กลุ่มชาติพันธุ์

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : กะเลิง
  • ชื่อเรียกตนเอง : กะเลิง
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ข่า, ข่าเลิง
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษากะเลิงจัดอยู่ในภาษาศาสตร์กลุ่มตระกูลออสโตรเอเชียติก (Astro-Asiatic) หมวดภาษามอญ-เขมร (Mon-Kkmer)
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

     ชาวกะเลิงอพยพเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ คริสต์ศตวรรษที่ 19 (Schliesinger, 2000)   คิดเป็นช่วงระยะเวลาประมาณกว่าสองศตวรรษ โดยสาเหตุของการเคลื่อนย้ายมาจากการทำศึกสงครามระหว่างไทย-ลาว ทำให้ผู้คนหนีภัยสงครามหรือถูกกวาดต้อนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงข้ามมายังฝั่งขวาซึ่งเป็นดินแดนอีสานในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม ในการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นโดยเฉพาะลาว ชาวกะเลิง มักจะถูกเรียกว่า ข่า  หรือ ข่าเลิง อันมีนัยยะถึงผู้ถูกปกครอง แต่ชาวกะเลิงมักให้เรียกตัวเองว่า “กะเลิง” มากกว่า คำว่า “กะเลิง” ไม่พบความหมายเดิมในความทรงจำของกลุ่มที่จะบอกได้  แต่พบความหมายในภาษามอญซึ่งแปลว่า “คน” หรือ “มนุษย์” (วีระพงศ์ มีสถาน, 2005:10) นอกจากนี้ยังมีการสันนิษฐานว่า คำนี้มาจากภาษาจาม คือ กะลุง (klung) เพี้ยนจากภาษาจีนคำว่า “คุณ-ลุน” (K’un-lun) หรือ กุรุง (Kurung) ซึ่งชาวจีนใช้เรียกคนกลุ่มนี้ ภายหลังอารยธรรมเขมรขึ้นมามีอิทธิพลในลาวจรดเวียดนามเหนือ เขมรก็ใช้คำว่า กะลุง (ซึ่งยืมมาจากภาษาจาม)  เรียกคนกลุ่มนี้ พร้อมทั้งระบุว่า ถิ่นฐานของชาวกะลุงมีอยู่ในเทือกเขาทางทิศตะวันตก (โปรดดู สุรัตน์ วรางค์รัตน์, 2539 : 5)

    ชื่อเรียกตนเอง: กะเลิง 

    ชื่อที่ผู้อื่นเรียก: ข่าข่าเลิง 

    ชื่อที่ปรากฏในภาษาอังกฤษKha, Tai KhaKhalerngKaloengKaleng

    “กะเลิง” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเดิมอาศัยอยู่บริเวณฝั่งซ้ายของแถบลุ่มแม่น้ำโขงก่อนจะอพยพมายังฝั่งขวาของแม่น้ำโขงในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยตั้งถิ่นฐานและกระจายตัวอยู่ในอำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร อำเภอเรณู จังหวัดนครพนม และอำเภอคำชะอี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร  ในประเด็นด้านภาษาของชาวกะเลิงนั้นเดิมพูดภาษากลุ่มมอญ-เขมร (Mon-Khmer)  อันเป็นหนึ่งในตระกูลภาษาที่แพร่หลายอยู่ทั่วไปในสองฝั่งโขง (ประภัสสร์ ชูวิเชียร, 2555) และจัดอยู่ในภาษาศาสตร์กลุ่มตระกูลออสโตรเอเชียติก (Astro-Asiatic) หมวดภาษามอญ-เขมร (Mon-Kkmer) (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540) 

    ชาวกะเลิง มักเรียกตนเองว่า “กะเลิง” ซึ่งไม่พบความหมายเดิมในความทรงจำของกลุ่มที่จะบอกได้ แต่พบความหมายในภาษามอญซึ่งแปลว่า “คน” หรือ “มนุษย์” (วีระพงศ์ มีสถาน, 2548) นอกจากนี้ยังมีการสันนิษฐานว่า คำนี้มาจากภาษาจาม คือ กะลุง (klung) เพี้ยนจากภาษาจีนคำว่า “คุณ-ลุน” (K’un-lun) หรือ กุรุง (Kurung) ซึ่งชาวจีนใช้เรียกคนกลุ่มนี้ ภายหลังอารยธรรมเขมรขึ้นมามีอิทธิพลในลาวจรดเวียดนามเหนือ เขมรก็ใช้คำว่า กะลุง (ซึ่งยืมมาจากภาษาจาม)  เรียกคนกลุ่มนี้ พร้อมทั้งระบุว่า ถิ่นฐานของชาวกะลุงมีอยู่ในเทือกเขาทางทิศตะวันตก (สุรัตน์ วรางค์รัตน์, 2539)  มีความสอดคล้องกับการศึกษาในข้างต้นโดยคำว่า คำว่า “กะเลิง” อาจมาจากการกล่าวถึงลักษณะแหล่งที่อยู่ เมื่อพิจารณาตามหลักนิรุกติศาสตร์ พบว่าคำว่า “กะเลิง” มีที่มาจากคําว่าคุณ-ลุน (Kun-Lun) หรือ กุรุง (kurung) ในภาษาจีน และต่อมาเพี้ยนเสียงเป็นคําว่า “กะลุง”(klung) ในภาษาจาม ตัวอย่างเช่นชื่อของกษัตริย์โปกะลุง (po kloung) เข้าใจว่าหลังจากที่คนเขมรได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ทางภาคเหนือของเวียดนามจึงได้ยืมคํานี้มาจากพวกจาม  โดยบริเวณที่คนกะเลิงอาศัยอยู่ใกล้กับเมืองเง่อานทางทิศตะวันตกของเทือกเขาอาก (เจมส์ อาร์ เชมเบอร์เลน, 2527 อ้างถึงใน สุรัตน์ วรางค์รัตน์, 2530) และยังกล่าวถึงถิ่นฐานแหล่งใหญ่ของกะเลิงว่า ชาวกะเลิงอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำตะโปน (Tchepon) และที่ต้นน้ำเซบังเหียน (Se’Ban-Hean) ซึ่งชาวกะเลิงนี้มีลักษณะเป็นคนป่าที่รักความสงบ (Le Capitaine De Malglaive et par Le capitainine Rivere, 1902 อ้างถึงใน สุรัตน์ วรางค์รัตน์, 2530)   

    นอกจากนั้น คำว่า “เลิง” ในคำเรียก “กะเลิง” โดยที่คำว่า “เลิง” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2554: 1081) ให้ความหมายว่า “น. หนองน้ำ” และในภาษาลาว/ไทยถิ่นอีสาน  หมายถึง  ที่ลุ่มที่มีแอ่งน้ำ คำว่า กะเลิง หรือข่าเลิง จึงอาจเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มชนที่มักอาศัยอยู่ในที่ลุ่ม     มีแอ่งก็เป็นได้ (ปุณชญา ศิวานิพัทน์ และราชันย์ นิลวรรณาภา, 2548)  ส่วนข้อมูลของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ชี้ว่าถิ่นฐานเดิมของชาวกะเลิงว่าอยู่บริเวณเทือกเขาอาก โดยทรงอธิบายว่า กะเลิง (หรือในลายพระหัตถ์ว่า “เกลิง”) เป็นพวกที่พูดภาษาอีกแบบหนึ่งต่างหาก อพยพจากเมืองกะตากซึ่งไม่ทรงทราบว่าอยู่ที่ไหน  เพราะชาวกะเลิงมาตั้งอยู่ในมณฑลอุดรกันหลายชั่วคน

  • อื่น ๆ :

    ภาษากะเลิงจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (Austro-Asiatic) สาขาภาษามอญ-เขมร (Schliesinger, 2000:61; สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน นักภาษาศาสตร์มีแนวโน้มที่จะจัดจำแนกภาษากะเลิงอยู่ในสาขาตะวันตกเฉียงใต้ของกลุ่มภาษาไต-กะได (southwestern branch of the Tai-Kadai language group) ในหมวดภาษาออสโตรเอเชียติก (Schliesinger, 2000:61) ในเรื่องนี้ ชลิซิงเกอร์ (Schliesinger, 2000:62) มีความเห็นว่า ในประเทศไทย เขาพบคนเฒ่าคนแก่ชาวกะเลิงส่วนหนึ่งที่ยังสามารถพูดภาษาเดิม (ภาษากะเลิง) ได้ โดยที่ลักษณะภาษานั้นมีต้นกำเนิดใกล้กับภาษามอญเขมร ไม่ใช่ภาษาไทย แต่ความเปลี่ยนแปลงของการจำแนก (classification) เช่นนี้ อาจจะเป็นผลมาจากการที่ชาวกะเลิงอาศัยอยู่รวมกับคนไทยเป็นเวลานานจนลืมภาษาเดิมของตัวเอง

