กลุ่มชาติพันธุ์ : ขมุ

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ขมุ
  • ชื่อเรียกตนเอง : ขมุ, กำมุ, ตะมอย
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ขมุ, ข่ามุ
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ-เขมร, ภาษาพูด: ขมุ ภาษาคำเมือง ภาษาไทย (ชาวขมุจะมีภาษาพูดเป็นของตนเองตามสำเนียงเสียงท้องถิ่นและจะแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม ส่วนใหญ่แล้วจะสามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจเพราะมีการเรียนรู้ทางภาษาระหว่างกัน)
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              กลุ่มชาติพันธุ์ขมุ (Khamu) ถือเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาชนลาวและจัดอยู่ในกลุ่ม "ลาวเทิง" คนขมุที่อยู่ในลาวนั้นสามารถจำแนกออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน ตามความสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์และการเมือง เป็นต้นว่า ขมุแกว่น ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ระหว่างชายแดนล้านช้าง สิบสองปันนาและสยาม ถือเป็นกลุ่มที่มีสถานภาพสูงกว่าชนขมุกลุ่มอื่น เพราะเดิมในกลุ่มขมุแกว่นมีเจ้าแคว้นคอยคุมเส้นทางการค้าบริเวณชายแดน ซึ่งบรรดาพ่อค้าชาวจีนยูนนานหรือชาวจีนฮ่อใช้เป็นเส้นทางค้าขาย ดังนั้นการผ่านเขตแดนต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าแคว่นก่อน ขณะที่ขมุยวนและขมุลื้อไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เนื่องจากขึ้นอยู่กับเมืองที่มีอำนาจมากกว่า "ขมุยวน" หมายถึงกลุ่มชนขมุที่ขึ้นอยู่กับคนไทยวนภายใต้ดินแดนของสยาม ขณะที่กลุ่มชนขมุลื้อจะขึ้นอยู่กับเขตสิบสองปันนา ส่วนชน "ขมุร็อก" และ "ขมุยิ้ม" จัดได้ว่าเป็นชนกลุ่มน้อยและขึ้นอยู่กับเมืองหลวงพระบาง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณปากทาหรือบริเวณที่น้ำทาจรดแม่น้ำโขง (ดู Evrard, 2011)    

              เมื่อลาวตกอยู่ภายใต้อาณานิคมฝรั่งเศสราวปี พ.ศ. 2436-2496 พบว่ามีกลุ่มชนขมุเข้ามาเป็นแรงงานในบริษัททำไม้ของฝรั่งเศสจำนวนมาก โดยทำหน้าที่เป็นควาญช้าง เลี้ยงช้างและแรงงานตัดไม้ ชักลากไม้ออกจากป่า (ชมัยโฉม สุนทรสวัสดิ์, 2521) แต่พอหลังจากหมดสัญญาจ้างก็มักจะเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเอง ขณะที่มีบางส่วนเท่านั้นแต่งงานกับหญิงพื้นเมืองและตั้งรกรากถิ่นฐานในไทยตามจังหวัดต่างๆ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน กาญจนบุรี และอุทัยธานี (นิพัทธเวช สืบแสง, 2539)

              แต่หลังจากที่ฝรั่งเศสถอนตัวออกจากลาวช่วงปี พ.ศ. 2496 เหตุการณ์ภายในลาวก็ไม่ได้สงบราบรื่น แต่กลับกลายเป็นสมรภูมิรบในสงครามอินโดจีน อันเนื่องมาจากการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ สงครามกลางเมืองครั้งนี้ทำให้เกิดขั้วอำนาจในรัฐบาลลาวขึ้นสามขั้วด้วยกันคือ กลุ่มแรก ลาวฝ่ายซ้ายหรือรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่มีเวียดนามและรัสเซียหนุนหลัง ขณะที่กลุ่มที่สอง คือ ลาวฝ่ายขวาที่นิยมกษัตริย์หรือเจ้าชีวิตลาวได้รับการหนุนเสริมจากสหรัฐอเมริกา และกลุ่มที่สาม คือ รัฐบาลลาวกลางที่มีเจ้าสุวรรณภูมาเป็นผู้นำ การเริ่มต้นสงครามในลาวช่วงปี พ.ศ. 2497 ได้สร้างความกดดันให้กับคนขมุไม่น้อย พวกเขาต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นกำลังในการรบทั้งในขบวนการประเทศลาวในกองทัพ CIA และในกองทัพแนวลาวรักชาติ (ปนัดดา บุณยสาระนัย, 2544)

    ชื่อเรียกตัวเอง 

              กำมุ (Kmhmu/Kammu) เป็นชื่อที่เรียกตัวเอง (ดู Proschan, 1997) มีความหมายว่า "คน" (จิตร ภูมิศักดิ์, 2547: 93; ดำรง ทายานิน, 2548) 

              ตะมอย (Tmooy/Tmoi) เป็นชื่อที่เรียกตัวเองที่ใช้จำแนกกลุ่มกำมุที่อยู่นอกเหนือจากกลุ่มของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตะมอย หมายถึง พวกเรากลุ่มอื่น หรือ “พวกเขา” (guest or visitor) ซึ่งเป็นกำมุนอกจากกลุ่มเรา (Proschan, 1997; Simmee Oupra, 2009: 254-256) โดยจะเรียกชื่อถิ่นฐานต่อท้ายคำว่าตะมอย เช่น ตะมอยดอย หมายถึง ขมุที่อยู่บนเขา หรือตะมอยลื้อ กลุ่มคนขมุที่มีถิ่นฐานอยู่ใกล้กับคนไทลื้อ เป็นต้น 

    ชื่อที่คนอื่นเรียก 

              ขมุ (Khamuเป็นชื่อที่คนไทลื้อและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เรียกคนกำมุโดยทั่วไป อย่างไรก็ตาม คนกำมุต้องการให้คนภายนอกกลุ่มเรียกตนเองว่า "กำมุ" มากกว่า "ขมุ" เนื่องจากคำหลังมีความหมายในเชิงดูถูกดูแคลน (ดำรง ทายานิน, 2548) 

