กลุ่มชาติพันธุ์ : อูรักลาโวยจ

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : อูรักลาโวยจ
  • ชื่อเรียกตนเอง : อูรักลาโวยจ, ลาโวยจ
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ชาวเล, ชาวไทยใหม่, ชาวน้ำ, โอรังลาโวท, โอรังบาไร
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ไม่มีภาษาเขียน ใช้ภาษาอูรักลาโวยจเป็นภาษาพูด อยู่ในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน กลุ่มภาษามาลาโย-โพลิเนเซียน สาขามาเลย์อิก สาขาย่อยมาลายัน
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              ยุคโบราณมีร่องรอยคนพื้นเมือง “ชาวเลโอรังลอนตา” ชนเผ่าเร่ร่อนทางทะเลแถบชายฝั่งอันดามัน เป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาพักพิงในหมู่เกาะลันตาและเกาะจำมานานแล้ว ต่อมา ประมาณ 600-500 ปีที่ผ่านมา “ชาวเล โอรังลาอุ๊ต” อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่แถบมะละกาได้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งบริเวณหมู่เกาะลันตา จากตำนานและคำบอกเล่าของชาวเลบนเกาะลันตา และชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ กล่าวถึงเส้นทางการอพยพและบรรพบุรุษของพวกเขาได้เล่าเกี่ยวกับภัยที่เกิดจากโจรสลัดทำให้ต้องอพยพหนีขึ้นมาในน่านน้ำไทย

              คำบอกเล่าดังกล่าวตรงกับที่ เบอร์นาซิค (Bernazik. 1958 : 42 ; อ้างถึงใน อาภรณ์  อุกฤษณ์. 2532 : 10) บันทึกจากคำบอกเล่าของชาวเลมอแกนที่มะริดว่า ชาวเลกลุ่มหนึ่งถูกชาวมาเลย์จับตัวไปและแต่งงานกับชาวมาเลย์ ชาวจีนและนิกริโต กลายเป็นโอรังลาอุ๊ต (อูรักลาโวยจ) หรือโอรังลอนตา  ประพนธ์ เรืองณรงค์ ก็กล่าวถึงชาวเลที่อาศัยในแถบสตูล กระบี่ พังงาและภูเก็ตในปัจจุบันว่าเป็นชาวเลผสมเกือบทั้งสิ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างพวกมะละกาและพวกลิงคาและผสมกับพวกมาซิงบ้าง บางส่วนได้แต่งงานกับคนพื้นเมือง บ้างก็หันมานับถือศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม และในปัจจุบันมีศาสนาคริสต์เข้าไปเผยแพร่

              หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของ ฮอลล์ (Hall. 2549 : 212 ; อ้างถึงในอาภรณ์ อุกฤษณ์. 2554 : 76) มีการบันทึกว่าประมาณปีพ.ศ. 1941-1943 หรือประมาณ 589-587 ปีมาแล้ว  กษัตริย์ปรเมศวรได้รับความช่วยเหลือจากโจรสลัดและชาวมลายูจากปาเล็มบังในการสร้างเมืองมะละกาจนเป็นนิคมขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว อีกช่วงหนึ่ง ประมาณ ปีพ.ศ. 2367-2386 เป็นช่วงที่มีการปราบปรามโจรสลัด โดยความร่วมมือระหว่างอังกฤษกับฮอลันดา โดยใช้เรือรบขนาดใหญ่ออกตระเวนจับกุมชาวบ้าน ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นโจรสลัดในน่านน้ำตั้งแต่ช่องแคบมะละกาลงไป จากเหตุการณ์นี้ผลักดันให้ผู้ที่ทำมาหากินบริเวณนั้น ซึ่งอาจจะมีชาวเลปะปนอยู่ด้วย ต้องอพยพหนี (อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2532 : 11 )

              เรื่องราวในนิทานบางเรื่องของชาวเลอูรักลาโวยจจังหวัดสตูล ซึ่งอยู่ใกล้กับช่องแคบมะละกาก็กล่าวถึงโจรสลัด เช่นเรื่อง   หาดทรายสีดำ กล่าวถึงโจรสลัดปล้นเรือสำเภา ขนเอาข้าวสารมาขึ้นฝั่งที่เกาะลังกาวี แต่ได้ถูก “วะลี” (คนศักดิ์สิทธิ์) สาปข้าวสารนั้นให้เป็นเม็ดทรายสีดำ อยู่บนหาดของเกาะแห่งนี้ เรียกว่า “หาดทรายดำ” (จรัส    ง๊ะสมัน. 2534 : 62) และบนเรือ “ปลาจั๊ก” ซึ่งชาวเลอูรักลาโวยจเกาะลันตา ใช้ในพิธีลอยเรือเพื่อส่งวิญญาณบรรพบุรุษ และส่งวิญญาณสัตว์ที่เคยฆ่ากินเป็นอาหารกลับไป ฆูนุงฌึรัย เทือกเขาในประเทศมาเลเซียซึ่งเชื่อว่าเป็นถิ่นฐานเดิมก่อนเข้ามาอยู่ในประเทศไทย

              ร่องรอยหลักฐานที่บ่งบอกว่า ชาวเลกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “อูรักลาโวยจ” อพยพเข้ามาอาศัยตามหมู่เกาะต่าง ๆ ในแถบทะเลอันดามัน และเข้ามาผสมกับชาวเลกลุ่มดั้งเดิมบริเวณหมู่เกาะลันตา หรือ“ปูเลาลอนตา” ตลอดจนคำบอกเล่าของผู้อาวุโสในชุมชน   การคำนวณอายุของบรรพบุรุษที่เข้ามาพักพิง ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับสถานที่ และชื่อสถานที่ต่าง ๆ บริเวณหมู่เกาะลันตาที่เป็นภาษาอูรักลาโวยจ ก็บ่งบอกว่าชาวเลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แรกๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณหมู่เกาะลันตา แต่ด้วยวัฒนธรรมเร่ร่อนหากินทางทะเลที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ไม่มีวัฒนธรรมในการจับจองพื้นที่เพื่อตั้งถิ่นฐานถาวรในระยะหลังเมื่อหวนกลับมายังแหล่งเดิม มักจะพบว่าชนกลุ่มอื่นเข้ามายึดครองแล้วจึงต้องหาแหล่งพักพิงใหม่

        

    ชื่อที่เรียกตนเอง 

              การเรียกชื่อตนเองนั้น ชาวอูรักลาโวยจนั้นจะเรียกตัวเองสั้น ๆ ว่า “ลาโวยจ  โดยที่มีตัวสะกด “จ” เพราะถูกต้องที่สุดในการออกเสียงตามภาษาอูรักลาโวยจ (ประภารัตน์ ศุขศรีไพศาล, 2559) 

     

    ชื่อที่ผู้อื่นเรียก 

              อูรักลาโวยจ หรือชื่อที่คนทั่วไปรู้จักคือชาวเล ชาวน้ำ หรือชาวไทยใหม่ อาศัยอยู่บริเวณที่เป็นหมู่เกาะทางใต้ของประเทศไทย คำว่า “อูรัก” หมายถึง “คน” “ลาโวยจ” หมายถึง “ทะเล” เป็นคำเรียกที่กลุ่มชาติพันธุ์นี้ใช้เรียกชื่อกลุ่มและภาษาของตนเอง โดย“อูรักลาโวยจ” มีรากศัพท์มาจากภาษามลายู แปลว่า “ชาวทะเล” หรือที่ภาษาราชการไทยเรียกว่า “ชาวไทยใหม่” มีคำเรียกรวมกับชาวทะเลกลุ่มอื่น ๆ อย่างมอแกน และมอแกลนง่าย ๆ ว่า “ชาวเล” ซึ่งเมื่อยุคสมัยอาณานิคมเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงทำให้ชาวตะวันตกให้ชื่อเรียกชน กลุ่มนี้ว่า “ยิปซีทะเล” (Sea Gypsy) เนื่องจากมีวิถีชีวิตคล้ายกับกลุ่มยิปซีในยุโรปที่อพยพโยกย้ายไปตาม สถานที่ต่าง ๆ ปัจจุบันในภาษาอังกฤษมีการปรับเปลี่ยนคำเพื่อให้ไม่ให้เข้าใจผิดระหว่าง “ชาวยิปซี” กับ “ชาวเล” ซึ่งเป็นคนละเผ่าพันธุ์กัน เปลี่ยนจากคำว่า “ยิปซี” (Gypsy) มาใช้คำว่า “นอแมด” (Nomad) ที่แปลว่ากลุ่มคนเร่ร่อน พเนจร เคลื่อนย้ายจากสถานที่หนึ่งไปยังสถานที่หนึ่งตลอดตลอดเวลา อีกทั้งคำนี้ ไม่ได้มีความหมายในแง่ลบดั่งเช่นคำว่า “ยิปซี” ที่คนภายนอกให้ความหมายในทางที่   ไม่ดีดังนั้นหากแปลตามภาษาอังกฤษแล้วจึงสามารถเรียก “ชาวเล” ได้อีกชื่อหนึ่งว่า “คนพเนจรทางทะเล” (Sea Nomad) (ประภารัตน์ ศุขศรีไพศาล, 2559) 