     

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย อาจารย์เกียรติศักดิ์ บังเพลิง ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    เอกสารอ้างอิง

    • กธิการ ตริสกุล. (2550). กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยกะเลิง. ใน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน (บรรณาธิการ), กลุ่มชาติพันธุ์ในอีสาน. มหาสารคาม: สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
    • เกียรติศักดิ์ บังเพลิง. (2558). ชุมชนชาติพันธุ์ "บรู" ร่วมสมัยบนพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว: วิถีชีวิตและการปรับตัวทางวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ดุษฎีนิพนธ์ สาขามานุษยวิทยา).
    • คำภา กระทุ่มขันธ์. (2526). วิเคราะห์ภาษากะเลิง บ้านเชิงชุม ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร: มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม, 2526.
    • ดำรงราชานุภาพ, ส. (2466). เที่ยวที่ต่างๆ ภาค 4. พระนคร: โรงพิมพ์โสภรพิพรรฒธนากร.
    • ทรงคุณ จันทจร. (2010). การถ่ายทอดภูมิปัญญาพื้นบ้านในเรื่องทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเลิง: มหาสารคาม : คณะวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2553.
    • พิสิฏฐ์ บุญไชย. (2546). กะเลิงจังหวัดสกลนคร เจ้าสมุนไพรแห่งเขาภูพาน. อีสานศึกษา 2,3, (ต.ค.-ธ.ค. 2546), 26-34.
    • ภานุพงศ์ พิลาศรี. (2533). 'กะเลิง' สกลนครชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขงผู้รักความสงบ. มติชน, 19 กุมภาพันธุ์ 2533(17).
    • รัตนา วรรณชาติ. (2559). การปรับตัวทางวัฒนธรรมในบริบทสังคมอีสานภายใต้รัฐไทยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเลิง  บ้านดอนตาล  อำเภอดอนตาล  จังหวัดมุกดาหาร  มหาสารคาม: พัฒนานิพนธ์ สาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
    • วีระพงศ์ มีสถาน. (2005). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย : กะเลิง: นครปฐม : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล, 2548.
    • สุระ อุณวงศ์ และคณะ. (2542). หนังสือประวัติวัฒนธรรมท้องถิ่นไทยกะเลิงบ้านดอนตาล. เอกสารอัดสำเนาเย็บเล่ม.
    • สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2524). กะเลิง. เมืองโบราณ 7,3, (ส.ค.-พ.ย. 2524), 108-114.
    • สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2530). การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย: กรุงเทพฯ : สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2530.
    • สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2530). ศักยภาพในการรักษาป่าชุมชนของชนกลุ่มผู้ไทย โซ่ กะเลิง กรณีศึกษา จ. มุกดาหาร นครพนม และสกลนคร. สกลนคร: ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏสกลนคร.
    • สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2535). กะเลิงบ้านกุดแฮด: สกลนคร : ภาควิชาประวัติศาสตร์ วิทยาลัยครูสกลนคร, 2535.
    • สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2539). กะเลิงบ้านบัว: สกลนคร : ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2531.
    • สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์. (2540). การเปลี่ยนแปลงวิถีครอบครัวและชุมชนอีสาน : กรณีกะเลิง  จังหวัดมุกดาหาร. กรุงเทพ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

    ภาษาอังกฤษ

    • Schliesinger, J. Ethnic groups of Laos: White Lotus Press.
    • Schliesinger, J. (2000). Ethnic groups of Thailand : Non-Tai-speaking peoples: Bangkok : White Lotus Press, c2000.
    • Schliesinger, J. (2003). Ethnic groups of Laos. 1. Introduction and overview: White Lotus Press.
    • Schliesinger, J. (2003). Ethnic groups of Laos. 2. Profile of Austro-Asiatic-speaking peoples: White Lotus Press.

    รายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์

    • นางหลาย  หมั่นสิงห์     อายุ 77 ปี  บ้านดอนตาล  อ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร
    • นางบุญพะมา  ประสานชม     อายุ 80 ปี บ้านดอนตาล  อ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร
    • นางร่วม  อุทธศรี     อายุ 76 ปี บ้านดอนตาล  อ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร
    • นางซุม  ปริปุณะ     อายุ 77 ปี  บ้านดอนตาล  อ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร
    • นางบัวผัน  บุทธจักร     อายุ 65 ปี  บ้านดอนตาล  อ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร
    • นางลี  อุทธศรี     อายุ 76 ปี บ้านดอนตาล  อ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร

     

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
มุกดาหาร คำชะอี บ้านซ่ง บ้านโนนสังข์ศรี  
ที่มา:

สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์. (2540). การเปลี่ยนแปลงวิถีครอบครัวและชุมชนอีสาน : กรณีกะเลิง  จังหวัดมุกดาหาร. กรุงเทพ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.


แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
มุกดาหาร ดอนตาล ดอนตาล บ้านดอนตาล768442298  
ที่มา:

สุระ อุณวงศ์ และคณะ. (2542). หนังสือประวัติวัฒนธรรมท้องถิ่นไทยกะเลิงบ้านดอนตาล. เอกสารอัดสำเนาเย็บเล่ม.


แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
สกลนคร กุดบาก กุดบาก บ้านบัว  
ที่มา:

ภานุพงศ์ พิลาศรี. (2533). 'กะเลิง' สกลนครชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขงผู้รักความสงบ. มติชน, 19 กุมภาพันธุ์ 2533(17).


แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
สกลนคร กุดบาก กุดบาก บ้านกุดแฮด  
ที่มา:

พิสิฏฐ์ บุญไชย. (2546). กะเลิงจังหวัดสกลนคร เจ้าสมุนไพรแห่งเขาภูพาน. อีสานศึกษา 2,3, (ต.ค.-ธ.ค. 2546), 26-34.


ชุดข้อมูล : แผนแม่บทการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
หนองคาย สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์70000
ที่มา:

แผนแม่บทการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย (พ.ศ.2558-2560). กรุงเทพฯ : กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์


ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
สกลนคร นครพนม หนองคาย70000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              ชาวกะเลิงเป็นกลุ่มชนพื้นเมืองที่กระจายอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของลาว ติดกับเวียดนามชาวกะเลิงอพยพข้ามมาจากลาว เช่น แขวงสะหวันนะเขต  เข้าสู่ประเทศไทยหลายระยะซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นเงื่อนไขของภัยทางการเมืองการปกครอง เช่น ครั้งศึกเจ้าอนุวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 และครั้งศึกจีนฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 (สุรัตน์ วรางค์รัตน์, 2524) ในเหตุการณ์เหล่านี้ ชาวกะเลิงร่วมเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนที่หนีภัยสงครามหรือถูกกวาดต้อนอพยพมายังดินแดนอีสาน เช่น ในจังหวัดสกลนคร และมุกดาหาร (วีระพงศ์ มีสถาน, 2005; กธิการ ตริสกุล, 2550)  พระยาดำรงราชานุภาพเมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการที่เมืองนครพนม (ปี 2449) ได้กล่าวถึงกลุ่มกะเลิงไว้ว่า ชาวกะเลิงพบในแขวงสกลนครมีมาก ว่าถิ่นฐานเดิมอยู่เมืองกะตาก แต่ไม่รู้ว่าเมืองกะตากอยู่ที่ไหน เพราะอพยพมาอยู่ในแดนล้านช้างมาหลายชั่วคนแล้ว เมืองกะตากในฝั่งลาวไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอยู่ที่ใด  อย่างไรก็ตาม มีชาวกะเลิงที่อพยพมาฝั่งไทยยังทรงจำได้ (สุรัตน์ วรางค์รัตน์, 2524) ถึงการที่พวกเขาอพยพมาจากเมืองภูวานากะแด้งหรือบ้านภูวานากะแด้ง แขวงเมืองภูวดลว่าง ต่อเขตเมืองคำเกิดคำม่วน ลุ่มน้ำตะโปน และแม่น้ำบังเหียน บ้านภูวานากะแด้งนี้อยู่แถบเมืองมหาชัยกองแก้ว เชิงเขาอาก สปป.ลาว (ภานุพงศ์ พิลาศรี, 2533) ซึ่งก็คือบริเวณภาคกลางของลาว (แขวงคำม่วงและแขวงสะหวันนเขต) ในปัจจุบัน