              ข่ามุ (Khamuเป็นชื่อที่คนไทลื้อ คนลาวและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เรียกคนกำมุ โดยคำว่า "ข่า" แฝงความหมายของคำว่า "ผู้รับใช้" หรือ "ขี้ข้า" เนื่องด้วยบริบททางประวัติศาสตร์ คนกำมุมักจะอยู่ใต้ปกครองของชนชาติลาว เมื่อครั้งเมืองหลวงพระบางเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรลาวล้านช้างหรือคนกำมุมักเป็นแรงงานให้กับคนไทลื้อซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ที่พวกเขาปฏิสัมพันธ์อยู่เสมอ (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2551[2493]: 266; จิตร ภูมิศักดิ์, 2519: 413; Simmee Oupra, 2009: 254-256 ) อย่างไรก็ตาม คนกำมุประสงค์ให้คนอื่นเรียกตนเองว่า "ไทยใหม่" (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2551[2493]: 266) อนึ่ง เกิดข้อสังเกตที่น่าสนใจต่อคำว่า "ข่า" อาจจะเป็นคำที่ไม่ได้มีความหมายในเชิงดูถูกมาตั้งแต่ต้น แต่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อบริบทเปลี่ยนแปลงไปหรือคำนี้เป็นคำในเชิงดูถูกกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาออสโตรเอเชียติคสาขามอญ-เขมร (เช่น กำมุ ถูกเรียกว่า ข่ามุ หรือ มลาบรี ถูกเรียกว่า ข่าป่า) มาตั้งแต่ต้นแล้ว (Proschan, 1997)  

     

  • อื่น ๆ :

    ภาษา

              ตัวอักษรที่ใช้เขียน :  แต่เดิมชาวขมุมีภาษาเขียนและว่าตามตำนานเรื่องเล่าแล้วตัวอักษรที่ใช้เขียนเลือนลางจางหายไป แต่ปัจจุบันคนขมุบางกลุ่มได้ทำการประดิษฐ์คิดค้นภาษาเขียนของชาวขมุขึ้นใหม่แต่ยังใช้ไม่แพร่หลายนัก

              ภาษาพูด :  ขมุ  ภาษาคำเมือง ภาษาไทย (ชาวขมุจะมีภาษาพูดเป็นของตนเองตามสำเนียงเสียงท้องถิ่นและจะแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มส่วนใหญ่แล้วจะสามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ เพราะมีการเรียนรู้ทางภาษาระหว่างกัน)

              ตระกูลภาษา :  นักภาษาศาสตร์ ได้ทำการศึกษาภาษาขมุและจำแนกให้ภาษาของคนขมุเป็นภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ-เขมร

     

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย นางสาวเกธราดา จันทะมธารี นักวิจัยอิสระ

    ปีงบประมาณ 2562 ,วันที่อัพโหลด: 24 กันยายน 2562 

    เอกสารอ้างอิง

    • จิตร ภูมิศักดิ์. (2547). ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม: อันเนื่องมาจากความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว ขอมและลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. กรุงเทพฯ: มติชน.
    • ชมัยโฉม สุนทรสวัสดิ์. (2521). การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกิจการป่าไม้ภาคเหนือของไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2439 ถึง พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
    • ชูศักดิ์ วิทยาภัค. (2548). “ขมุเฮ็ดไฮ่ ไตเฮ็ดนา: ภูมิอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ภาคเหนือของประเทศไทย”. ใน การเมืองเรื่องสุขภาพ การเมืองเรื่องชาติพันธุ์, ชูศักดิ์ วิทยาภัค (บรรณาธิการ). วารสารสังคมศาสตร์. 17(1): 139-172.
    • ณัฐธิดา จุมปา และคณะ. (2560). การจัดการความรู้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมและแนวทางการพัฒนาของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุในหมู่บ้านห้วยเอียน อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย. กรุงเทพฯ: สำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.
    • ทองสืบ ศุภะมาร์ค. (2528). พงศาวดารลาว. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.
    • ทิพย์สุดา จินดาปลูก. (2560). ขมุกับการประกอบกิจการป่าไม้สักในล้านนาช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • ธนุพงษ์ ลมอ่อน. (2554). การสร้างพื้นที่ทางสังคมของชาวขมุในอำเภอเวียงแก่น ภายใต้บริบทของการเป็นชายขอบ. เชียงใหม่: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.   
    • ธวัช บุณโณทก. (2526). พื้นเวียง: การศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมอีสาน. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
    • นิพัทธเวช สืบแสง. (2536). สังคมและวัฒนธรรมชาวขมุกับการพัฒนา. เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยชาวเขามหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • นิพัทธเวช สืบแสง. (2539). การอพยพแรงงานของชาวขมุ: สถานการณ์และผลกระทบต่อชุมชน. เชียงใหม่:อาวรณ์ มณีวรรณ.
    • บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2503). คนไทยในพม่า. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์รามินท์.
    • บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2506). ชาวเขาในไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
    • บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2547). 30 ชาติในเชียงราย. กรุงเทพฯ: ศยาม.
    • ปนัดดา บุณยสาระนัย. (2544). กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • มานิต วัลลิโภดม. (2521). สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน. กรุงเทพฯ: การเวก.
    • โยซิยูกิ มาซูฮารา. (2546). ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรลาวล้านช้างสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 จาก “รัฐการค้าภายในภาคพื้นทวีป” ไปสู่ "รัฐกึ่งเมืองท่า". กรุงเทพฯ: มติชน.
    • วรรณชลีย์ บุญมี. (2520). "ความสัมพันธ์กับอังกฤษในบางลักษณะสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การป่าไม้และการเหมืองแร่”. วิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.
    • ศรีศักร วัลลิโภดม. (2538). แอ่งอารยธรรมอีสาน: แฉหลักฐานโบราณคดีพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: มติชน.
    • ศศิภา คำก่ำ. (2558). วิถีการดำรงชีพและความแตกต่างทางสังคมของคนขมุในการพัฒนาเศรษฐกิจบริเวณ ชายแดนไทย-ลาว. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชาติพันธุ์สัมพันธ์และการพัฒนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • สรัสวดี อ๋องสกุล. (2554). ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์.
    • เสถียร ฉันทะ. (2542).“วิถีขมุ: ภูมิปัญญาพื้นบ้านกับการจัดการทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ”. เชียงใหม่: ศูนย์ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
    • Evrard Olivier. (2011).“Labour migrations of Law highlanders in Thailand: historical trends and contemporary issue” paper presented during the international conference Ethnic Interactions in the context of Globalization in Southwest China and its relations to Southeast Asia, Kunming  University, June 17th-19th 2011.

