่งเฒ่าจ้ำหรือหมอจ้ำ เป็นผู้ที่ติดต่อกับวิญญาณ เฒ่าจ้ำจะเป็นผู้ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมากผู้หนึ่ง นอกจากนี้เนื่องจากพื้นที่กว้างใหญ่ ไกลปืนเที่ยง การดูแลทางด้านสุขอนามัยเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยคนอีสานจึงหันไปพึ่งผี ไม่ว่าจะเป็นผีของปู่ ย่า ตา ยาย ผีป่า ผีเขา ผีปอบ ฯลฯ

              การนับถือศาสนาของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน ส่วนใหญ่จะนับถือพุทธศาสนา ปรากฏในพิธีกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้านจะมีวัดเป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีกรรม ในอดีตวัดยังเป็นโรงเรียนสอนหนังสือให้เด็ก ๆ ซึ่งเด็กชายจะมีความใกล้ชิดกับวัดเพราะใช้เป็นสถานที่เรียน บวชเณร และอุปสมบทตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณ เช่น ผีในต้นไม้ แม่น้ำ ในบ้านในไร่นา ผีประจำหมู่บ้านและผีบรรพบุรุษ จะมีพิธีเซ่นไหว้ผีเป็นประจำในฤดูเก็บเกี่ยวหรือเพาะปลูกข้าว เวลาเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเชื่อว่ามีสาเหตุจากผีและขวัญออกจากร่าง ดังนั้นจึงมีผู้ประกอบพิธีรักษาโรคและเรียกขวัญ เช่น พระสงฆ์ นอกจากนั้น ยังเชื่อเรื่องผีปอบ ซึ่งเป็นคนที่ถูกวิญญาณ ชั่วร้ายเข้าสิงและสามารถทำร้ายผู้อื่นได้

              ฮีต หมายถึง จารีตประเพณี คอง หมายถึง แนวทาง รอยทาง คำว่า ฮีตคอง จึงหมายถึงจารีตประเพณีหรือวิถีปฏิบัติของชาวบ้านในการรักษาขนมธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่นเอาไว้อย่างยั่งยืน ฮีตสิบสองเป็นประเพณี 12 เดือน ที่ชาวอีสานนิยมยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้ง บรรพบุรุษและยังคงปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นกิจกรรมที่จัดหมุนเวียนไปตามสภาพวิถีชีวิตและฤดูกาล 

              ประเพณีท้องถิ่นของชาวอีสานได้รับอิทธิพลโดยตรงจากวัฒนธรรมล้านช้าง ซึ่งมีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดและเขตแดนทางการเมืองมาตั้งแต่อดีต โดยคลี่คลายมาจากลัทธิความเชื่อทางพราหมณ์และผีอย่างเข้มข้นมากกว่าพุทธศาสนา ประเพณีส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับช่วงวัยของชีวิตและวิถีการทำมาหากินอันเป็นผลมาจากระบบการผลิตภาคเกษตรที่ต้องอาศัยการพึ่งพาธรรมชาติ

     

  • ข้อห้าม ข้อปฏิบัติของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              ลาวอีสานมีหลักการครองตนหรือหลักปฏิบัติคือ คองสิบสี่ เป็นแนวปฏิบัติตนให้ดีงาม ดังนี้

                        คองที่ 1 เมื่อได้ข้าวใหม่หรือผลผลิตใหม่ ผู้เป็นเจ้าของอย่าเพิ่งกินต้องนำไปทำทานให้ผู้มีศีลก่อน แล้วตนเองค่อยกินภายหลังและให้นำผลผลิตนั้นไปแจกจ่ายญาติพี่น้องด้วย

                        คองที่ 2 อย่าโกงตาชั่ง อย่าปล่อยเงินกู้ อย่าปลอมแปลงเงินตราและอย่ากล่าววาจาหยาบช้ากล้าแข็งต่อกัน

                        คองที่ 3 ให้พร้อมกันทำรั้วหรือกำแพงล้อมวัดวาอารามและบ้านเรือนของตน แล้วปลูกหอเทวดาไว้ 4 มุมของหมู่บ้านและ 4 ด้านของเรือนตน

                        คองที่ 4 ให้ล้างเท้าก่อนขึ้นเรือนทุกครั้ง

                        คองที่ 5 เมื่อถึงวันพระ 7 ค่ำ 8 ค่ำ 14 ค่ำ 15 ค่ำ ไม่ว่าข้างขึ้นหรือข้างแรม ให้สมมา (ขอขมา) ก้อนเส้า เรือนไฟ แม่บันไดและประตูเรือน

                        คองที่ 6 ให้ล้างเท้าก่อนเข้านอนตอนกลางคืนทุกครั้ง

                        คองที่ 7 เมื่อถึงวันพระวันศีลให้ภรรยาจัดดอกไม้ขอขมาสามี และให้นำดอกไม้ธูปเทียนไปถวายพระสงฆ์

                        คองที่ 8 เมื่อถึงวันศีลดับ (วันแรม 14 ค่ำเดือนคี่ หรือ 15 ค่ำเดือนคู่) ศีลเพ็ง (วันขึ้น 15 ค่ำของทุกเดือน) ให้นิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ที่บ้านเรือนของตนแล้วทำบุญเลี้ยงพระ