              ในอดีตคนไทยทั่วไปยังไม่ค่อยรู้จักชาวเลมากนัก ยกเว้นเสียจากคนที่อาศัยอยู่ภาคใต้ เดิมจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ชาวน้ำ” และคำนี้ยังถูกบัญญัติอยู่ในพจนานุกรมฉบับบัณฑิตราชยสถาน ปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบันของปี พ.ศ. 2544 อย่างไรก็ตามกลุ่มชาวเลไม่ชอบคำว่า “ชาวน้ำ” เนื่องจากมี ความหมายในเชิงลบ โดยเขาให้เหตุผลว่า คนเราเกิดมาจากน้ำอสุจิ ดังนั้นคำว่า “ชาวน้ำ” จึงเป็นคำที่ต่ำ นอกจากนี้ยังมีคำที่ทางราชการกำหนดให้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์นี้แทนคำว่า “ชาวเล” หรือ “ชาวน้ำ” คือคำว่า “ชาวไทยใหม่” ซึ่งเป็นการลดช่องว่างด้านความรู้สึกที่ไม่ดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์นี้กับคนทั่วไป ซึ่งสำหรับ คำว่า “ชาวไทยใหม่” เกิดขึ้นมาจากเมื่อครั้งที่สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนแจกวัตถุปัจจัยที่จำเป็นต่าง ๆ แก่ชาวเล ที่หาดราไวย์และโปรด ให้เรียกชาวเลว่า “ไทยใหม่” (เพิ่งอ้าง, 2559) 

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย ผศ.อาภรณ์ อุกฤษณ์ สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตกระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

    เอกสารอ้างอิง

    • จรัส ง๊ะสมัน. (2534). การศึกษานิทานชาวเลจังหวัดสตูล. ปริญญานิพนธ์หลักสูตรปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, สงขลา
    • เจน จรจัด. (นามแฝง) (2525). “อูรักลาโว้ย ; วิญญาณอิสระแห่งท้องทะเล” อนุสาร อสท. ปีที่ 22 ฉบับที่ 8 (มีนาคม 2525) หน้า 47-53.
    • ราชบัณฑิตยสถาน. (2513). สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตสถาน เล่ม 10. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์รุ่งธรรม.
    • ดี.จี.ฮอลล์.  (2549). ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้. (แปลโดยท่านผู้หญิงวรุณยุพาและคณะ) พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
    • สมิธ, เอช. วาริงตัน.  (2539). “บันทึกการเดินทางไปยังบางจังหวัดทางภาคตะวันตกเฉียงใต้,”  ในรวมเรื่องแปล หนังสือและเอกสารทางประวัติศาสตร์ ชุดที่ 1. (แปลโดย ธนัญญา ทองซ้อนกลีบ) หน้า 139-208.  กรุงเทพมหานคร : กรมศิลปากร  
    • ประทีป ชุมพล. “ชาวเล ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับสังคม ชีวิต การศึกษา”. แลใต้, ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม 2524)
    • ประพนธ์ เรืองณรงค์. (2517). “ชาวน้ำเกาะอาดัง”. วิทยาสาร, 25 (เมษายน 2517)  หน้า 25-27
    • พิมพิไล ตั้งเมธากุล. (2529). การผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม. ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนชาวเลเกาะสิเหร่ ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต สารนิพนธ์ ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
    • สแตนตัน, แมรี่ บัลค์ลีย์. (2550).  สยาม คือบ้านของเรา. (แปลโดย เด็กวัฒฯ รุ่น 100). กรุงเทพมหานคร : คณะบุคคลวัฒนา รุ่น 100
    • สิริพงษ์ มุกดา. (2009). “ตำนานโต๊ะแซะ”. นิตยสารภูเก็ตบูลเลทิน. VOL.7 No.82 March 2009  สืบค้นเมื่อ 1/9/ 2016 จาก www.phuketbulletin.co.th
    • สุพัฒน์  ธัญญวิบูลย์.  (2539).   เมืองท่ามะละกาในคริสต์ศตวรรษที่15.  สารนิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต           กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศิลปากร.
    • สุวัฒน์ คงแป้น. (2558). รวมญาติชาวเล เพื่อศักดิ์ศรีที่ทัดเทียม. สืบค้น เมื่อ 29/8/2016 chumchonthai.or.th>node
    • อมร ทวีศักดิ์. (2529). ภาษาชาวเล. กรุงเทพฯ : ปิ่นเกล้าการพิมพ์,
    • อาณัติ อนันตภาค. (2554).  ตำนานโจรสลัด. กรุงเทพมหานคร : ยิปซี.
    • อาภรณ์ อุกฤษณ์. (2531). “ตำนานชาวเล”. เมืองโบราณ. ปีที่ 14 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2531) หน้า 70-75.
    • อาภรณ์ อุกฤษณ์. (2532). พิธีลอยเรือ : ภาพสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมของชาวเล กรณี ศึกษาชุมชนบ้านหัวแหลม เกาะลันตา กระบี่. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต สาขา
    • มานุษยวิทยา ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ทุนสนับสนุนการวิจัยจากมูลนิธิจิมทอมสัน
    • อาภรณ์  อุกฤษณ์.  (2545 - 2547).  ชาวเล : แหล่งอาศัยและวิถีชีวิต.  การวิจัยเพื่อเขียนคำโครงการแผนที่ภูมินิทัศน์ภาคใต้. สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ. สงขลา : สถาบันทักษิณคดีศึกษา.
    • อาภรณ์ อุกฤษณ์. (2554). พลวัตการปฏิสัมพันธ์และชาติพันธุ์ธำรงของชาวเลเกาะลันตา จังหวัดกระบี่. ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2554
    • อุทัย หิรัญโต. (2516). “เรื่องของชาวน้ำ” วารสารกระบี่ 1. (ฉบับปฐมฤกษ์). (มกราคม 2516) หน้า  47-50
    • Bernazik,  H.A. (1958). The Spirits of the Yellow Leaves.  London : Robert Hale Ltd.
    • Court, Chistopher. (1971). “A Fleeting Encounter with the Moken (The Sea gypsies in
    • southern Thailand). Some Linguistic and General note,” The Journal of the Siam Societhy. 5,1 (January 1971).
    • Hogen, David, W. (1972). “Man of the Sea : Coastal Tribs of South Thailand’s West Coast,” The Journal of  The Siam  Society. 60, 1 (January 1972), pp.205-235.
    • Kemp, Peter. ( 2002). The History of  Ships. (Reprinted 4th edition). New York : Barnes&Noble
    • Levi-Struss, Claude. (1963). Structural Antroprology. New York : Basic Books.
    • Levi-Struss, Claude. (1969). “The Raw and The Cooked,” Introduction to a Science of Mythology. New York : Harper & Row.
    • Sorat Makboon, (1981). A Survey of Sea People’s Along The West Coat of Thailand. Unpublised M.A. Mahidol Universit

     

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
ภูเก็ต หมู่เกาะลันตา สตูล (และชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของภาคใต้ของประเทศไทย)3000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              มีผู้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของชาวเลไว้ 2 แนวทาง  แนวทางหนึ่ง เชื่อว่าชาวเลอพยพจากทะเล ทางใต้ขึ้นมายังฝั่งอันดามันทางใต้ของไทย

              เจน จรจัด (2530 : 136) กล่าวถึงบรรพบุรุษของชาวเลว่า เป็นพวกอินโดนีเซี่ยน พวกหนึ่ง อพยพจากแผ่นดินสู่ทะเลแถบเกาะบอเนียว นับเป็นการอพยพจากแผ่นดินไปสู่ทะเลและเริ่มต้นวิถีชีวิตแบบชาวเกาะที่นี่ เกิดเผ่าพันธ์ดยัค (Dyak) ดยัค พวกหนึ่งปักหลักบนฝั่งจนกลายเป็นบรรพบุรุษของคนพื้นเมืองของแห่งเกาะบอเนียว แต่ดยัคอีกพวกหนึ่งกลับชอบใช้ชีวิตเร่ร่อนทำมาหากินอยู่ในท้องทะเล เรียกกันว่า “ดยัคทะเล” (Sea Dyak) อพยพเคลื่อนย้ายตามแนวหมู่เกาะเรื่อยมาจนถึงแหลมมลายู บางพวกขึ้นฝั่งที่แหลมมลายูกลายเป็นบรรพบุรุษดั้งเดิมของชาวมลายู แต่ยังมีบางพวกที่ไม่ได้หยุดยั้งการเดินทางแสวงหา พวกเขาแล่นเรือร่อนเร่มาทางช่องแคบมะละกาออกสู่บริเวณทะเลอันดามันท่องมาตามแนวหมู่เกาะฝั่งตะวันตกของไทย และขึ้นไปทางหมู่เกาะตอนใต้ของสหภาพพม่า ชนเผ่าผู้ท่องทะเลเหล่านี้ได้แบ่งออกเป็นหมู่พวกย่อย ๆ และยังคงสืบทอดการดำรงชีวิตแบบเคลื่อนย้ายอพยพเร่ร่อนพักพิงอยู่ท่ามกลางหมู่เกาะชายฝั่งทะเลอันดามัน  ต่อมาจึงได้ฉายานามใหม่ว่า “ยิปซีทะเล” (Sea Gypsy) ซึ่งช่วงเวลายาวนานหลังจากนั้นพวกเขาจึงยอมเปลี่ยนวิถีชีวิต พาหมู่พวกเข้ามาตั้งหลักแหล่งเป็นที่เป็นทาง พวกอูรักลาโวยจ (Urak Lawoi)  เข้ามาตั้งหลักแหล่งบริเวณหมู่เกาะลันตา

