ชุมชนชาติพันธุ์ : ไทขึน (บ้านต้นแหนน้อย อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่)

  • ชุมชนชาติพันธุ์ : ไทขึน (บ้านต้นแหนน้อย อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่)
  • ชื่อเรียกตนเอง : ขึน, ไทขึน
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ไทขึน, ไทเขิน
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษาพูดและภาษาเขียนของไทขึน มีความคล้ายคลึงกันกับภาษาไทลื้อและภาษาไทยอง ภาษาไทขึนเป็นภาษาในกลุ่มภาษาย่อยไทพายัพ ในกลุ่มภาษาคํา-ไต ตระกูลภาษาไต-กะได ชาวไทขึนใช้อักษรชนิดเดียวกันกับอักษรล้านนา (ตัวเมือง)
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              ชาวบ้านต้นแหนน้อย อำเภอสันป่าตอง เป็นชาวไทขึนที่อพยพมาจากเมืองเชียงตุง เมืองที่เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ โดยมีการเดินทางอพยพเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงตุงอยู่ตลอดเวลาในหลาย ๆ ช่วงเวลาหลายร้อยปี ชาวไทขึนบ้านต้นแหนน้อยไม่ได้มีความเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนได้อพยพมาเนื่องจากภัยสงครามและความไม่สงบของบ้านเมืองในสมัย "เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง" เพียงครั้งเดียว แต่มีความเชื่อว่า ได้อพยพมาก่อนหน้านั้น เนื่องเพราะการแสวงหาที่อยู่ใหม่ที่อุดมสมบูรณ์เพื่อตั้งถิ่นฐานหาที่ทำกินที่เหมาะสม โดยมักจะเดินทางมาในรูปแบบการค้าขาย เป็นขบวนพ่อค้าวัวต่างม้าต่าง (คือ การบรรทุกสินค้าบนหลังวัวและหลังม้าเพื่อนำไปจำหน่ายแลกเปลี่ยนในพื้นที่ชุมชนหรือเมืองต่าง ๆ) โดยมีหลักฐานสำคัญคือ ชุมชนไทขึนบ้านต้นแหนน้อยมี “ผางลาง” ซึ่งเป็นอุปกรณ์โลหะ ทำให้เกิดเสียงดัง มีรูปร่างคล้ายกระดิ่งหรือระฆัง ใช้สำหรับคล้องคอวัว เมื่อวัวเดินหรือเคลื่อนไหว จะมีเสียงดัง ทำให้หมู่บ้านต่าง ๆ รู้ว่าพ่อค้าม้าต่างวัวต่างได้เดินทางมาขายสินค้าในหมู่บ้านแล้ว

     

  • อื่น ๆ :

    ภาษาที่ใช้พูดและเขียน

              ภาษาพูดและภาษาเขียนของไทขึน มีความคล้ายคลึงกันกับภาษาไทลื้อและภาษาไทยอง ภาษาไทขึนเป็นภาษาในกลุ่มภาษาย่อยไทพายัพ ในกลุ่มภาษาคํา-ไต ตระกูลภาษาไต-กะได ชาวไทขึนใช้อักษรชนิดเดียวกันกับอักษรล้านนา (ตัวเมือง) เพราะชาวไทขึนได้รับเอารูปแบบล้านนาโดยตรงและมีความเกี่ยวข้องมานาน กล่าวคือ พญามังราย (พ.ศ. 1782—1854) ได้สร้างเมืองเชียงตุงขึ้น เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือของอาณาจักรล้านนา เป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวดองในลักษณะเครือญาติ โดยส่งเชื้อพระวงศ์และขุนนางใกล้ชิดไปปกครอง ถือได้เป็นเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองเชียงใหม่

