กลุ่มชาติพันธุ์ : มอแกน

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : มอแกน
  • ชื่อเรียกตนเอง : มอแกน, บะซิง, มาซิง
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ชาวเล, ชาวน้ำ, ชาวไทใหม่, บะซิง, มาซิง, มอแกนปูเลา, มอแกนปอลาว, ชาวเกาะ, มอแกนเล, มอแกนเกาะ, สิง
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษาพูดใช้ ภาษามอแกน อยู่ตระกูลภาษาออสโตรนีเชียน ไม่มีภาษาเขียน
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

             เดิมมีคำที่ใช้เรียกชื่อผู้คนกลุ่มนี้ว่า “ชาวน้ำ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี พ.ศ. 2542 ให้คำนิยาม “ชาวน้ำ” ว่าเป็น “ชื่อชนชาติเดิมพวกหนึ่งอยู่ทางทะเลด้านตะวันตกของแหลมมลายู ฉลางหรือชาวเลก็เรียก” ชาวเลหลายคนถือว่าคำว่าชาวน้ำเป็นคำดูถูกดูแคลน ทำให้รู้สึกแปลกแยกจากกลุ่มอื่น คำนี้จึงไม่นิยมใช้ในปัจจุบัน (นฤมล อรุโณทัย และคณะ, 2557) คำว่า “ชาวเล” ก็เป็นคำที่แสดงถึงทัศนะคติเชิงลบในหลายพื้นที่ ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์รู้สึกถึงความเป็นตัวตนที่ด้อยกว่าจนบางคนไม่อยากให้ใครรับรู้ว่าตนเองคือชาวเล ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดคำว่า “ไทยใหม่” หมายถึงว่าชาวเลได้รับการยอมรับและยกระดับเป็นคนไทย ได้รับสัญชาติไทย พูดสื่อสารด้วยภาษาไทยและได้รับการศึกษาในระบบของไทย

              ในปัจจุบัน เราเรียกชื่อชาวเลตามที่กลุ่มเรียกตนเอง คือ มอแกน ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา คำว่า “มอแกน” มาจากคำว่า “ละมอ” (ในภาษามอแกน แปลว่า จมน้ำ) และ “แกน” ซึ่งมาจากชื่อของน้องสาวของราชินีซิเปียนที่ถูกราชินีสาบให้มีชีวิตเร่ร่อนอยู่ในทะเล (Ivanoff 2001:229-230) ชีวิตของชาวมอแกนเดินทางไปตามเกาะต่างๆ จึงถูกกล่าวขานว่ามีชีวิตคล้ายกลุ่มยิปซีที่พักอาศัยอยู่ไม่เป็นหลักแหล่งแน่นอนและเรียกกันว่า “Sea gypsy” หรือ “ยิปซีทะเล”

    ชื่อเรียกตนเอง  

              มอแกน, บะซิง, มาซิง สันนิษฐานกันว่าชื่อ “มอแกน” เป็นชื่อที่สืบสาวไปถึงตำนานเก่าแก่ ชาวมอแกนมีตำนานหรือนิทานที่เล่าสืบกันมาถึงต้นกำเนิดของคำว่ามอแกน ว่ามาจากคำว่า ละมอ (ในภาษามอแกน แปลว่า จมน้ำ) และ แกน ซึ่งเป็นชื่อของน้องสาวของราชินีซิเปียนผู้ครองแว่นแคว้นหนึ่งริมฝั่งทะเล ตำนานเรื่องนี้กล่าวถึง กามัน กะลาสีเรือผู้มาจากดินแดนอันห่างไกล ผู้นำข้าวสารและไฟมาสู่วิถีชีวิตของมอแกน ต่อมาราชินีซิเปียนและกามันรักกันจึงตัดสินใจแต่งงาน แต่ทว่าน้องสาวของราชินีที่ชื่อ แกน กลับมาแย่ง กามัน คนรักของพี่สาวไป ราชินีซิเปียนจึงร่ายคำสาปให้คนทั้งสองและพรรคพวกมอแกนต้องมีชีวิตเร่ร่อนอยู่ในทะเลตลอดไป จึงเป็นที่มาของชื่อ (ละ) มอแกน (นฤมล อรุโณทัย และคณะ , 2557 : 37) 
     

    ชื่อที่ผู้อื่นเรียก  

              ชาวเล, ชาวน้ำ, ชาวไทใหม่, บะซิง, มาซิง, มอแกนปูเลาหรือมอแกนปอลาว, ชาวเกาะ, มอแกนเล, มอแกนเกาะ, สิง 

              ชาวน้ำ เดิมมีคำที่ใช้เรียกชื่อผู้คนกลุ่มนี้ว่า “ชาวน้ำ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี พ.ศ.2542 ให้คำนิยาม “ชาวน้ำ” ว่าเป็น “ชื่อชนชาติเดิมพวกหนึ่งอยู่ทางทะเลด้านตะวันตกของแหลมมลายู ฉลางหรือชาวเลก็เรียก” ชาวเลหลายถือว่าคำว่าชาวน้ำเป็นคำดูถูกดูแคลน  ทำให้รู้สึกแปลกแยกจากกลุ่มอื่น คำนี้จึงไม่นิยมใช้ในปัจจุบัน  

              ชาวเล ก็เป็นคำที่แสดงถึงทัศนะคติเชิงลบในหลายพื้นที่  ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลรู้สึกถึงความเป็นตัวตนที่ด้อยกว่าจนบางคนไม่อยากให้ใครรับรู้ว่าตนเองคือชาวเล  

              ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดคำว่า “ไทยใหม่” หมายถึงว่าชาวเลได้รับการยอมรับและยกระดับเป็นคนไทย ได้รับสัญชาติไทย พูดสื่อสารด้วยภาษาไทยและได้รับการศึกษาในระบบของไทย นอกจากนี้คำว่า “ไทยใหม่” ยังทำให้เกิดความสับสนเพราะเป็นคำรวมที่ใช้เรียกกลุ่มมอแกน มอแกลน หรือ อูรักลาโว้ย จึงไม่สามารถจะระบุให้ชัดเจนได้ว่าเป็นชาวเลกลุ่มใด  

              ซลัง เซลัง หรือซาเลา เป็นชื่อที่ชาวพม่าเรียกชาวมอแกน สันนิษฐานว่า มาจากคำว่า ฉลาง หรือ ถลาง ซึ่งเป็นชื่อโบราณของภูเก็ต คือ จัง ซีลอน ซึ่งเป็นบริเวณที่ชาวเลมาชุมนุมในสมัยก่อนอยู่ทะเล (นฤมล อรุโณทัย และคณะ, 2557: 49) 