     

  • ประวัติ/ที่มา :

        ชาวกะเลิงอาศัยกระจายตัวอยู่เป็นชุมชน ในหลายจังหวัดของภาคอีสาน  โดยเฉพาะในเขตจังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดสกลนคร โดยในงานชิ้นนี้ขอยกตัวอย่างชุมชนชาวกะเลิงมาบางชุมชน อันมีราายละเอียดดังนี้ 

    บ้านโนนสังข์ศรี อ.คำชะอี  มุกดาหาร

              ประมาณปี 2301 ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เกิดสงครามระหว่างเวียงจันทร์กับเมืองนครพนม ชาวกะเลิงที่บ้านกุดน้ำแล้ง เมืองดงเห็น แขวงสะหวันนะเขต ได้อพยพมาตั้งชุมชนทางฝั่งขวาแม่น้ำซึ่งเป็นภาคอีสานในปัจจุบัน สถานที่ตั้งหมู่บ้านครั้งแรกคือบริเวณบ้านนาเสียงแคน หรือบ้านโนนตูมริมห้วยน้ำเช็ดทางด้านทิศเหนือ  (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540 : 15-20) ต่อมาในปี 2501 บ้านหน้าเสียงแคนเกิดไฟไหม้ป่าลุกลามมาติดบ้านเรือน  ชาวบ้านจึงได้ย้ายออกมาตั้งบ้านเรือนห่างจากที่เดิมประมาณ 2 กิโลเมตรและได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็นบ้านโนนสังข์ศรี เพราะบริเวณดังกล่าวมีต้นสังข์ขนาดใหญ่ ประชากรชาวกะเลิงบ้านโนนสังข์ศรีในปี 2535 มีประมาณ 193 ครัวเรือน ภายหลังต่อมาเกิดโรคระบาดทำให้ชุมชนชาวเริงย้ายออกไปตั้งชุมชน ใหม่ ทั้งไกลและใกล้ จากชุมชนเดิม เช่นบ้านโนนก่อ บ้านโพธิ์ศรี บ้านนาสีนวล บ้านแสนพัน เป็นต้น

              บ้านดอนตาล อ.ดอนตาล มุกดาหาร

              ชาวกะเลิงบ้านดอนตาล มีประวัติความเป็นมาว่า เดิมที่ พ่ออัญญาพร และญาแม่หม่อมการ คนลาว ได้พาลูกหลานอพยพมาจากเมืองหนองบัวลำภูเพื่อแสวงหาที่สร้างบ้านเรือน ครั้งแรกได้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบเมืองอุบล แต่ก็พบความแห้งแล้งจึงได้อพยพข้ามไปยังฝั่งลาว บ้านแก้งกอกดงคเนย ที่นี่พวกเขาได้พบข่าเลิงที่มีท้าวราชบุตรโคตรเป็นหัวหน้า จึงได้ขอสร้างบ้านเรือนอยู่ร่วมกันในที่นั้น  แต่อยู่มาไม่นาน ก็ต้องพบความแห้งแล้งอีก ครั้งนี้ ท้าวกินรี ชาวกะเลิงจากจำปาสัก ได้มาสมทบกับข่ากะเลิงที่นี่ด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดจึงได้พาครอบครัวชาวกะเลิงเสาะหาสถานที่อันอุดมสมบูรณ์เพื่อสร้างบ้านเรือน จนมาพบที่หัวดอนตาลอันเป็นเกาะกลางน้ำ จึงได้พากันตั้งบ้านเรือนที่หัวเกาะ ริมฝั่งแม่น้ำโขง อยู่ต่อมา ก็เกิดโรคระบาดหนัก ผู้คนล้มตายจำนวนไม่น้อย พวกเขาจึงอพยพเคลื่อนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ทางด้านใต้  ห่างจากหมู่บ้านเดิมประมาณ 100 เมตร เป็นบ้านดอนตาล และกลายเป็นอำเภอในปัจจุบัน (ลี  อุทธศรี และ บุญพะมา ประสานชม, สัมภาษณ์ : สิงหาคม 2560) ในปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของชาวกะเลิงโดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายและการตั้งบ้านเรือน ชาวกะเลิงมักจะอ้างอิงถึงผู้นำสำคัญที่ได้กล่าวมา คือ พ่ออัญญาพร และญาแม่หม่อมการ (มีลูกคนสำคัญคือ พ่ออาชญาชาวมุงคุณ), ท้าวราชาบุตรโคตร, และท้าวกินรี (สิทธิศักดิ์  สุวรรณเก, สัมภาษณ์ :  สิงหาคม 2560) ในปัจจุบัน ประชากรทั้งหมดมีทั้งหมด 7,684 ครัวเรือน 42,298  คน ในช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่าน บ้านดอนตาลได้ถูกยกขึ้นเป็นตำบลดอนตาล ในปี 2506 และเป็นอำเภอดอนตาลในปี 2517 ตามลำดับ (สุระ อุณวงศ์ และคณะ, 2542 :16-20)

              การอยู่ร่วมกันกับกลุ่มคนลาวทำให้ชาวกะเลิงบ้านดอนตาลค่อยๆ รับวัฒนธรรมลาว ผนวกกับอำนาจและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ปัจจุบัน ภาษากะเลิงได้สูญหายไปแล้ว (สิทธิศักดิ์  สุวรรณเก, สัมภาษณ์ พ.ค.2560)  แต่ชาวกะเลิงที่นี่ยังเลือกเอาสัญลักษณ์วัฒนธรรมเช่น ชื่อเรียกชาติพันธุ์ ความทรงจำร่วม ความเชื่อ  มาประกอบสร้างเป็นอัตลักษณชาติพันธุ์ ผสมผสานกับวัฒนธรรมลาว โดยเฉพาะในกระแสการท่องเที่ยว

              บ้านบัว ต.กุดบาก อ.กุดบาก จังหวัดสกลนคร     

              ชาวกะเลิงในจังหวัดสกลนคร สันนิษฐานกันว่า ได้อพยพมาแต่ครั้งศึกตามฮ่อในรัชกาลที่ 5 พวกเขาได้อพยพจากเมืองภูวานากะเด้ง (ภานุพงศ์ พิลาศรี, 2533) ติดตามแม่ทัพนายกองเข้ามาอยู่เมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะในบริเวณใกล้ตัวเมืองสกลนคร เช่น บ้านนายอ บ้านนามน บ้านโพนงาม ต่อมามีชาวกะเลิงอีกส่วนหนึ่งสมัครใจอพยพขึ้นไปตั้งหลักแหล่งบนเทือกเขาภูพาน ในบ้านบัว อำเภอกุดบาก ต่อมา ในปี 2460 ได้เกิดโรคระบาดที่เรียกว่า โลกห่า อย่างรุนแรง จึงมีการอพยพเคลื่อนย้ายไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่บ้านเหล่าห่างจากบ้านบัว 1 กิโลเมตร

              บ้านกุดแฮด อ.กุดบาก จ.สกลนคร

              ชาวกะเลิงที่นี้มีเชื้อสายเดียวกับกับบ้านบัว ได้อพยพจากบ้านภูวานากะแด้ง เมื่อครั้งศึกปราบฮ้อในสมัยรัชกาลที่ห้า เพราะเกรงภัยตรายจากจีนฮ่อ บ้านกุดแฮด เดิมชื่อบ้าน กกพง  เพราะมีต้นพงขนาดใหญ่บริเวณนั้น ต่อมาจึงเรียกว่าบ้านกุดแฮดมาจากคำ 2 คำคือ กุด ซึ่งหมายถึงหนองน้ำหรือบึง  และ แฮด หมายถึง แรด บ้านกุดแฮดจึงเคยเป็นหนองน้ำที่เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของแรดมาก่อน ปัจจุบันชาวบ้านยังเคารพตัวว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน (พิสิฏฐ์ บุญไชย, 2546)

              ทั้งบ้านกุดแฮดและบ้านบัวถือว่าเป็นชุมชนที่มีชาวกะเลิงมากที่สุด ทั้งสองหมู่บ้านตั้งอยู่เชิงเขาภูพาน สกลนคร

  • วิถีชีวิต :