    สัมภาษณ์

    • นายทนงศักดิ์ มาเท หมู่บ้านห้วยเอียน อ.เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย. (24 ธันวาคม 2559). สัมภาษณ์
    • นายทิม จังจอม หมู่บ้านห้วยเอียน อ.เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย. (28 มกราคม 2560). สัมภาษณ์
    • นายเพชร บุญเรือน หมู่บ้านห้วยกอก อ.เชียงของ จังหวัดเชียงราย. (ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2555-พฤษภาคม 2557). สัมภาษณ์
    • นางเพ็ญ บุญยัน หมู่บ้านห้วยเอียน อ.เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย. (28 พฤษภาคม 2560). สัมภาษณ์
    • นางยัด เชอร์แลน หมู่บ้านห้วยกอก อ.เชียงของ จังหวัดเชียงราย. (ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2555-พฤษภาคม 2557). สัมภาษณ์
    • นางยัด เชอร์แลน หมู่บ้านห้วยกอก อ.เชียงของ จังหวัดเชียงราย. (28 มีนาคม 2562). สัมภาษณ์
    • นายสมพร ยอมยา หมู่บ้านห้วยเอียน อ.เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย. (24 ธันวาคม 2559). สัมภาษณ์

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
เชียงราย น่าน ลำปาง กาญจนบุรี อุทัยธานี12000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              กลุ่มชาติพันธุ์ขมุ (Khamu) ถือเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาชนลาวและจัดอยู่ในกลุ่ม “ลาวเทิง” เมื่อลาวตกอยู่ภายใต้อาณานิคมฝรั่งเศสราวปี พ.ศ. 2436-2496 พบว่ามีกลุ่มชนขมุเข้ามาเป็นแรงงานในบริษัททำไม้ของฝรั่งเศสจำนวนมาก โดยบริษัททำไม้เหล่านั้นเป็นการให้สัมปทานป่าของผู้นำฝั่งไทย คนขมุทำหน้าที่เป็นควาญช้าง เลี้ยงช้าง และแรงงานตัดไม้ ชักลากไม้ออกจากป่า เมื่อหมดสัญญาจ้างก็มักจะเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเอง ขณะที่มีบางส่วนเท่านั้นแต่งงานกับหญิงพื้นเมืองและตั้งรกรากถิ่นฐานในไทยตามจังหวัดต่างๆ บริเวณที่เป็นลุ่มน้ำสายต่างๆ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน กาญจนบุรี และอุทัยธานี ในส่วนของคนขมุที่กระจายตัวอยู่ชายแดนของไทยในเขตของอำเภอเวียงแก่นและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายนั้นพบว่ามีหมู่บ้านของคนขมุ ได้แก่ หมู่บ้านท่าวังผา หมู่บ้านห้วยซ่าน หมู่บ้านห้วยเอียน หมู่บ้านห้วยกอก และหมู่บ้านห้วยเย็น นอกนั้นจะปะปนกันไปผ่านการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์กับคนม้ง คนจีนฮ่อ เช่น หมู่บ้านห้วยจ๊อ หมู่บ้านทุ่งพัฒนา และหมู่บ้านป่าตึง ปัจจุบันคนขมุไทยเหล่านี้นับว่ามีความสำคัญต่อสังคมไทยในแง่ของการเป็นแรงงานในภาคการเกษตร พวกเขามีวิถีการดำรงชีพ อัตลักษณ์ทางด้านประเพณีวัฒนธรรม ระบบความเชื่อที่สะท้อนถึงตัวตนของเขา นอกจากนี้แล้วคนขมุไทยนับว่ามีการสร้างพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมผ่านการสร้างกลุ่มเครือข่ายที่สัมพันธ์ไปด้วยดีกับชนพื้นราบ เช่น กลุ่มคนไทลื้อ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อให้ฐานะของคนขมุทัดเทียมกับชนพื้นเมืองหรือการเป็น “พลเมืองไทย” ที่มีความสมบูรณ์และมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นท่ามกลางความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย

     

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ :

    การตั้งถิ่นฐานและการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุสู่ประเทศไทย

              การตั้งถิ่นฐานและการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุสามารถจำแนกออกได้ 4 ยุคสมัย ดังนี้

              ยุคแรก  ในงานศึกษาของศรีศักดิ์ วัลลิโภดม (2538) ได้กล่าวถึงการกระจายตัวของกลุ่มชนต่างๆ ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขงว่าประกอบไปด้วยคนหลายเผ่าพันธุ์ ได้แก่ พวกอาข่า ม่าน แม้ว ขมุ ลาเมต โลโล้ ไทยดร และเทิง การสร้างบ้านแปงเมืองของพวกลาวในระยะแรกนั้นเกิดขึ้นที่เมืองแถนก่อน พงศาวดารล้านช้างกล่าวว่าแต่เดิมเกิดบ้านเมืองขึ้นที่ลุ่มก่อน คนมีอาชีพทำนาและจับปลา ต่อมาเกิดน้ำท่วมบ้านเมืองจมไป ครั้นพอน้ำลดแล้วผู้คนก็มาตั้งชุมชนขึ้นใหม่ในบริเวณที่เรียกว่า นาน้อยอ้อยหนู ผู้คนในบริเวณนี้ประกอบอาชีพทำนา ได้แก่ ข่าแจะ ผู้ไทย ลาวพุงขาว ฮ่อ และแกว ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม ได้เขียนไว้ว่า ตามตำนานพงศาวดารล้านช้างกับพงศาวดารเมืองแถง ในแคว้นสิบสองจุไทยมีชาติ 2 ชนชาติ โดยชาวข่าถือเป็นชนชาติที่มีขึ้นก่อนแล้วต่อมาคือกลุ่มชาติไท ซึ่งมีจำนวนมากกว่า (มานิต วัลลิโภดม, 2521)

              งานของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (2503: 115) ชี้ให้เห็นว่าชาวข่านั้นอาศัยอยู่มากที่สุดในเมืองภูคาและตลอดทั้งแขวงหัวของ (น้ำทา) รวมทั้งหลวงพระบาง (ปากน้ำอูหรือลุ่มแม่น้ำอู) สำหรับแขวงหัวของนั้น เมื่อครั้นฝรั่งเศสเข้ามาปกครองได้ใช้ให้เมืองห้วยทราย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายเป็นที่ตั้งแขวง ครั้นเวลาต่อมาได้ย้ายไปตั้งที่เมืองหลวงน้ำทาโดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 เมือง ได้แก่ หลวงน้ำทา เมืองสิงห์ เมืองห้วยทราย กับกองเมืองภูคาและกองเมืองเมิง โดยที่เมืองห้วยทรายนี้ปรากฏพบกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จำนวนมาก ประกอบด้วยชาวลาว ชาวลื้อ ชาวยวนหรือคนโยน ชาวเมืองพายัพที่ไปทำการค้าขาย ทำไร่ทำสวน สำหรับชาวไทเขินจะตั้งบ้านเรือนตามริมฝั่งแม่น้ำโขง น้ำงาว ระหว่างเส้นทางไปเวียงภูคาเป็นที่อยู่อาศัยของชาวข่าหลายเผ่า มีชื่อเรียกต่างๆ กันคือ ข่ามุ ข่าเม่ด ข่าฮ่อก ข่าจ่อน ข่าขัด ข่าผู้น้อย ข่าก้อ ข่าเกี่ยว ฯลฯ ข่ามุมีจำนวนมากกว่าเผ่าอื่นๆ รองลงมาเป็นข่าเมด (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2547: 70-71) นั่นสะท้อนให้เห็นว่าชาวข่ามีบ้านมีเมืองเป็นของตนเอง แต่เมื่อครั้งที่คนกลุ่มใหม่ เช่น กลุ่มคนตระกูลไท ขยับขยายลงมาและมีสรรพกำลังที่เหนือกว่าจึงส่งผลให้คนข่าต้องอยู่อย่างกระจัดกระจายตามภูดอย ตามตำนานก่อนที่ขุนบรมจะส่งขุนลอไปสร้างบ้านแปงเมืองที่ชวา[1]นั้นมีอาณาจักรของข่าอยู่ก่อนแล้ว มีหัวหน้าชื่อ กันฮาง ตั้งมั่นอยู่บริเวณหลวงพระบาง (ธวัช บุณโณทก, 2526)

              ในเอกสารการเดินทางสำรวจเบื้องต้นของหัวเมืองภาคเหนือ ดร.สมิธ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสยามให้ดำเนินการ เพื่อตรวจหาแหล่งทรัพยากรประเภทแร่รัตนชาติ อันมีอยู่มากบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ตามเส้นทางสู่ปากแบ่งนั้นพบว่ามีข่าแจะอยู่จำนวนมาก เจมส์ แมคคาร์ธี เจ้ากรมแผนที่คนแรกที่สยามส่งไปสำรวจเส้นทางพร้อมกับเจ้านายฝ่ายสยาม เจ้าเมืองน่านและบรรดาไพร่พลคนข่าเพื่อสำรวจกลุ่มประชากรในอาณาเขตดังกล่าว ได้บันทึกถึงกลุ่มชาติพันธุ์ในเอกสารว่า

              ...คนข่าเหล่านี้หลายคนมาจากหลวงพระบางบ้าง น่านบ้าง ข้าราชการฝ่ายน่านพยายามจะสอนพวกข่าที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตฝ่ายของตนเมื่อไม่กี่ปีมาว่าตัวเป็น "ข่าแคว้น" (Ka Kwen) มีฐานะสูงกว่า "ข่าลาว" (Ka Lao)... (ศศิภา คำก่ำ, 2558: 41)

              งานของกำพล จำปาพันธ์ (2555) ได้สะท้อนภาพของคนขมุไว้ว่า มนุษย์ชาติขมุนั้นเปนชาติเขมรป่าดงฤาข่าอย่างหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง หนอุดรเหนือเมืองหลวงพระบางขึ้นไป ในระหว่างแดนเมืองหลวงพระบางกับเมืองหลวงภูคา รูปพรรณก็คล้ายกับเขมร ถือศาสนาเจื๋องแลถือผีต่างๆ นับถือกลองมโหรทึกเปนของสำคัญในหมู่ที่ถือเจื๋อง...

              การฉายภาพที่ผูกโยงกันของคนข่าในดินแดนล้านช้างเข้ากับขอม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจรุ่งเรืองในยุคอาณาจักรขอมนั้นส่งผลให้เกิด "ประดิษฐกรรมทางประวัติศาสตร์" (The invention of history) ที่สร้างความชอบธรรมให้ประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์เข้มข้นและเพิ่มความขลังให้กับการร้อยเรียงความผูกพันของกลุ่มคนข่ามากขึ้น (ศศิภา คำก่ำ, 2558: 41) ในพงศาวดารลาว ได้กล่าวถึงคนขมุซึ่งเชื่อมโยงกับคนชนชาติขอม อันเป็นชนชาติที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ ดินแดนสุวรรณภูมิปัจจุบันว่าล้วนแต่เป็นชนชาติขอมไม่ว่าจะเป็นเขมร มอญ เม็ง ข่า ขมุ มลายู โดยพวกขอมเหล่านี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศอินโดจีนตอนใต้ ก่อนคนชาติอื่นหลายพันปีแล้ว การตั้งอาณาจักรใหญ่ขึ้น 2 อาณาจักร ได้แก่ อาณาจักรทวารวดีหรืออาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งเริ่มตั้งแต่เมืองนครปฐมของไทยเลยไปถึงประเทศมอญและพม่าทางตะวันออกตลอดถึงประเทศมลายูและอาณาจักรโคตรปุระ ตั้งอยู่ทางตะวันออกในพื้นที่อันเป็นเขตแขวงเวียงจันทน์ทุกวันนี้ลงไปถึงประเทศกัมพูชาปัจจุบัน  ขณะที่พงศาวดารโยนกชี้ให้เห็นว่ามอญกับเขมรและข่าต่างๆ เป็นกลุ่มเดียวกัน 

              นอกจากนี้ข้อถกเถียงเรื่องของการสร้างบ้านแปงเมืองของคนข่าหรือขมุแล้ว ภาษาพูดของกลุ่มคนที่เรียกว่า พวกส่วย ข่า เขมร นั้นมีสำเนียงเป็นอันเดียวกัน ตัวอย่างภาษาที่ใช้ฝึกช้าง คนพวกนี้ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานก่อนพุทธกาล คือ 2,500 ปี คือในระยะตั้งแต่ 1,400-1,600 เฉลี่ยแล้วเป็นระยะเวลากว่า 200 ปี ครานั้นพวกขอมกำลังมีอำนาจรุ่งเรืองอยู่ในอินโดจีนและได้แผ่ขยายอาณาเขตขึ้นไปถึงอาณาจักรเชียงแสน เชียงรายและขณะนี้ได้มีพวกลาวอพยพลงมาจากจีนได้ปะทะกับพวกขอม ระหว่างนี้มีกลุ่มชาวลวะหรือละว้า ถือว่าเป็นชาติลาวเดิมที่เข้ามาตั้งถิ่นอยู่ในประเทศอินโดจีนภาคเหนือก่อนพวกขอม แต่เมื่อขอมแผ่อำนาจขึ้นมาทางเหนือได้แย่งดินแดนของพวกลัวะไปหมด ลัวะจึงเสื่อมสูญลงกลายเป็นพลเมืองของขอมไป