                        คองที่ 9 เมื่อภิกษุมาบิณฑบาตอย่าปล่อยให้ท่านยืนคอยเวลาใส่บาตร (ตักบาตร) อย่าให้มือถูกบาตรและถูกตัวภิกษุสามเณร ขณะใส่บาตรนั้นอย่าสวมรองเท้า กางร่ม เอาผ้าคลุมศีรษะ อุ้มหลานหรือถืออาวุธต่าง ๆ

                        คองที่ 10 เมื่อภิกษุเข้ามาอยู่ปริวาสกรรมให้จัดดอกไม้ ธูป เทียนและเครื่องอัฐบริขารไปถวายท่านจึงเจรจา

                        คองที่ 11 เมื่อเห็นภิกษุสงฆ์เดินผ่านมาให้นั่งลงยกมือไหว้ก่อนแล้ว

                        คองที่ 12 อย่าเหยียบเงาภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์

                        คองที่ 13 อย่านำอาหารที่ตนหรือผู้อื่นกินแล้วไปถวายพระสงฆ์หรือเอาไว้ให้สามีกิน

                        คองที่ 14 อย่าเสพกามคุณในวันศีลหรือวันพระ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันมหาสงกรานต์และวันเกิดตน

              นอกจากนี้ยังมีคำสอนสำหรับผู้หญิงคือเรือนสามน้ำสี่ โดยถือว่าหญิงดีต้องมีเรือนสามน้ำสี่ จึงจะเป็นแม่ศรีเรือน เป็นภรรยาและแม่ที่ดี เรือนสาม ได้แก่ เรือนผม เรือนกาย เรือนนอน

              เรือนผม หมายถึง ผมสะอาดงดงาม เรือนกาย หมายถึง ร่างกายสะอาดการแต่งกายดี และเรือนนอน หมายถึง ที่อยู่อาศัย เป็นผู้ดูแลรักษาบ้านเรือนสะอาด สวยงาม น้ำสี่ ได้แก่ น้ำมือ หมายถึง มีฝีมือในการทำอาหารและการเย็บปักถักร้อย น้ำใช้ หมายถึง น้ำดื่มน้ำใช้ ดูแลให้มีพร้อมอยู่เสมอ โอ่งต้องไม่แห้ง น้ำใจ หมายถึง เป็นผู้มีจิตใจอันประเสริฐ และน้ำคำ หมายถึง เป็นผู้มีวาจาอันไพเราะ

     

  • สถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              สมชัย ภัทรธนานันท์ (2555, 142) ได้นำเสนอเรื่อง คนชนบทอีสานกับการทำมาหากิน : ความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย  โดย "แนวคิดหลังชาวนา" (post-peasant) เขาได้อธิบายว่าความเปลี่ยนแปลงในชนบททำลายความเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านต่อผู้ที่อยู่อาศัยในชนบท ส่งเสริมให้เกิดความเป็นปัจเจกชนขึ้นในหมู่ชาวบ้านและปฏิสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับหมู่บ้าน การขยายตัวของเทคโนโลยีการสื่อสารนำไปสู่การแตกสลายของวัฒนธรรมประเพณีและยังเชื่อมคนชนบทกับโลกภายนอก

              ทับทิม ทับทิม (2554, 149-150) เห็นว่าการเติบโตของระบบตลาดวัฒนธรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่เข้าสู่ชนบท ทำให้วิถีการทำมาหากินของคนชนบทอีสานเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แต่ในขณะเดียวกันคนอีสานก็ยังรักษาลักษณะสำคัญบางอย่างของสังคมเกษตรแบบเดิมเอาไว้ทั้งในด้านการผลิตและวัฒนธรรม การเติบโตของระบบตลาด วัฒนธรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่เข้าสู่ชนบท ทำให้วิถีการทำมาหากินของคนชนบทอีสานเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ชาวนาอีสานที่สามารถทำนาได้ข้าวมากพอขายเลี้ยงชีพคือชาวนายุคใหม่ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและแรงงานรับจ้าง ในขณะที่การปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดทำภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา ชาวบ้านมีอาชีพหลากหลายขึ้นทั้งการเป็นแรงงานนอกระบบอยู่ในชุมชนและการผลิตสินค้าที่มาจากอัตลักษณ์ของชุมชน ดังนั้นคนชนบทอีสานเป็นผู้ทำการผลิตที่ผสมผสานกันระหว่างผลิตเพื่อเอาไว้กินเหมือนในอดีตกับผลิตเพื่อขายอย่างเข้มข้นและพยายามเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของพวกเขา โดยชาวบ้านทั่วไปที่ยังพอมีที่นาแม้จะไม่สามารถมีรายได้จากการขายข้าว แต่ก็ยังต้องการทำนาเพื่อปลูกข้าวไว้กินหรือแจกจ่ายให้กับญาติที่ไปทำงานในเมือง ในขณะที่รายได้หลักมาจากการทำงานอื่น ๆ เช่น จากสมาชิกในครอบครัวที่ออกไปทำงานรับจ้างนอกชุมชน การปลูกพืชเชิงพาณิชย์อื่น ๆ การเป็นแรงงานนอกระบบภายในชุมชน การผลิตสินค้าที่มาจากอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งได้รับการเพิ่มมูลค่าโดยการสนับสนุนเชิดชูจากกลไกหรือสถาบันของรัฐ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นผู้ผลิตเพื่อขายในตลาดเป็นหลัก แต่คนชนบทอีสานก็ยังไม่ละทิ้งการทำนาเพื่อปลูกข้าวไว้กินและการหาอาหารจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติมาบริโภค เช่นเดียวกับที่ยังรักษาประเพณีแบบดั้งเดิมบางด้านไว้ เช่น การรับจ้างปอกฝักข้าวโพดอ่อน การทอผ้าไหมการทำนาและการปลูกพืชเชิงพาณิชย์