    ระบบภาษาเขียน

              การเขียนของภาษาไทขึนจะคล้ายคลึงไปทางภาษาพม่าและภาษาไทใหญ่มากกว่า คือ ตัวอักษรจะกลม หางสั้น และมีหยักน้อยกว่าอักษรล้านนา ซึ่งอักษรล้านนาจะคล้ายคลึงอักษรขอม จึงไม่กลมแต่แหลม มีหยักมาก มีหางยาว ซึ่งบางครั้งยาวเกินพอดี สันนิษฐานได้ว่าอาจเนื่องเพราะชาวไทขึนได้รับอิทธิพลจากทางพม่าและไทใหญ่ในระยะภายหลัง เนื่องจากเมืองเชียงตุงซึ่งเป็นถิ่นฐานเดิมของชาวไทขึนตกเป็นประเทศราชของพม่า หลังจากอาณาจักรล้านนาและราชวงศ์มังรายล่มสลายเนื่องจากถูกพระเจ้าบุเรงนองยกทัพมายึดเมืองเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ. 2101

              ในปี พ.ศ. 2446 รัฐบาลสยามซึ่งควบคุมหัวเมืองล้านนาต้องการให้ล้านนายอมรับอำนาจของสยามด้วยการครอบงำผ่านระบบราชการ ได้มีการกำหนดให้ใช้ภาษาสยาม (ไทยกลาง) สอนในระบบโรงเรียนต่าง ๆ และอีกทศวรรษต่อมาคือ ปี พ.ศ. 2456 ภาษาเมือง "ตัวเมือง หรืออักษรธรรมล้านนา" ถูกสั่งห้ามใช้ในการเรียนการสอน ส่งผลให้ลูกหลานชาวไทขึนบางส่วนในชุมชนอื่นขาดโอกาสในการเรียนรู้ภาษาไทขึนไปด้วย แต่ชาวไทขึนชุมชนบ้านต้นแหนน้อยปัจจุบันยังคงรักษาวัฒนธรรมทางภาษาคือ ภาษาไทขึนเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก สังเกตจากคนในชุมชนที่ยังใช้ภาษาไทขึนสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงของสังคมในโลกปัจจุบันทำให้คนรุ่นใหม่มีการใช้ภาษาไทขึนน้อยลง เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่เมื่อไปโรงเรียนก็มักจะพูดคุยโดยใช้ภาษาไทยมากกว่าภาษาไทขึน

    ระบบภาษาพูด

              ภาษาไทขึน เมื่อเปรียบเทียบกับภาษาไทลื้อหรือภาษาล้านนา (คำเมือง) จะเป็นภาษาที่มีเสียงสูงกว่า และการพูดคุยกันจะคุยเสียงดังกว่า เป็นลักษณะของการพูดเฉพาะตัวของภาษาไทขึน อย่างไรก็ตามสำเนียงภาษาไทขึนก็จะแตกต่างผิดเพี้ยนกันในแต่ละพื้นที่ คล้ายคลึงกับภาษาล้านนาหรือคำเมืองในภาคเหนือ ซึ่งมีสำเนียงต่างกันไปในแต่ละจังหวัด เช่น สำเนียงจังหวัดเชียงใหม่ สำเนียงจังหวัดเชียงราย

              การออกเสียงที่สูงของภาษาไทขึนนี้อาจเป็นสาเหตุให้การเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนมีหลายชื่อ กล่าวคือ คำว่า "ไทขึน" เมื่อชาวไทขึนพูดออกเสียงสำเนียงมา จะได้ยินเป็น "ไทขึ้น" หรือ "ไทเขิน" ตามสำเนียงภาษาไทยกลาง ประกอบกับอาชีพงานหัตถกรรมของชาวไทขึนอย่างหนึ่งเมื่ออพยพมาอยู่ในเมืองเชียงใหม่คือการทำเครื่องเขิน ทำให้มีการเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนเป็น "ไทเขิน" ด้วย

              อย่างไรก็ตามแม้ภาษาไทขึนจะมีทำนองเสียงค่อนข้างสูง แต่ก็ยังสามารถสื่อสาร พูดคุยและเข้าใจระหว่างชาติพันธุ์ในกลุ่มภาษาเดียวกันหรือภาษาใกล้เคียงได้ เช่น ไทลื้อ ไทยอง หรือไทยวน แต่อาจมีศัพท์เฉพาะของภาษาขึนบางคําที่ไม่ทราบหรือไม่ตรงกัน 