              ในประวัติศาสตร์การสู้รบครั้งที่เจ้าขุนลอปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างได้ไปช่วยเจ้าฟ้าร่วนลาวเมืองตุมวางรบเพื่อป้องกันเมือง พระองค์ได้ชนช้างกับขุนเจืองกระทั่งขุนเจืองตายกับคอช้าง ครานั้นกองทัพขอมเลยแตก เจ้าขุนลอจึงไล่พวกขอมลงมาถึงเมืองชวาหรือเมืองหลวงพระบาง แล้วจึงจัดให้เมืองชวานี้เป็นราชธานีแห่งล้านช้างเป็นครั้งแรก ระหว่างปี พ.ศ. 1300 แล้วเปลี่ยนนามเมืองใหม่ว่า เมืองเชียงทอง ตั้งแต่นั้นมาชาวลาวจึงได้หลั่งไหลเข้ามาตั้งบ้านเมืองอยู่ในดินแดนล้านช้างและแผ่อำนาจไปอย่างกว้างขวาง ดันพวกขอมให้ถอยไปยังเมืองน่านและอีกกลุ่มถอยลงมายังเวียงจันทน์ ส่วนอีกพวกที่เป็นชาวบ้านป่าดอนอพยพขึ้นไปภูดอย เรียกว่า ขมุ ข่า หรือ ลาวเทิง (ทองสืบ ศุภะมาร์ค, 2528: 35-36)               

              งานเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ ได้สนับสนุนข้อเสนอนี้โดยชี้ให้เห็นเมื่อครั้งที่ลาวเข้ามายังบริเวณล้านช้าง หลวงพระบาง และต้องรบพุ่งกับเจ้าถิ่นเดิม พวกเขาได้ทำการขับไล่เจ้าของถิ่นไปอยู่ภูเลาภูคาในแขวงน้ำทา ชนกลุ่มนี้ถือว่าเป็น "ข่าเก่า" หรือ ข่ารุ่นแรก ซึ่งเป็นพวกข่าขมุที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงภูคาและถือเป็นชนพื้นเมืองเดิมของลาวเหนือ คำว่า "ขมุ" จึงเป็นคำในภาษาข่าที่เรียกพวกเขาเองติดมาแต่โบราณ แปลว่า คน เพื่อประกาศว่านี่คน ไม่ใช่ขี้ข้า ผีสางดังที่ผู้อื่นมักดูถูกเขา (จิตร ภูมิศักดิ์, 2547: 93)

              การติดต่อปฏิสัมพันธ์ข้ามกลุ่มระหว่างคนขมุและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เกิดขึ้นมาแต่ช้านาน ในงานศึกษาของโยซิยูกิ มาซูฮารา ได้กล่าวถึงคนลาวเทิงว่า มีบทบาททางเศรษฐกิจอันสำคัญมากกว่าที่เราเคยรับรู้ คือ ลาวเทิงเป็นผู้เก็บของป่าและผู้ผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตประจำวันของลาวลุ่ม ชาวบ้านในเขตภูดอยกับชาวบ้านในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง มีการแลกเปลี่ยนผลผลิตกัน ได้แก่ ของป่ากับเกลือและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเหล็ก ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ (โยซิยูกิ มาซูฮารา, 2546: 148) ความพยายามในการครอบครองดินแดนอันเนื่องมาจากจุดยุทธศาสตร์ทั้งด้านการรบและเศรษฐกิจ อนึ่งในด้านการรบนั้นคราที่คนขมุเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองน่านซึ่งเป็นกลุ่มที่เจ้าผู้ครองนครน่าน (เจ้าหลวงชีวิต) กวาดต้อนมาจากเชียงแสน คนเหล่านี้มีบทบาทในการเข้าร่วมทำการศึกกับพวกเงี้ยวในตัวอำเภอเมืองน่าน เป็นทั้งแรงงานส่งเสบียงให้กับเจ้าหลวงชีวิต ฉะนั้นในแง่นี้คนขมุจึงมีบทบาทในฐานะผู้ที่มีกำลังแข็งขัน อยู่เคียงข้างในการรบการศึก (ชูศักดิ์ วิทยาภัค, 2548 อ้างใน ศศิภา คำก่ำ, 2558: 45) ในงานศึกษา "ชาวเขาในไทย" กล่าวถึงคราที่กษัตริย์เสด็จประพาสแห่งใด จะมีกลุ่มคนข่าคอยตีกลองประโคมนำพวกข่ามาใช้สอยภายในบ้านเรือนของท้าวพญา บ้างก็ทำไร่ทำสวนในเขตแขวงเมืองหลวงพระบาง เวียงจันทน์ หัวของ น้ำท่าและไชยะบุรี (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2506: 192) ในเอกสารรหัสที่ ม. 58/174 เขียนขึ้นโดยพระพรหมสุรินทร์ ข้าหลวงรักษาราชการเมืองน่านนั้นนอกจากจะทำให้เห็นถึงกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลายที่เข้ามาอยู่ในเขตขรรค์ของเจ้าเมืองน่านได้กล่าวถึง "วัฒนธรรมการผลิต" พึ่งพาแลกเปลี่ยนกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ในเมืองน่านว่า

                ราษฏรที่เป็นครัวเชื้อสายเมืองหลวงภูคา ซึ่งอยู่ ณ เมืองเงิน บันดาไม่สมักขึ้นไปอยู่เมืองภูคา...คนในเมืองเงินนี้บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินมีโดยมาก เปนธรรมดาของคนลื้อ มีความเพียรประกอบการหาผลประโยชน์แลทางผลผะโยชน์ที่คนเหล่านี้มีอยู่เปนอยู่นั้นคือ คนผู้ชายไปเที่ยวสืบหาช้างทางลาวพุงขาว มาขายให้แก่ลาวเฉียง แลพม่าเงี้ยวที่ทำการป่าไม้กับรับซื้อเกลือที่เมืองบ่อแลหมากที่เมืองย่างเมืองบัวไปขายให้ลาวพุงขาวและขมุฝ่ายหญิงก็รับซื้อฝ้ายจากขมุมาทอเปนผ้าต่างๆ แลกเปลี่ยนซื้อขายกับเมืองใกล้เคียง เปนการได้ผลประโยชน์ สะดวกดี แต่ที่นี้ได้น้อยกันดาร ราษฏรต้องซื้อข้าวไร่จากขมุ...(อ้างใน ศศิภา คำก่ำ, 2558: 46)