              จากงานศึกษาของ อานันท์ กาญจนพันธุ์ (2554) เรื่องชนบทอีสานปรับโครงสร้าง ชาวบ้านปรับอะไร? รายงานการสังเคราะห์ งานวิจัยเศรษฐกิจชนบทภาคอีสาน ธันวาคม 2553 (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม กุมภาพันธ์ 2554) ระบุว่าสังคมและเศรษฐกิจชนบทในภาคอีสานไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกทั้งเชื่อมโยงกับบริบทการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ ซึ่งจะเห็นว่าอีสานเปลี่ยนแปลงอย่างล่าช้า ๆ มีปัญหารายได้ ปัญหาหนี้สิน ขณะที่ชาวนาอีสานมีประสบการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานมาอย่างยาวนานและมากที่สุดในประเทศ ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นว่าชุมชนในภาคอีสานมานานแล้ว โดยเฉพาะการเปิดตัวเข้าสู่ระบบตลาดทุนนิยมมากขึ้นในระยะหลัง ๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการผลักดันของรัฐด้วยนโยบายการพัฒนาต่าง ๆ การเปิดตัวออกมาของภาคอีสานในการเข้าสู่ระบบตลาดทุนนิยมในระยะแรก (ช่วง ทศวรรษที่ 2510-2530) จำกัดอยู่เฉพาะด้านตลาดสินค้าเกษตรเป็นหลัก จากการขยายตัวของการปลูกพืชไร่และการขายข้าว แต่เมื่อระบบตลาดทุนนิยมขยายตัวเต็มที่หลังทศวรรษที่ 2530 ตลาดที่ดินและตลาดแรงงานจึงค่อย ๆ เริ่มปรากฏตัวขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาดแรงงาน ที่มีการอพยพเคลื่อนย้ายของผู้คนในชนบทที่เพิ่มมากขึ้น โดยการเคลื่อนย้ายแรงงานของผู้คนในชนบทอีสานทำให้เกิดการอพยพผู้คนอย่างมหาศาล โดยพบว่าครัวเรือนในชนบทภาคอีสานจำนวนถึง 2.5 ล้านครัวเรือนจะมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนอยู่นอกภูมิภาคที่นอกจากจะอพยพไปทำงานในเมืองหรืองานนอกภาคการเกษตรแล้ว ก็ยังไปทำงานในต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก การเคลื่อนย้ายของผู้คนออกไปจากภูมิภาคจำนวนมากมายเช่นนี้และเมื่อยิ่งต้องมาแข่งขันกับค่าจ้างแรงงานนอกภาคการเกษตรที่นับวันก็จะยิ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จึงมีผลกระทบต่อการถีบตัวสูงขึ้นของอัตราค่าจ้างแรงงานในชนบทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน :

              การอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลที่บิดเบือนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการที่รัฐให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในเมือง มากกว่าการสนับสนุนภาคการเกษตรอย่างจริงจังทำให้ชาวบ้านเลือกที่จะอพยพออกไปรับจ้างแรงงานนอกภาคการเกษตร ซึ่งมีค่าจ้างแรงงานสูงกว่าและระยะเวลาการจ้างงานยาวนานกว่า (Rigg and Sakunee 2001อ้างในอานันท์ กาญจนพันธุ์, 2554)

              ระบบเศรษฐกิจบนฐานของที่ดิน (Land-Based Economy) เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานทุน (CapitalBased Economy) มากขึ้น ซึ่งแตกต่างกันอย่างมากกับ "กระบวนการก้าวออกจากการผลิตบนที่ดิน" (Deagrarianization) ในความหมายที่เน้นเฉพาะการที่ชาวนาเปลี่ยนจากการพึ่งพาอาชีพบนฐานของที่ดินมาสู่อาชีพบนฐานของแรงงานหรือทุน (Rigg and Sakunee 2001 อ้างในอานันท์ กาญจนพันธุ์. 2554) การขยายตัวของตลาดแรงงาน และการเพิ่มขึ้นค่าจ้างแรงงานไม่สามารถผลักดันให้ ชาวนาชาวบ้าน เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการก้าวออกจากการเป็นชาวนา (Depeasantization) ด้วยการกลายเป็นแรงงาน รับจ้างกันอย่างถ้วนหน้าไปเสียทั้งหมด เพราะกรณีศึกษาเศรษฐกิจชนบทในระดับชุมชนต่าง ๆ สะท้อนออกมาเช่นเดียวกันว่า ชาวบ้านในหลายชุมชนกลับหันเข้าสู่กระบวนการเป็นชาวนา (Repeasantization) หรือยืนหยัดการเป็นชาวนากันต่อไปอีก แต่มักจะเปลี่ยนบทบาทมาอยู่ในฐานะที่เป็นเกษตรกรมากขึ้น ทั้งนี้เพราะต้องเพิ่มการใช้ทุนในการผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะทุนในการจ้างแรงงาน การเปลี่ยนบทบาทของชาวบ้านมาเป็นเกษตรกรดังกล่าวจึงสามารถยืนยันได้ อีกทางหนึ่งว่า ระบบเศรษฐกิจชนบทในภาคอีสานได้ปรับโครงสร้างเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจบนฐานของทุนอย่างเต็มตัวแล้ว  การเกษตรในภาคอีสานจำแนกออกมาเป็น 2 ระบบใหญ่ ๆ (อานันท์ กาญจนพันธุ์, 2554)