           

  • อื่น ๆ :

     

    ตารางแสดงชื่อและคำเรียกชาวเลกลุ่มต่างๆ

    อ้างถึง มอแกน มอแกลน อูรักลาโว้ย
    อ้างโดย
    มอแกน

    มอแกน

    บะซิง

    มาซิง

    มอแกนตามับ

    ออลังตามับ

    ออลังลอนตา
    มอแกลน

    มอแกนปูเลา หรือมอแกนปอลาว

    ชาวเกาะ

    มอแกนเล

    มอแกลน

    ชาวบก

    ออลังลาโว้ย
    อูรักลาโว้ย

    มอแกน

    มอแกนเกาะ

    สิง

    สิงบก

    มอแกนบก

    ลูมอฮลาโว้ย

    อูรักลาโว้ย

    ลาโว้ย

                                                          ที่มา : นฤมล อรุโณทัย, 2557

     

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย ดร.นฤมล อรุโณทัย นักวิจัย-อาจารย์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เอกสารอ้างอิง

    • โครงการนำร่องอันดามันและหน่วยวิจัยชนพื้นเมืองและทางเลือกการพัฒนา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2556). เอกสารหมายเลข 2: โครงการต้อยติ่ง แนวทางการแก้ไขปัญหาความมั่นคงของมนุษย์และชุมชน---พื้นที่นำร่องของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล. พิมพ์ครั้งที่ 3. กันยายน 2556.
    • โครงการนำร่องอันดามัน. (2546). คนพื้นเมืองกับพื้นที่อนุรักษ์. สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2549). 
    • โครงการนำร่องอันดามัน. (2549). ชีวิตพวกเราชาวมอแกน...หมู่เกาะสุรินทร์ พังงา. กรุงเทพมหานคร:จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์ จำกัด.
    • โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2549). แผนที่แสดงนามสถานภาษามอแกน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์  จังหวัดพังงา [โปสเตอร์]. พิมพ์ครั้งที่ 1. ตุลาคม.
    • โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2552). เอกสารสรุปงานนิทรรศการภาพถ่าย “ยิปซีทะเล: วิถีคนกล้าอันดามัน” วันที่ 15 - 27 ธันวาคม 2552  ณ อุทยานการเรียนรู้ TK park.
    • โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2556). รายงานการดำเนินงานโครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนชาวมอแกนอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ภายใต้โครงการการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายพื้นที่คุ้มครองทางทะเลอันดามัน (SAMPAN). 146 หน้า.
    • โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2557). เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “บูรณาการแก้ปัญหาชาวเลสู่การปฎิรูปประเทศ” ในวาระงาน “รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล” ครั้งที่ 5 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร วันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2557. กรุงเทพมหานคร.
    • นฤมล อรุโณทัย. (2559). "ไทยใหม่หรือใครใหม่? การทำความเข้าใจสัญชาติและความเป็นไทยจากหลากหลายมุมมอง” ใน  ไทยต่างด้าวท้าวต่างแดน:สังคมวิทยาของชีวิตข้ามพรมแดน.  คณะบรรณาธิการ: พัทยา เรือนแก้ว, สุภางค์ จันทวานิช, ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
    • นฤมล อรุโณทัย และคณะ. (2549). นามสถานของมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ พังงา. กรุงเทพฯ: จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์ จำกัด.
    • นฤมล อรุโณทัยและคณะ.  (2549). วิถีชีวิตมอแกน. กรุงเทพฯ:  โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
    • นฤมล อรุโณทัย และคณะ. (2557). ทักษะวัฒนธรรมชาวเล. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: หจก.ภาพพิมพ์.
    • นฤมล อรุโณทัย และคณะ. (2559). มารู้จักเรา-เด็กเล. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัท จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์ จำกัด.
    • นฤมล อรุโณทัย, สุพิณ วงษ์บุษราคัม และดิเรก อีไลอัส. (2549). ชุมชนมอแกนและชุมชนอูรักลาโว้ยกับพื้นที่คุ้มครอง การเชื่อมโยงข้อมูลด้านเศรษฐกิจสังคมของชุมชนกับการจัดการวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง: กรณีชุมชนมอแกน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ และชุมชนอูรักลาโว้ย เกาะหลีเป๊ะ อุทยานแห่งชาติตะรุเตา. กรุงเทพฯ: หจก.ภาพพิมพ์.
    • พลาเดช ณ ป้อมเพชร. (2546). โลกของชาวมอแกน : มองจากความรู้พื้นบ้านเกี่ยวกับทะเลและพื้นที่ชายฝั่ง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
    • เรวดี อึ้งโพธิ์. (2558). ดนตรีพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลฝั่งอันดามันแถบภาคใต้ตอนบน. รายงานวิจัยสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
    • สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2558). การจัดทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชนและการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานชุมชนในพื้นที่พิบัติภัยสึนามิ. รายงานเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. 
    • หน่วยวิจัยปฏิบัติการชนพื้นเมืองและทางเลือกการพัฒนาโครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2554).  การวิจัยเรื่องสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรีชาวเลมอแกนและมอแกลนในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
    • Ivanoff, Jacques. (2001). Rings of Coral, Moken Folktales.  Bangkok: White Lotus

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
ภูเก็ต พังงา กระบี่ เป็นต้น1000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              ในสมัยก่อนชาวเลมอแกนมีจำนวนประชากรไม่มากและการเดินทางไม่ได้ถูกจำกัดด้วยพรมแดนรัฐชาติ ช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ฤดูแล้ง) คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน  ชาวมอแกนจะใช้เรือก่าบางเดินทางไปตามเกาะต่างๆ เพื่อทำมาหากิน ส่วนในฤดูฝน ช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หรือในช่วงเดือนพฤษภาคมไปถึงเดือนพฤศจิกายน มอแกนจะสร้างบ้านเรือนในบริเวณอ่าวที่เป็นจุดหลบลม (โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549)

              การเลือกสถานที่พักพิงหรือการสร้างกระท่อมชั่วคราวในช่วงฤดูฝน สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และประสบการณ์ของมอแกนที่สืบทอดกันมาด้านความปลอดภัย โดยจะพิจารณาพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นชายหาดในอ่าวที่สามารถหลบคลื่นลมได้ อ่าวส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะ  เป็นบริเวณที่มีแหล่งน้ำจืด เป็นธารน้ำจากป่า น้ำซับ น้ำซึมหรือน้ำผุดบริเวณไม่ไกลจากชายหาด และเป็นบริเวณที่มีความลาดชันพอเหมาะ สามารถจอดเรือและแล่นเรือเข้า-ออกได้สะดวก (นฤมล อรุโณทัย, สุพิณ วงษ์บุษราคัม และดิเรก อีไลอัส, 2549)