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย ดร. กรด เหล็กสมบูรณ์  สถาบันวิจังสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ปีงบประมาณ 2561, วันที่อัพโหลดข้อมูล ;27 กันยายน 2562 

    เอกสารอ้างอิง

    • กรด  เหล็กสมบูรณ์. (2558). ชาติพันธุ์ไทเขินในประเทศไทย: การเคลื่อนย้าย การตั้งถิ่นฐาน วิถีชีวิต และเครือข่ายทางสังคม. รายงานการวิจัย. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • กรด  เหล็กสมบูรณ์. (2560). แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ไทในล้านนา: ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์. รายงานการวิจัย. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • จิตติ  เทพรัตน์. (2531). จากเจียงตุ๋งมาฮอดเจียงใหม่ บ้านไทเขิน วัดนันทาราม. (เอกสารอัดสำเนา). เชียงใหม่: มปท.
    • ทวี  สว่างปัญญางกูร. (2527). ตำนานเมืองเชียงตุง. เชียงใหม่ : ธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • ธีรภาพ  โลหิตกุล. (2538). คนไทในอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ : ผู้จัดการ.
    • พระนันตา ฐานวโร และทวี สว่างปัญญากูร. (2530). ตำราเรียนภาษาไทใหญ่. เชียงใหม่: ชมรมศึกษาภาษาไท.
    • ระวิวรรณ  โอฬารรัตน์มณี. (2557). รูปแบบบ้านเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์. พิมพ์ครั้งที่ 2. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • วิชุลดา มาตันบุญ ธิตินัดดา จินาจันทร์ กรด เหล็กสมบูรณ์ และสุวิภา จำปาวัลย์. (2556). ชาติพันธุ์ไทพื้นราบในล้านนา. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • วิถี พานิชพันธ์. (2548). วิถีล้านนา. กรุงเทพฯ: โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์.
    • วิถี พานิชพันธ์. (2556). ไทเขินแห่งเชียงตุง. พะเยา: โครงการจัดตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรมล้านนา (ไต) มหาวิทยาลัยพะเยา.
    • สรัสวดี อ๋องสกุล. (2552). ประวัติศาสตร์ล้านนา. (พิมพ์ครั้งที่ 6).กรุงเทพฯ: อัมรินทร์.
    • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่. (2553). วัฒนธรรมไทเขิน วัดสีมาราม. เชียงใหม่: เวียงบัว การพิมพ์.
    • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่. (2557). วิถีไท 8 ชุมชน. เชียงใหม่: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่.
    • สำนักเรือนเดิมและชมรมปักขทืนล้านนา. (2552). ยุทฺธพิชยํ ตำราพิชัยสงครามฉบับล้านนา. เชียงใหม่: สิริลักษณ์การพิมพ์
    • อนาโตล โรเจอร์  เป็ลติเยร์. (2531). อลองเจ้าสามลอ: วรรณกรรมไทยเขิน. เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • อนาโตล โรเจอร์  เป็ลติเยร์. (2536). ภาษาและวรรณกรรมไทขึน. เอกสารประกอบการเสวนาไทศึกษา. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • อนาโตล โรเจอร์  เป็ลติเยร์. (2555). มาตลังกา. เชียงใหม่: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.
    • อัครพงศ์ อั้นทอง. (2549).  ความรู้ของแพทย์พื้นบ้านล้านนาและฐานข้อมูลแพทย์พื้นบ้านล้านนาของจังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: มิ่งเมือง.