              ระบบแรก จะมีการทํานาปลูกข้าวเป็นพืชหลัก พร้อมทั้งปลูกพืชพาณิชย์ชนิดต่าง ๆ เช่น พืชสวนเป็นพืชรอง อาจจะปลูกพืชไร่ และไม้ ยืนต้นเสริมบ้าง นอกจากนั้นก็อาจจะมีชาวบ้านบางส่วนกําลังหันเข้าหาการผลิตในระบบอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ระบบนี้จะกระจายตัวอยู่ทั่วไปในภาคอีสาน ตั่งแต่พื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท จนถึงพื้นที่ชายขอบห่างไกล

              ระบบที่สอง นั้นเริ่มมาจากการเป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่เป็นหลัก แต่กําลังจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การทําไร่ไม้ยืนต้นแทนที่ส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ชายขอบห่างไกลจากเมือง ซึ่งปัจจุบันนี้ชาวบ้านได้ หันไปปลูกยางพารา ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพืชไร่ที่ผ่าน ๆ มา

              ผู้ผลิตบนที่ดินในเศรษฐกิจฐานทุนที่ลงท้ายเป็นเพียงแรงงาน เพราะการปรับโครงสร้างชนบทในปัจจุบันเคลื่อนไปในทิศทางที่หลากหลายซับซ้อน การผลิตมักจะเดินตามทิศทางของระบบตลาดทุนนิยม ตลาดแรงงาน และตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ไปพร้อม ๆ กับความพยายามดิ้นรนต่อสู้และปรับตัวของชาวบ้านผนวกเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจบนฐานทุนอย่างเข้มข้นมากขึ้น จนต้องหันมาปรับเปลี่ยนฐานการผลิตของตนอย่างเต็มที่เพื่อให้การลงทุนลงแรงของตนนั้นสร้างรายได้คุ้มกับทุนและแรงงานที่ได้ลงไป แต่บางครั้งไม่ได้คิดในเชิงการได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุดเสมอไป เพราะพวกเขาเริ่มหันมามองในแง่ของความพยายามจะตอบสนองการบริโภคคุณภาพชีวิตสมัยใหม่มากกว่า ความซับซ้อนที่เห็นได้คือการที่ชาวบ้านเป็นทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและแรงงานรับจ้างไปพร้อม ๆ กัน เพราะการปรับโครงสร้างชนบทของภาคอีสานแม้จะเข้าสู่การผลิตบนฐานของทุนมากแต่ก็ยังไม่ได้ก้าวออกจากการผลิตบนฐานของที่ดินอย่างกว้างขวาง หรือการหันไปทําอาชีพนอกภาคการเกษตรกันอย่างเต็มที่ ตรงกันข้ามชาวบ้านในชุมชนชนบทในภาคอีสานกลับหวนมาผลิตบนที่ดินของตนเองกันมากขึ้นในบางพื้นที่ หรือไม่เช่นนั้นก็ยืนหยัดอยู่กับการผลิตบนที่ดินต่อไป โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปบ้าง ซึ่งหมายความว่าชาวบ้านสามารถผลิตบนที่ดินได้อยู่ก็จริงแต่เป็นการผลิตที่ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทุนหรือพึ่งพาทุนมากขึ้น ในสภาวะเช่นนี้เอง หากมองดูเผิน ๆ แล้วชาวบ้านอาจจะยังเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ก็ตาม แต่ต้องทั้งพึ่งพาทุน และแบกรับภาระ ค่าแรงงานอย่างมากมายจนทําให้พวกเขาต้องตกอยู่ในฐานะที่ไม่แตกต่างจากการเป็นแรงงานรับจ้างบนที่ดินของตนเอง เห็นได้อย่างชัดเจนจากกรณีศึกษาชุมชนต่าง ๆ ในภาคอีสาน โดยการปรับโครงสร้างชนบทที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่การเกษตร 2 ระบบใหญ่ มีทิศทางที่แตกต่างหลากหลาย ผันแปรไปตามศักยภาพทางการเกษตรหรือความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ บางพื้นที่มีศักยภาพทางการเกษตรต่ำเพราะที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ จะเกิดแรงกดดันให้ชาวนาต้องเดินเข้าไปสู่กระบวนการก้าวออกจากการผลิตบนที่ดินหรือเกิดกระบวนการก้าวออกจากการเป็นชาวนาง่ายกว่าพื้นที่อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชุมชนนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท ยิ่งเปิดโอกาสให้ชาวนาเลือกที่จะออกไปรับจ้างนอกภาคการเกษตรได้ง่ายมากขึ้น

              เสี่ยงปลูกแล้วรวยหรือผลิตอย่างยั่งยืน วาทกรรมของใคร ภายใต้กระแสของการพัฒนา และการขยายตัวของตลาดเสรี นิยมใหม่ อย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงมักจะเกิดขึ้นหลายด้านพร้อม ๆ กัน ในภาคการผลิตและการบริโภค (Nevins and Peluso eds. 2008 และ อานันท์ 2553) วาทกรรมการพัฒนาความคิดเรื่องการเสี่ยงปลูกแล้วรวยหรือการปลูกแล้วจะเป็นเสี่ย โดยเฉพาะพืชที่กําลังขยายตัวและให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง (Boom Crop) เช่น ยางพารา ที่แพร่ขยายเข้ามาพร้อมกับชาวบ้านในชนบทของประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขยายการผลิต จนทําให้พื้นที่สวนยางพาราขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ชาวบ้านในชุมชนชนบทของภาคอีสานจํานวนมากขานรับกับกระแสวาทกรรมการพัฒนาดังกล่าวกันอย่างกระตือรือร้น