              ชุมชนชาวมอแกนในประเทศไทยมี 5 แห่ง และมีมอแกนกระจายตัวไปอยู่ตามชุมชนชาวเลอื่นๆ แต่ไม่ได้อยู่เป็นกลุ่มใหญ่เหมือน 5 ชุมชนที่เกาะเหลา เกาะพยาม และเกาะช้าง จังหวัดระนอง หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา และหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต

     

    แผนที่การกระจายตัวของชาวเลกลุ่มต่างๆ ในประเทศไทย

    ที่มา: นฤมล อรุโณทัย และคณะ, 2559

     

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

    1. ชุมชนมอแกน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา

              ชาวมอแกนเรียกเกาะสุรินทร์ว่า “ปอลาว หล่าต้ะ”   ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวมอแกนอยู่อาศัยและทำมาหากินมานับร้อยกว่าปี ในสมัยก่อนที่ชาวมอแกนเดินทางเคลื่อนย้ายบ่อย  ในหน้าแล้งก็เดินทางไปตามเกาะต่างๆ เมื่อถึงหน้าฝนก็ขึ้นมาตั้งชุมชนบริเวณอ่าวที่หลบคลื่นลม  ซึ่งบริเวณหมู่เกาะสุรินทร์ มีพื้นที่อย่างน้อย 11 แห่งที่ชาวมอแกนเคยตั้งชุมชนหรือกลุ่มบ้าน/กระท่อม  เช่น 1.จีมัด (อ่าวจาก)  2. บิลุ (อ่าวไทรเอน)  3. ป่านาด ปะอ้อก หล่าวี (หาดมะม่วงหล่าวี )  4. ป่านาด หยู่หุ้น (หาดหยู่หุ้น)  5. ดายะ เอบูม (อ่าวแม่ยาย) ฯลฯ (โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549) 

     

     

              ก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิ ชาวมอแกนอยู่อาศัยที่หมู่เกาะสุรินทร์ใน 2 ชุมชน คือ ชุมชนอ่าวบอนเล็กบนเกาะสุรินทร์ใต้ และชุมชนอ่าวไทรเอนบนเกาะสุรินทร์เหนือ  บางครอบครัวยังคงเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างหมู่เกาะสุรินทร์และเกาะอื่นๆ ในน่านน้ำพม่า หรือระหว่างเกาะสุรินทร์และเกาะพระทองหรือชายฝั่งในประเทศไทย หรือบางทีก็ย้ายไปมาระหว่าง 2 ชุมชนในหมู่เกาะสุรินทร์ภายหลังเหตุการณ์สึนามิ ชาวมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์อพยพย้ายไปพักชั่วคราวที่วัดสามัคคีธรรมในอำเภอคุระบุรีเพราะบ้านเรือนของมอแกนทั้งสองชุมชนพังเสียหายจนหมด  และผลกระทบจากคลื่นทำให้ลักษณะของโนนทรายแคบลงไม่เหมาะต่อการสร้างบ้านเรือน  ภายหลังจากนั้นที่มีผู้บริจาคเข้ามาช่วยสร้างบ้านพักให้มอแกนที่อ่าวบอนใหญ่  ที่แห่งนี้จึงเป็นพื้นที่ที่รวมมอแกน 2 ชุมชนไว้ด้วยกัน อาศัยอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ทำให้มอแกนมีแนวโน้มเกิดความขัดแย้งบ่อยครั้ง ขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะมูลฝอยและการกำจัดสิ่งปฏิกูล น้ำอุปโภคบริโภคก็ส่งผลต่อความเป็นอยู่ โดยเฉพาะหน้าแล้งและหน้าฤดูกาลท่องเที่ยว  

    2. ชุมชนมอแกนเกาะเหลา เกาะช้าง และเกาะพยาม ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง 

              เดิมเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัย เดินทางไปมาและรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี  สมัยก่อนเกาะเหลาเป็นเพียงที่จอดเรือหรือที่ตั้งเพิงพักชั่วคราวของชาวมอแกนเพื่อหลบคลื่นลม และเป็นสถานที่ที่นำสัตว์ทะเลที่เก็บหาได้มาแลกเปลี่ยนกับข้าว กะปิ พริก ฯลฯ กับคนไทยตามเกาะ  หรือนำไปขายให้กับเถ้าแก่บนฝั่ง เนื่องจากที่ตั้งของเกาะเหลาอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองระนอง  ชาวมอแกนบริเวณนี้อาศัย เดินทาง และทำมาหากินทางทะเลระหว่างเกาะเหลา เกาะสินไห เกาะช้าง และเกาะพยาม การตั้งถิ่นฐานถาวรบนเกาะเหลาเริ่มมาประมาณ40-50 ปีมาแล้ว   โดยมีอดีตตํารวจน้ำชักชวนให้ชาวมอแกนกลุ่มหนึ่งเข้ามาอาศัยบริเวณนี้ กลุ่มแรกที่เข้ามาอาศัยที่เกาะเหลามีไม่เกิน 10 ครัวเรือน ต่อมามีชาวมอแกนเข้ามาตั้งหลักแหล่งมากขึ้น มีการขยายชุมชนออกไปเรื่อยๆ  หลังเหตุการณ์สึนามิ มีหลายองค์กรลงมาให้ความช่วยเหลือชุมชนชาวมอแกนเกาะเหลา  และมีคริสตจักรมาช่วยเหลือและสร้างบ้านให้ชาวมอแกนที่เกาะช้าง และเกาะพยาม หากรวมประชากรทั้งที่เกาะเหลา เกาะพยามและเกาะช้างด้วยจะมีจำนวน 519 คน  ทำให้ระนองเป็นจังหวัดที่มีชาวมอแกนอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย

    3. ชุมชนมอแกนหาดราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต  

              ชาวมอแกนหาดราไวย์อาศัยอยู่ด้านตะวันตกของชุมชนชาวเลหาดราไวย์ทางทิศใต้ของเกาะภูเก็ตที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอูรักลาโว้ย ชุมชนชาวเลหาดราไวย์นี้มีมาอย่างน้อยกว่าร้อยปีมาแล้ว  แม้ว่าดั้งเดิมจะเป็นชุมชนชาวอูรักลาโว้ยแต่ชาวมอแกนก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้มานาน  และมีการแต่งงานข้ามกลุ่มกันมานานเช่นเดียวกัน  เนื่องจากชาวมอแกนเดินทางไปมาโดยเรือก่าบาง ลงไปถึงหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล  และพบปะปฏิสัมพันธ์กับชาวอูรักลาโว้ยในชุมชนต่างๆ ด้วย