              อีกแนวทางหนึ่งอพยพจากเหนือลงใต้ เช่น อุทัย หิรัญโต (2526: 47-50 ; อ้างถึงใน พิมพิไล ตั้งเมธากุล. 2529 : 16) เชื่อว่า เดิมชาวเลอาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงในประเทศจีน แล้วได้อพยพหนีภัยเร่ร่อนลงมาทางใต้เป็นพวก ๆ โดยอาศัยลำแม่โขง ล่องเรือตามยถากรรมเรื่อยลงมาตลอดแหลมอินโดจีน เมื่อออกทะเลก็อาศัยเรือเร่ร่อนอยู่ไปตามเกาะต่างๆ ตลอดลงไปถึงพม่าและมลายู

     

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              การทำมาหากินแบบดั้งเดิม คือการตกเบ็ด ดำน้ำแทงปลา หาหอย และล่าสัตว์ทะเลเป็นอาหาร ในช่วงมรสุมออกทะเลไม่ได้ต้องหลบลมหลบฝนตามชายฝั่ง หรือขึ้นฝั่งมาหาน้ำจืดก็จะหุงหาอาหารโดยเก็บมะพร้าว เก็บยอดผัก ล่าสัตว์เล็ก ตามชายฝั่งสำหรับปรุงอาหาร หลังจากที่อูรักลาโวยจ  บางกลุ่มเริ่มขึ้นมาตั้งหลักแหล่งบนฝั่ง เพราะแหล่งที่เคยเร่ร่อนพักอาศัยถูกยึดครองโดยกลุ่มชนอื่นแล้ว ก็เริ่มเรียนรู้การทำไร่ปลูกข้าว ปลูกผัก ผลไม้ ทำสวนยางพารา ฯลฯ แต่บางกลุ่มที่อาศัยในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติไม่สามารถปลูกพืชได้ก็ยังยึดทะเลเป็นแหล่งเสบียงอาหาร 

     

    วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

             ต่อมามีการติดต่อกับผู้คนต่างวัฒนธรรม นำของทะเลที่เป็นส่วนเกินไปแลกเปลี่ยนของใช้จำเป็น บางกลุ่มรับจ้างแรงงานกับชาวจีน ได้ค่าตอบแทนเป็นเสื้อผ้าเก่า ข้าวสาร ในช่วงหลังอูรักลาโวยจบางกลุ่มตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพา ด้วยการเช่าซื้ออวน เรือหางยาวพร้อมเครื่องเรือจากนายทุน โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องจับกุ้ง หรือปลาส่งขายให้กับนายทุนเท่านั้นเพื่อหักหนี้สิน หลังเหตุการณ์ สึนามิ จึงได้รับเรือและเครื่องมือหากินเป็นของตนเอง ประกอบกับธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น อูรักลาโวยจที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว สามารถปรับตัวให้สามารถอยู่รอดในสังคมได้ด้วยการออกทะเลหาปลาไปขายร้านอาหารบ้าง รับจ้างแรงงานบ้าง 

     

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              ผู้ชายชาวเลอูรักลาโวยจพร้อมที่จะมีครอบครัวได้ เมื่อสามารถออกทะเลเพื่อทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวได้ โดยเฉลี่ยอายุประมาณ 19-20 ปี ส่วนผู้หญิงสามารถหุงหาอาหารเลี้ยงดูทารกได้ โดยเฉลี่ยอายุประมาณ 14-18 ปี แต่ปัจจุบันเมื่อหนุ่มสาวตกลงปลงใจกันฝ่ายชายจะรอจนกว่าผู้หญิงอายุครบ 15 ปี และทำบัตรประชาชนก่อนจึงได้รับอนุญาตให้แต่งงานได้ 

              ลักษณะครอบครัวเป็นแบบครอบครัวเดี่ยว โดยเริ่มจากฝ่ายชายไปอยู่บ้านฝ่ายหญิงก่อน จนกระทั่งมีลูกคนแรกหรือพร้อมจะสร้างบ้านใหม่จึงแยกไปตั้งครอบครัวเดี่ยว แต่หากฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายเป็นลูกคนสุดท้องจำเป็นต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ก็จะต้องอยู่กับพ่อแม่ของฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย จนกระทั่งพ่อแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่อาศัยอยู่ด้วยเสียชีวิต ก็จะกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีพ่อหม้ายหรือแม่หม้ายอาศัยอยู่ด้วย

              ปัจจุบันชาวเลอูรักลาโวยจกลุ่มเครือญาติที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกัน จะใช้นามสกุลพระราชทานเหมือนกันหมด เช่น ชาวเลอูรักลาโวยจที่อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ กลุ่มบ้านหัวแหลมกลาง และสังกาอู้ ใช้นามสกุล “ทะเลลึก” กลุ่มบ้านไร่ คลองดาว และโต๊ะบาหลิว ใช้นามสกุล “ช้างน้ำ”

     

  • การนับญาติ การเรียกชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              แม้ชาวเลอูรักลาโวยจจะยึดระบบการตั้งถิ่นฐานโดยฝ่ายชายไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่ฝ่ายหญิง (matrilocal) และมีการสืบทอดอำนาจทางฝ่ายแม่ แต่จะมีการนับญาติทั้งสองฝ่าย (bilateral kinship) คือแต่ละคนจะมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ทั้งฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้สังเกตได้จากคำเรียกญาติทั้งสองฝ่ายที่มีสถานภาพเดียวกัน ด้วยคำเรียกญาติคำเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะชุมชนชาวเลอูรักลาโวยจเป็นชุมชนเล็กๆ แม้จะแต่งงานแยกบ้านไปแล้วยังไปมาหาสู่กันได้สะดวก จึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทั้งสองฝ่าย สังคมชาวเล อูรักลาโวยจมีศัพท์ที่ซับซ้อน แสดงถึงความเป็นสังคมเครือญาติ คือทุกคนในชุมชนเดียวกันจะเป็นญาติกันหมด มีทั้งญาติที่สืบทอดทางสายโลหิต ญาติทางการแต่งงาน และยังมีการสร้างความสัมพันธ์โดยการสมมุติ เช่น ศัพท์คำว่า “อะนะพีโด๊ะ” แปลว่า ลูกบุญธรรม และ“ซาบั๊ย” แปลว่า เกลอ เป็นการผูกญาติผูกมิตรเพื่อขยายวงญาติให้กว้างขวางขึ้น โดย “ลูกบุญธรรม” และ “เกลอ” อาจจะเป็นกลุ่มอูรักลาโวยจด้วยกัน หรือระหว่างอูรักลาโวยจกับชาวไทยมุสลิม ชาวไทยเชื้อสายจีน หรือชาวไทยพุทธก็ได้

     

  • การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              ผู้ชายนุ่งผ้าขาวม้าแบบชาวไทยพุทธ หรือนุ่งกางเกงแบบชาวจีน (กางเกงเล) ผ้าขาวม้าคาดเอว เปลือยท่อนบน ผู้หญิงนุ่งผ้าปาเต๊ะกระโจมอก ต่อมา เมื่อติดต่อสัมพันธ์และทำงานกับชาวจีน จะได้รับเสื้อผ้าตอบแทนเป็นสินน้ำใจบ้าง ซื้อจากร้านค้าในตลาด บ้าง หากต้องเข้ามาในตลาดศรีรายา หรือออกนอกชุมชนผู้หญิงนิยม   สวมเสื้อและนุ่งผ้าปาเต๊ะแบบชาวจีนและชาวไทย ชอบสีสด ๆ แต่ไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อผ้าและความกลมกลืนของสี ผู้ชายยังคงนิยมนุ่งกางเกงจีนหรือกางเกงเลผ้าขาวม้าคาดเอว  สวมเสื้อบ้างบางโอกาสแต่ไม่นิยมติดกระดุมเสื้อ (อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2554  : 203)