              แต่เดิม ชาวกะเลิงมีลักษณะทางวัฒนธรรมเช่น ชื่อเรียกชาติพันธุ์  ภาษา ความเชื่อ และจารีต เฉพาะตัว ระบบความเชื่อได้ทำให้เกิดจารีตที่ควบคุมพฤติกรรมและความสัมพันธ์ภายในของชาวกะเลิงไว้อย่างเฉพาะ เป็นต้นว่า  ข้อห้ามที่กำกับพฤติกรรม/มารยาทของเขยหรือสะใภ้, การแต่งงานกันเองภายในกลุ่ม เพื่อให้ถูกต้องตามจารีตและผีที่นับถือ  ลักษณะดังกล่าวทำให้ชาวกะเลิงปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นน้อย ยกเว้นในเงื่อนไขจำเป็นเช่น การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ อาทิ นำข้าวหรือผลผลิตมาแลกเกลือกับคนลาว   สิ่งนี้ทำให้ชาวกะเลิงมีอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์แตกต่างจากกลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน ชาติพันธุ์กลุ่มอื่นเช่น คนลาว ก็รับรู้ความแตกต่างทางอัตลักษณ์เช่น ภาษา ความเชื่อ และจารีต ของชาวกะเลิงไปพร้อมกัน โดยเฉพาะสถานฐานะทางสังคมของการเป็น “ข่า”  อันแสดงความเป็นอื่น ดังในเอกสารพื้นเวียงของจารุบุตรเรื่องสุวรรณ  (อ้างใน ทรงคุณ จันทจร, 2553:67) ตอนหนึ่งว่า “ฝูงใดเป็นพี่น้องพลัดพรากหนีกัน เขาก็กุมเอากวาดต้อนเมือเลี้ยง ฝูงหมู่ชาวกะเลิงข่าออกกะซอนขัดง่อน  เขาก็เต้นไต่ก้อนผาขึ้นฮอดดอย  ไปลอดลี้ตนอยู่ภูซัน  เขาก็นำเอากันผูกมือเมือไว้” อันแสดงนัยถึงชาวกะเลิงที่เป็นข่า ที่ถูกกวาดต้อนมาเลี้ยงไว้ แม้พวกเขาจะหลบลี้หนีไปซ่อนตามภูตามผาก็ตาม

              แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวกะเลิงอพยพข้ามมาอยู่ฝั่งอีสานของประเทศไทย พวกเขาอยู่ร่วมและปฏิสัมพันธ์กับคนลาวและผู้ไท ทำให้เกิดการรับวัฒนธรรมมาผสมผสานกับวัฒนธรรมของตัวเอง ในปัจจุบัน ภาษาพูดของชาวกะเลิงแทบจะหมดไปแล้ว ในหมู่บ้านโนนสังข์ศรี อ.คำชะอี และบ้านดอนตาล อ. ดอนตาล ไม่มีผู้ที่สามารถพูดกะเลิงได้มาอย่างน้อย 2-3 ชั่วอายุคนแล้ว ระบบความเชื่อ และวัฒนธรรมของชาวกะเลิงได้ถูกปรับเปลี่ยนไปคล้ายกับคนลาวหรือผู้ไทอย่างมาก

     

    อาชีพ

              ในอดีต ชาวกะเลิงมักจะทำข้าวไร่ และเก็บของป่าล่าสัตว์ แต่เมื่ออยู่ร่วมกับคนลาวมากขึ้น ชาวกะเลิงได้หันมาทำนาในที่ลุ่มใช้เทคนิควิธีเหมือนกับคนไทย/ลาว  ชาวกะเลิงบริโภคข้าวเหนียวเป็นหลัก ส่วนข้าวจ้าวนั้นเป็นส่วนเสริม พวกเขาปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง มัน แตงกวา หอม มะเขือเทศ มะละกอ กล้วย มะนาว ขนุน และผักผลไม้อื่นๆ  ในอดีต เคยปลูกฝ้าย แต่ปัจจุบันได้แล้วละทิ้งไปแล้ว  ชาวกะเลิงจะเลี้ยงสัตว์ เช่นควาย วัว หมู เป็ด ไก่ 

              ชาวกะเลิงจะล่าสัตว์ในป่าหรือในทุ่งเช่น นก กระต่าย ลิง กระรอก งูและสัตว์อื่น ๆ โดยใช้ปืนไฟหนังสติ๊ก หรือกับดัก และบางกลุ่มที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำใหญ่ การตกปลาหรือการหาปลา (โดยใช้ตะขอ หรือกับดัก) ก็เป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน ในการหาของป่า ชาวกระเลิงยังเก็บเห็ด หน่อไม้ ตะไคร้ หอยเชอรี่ จั๊กจั่น และลูกน้ำ มาบริโภคด้วย พวกเขารู้จักใช้สมุนไพรที่หามาจากป่าเพื่อรักษาโรคเช่น มาลาเรีย ปวดท้อง หรือไข้หวัด

              ปัจจุบัน ชาวกะเลิงส่วนใหญ่ทำนาลุ่มแบบคนไทยอีสาน นอกจากนี้ในกระแสความเปลี่ยนแปลงใน ชาวกะเลิงก็ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในการทำกินเช่น การปลูกพืชพาณิชย์ มันสำปะหลัง อ้อย รวมถึงยางพาราด้วยเช่นกัน โดยรวม วิธีการผลิตหลักของกะเลิงคือการทำเกษตร และพืชทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ชาวกะเลิงจำนวนหนึ่งยังออกไปหาทำงานรับจ้างตามโรงงานเช่น กรุงเทพ ด้วย 

     

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติ :

              ชาวกะเลิงจะเป็นหน่วยครอบครัวขนาดเล็ก  ที่ผู้ชายเป็นใหญ่ สามีหาเลี้ยงครอบครัว สมาชิกในครอบครัวจะให้ความเคารพพ่อบ้านเช่น  ยามกินข้าว จะต้องให้พ่อบ้านกินก่อน 3 คำ แล้วจึงจะให้สมาชิกกินตาม (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540:41) ในการสืบสกุลนั้น ผู้หญิงสืบมรดก (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540:42) 

              ในอดีต ชาวกะเลิงมีผู้นำชุมชนโดยสัมพันธ์กับจารีตประเพณีของกลุ่ม ซึ่งมักจะเป็นบรรดาผู้อาวุโสจากกลุ่มตระกูล พวกเขาจะเป็นคนตัดสินปัญหาความขัดแย้งในชุมชน คอยให้คำแนะนำสมาชิกครัวเรือน เช่น การจัดงานแต่งงาน จัดการพิธีกรรมและการบูชาเซ่นไหว้ผี (Schliesinger, 2000:64)

              ปัจจุบัน ชาวกะเลิงมีการแต่งงานระหว่างกลุ่มกับคนลาวและคนไทย ค่าสินสอดสำหรับการแต่งงานประมาณสามหมื่นบาท  หลังจากแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายจะย้ายไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิง  มรดกของตระกูลจะตกทอดไปสู่ลูกหลานเท่ากัน  เรือนตระกูลจะถูกสืบทอดไปยังลูกคนที่ดูแลพ่อแม่ (Schliesinger, 2000:64)  

     

  • การแต่งงาน :

              การแต่งงานชาวกะเลิงนิยมแต่งงานกันภายในกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกลุ่มตระกูลทั้งสองจะเจรจากันเพื่อตกลงค่าสินสอด และกำหนดวันแต่งงานให้กับคู่บ่าวสาว  กล่าวคือ พ่อแม่ของฝ่ายชายจะส่งหมอสื่อเป็นตัวแทนไปเจรจาสู่ขอที่กลุ่มตระกูลฝ่ายหญิง   เจ้าโคตรของกลุ่มตระกูลฝ่ายหญิงจะเป็นตัวแทนเรียกร้องค่าสินสอด ในกระบวนการนี้อาจมีการต่อรองกันหากค่าสินสอดแพงกว่าที่ทางฝ่ายเจ้าบ่าวกำหนดไว้  อย่างไรก็ตาม เมื่อกำหนดวันเวลาได้แล้ว เจ้าบ่าวจะต้องเตรียมเงินสินสอดและของ 7 สิ่งมาให้ฝ่ายหญิงคือ ค่าน้ำนม 3 บาท ค่านำหัวหมู (เดิมเป็นหมูเป็นๆ)  ค่าตำเนืองเครื่องบ้าน ไก่ 12 ตัว  กระบุงกะสัดใส่พริกป่น  เกลือ ด้าย เงิน 10 สตางค์ พาข้าว และเนื้อสด  เจ้าโคตรฝ่ายหญิงจะทำพิธีเลี้ยงผีตระกูลเพื่อบอกกล่าวให้รับรู้และนำเขยเข้าสู่กลุ่มตระกูล  ฝ่ายเจ้าสาวจะเตรียมของสมมาให้กับแขก มี  ที่นอน ผ้าห่ม ผ้าขาวม้า เป็นต้น  เมื่อแห่เจ้าบ่าวมาถึง จะมีการสูตรขวัญเจ้าป่าว หมอสื่อป้อนไข่  และเอาไก่กวาดหลังบ่าวสาว เอาศรีษะกระทบกัน และที่สำคัญคือ “วังคอง” หมายถึง ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะทำพิธีเฆี่ยนเขย ซึ่งมีนัยถึงการอบรมสั่งสอนให้ทราบถึงหน้าที่ของสามีต่อภรรยา  และต่อไป วังคองนั่นเองจะเป็นผู้พิจารณาพฤติกรรมของเขย รวมถึงมีอำนาจตัดสินลงโทษหรือปรับไหมเขยได้   เมื่อส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวแล้ว  พวกเขาจะต้องพาเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาทำพิธีสมมาญาติเจ้าบ่าว 