     

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              ชาวมอแกนตกปลา งมหอย ปลิงทะเล และสัตว์ทะเลอื่นๆ เพื่อเลี้ยงชีพและเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนกับข้าวสารและข้าวของจำเป็นมาช้านาน  เครื่องมือที่ใช้เป็นเครื่องมือง่ายๆ ที่มักจะทำขึ้นเอง เช่น ฉมวก แว่นตาดำน้ำ เหล็กเกี่ยวปู เหล็กเจาะหอย ฯลฯ  ในการออกทะเลไปในระยะใกล้ๆ  ชายชาวมอแกนแจวเรือขนาดเล็กที่เรียกว่า “ฉ่าพัน” ไปตกปลา งมหอย ปลิงทะเล จับปูและสัตว์ทะเลต่างๆผู้หญิงมอแกนจะชักชวนกันไปหาอาหารยามที่น้ำทะเลลดลง โดยการเดินลัดเลาะไปตามโขดหิน หาดทราย แนวปะการัง ป่าชายเลนไปหาสัตว์ทะเลมาทำเป็นอาหารสำหรับคนในครอบครัว

     

    เรือฉ่าพัน   

     

    เด็กมอแกนเรียนรู้การหาเพรียงทราย

     

              ในช่วงฤดูฝน ชาวมอแกนก็ใช้ประโยชน์จากป่า ขุดหัวมัน หัวกลอย เก็บผลไม้ป่า ขุดหน่อไม้ และเก็บพืชผักต่างๆ  ป่ายังเป็นแหล่งทรัพยากรไม้และไม้ไผ่ที่ชาวมอแกนนำมาทำบ้าน ทำเรือ ทำเครื่องมือเครื่องใช้ในบ้านและเรือ  เก็บไม้ฟืนมาเป็นเชื้อเพลิงหุงหาอาหาร อีกทั้งเป็นแหล่งพืชสมุนไพร ป่า ทะเล และวิถีชีวิตชาวมอแกนเป็นระบบที่พึ่งพากัน เป็นระบบที่คนช่วยดูแลรักษาป่า ในขณะเดียวกันป่าและทะเลก็หล่อเลี้ยงและก็ให้ประโยชน์กับกลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิมเช่นชาวมอแกนด้วย

              ชาวมอแกนมีหัตถกรรมสำคัญคือเสื่อและกระปุกทำด้วยใบเตยหนาม (จะแค่กะโดง) ซึ่งเป็นพืชในท้องถิ่นมาสานและบางครั้งก็ย้อมสีและขึ้นเป็นลายต่างๆ เพื่อขายให้นักท่องเที่ยว ส่วนผู้ชายชาวมอแกนก็ทำเรือจำลองเป็นรูปทรงเรือก่าบาง มีหลังคา ซึ่งก็เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

     

    ผลิตภัณฑ์จากเตยหนาม เช่น เสื่อ กระปุก

    ที่มา: กิ่งแก้ว บัวเพชร, 2551

     

    ขายผลิตภัณฑ์ให้กับนักท่องเที่ยวในหมู่บ้านมอแกน

    ที่มา: โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2552

     

              

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              ชาวเลมอแกนมีสายสัมพันธ์แห่งความเป็นเครือญาติอย่างแยกไม่ออก เนื่องจากสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากการแต่งงาน จึงไม่สามารถมองจากนามสกุลได้เพียงอย่างเดียว คำเรียกญาติในลำดับชั้นต่างๆ ของมอแกนมีลักษณะคล้ายคนไทย คือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา พี่ น้อง ซึ่งทำให้เห็นระบบความสัมพันธ์ที่มีความเคารพและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี ไม่ทำให้รู้สึกห่างเหิน

    ภาพผังเครือญาติชาวมอแกน

    ที่มา: นฤมล อรุโณทัย และคณะ, 2559

     

  • การนับญาติ การเรียกชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              ต้นตระกูลของชาวมอแกนอาจสืบได้จากตระกูลภาษาออสโตรนีเชียนที่ชาวมอแกนใช้ และจากการสืบสาวเรื่องราวเกี่ยวกับชนเผ่าที่เดินทางทางทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดกันว่ามอแกนสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มโปโตรมาเลย์ (Proto Malay) ซึ่งเป็นคนพวกแรกๆ ที่อพยพมาอยู่ในบริเวณแหลมมลายู ต่อมาคนกลุ่มนี้หันมาใช้ชีวิตทางทะเล  เดินทางร่อนเร่ทำมาหากินตามหมู่เกาะและชายฝั่ง คนกลุ่มเหล่านี้ก็แยกย้ายกระจัดกระจาย พัฒนาการของสังคมและภาษาก็ต่างกันออกไปจนแยกเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม(นฤมล อรุโณทัย และคณะ, 2557)

              นามสกุลเป็นสิ่งที่แสดงถึงที่มาของบุคคล และสายตระกูลได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีความหมายที่มีลักษณะจำเพาะเจาะจงสำหรับชาวเล  คือ บ่งบอกถึงถิ่นที่อยู่อาศัย เอกลักษณะ ความถนัดเชี่ยวชาญและความผูกพันกับทะเล ความถนัดในการทำมาหากินทางทะเล ชาวมอแกนที่หมู่เกาะสุรินทร์มีนามสกุลร่วมกันคือ “กล้าทะเล” ซึ่งนามสกุลนี้ครอบคลุมเครือญาติหลายสาย  ทำให้สายสัมพันธ์และการสืบเชื้อสายรวมทั้งการเกี่ยวดองโดยการแต่งงานไม่สามารถจะพิจารณาหรือแยกแยะจากนามสกุลได้    ส่วนนามสกุลของชาวมอแกนส่วนใหญ่ที่เกาะเหลา เกาะพยาม และเกาะช้าง คือ “ประมงกิจ” ซึ่งเป็นนามสกุลเดียวกับชาวอูรักลาโว้ยที่ภูเก็ต

     

  • การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              มอแกนไม่มีเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายหรือชุดประจำเผ่าที่เป็นเอกลักษณ์ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของมอแกนเป็นแบบเรียบง่าย มีเพียงเสื้อ กางเกง หรือผ้านุ่ง ผ้าขาวม้าแบบคนในท้องถิ่นภาคใต้  หนุ่มสาวมอแกนสมัยนี้แต่งตัวทันสมัยตามแฟชั่นเช่นคนเมืองมากขึ้น เช่น สวมกางเกงยีนส์เพราะได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ ละคร  แต่โดยทั่วไปหากอยู่ในชุมชน ชายมอแกนจะนิยมสวมกางเกงผ้าขายาว กางเกงขาสั้น ผ้าขาวม้าเพียงตัวเดียวกับเสื้อยืดหรือเชิ้ต เพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการทำงาน  รวมถึงความเหมาะสมกับสภาพอากาศ  ขณะที่หญิงมอแกนจะสวมผ้านุ่งกับเสื้อ  หรือผ้านุ่งเพียงอย่างเดียวแบบกระโจมอก หรือบางคนสวมผ้านุ่งและเปลือยท่อนบนหรือสวมเพียงเสื้อชั้นในสำหรับหญิงที่แต่งงานแล้ว  ส่วนเด็กเล็กๆ ก็จะสวมเสื้อผ้าทั่วไป ขณะที่บางคนก็ไม่สวมใส่เสื้อผ้าเลย 

     

      

    การแต่งกายของหญิงชายมอแกนด้วยชุดที่สะดวกสบายต่อการสวมใส่และเหมาะกับสภาพอากาศ

    ที่มา: โครงการนำร่องอันดามัน, 2557

     

  • บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              สมัยก่อนชาวมอแกนอาศัยอยู่ในเรือก่าบาง เป็นเรือไม้ขุดเสริมกราบด้วยไม้ระกำ มีหลังคาทำด้วยใบเตยหนาม ใช้ใบเรือและใช้แจว หากมีลม ชาวมอแกนจะกางใบเรือที่ทำจากใบเตยหนาม แล่นไปตามความเร็วลม ก่าบางเปรียบเสมือนบ้านที่มีสิ่งจำเป็นต่างๆ ตั้งแต่เครื่องมือทำมาหากิน ข้าวของเครื่องใช้และเสื้อผ้า(โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549)

    ภาพ  ก่าบางแบบดั้งเดิมของมอแกน

    ที่มา: พลาเดช ณ ป้อมเพชร, 2549

     

              ปัจจุบัน ก่าบางที่เสริมกราบด้วยไม้ระกำหาไม่ได้อีกแล้ว มีเพียงเรือที่เสริมกราบเรือด้วยไม้กระดานเพราะมีอายุกาใช้งานที่ยาวกว่า แต่ต้องติดเครื่องยนต์เพื่อให้เรือสามารถแล่นไปได้ ก่าบางที่มีรูปทรงแบบดั้งเดิมของชาวมอแกนในประเทศไทยเหลือเพียงลำเดียว อยู่ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา ข้อจำกัดในเรื่องการตัดไม้มาทำเรือเป็นอุปสรรคใหญ่ ที่ทำให้ชุมชนไม่สามารถรื้อฟื้นภูมิปัญญาในการทำเรือแบบดั้งเดิมได้อีก ความรู้ในการส้รางเรือเหล่านี้จึงสูญหายไป

              ในช่วงฤดูฝน ชาวมอแกนจะสร้างเพิงพัก กระท่อม หรือบ้านในบริเวณอ่าวที่หลบลม สะดวกต่อการทำมาหากิน การเก็บหาสัตว์ทะเล การจอดเรือและใกล้แหล่งน้ำจืดบ้านสร้างจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายบนเกาะ เช่น ไม้ไผ่ ใบค้อ ใบเตยหนาม ฯลฯ ตัวบ้านและพื้นบ้านทำจากไม้และไม้ไผ่ มุงหลังคาและกั้นฝาบ้านด้วยใบค้อหรือใบเตยหนาม ฯลฯ ตัวบ้านและพื้นบ้านทำจากไม้และไม้ไผ่ มุงหลังคาและกั้นฝาบ้านด้วยใบค้อหรือใบเตยหนามที่นำมาเย็บติดกัน เมื่อบ้านทรุดโทรมหรือผ่านช่วงมรสุมก็จะทำการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่

              บ้านหรือเพิงพักแบบดั้งเดิมของชาวมอแกนที่สร้างริมหาดจะมีเสาบ้านสูง ลดหลั่นกันตามลักษณะของชายหาด การปลูกบ้านใต้ถุนสูงทำให้อากาศมีการถ่ายเท ลมพัดเย็น และการสร้างบ้านริมหาดทำให้สังเกตเห็นเรือเข้า-ออก สังเกตคลื่นลมได้ง่าย บ้านที่อยู่ถัดเข้ามาด้านในหาดจะมีใต้ถุนเตี้ยลงมา บ้านบางหลังต่อเติมพื้นที่เป็นชานหรือระเบียง การสร้างบ้านแบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจในลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ในขณะที่บ้านสมัยนี้มีลักษณะเป็นบ้านถาวรมากขึ้น เพราะชาวมอแกนปักหลักอยู่กับที่ หลังจากเหตุการณ์สึนามิ ชาวมอแกนในหลายชุมชนได้รับความช่วยเหลือในการสร้างบ้านจากวัสดุที่ได้รับการบริจาคมาจากภายนอก เช่น  บ้านชาวมอแกนเกาะเหลา เกาะช้าง และเกาะพยาม มีการสร้างบ้านเสาปูน ฝาไม้กระดาน และหลังคากระเบื้อง

     

    ภาพบ้านเสาสูงในสมัยก่อนที่หาดอ่าวบอน หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา

    ถ่ายภาพในช่วงเวลาน้ำขึ้น (ซ้าย) และน้ำลง (ขวา)

    ที่มา: พลาเดช ณ ป้อมเพชร, 2549

             

  • อาหารของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างหญิงชายในครัวเรือน  ขณะที่ผู้ชายแจวเรือฉ่าพันออกไปตกปลา  หญิงมอแกนจะชักชวนกันไปหากับข้าวยามที่น้ำทะเลลดลง เดินลัดเลาะไปตามโขดหินเพื่อหาหอยติบ ขุดเพรียงทราย ฯลฯ มาทำเป็นอาหารสำหรับคนในครอบครัว ในช่วงฤดูฝน อาหาร พืชพรรณจากป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ชาวมอแกนก็ได้ใช้ประโยชน์จากป่า ขุดหัวเผือก หัวมัน หัวกลอย ผลไม้ป่า หน่อไม้ และพืชผักต่างๆ ได้อย่างมากมาย เป็นระบบที่พึ่งพากันระหว่างมอแกนกับธรรมชาติ ระบบที่คนช่วยดูและรักษาป่าและธรรมชาติ ป่าก็ให้ประโยชน์ในด้านอาหาร  สมุนไพรกับมอแกนและใช้สอยอื่นๆ เช่น ทำเครื่องมือเครื่องใช้ในบ้าน  ไม้ฟืนหุงหาอาหาร ฯลฯ