              ปัจจุบันการแต่งกายในชีวิตประจำวันของชาวเลอูรักลาโวยจ กลุ่มผู้ใหญ่ในชุมชนจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก แต่เมื่อออกไปติดต่อสัมพันธ์กับภายนอกจะพิถีพิถันขึ้น ส่วนเด็กรุ่นใหม่โดยเฉพาะสมาชิกกลุ่มวัยรุ่นจะรับวัฒนธรรมการแต่งกายที่ทันสมัยจากสังคมภายนอกได้อย่างรวดเร็ว

     

  • บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              สำหรับวิถีชีวิตชาวเลในอดีต เรือเป็นทั้งยานพาหนะสำหรับเดินทาง เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เป็นบ้านพักเรือนนอน และเป็นศูนย์รวมเครือญาติ เนื่องจากขบวนเรือของกลุ่มเดียวกันจะเคลื่อนย้ายไปพร้อม ๆ กัน ไปไหนไปด้วยกัน จะแวะขึ้นฝั่งในช่วงฤดูฝน หรือมีพายุคลื่นลมแรง หรือต้องการน้ำจืดเท่านั้น เรือจึงเปรียบเสมือนเรือนตายด้วย

              เรือแบบดั้งเดิมของชาวเลมี 2 แบบ แบบแรก เป็นเรือไม้ระกำ จากบันทึกของ บรูเนอร์ สแตนตัน. (2550 : 314-316; อ้างถึงใน อาภรณ์  อุกฤษณ์. 2554 : 203) เมื่อประมาณปี พ.ศ.2490-2493 (72-69 ปีที่แล้ว) ได้เล่าถึงเรือของชาวเลเกาะลันตาว่า “เห็นเรือหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำด้วยไม้คอร์ก (ไม้ระกำ) ลำยาว ๆ ลำหนึ่งมาจอดเกยตรงหน้าหาด เรือลำนั้นหนักเพียบเสียจนกระทั่งมองออกไปแล้วดูเหมือน พวกยิปซีน้ำและหัวหน้าของเขากำลังนั่งอยู่ในทะเลอย่างไรอย่างนั้น” ต่อมาเปลี่ยนไปใช้เรือปูเลา (ปลาฮู ปูเลา)  หรือเรือเหลา  ทำด้วยไม้กระดาน และแจวคู่ ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เรือปูเลา ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบเป็นเรือหัวโทงและใช้เครื่องเรือหางยาวแทนกรรเชียงและแจวคู่ 

              เมื่อชาวเลขึ้นมาสร้างเพิงพักชั่วคราวริมทะเล จะสร้างเป็นกลุ่มใกล้ ๆ กัน ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ เช่นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ผูกพันเป็นญาติพี่น้องกันหมด ต่อมาเมื่อเปลี่ยนไปสร้างบ้านค่อนข้างถาวร เลียนแบบบ้านของชาวมุสลิม เป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นเตี้ย ๆ หลังเล็ก ๆ ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ต่อมา เมื่อไฟฟ้าและถนนเข้าถึงชุมชน รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน บ้านที่อยู่บนเนินเปลี่ยนไปก่ออิฐถือปูน หลังคามุงสังกะสี  หรือกระเบื้อง แต่ยังคงเป็นบ้านชั้นเดียว ส่วนบ้านที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ริมฝั่งทะเล ยังคงใช้ไม้หรือแผ่นกระเบื้องเรียบทำฝาบ้าน เสาบ้านยื่นลงไปในทะเลหลังภัยพิบัติสึนามิ เมื่อองค์กรเอกชน เข้ามาสร้างบ้านให้ใหม่บนเนินสูง ลึกขึ้นไปจากชายฝั่งทะเล และใช้รูปแบบบ้านที่ถูกกำหนดมาจากภายนอก  ทำให้อัตลักษณ์ของรูปแบบบ้านและพื้นที่ตั้งบ้านเรือนเปลี่ยนไป ไม่สัมพันธ์กับประโยชน์ใช้สอย (อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2554  : 204)

     

  • อาหารของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              อาหารหลักของชาวเล คือ อาหารทะเล กินและปรุงอาหารด้วยวิธีง่าย ๆ นอกจากอาหารทะเลแล้วข้าวได้กลายเป็นอาหารหลักของชาวอูลักลาโวยจมาช้านาน หลังจากที่ติดต่อกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ  อูรักลาโวยจบนเกาะลันตา เคยเรียนรู้วิธีการปลูกข้าวไร่และทำนา มาหลายชั่วอายุคน แต่ปัจจุบันเลิกไปแล้วมีเพียงหลักฐานยุ้งข้าวและที่นา มะพร้าว เป็นพืชหลักที่สำคัญในชีวิตประจำวันอีกอย่างหนึ่ง อูรักลาโวยจจะใช้มะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลักในการปรุงอาหารคาวหวาน ตลอดจนใช้ประโยชน์สารพัดจากส่วนต่างๆ ในอดีตไม่มีการแบ่งมื้ออาหารจะหุงข้าวทิ้งไว้หิวเมื่อไหร่ก็กินเมื่อนั้น พวกเขาสามารถอดอาหารได้ทั้งวัน หรือกินอาหารได้ตลอดทั้งวัน เพราะออกทะเลเวลาไม่แน่นอน

     

  • ประเพณีและเทศกาลสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              จากการที่ชาวเลอูรักลาโวยจอาศัยอยู่ท่ามกลางกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมเหนียวแน่นกว่า ชาวเลอูรักลาโวยจจึงมีทั้งอัตลักษณ์ในรูปแบบวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง แตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน และยังมีอัตลักษณ์ใหม่ที่เกิดจากการรับเอาวัฒนธรรมของกลุ่มอื่นเข้ามาผสมผสาน

  • ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              ประเพณีแต่งเปรว (เปอตัดเยลัย) ชาวเลอูรักลาโวยจบนเกาะลันตาจะมีประเพณีตกแต่งหลุมฝังศพและเซ่นไหว้บรรพบุรุษซึ่งได้รับอิทธิพลจากประเพณี “เช็งเม้ง” ของชาวจีน พิธีแต่งเปรวหรือหลุมฝังศพหินทรายจะทำในเดือน 4 ส่วนเปรวบ้านเก่าจะทำในเดือน 5 ของทุกปี ปัจจุบันชาวเลได้ย้ายเปรวบ้านเก่ามาไว้ใกล้ศาลโต๊ะ อาโฆ๊ฮฺเบอราตัย ทางทิศเหนือของชุมชนในวันพิธีช่วงเช้าผู้ชายจะดายหญ้าตกแต่งหลุมฝังศพ ผู้หญิงเตรียมทำขนมไปเซ่นไหว้ ไปร่วมพิธีในตอนบ่าย สำหรับเปรวบ้านเก่า ในช่วงบ่ายมีการร้องรำทำเพลงและเลี้ยงข้าวปลาอาหาร ดื่มเหล้ากันด้วย (อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2554 : 194)

             ประเพณีลอยเรือปลาจั๊ก (เปอ-ลาจั๊ก หรือลาจัง) เป็นประเพณีความเชื่อที่ชาวเลอูรักลาโวยจให้ความสำคัญมากที่สุด และถือปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือวันขึ้น 13 ค่ำ-แรม 1 ค่ำ เดือน 6 เมื่อเริ่มมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หรือ“ลมพลัด”และวันขึ้น 13 ค่ำ-แรม 1 ค่ำ เดือน 11 เมื่อเริ่มมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ “ลมออก” โดยมีจุดประสงค์ที่จะสะเดาะเคราะห์ ส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับไป “ฆูนุงฌึรัย” ซึ่งเชื่อว่าเป็นบ้านเมืองเดิมของบรรพบุรุษ และส่งสัตว์ที่ฆ่ากินเป็นอาหารกลับไปให้เจ้าของเดิมเพื่อไถ่บาป 

     

  • การเกิดของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

             เมื่อสาวชาวอูรักลาโวยจตั้งครรภ์ถึงกำหนดจะคลอด “โต๊ะบิดัด” หรือหมอตำแยจะทำคลอดให้โดยใช้ไม้ไผ่เหลาบางตัดสายสะดือ และอาบน้ำเย็นก่อนอาบน้ำอุ่นให้เด็กดื่มน้ำผึ้งจนกระทั่งครบ 3 วัน เพื่อให้เด็กถ่ายของเสียออก แล้วให้ดื่มนมแม่จนกระทั่งหย่านม หลังคลอดได้ 3 วัน จะทำพิธีเซ่นไหว้ตายายและเลี้ยงฉลอง  หรือ “ทำนู้หรี” โต๊ะบิดัดจะช่วยดูแลแม่และลูกในช่วงที่แม่อยู่ไฟ 7-9 หรือ 15 วัน ในช่วงนี้ผู้เป็นแม่จะต้องปฏิบัติตัวตามกฎข้อห้ามอีกหลายประการ เมื่อครบ 44 วัน พ่อแม่จะทำพิธีเซ่นไหว้ตายายอีกครั้ง