              ยุคที่สอง การอพยพเข้ามาเป็นแรงงานในกิจการทำไม้ของคนขมุ

              งานของสรัสวดี อ๋องสกุล (2554: 260-263) ได้ชี้ให้เห็นว่าเมื่อชาวตะวันตกเข้ามาทำธุรกิจป่าไม้ บทบาททางเศรษฐกิจของชาวจีนยิ่งเพิ่มสูงขึ้นจากการเป็นเจ้าภาษีนายอากรและนายทุนเงินกู้ การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจดังกล่าวส่งผลต่อโครงสร้างทางการเมืองและสังคมจะเห็นได้ว่าการทำป่าไม้ในช่วงแรก คือ พ.ศ. 2383 มีชาวมอญ พม่า เดินทางเข้ามาทำงานในป่าไม้ของเจ้านายฝ่ายเหนือและได้รับอนุญาตให้รับเช่าทำป่าไม้ในบริเวณเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ซึ่งมีบริษัทบริติชบอร์เนียวเข้ามาดำเนินการทำป่าไม้เป็นบริษัทแรกและต่อมาคือบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า จำกัด โดยมีผู้ที่ทำป่าไม้รายย่อย เช่น ชาวพม่าและชายไทใหญ่ แต่บริษัทที่มีบทบาทมากที่สุด คือ บอมเบย์เบอร์ม่าเพราะได้รับความสะดวกจากกรมป่าไม้

              อย่างไรก็ตามการดำเนินกิจการป่าไม้นั้นต้องอาศัยแรงงานจำนวนมากและต้องทำอย่างเป็นระเบียบแบบแผนใช้วิชาการเข้ามาเกี่ยวข้อง จะพบว่าผู้คนที่ดำเนินงานในกิจการป่าไม้นั้นประกอบไปด้วยผู้ที่มีคุณวุฒิ มีความชำนาญในการทำป่าไม้นั้น ได้แก่ หัวหน้าชาวพม่า ซึ่งได้รับการฝึกฝน สื่อสารกับผู้จัดการในกิจการป่าไม้ได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งสามารถคุมงานในกิจการและคุมแรงงาน ขณะที่แรงงานคนไทใหญ่ กะเหรี่ยง และคนขมุถือเป็นแรงงานส่วนใหญ่ในกิจการป่าไม้ โดยส่วนมากคนขมุจะเป็นควาญช้างและโค่นต้นไม้ในอุตสาหกรรมป่าไม้ งานศึกษาของวรรณชลีย์ บุญมี (2520) ได้กล่าวถึงแรงงานชาวขมุที่เข้ามาเป็นแรงงานว่ามาจากหลวงพระบาง ซึ่งจะมาเป็นกลุ่มๆ ประมาณ 5-50 คน คนเหล่านี้จะทำงานอยู่ในป่าประมาณ 1-3 ปี สำหรับผู้ที่มีฝีมือ ได้รับค่าจ้างประมาณ 50 รูปี ต่อ 1 ปี ส่วนผู้ที่ชำนาญในการทำป่าไม้มาก่อนจะได้รับค่าจ้างประมาณ 60-80 รูปี อย่างไรก็ตามขึ้นตอนของการโค่นนี้นับว่ามีความสำคัญ ชมัยโฉม สุนทรสวัสดิ์ (2521: 283-284) ได้ชี้ให้เห็นว่าเนื่องจากวิธีการตัดโค่น ชักลากป่าไม้ทั้งหมดในประเทศสยามได้จัดทำโดยวิธีเลือกตัด (Selection System) หรือวิธีการสับกานไม้ที่โตเต็มที่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้แรงงานคนที่มีความชำนาญและมีความทนงาน การเคลื่อนไหวโยกย้ายแรงงานขมุเพื่อเข้ามาทำป่าไม้นี้เกิดขึ้นได้ตลอดในช่วงยุคของการสัมปทานป่าไม้ จนกระทั่งมีการก่อตั้งบ้านเรือนของคนขมุใกล้บริเวณลุ่มน้ำแม่ปิง โดยเฉพาะบริเวณย่านวัดเกตุและลุ่มน้ำหลายแห่งทั่วภาคเหนือทั้งในจังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน ซึ่งมีบริษัทอิสเอเชียติกของอเมริกาเข้าหุ้นกับฮอลันดาเข้ามาสัมปทาน อย่างไรก็ตามการสัมปทานป่าไม้ระหว่างเจ้าเมืองในล้านนาก็เพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของบริษัททำไม้ตลอดช่วงศตวรรษที่ 19 เนื่องจากผลประโยชน์ที่เจ้าหลวงได้รับจากการให้สัมปทานป่าไม้สักนั้นมีอยู่มาก (ทิพย์สุดา จินดาปลูก, 2560)

              ยุคที่สาม  ยุคของการปักหลักตั้งถิ่นฐานในดินแดนไทย ณ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. 2500-2526) 

              หลักสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงช่วงปี ค.ศ. 1945 ตามคำบอกเล่าเบื้องต้นของผู้เฒ่าและลูกหลานรุ่นที่ 2 ได้กล่าวว่า นายฮ้อยคัด หัวหน้าคนขมุ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในการเดินทางและเครือข่ายการทำงานในประเทศไทย ได้นำพาครัวเรือนและเครือญาติข้ามฝั่งเข้ามายังชายแดนไทยบนเส้นทางเดินเท้าเล็กๆ บริเวณแจมป่อง สู่บ้านโล๊ะในเขตตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยนายฮ้อยคัดเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านร่วมกับคนไทลื้อ ขณะเดียวกันก็มีการแลกเปลี่ยนแรงงานภายในหมู่บ้านช่วงราวปี พ.ศ. 2480 รัฐบาลไทยได้อนุญาตให้บริษัทเวอร์จิเนียเข้ามาลงทุนในการปลูกยาสูบ นับว่ายาสูบนี้เป็นพืชพันธะสัญญา (Contract Farming) ชนิดแรกที่เข้าสู่ไทย โดยบริษัทมีการลงทุนเรื่องกล้าใบยา ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงให้เกษตรกรก่อนแล้วจึงรับซื้อ (ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง, 2535) จะพบว่าในท้องถิ่นเชียงของเองมีการตั้งโรงเตาบ่มสมัยเจ้าน้อยกุศล จิตตางกูร บุตรของเจ้าจิตวงษ์ เจ้าเมืองคนสุดท้ายที่ได้ร่วมทุนกับพญาชาวไทลื้อบ้านห้วยเม็งสร้างเตาบ่มที่บ้านเมืองกาญจน์เป็นแห่งแรกของเชียงของ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 10 กิโลเมตร ต่อมาจึงสร้างเตาบ่มแห่งที่ 2 ตรงบริเวณแจมป่อง (นิวัฒน์ ร้อยแก้ว, 2547) ชาวขมุส่วนใหญ่จึงทำงานอยู่ในไร่ยาสูบและโรงงานบ่มใบยาสูบ