              ชุมชนในพื้นที่ชายขอบ ห่างไกลเมือง หันไปปลูกยางพาราแทนการปลูกพืชไร่ที่เคยปลูกมาช้านาน โดยเริ่มทดลองปลูกในช่วงทศวรรษที่ 2530 และขยายตัวมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 2540 เมื่อเห็นราคายางพาราสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดว่ายางพาราจะให้ ค่าตอบแทนต่อแรงงานของพวกเขาสูงกว่าพืชชนิดอื่น ๆ รวมทั้งในบางกรณี้อาจจะมากกว่าการออกไปทํางานนอกภาคการเกษตร เพราะชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการเกษตรเหมาะสม (พฤกษ์ และนิตยา 2553 อ้างในอานันท์ กาญจนพันธุ์. 2554)

              เกษตรพันธสัญญา ใต้เงาของทุนอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร ในการปรับโครงสร้างชนบทภาคอีสานเข้าสูร่ะบบเศรษฐกิจฐานทุนแม้จะเปิดทางเลือกในการผลิตมากขึ้น แต่เราก็ได้เห็นแล้วว่าชาวบ้านต้องแบกรับภาระความเสี่ยงลักษณะต่าง ๆ จากความสัมพันธ์กับตลาดและทุนนอกชุมชนมากขึ้นด้วย ในหลาย ๆ กรณีกลับพบเช่นเดียวกันว่า ชาวบ้านไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยง ชาวบ้านต้องเสี่ยงเดินหน้าสู่การผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร (Agro-food Industry) และผูกมัดตัวเองอยู่กับระบบการผลิตแบบพันธสัญญา (Contract Production) ที่จริงแล้วชาวบ้านในอีสานก็คุ้นเคยกับระบบพันธสัญญาเช่นนี้มาก่อนบ้างแล้วในกรณีของการผลิตในอุตสาหกรรมขนาดเล็กอื่น ๆ นอกภาคการเกษตร ด้วยการรับเหมาช่วงงานมาทําที่บ้าน ผ่านตัวแทนของบริษัท (Maniemai 2003อ้างในอานันท์ กาญจนพันธุ์. 2554) ในบริบทของตลาดทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ ระบบการผลิตแบบพันธสัญญาถือเป็นกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร ซึ่งใช้วิธีการจ้างงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Employment) แทนการจ้างแรงงานโดยตรง

              การเลี้ยงปลาในกระชัง อาจจัดว่าเป็นลักษณะหนึ่งของการเปลี่ยนนํ้าให้เป็นสินค้าด้วยเช่นกัน เพราะนํ้าจะถูกนํามาใช้ในการผลิตสินค้า พร้อม ๆ กับการกีดกันการใช้ในด้านอื่น ๆ ขณะที่ การเลี้ยงปลาในกระชังอย่างเข้มข้นก็สร้างมลภาวะในแม่นํ้าด้วย ทั้งนี้การเลี้ยงปลาในกระชังยังทําให้นํ้าเสียจากเศษอาหารปลาและสารเคมีต่าง ๆ เหลือทิ้งปะปนอยู่ในนํ้าอีกด้วย (ธีระพล 2553 อ้างในอานันท์ กาญจนพันธุ์. 2554) กระบวนการเลี้ยงปลาในระบบพันธสัญญา ยังผลักดันให้ แรงงานถูกผนวกเข้าสู่การกํากับควบคุมของตลาดมากขึ้น เมื่อก่อนชาวบ้านจับปลาเองแล้วนําเอาไปขาย ตลาดควบคุมไม่ได้ แต่พอเข้าสู่ระบบการผลิตด้วยการเลี้ยงปลาในกระชัง ทุนและตลาดสามารถเข้ามากํากับควบคุมมากขึ้น ต้นทุนทุกอย่างก็ต้องซื้อจากบริษัททุน และยังต้องมีพันธะขายให้บริษัทเท่านั้น ตามราคาที่บริษัทกําหนดเองด้วย เท่ากับคนเลี้ยงปลาถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเพียงแรงงานรับจ้างในอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร ขณะที่คนเลี้ยงปลามองตัวเองว่าเป็นผู้ร่วมทุนจากการที่ต้องวางเงินมัดจําเพื่อคํ้าประกันค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยการผลิตต่าง ๆ กับบริษัททุน