    การสัมภาษณ์

    • นายอำนวย แก้วอินต๊ะ. อายุ 66 ปี. ที่อยู่ 23 หมู่ 7 ต.ท่าวังพร้าว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่. (12 กรกฎาคม 2561). สัมภาษณ์
    • นายเกตุ มูลประการ. อายุ 81 ปี. ที่อยู่ 34/1 หมู่ 7 ต.ท่าวังพร้าว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่. (12 กรกฎาคม 2561). สัมภาษณ์ 
    • นายบุญมา สิงตัน. อายุ 74 ปี. ที่อยู่ 62 หมู่ 7 ต.ท่าวังพร้าว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่. (12 กรกฎาคม 2561). สัมภาษณ์
    • นายพัฒน์ จันทร์พรหม. อายุ 70 ปี. ที่อยู่ 89 หมู่ 1 ต.ท่าวังพร้าว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่. (12 กรกฎาคม 2561). สัมภาษณ์
    • นายถนอม ปวงคำ. อายุ 88 ปี. ที่อยู่ 281 หมู่ 7 ต.ท่าวังพร้าว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่. (12 กรกฎาคม 2561). สัมภาษณ์
    • นายอเนก ปวงคำ. อายุ 65 ปี. ที่อยู่ 281 หมู่ 7 ต.ท่าวังพร้าว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่. (12 กรกฎาคม 2561). สัมภาษณ์
    • นางสังวาล ปวงคำ. อายุ 62 ปี. ที่อยู่ 281 หมู่ 7 ต.ท่าวังพร้าว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่. (12 กรกฎาคม 2561). สัมภาษณ์
    • นางจุไลลักษณ์ สิทธิเจริญ. อายุ 67 ปี. ที่อยู่ 70 หมู่ 7 ต.ท่าวังพร้าว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่. (12 กรกฎาคม 2561). สัมภาษณ์
แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
เชียงใหม่ สันป่าตอง ท่าวังพร้าว 20466018.541603998.8597232

  • บทนำ :

              ชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีภาษาในตระกูลไต-กะได (Tai – Kadai Language Family)  และอยู่ในกลุ่มไต (Tai) สาขาตะวันออกเฉียงใต้ แต่เดิมนั้นมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ซึ่งเป็นนครรัฐที่รุ่งเรืองโดดเด่นเทียบเคียงกับเมืองเชียงรุ่งของชาวไทลื้อสิบสองพันนาและเมืองเชียงใหม่ ปัจจุบันเมืองเชียงตุงอยู่ในรัฐฉาน เขตปกครองของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

              เมืองเชียงตุง มีแม่น้ำที่ช่วยระบายน้ำจากหนองตุง โดยไหลย้อนไปทางทิศเหนือ  แล้วค่อยไหลลงทางทิศใต้ มีชื่อว่า แม่น้ำขืน (ขึน) สาเหตุที่เรียกว่า ขืน (ขึน) เพราะในเอเชียอาคเนย์แม่น้ำใหญ่ทุกสาย  เช่น  แม่โขง  แม่ปิง  แม่คง  จะไหลลงทางใต้  ในขณะที่เมืองเชียงตุงมีแม่น้ำขืน (ขึน) ไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ ชนชาติที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำขืน (ขึน) จึงเรียกว่า "ชาวขืนหรือ ขึน"

              อย่างไรก็ตามในสมัยก่อนนอกจากการมีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุงแล้ว ยังมีชาวไทขึนบางส่วนตั้งบ้านเรือนอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ในเมืองเล็กเมืองน้อย รวมไปจนถึงพื้นที่ของสิบสองพันนา โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพค้าขายสินค้าหรือขนส่งสินค้า ทั้งนี้เนื่องจากการเดินทางติดต่อค้าขายระหว่างเมืองต่าง ๆ มีระยะทางยาวไกล สภาพภูมิประเทศทำให้การเดินทางรอนแรมลำบาก จำเป็นต้องมีการหยุดพักค้างแรมเพื่อให้ทั้งคนและสัตว์พาหนะ (วัวต่างม้าต่าง : สำหรับการบรรทุกขนย้ายสินค้า) ได้พักผ่อน การมีที่พำนักอาศัยระหว่างเส้นทางจึงเป็นสิ่งจำเป็น และเมื่อระยะเวลาผ่านไปก็มีการตั้งเป็นถิ่นฐานที่อยู่อาศัย มีการแต่งงานกับคนในพื้นที่ เช่น ไทลื้อ ไทยอง หรือไทขึนด้วยกันเอง