     

  • การแต่งงานของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              ประเพณีการแต่งงานของอูรักลาโวยจ ผู้ชายจะเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง หนุ่มสาวชาวอูรักลาโวยจจะแต่งงานประมาณอายุ 14-18 ปี บางคู่จะมีการสู่ขอหมั้นและแต่งงานตามประเพณี  แต่บางคู่อยู่กินกันก่อนจึงจัดพิธีแต่งงาน หรือพาหนีแล้วค่อยกลับมาขอขมา ก่อนพิธีหมั้น ผู้ใหญ่ฝ่ายชายจะไปขอถึง 3 ครั้ง  หากได้รับการตอบรับจะไปขอหมั้น หรือ “ปากัยตูนัง” และนัดแนะวันแต่งงาน ก่อนแต่งงาน 3 วัน ฝ่ายชายจะต้องมาอาสางานบ้านผู้หญิง ในวันแต่งขบวนแห่จะให้เจ้าบ่าวขี่คอเดินวนซ้ายรอบบ้านเจ้าสาว 3 รอบ ก่อนย่างเข้าประตูผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวจะถามว่า “มีเรือไหม มีแหไหม มีซัมปัง (ฉมวก) ไหม”  หากเจ้าบ่าวตอบว่า “มี” ก็อนุญาตให้เข้าบ้านได้ เช้าวันรุ่งขึ้นแขกที่เหลือและพ่อแม่ญาติพี่น้องจะส่งตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาวลงเรือไปผจญภัยตามหมู่เกาะต่าง ๆ กลางทะเล พร้อมกับข้าวสาร น้ำจืดและเครื่องมือจับปลา เพื่อให้ฝ่ายชายพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถทำมาหาเลี้ยงภรรยาได้ ขาไปผู้ชายเป็นฝ่ายกรรเชียงเรือให้ผู้หญิงนั่งหัวเรือ ตอนขากลับหากผู้หญิงกรรเชียงเรือให้ผู้ชายเป็นฝ่ายนั่งหัวเรือ เป็นที่เข้าใจกันว่าทั้งคู่ได้เสียกันแล้ว (อาภรณ์  อุกฤษณ์. 2532 : 100)

     

  • การตายและการทำศพของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              ชาวเลอูรักลาโวยจที่เกาะลันตา หากบ้านใดมีสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตจะก่อกองไฟไว้หน้าบ้าน และนำข้าวปลาอาหารวางไว้หน้ากองไฟตลอด 3 วัน 3 คืน  ผู้ชายจะช่วยกันทำโลงศพ ซึ่งเดิมใช้ไม้ไผ่สานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปัจจุบันใช้ไม้กระดานแบบโลงศพทั่วไป พิธีอาบน้ำศพ วางศพพาดลงบนตักลูก ๆ ที่นั่งเหยียดเท้าเรียงกันตามลำดับจากทิศใต้ไปยังทิศเหนือ โต๊ะหมอจะทำพิธีอาบน้ำศพเป็นคนแรก ต่อด้วยญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน เมื่อเสร็จพิธีลูก ๆ หรือญาติที่ประคองศพจะต้องล้างตัวด้วยน้ำมะนาวผสมใบสะบ้า เพื่อไม่ให้วิญญาณผู้ตายติดตัว ศพจะถูกทาแป้งแต่งตัวและทาน้ำมันหอมก่อนบรรจุในโลงศพที่ปูด้วยเสื่อ และใช้ผ้าขาวคลุมบนศพ นำข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตายบรรจุลงไปในโลงด้วย ขบวนแห่ศพไปฝังที่ชายทะเล เมื่อหย่อนโลงศพลงในหลุม ผ่ามะพร้าวที่เตรียมไว้ เป็น 2 ซีก ราดน้ำมะพร้าว ลงบนศพมะพร้าวซีกที่มีตา คว่ำลงบนตำแหน่งสะดือของศพ อีกซีกให้ลูกหลานไปกิน  ที่บ้าน เมื่อโต๊ะหมอทำพิธีและญาติพี่น้องช่วยกันกลบหลุมแล้ว จะปลูกมะพร้าวอีกลูกที่มีหน่อไว้ปลายเท้าศพและให้ผู้ที่หามศพ จับคู่กันทีละ 2 คน ยืนหันหลังให้กันคนละฟากของปากหลุม ทำพิธีเวียนผ้าขาวม้า เป็นอันเสร็จพิธี ระหว่างทางกลับบ้านล้างมือล้างเท้า ด้วยน้ำผสมมะนาวและใบสะบ้าที่วางไว้ริมทางตอนขาไป และเด็ดใบไม้หรือดอกไม้ทัดหู เพื่อไม่ให้วิญญาณผู้ตายจำได้และติดตามกลับไปบ้าน หลังจากนั้นอีก 3 วัน จะเลี้ยงอาหาร ดับกองไฟ และทำบุญผู้ตายอีกครั้งในพิธีแต่งเปรวในเดือน 4 หรือเดือน 5 (อาภรณ์  อุกฤษณ์. 2532 : 107)  

              ปัจจุบันชาวเลอูรักลาโวยจที่นับถือศาสนาพุทธจะนิมนต์พระไปสวดในงานศพด้วย ส่วนกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลาม เช่น ชาวเลเกาะปอ และเกาะบูโหลนจะปฎิบัติศาสนกิจและทำพิธีฝังศพตามหลักศาสนาอิสลามและกลุ่มที่นับถือคริสต์ก็จะทำพิธีตามหลักศาสนาคริสต์

     

  • ประเพณีเลี้ยงผีของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              ประเพณีแลกเปลี่ยนสิ่งของและชิงเปรต  อูรักลาโวยจดั้งเดิมบนเกาะลันตา พวกเขาจะเดินทางขึ้นบกไปยังตัวเมืองกระบี่และอำเภอใกล้เคียง ล่วงหน้า 2-3 วัน เพื่อนำผลผลิตที่ได้จากทะเล เช่น ปลาเค็ม ปลาย่าง กัลปังหา ไข่มุก และกำไลกระ ฯลฯ ไปแลกกับเสื้อผ้า อาหารของใช้จำเป็นกับคนเมือง และไปร่วมพิธีชิงเปรต เพื่อเก็บขนมพอง ขนมลา ข้าวปลาอาหาร และเงินที่ชาวไทยพุทธนำไปตั้งไหว้เปรต ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ในช่วงนี้คนเมืองจะเตรียมเสื้อผ้าอาหารมาบริจาคด้วย ในทัศนะของอูรักลาโวยจไม่ใช่เรื่องที่น่าอายเพราะเป็นน้ำใจที่คนรวยจะแบ่งปันช่วยเหลือ คนยากจน และเป็นความเชื่อว่าต้องไปรับบุญไม่เช่นนั้นวิญญาณบรรพบุรุษจะอดอยาก ไม่ได้กินบุญ แม้ชาวเลอูรักลาโวยจที่มีฐานะร่ำรวยก็ต้องมาร่วมในประเพณีนี้ ปัจจุบันอูรักลาโวยจผู้สูงอายุและเด็ก ๆ ยังคงปฏิบัติอยู่ แต่หนุ่มสาวรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่ไปร่วมแล้ว (อาภรณ์  อุกฤษณ์. 2554 : 197)  

     

  • ประเพณีเซ่นไหว้บรรพชนของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              เดิมอูรักลาโวยจอาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกันจะทำพิธีเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษร่วมกันปีละครั้ง นอกจากนั้น ในอดีตเคยมีพิธีเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษที่สิงสถิตอยู่ตามธรรมชาติ เช่น เจ้าทะเล  เจ้าถ้ำ เจ้าเกาะ เจ้าแหลม ฯลฯ  ก่อนหรือหลังพิธีลอยเรือในเดือน 6 และเดือน 11 เพื่อร้องขอว่าเมื่อลมพลัด (ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้) หรือลมออก (ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ) พัดมาขอให้ลูกหลานหาปลาได้มาก ๆ อย่าเจ็บ อย่าไข้ และขอให้ปลอดภัยในการออกทะเล แต่ปัจจุบันพิธีนี้เลิกไปแล้ว (อาภรณ์  อุกฤษณ์. 2532 : 108) ชาวเลอูรักลาโวยจกลุ่มอื่น ๆ ก็ต่างมีบรรพบุรุษประจำกลุ่มเช่นกัน แต่เมื่อมีพิธีสำคัญ เช่น พิธีลอยเรือนอกจาก แต่ละกลุ่มจะเชิญบรรพบุรุษประจำกลุ่มของตัวเองมาร่วมในพิธีแล้ว ยังเชิญบรรพบุรุษของกลุ่มอื่นมาร่วมพิธีด้วย

     

  • ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

             ความเชื่อดั้งเดิม ของชาวเลอูรักลาโว้ย จะผูกพันกับความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษและสิ่งเหนือธรรมชาติ  ทั้งปวง  นอกจากอูรักลาโว้ยแต่ละกลุ่มจะมีผีบรรพบุรุษประจำกลุ่มที่ยึดถือร่วมกันแล้ว ยังมีผีบรรพบุรุษประจำชุมชนแต่ละชุมชนด้วย อย่างไรก็ตามแม้ชาวเลแต่ละกลุ่มจะมีผีบรรพบุรุษประจำกลุ่มแต่เมื่อทำพิธีต่างๆ เช่น พิธีลอยเรือ พิธีแก้บน ฯลฯ ก็จะเชิญผีบรรพบุรุษของแต่ละชุมชนและผีบรรพบุรุษประจำกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวมาร่วมในพิธีกรรมด้วย 

     

    ศาลโต๊ะอาโฆ๊ะเบอราตัย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ประจำกลุ่มชาวเล

    บ้านหัวแหลมกลางและบ้านสังกาอู้  

    มีภาพลักษณ์เป็นงู

     

             เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับชาวไทย และชาวมุสลิม อูรักลาโว้ยบางกลุ่มรับนับถือศาสนาอิสลามเรียกกันว่า “ชาวเลแขก” เช่น  อูรักลาโว้ยบนเกาะปอ และเกาะบูโหลน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อูรักลาโว้ย ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับศาสนาพุทธมากกว่าด้วยวิถีชีวิตที่อิสระทำให้ปฏิบัติตามหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามได้ยาก ส่วนศาสนาคริสต์เผยแพร่ศาสนาคริสต์โดยตรงในชุมชนชาวเลหลายแห่ง โดยเฉพาะในช่วงหลังจากประสบภัยสึนามิ ชาวเลหันไปนับถือศาสนาคริสต์โดยตรงมากขึ้น เนื่องจากไปร่วมกิจกรรมร้องเพลงและรับของแจกจากกลุ่มที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาแล้วได้รับการชักชวนให้เปลี่ยนศาสนา 

     

              

    สุสานชาวเลอูรักลาโว้ยบ้านหัวแหลมกลาง ปัจจุบันทำศาลาครอบหลุมฝังศพ  

    บางครอบครัวนำกระดูกผู้ตายบรรจุในบัวเหมือนชาวไทยพุทธ

     

  • ข้อห้าม ข้อปฏิบัติของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

             ข้อห้ามสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ เมื่อสาวชาวเลอูรักลาโว้ยตั้งครรภ์จะต้องปฏิบัติตนตามความเชื่อและข้อห้ามที่สืบทอดกันมา เช่น ห้ามอาบน้ำกลางคืน ห้ามลงไปเดินเล่นนอกบ้านหลังพระอาทิตย์ตกดินเพราะผีตายายจะติดตามตัวมา ระหว่างที่ตั้งครรภ์ 3-7 เดือน ห้ามฆ่าหรือทุบตีสัตว์ทุกชนิด ห้ามนั่งบนธรณีประตู ห้ามข้ามเชือกผูกหัวเรือ จะทำให้คลอดยาก ฯลฯ

             ข้อห้ามสำหรับเด็ก เด็กห้ามกินไข่จนกว่าจะคลานได้ และห้ามกินปลาจนกว่าจะพูดคำว่าปลา หรือ “อีกัด” ได้

             ข้อห้ามขณะสามีออกทะเล ภรรยาที่อยู่ที่บ้านห้ามขยับที่นอนสามี ห้ามเย็บผ้า ห้ามสระผม ห้ามนอนกลางวัน และห้ามกวาดขยะใต้ถุนบ้าน เพราะเชื่อว่าสามีจะประสบอุบัติเหตุ เมื่อลงจากบ้านไปทะเล หากมีคนนั่งขวางบันได เชื่อว่าเป็นการขวางลาภ จับปลาไม่ได้ (อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2532 : 42)

             ข้อห้ามอื่นๆ เช่น ห้ามนั่งบนหินถ่วงไซ หรือหินลับมีด เพราะเชื่อว่า ก้นจะหนักหรือขี้เกียจทำงาน ห้ามออกจากครัวขณะหุงข้าวเพราะผีตายโหงจะลงโทษ ห้ามเด็ก ๆ เล่นริมหาดโดยเฉพาะ วันขึ้น 11-12 ค่ำ เพราะ   ผีตายายจะติดตัวกลับมาบ้าน ห้ามทักหรือชี้เมื่อเห็นผีพุ่งไต้ หรือดาวตก จะทำให้เกิดอันตรายกับตัวเอง เป็นต้น (อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2532 : 94-95, จรัส ง๊ะสมัน. 2534 : 43)

     

  • ผู้นำพิธี/ผู้ประกอบพิธีของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

             ในระดับผู้นำกลุ่ม นอกจากจะมีผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากทางราชการแล้ว ชาวเลอูรักลาโว้ยจะมี “โต๊ะหมอ” ซึ่งผู้นำกลุ่มที่ผ่านการเรียนวิชาทางด้านไสยศาสตร์ จนสามารถเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมได้และเป็นที่ยอมรับของสมาชิกในกลุ่ม

             โต๊ะหมอ เป็นผู้นำกลุ่มที่ได้รับเลือกจากสมาชิกในกลุ่มให้สืบทอดตำแหน่งและหน้าที่ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เมื่อมีกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับพิธีกรรมความเชื่อ สมาชิกในกลุ่มจะเชิญโต๊ะหมอไปเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมนอกจากนั้นโต๊ะหมอยังมีบทบาทหน้าที่ในการดูแลทุกข์สุข และแก้ปัญหาความขัดแย้งในชุมชนด้วย จึงนับว่า โต๊ะหมอเป็นผู้นำกลุ่มที่มีบทบาทหน้าที่ทั้งทางโลกและทางธรรม

     

  • พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              ศาลบรรพบุรุษประจำชุมชนจะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนชาวเลอูรักลาโว้ยแต่ละแห่ง เช่น “ศาลโต๊ะ ฆีรี” เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชนอูรักลาโว้ย บ้านเกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ และเกาะบูโหลน จังหวัดสตูล “ศาลโต๊ะบาหลิว” เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำชุนชนชาวเลอูรักลาโว้ยบ้านโต๊ะบาหลิว บ้านในไร่ และบ้านศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นต้น 

     

  • การทำนาย โหราศาสตร์/ไสยศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

    การทำนายและโหราศาสตร์         

              ในสังคมชาวเลอูรักลาโว้ย ซึ่งผูกพันกับความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ นอกจากโต๊ะหมอจะเป็นผู้นำทางความเชื่อและเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ แล้วโต๊ะหมอยังมีความสามารถในการทำนายโชคชะตาของสมาชิกด้วย เช่น ในพิธีลอยเรือ ในช่วงที่ทำน้ำมนต์ แต่ละครอบครัวจะนำตุ่มใส่น้ำมาวางเรียงกันไว้  โต๊ะหมอจะจุดเทียน แล้วหยดลงไปตุ่มทีละตุ่มและทำนายว่าหลังจากผ่านพิธีลอยเรือแล้วครอบครัวของเจ้าของตุ่มจะมีวิถีชีวิตอย่างไร   

    ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์การทำยาเสน่ห์  

              วิธีหนึ่งที่ปรากฏในกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยและชาวมุสลิมที่อาศัยในแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน โดยใช้น้ำตาปลาดุหยง หรือปลาพยูน ผสมกับส่วนผสมอื่น ๆ นำไปแตะบนร่างกายของเพศตรงข้าม เพื่อให้ผู้นั้นหลงรักและคิดถึงตน เชื่อว่าหากผู้ใดโดนเสน่ห์น้ำตาปลาดุหยงจะหลงใหลใฝ่ฝันถึงฝ่ายตรงข้ามจนไม่เป็นอันจะกินจะนอน ถึงกับต้องไปให้เห็นหน้า แม้ต้องว่ายน้ำข้ามทะเลไปก็ยอม 

     

  • การรักษาของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              ความเชื่อในกลุ่มชาวเล การเจ็บป่วย หรือสมาชิกในชุมชนประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บ เชื่อกันว่าเป็นการลงโทษจากสิ่งเหนือธรรมชาติหรือผีบรรพบุรุษ ดังเช่น ที่แหลมตุ๊กแก เดิมอูรักลาโว้ยเชื่อว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นสาเหตุมาจาก “ผีกิน” การรักษาพยาบาลจึงเป็นหน้าที่ของหมอผีประจำบ้าน ที่จะต้องปัดรังควานขับไล่ หรือทำพิธีเชิญให้ผีออกไป วิธีบำบัดรักษาส่วนมากใช้วิธีร่ายเวทย์มนต์คาถา เป่ามนต์บนศีรษะผู้ป่วย แล้วทำน้ำมนต์ให้ดื่มระยะเวลาในการรักษาใช้เวลา 3 วัน หยุด 1 วัน หากอาการมาทุเลาก็รักษาต่ออีก 3 วัน หยุด 1 วัน เป็นระยะๆ ไปเรื่อยจนกว่าอาการไข้จะหาย หรืออาจใช้วิธีเสกหมากเสกพลูให้กินหรือทา บางครั้งก็ใช้รากไม้ฝนกับน้ำแล้วทาตามร่างกาย หรือรักษาหลายวิธีผสมกันไป หากอาการไข้ไม่หายจึงนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาล หรือสถานีอนามัย (พิมพิไล ตั้งเมธากุล. 2529 : 37-38)