              แม้ว่าการเลี้ยงปลาในกระชังจะมีสัดส่วนของแรงงานไม่มากนัก แต่ผู้เลี้ยงปลาต้องตกอยู่ภายใต้การกํากับควบคุมของบริษัททุนอย่างเคร่งครัด ขณะที่สัดส่วนของต้นทุนในการผลิตจะสูงมาก ชาวบ้านที่จะเลือกเข้ามาเสี่ยงในอาชีพเลี้ยงปลาต้องมีทุนพอสมควร การเลี้ยงปลาในกระชังจึงจํากัดอยู่เฉพาะครัวเรือนฐานะดีเป็นส่วนใหญ่ ชาวบ้านผู้เลี้ยงปลาต้องซื้อหาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ที่เป็นต้นทุนหลัก ๆ จากบริษัททั้งนั้นที่จะจัดหามาให้ก่อน ผู้เลี้ยงปลายังไม่ต้องจ่ายเงินทันที เพียงวางเงินมัดจําจํานวนหนึ่ง ไว้คํ้าประกันปัจจัยการผลิตที่รับมาจากบริษัท เมื่อนําปลามาขายให้บริษัทตามราคาที่บริษัทกําหนดแล้ว บริษัทจะนําต้นทุนที่เป็นปัจจัยการผลิตทั้งหมดมาหักออกจากราคาปลาที่ขายได้ ในระยะแรก ๆ ชาวบ้านผู้เลี้ยงปลาในกระชังมีรายได้จากการขายปลาจํานวนสูงมาก จึงมีชาวบ้านหันมาเลี้ยงปลาในกระชังกันเพิ่มมากขึ้นกว่า 1,000 กระชัง (ธีระพล 2553 อ้างในอานันท์ กาญจนพันธุ์. 2554) หลังจากเลี้ยงปลาในกระชังกันมาอย่างเข้มข้นระยะหนึ่งแม่นํ้ามูลเริ่มเน่าเสียและส่งผลให้ ปลาตายมากขึ้น ในกรณีเช่นนี้ชาวบ้านจะถูกผลักให้รับภาระความเสี่ยงและความสูญเสียทั้งหมดนอกจากบริษัทจะไม่รับร่วมแบกรับภาระใด ๆ แล้วยังริบเงินประกันไปอีกชาวบ้านจึงขาดทุนกันมาก จนต้องหยุดเลี้ยงปลากันไปหลายราย เพราะไม่สามารถแบกรับความเสี่ยง และต้นทุนได้อีกต่อไป 

              เมื่อมองชนบทอีสานจากด้านการผลิตทางการเกษตรในกรณีต่าง ๆ พบว่าในชนบทของภาคอีสานกําลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ถูกทําให้กลายเป็นสินค้ามากขึ้น เช่น การถูกทําให้กลายเป็นแรงงานในการผลิตเพื่อขาย หรือการออกไปรับจ้างแรงงานนอกภาคการเกษตรก็ดี การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้ต้องหันเข้ามาพึ่งพาเศรษฐกิจฐานทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ผลักดันให้ชาวบ้านต้องสูญเสียอํานาจต่อรองทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กับต้องแบกรับภาระความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น ในชนบทอีสานส่วนใหญ่มีสภาพเหมือนติดพันอยู่ในกับดักของระบบตลาดทุนนิยม ในด้านหนี่งก็พร้อมกระโจนเข้าเสี่ยง ส่วนอีกด้านหนึ่งก็จะพยายามท้าทายตลาดบ้างในวงจํากัด ในด้านการบริโภคพบว่าชาวบ้านจะสนใจปรับเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่อย่างมากจนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสําคัญซึ่งช่วยเปิดเผยให้เห็นพลังเชิงรุกมากกว่าการตั้งรับอย่างเดียว อีกทั้งยั้งแสดงถึงความสามารถของชาวบ้านในการต่อรองและปรับตัวกับความเสี่ยงด้วย

              การถูกดึงมาอยู่ในเศรษฐกิจฐานทุนมากขึ้น ชาวบ้านจะมีความเป็นปัจเจกชนสูงขึ้นซึ่งต่างจากในอดีตที่ชาวบ้านหลายครัวเรือนมักจะทําการเกษตรร่วมกัน (Shigetomi 2004 อ้างในอานันท์ กาญจนพันธุ์, 2554) ขณะเดียวกันแต่ละครัวเรือนก็จะมีรายได้ เป็นตัวเงินเพิ่มมากขึ้นด้วย ทั้งจากค่าจ้างและการขายผลผลิต (Rigg and Salamanca 2008: 258อ้างในอานันท์ กาญจนพันธุ์, 2554) ซึ่งปรับเปลี่ยนให้ชาวบ้านบางส่วนเริ่มจะหลุดออกไปจากการพึ่งพาธรรมชาติ และการพึ่งพาความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์แบบเดิม ขณะที่พวกเขาก็ไม่สามารถสะสมทุน หรือสามารถพึ่งพาทุนของตนเองได้ ถึงแม้จะเป็นเกษตรกรก็ตาม แต่กลับไม่ใช่ผู้ผลิตที่แท้จริง เพราะมีส่วนแบ่งรายได้จากผลผลิตเสมือนเป็นเพียงคนงานเท่านั้น ชาวบ้านกลุ่มนี้จึงยังมีสถานภาพกํ่า ๆ กึ่ง ๆ ในทํานองที่ว่า “นายทุนก็ไม่ใช่ แรงงานก็ไม่เชิง” และก็ไม่ใช่ผู้ผลิตรายย่อยที่พึ่งพาทุนของตนเองเป็นหลักเช่นที่เคยมีมาแต่เดิม ด้วยสภาวะเช่นนี้บ่งบอกอย่างหนึ่งว่า ชนชั้นใหม่กําลังก่อตัวขึ้นมาแล้วในชนบท ชาวบ้านกลุ่มนี้จะมีลักษณะคล้ายกับชนชั้นกลางระดับล่าง ตรงที่ต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงมหาศาล เพราะถูกดึงส่วนเกินหรือค่าเช่าออกไปในสัดส่วนที่สูงมาก ดังได้กล่าวถึงมาแล้วข้างต้น แต่กลับเป็นกลุ่มคนที่ตกอยู่ในสภาพไร้ตัวตน หรือไร้อัตลักษณ์ เพราะถูกผลักให้อยู่ในภาคที่ไม่เป็นทางการ จึงไร้สถานะทั้งในเชิงนโยบายและในแง่ความเข้าใจเชิงวิชาการ พูดง่าย ๆ ก็คือ กระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างชนบท ที่กําลังดําเนินอยู่ในชนบทไทยขณะนี้มองไม่เห็นคน ชาวบ้านกลุ่มนี้จึงเปรียบเสมือน “มนุษย์ ล่องหน” เพราะไม่มีใครเห็นตัวตนของพวกเขา (อานันท์ กาญจนพันธุ์, 2553)