              ชาติพันธุ์ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งซึ่งมีวิถีการดำรงชีวิตที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง เช่น ภาษา การแต่งกาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี จารีต ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ การตั้งถิ่นฐานปัจจุบันพบว่าอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย

  • ประวัติ/ที่มาของชุมชนชาติพันธุ์ไทขึน (บ้านต้นแหนน้อย อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่) :

              ชุมชนบ้านต้นแหนน้อย อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ชาติพันธุ์ไทขึนได้อพยพจากเมืองเชียงตุงเข้ามาตั้งถิ่นฐานพำนักอาศัย โดยเคลื่อนย้ายเข้ามาหลายครั้งทั้งก่อนหน้าและหลังยุค "เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง" เพื่อหาทำเลถิ่นฐานแผ้วถางเป็นพื้นที่ทำกิน เพราะชาติพันธุ์ไทขึนกลุ่มนี้ประกอบอาชีพด้านการค้าขายเป็นหลัก มักเดินทางค้าขายในรูปแบบขบวนพ่อค้าวัวต่างม้าต่าง

              การเดินทางอพยพจากเมืองเชียงตุงของชาวไทขึนชุมชนบ้านต้นแหนน้อยนั้น ได้เดินทางผ่านเมืองสาด ประเทศเมียนมาร์ ผ่านเมืองฝาง แล้วผ่านเมืองเชียงใหม่ลงมาทางใต้ของเมือง จนถึงบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำขาน ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มกว้าง มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับทำการเกษตรกรรมได้เป็นอย่างดี จึงได้ตั้งรกรากถิ่นฐานกันในพื้นที่บริเวณดังกล่าวนี้  โดยในการอพยพเดินทางนั้นใช้การเดินเท้าและเกวียนบรรทุกของมาตามเส้นทางต่าง ๆ ทั้งการลัดเลาะเลียบเส้นทางน้ำและเส้นทางค้าขาย อย่างไรก็ตามการอพยพเข้ามาในพื้นที่ของชุมชนบ้านต้นแหนน้อยจากเมืองเชียงตุงในช่วงต่อมามีจำนวนลดลง ทั้งนี้เนื่องจากเกิดสงครามเชียงตุง (พ.ศ. 2392-2397) การกำหนดนโยบายด้านการเมืองการปกครอง กฎหมาย ของประเทศสยาม ความลำบากในการเดินทาง ฯลฯ 

              บริเวณที่ชาวไทขึนอพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่นี้มีต้มไม้แหนขนาดใหญ่และป่าไม้สัก จึงได้ถือเอาต้นไม้แหนใหญ่เป็นชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านต้นแหนหลวง" โดยชาวไทขึนชุมชนบ้านต้นแหนได้อพยพมาอยู่รวมกันเป็นระหว่างเครือญาติเดียวกัน ต่อมาเมื่อประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการหักล้างถางพงช่วยกันก่อสร้างบ้านพักที่อยู่อาศัย และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ รวมถึงการขยายพื้นที่ทำกินทางการเกษตรมากขึ้น ทำให้ขนาดของหมู่บ้านกว้างใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนขยายมายังอีกฟากหนึ่งของลำน้ำขาน ชาวบ้านจึงตั้งหมู่บ้านอีกแห่งขึ้นมาชื่อ "บ้านต้นแหนน้อย"

              ชาวไทขึนชุมชนบ้านต้นแหนน้อย อำเภอสันป่าตอง ถือเป็นชุมชนหนึ่งที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้อย่างเหนียวแน่น ตลอดจนรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งคือ การใช้ภาษาไทขึน ที่ยังคงมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยในชุมชน ใช้ภาษาไทขึนพูดคุยสื่อสารกันอยู่

    ที่มาภาพ: Google Earth, Google Map, การวิเคราะห์ขอบเขตของชุมชนบ้านต้นแหนน้อยจากข้อมูลเอกสารและการสัมภาษณ์

     