     

  • การแต่งกาย :

              ในอดีต ชาวบ้านกะเลิงจะสวมใส่เสื้อผ้าประจำกลุ่มตามจารีตของตัวเอง ชุดแต่งกายของผู้หญิงนั้นจะ เป็นผ้าย้อมครามเช่น ผ้าโสร่งย้อมครามและผ้าโพกศีรษะขาวหรือดำ (Schliesinger, 2000) เสื้อย้อมครามของผู้หญิงนั้นทำจากผ้าผืนชิ้นเดียวกว้างประมาณศอกเศษ นำมาทบเย็บด้านข้าง แต่เหลือช่องไว้สอดแขน แล้วตัดหรือแหวกช่องตรงรอยทบให้เป็นช่องซึ่งบริเวณที่ตัดเป็นแนวยาวนี้จะเป็นคอเสื้อ เรียก เสื้อกระสอบ ผู้หญิงยังนุ่งผ้าถุงสีดำหรือสีน้ำเงินคราม โพกหัวด้วยผ้าด้ายดิบสีขาวหรือสีดำ (วีระพงศ์ มีสถาน, 2005 :12) ผู้ชายจะใส่ผ้าขาวม้าและเสื้อย้อมครามหรือเปลือยกายท่อนบน (Schliesinger, 2000)  บ้างก็นุ่งผ้าแพรวาสีดำหรือสีครามปล่อยชายหรือรวบชายเหน็บเตี่ยว สวมเสื้อกระสอบคล้ายผู้หญิง และอาจโพกหัวดวยผ้าสีดำ  (วีระพงศ์ มีสถาน, 2005 :12)

              ในสมัยโบราณ ชาวกะเลิงนิยมสักนกที่แก้มและสักขาให้เป็นลาย นิยมสักนับตั้งแต่เหนือหัวเข่าสะโพก เอว ข้อมือ ข้อเท้า โดยเชื่อว่า ชายใดจะได้ก่ายกอดหญิงจะต้องสักให้ลายที่ขา ที่เอว ที่แก้มด้วย (สุรัตน์ วรางค์รัตน์, 2524) ในเรื่องนี้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ได้กล่าวถึงกลุ่มกะเลิงไว้ว่า ผู้ชายไว้ผมปะบ่าและมักสัตว์เป็นลูกนกที่แก้ม (ดำรงราชานุภาพ, 2466) การสักลายตามตัวยังแฝงความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ การอยู่คงกระพัน และแสดงความเป็นชายเต็มตัว (กธิการ ตริสกุล, 2550:84)

              ชาวกะเลิงมีความสันทัดในการทำผลิตภัณฑ์จากป่านจนเป็นรู้จักของชุมชนค้างเคียงโดยเฉพาะคนลาว  และมักนิยมปลูกฝ้ายและนำมาทอเป็นเสื้อผ้าย้อมคราม ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะพวกเขาเชื่อว่า ครามเป็นต้นไม้ที่ศักดิสิทธิ์  เมื่อนำมาย้อมผ้าสวมใส่ก็จะเหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้อง ทำให้ผู้สวมใส่สุขกาย สบายใจ   และในการประกอบพิธีกรรม  ชาวกะเลิงจะนำผ้าย้อมครามไปใช้ในการประกอบพิธีเลี้ยงผีต่างๆ เช่น  เป็นเครื่องคายใช้ในการประกอบพิธีเหยารักษาอาการเจ็บป่วย  ถ้าไม่ใช้ผ้ายอมครามในการประกอบพิธีเหยา  อาการเจ็บป่วยก็จะไม่หาย  ผีบรรพบุรุษที่ลงมาเหยาแต่ละครั้งจะจำผ้ายอมครามได้ที่เคยใส่ได้ (รัตนา วรรณชาติ, 2559)

              นางร่วม  อุทธศรี อายุ 76 ปี (สัมภาษณ์ : สิงหาคม 2560) ชาวกะเลิงบ้านดอนตาลเล่าว่า  ชาวกะเลิงบ้านดอนตาลนั้น ผู้ชายสมัยก่อน ไม่นิยมใส่เสื้อ นิยมสักรอยสักตามลำตัว แขน ขา ศีรษะ และแก้ม ส่วนผู้หญิงจะนิยมไว้ผมยาว เกล้ามวย ใส่ต่างหูเงินขนาดใหญ่ทั้งสองข้าง นุ่งผ้าถุงสีดำ ตีนผ้าถุงลายแดงสลับขาว ใส่เสื้อแขนกระบอกผู้หญิงชาวกะเลิงจะเจาะติ่งหูและใส่ตุ้มหูงาช้างหรือไม้ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องประดับเงิน (Silver) และสร้อยคอลูกปัด        

              ในยุคต่อมา ชาวกะเลิงได้ปรับตัวรับเอาประเพณีของคนไทยและลาว  ผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุง และสวมเสื้อหลายรูปแบบทั้งเสื้อคอกะเช้า เสื้อยืด เสื้อสมัยนิยมจากโรงงาน ผู้ชายนุ่งกางเกงและเสื้อเชิ้ตหรือไม่ก็เปลือยกายท่อนบน ในปัจจุบัน ชาวกะเลิงจะซื้อเสื้อผ้าจากตลาดในท้องถิ่น 

     

  • บ้าน :

              ตามจารีต ชาวกะเลิงจะอยู่อาศัยในเรือนหลังเล็กมีเสาเตี้ย ฝาเรือนทำด้วยไม้ไผ่หรือไม้ และหลังคา มุงใบไม้ ภายในเรือนจะเป็นห้องเดี่ยวเป็นที่ที่สมาชิกจะใช้พื้นที่เล็กๆ ร่วมกัน  เตาไฟและเครื่องใช้ครัวเรือนจะวางไว้ข้างนอกระเบียงซึ่งจะมีบันไดสั้น ๆ ต่อขึ้นมาจากพื้น ปัจจุบัน ชาวกะเลิงได้ปรับตัวรับเอารูปแบบบ้านเรือนของคนลาวเข้ามา บ้านเรือนของพวกเขาส่วนใหญ่จึงเป็นไม้ยกเสาสูงประมาณ 2.5 เมตร ฝาเรือนทำด้วยไม้และหลังคามุงสังกะสี (Schliesinger, 2000)  ในปัจจุบัน เนื่องด้วยชาวกะเลิงอาศัยอยู่ร่วมกับชาวไทยอีสานและผู้ไท มาเป็นระยะเวลานาน ได้ปรับรับเอาวัฒนธรรมของชาวไทยอีสาน บ้านเรือนมีลักษณะคล้ายกับคนไทยอีสาน คือ เป็นบ้านไม้ยกสูงมีใต้ถุน หลังคามุงสังกะสีบ้าง  เป็นบ้านสองชั้นโดยข้างบนเป็นไม้ ข้างล่างก่ออิฐถือปูนบ้าง  หรือเป็นบ้านทรงสมัยใหม่ที่เป็นบ้านปูนชั้นเดียวบ้าง

     

    บ้านเรือนจำลองของชาวกะเลิงดอนตาล

    อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร 

    ภาพโดย เกียรติศักดิ์ บังเพลิง

  • ประเพณีและเทศกาลสำคัญ :

       เนื่องจากชาวกะเลิงอาศัยร่วมกับคนลาวอีสาน ผู้ไท และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ   ส่งผลให้เกิดการหยิบยืมและผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม  ยังมีบางชุมชนที่สืบทอดวัฒนธรรมประเพณีไว้ได้อย่างแข็งเรง  โดยในที่นี้จะขอยกตัวอย่างของ พิธีเลี้ยงผี ชุมชนชาวกะเลิงบ้านดอนตาล  โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