             ชาวบ้านในชนบทกําลังเริ่มเปลี่ยนจากเดิมที่พื้นฐานของชีวิตเคยถูกขับเคลื่อนด้วยการผลิตมาสู่ชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภค (Consumptiondriven Countryside) ในแง่ของการบริโภคความหมายมากขึ้นดังจะพบว่า ชาวบ้านไม่ได้ยึดติดอยู่กับผลประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังหันมาต่อสู้ช่วงชิงความหมายและพื้นที่ทางสังคมต่าง ๆ ด้วย (Salamon 2006) ในกรณีของชาวบ้านในภาคอีสาน ชาวบ้านได้ปรับเปลี่ยนจากวัฒนธรรมย่อยแบบชาวนา และเข้าสู่วัฒนธรรมย่อยแบบพลเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมของการบริโภคความหมายลักษณะหนึ่งด้วยการยกระดับการจัดการกับความเสี่ยงผ่านการรณรงค์ต่อสู้เรียกร้องผ่านสื่อสารมวลชนการออกมาแสดงพลังบนท้องถนน ตลอดจนการแสดงพลังในการออกเสียงเลือกตั้ง เพราะชาวบ้านสามารถต่อรองและได้ ประโยชน์จากนโยบายต่าง ๆ ของรัฐ อย่างมากในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาที่ช่วยเสริมความสามารถของพวกเขาในการจัดการกับความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาโรค กองทุนหมู่บ้าน และการประกันเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น (Rigg and Salamanca 2009 อ้างในอานันท์ กาญจนพันธุ์. 2554)

              โครงสร้างชนบทในภาคอีสานมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงหลากหลายและซับซ้อน เกี่ยวข้องกับหลายระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชน ภูมิภาค จนถึงระดับโลก และมีการต่อสู้ดิ้นรนของหลายฝ่าย และรัฐมีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนการทํางานของตลาดอย่างเสรีทำให้เศรษฐกิจภาคเมืองขยายตัวออกมาปิดล้อมพื้นที่ชนบทใกล้เมือง หรือพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท รัฐมักจะปล่อยให้ตลาดทํางานได้อย่างเสรีเพียงด้านเดียวซึ่งทำให้เกิดการตักตวงส่วนเกินผลักภาระความเสี่ยงต่าง ๆ

              ทั้งนี้ กนกวรรณ มะโนรมย์ ได้อธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบท จากกระบวนการลดลงของความเป็นชาวนา (Global depeasantization) โดยพิจารณาจากด้านอาหาร ที่มีอำนาจควบคุมห่วงโซ่การผลิตและจำหน่ายอาหารของคนทั้งโลกผ่านห้างต่างชาติที่ทำมาค้าปลีกในพื้นที่เมืองเล็ก ๆ ที่คนชนบทสามารถเข้าถึงได้สะดวกรวดเร็วเพราะการมีระบบคมนาคมที่ดีและความใกล้ชิดระหว่างเมืองและชนบทที่มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ หมู่บ้านคนรุ่นใหม่ส่วนมากและรุ่นเก่าจำนวนหนึ่งใช้สมาร์ทโฟน และยุคที่ไม่สามารถแบ่งขอบเขตได้ชัดเจนได้อีกต่อไประหว่างเมืองและชนบทในแทบทุกมิติ เช่น พื้นที่กายภาพ การผลิตขยะ การใช้เทคโนโลยีการสื่อการ การเสพสื่อ การเมือง และวัฒนธรรมการบริโภคการบริโภค เป็นต้น ขณะที่คนอีสานรุ่นใหม่ไม่ได้สนใจทำการเกษตรมากนักเพราะประสงค์จะก้าวออกจากสังคมเกษตรกรรมภาพลักษณ์ดั้งเดิมที่คนชนบท "นชนบทคือผู้ผลิตส่วนคนเมืองคือผู้บริโภค” ไม่ถูกต้องอีกต่อไปแล้วเพราะปัจจุบันคนชนบทกลายเป็นลูกค้าซื้ออาหารมากกว่าอาหารที่ตนผลิตหรือหาจากธรรมชาติ