     

  • ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              ชาวมอแกนมีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็น “วิญญาณบรรพบุรุษ” และ “วิญญาณในธรรมชาติ”  และความเชื่อเหล่านี้หลอมรวมและยึดโยงชาวมอแกนในชุมชนไว้ด้วยกัน โดยมี “ออลางปูตี” หรือ ผู้นำทางจิตวิญญาณที่เป็นคนเข้าทรงติดต่อสื่อสารกับวิญญาณเหล่านั้น และมีพิธีกรรมเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองชุมชน  ในพิธีที่สำคัญคือการฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษในเดือน 5 ทางจันทรคติ  มีการตัดไม้มาแกะทำเสาเพื่อเป็นตัวแทนของวิญญาณบรรพบุรุษหญิง-ชาย หรือที่เรียกว่า “หล่อโบง”  

              นอกจากความเชื่อที่เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ชาวมอแกนยังมีความเชื่ออีกหลายอย่างที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตประจำวัน  เช่น การเลือกที่ตั้งของบ้านหรือเพิงพักเพื่อให้อาศัยอยู่ในที่ปลอดภัย คนในบ้านไม่เจ็บป่วย และอยู่ในบ้านอย่างมีความสุข เช่น มีความเชื่อว่าก่อนจะยกบ้านต้องมีการสำรวจบริเวณที่จะปลูกบ้านเป็นอย่างดี ห้ามตั้งบ้านเรือนในบริเวณที่มีทางน้ำไหลหรือมีตาน้ำผุดขึ้นมา พื้นที่ต้องไม่เป็นหลุมเป็นบ่อเวลาฝนตก หรือเป็นที่น้ำไหลมารวมกันเป็นแอ่งน้ำขัง เพราะชาวมอแกนเชื่อว่าสิ่งอัปมงคลจะไหลเข้ามาอยู่ใต้บ้าน     

              ชาวมอแกนไม่นิยมหันหน้าบ้านทางทิศใต้ เพราะทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นทิศที่นำฝนและลมพายุรุนแรงเข้าสู่บ้าน ส่วนบันไดบ้านก็ต้องเป็นจำนวนเลขคี่เท่านั้น ถ้าใครยกบ้านมีบันไดเป็นเลขคู่ จะเรียกว่า บ้านผี และจะทำให้คนในบ้านไม่สบาย หาหอยหาปลาไม่ได้   ความเชื่อเช่นนี้คล้ายคลึงกับคนไทย และมีผู้ตีความว่าบันไดเลขคี่ จะทำให้คนก้าวขึ้นด้วยเท้าข้างที่ถนัด และจบที่เท้าข้างเดียวกันนั้น ทำให้ก้าวเดินได้ครบจังหวะและมีความมั่นคงมากกว่า (นฤมล อรุโณทัย และคณะ, 2557 )

              นอกจากนั้น  ชาวมอแกนยังมีความเชื่อว่าต้องเว้นระยะห่างระหว่างบ้าน “พอให้ผีเดินผ่านได้ ถ้าผีเดินผ่านไม่ได้ ผีจะเข้าไปในบ้าน ทำให้เด็กๆ ในบ้านเป็นไข้” ความเชื่อเช่นนี้ทำให้บ้านแต่ละหลังมีพื้นที่โปร่งโล่งรอบบริเวณบ้าน ทำให้หมู่บ้านไม่แออัดและหลังคาไม่เกยกัน (นฤมล อรุโณทัย และคณะ, 2557 )

              การสร้างเรือก็เป็นไปตามความเชื่อดั้งเดิมเช่นกัน ในการเลือกไม้ทำเรือนั้น ชาวมอแกนต้องทำพิธีขอไม้จากรุกขเทวดาหรือวิญญาณในธรรมชาติก่อน เพราะเชื่อกันว่าไม้ทุกต้นมีวิญญาณสิงสถิตย์อยู่ ความเชื่อนี้ทำให้มอแกนอ่อนน้อมและเคารพต่อธรรมชาติ และการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์นั้นก็มีข้อปฏิบัติที่ยึดถือสืบเนื่องต่อๆ กันมาควบคุมอยู่

  • พิธีกรรมสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              พิธีกรรมสำคัญประจำปีของมอแกน คือ พิธีฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษ หรือเรียกว่า “เหน่เอนหล่อโบง” จัดขึ้นในช่วงเดือน 5 หรือประมาณเดือนเมษายนของทุกปี เป็นพิธีกรรมที่สร้างเงื่อนไขในการรวมญาติพิธีหนึ่ง ชาวมอแกนจากเกาะต่างๆ ทยอยเดินทางมาร่วมงาน พบปะสังสรรค์กัน อีกทั้งยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ

     

    ภาพ  เสาหล่อโบงและศาลบรรพบุรุษ

    ภาพโดย: กิ่งแก้ว บัวเพชร, 2553

     

              พิธีฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษนี้จัดขึ้น 3 วัน 3 คืน ทุกคนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมกับพิธีนี้  โดยกลุ่มผู้ชายมอแกนจะไปตัดไม้จากในป่า การเลือกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทำพิธี ต้องอาศัยผู้นำที่เป็นคนทรงทำพิธีสื่อสารกับวิญญาณนำทางไปและกำหนดว่าไม้ต้นไหนที่สามารถตัดมาทำเสาวิญญาณบรรพบุรุษได้  ตัดไม้ 3 ต้น  เมื่อได้ไม้ 3 ต้นสำหรับเสาหล่อโบงแล้วก็จะตัดและช่วยกันแบกกลับมาที่หมู่บ้าน ขณะที่ผู้ชายช่วยกันทำการแกะสลักไม้แต่ละต้น  ซึ่งเป็นตัวแทนปู่หรือตา ย่าหรือยาย และลูกหลาน  ระบายสี ผูกผ้าตกแต่งเสาจนสวยงาม  ผู้หญิงมอแกนและเด็กๆ จะช่วยกันทำศาลบรรพบุรุษที่มีลักษณะคล้ายบ้านขนาดเล็กรอที่ลานพิธี   เตรียมขนม 9 อย่าง และของเซ่นไหว้ในพิธีกรรมที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย  เดิมของเซ่นไหว้จะมีเต่ารวมอยู่ด้วย แต่ปัจจุบันใช้ไก่แทน เพราะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และการอนุรักษ์  บริเวณลานพิธีเต็มไปด้วยชาวมอแกนทั้งหมู่บ้าน เด็ก ผู้เฒ่าผู้อาวุโสที่ยึดมั่นในวัฒนธรรมประเพณี มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน 