              นับตั้งแต่ พ.ศ. 2499 เป็นต้นมา เมื่อครัวเรือนของนายฮ้อยได้โยกย้ายลูกหลานเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่เวียงแก่น จึงมีการหักล้างถางพง จับจองพื้นที่ทำกิน การรวมตัวกันจึงเกิดขึ้นเป็นหมู่บ้านขมุอย่างเป็นทางการแห่งแรก ชื่อว่าหมู่บ้านห้วยเอียน ในปี พ.ศ. 2502 เมื่อคณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขาได้ถูกแต่งตั้งขึ้นและมีการนำคำว่า "ชาวเขา" มาใช้เรียกผู้คนที่อยู่บนพื้นที่สูงอย่างเป็นทางการ ทำให้มีการสำรวจและเริ่มใช้คำว่าชาวเขาครอบคลุมกลุ่มต่างๆ 9 เผ่า ได้แก่ ม้ง เมี่ยน ลาหู่ ลีซอ อาข่า กะเหรี่ยง ลัวะ ถิ่น และขมุ หลังจากการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2512 คณะรัฐมนตรีได้มีมติดำเนินการตามแผนระยะสั้นโดยให้เจ้าหน้าที่ไปทำงานใกล้ชิดชาวเขา เพื่อให้พวกเขาเกิดความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ ขณะที่แผนระยะยาว คือ มุ่งเน้นพัฒนาด้านอาชีพ ส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแทนการปลูกพืชเสพติด ช่วงเวลาดังกล่าวทางการได้สำรวจครัวเรือนของชาวขมุเพื่อสร้างฐานทะเบียน แต่รอการดำเนินการเรื่องบัตรสัญชาติเพื่อจะเป็นคนไทยอย่างเต็มตัว เมื่อมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้พื้นที่ทำกินไม่เพียงพอ ครัวเรือนขมุบางกลุ่มจึงเดินทางมาบุกเบิกพื้นที่แห่งใหม่บริเวณลำน้ำห้วยกอก ราวปี พ.ศ. 2516 ในเขตตำบลเวียง อำเภอเชียงของปัจจุบัน หลังจากนั้นอีกสี่ปีถัดมาราว พ.ศ. 2520 จึงได้มีการเคลื่อนย้ายลงมาหักร้างถางพงในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของคนจีนฮ่อ หลังจากที่รัฐบาลไทยประกาศนโยบายจัดสรรพื้นที่ กลุ่มคนจีนย้ายไปตั้งถิ่นฐานรวมกันที่ดอยเวียงหมอก ครัวเรือนที่ขยายตัวมากขึ้นนี้นอกจากจะเป็นลูกหลานของครัวเรือนแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานแล้ว ยังมีคนขมุจากเวียงภูคา ในแขวงหลวงน้ำทาที่ถูกเกณฑ์มาเป็นทหารประจำการในศูนย์อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานด้วย ซึ่งตอนนั้นหมู่บ้านชาวขมุที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเชียงของบางส่วนยังอยู่ในสถานะกลุ่มบ้านบริวารของหมู่บ้านคนไทลื้อ

              ยุคที่สี่ "จากสนามรบเป็นสนามการค้า" : การกลายเป็นแรงงานในภาคเกษตรของไทย (พ.ศ. 2530-2544)

              ช่วงปีพ.ศ. 2527 สถานการณ์ความไม่สงบสุขในลาวไม่ได้ยุติลง ทำให้คนขมุฝั่งลาวเผชิญกับการสูญเสียอัตลักษณ์ ภัยจากการถูกกดขี่จากระบอบการปกครองทำให้คนขมุบางส่วนซึ่งอยู่ในแขวงหลวงน้ำทาเดินทางเข้ามาอาศัยในชายแดนไทย คนขมุกลุ่มนี้เข้ามาทำงานตามสวนส้ม และมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2532 สมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ประกาศนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เมื่อสงครามยุติลงและรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของลาวได้ปรับเปลี่ยนโยกย้ายให้คนพื้นที่สูงลงมาตั้งถิ่นฐานในที่ลุ่มนั่นส่งผลให้คนขมุไม่มีพื้นที่ทำกิน ช่วงนี้พวกเขาจึงเดินทางเข้ามาอาศัยเครือข่ายชาติพันธุ์และตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านห้วยกอก

              ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2535-2539 ประเทศได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ขึ้นทั้งมีการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาที่สูงรวมอยู่ด้วย เพื่อลดปัญหาการปลูกฝิ่นและส่งเสริมให้มีการปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น ข้าวโพด กะหล่ำปลี มะเขือเทศ ขิง พืชผักเมืองหนาวและผลไม้เมืองหนาว พวกเขาต้องปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต ผสมผสานกับการจัดการทรัพยากรในการผลิตผ่านการใช้ระบบภูมิปัญญาและระบบการใช้ที่ดินที่คนขมุเรียกว่า "เร๊ะตูเร๊ง" (เสถียร ฉันทะ, 2542) แม้คนขมุที่เคลื่อนย้ายเข้าสู่ไทยไม่ได้เข้าร่วมในขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์จับปืนสู้เหมือนกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง จีนฮ่อ ทว่าพวกเขาก็ได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การกลายเป็นแรงงานในภาคเกษตรจึงเป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่ได้

              ยุคที่ห้า ยุคตัวตนบนแผ่นดินไทย กับหมู่บ้านแห่งการพัฒนา (พ.ศ. 2545-ปัจจุบัน)