     

  • ดนตรีและศิลปะการแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              การแสดงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่ชาวเลอูรักลาโวยจนำติดตัวมาใช้เล่นในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีลอยเรือ และพิธีแก้บน ฯลฯ เครื่องดนตรีประกอบด้วย กลองรำมะนา 2-3 ใบ กลองทน 2 ใบ  ซอ หรือไวโอลิน 1 ตัว จะเพิ่มฉิ่งและฉาบก็ได้ ส่วนนักดนตรี แม่เพลงหรือพ่อเพลง และลูกคู่ ส่วนใหญ่จะเป็นชุดเดียวกัน ในอดีตแม่เพลงจะเป็นผู้เปิดวงด้วยการขับเพลงรำมะนา 7 เพลง ที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษก่อน เพื่อบอกกล่าวและเชิญชวนให้มาร่วมสนุกสนาน  หลังจากนั้น จึงสามารถขับเพลงอื่น ๆ รวมทั้งเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ได้  ปัจจุบันในกลุ่มอูรักลาโวยจ หลายกลุ่มยังคงเล่นรำมะนาอยู่ เช่น บ้านหัวแหลมสังกาอู้  บ้านหัวแหลมกลาง  แต่ไม่มีแม่เพลงแล้ว มีแต่พ่อเพลงผู้ชาย  2-3  คน สลับกันร้องและเล่นดนตรี ส่วนนักดนตรีที่เหลือเล่นดนตรีไปด้วยเป็นลูกคู่ไปด้วย (อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2532 : 204)

             รองแง็ง  เป็นวัฒนธรรมที่รับมาจากชาวมุสลิม และด้วยมีลักษณะการร้องรำทำเพลงคล้ายคลึงกับการเล่นรำมะนา จึงสามารถนำมาพัฒนา จนกระทั้งผสมกลมกลืนกับวิถีชีวิต และมีคณะรองแง็งที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มชาวเลอูรักลาโวยจเอง  บทเพลงรองแง็งของอูรักลาโวยจจะขับเป็นภาษามลายูกลาง เรียกว่า “ขับแขก”

             รำวง ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคกลางที่อูรักลาโวยจรับเข้าไปใช้ในการร้องรำทำเพลง เพื่อความบันเทิงในงานแต่งงาน และงานพิธีลอยเรือควบคู่กับการเล่นรำมะนาในช่วงที่ประกอบพิธีกรรม 

     

     

  • เรื่องเล่า/ตำนาน/วรรณกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

               ตำนานความเชื่อ ที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นตัวอย่างตำนานที่เล่ากันในกลุ่มชาวเลอูรักลาโวยจบนเกาะลันตาซึ่งเป็นกลุ่มที่อาศัยบริเวณหมู่เกาะลันตามายาวนานที่สุด และเนื่องจากชาวเลอูรักลาโวยจไม่มีภาษาเขียน การบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์เพื่อสืบทอดไปสู่ลูกหลานจึงผูกเรื่องเป็นตำนานเพื่อให้ง่ายแก่การจดจำและสะดวกในการสืบทอดต่อไป 

     

  • นิทานของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              นอกจากตำนานดังกล่าวแล้วนั้น จรัส ง๊ะสมัน (2534 : 1003103, 119-206) ได้ศึกษาและบันทึกข้อมูลนิทานชาวเลอูรักลาโวยจ เกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ เกาะบูโหลนใหญ่ (เกาะบูโหลนเล) และเกาะบูโหลน (เกาะบูโหลนดอน) จังหวัดสตูล ไว้ถึง 82 สำนวน จากนิทานชาวเล จังหวัดสตูลทั้ง 82 เรื่อง ได้วิเคราะห์ถึงภาพสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมที่ปรากฏในเนื้อหา ดังเช่น

                   -ความเป็นมาของกลุ่มชน จากเรื่อง ม่วงทองปากกรัง หาดทรายดำ ฯลฯ

                   -ครอบครัวประชากร จากเรื่อง ผีทอดแห อ้ายบอด นางเรือ ฯลฯ

                   -การปกครอง จากเรื่อง หวังขี้คร้าน นกยาง ฯลฯ

                   -เศรษฐกิจ จากเรื่อง ผีทอดแห คุ้ยบังคุ้ย ลูกปูด ฯลฯ

                   -การคมนาคม จากเรื่อง หลามใหญ่  คลื่นสามพี่น้อง ฯลฯ

     

  • ตำนานของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              ตำนานโต๊ะเมอเต็กฮูดือ เป็นผีบรรพบุรุษที่สิงสถิตอยู่ในแอ่งน้ำจืดในป่า บนเกาะลันตาระหว่างชุมชนบ้านหัวแหลมกลางและหัวแหลมสุด ตามตำนานเล่าว่า มีชายคนหนึ่งขึ้นไปตัดต้นเต่าร้างกินเป็นอาหาร ตอน     ขากลับขณะแบกต้นเต่าร้างจะไปลงเรือ ได้ผ่านแอ่งน้ำตาผุด (แอ่งที่มีตาน้ำไหล) แห่งหนึ่ง บังเอิญเท้าของชายผู้นั้นเหยียบพลาดลงไปในแอ่งน้ำนั้น แล้วปรากฏว่าตัวคนจมหายไปเหลือแต่ต้นเต่าร้างขวางแอ่งน้ำอยู่ จึงเชื่อว่าแอ่งน้ำนั้นเป็นที่สิงสถิตของโต๊ะเมอเต็กฮูดือ (อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2532 : 87)

              ตำนานโต๊ะบาหลิว  เป็นศาลบรรพบุรุษประจำบ้านบ่อแหน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะลันตา มีสัญลักษณ์เป็นปลวก 3 ยอดติดกัน ต่อมาวิญญาณบรรพบุรุษมาเข้าฝันว่า จอมปลวกทั้ง 3 ยอดนั้น ยอดตรงกลาง คือโต๊ะบาหลิว ยอดทางซ้ายมือเป็นผู้หญิง คือ โต๊ะอาโฆฮฺเบอราตัย ขวามือเป็นผู้ชาย ชื่อ โต๊ะอีตับ ทั้งสองเป็นลูกศิษย์โต๊ะบาหลิวใครทำความผิดโต๊ะบาหลิวจะมอบหมายให้ โต๊ะอีตับลงโทษให้ไม่สบาย ปัจจุบันย้ายไปตั้งที่ศาลาด่าน (อาภรณ์  อุกฤษณ์. 2532 : 89)

              ตำนานโต๊ะเบอแล็บบึรายุค (โต๊ะเบอแล็บโต๊ะฮา) ผีบรรพบุรุษผู้หญิงสิงสถิตอยู่ที่แหลมโตนด ซึ่งอยู่ปลายแหลมสุดของเกาะลันตา มีสัญลักษณ์เป็นแมงมุม นั่งแกว่งชิงช้าไม้ที่ผูกไว้กับยอดเขาสองลูก มีวิชาตัวเบา ไต่เชือกโยนตัวข้ามยอดเขาได้ เชื่อว่าเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาหมอตำแยให้โต๊ะบิดัด (หมอตำแย) ในพิธีลอยเรือ วงรำมะนาผู้หญิงจะเริ่มเล่นก่อนเพื่อเซ่นไหว้บูชาและเชิญวิญญาณของโต๊ะเบอแล็บโต๊ะฮาให้มาช่วยยกเรือข้ามภูเขาไปปล่อยในทะเล (อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2532 : 88)

              ตำนานปลาดุยง (ดุหยง) หรือปลาพยูน เป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่ชาวเลอูรักลาโวยจนับถือ ตามตำนานเล่าว่า มีผู้หญิงท้องแก่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว อยากกินสาหร่ายทะเลจึงบอกให้สามีดำน้ำลงไปเอามาให้ ปรากฏว่าสามีของนางจมหายไปใต้ท้องทะเล หญิงผู้นั้นจึงกระโดดน้ำตามลงไปแล้วจมหายลงไปอีก กลายเป็นปลาพยูน ซึ่งมีนม มีมือ และมีเท้าคู่หนึ่งสำหรับว่ายน้ำ ดังนั้นลูกหลานชาวเลจึงนับถือปลาพยูน โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องห้ามกินปลาพยูนเด็ดขาด นอกจากนั้นชาวเลยังใช้น้ำตาปลาพยูนทำยาเสน่ห์ได้ด้วย(อาภรณ์  อุกฤษณ์. 2532 : 90)

     