    มิติทางประวัติศาสตร์

              ชุมชนไทขึนบ้านต้นแหนน้อยเป็นชุมชนที่เกิดจากการเดินทางอพยพของชาวไทขึนที่มาจากเมืองชียงตุงและเมืองใกล้เคียง โดยส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการค้าขายและแสวงหาพื้นที่ใหม่เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งทำกิน โดยมีการเดินทางอพยพหลายครั้งและหลายช่วงเวลานับตั้งแต่เมืองเชียงตุงได้ถูกสร้างขึ้น ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจถึงมิติทางประวัติศาสตร์ของชุมชนจึงควรต้องทราบถึงข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและเชียงตุง รวมถึงสถานการณ์สำคัญทางประวัติที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ ดังกล่าวด้วย โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

              หลังจากสร้างเมืองเชียงรายเมื่อ พ.ศ. 1805 พญามังรายได้สร้างเมืองเชียงตุงซึ่งเป็นชุมชนของชาวลั้วะและชาวไทขึนขึ้นในปี พ.ศ. 1810 เมืองเชียงตุงเป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเมืองเชียงใหม่ในลักษณะบ้านพี่เมืองน้องทั้งในด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และศาสนา มีการติดต่อเกี่ยวข้องกันอยู่ตลอด โดยมีความสัมพันธ์ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วง ทั้งในสมัยพม่าปกครองล้านนา หรือสมัยล้านนาเป็นเมืองประเทศราช จนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 เมืองเชียงตุงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพม่า ส่วนเชียงใหม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสยาม ความสัมพันธ์เริ่มปรับเปลี่ยนไม่ได้แน่นแฟ้นดังเดิม โดยเฉพาะเมื่อสยามในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ต้องการขยายอำนาจสู่ดินแดนเชียงตุง ทำให้เกิดสงครามเชียงตุงขึ้น (พ.ศ. 2392-2397) จำนวน 3 ครั้ง ในสมัยพระเจ้ามโหตรประเทศ (พระยามหาวงศ์) เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 5 (พ.ศ. 2390-2397)

              ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่และเชียงตุงและเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการเมืองในแต่ละช่วง ทำให้ชาวไทขึนจากเมืองเชียงตุงอพยพเข้ามาพำนักอยู่อาศัย และตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ทางภาคเหนือของประเทศไทย หลายต่อหลายครั้ง โดยมีสาเหตุหลากหลายประการ เช่น การติดต่อค้าขาย การหลบหนีภัยสงคราม การติดตามมากับเจ้านายชนชั้นปกครอง การถูกเชื้อเชิญหรือแต่งตั้ง การแต่งงาน การถูกเกณฑ์กวาดต้อน หรือการหาแหล่งทำกินใหม่ โดยคาดว่าช่วงที่ชาวไทขึนเมืองเชียงตุงและบริเวณใกล้เคียงอาจมีการอพยพมาเมืองเชียงใหม่ได้ดังนี้

              สมัยสร้างอาณาจักรล้านนา (พ.ศ. 1839-1898) ช่วงนี้เป็นช่วงการสร้างบ้านสร้างเมือง  เมืองเชียงตุงซึ่งอยู่ในเขตรัฐฉานปัจจุบัน เป็นเมืองประเทศราชมีฐานะเป็นบ้านพี่เมืองน้องช่วยดูแลความเคลื่อนไหวตามชายแดน การอพยพมายังเมืองเชียงใหม่อาจยังคงมีน้อย จะมีบ้างก็แต่ผู้ที่ติดต่อค้าขายสินค้าต่าง ๆ การถูกเชื้อเชิญหรือแต่งตั้งการย้ายตามเจ้านายชนชั้นปกครองที่ต้องติดต่อทางด้านการเมือง