              การเก็บออมเงินจากการทำงานกระทั่งสามารถซื้อที่ดินและสร้างที่พักอาศัย ส่งผลให้คนขมุในหมู่บ้านห้วยกอกรวมตัวกันจัดตั้งเป็นหมู่บ้านในราวปี พ.ศ. 2547 นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านตระหนักถึงการพัฒนาที่เข้าสู่หมู่บ้านมากขึ้น คนขมุได้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเศรษฐกิจหันมาปลูกยางพาราในช่วงปี พ.ศ. 2545 สลับกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และในระยะหลังได้มีการปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากเนื้อดินในพื้นที่ทำกินส่วนใหญ่เหมาะสำหรับการปลูกพืชที่อาศัยน้ำฝน พวกเขาปลูกข้าวไร่ไว้สำหรับครัวเรือน หนุ่มสาวและวัยกลางคนบางส่วนมักจะออกไปทำงานต่างจังหวัดทั้งโรงงานคัดส้มในหลายพื้นที่ของไทย แม้ว่าคนขมุในไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นชายขอบของการพัฒนา แต่พวกเขาก็สามารถสร้างยุทธวิธีการต่อสู้ในชีวิตประจำวันทั้งผ่านการแสดงออกทางพิธีกรรมและวัฒนธรรม เช่น การจัดงานปีใหม่ขมุในแต่ละปี ที่รวมเอาชนหนุ่มสาวชาวขมุเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม (ธนุพงษ์ ลมอ่อน, 2554)

              การกระจายตัวของกลุ่มชนขมุในประเทศไทย

              กลุ่มชาติพันธุ์ขมุกระจายตัวอยู่ในหมู่บ้านตามพื้นที่ต่าง ๆ ของไทยดังนี้

              จังหวัดเชียงราย  อำเภอเชียงของ ในหมู่บ้านห้วยเย็น หมู่บ้านห้วยกอก อำเภอเวียงแก่น ในหมู่บ้านท่าวังผา บ้านห้วยซ่าน บ้านห้วยเอียน

              จังหวัดเชียงใหม่ ในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันชนกลุ่มนี้กลืนกลายเป็นชนพื้นเมืองหมดแล้ว

              จังหวัดลำปาง บ้านพร้าวและบ้านกลางห้วย ตำบลบ้านหวด อำเภองาว, บ้านนาไหม้ ตำบลเมืองมาย อำเภอแจ้ห่ม (สมโชติ อ๋องสกุล, 2549: 94)

              จังหวัดน่าน ในเขตอำเภอเมือง บ้านวังหมอ ตำบลท่าบ่อ บ้านห้วยปุก ตำบลสะเนียน, บ้านหาดปลาแห้ง ตำบลบ่อ, เขตอำเภอภูเพียง พบที่บ้านห้วยไฮ บ้านห้วยคำ ตำบลฝายแก้ว, เขตอำเภอท่าวังผา ตำบลตาลชุม พบที่บ้านปางสา ตำบลผาทอง บ้านน้ำโขง ตำบลผาตอ บ้านห้วยโป่ง บ้านวังผา, เขตอำเภอเชียงกลาง ตำบลผาตอย พบที่บ้านวังผาง บ้านปางสา บ้านน้ำโม บ้านวังเสา บ้านน้ำปาน บ้านห้วยม้อย บ้านห้วยเลา บ้านห้วยแกลบ บ้านสบพาง บ้านน้ำหลุ บ้านน้ำหลุใหม่ ตำบลชนแดน, เขตอำเภอทุ่งช้าง และพบที่บ้านน้ำสอด ตำบลงอบ พบที่บ้านห้วย สะแตง บ้านภูคำ บ้านน้ำลาด ตำบลปอน พบที่บ้านไชยธงรัตน์ บ้านสบปาง, เขตอำเภอเวียงสา พบได้ที่บ้านป่าแพะ

     

    [1] ในพงศาวดารล้านช้างกล่าวว่าเมื่อขุนลอได้ยกไพร่พลจากมองแถนมายังลุ่มแม่น้ำโขงนั้น บริเวณนี้มีชื่อว่า เชียงดง เชียงทอง ขณะนั้นมีขุนชวามาสร้างเมืองในเขตนี้ แล้วให้ชื่อว่า เมืองชวา ขุนลอได้รบพุ่งตีเมืองชวาแล้วขับลูกหลานของขุนชวาไปอยู่ที่เมืองน้ำทา ต่อจากนั้นขุนลอก็เป็นกษัตริย์ในเมืองชวาหรือต่อมาเรียกเมืองหลวงพระบางและถือได้ว่าเป็นการสร้างอาณาจักรล้านช้างขึ้น

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ :

    วิถีชีวิต และระบบการผลิตทางเศรษฐกิจ 

              ดั้งเดิมนั้นคนขมุจะมีวิถีการผลิตแบบยังชีพ มีการปลูกข้าวไร่ เพราะพื้นที่ที่อยู่อาศัยก็เอื้อให้ทำการเพาะปลูกข้าวไร่  การปลูกพืชพาณิชย์เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่วนใหญ่แล้วลูกหลานรุ่นหลังมักจะทำงานภายในพื้นที่และต่างจังหวัด เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ตัวอย่างของคนขมุบ้านห้วยเอียน มีการประกอบอาชีพค้าขายตามตลาดนัดทุกวันพุธ โดยจะนำเอาของป่าในพื้นที่ พืชผัก สัตว์เล็กสัตว์น้อยไปขาย ซึ่งในตลาดก็จะพบของป่าที่มาจาก "หล่ายหน้า" หรือฝั่งลาวด้วย อีกทั้งภายในหมู่บ้านยังมีร้านค้าขายของชำ ด้วยเพราะหมู่บ้านตั้งอยู่บนเส้นทางแห่งการท่องเที่ยว จึงทำให้พวกเขาต้องปรับตัวเองและยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือน ที่ไม่ได้ยึดติดกับอัตลักษณ์เดิม แต่ชาวขมุยังมีการแสวงหารายได้จากหลากหลายช่องทาง หรือ "ความหลากหลายในการดำรงชีพ" เป็นต้น

           

    การเอามื้อเอาแรงกันในฤดูการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับการบริโภคในครัวเรือนของคนขมุ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย 

     

    ชาวขมุร่วมแรงร่วมใจกัน "สักข้าว" หรือ ปลูกข้าวไร่ บริเวณพื้นที่ทำกินริมฝั่งแม่น้ำโขง