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม

              สถานการณ์ต่าง ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละชุมชน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อได้ ดังเช่น เดิมอูรักลาโวยจที่แหลมตุ๊กแกเชื่อว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นสาเหตุมาจาก “ผีกิน” การรักษาพยาบาลเช่นเดียวกับกลุ่มอื่น ๆ จึงเป็นหน้าที่ของหมอผีประจำบ้าน แต่ปัจจุบัน หากเจ็บไข้เล็กน้อยจะซื้อยากินเอง  หรือไปสถานีอนามัย (พิมพิไล ตั้งเมธากุล. 2529 : 37-38) 

              การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ด้านศาสนาความเชื่อ

              ความเชื่อดั้งเดิมของอูรักลาโวยจเป็นความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติและวิญญาณบรรพบุรุษที่ตายไป เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมทั่วไป  เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับชาวไทย และชาวมุสลิม อูรักลาโวยจบางกลุ่มรับนับถือศาสนาอิสลามเรียกกันว่า “ชาวเลแขก” เช่น อูรักลาโวยจบนเกาะปอ และเกาะบูโหลน อย่างไรก็ดี อูรักลาโวยจส่วนใหญ่สัมพันธ์กับศาสนาพุทธมากกว่าด้วยวิถีชีวิตที่อิสระทำให้ปฏิบัติตามหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามได้ยาก อูรักลาโวยจส่วนใหญ่จึงไปวัดพุทธและหากมีใครถาม ก็จะบอกว่านับถือศาสนาพุทธ แม้จะไม่เคยมีกรณีอูรักลาโว้ยบวชพระเหมือนชาวมุสลิมบนเกาะลันตา ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดด้านการอ่าน การท่องบทสวด และวัตรปฏิบัติ แต่ก็ไปทำบุญที่วัด จรัส ง๊ะสมัน (2529 : 49)  ได้กล่าวถึงชาวเลอูรักลาโวยจที่สตูลว่ามีการยอมรับประเพณีจากกลุ่มชนเข้าไปมาก วันสำคัญทางศาสนาและประเพณีของกลุ่มชนเหล่านั้น จึงถูกรับไปด้วย เช่น วันสงกรานต์ วันตรุษจีน วันเช็งเม้ง 

              การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ด้านศาสนาความเชื่อหลังภัยพิบัติสึนามิ

              หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ  มีกลุ่มผู้เผยแพร่ศาสนาลัทธิหนึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้วยวิธีการแจกเครื่องมือทำมาหากิน เสื้อผ้า และผลที่สุดได้ชักชวนให้เปลี่ยนศาสนา พวกเขารับของแจกมาแล้วจึงไม่กล้าปฏิเสธ จนกระทั่งเกิดปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรงตามมาระหว่างกลุ่มที่ต้องการอนุรักษ์ความเชื่อดั้งเดิมและกลุ่มที่เปลี่ยนศาสนาซึ่งต้องละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิมบางอย่างที่ขัดกับหลักปฏิบัติของศาสนาใหม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการนำศพของอูรักลาโวยจรายหนึ่งที่เสียชีวิตในช่วงนั้นมาฝังในสุสานของชุมชนและนำไม้กางเขนมาปักบนหลุมฝังศพ 

              ปัญหาที่ประสบ

              สำหรับปัญหาที่เกี่ยวกับที่ดินที่อยู่อาศัย และที่ตั้งศาล เกิดขึ้นหลังจากการเข้ามาของธุรกิจท่องเที่ยว และนายทุนต้องการที่ดินริมทะเลร่วมมือกับผู้มีอำนาจในท้องถิ่นเข้าสวมสิทธิ์ครอบครองที่ดิน  ซึ่งเป็นที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมของชาวเลด้วยวิธีการต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ กลายเป็นที่ดินที่ทางราชการกำหนดให้อยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติ มีการจำกัดที่เขตทำมาหากินในทะเลบริเวณน่านน้ำที่อยู่ในเขตอุทยานด้วย

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ :

              ในอดีตชาวเลอูรักลาโวยจในประเทศไทย ทั้งกลุ่มที่อาศัยอยู่บนเกาะลันตา เกาะจำ เกาะพีพี จังหวัดกระบี่  แหลมตุ๊กแก และหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต และกลุ่มที่อยู่บนเกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ เกาะบูโหลน จังหวัดสตูล มีการแต่งงานข้ามกลุ่มกัน หรืออพยพย้ายถิ่นไปมาหาสู่กัน ทุกกลุ่มนับว่าเป็นญาติกันหมด และจะพบปะกันในโอกาสที่มีพิธีลอยเรือ จนกระทั่งหลังจากภัยพิบัติสึนามิ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยุคนั้นได้มีนโยบายเร่งด่วนให้แต่งตั้งคณะกรรมการเข้าไปช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน ขณะเดียวกันภายใต้การสนับสนุนของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) (United Nations Development Programme)  และภาคีความร่วมมือของมูลนิธิชุมชนไทย ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ (NGO) ได้ประสานความร่วมมือกับภาคีในท้องถิ่นทั้งเข้าไปให้ความช่วยเหลือชาวเลอูรักลาโวยจที่ประสบภัยตามโครงการ “ฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนและการจัดระบบนิเวศที่ยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชุมชนผู้ประสบภัยสึนามิฟื้นคืนสู่ภาวะปกติ เพื่อฟื้นฟูและบูรณาการองค์ความรู้ดั้งเดิม เกี่ยวกับ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำแผนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และสร้างกลไกความร่วมมือแบบ พหุภาคีระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน หลังจากปิดโครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิม ฯ แม้บางชุมชนจะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย แต่โครงการนี้ได้ปลุกชาวชุมชนเกาะลันตาให้ตื่นตัว ลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง

              ผลสืบเนื่องจากการเข้าไปให้ความช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ที่ประสบภัยสึนามิของสื่อมวลชน องค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งชุมชนชาวเล ส่งผลให้สาธารณชนรู้จักและเข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเลมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับไปพบปัญหาที่สั่งสมมานาน และกำลังรุนแรงขึ้นหลังจากคลื่นยักษ์สึนามิได้ทำลายที่พักอาศัยของพวกเขา ดังนั้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2553 คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบหลักการแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ ประกอบด้วยการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพการประมง การช่วยเหลือด้านสาธารณสุข 

              ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหาต่างๆ ยังไม่บรรลุ อันเนื่องจากปัญหาเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรท้องถิ่น จังหวัด นักวิชาการ และชุมชนชาวเล รัฐบาลปัจจุบันจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดิน   ที่ทำกิน และพื้นที่จิตวิญญาณ (สุวัฒน์ คงแป้น. 2558 : ออนไลน์)

              โครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลที่จัดตั้งโดยคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ยังคงดำเนินการต่อเนื่องถึงปัจจุบัน กิจกรรมที่น่าสนใจโครงการหนึ่งที่สืบเนื่องจากโครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล คือ โครงการจัดงาน “วันรวมญาติชาวเล” ซึ่งมีสมาชิกชาวเลในประเทศไทย ทั้งชาวเลอูรักลาโวยจ มอแกน (มอแกนเกาะ) และมอแกล็น (มอแกล็นบก) ทุกกลุ่ม เดินทางไปร่วมงาน  โดยสถานที่จัดงานหมุนเวียนกันไป ซึ่งแต่ละครั้งที่เข้าร่วมงานนอกจากได้พบปะสังสรรค์เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างชาวเลทุกกลุ่มให้กว้างขวางขึ้น อันเป็นการสนับสนุนให้พื้นฐานของความกลุ่มชาติพันธุ์เข้มแข็งขึ้นแล้ว ยังเป็นโอกาสที่แต่ละกลุ่มได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนมาบอกกล่าวเพื่อขอความร่วมมือในการแก้ปัญหาจากคณะกรรมการโครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลด้วย   

     

Access Point
No results found.

วิถีชีวิตชาวเลในอดีตใช้เรือเป็นที่อยู่อาศัย ยานพาหนะสำหรับเดินทางเป็นเครื่องมือทำมาหากินและจะย้ายขึ้นฝั่งในช่วงฤดูฝนหรือมีพายุคลื่นลมแรงหรือต้องการน้ำจืด ปัจจุบันชาวอูรักลาโวยจ สร้างบ้านเรือนถาวร และใช้ฐานทรัพยากรเพื่อการดำรงชีพ ทั้งจับหาสัตว์น้ำ เก็บหาพืชอาหารจากป่าชายเลน ป่าสันทราย ชาวอูรักลาโวยจให้ความสำคัญกับพิธีลอยเรือเพื่อที่จะสะเดาะเคราะห์ ส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับไป “ฆูนุงฌึรัย” ซึ่งเชื่อว่าเป็นบ้านเมืองเดิมของบรรพบุรุษและส่งสัตว์ที่ฆ่ากินเป็นอาหารกลับไปให้เจ้าของเดิมเพื่อไถ่บาป