              “โต๊ะหมอ หรือ ออลางปูตี” คือ ผู้ที่ติดต่อกับวิญญาณบรรพบุรุษ จะเริ่มเข้าทรง  กินของเซ่นไหว้  และทำพิธีสื่อสารกับวิญญาณบรรพบุรุษและวิญญาณในธรรมชาติ  ระหว่างนั้นจะมีการบรรเลงรำมะนา และการร้องรำตลอดทั้งวัน ในบางปีจะมีการทำเรือลอยเคราะห์ซึ่งจะนำออกไปลอยในทะเลช่วงรุ่งสางในวันสุดท้ายของงาน เพื่อปัดเป่าทุกข์โศกและสิ่งไม่ดีให้ออกไปจากครอบครัวมอแกนและชุมชน  

     

  • เครื่องดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

    เครื่องดนตรีพื้นบ้านที่สำคัญของชาวมอแกนมีเครื่องสาย (string instrument) และเครื่องตีกระทบ (percussion instruments) สำหรับเครื่องตีกระทบ มีรำมะนา ฉิ่ง และฆ้อง  ที่ชาวมอแกนใช้ตีกำกับจังหวะของเพลง และประกอบการร่ายรำต่างๆ   ส่วนเครื่องสายประเภทใช้คันสีเรียกว่า “กาติ๊ง” เป็นเครื่องสายที่ทำขึ้นจากจากปล้องไม้ไผ่  มีสายที่ทำจากเส้นเอ็น 2 สาย หรือบางครั้งก็ทำจากไม้แกะสลัก มีรูปลักษณะคล้ายกับไวโอลิน  นอกจากนั้นก็มีกาติ๊งที่มีคอเป็นไม้แต่ใช้กระป๋องเปล่าเป็นตัวทำให้เกิดความก้องของเสียง

     

                             

                                                              ผู้อาวุโสตีรำมะนาประกอบการร้องเพลง                ผู้อาวุโสมอแกนสาธิตการเล่นเครื่องดนตรี “ก่าติ๊ง”

                                                                ภาพโดย: กิ่งแก้ว บัวเพชร, 2550                                   ที่มา: นฤมล อรุโณทัย

  • เพลงของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              ชาวมอแกนใช้กาติ๊งบรรเลงเพลงในโอกาสต่างๆ  เรวดี อึ้งโพธิ์ ผู้ศึกษาดนตรีชาวมอแกนให้ความเห็นว่า

    “ดนตรีมอแกนจึงเป็นการแสดงออกซึ่งความรื่นเริง แสดงถึงความสุข สนุกสนาน นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกสามัคคี เป็นกิจกรรมร่วมกันระหว่างการจัดกิจกรรมในพิธีกรรมที่ยาวนาน ดนตรียังเป็นเครื่องผ่อนคลายระหว่างการทำพิธีกรรมด้วย ทั้งนี้มิใช่เพื่อความสนุกสนาน แต่เพื่อเป็นการคั่นเวลาให้ผู้ทำพิธีได้พักหรือจัดหาของมาเซ่นไหว้ นอกจากนี้การร้องเพลงเพื่อให้เกิดความรื่นเริงยังมีจุดประสงค์แฝงเพื่อบูชาแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วหรือสิ่งที่ชาวมอแกนนับถือด้วย”  (เรวดี อึ้งโพธิ์ 2558:64)

     

              เพลงส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์ สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติ วิถีชีวิต การทำมาหากิน การเดินทาง เช่น เพลง “ลูยู่” หรือล่องทะเล เพลง “บัก ปะญุ่ย” หรือล่าเต่า  เพลง “ดูยุ่ง”  หรือพะยูน  เป็นที่น่าเสียดายว่าคนเก่าแก่ไม่กี่คนในหมู่บ้านเท่านั้นที่เล่นเครื่องดนตรีและขับร้องเพลงเหล่านี้ได้ 

  • ตำนานของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              ตำนานคลื่นเจ็ดชั้น “ละบูน” หรือคลื่นเจ็ดชั้น เป็นความรู้ของมอแกนสมัยก่อนที่ถูกถ่ายทอดมาจนกลายเป็นตำนาน ที่ช่วยชีวิตมอแกนให้รอดพ้นจากการถูกกลืนกินของคลื่นยักษ์สึนามิ เป็นสิ่งเตือนใจเกี่ยวกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต เมื่อมอแกนอาวุโสในชุมชนเห็นการลดลงของระดับน้ำทะเลผิดปกติ และเห็นคลื่นขนาดใหญ่กำลังมา จึงเตือนให้ลูกหลานและคนในชุมชนปีนขึ้นไปหลบบนพื้นที่สูง สัญชาตญาณของคนที่อยู่ในทะเลก็รีบบังคับเรือให้ห่างจากฝั่งเพื่อลดการกระแทกของคลื่น คลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ชุมชนได้รับความเสียหาย บ้านเรือนพัง ข้าวของเสียหาย  ฯลฯ แต่ไม่มีมอแกนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ กลับเป็นผู้ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวและคนอื่นๆ รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและหาที่หลบภัยได้ทัน

     

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              1. ปัญหาการไร้สัญชาติซึ่งทำให้ขาดสิทธิขั้นพื้นฐานหลายอย่าง  ชาวมอแกนส่วนน้อยได้บัตรประชาชนแล้ว แต่ส่วนใหญ่ถือบัตรเลขศูนย์หรือบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ทำให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำกัด เช่น การรักษาพยาบาล การเดินทางออกนอกพื้นที่ นอกจากนั้นยังอาจถูกตรวจจับในระหว่างเดินทาง ฯลฯ  

              2. ปัญหาการขาดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำมาหากินจำกัดลง  การขาดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาใหญ่ร่วมกันสำหรับชาวเลส่วนใหญ่  สำหรับชาวมอแกน มีกลุ่มที่อาศัยในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ของเอกชน และบางแห่งก็เป็นอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติ ป่าชายเลน ฯลฯ  ส่วนทะเลและพื้นที่ชายฝั่งที่จะทำมาหากินและทำประมงได้ก็จำกัดลงในทำนองเดียวกัน  และทรัพยากรทางทะเลยังลดน้อยลงอีกด้วย  นอกจากนั้นยังมีปัจจัยต่างๆ ที่จำกัดการเดินทางทางทะเลทำให้ชาวมอแกนไม่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระหรือเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องตามเกาะต่างๆ ได้เช่นอดีต 