              สมัยอาณาจักรล้านนารุ่งเรือง (พ.ศ. 1898-2068) ช่วงสมัยนี้เมืองเชียงใหม่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในฐานะของเมืองศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา มีการขยายอาณาเขตไปอย่างกว้างขวาง สภาพเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง การค้าขายขยายตัวอย่างมาก ดังนั้นการอพยพของชาวไทขึนมายังเมืองเชียงใหม่ในช่วงสมัยนี้จึงคาดว่ามีจำนวนมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาทั้งเพื่อการค้าขาย หาที่ทำกิน การถูกเชื้อเชิญหรือแต่งตั้ง การย้ายตามเจ้านายชนชั้นปกครอง อาจเข้ามาในทุก ๆ สมัยของแต่ละกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรล้านนา เช่น สมัยพญากือนา ที่บ้านเมืองมีความเจริญสมบูรณ์ อาณาจักรล้านนามีความเข้มแข็ง พุทธศาสนาแพร่หลาย สมัยพระยาแสนเมืองมา อาณาจักรล้านนายิ่งเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจและการค้าเจริญเติบโต มีฐานะมั่งคั่งและผลผลิตส่วนเกินมาก สมัยพญาสามฝั่งแกน สมัยพระเจ้าติโลกราช สมัยพญายอดเชียงราย จนถึงสมัยพญาแก้ว

              สมัยเสื่อมของอาณาจักรล้านนาและการล่มสลายของอาณาจักร (พ.ศ 2069- 2101) ในสมัยนี้อาณาจักรล้านนาเริ่มเสื่อมลงในช่วงปลายของราชวงศ์มังรายนับตั้งแต่พ.ศ 2069 เป็นต้นมา เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง นอกจากนี้ยังถูกรุกรานจากราชอาณาจักรอยุธยาและหัวเมืองไทยใหญ่ ทำให้เกิดความแตกแยกวุ่นวายไปทั่ว สภาพเศรษฐกิจค่อย ๆ เสื่อมทรุดลง จนที่สุดอาณาจักรล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเมื่อพระเจ้าบุเรงนองยกทัพมารบเชียงใหม่โดยใช้เวลาเพียง 3 วันก็สามารถยึดเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ 2101 การอพยพของชาวไทขึนมายังเมืองเชียงใหม่ในช่วงสมัยเสื่อม 32 ปีนี้คาดว่ามีจำนวนน้อยมาก

              สมัยล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ช่วงแรก (พ.ศ. 2101-2207) ช่วงสมัยนี้แม้บางครั้งจะมีศึกสงคราม มีการกวาดต้อนเชลยจากล้านนาไปพม่า แต่สภาพการค้ายังมีการเจริญเติบโต ศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองสะท้อนให้เห็นว่าบ้านเมืองยังคงอยู่ในสภาพปกติ การปกครองโดยกษัตริย์พม่าก็ทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้ เพราะให้อำนาจเจ้าเมืองแต่ละเมืองในล้านนาปกครองกันเองภายใต้การกำกับดูแลของกษัตริย์พม่า ในช่วง 100 ปีแรกนี้ชาวไทขึนยังคงมีการอพยพมาบ้างโดยเฉพาะเพื่อการค้าขายหรือหาถิ่นที่อยู่ใหม่

              สมัยล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ช่วงหลัง (พ.ศ. 2207 ถึง 2317) การปกครองในช่วงนี้ของพม่าได้เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในมากขึ้นทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ทั้งในด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ การค้าขาย การแบ่งผลประโยชน์ การเกณฑ์แรงงาน การเก็บภาษี การเก็บส่วย การขูดรีด เกิดกลุ่มต่อต้านอำนาจพม่า เกิดการสู้รบในกลุ่มการเมืองต่าง ๆ สภาพภายในล้านนาจึงเกิดการจลาจล เกิดศึกทุกแห่งหน ทำให้ผู้คนต้องละทิ้งชุมชนของตนเองไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย มีการอพยพลี้ภัยไปอยู่ยังที่ต่าง ๆ ท้ายที่สุดก็มีการรวมตัวการขับไล่กองทัพพม่าออกจากเชียงใหม่ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2317 ดังนั้นกล่าวได้ว่าในช่วง 100 ปีหลังนี้ การอพยพของชาวไทขึนคาดว่าจะมีจำนวนน้อยลง