     ประเพณีสำคัญในชุมชนกล่าวเฉพาะชาวกะเลิงดอนตาล ทุกปีจะมีการทำพิธีเลี้ยงผีชุมชน คือ  เจ้าโฮงแป้นแผ่นทองเหลือ ในเดือน 6  เจ้าปู่ถือว่าเป็นผีมเหสักข์ที่บรรดาผู้เฒ่าหรือผู้อาวุโสของชุมชนอัญเชิญมาจากหนองบัวลำภู (หลาย   หมั่นสิงห์, สัมภาษณ์ : สิงหาคม 60)  เพื่อมาเป็นสิ่งสูงสุดในการนับถือให้คอยปกป้องดูแลหมู่บ้านและชุมชน โดยได้มีการสร้างหอโฮง เพื่อเชิญท่านให้ประทับ ต่อมาชาวบ้านได้เรียกเจ้าปู่ว่า “เจ้าโฮงแป้นแผ่นทองเหลือง” หรือเจ้าจอมหัวเจ้าปูมหัว (สุระ อุณวงศ์ และคณะ, 2542:18) ชาวบ้านเชื่อว่า เจ้าปู่ชอบสีแดง ด้วยเหตุนี้เมื่อถึงบุญพิธีเลี้ยงประจำปี ชาวบ้านจะนำเสื้อผ้าสีแดงพร้อม ดอกไม้ ธูปเทียน เหล้าขาว หมูหรือไก่ อันเป็นเครื่องเซ่น ไปถวายท่าน และร่วมเฉลิมฉลองกินดื่ม  เพื่อให้เจ้าปูพึงพอใจอันยังผลให้เกิดการปกป้องคุ้มครองดูแลลูกหลาน รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ในการผลผลิต เช่น ข้าวกล้า เป็นต้น  (บุญพะมา  ประสานชม, สัมภาษณ์ : สิงหาคม 2560) อย่างไรก็ดี งานเลี้ยงผีสูงสุดของชุมชนกะเลิงดอนตาลนี้ ถือว่าเป็นพิธีสำคัญที่พวกเขาใช้แสดงออกซึ่งความเป็นกลุ่มชาวกะเลิงด้วย เพราะ ชุดแต่งกายด้วยผ้าซิ่นและเสื้อสีดำหรือสียอมครามที่ใช้สื่อถึงความเป็นกะเลิงจะถูกสวมใส่เพื่อมาร่วมพิธีและฟ้อนรำถวายเจ้าปู่ด้วย ในการนี้ยังได้ถูกนำมาผนวกร่วมกับการท่องเที่ยวอีกด้วย ในงานจะมีคณะนางรำจากเทศบาลหรือต่างถิ่น หมอลำหมอแคน มาร่วมเฉลิมฉลองในงานด้วย นอกจากนี้ในบางปีจะมีการจ้างคณะหมอลำหรือลำซิ่งมาตั้งเวทีแสดง โดยมีผู้คนต่างถิ่นที่ศรัทธาในเจ้าปู่ มาบะบนขอพร และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

     

        

    พิธีเลี้ยงผีเจ้าปู่ “เจ้าโฮงแป้นแผ่นทองเหลือง” ของชาวกะเลิงดอนตาล มุกดาหาร

    ภาพโดย เกียรติศักดิ์ บังเพลิง

     

  • การตายและการทำศพ :

              เมื่อมีคนตาย ชาวกะเลิงจะเผาศพ (Schliesinger, 2000:64-65)  แต่สำหรับกรณีที่ตายด้วยอุบัติเหตุหรือตายตั้งแต่ยังอายุยังน้อยต่ำกว่า 7 ปี  จะใช้วิธีฝังศพ (Schliesinger, 2000)   ปัจจุบัน เมื่อชาวกะเลิงหันมานับถือพุทธศาสนาแล้วก็มีการจัดการศพแบบพุทธศาสนา แต่ความเชื่อเดิมยังมีอิทธิพลอยู่ส่วนหนึ่ง คือ เมื่อตายในหมู่บ้านหรือชุมชน ชาวกะเลิงจะตั้งศพไว้ที่บ้านของผู้ตาย แต่หากเป็นการตายผิดปกติที่เรียกว่า ตายโหง จะนำศพไปตั้งไว้ที่วัด ไม่นิยมตั้งไว้ที่บ้าน (วีระพงศ์ มีสถาน, 2005:19) ชาวกะเลิงมีพิธีส่งวิญญาณผู้ตายสู่สวรรค์ โดยจะให้หม้อดินใส่กระดูก เอาเชือกผู้คอหม้อโยงกับคันแร้ว เสร็จแล้วปล่อยทิ้งไว้กระทั้งเมื่อเชือกเปื่อยจนขาด คันแร้วจะตวัดหม้อขึ้น ชาวกะเลิงเชื่อว่า เป็นการนำวิญญาณขึ้นสู่สวรรค์  อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเปลี่ยนจากหม้อมาใช้ขวดบรรจุกระดูกผู้ตาย  แล้วใช้เทียนจุดรนที่เชือกให้ขาด แล้วคันแร้วก็จะตวัดขวดขึ้นถือว่าเป็นการส่งวิญญาณขึ้นสู่สวรรค์ (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540 :287)

     

  • ประเพณีเลี้ยงผี :

              เนื่องด้วยระบบความเชื่อของชาวกะเลิงคือการนับถือผี  พิธีกรรมที่ปฏิบัติในกลุ่มจึงเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงผี ทั้งผีเรือนและผีสูงสุดหรือผีชุมชน

              การเลี้ยงผีเรือนนั้น ไม่ได้กำหนดวันเวลาไว้ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่จะเลี้ยง เมื่อเขยหรือสะใภ้ทำผิดผี และมีการปรับไหม โดยที่ ผู้เฒ่าผู้แก่ในกลุ่มตระกูลเป็นผู้มีอำนาจในการปรับไหม เขยหรือสะใภ้จะต้องแต่งขันธ์ 5 ยอมขอขมาและหาควายหรือหมูมาให้โดยทำเป็นอาหารใส่ถาด (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540:149) พร้อมทั้งแต่งขันธ์ 5 มีหมากจีบกอกยา ดอกไม้เทียนคู่ เหล้า 1 ขวด และไข่ไก่ 1 ฟอง เสร็จแล้วนำถาดข้าวและขันธ์ 5 ไปที่ห้องเปิง เจ้าโคตรจะจ้ำผีที่ห้องเปิงเพื่อบอกกล่าวขอขมาความผิดให้กับเขยหรือสะใภ้ เสร็จแล้วนำขันธ์ 5 ขึ้นไว้ที่หัวนอนตามเดิม

              การนับถือผีสูงสุดของชุมชนของชาวกะเลิงทำให้เกิดพิธีขึ้นผี  พิธีเลี้ยงขึ้น และพิธีเลี้ยงลง  

    พิธีขึ้นผี เป็นเสมือนการเลี้ยงผีเพื่อบอกกล่าวผีสูงสุดให้รับรู้หรือขออนุญาต เช่น เมื่อจะเอากระดูกคนตายมาทำพิธีเข้าธาตุเจดีย์  เมื่อลูกสาวแต่งงาน  เมื่อครัวเรือนในหมู่บ้านจะจัดงาน  เมื่อชุมชนจัดงานบุญ  โดยจะมีเครื่องเซ่นที่จะต้องถือไปเซ่นผีสูงสุดคือ  ดอกไม้เทียนคู่ ไก่ต้ม 2 ตัวหรือหมู  ขัน 5 ขัน 8 ซิ่นไหมแพรวา กล้วยสุก 1 ลูก เหล้า 1 ขวด เงิน 12 บาท น้ำ 1 แก้ว (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540:151-154) ในการนี้ หากลูกสาวของใครท้องก่อนแต่ง จะถือว่าผิดผี พ่อแม่และเครือญาติจะต้องทำพิธีขึ้นผี เพื่อเลี้ยงขอขมาผีสูงสุด 

    พิธีเลี้ยงลง เป็นการเลี้ยงสำคัญในรอบปีโดยกำหนดเอาในเดือน 6 ของทุกปี (มักเป็นวันอังคารแรกของเดือน)  พิธีนี้เป็นการเลี้ยงเพื่อบอกให้ผีสูงสุดทราบว่าชาวบ้านจะลงทำนา ขอให้ฝนฟ้าโปรยปรายลงมา โดยจะมีเครื่องเซ่นเนื้อควาย หัวควาย หูควาย ตีนควาย โดยมีเจ้าจ้ำนำทำพิธีบอกกล่าวให้ผีมารับเครื่องเซ่น ลูกหลานจะลงนาขอให้ดูแลลูกหลาน และให้การทำนาสะดวก ฟ้าฝนตกลงมา 