              ชาวบ้านผลิตอาหารน้อยลงแต่ซื้อจากภายนอกมากขึ้น แหล่งอาหารเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมากในยุคโลกาภิวัตน์ พอสรุปคร่าว ๆ ว่ามาจากหลายเงื่อนไขประกอบกัน ได้แก่ เขื่อนปากมูล เป็นเหตุทำให้สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำ รวมทั้งพืชพรรณที่เป็นอาหารท้องถิ่น การย้ายถิ่นมาทำงานในเมืองและอิทธิพลของเมือง ที่ทำให้คนชนบทเข้ามาทำงานและซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคกลับไปยังชนบท เช่น อาหาร เครื่องปรุงรส ของใช้ต่าง ๆ จากตลาดในเมือง จากห้างใหญ่ ๆ เช่น โลตัส บิ๊กซีที่มีราคาค่อนข้างถูก เช่น อาหารประเภทเนื้อและไข่ไก่ เป็นต้น โลกาภิวัตน์ด้านอาหาร การเปิดห้างของบรรษัทข้ามชาติเพื่อขายปลีก ได้แก่ บิ๊กซี และโลตัสในอำเภอ สามารถดึงดูดลูกค้าจากชนบทที่เป็นคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านได้มากทีเดียว ซึ่งการมีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่มาตั้งในเมืองขนาดเล็กเพื่อขายอาหารทั้งสด แช่แข็งและอาหารสำเร็จรูปและสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด สะท้อนกระบวนการโลกาภิวัตน์ด้านอาหารที่ทรงอำนาจ ซึ่งตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนเคลื่อนย้ายแรงงาน สายพานการผลิตได้ทำลายความหลากหลายของอาหารของท้องถิ่น อำนาจการผลิตอาหารของคนท้องถิ่น และอธิปไตยทางอาหาร เช่น ผลิตเมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต การทำเป็นอาหาร จนกระทั่งถึงการจัดจำหน่าย บุตรหลานได้รับการศึกษาสมัยใหม่ เพื่อการมีงานทำและมีรายได้ที่มั่นคง ทำให้พ่อแม่สนับสนุนให้คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านจำนวนมากเรียนหนังสือระดับสูงขึ้นและคนกลุ่มนี้มักทำงานต่างถิ่น ภายในหมู่บ้านจึงเหลือแต่รุ่นพ่อแม่และวัยเรียนหนังสือ มีความใฝ่ผันอยากมีการศึกษาระดับสูง ๆ และมีอาชีพที่มีรายได้มั่นคง เช่น รับราชการครู หรือเป็นหมอ เรื่องอาหารพบว่าเด็กรุ่นใหม่กินอาหารกลางวันที่ซื้อในโรงเรียน หรือซื้ออาหารหน้าโรงเรียนกิน เช่น ลูกชิ้น น้ำอัดลม หรือ ไก่ทอด เป็นต้น เด็กรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยกับอาหารสำเร็จรูปมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นอกจากนี้พวกเขานิยมกินอาหารที่ซื้อจากร้านค้าในหมู่บ้าน เช่น ก๋วยเตี๋ยวหรือก๋วยจั๊บ ชีวิตที่ยุ่งมากขึ้น เนื่องจากการมีความหลายหลายกิจกรรมของครัวเรือนที่แม่บ้านไม่สามารถทำอาหารเองครบทุกมื้อในแต่ละวัน ครัวเรือนจึงเน้นความสะดวกรวดเร็วในการหาอาหารบริโภค การซื้ออาหารปรุงสุกแล้วหรือซื้ออาหารที่มีเครื่องปรุงสำเร็จจึงเป็นทางออกของครัวเรือนยุคใหม่ในหมู่บ้าน รวมทั้งอาหารไปวัดก็เช่นกัน อย่างไรก็ตามพบว่าคนรุ่นใหม่มักเป็นกลุ่มคนที่สนใจซื้ออาหารจากเมืองมากกว่าคนรุ่นเก่า แต่คนรุ่นเก่าจำนวนมากก็ซื้ออาหารจากเมืองเช่นกันเพราะอาหารจากท้องถิ่นที่เคยหามาก่อนไม่ได้อีกแล้ว รวมทั้งเวลาในการออกไปหาอาหารมีน้อยลงเพราะทำงานอย่างอื่น เช่น รับจ้าง การซื้ออาหารจึงเป็นทางเลือกของคนในหมู่บ้านเพราะสะดวกและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตที่หลากหลายและเร่งรีบขึ้นของชาวบ้าน

              สังคมชนบทกำลังก้าวออกจากสังคมแห่งการผลิตอาหาร แหล่งที่มาของอาหารที่หลากหลายของชาวบ้านแต่เป็นการซื้อมากกว่าที่ชาวบ้านผลิตเอง "สังคมชนบทก้าวออกจากสังคมแห่งการผลิตอาหาร" เป็นพลวัตที่ซับซ้อนอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงภายใต้ยุคการลดความสำคัญของภาคเกษตร (Deagrarianization) และโลกาภิวัตน์ด้านอาหารที่คนชนบทในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันมาพึ่งพาทรัพยากรนอกภาคเกษตร โดยอพยพแรงงานมาทำงานในเมืองมากขึ้นหรือมีอาชีพอื่น ๆ เพิ่มเติมมากขึ้นในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน อีกทั้งการที่คนรุ่นใหม่มีการศึกษาและอาชีพใหม่ ๆ คนในชนบทไม่ยึดกับที่ดินมากเหมือนในอดีตรวมทั้งที่ดินมีนาดเล็กลงเรื่อย ๆ หรืออาจไม่มีที่ดินเลย คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในหมู่บ้านนิยมบริโภคสินค้าจากเมืองครอบคลุมทั้งเรื่องเทคโนโลยี และเครื่องใช้ในครัวเรือน

     

Access Point
No results found.