              สมัยล้านนาเป็นประเทศราชของราชอาณาจักรสยาม (พ.ศ. 2317- 2442) ช่วงสมัยนี้ถือว่าชาวไทขึนจากเชียงตุงได้อพยพเดินทางมาที่เมืองเชียงใหม่มากที่สุด โดยเฉพาะในยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองในสมัยของพระเจ้ากาวิละ ช่วงของการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ทั้งโดยการเกลี้ยกล่อมผู้คนที่หนีภัยสงครามให้กลับมาอยู่ที่เดิม การใช้วิธีการกวาดต้อนจากเมืองต่าง ๆ ซึ่งมีหลายครั้ง นอกจากนี้ในสมัยอื่น ๆ ถัดมากก็ยังมีการกวาดต้อนมาอีกเป็นระยะ ๆ เช่น สมัยพระยาเชียงใหม่คำฟั่น พระยาพุทธวงศ์ รวมถึงยังมีการอพยพติดตามญาติพี่น้องมาอยู่ด้วย การหนีภัยสงครามหรือความไม่สงบทางการเมือง การย้ายพื้นที่ทำกิน ซึ่งภายหลังจากการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2339  เมืองเชียงใหม่มีความเจริญในด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ และมีการอพยพหรือการย้ายถิ่นฐานเพิ่มมากขึ้นด้วยเรื่อย ๆ ไปตามพื้นที่ต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามภายหลังเมื่อสงครามเชียงตุงสิ้นสุดลง พบว่าการอพยพมายังเมืองเชียงใหม่ของชาวไทขึนมีจำนวนน้อยมาก

  • วิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ไทขึน (บ้านต้นแหนน้อย อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่) :

              อัตลักษณ์ของชาวไทขึนในชุมชนต้นแหนน้อยที่เด่นชัดอย่างหนึ่งคือ การใช้ภาษาไทขึนในการพูดจาสื่อสารกัน ซึ่งชาวบ้านในชุมชนยังพูดภาษาไทขึนอยู่บ้างโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีการใช้อยู่เป็นประจำ ส่วนด้านอาหารนั้น ยังคงมีอาหารที่แสดงถึงความเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทขึน คือ การพึ่งพิงและอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ กล่าวคือ การประกอบอาหารที่มีการใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ซึ่งหาได้จากธรรมชาติ หรือหาได้จากป่ารอบ ๆ ชุมชน เป็นพืชผักพื้นเมือง หรือพืชผักสมุนไพรจากสวนที่ปลูกในพื้นที่บริเวณบ้าน ตามรั้วบ้าน หรือขึ้นเองตามธรรมชาติ

              ส่วนด้านอื่นที่แสดงถึงอัตลักษณ์ที่แสดงให้เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนของชาวไทขึนชุมชนบ้านต้นแหนน้อย เช่น การแต่งกาย ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพ หรือการละเล่นนั้น มักไม่ได้พบเห็นโดยทั่วไป แต่จะเจอในกรณีที่เป็นช่วงเวลาพิเศษของชุมชนไทขึนบ้านต้นแหนน้อย เช่น งานเทศกาลหรือประเพณี การรักษาดูแลผู้เจ็บไข้ได้ป่วยของหมอเมือง หรืองานรื่นเริงในเทศกาลประเพณีบางครั้งบางคราวเท่านั้น โดยผู้ที่มีบทบาทหรือเป็นตัวแทนในการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ดังกล่าวมักเป็นผู้สูงอายุในชุมชน ส่วนกลุ่มคนรุ่นหลังหรือหนุ่มสาวเยาวชนยังมีน้อย แม้จะมีการพยายามดำเนินการจากบุคคลหลายฝ่ายในชุมชนแล้วก็ตาม ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของกระบวนการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน ทำให้ขาดช่วงในการส่งต่อองค์ความรู้ การสืบทอด สืบสาน ซึ่งส่งผลต่อองค์ความรู้ของชุมชน ดังนั้นควรมีการดำเนินงานสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอเพื่อให้อัตลักษณ์ดังกล่าวสามารถคงอยู่คู่กับชุมชนและสังคมต่อไปได้