              3. ปัญหาความไม่เข้าใจ ไม่เห็นคุณค่าในวิถีวัฒนธรรมทำให้เกิดการถูกดูแคลน  เอารัดเอาเปรียบ  หรือไม่ได้รับความใส่ใจ  ชาวมอแกนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชายขอบเช่นเดียวกับชาวเลอีก 2 กลุ่ม แต่เดิมชาวเลมักจะถูกดูถูกดูแคลนว่าเป็นคนล้าหลัง ไม่มีการศึกษา  ในด้านหนึ่งจึงถูกละเลย ไม่ได้รับความใส่ใจ  แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถูกกระแสการ “พัฒนา” พยายามเปลี่ยนให้เป็นกลุ่มที่ “พัฒนา” มากขึ้น ตั้งถิ่นฐานถาวรมากขึ้น เด็กๆ เข้าโรงเรียน ในขณะที่วิถีวัฒนธรรมเดิมๆ ไม่ได้รับการทะนุบำรุงหรือสร้างเสริมให้เข้มแข็ง      ชาวมอแกนจึงถูกกลืนกลายและค่อยๆ สูญเสียวิถีของตนไป

              4. ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมอย่างรวดเร็ว  สืบเนื่องจากการที่วัฒนธรรมไม่ได้รับความใส่ใจจากทั้งภายในชุมชนเองและภายนอก  จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมอย่างรวดเร็ว  เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเดินทางอพยพโยกย้ายบ่อยครั้ง และจากการทำมาหากินทางทะเลและหาของป่ามาเป็นวิถีที่ตั้งหลักแหล่งอย่างกึ่งถาวรหรือถาวร วิถีการทำงานรับจ้างรายวัน  เกิดการรับเอาวัฒนธรรมใหม่ๆ เข้ามาอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้กลั่นกรอง  วัฒนธรรมบริโภคนิยมได้เข้ามาแทนที่วัฒนธรรมดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นการกิน การแต่งกาย เครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวก การติดอบายมุข  ฯลฯ 

     

    ภาพที่  เด็กๆ ติดนิสัยการกินขนมถุงที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ

    ที่มา: โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม, 2554

     

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน :

              ชาวมอแกนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่รักสงบเช่นเดียวกับชาวมอแกลนและชาวอูรักลาโว้ย  วิถีที่หาอยู่หากินกับธรรมชาติ  ไม่สะสม ไม่ต้องการมีเรื่องราวกับผู้ใด ทำให้อยู่อย่างอะลุ้มอล่วยและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ในขณะเดียวกันภาวะความเป็นชายขอบทำให้ชาวมอแกนมักจะถูกหลอกถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีการเรียกร้องทวงสิทธิใดๆ   

              หลังเหตุการณ์สึนามิ เรื่องราวของชาวมอแกนเริ่มเป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น และต่อมาเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบายเกี่ยวกับการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล  มีการตั้งกรรมการระดับชาติและระดับจังหวัด ก็เกิดการพบปะและรวมตัวกันของตัวแทนชาวเลทั้ง 3 กลุ่ม  ทำให้มีการตั้ง “เครือข่ายชาวเล” ขึ้น    เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลในวันที่ 2  มิถุนายน 2553  จึงเกิดการทำงานในเรื่องนี้ในภาคส่วนของราชการ  และมีการสนับสนุนงาน “รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล” ทำให้เกิดการรวมตัวกันของ 3 กลุ่มเป็นประจำทุกปี ซึ่งในงานมีการพบปะกัน มีงานเสวนา การแสดงทางวัฒนธรรม ฯลฯ   ในปีแรกงานนี้จัดขึ้นที่ที่ว่าการอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา และต่อมาได้หมุนเวียนกันไปจัดตามชุมชนต่างๆ เช่น ชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต  ชุมชนทุ่งหว้า จังหวัดพังงา และชุมชนสังกะอู้ จังหวัดกระบี่

              ต่อมาเครือข่ายชาวเลได้เชื่อมโยงกับเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชาติพันธุ์ ทำให้ชาวเลมีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงเรื่องราวของชุมชนชาติพันธุ์และร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเรื่องสิทธิของชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์มากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ดี ชาวมอแกนจากเกาะไกลๆ เช่น เกาะช้าง เกาะพยาม จังหวัดระนอง  และหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา มีข้อจำกัดในการมีส่วนร่วมเพราะการเดินทางและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร  แต่ก็มีตัวแทนชาวมอแกนจากชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต  ที่สะท้อนถึงเสียงของผู้ที่ถูกผลกระทบเรื่องการท่องเที่ยว และชี้แจงปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำมาหากินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณได้ว่าปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล ทั้งนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว  การประกาศเขตอุทยานทางทะเลและเขตอื่น ๆ ของรัฐ   ส่งผลให้เบียดขับวิถีชีวิตวัฒนธรรม    การแก้ปัญหาจึงต้องใช้ความร่วมมือสานพลังจากหลายฝ่าย  ทั้งองค์กรภาครัฐ  ภาคเอกชนและกลุ่มชาวเล จึงจะบรรลุผล (โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2557)

Access Point
No results found.

ชาวมอแกน ใช้ชีวิตสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับท้องทะเล อดีตใช้เรือก่าบาง เรือฉ่าพัน สัญจรไปมาและเป็นที่พักอาศัยก่อนการลงหลักปักฐานสร้างชุมชนริมทะเล เกาะแก่งที่กระจายอยู่ในทะเลฝั่งอันดามัน  ชุมชนชาวมอแกนในประเทศไทยมี 5 แห่ง และมีมอแกนกระจายตัวไปอยู่ตามชุมชนชาวเลอื่นๆ แต่ไม่ได้อยู่เป็นกลุ่มใหญ่เหมือน 5 ชุมชนที่เกาะเหลา เกาะพยามและเกาะช้าง จังหวัดระนอง หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงาและหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ชาวมอแกนอาศัยท้องทะเลเป็นแหล่งอาหาร จับหาสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือประมงขั้นพื้นฐาน ใช้ทรัพยากรรรมชาติในการดำรงชีพ