    พิธีเลี้ยงขึ้น นั้น เป็นการเลี้ยงตอนใกล้จะเกี่ยวข้าว ชาวบ้านจะทำข้าวเม่า แล้วแบ่งให้เจ้าจ้ำนำไปเซ่นผีสูงสุดของชุมชน เจ้าจ้ำจะเก็บรวบรวมข้าวเม่าจากชาวบ้านไว้ 1-2 วันแล้วนำไปทำพิธีที่ตูบของผี ลักษณะเช่นนี้ เจ้าจ้ำอาจจะเทียวไปทำพิธีหลายครั้งเนื่องจากชาวบ้านทำข้าวเม่าไม่พร้อมกัน การเก็บข้าวเม่าไว้นานก็อาจจะเน่าเสีย

     

  • ศาสนาและความเชื่อ :

              ในสังคมจารีต ชาวกะเลิงนับถือศาสนาผีหรือวิญญาณนิยม (animism) หลายระดับ ผีที่มีบทบาทหลักคือ ผีสูงสุดและผีบรรพบุรุษ (Schliesinger, 2000) ชาวกะเลิงจะนับถือผีในเรือน ป่า ต้นไม้ และแม่น้ำ ซึ่งปรากฏผ่านการปฏิบัติพิธีกรรมเกี่ยวกับไร่นาต่างๆ  ในการนับถือผีเรือนนั้น ชาวกะเลิงจะจัดห้องไว้ห้องหนึ่งสำหรับเป็นห้องผี ที่ฝาของห้องนี้ ด้านหัวนอนจะมีหิ้งผีตั้งไว้ด้านเหนือ หิ้งผีนั้นเป็นขั้นกะหย่องที่สานด้วยไม้ไผ่มีลักษณะคล้ายตะกร้า (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540)  ห้องผีซึ่งเป็นที่ไว้ขันกะหย่องนี้ จะห้ามไม่ให้เขยและสะใภ้ล่วงเข้าไปเด็ดขาด มิฉะนั้นจะผิดผี แล้วอาจทำให้สมาชิกในบ้านคนใดคนหนึ่งเจ็บป่วย ในการนี้จึงมีการกำหนดการปรับไหมไว้ว่า “ไหมเขยกินควาย ไหมสะใภ้กินหมู” เพื่อป้องกันการล่วงเข้าไปในห้องผี ห้องผีจะเป็นห้องนอนของลูกชาย ผู้ที่สามารถเข้าไปได้คือ พ่อ แม่ ลูกสาว ลูกชาย และหลานหลาน ๆเท่านั้น

              ผีสูงสุดจะถูกเคารพนับถือให้เป็นผู้ปกป้องดูแลผืนป่า และชุมชน ซึ่งจะถูกนับถือมานับตั้งแต่ตั้งบ้านเรือน หมู่บ้านของชาวกะเลิงส่วนมากจะมีตูบผีนอกหมู่บ้านเพื่อเป็นที่อยู่ของผีชุมชน (ซึ่งปัจจุบันเรียกเหมือนคนลาวว่า ผีปู่ตา) เพื่อเป็นที่เคารพ และบูชาประจำปีด้วยดอกไม้ เทียน ข้าว และไก่  ในหมู่บ้านโนนสังข์ศรี ได้พากันไปเชิญผีมเหสักข์มากจากบ้านตากแดด อ.เมือง จ.มุกดาหาร เพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองของหมู่บ้าน (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540 :149) ด้วยการนับถือผีสูงสุดของชุมชน จึงมีการจัดองค์กรทางสังคม โดยมีผู้นำในการทำพิธีคือ “เจ้าจ้ำ”  เป็นเสมือนสื่อกลางระหว่างสมาชิกชุมชนกับผี การสืบทอดเจ้าจ้ำนั้นจะสืบทอดตามสายตระกูลจากบรรพบุรุษ การเป็นเจ้าจ้ำจะมีหน้าที่เซ่นไหว้ผีสูงสุดทั้งเลี้ยงขึ้น เลี้ยงลง และตามที่มีผู้คนมาบนบานขอให้ผีสูงสุดปกป้องคุ้มครองและอำนวยพรให้  ผีสูงสุดจะเป็นแหล่งอ้างอิงของการปกป้องคุ้มครองโชคชะตาชีวิตชาวกะเลิง และยังเป็นที่มาของข้อห้ามกำกับควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกชุมชนทั้งหมดไม่ให้ทำผิดจารีต มิฉะนั้นจะมีบทลงโทษให้ได้รับผลร้าย เช่น เจ็บป่วย เป็นบ้า หรือตาย

              ในฤดูการทำการเกษตร ก่อนเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยว ชาวกะเลิงจะจัดพิธีกรรมเกี่ยวกับการเกษตรเพื่อเซ่นไหว้ผี ให้ได้รับการปกป้องดูแลและให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ในอดีต ชาวกะเลิงจะฆ่าหมูและควาย สำหรับประกอบพิธีเกี่ยวกับการผลิตเพื่อบูชาผีศักดิ์สิทธิ์  (Schliesinger, 2000:64-65)

              ในหมู่บ้านโนนสังข์ศรี อ.คำชะอี มุกดาหาร ชาวกะเลิงจะนับถือผีทั้งผีเรือน ผีสูงสุดของชุมชน ผีหมอเหยา  โดยเชื่อว่าผีเหล่าผีจะทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองวิถีชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ในการผลิต (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540 :148) อีกทั้ง ผีที่นับถือยังสามารถเป็นการจัดองค์กรทางสังคม คอยเป็นกรอบหรือข้อห้ามควบคุมกำกับพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของสมาชิก  หากใครประพฤติผิดข้อห้าม กฎเกณฑ์ หรือประเพณี จะถือว่าผิดผี อาจได้รับผลร้าย เช่น ความเจ็บไข้ ซึ่งจะมีพิธีกรรมตามมาคือการปรับไหมเพื่อเซ่นไหว้ผี

              ปัจจุบัน  ชาวกะเลิงนับถือพุทธศาสนา ไม่ได้ทำพิธีเซ่นไหว้ด้วยสัตว์แล้ว แต่พวกเขาจะมาร่วมตัวกันเฉลิมฉลองก่อนการทำเกษตร ด้วยการกินดื่มเหล้าขาว (Schliesinger, 2000) พวกเขาไม่เชื่อผีร้ายที่คอยทำร้ายคนมากเท่าเมื่อก่อน หมู่บ้านชาวกะเลิงส่วนใหญ่ไม่มีหมอผี/คนทรงเหมือนในอดีต เมื่อชาวกะเลิงเจ็บไข้ได้ป่วย พวกเขาจะใช้วิธีการรักษาแบบแพทย์สมัยใหม่มากกว่าไสยศาสตร์ 

     

  • การรักษา :

              ในอดีต เมื่อมีการเจ็บไข้ได้ป่วย ชาวกะเลิงจะรักษาการตามความเชื่อ คือ การรักษาด้วยสมุนไพร รักษาด้วยหมอมอ รักษาด้วยหมอเยา เป็นต้น (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540 : 123) ในการเกิด ชาวกะเลิงจะคลอดที่เรือนของตนเองโดยมีหมอตำแยมาทำคลอด และภายหลังจากคลอดจะมีการอยู่ไฟ มีการควบคุมการกินอาหาร  อาหารที่เชื่อว่าปลอดภัยสำหรับคนอยู่ไฟคือ ปลาย่าง เกลือ และข้าว อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเด็กงอแง เจ็บป่วย เลี้ยงยากจะมีการเชิญหมอเยามารักษา (วีระพงศ์ มีสถาน, 2005) 

     

  • ดนตรีและศิลปะการแสดง :

              แต่เดิม ดนตรีของชาวกะเลิงส่วนใหญ่เกิดจาการใช้วัสดุธรรมชาติมาประดิษฐ์ และยังสัมพันธ์กับวิถีชีวิตประจำวันและการประกอบพิธีกรรมเช่นการเลี้ยงผี  เช่น กะลอ ทำจากไม้ไผ่แขวนไว้ที่เถียงนา ยามว่างเว้นจากงานก็จะนำมาตีเป็นทำนอง (กธิการ ตริสกุล, 2550) นอกจากนี้ยังมี โหวด แคน กลองแต เป็นต้น เป็นที่สังเกตว่า เครื่องดนตรีหลายชนิดคล้ายกับเครื่องดนตรีลาว

     

  • เรื่องเล่า/ตำนาน/วรรณกรรม :

              ชาวกะเลิงมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับกำเนิดชาวกะเลิง ซึ่งอ้างอิงตำนานน้ำเต้าปุงอันเป็นความเชื่อของชาวลาว/อีสานทั่วไป กล่าวคือ เมื่อครั้งขุนทั้งสามผู้เป็นใหญ่ คือ ขุนเค็ก ขุนคาน และปู่ลางเซิง ได้ขอร้องพระยาแถน เทพเจ้าผู้คุ้มครองโลก เพื่อขอกลับลงมาอยู่โลกมนุษย์ โดยอ้างว่า ข่อยนี้อยู่เมืองบนบ่แก่น แล่นเมืองฟ้าบ่เป็น พญาแทนจึงให้ลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ที่เมืองแถนหรือเมืองนาน้อยอ้อยหนู แขวนสิบสองจุไทย พร้อมกับส่งควายลงมาเพื่อให้ใช้ทำไร่ไถนาหาเลี้ยงชีพ ต่อมาควายได้ตาย ซากของควายเกิดเป็นน้ำเต้าปุง ต่อมาน้ำเต้าปุงใหญ่ขึ้น ภายในน้ำเต้าปุง เกิดมีมนุษย์หลายเผ่าพันธุ์ ต่างก็ร่ำร้องอยากออกมาสู่ภายนอก (กธิการ ตริสกุล, 2550) ขุนทั้งสามจึงเอาเหล็กซีเจาะรูน้ำเต้าปุงเพื่อให้มนุษย์เหล่านั้นออกมา มนุษย์พวกแรกที่ออกมาคือพวกข่า กะโซ่ และกะเลิง  ต่อมายังมีเผ่าอื่นออกมาอีกเช่น ไทยเลิง ไทยญ้อ ไทยกวาง ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของไทย ลาว ผู้ไทย ผู้ที่ออกมาทีหลังเหล่านี้ได้รีบไปอาบน้ำชำระล้างกายในหนองน้ำศักดิ์สิทธิ์จึงมีผิวกายขาว ส่วนพวกข่า กะโซ่ และกะเลิง ซึ่งออกจากรูน้ำเต้าปุงที่เจาะด้วยเหล็กซีเผาไฟ มีคาบเขม่าไฟติดตามร่างกายและกลัวความหนาวเย็นไม่ยอมไปชำระร่างกาย จึงมีผิวคล้ำจนทุกวันนี้ พวกข่า กะโซ่ และกะเลิง ที่ออกมาจากมาก่อนจึงถือว่าเป็นพี่หรืออ้ายกก ของไทย ลาว และผู้ไท

              ชาวกะเลิงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเคยมีตัวหนังสือว่า ในอดีต พวกเขามีตัวหนังสือโดยจารึกตัวหนังสือไว้ในหนังควาย แต่พวกข่า กะโซ่ และกะเลิง ได้ทำสงครามแย่งชิงถิ่นที่อยู่กับชาวผู้ไทมาตลอด จนแม่ทัพนายกองสิ้นชีพไปหลายคน (กธิการ ตริสกุล, 2550) ในระหว่างทำสงครามได้ถูกสุนัขลักลอบเข้าไปในวังของกษัตรยิ์แล้วคาบเอาหนังควายที่จารึกอักษรข่า กะโซ่และกะเลิงไปกินเป็นอาหาร พวกข่า กะโซ่และกะเลิงจึงไม่มีตัวหนังสือเขียนจนถึงทุกวันนี้

     

  • สถานการณ์ปัจจุบัน :

              กลุ่มชาติพันธุ์กะเลิง เป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างวัฒนธรรมเฉพาะที่แตกต่างจากลุ่มอื่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคอีสา ทั้งภาษาพูด ความเชื่อ และจารีตประเพณี  แต่การอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นโดยเฉพาะกลุ่มไทย-ลาว  ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม โดยที่ชาวกะเลิงจะปรับตัวและรับวัฒนธรรมของคนกลุ่มหลังมากกว่า อีกทั้ง วัฒนธรรมไทย-ลาว นั้นเป็นวัฒนธรรมที่มีโครงสร้างใหญ่กว่าทั้งในแง่ประชากร ภูมิภาคท้องถิ่นและอำนาจรัฐ (รวมถึงนโยบายทางวัฒนธรรมในระบบการปกครอง) จึงทำให้กลุ่มชาติพันธุ์กะเลิงกลายเป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่น้อยกว่า  มีผลให้เกิดช่วงชั้นทางสังคมที่แตกต่าง โดยที่วัฒนธรรมของคนกลุ่มใหญ่มีสถานะเหนือกว่า ทำให้ชาวกะเลิงรับวัฒนธรรมไทย-ลาว ไปในที่สุดเป็นเสมือนการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงสถานะทางสังคม ลักษณะเช่นนี้อาจสันนิษฐานว่า จะเกิดขึ้นมาก่อนที่ชาวกะเลิงจะอพยพเคลื่อนย้ายมาสู่ประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ

              อย่างไรก็ดี เมื่อความเป็นรัฐชาติก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น  ภายใต้รัฐไทย ชาวกะเลิงได้รับการหลอมลอมไปสู่ความเป็นไทยทั้งการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  ในระดับท้องถิ่น ยังอยู่ท่ามกลางการรายล้อมด้วยวัฒนธรรมลาวหรือไทยอีสาน สิ่งนี้ส่งผลให้วัฒนธรรมกะเลิงถูกปรับเปลี่ยนมากยิ่งขึ้น และจะยิ่งเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น การคมนาคม ไฟฟ้า  เทคโนโลยี ซึ่งเรียกกันว่า ความเจริญ ได้เข้ามามีอิทธิพลในชุมชนชาวกะเลิง

              แต่การเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นจะถึงกลับทำให้ความเป็นกลุ่มกะเลิงล้มหายตายจากไปก็หาไม่ เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านั้น ชาวกะเลิงได้ปรับตัวต่อรองด้วยการเลือกลักษณะวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น “ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์” (ดังที่จะพบว่า ชาวกะเลิงมักบอกเล่าความทรงจำว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นกะเลิงอพยพมาจากจากฝั่งลาว)  “ชื่อเรียกชาติพันธ์ุ” รวมถึงความเชื่อและพิธีกรรม (เช่นการเลี้ยงผี) มาประกอบสร้างความเป็นกะเลิง โดยเฉพาะบริบทของพหุวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ที่ถูกให้ความสำคัญจากรัฐ หรือนโยบายรัฐ ทำให้มีพื้นที่ที่ชาวกะเลิงได้นำเสนอความเป็นกะเลิง เช่น ชาวกะเลิงที่บ้านดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เปิดรับนักท่องเที่ยวและจัดบ้านเรือนให้เป็นโฮมสเตย์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวกะเลิง ปรากฏการณ์ทำนองนี้ยังอาจพบในชุมชนกะเลิงที่อื่นๆ ได้อีกเช่นกัน

              ในแง่ของวิถีชีวิตและเศรษฐกิจ  เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างวัฒนธรรมตามที่ได้กล่าวมา  วิถีชีวิตของชาวกะเลิงจึงดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับคนลาวหรือไทยอีสาน เช่น ทำนา หรือปลูกพืชเศรฐกิจ เป็นแรงงานรับจ้างทั่วไป และบางส่วนก็ออกมาเป็นแรงงานตามโรงงานในเมืองต่างๆ ด้านประเพณีวัฒนธรรม ชาวกะเลิงปรับตัวผสมผสานไปกับประเพณีของคนลาว/อีสาน คือ ประเพณีฮีต 12 ครอง 14  โดยยึดโยงกับพุทธศาสนาเป็นสำคัญ

     

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ :

              ภาษาเดิมที่กำลังสูญหาย

              หากยอมรับว่า ชาวกะเลิงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีภาษาพูดเฉพาะของตัวเอง ลักษณะภาษานั้นมีต้นกำเนิดใกล้กับภาษามอญเขมร ไม่ใช่ภาษาไทยหรือลาว  ปัจจุบัน ในประเทศไทย แทบไม่เหลือชาวกะเลิงที่จะสามารถพูดภาษาเดิมได้ ปรากฏการณ์นี้อาจดำเนินมาได้ประมาณ 2-3 ชั่วอายุคนแล้ว ภาษาปัจจุบันที่ชาวกะเลิงใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันคือภาษาไทยและภาษาลาว โดยเฉพาะภาษาลาว อันเป็นภาษาของภูมิภาคอีสานที่พวกเขาเป็นสมาชิกอยู่

     

Access Point
No results found.